สุดสวาททาสหัวใจ เขียนโดย ณศิกมล

ตอนที่ 1 : 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,264
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    6 มี.ค. 56

ย่านสีลม

                “ไม่ต้องหรอกไอ้ตรีเดี๋ยวฉันไปซื้อเอง” ปฏิวัติบอกกับคนขับรถที่รับใช้ใกล้ชิดมานานเกือบยี่สิบปี เมื่อเห็นเขากำลังจะปลดเข็มขัดนิรภัย

                “ครับคุณเด่น” ชาตรียอมทำตามเมื่อมองไปที่ร้านค้าแห่งนั้นแล้วเห็นคนบางตา ไม่ต้องไปยืนเข้าคิวเป็นสิบๆ คนเหมือนทุกครั้งที่มา

                “แกอยากกินอะไร”

                “ไอ้ที่อยากมันคงไม่ได้หรอกครับคุณเด่น” คนขับรถมองลอดกระจกออกไปที่ร้านประจำแห่งนั้นก่อนจะตอบเจ้านาย

                “อะไรวะที่แกอยาก”

                “น้องหมวยเล็กครับ” ชาตรีในวัยเกือบสี่สิบที่หัวล้านเถิกไปเกือบครึ่งฉีกยิ้มแป้นให้เจ้านาย

                “มึงคิดว่ามึงเป็นขุนช้างหรือไงวะไอ้ตรี” ชายหนุ่มวัยสี่สิบห้าที่ยังดูหนุ่มกว่าอายุและหนุ่มกว่าคนขับรถมากๆ ต่อว่าเสียงขรึมกลับไป แต่ในใจนั้นเคืองกับคำพูดของมันนัก ที่บังอาจมามองผู้หญิงคนเดียวกับตน

                “ผมก็อยากเป็นขุนช้างเหมือนกันครับคุณเด่น จะได้แม่วันทองน้องหมวยเล็กมาเป็นคู่เชยชม” ชาตรีทำท่าฝันหวาน

                “ไปทำให้รวยเหมือนขุนช้างก่อนเถอะไอ้ตรี อย่ามาฝันเฟื่องให้ข้าเห็นหน่อยเลย เคืองตาว่ะ” ถ้ามึงเป็นขุนช้างกูก็ต้องเป็นขุนแผนโว้ยไอ้ตรี แม่วันทองน้องหมวยเล็กของมึงต้องเป็นของกูก่อน ส่วนมึงก็เป็นขุนช้างผู้อาภัพไป รอให้ตายก็ไม่ได้แดกแม่วันทอง รู้ซะบ้างว่ากูหมายตาเธอไว้ตั้งแต่วันแรกที่กูเจอเธอ

                เขานึกถึงเหตุการณ์วันนั้น วันที่เขากำลังนั่งโต๊ะแชร์กับเพื่อนๆ สมัยเรียนที่ร้านอาหารแถวนี้ และบังเอิญเหลือเกินที่ร้านนั้นอยู่เยื้องๆ กับแผงของเธอ เขาจึงได้เห็นใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสของเธอและท่าทางคล่องแคล่วในการช่วยครอบครัวค้าขาย แม้ว่าลูกค้าจะมากมายเพียงใดเธอก็ยังยิ้มและทักทายทุกคนอย่างร่าเริง

                วันนั้นเขานั่งอยู่ประมาณสามชั่วโมง เขาแทบไม่ได้มองหน้าเพื่อนๆ ที่คุยกันเพราะมัวแต่เหลือบมองไปนอกร้าน และอดทึ่งกับบรรดาลูกค้าที่มาเข้าคิวรอซื้อไม่ได้จนต้องเอ่ยถามกับเพื่อนรักที่เป็นเจ้าของถิ่นอยู่ในย่านนี้ และเพื่อนคนนั้นก็การันตีมาทันทีว่าร้านนี้กุ้ยช่ายและขนมจีบไม่มีที่ไหนอร่อยเท่าเขาแล้ว

เพราะเขาขายมาตั้งแต่เริ่มแต่งงานกันใหม่ๆ ลองผิดลองถูกมาสารพัดจนได้สูตรที่ดีที่สุด และพวกเขาก็ไม่เคยเปลี่ยนสูตรเลย คุณภาพคงเดิมแต่ราคาไม่คงที่ ขนมจีบและกุ้ยช่ายของเขาราคาแพงกว่าร้านทั่วไปเกือบสามเท่าตัวแต่ก็ยังมีคนซื้อกิน และยังมีลูกค้าระดับไฮโซอีกเพียบที่มาเก้อเพราะหมดก่อน สรุปแล้วในแต่ละวันรับกำไรเข้ากระเป๋าเหนาะๆ วันละประมาณหกพันบาท ขายไม่ถึงสามชั่วโมงด้วยซ้ำก็ขายหมดแล้ว

หลังจากวันนั้นสองวันเขาก็กลับมาที่ร้านของเธอและตัดสินใจให้คนขับรถไปยืนเข้าคิวเพื่อซื้อกุ้ยช่ายกับขนมจีบที่เพื่อนคุยว่าอร่อยมาชิม แต่เหนือสิ่งอื่นใดที่เขาต้องการมากกว่าการเป็นลูกค้า ก็คือการได้แอบมองน้องหมวยหุ่นสะบึมที่ช่วยงานครอบครัวคนนั้นมากกว่า

ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ก็สองปีแล้วสินะ แต่เป็นสองปีที่เขาได้แต่มองเธออยู่บนรถเท่านั้น ยกเว้นเวลาที่เธอไม่อยู่จริงๆ เขาถึงได้ลงไปซื้อ เพื่อถือโอกาสทำความคุ้นเคยกับบุพการีของเธอเอาไว้ เผื่อว่าอนาคตจะมีโอกาสได้เป็นคนใกล้ตัวของเธอ

“สวัสดีครับอาแปะ” เขาเอ่ยทักทายเจ้าของร้านที่มีรูปร่างเล็กมาก เล็กพอๆ กับลูกสาวเลยก็ว่าได้

“สวัสดีคุณรูปหล่อ” ประมวลหรือเฮียตี๋ทักทายลูกค้าหน้าประจำอย่างเป็นกันเอง

“ขายดีไหมครับวันนี้”

“วันนี้คนซาไปนิดหนึ่งแต่ก็ยังขายได้เรื่อยๆ ส่วนมากจะมาแต่เจ้าใหญ่ๆ” ภรรยาของเจ้าของร้านนามว่าสาลี่หรือเจ๊ลี่ตอบแทนสามี

ปฏิวัติหันไปมองทางคนตอบคำถามแล้วก้มศีรษะให้เล็กน้อยพร้อมกับรอยยิ้ม

“สวัสดีครับอาซิ้ม ไปไหนมาครับเนี่ย”

“ไปจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินมาจ้ะ จ่ายช้าเดี๋ยวถูกตัดสิทธิ์” สตรีวัยห้าสิบเจ็ดที่มีรูปร่างสูงใหญ่กว่าสามีตอบลูกค้าด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

“จะไปเที่ยวที่ไหนกันเหรอครับ”

“ค่ะ จะไปเที่ยวเมืองจีนกัน”

“ไปกันแค่สองคนเองเหรอครับ”

“ไม่ใช่หรอกจ้ะ ไปกับลูกๆ แล้วก็ลูกเขยลูกสะใภ้ ทั้งหมดก็สิบเอ็ดคน พอดีเดือนหน้าเป็นวันเกิดของเฮียเค้า พวกลูกๆ ที่มีครอบครัวแล้วเขาก็เลยลงขันกันพาพ่อแม่และน้องสาวคนเล็กไปเที่ยว” สาลี่คุยอวดลูกๆ ที่รักใคร่กันดีด้วยความภูมิใจ

“อาแปะกับอาซิ้มมีลูกหลายคนดีนะครับ พ่อผมมีลูกแค่สองคนเอง”

“สองคนน้อยไป อย่างน้อยต้องมีสักสามคนจะได้ช่วยกันเชิดชูวงศ์ตระกูล ผมมีห้าคนยังรู้สึกว่าน้อยเลย” ประมวลแย้งอย่างไม่เห็นด้วย

“แล้วคุณมีลูกกี่คนแล้วคะ”

“ตอนนี้ผมไม่มีเมียหรอกครับ เคยแต่งงานแต่เมียตายไปเป็นสิบปีแล้ว”

“เป็นอะไรตายล่ะ”

“หัวใจล้มเหลวครับ อยู่ดีๆ ก็จากไปเลย”

“น่าเสียดายนะคะ อายุยังน้อยอยู่แท้ๆ ไม่น่าเป็นเลย”

“พวกเราคงทำบุญร่วมกันมาแค่นั้นครับอาซิ้ม”

“แล้วทำไมคุณไม่เอาเมียใหม่ล่ะ” ประมวลไม่เห็นด้วยที่เขาปล่อยโอกาสให้ผ่านไปอย่างไร้ค่า เพราะวัยอย่างเขาสมควรจะมีลูกๆ ไว้เชยชมอย่างน้อยสักสองหรือสามคนได้แล้ว

“ก็มองๆ อยู่เหมือนกันครับอาแปะ แต่ก็ยังไม่กล้าจีบเขาตรงๆ เพราะอายุเราก็มากแล้ว” ปฏิวัติแหวกทางให้ตัวเอง

“แก่เก่อที่ไหนกัน คุณอายุเท่าไหร่แล้ว สี่สิบได้ไหม”

“ผมสี่สิบห้าแล้วครับอาแปะ”

“สี่สิบห้าแล้วเหรอ ผมนึกว่าคุณอายุประมาณสี่สิบเท่านั้น” ประมวลแปลกใจกับความเยาว์วัยของอีกฝ่าย “แต่สี่สิบแบบคุณนี่มีเมียเด็กได้สบายๆ รูปหล่อแถมยังหุ่นดีอีก รีบมีเมียมีลูกเถอะคุณ ถ้ายังอยู่แบบนี้แก่ตัวไปจะลำบากนะ อาหมวยเล็กของผมก็อีกคนหนึ่ง ไม่รู้จะอยู่มาทำไมจนถึงสามสิบ ผมบอกให้แต่งงานตั้งแต่ตอนที่เรียนจบใหม่ๆ มันก็ไม่ยอม พออายุมากขึ้นแล้วเป็นไงล่ะ หาผัวยากยิ่งกว่าหายกทรงอีก”

ปฏิวัติอยากจะหัวเราะดังๆ กับคำพูดเปรียบเปรยของอีกฝ่าย แต่ที่แสดงออกไปก็คือการยิ้มบางๆ เท่านั้น นึกอยากจะเสนอตัวเองออกไปแต่ก็ไม่กล้า เพราะกลัวเขาจะโกรธและจะไม่ได้มาที่นี่อีก

“เราก็อยากจะนัดให้คุณดูตัวกับหมวยเล็กของเรานะ” สาลี่มองชายหนุ่มอย่างพิจารณาแล้วคิดว่าเขาคงไม่ชายตาแลลูกสาวของตนเป็นแน่แท้ เพราะเขานั้นดูสุขุมและน่าเกรงขาม เป็นผู้ดีทุกกระเบียดนิ้ว ผิดกับลูกสาวที่เป็นคนคุยเก่งและไม่ค่อยสำรวม ถ้าโมโหขึ้นมาก็ปากตลาดทันที สรุปคือไม่มีมารยาทผู้ดีนั่นเอง เพราะถ้าเธอมีอยู่บ้างเธอคงได้แต่งงานไปนานแล้วกับผู้ชายคนใดคนหนึ่งที่เคยพาไปดูตัวกัน “แต่คุณดูดีเกินไปสำหรับหมวยเล็กของเรา”

คำพูดประโยคแรกของสองสามีภรรยาทำให้หัวใจที่ไม่เคยชุ่มฉ่ำเพราะความรักของเขาพองโตขึ้นมาจนคับอก ก่อนที่จะมันจะเหี่ยวแห้งเล็กลงไปยิ่งกว่าเก่าเมื่อได้ยินประโยคต่อมา

“เหรอครับ..” เขาอยากจะพูดออกไปว่าต้องการให้เป็นแบบนั้น  “แต่ผู้หญิงสมัยนี้เขาก็แต่งงานกันตอนอายุสามสิบไปแล้วทั้งนั้น อย่าคิดมากเลยครับ” แต่ปากดันพูดออกไปอีกอย่างซะงั้น

“ไม่จริงหรอกคุณ สมัยพวกผมถ้าลูกสาวบ้านไหนได้แต่งงานก่อนถือว่าเป็นที่เชิดหน้าชูตาของครอบครัว ยิ่งถ้าได้สามีรวยยิ่งดีใหญ่เพราะได้เชิดชูวงศ์ตระกูลตัวเองไปด้วย แต่ของผมนี้ขอแค่รักลูกสาวเราจริงเราก็พอใจแล้ว ความร่ำรวยเราไม่สนหรอกเพราะครอบครัวเราก็มีพร้อมอยู่แล้ว”

พูดไปใครจะเชื่อว่าคนขายกุ้ยช่ายริมถนนอย่างประมวลจะมีรายได้หลังจากหักค่าใช้จ่ายทุกอย่างแล้วไม่ต่ำกว่าวันละหกพันบาท และยังมีค่าเลี้ยงดูที่ได้รับจากลูกชายคนโตที่ทำธุรกิจขายส่งสินค้าจากเมืองจีนอีกเดือนละสามหมื่น จากลูกสาวคนรองที่แต่งงานกับลูกชายของเพื่อนที่ทำร้านอาหารจีนอยู่แถวเยาวราชอีกเดือนละหนึ่งหมื่นบาท จากลูกชายคนกลางที่เปิดร้านแบบตนไปตามงานต่างๆ อีกเดือนละหนึ่งหมื่น และจากลูกชายคนเล็กที่เปิดร้านขายส่งอยู่ในสามเพ็งอีกเดือนละหนึ่งหมื่นบาท

ในแต่ละเดือนเขาจึงรับรายได้เป็นกอบเป็นกำยิ่งกว่าพวกทำธุรกิจแต่งตัวดีๆ บางคนซะอีก ดังนั้นลูกเขยรวยจึงไม่ใช่สิ่งที่เขาปรารถนา แต่ปรารถนาลูกเขยที่รักลูกสาวคนสุดท้องที่เขารักมากที่สุดเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว

“ผมแต่งงานกับเมียตั้งแต่เขาอายุสิบหก ตอนนั้นผมอายุยี่สิบสี่ยังไม่อยากมีเมียเหมือนกัน แต่เตี่ยกับอาม้าผมบังคับให้แต่งเพราะผมอายุเยอะและพวกเขาก็อยากมีหลานไว้สืบวงศ์ตระกูล สุดท้ายผมก็ยอมแต่งและอยู่กันอย่างมีความสุข แต่เราดันไม่มีปัญญาจับอาหมวยเล็กของพวกเราแต่งงาน อีชอบเอาน้ำตามาอ้างกับพวกเราตลอด เราเลยใจอ่อนมาจนถึงตอนนี้”

ปฏิวัติฟังคำบอกเล่านั้นเงียบๆ แต่ก็นึกอยากจะถอนหายใจดังเฮือกแรงๆ เพราะคุณสมบัติที่เขามีถูกตัดทิ้งไปจนหมดสิ้น ยกเว้นเรื่องเดียวที่เขามั่นใจว่ามีก็คือความรู้สึกที่ว่าชอบเธอจริงๆ เพราะถ้ามันไม่จริงเขาคงไม่เทียวไปเทียวมาอย่างนี้ถึงสองปีหรอก

“เอากุ้ยช่ายกับขนมจีบให้ผมอย่างละสิบกล่องครับ” ปฏิวัติสั่งของ เมื่อได้ของแล้วก็จ่ายเงินและเดินกลับไปที่รถ

“ทำไมผู้ชายหล่อๆ แบบนั้นไม่ตกมาถึงครอบครัวเราบ้างนะเฮีย” สาลี่รำพันอย่างเสียดายขณะที่มองตามชายหนุ่ม “อั๊วอุตส่าห์เกริ่นขึ้นมาก่อน เขาน่าจะตอบให้อั๊วดีใจสักหน่อยว่าอยากลองเจอกับหมวยเล็กของเราสักครั้ง” นางอยากให้เขาได้เจอกับลูกสาวคนเล็กของตนสักครั้ง ถึงแม้เจอแล้วไม่ชอบก็ไม่เป็นไร

“ลื้อก็บอกเขาไปตรงๆ เลยสิ บอกไปแบบนั้นเขาคงคิดว่าอาหมวยเล็กของเราขี้เหร่มาก เขาถึงทำท่าฝาดๆ เฝื่อนๆ รีบบอกลาไปแบบนั้น” สามีดุภรรยาที่เป็นแม่สื่อได้แย่มาก ไม่รู้เลยว่าที่ชายหนุ่มเป็นแบบนั้นก็เพราะพวกเขาสองคนนั่นแหละ

“ทะเลาะอะไรกันอีกล่ะเตี่ย ม้า” ณีรนารถหรือหมวยเล็กของครอบครัวป้องปากถามมาก่อนเกือบห้าเมตร ไม่รู้สึกอายผู้คนที่สัญจรไปมาเพราะถือว่าตัวเองเป็นเจ้าถิ่นของที่นี่

“ดูสิเฮีย ทำไมอาหมวยเล็กไม่มาให้เร็วกว่านี้สักสองนาทีนะ” สาลี่หันมาบ่นเสียงเครียดกับสามีเบาๆ

“มันจบไปแล้วอาลี่ ลื้อเลิกพูดไปเถอะ เรื่องงานเป็นไงบ้างลูก” เขากระซิบตอบภรรยาแล้วร้องถามลูกสาวพร้อมกับรอยยิ้ม

“ยังไม่รู้ผลหรอกจ้ะเตี่ย บริษัทเขาต้องรออนุมัติจากผู้บริหารอีกคนหนึ่งก่อน พอดีวันนี้เขาไม่อยู่ก็เลยไม่ได้สอบสัมภาษณ์ ต้องกลับไปสัมภาษณ์อีกครั้งหนึ่งแล้วก็รอฟังผลวันนั้นเลยว่าได้ทำหรือเปล่า”

“แล้วหนูคิดว่าได้ไหมล่ะ”  มารดาถามลูกสาวที่ไม่อยากรับช่วงต่อจากบิดา เพราะรู้สึกว่ามันเหนื่อยและไม่ชอบเอาเสียเลยหลังจากลองทนทำมาตั้งแต่เรียนจบปริญญาตรี และบอกให้พวกตนมอบกิจการนี้ให้ลูกชายคนกลางเมื่อถึงเวลาที่อยากจะพัก ส่วนเธอจะลองไปหางานทำเพราะอยากเรียนรู้ชีวิตลูกจ้าง พร้อมทั้งตบท้ายว่าบางทีอาจจะได้เจอเนื้อคู่กับเขาบ้าง

“ไม่รู้สิม้า คนอื่นๆ ที่มาสมัครดูแล้วมีประสบการณ์กันทุกคน คงมีหมวยคนเดียวนี่แหละที่ขาดประสบการณ์อย่างสิ้นเชิง” เธอใช้คำว่าอย่างสิ้นเชิงเพราะไม่เคยได้ทำงานนอกบ้านเลยตั้งแต่เรียนจบปริญญาตรี ซึ่งมันก็ผ่านมาแปดปีแล้ว

“ไม่เป็นไรนะลูก ถ้าไม่ได้ก็กลับมาช่วยงานเตี่ย เตี่ยแบ่งกำไรให้หนึ่งในสามส่วนเลย” บิดาที่รักลูกสาวคนเล็กมากๆ ปลอบใจตามสไตล์ของตัวเอง

“หมวยไม่อยากได้เงินจากเตี่ยแล้ว หมวยอยากได้เงินจากสมองของหมวยเองมากกว่า” เธอไม่ได้ตื่นเต้นกับสิ่งที่บิดาเสนอให้สักนิด เพราะที่เธอได้จากท่านกับบรรดาพี่ๆ นั้นมากมายจนใช้ไม่หมดแล้ว

“แล้วมันจะพอใช้จ่ายเหรอลูก เงินเดือนบริษัทจะเท่าไหร่กันเชียว แล้วลูกก็ไม่เคยมีประสบการณ์ด้วย” มารดาถามด้วยความเป็นห่วง เพราะรู้ว่าลูกสาวนั้นรักสวยรักงาม ชอบซื้อเสื้อผ้าและเข้าร้านเสริมสวยอยู่บ่อยๆ

“พอสิม้า ถึงเวลานั้นแล้วมันต้องพอ” หญิงสาวตอบอย่างมั่นใจ เพราะทุกวันนี้เธอก็ไม่ได้ใช้จ่ายเกินตัวอยู่แล้ว ถึงแม้จะชอบแต่งตัวแต่เธอก็เลือกซื้อเสื้อผ้าริมถนนตั้งแต่ตัวละยี่สิบจนถึงสองร้อยบาทเท่านั้น ถ้าแพงกว่านั้นเธอก็ไม่เอา ยกเว้นเสื้อผ้าสำหรับออกงานสำคัญและเครื่องสำอางเท่านั้นเธอถึงซื้อของดีมาใช้

“เงินเดือนแค่เก้าพันมันจะไปพอได้อย่างไร แค่เติมน้ำมันรถก็น่าจะเกินครึ่งแล้วนะ”

“ใครบอกว่าหมวยเรียกเก้าพัน” เธอส่งยิ้มให้มารดาแล้วหันไปสนใจกับลูกค้าที่เริ่มมุงจนลูกจ้างทำไม่ทัน ไม่ได้พูดถึงเรื่องเงินเดือนที่เรียกไปให้มารดาฟัง...

 

สำนักงานปฏิมา

ก๊อกๆๆ

ตุลฎาเคาะประตูหน้าห้องทำงานของพี่ชายสามีก่อนจะเปิดเข้าไปพร้อมกับแฟ้มเอกสารในมือ

“ทำไมไม่โทรเรียกพี่ล่ะ พี่เดินออกไปหาเองก็ได้” ปฏิวัติบอกกับน้องสะใภ้ที่เป็นเสมือนเจ้าของบริษัทนี้อีกคน

“นั่งนานๆ แล้วรู้สึกหิวค่ะ ก็เลยอยากเดินมาหาพี่เด่นเอง” เธอวางแฟ้มลงบนโต๊ะเขาแล้วนั่งลงโดยไม่รอคำเชิญ

“ทำไมถึงหิวเร็วนักล่ะ” เขาสงสัยเพราะเพิ่งจะเลยเวลาพักกลางวันมาไม่ถึงสองชั่วโมง แต่คิดอีกทีเธอคงเสียพลังงานมากในยามค่ำคืนเพราะเจ้าคาสโนว่ากลับใจคนนั้น จึงทำให้ร่างกายที่บอบบางของเธอเรียกร้องอาหารมากเป็นพิเศษ

“ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ ช่วงนี้หิวบ่อยมากค่ะ อยากกินจุกจิกไปหมด” เธอพูดเรื่องของตัวเองแล้วเลื่อนแฟ้มไปตรงหน้าเขา  “พี่เด่นช่วยตรวจแฟ้มสมัครงานนี้ให้หยกหน่อยนะคะ รายชื่อพวกนี้เป็นคนที่หยกคัดเลือกมาแล้ว พี่เด่นนัดสัมภาษณ์อีกครั้งแล้วตัดสินใจอีกทีนะคะว่าอยากได้คนไหนมาร่วมงาน”

เขาเลื่อนแฟ้มคืนให้หญิงสาวโดยไม่ยอมเปิดดูเอกสารด้านในแม้แต่นิดเดียว

“หยกตัดสินใจเองเลยเพราะคนๆ นี้ต้องมาทำงานแทนหยกอยู่แล้วนี่”

“หยกคิดไว้แล้วว่าพี่เด่นต้องพูดแบบนี้ หยกถึงคัดคนที่น่าสนใจเอาไว้ไงคะ ทั้งหมดจากสิบคนหยกคัดเหลือมาแค่ห้าคนเพื่อให้พี่เด่นช่วยตัดสินใจร่วมด้วย ช่วยหยกเลือกหน่อยนะคะ”

“ก็ได้ครับ ถ้าพี่เลือกได้แล้วพี่จะให้คุณหยกดูอีกทีนะว่าพอใจไหม”

“ก็ได้ค่ะ” เธอรับปากแต่ก็คิดไว้แล้วว่าจะเห็นชอบตามที่เขาตัดสินใจ

หลังจากนั้นเธอก็ยื่นแฟ้มงานอื่นให้เขาอนุมัติ แต่เขาเซ็นชื่อลงไปโดยไม่ยอมอ่านแม้แต่ตัวเดียว

“เสร็จงานแล้วก็กลับบ้านได้เลยนะ ไม่ต้องอยู่ให้ถึงงานเลิก พี่ไม่อยากมีปัญหากับเจ้านายใหญ่” เขาหมายถึงสามีของเธอที่โทรมาสั่งเขาได้ทุกวันว่าให้ไล่ภรรยาเขากลับบ้านเร็วๆ ไม่ต้องให้เธออยู่ทำงานครบแปดชั่วโมงเหมือนเป็นแค่พนักงาน

“พี่เด่นอย่าไปฟังคุณดวงเขามากเลยค่ะ เขาชอบกวนโมโหหยกเรื่องนี้อยู่เรื่อย”

“ไปจัดการมันที่บ้านเลยครับ แต่อย่าจัดการจนมันไล่พี่ออกนะ เพราะพี่ไม่อยากตกงาน” แม้เขาจะพูดตลกแต่เขาก็เพียงแค่ยิ้มออกมาเท่านั้น ไม่ได้หัวเราะเสียงดังอย่างเปิดเผยเหมือนคนที่เป็นน้องชาย

“ถ้าอย่างนั้นหยกจะรีบกลับไปจัดการกับพ่อตัวดีที่บ้านก่อนนะคะ แต่ก่อนจะถึงบ้านหยกคงต้องแวะหาอะไรใส่ท้องสักหน่อยแล้วค่ะ มันร้องขึ้นมาอีกแล้ว คิกๆๆ”

“หึๆๆ ตามสบายเลยครับ ขับรถดีๆ นะครับ” หนุ่มใหญ่บอกลาน้องสะใภ้ รอจนเธอเดินออกไปแล้วจึงเริ่มทำงานของตัวเองต่อ และแฟ้มสุดท้ายก็คือแฟ้มใบสมัครงานฝ่ายประเมินคนใหม่นั่นเอง

นั่งดูอย่างละเอียดไปได้สองคนและกำลังจะเปิดดูคนที่สามโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้นมาเสียก่อน เขาจึงละความสนใจจากแฟ้มไปรับโทรศัพท์

“ครับคุณลิเดีย”

(คิดถึงคุณเด่นจังเลยค่ะ เมื่อไหร่จะมาหาเดียคะ เดียเปลี่ยนที่นอนใหม่เป็นเตียงน้ำอัดน้ำแน่นแบบที่คุณชอบแล้วนะ) ฝ่ายหญิงอ้อนเสียงใสมาตามสายและตบท้ายด้วยคำถามเชิญชวน

“ช่วงนี้ผมไม่ว่างเลยครับคุณลิเดีย” หนุ่มใหญ่วัยสี่สิบห้าปีที่ดูดีทั้งรูปร่างและใบหน้าเอ่ยเสียงเรียบ ไม่ได้รู้สึกกระสันถึงเรื่องอย่างว่าทั้งที่เธออุตส่าห์เปิดทางเชิญชวนอย่างโจ่งแจ้ง

(......) เสียงของปลายสายเงียบหายไป ไม่รู้เพราะอายหรือเพราะอึ้งกับคำตอบที่ไม่แยแสนั้น

(คุณเด่นไม่คิดถึงเดียบ้างเหรอคะ เดียเสียใจนะคะที่รู้ว่าตัวเองเป็นฝ่ายคิดถึงคุณอยู่ฝ่ายเดียว) แต่เธอก็ทำใจมองข้ามมันไปและพยายามออดอ้อนเขาต่อ เพราะถึงยังไงเธอก็รักเขาไปแล้ว

“อย่าเสียเวลาคิดถึงผมเลยครับคุณลิเดีย หัวใจของคุณไม่เหมาะกับผู้ชายอย่างผมหรอก” ชายหนุ่มปฏิเสธความรู้สึกของเธออย่างนิ่มนวลแต่มั่นคง เพราะเริ่มรู้สึกว่าเธอไม่ได้คิดกับตนแค่คู่ขาคนหนึ่งเหมือนเดิมแล้ว แต่เธอเริ่มหวังในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เด็ดขาดจากตนแทน

(ทำไมคุณเด่นถึงรีบตัดเยื่อใยกับเดียแบบนี้ล่ะคะ เดียไม่ได้คิดไปไกลถึงขั้นที่คุณเด่นกลัวหรอกค่ะอย่าห่วงไปเลย เดียจำได้ดีที่เราเคยพูดกันไว้ว่าเราแค่สนุกแต่อย่าผูกพัน) ถึงแม้มันจะเจ็บจี๊ดที่หัวใจแต่เธอก็ต้องพูดออกไปเพื่อยื้อเวลา เพราะหัวใจของเธอมันไม่อาจรักษาคำพูดเดิมไว้ได้แล้ว (เดียก็แค่เหงาและอยากปลดปล่อย แวะมาหาเดียนะคะ เดียจะทำให้คุณมีความสุขจนสำลักเลยค่ะ)

“ผมไม่ว่างจริงๆ ครับคุณลิเดีย” เขายังยืนกรานคำเดิม

(ว่างเมื่อไหร่ก็แวะมาสิคะ ดึกแค่ไหนเดียก็จะรอ ................) เธอชักชวนอย่างยั่วเย้า หวังปลุกเร้าอารมณ์รักอันร้อนแรงที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความสุขุมของเขาให้ลุกโชน

คำพูดชักชวนที่บ่งบอกความต้องการอย่างโจ่งแจ้งของนางแบบสาวรุ่นใหญ่ ปลุกความกำหนัดของปฏิวัติให้ระอุร้อนไปทั่วสรรพางค์กายได้เกือบทันที สาเหตุเพราะห่างเหินอิสตรีมานานแรมเดือน

(คืนนี้เดียจะนอนรอคุณเด่นอยู่บนเตียงน้ำหลังใหม่ในชุดยั่วสวาทนะคะ อย่าลืมแวะมาให้ได้ล่ะ บ๊ายบายค่ะ) หญิงสาวทิ้งท้ายด้วยคำพูดเชิญชวนเมื่อรู้ว่าคำพูดของตนใช้ได้ผลกับเขาบ้างแล้ว

ปฏิมาวางโทรศัพท์มือถือลงบนโต๊ะแล้วเอนกายลงบนเก้าอี้หนังตัวใหญ่ หลับตาทำสมาธิระงับความอยากที่เริ่มเรียกร้องให้กลับมาเป็นปกติ

ก๊อกๆๆ

เกือบห้านาทีผ่านไปประตูห้องทำงานก็ถูกเคาะให้สัญญาณก่อนจะเปิดออก

“พวกเราพร้อมแล้วครับบอส” หัวหน้าฝ่ายบุคคลบอกกล่าวให้เจ้านายรับรู้เรื่องที่ท่านนัดประชุมระดับหัวหน้าทุกแผนก

ชายหนุ่มขยับนั่งตัวตรงแล้วมองดูเวลาที่นาฬิกาข้อมือ

“เดี๋ยวผมออกไป” บอกกับอีกฝ่ายเมื่อเห็นว่ายังพอมีเวลาเหลืออีกเล็กน้อยก่อนถึงเวลานัด รอจนเขาเดินออกไปแล้วจึงหยิบแฟ้มงานที่ดูค้างไว้มาดูต่อให้จบ เพราะตั้งใจจะเอาเรื่องนี้เข้าในที่ประชุมด้วย

ดวงตาสีดำนิลกวาดมองไปตามตัวหนังสือทุกตัวบนใบสมัคร และหัวคิ้วก็ค่อยๆ ขมวดเข้าหากันเมื่อเจอประวัติการทำงานที่ว่างเปล่าเพราะจำได้ว่าผู้สมัครอายุสามสิบปีแล้ว จึงมองย้อนไปที่ประวัติการศึกษาใหม่ แต่ละที่ที่ผู้สมัครจบมาล้วนเป็นสถาบันชื่อดังทั้งสิ้น  แม้แต่เกรดเฉลี่ยก็อยู่ในเกณฑ์ที่ดีมาก แต่ทำไมถึงไม่เคยมีประวัติการทำงาน แต่ก็กล้าเรียกเงินเดือนเริ่มต้นถึงสามหมื่นบาท

จึงมองไปที่สิ่งสุดท้ายที่ไม่เคยนำมาใช้เป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจเลือกผู้ร่วมงาน นั่นก็คือภาพถ่ายขนาดหนึ่งนิ้วตรงหัวมุมใบสมัคร

“หือ!” เขาถึงกับร้องออกมาด้วยความคาดไม่ถึงและเพ่งมองให้แน่ใจ ก่อนที่จะย้อนไปดูประวัติครอบครัวของเธอ ชื่อสกุลบิดามารดาและที่อยู่ เขารีบเปิดลิ้นชักหยิบสมุดใส่นามบัตรขึ้นมาเปิดหานามบัตรของร้านขนมจีบเฮียตี๋เพื่อความชัวร์ ก่อนจะฉีกยิ้มกว้างด้วยความดีใจสุดขีด

ในที่สุดเป้าหมายตลอดสองปีของเขาก็ใกล้เป็นความจริงขึ้นมาแล้วสินะ โอกาสมาถึงปากถ้ำแบบนี้ถ้าเสืออย่างเขาจะไม่ออกไปตะปบเหยื่อก็คงเป็นได้แค่แมวเท่านั้น

“ประสบการณ์ไม่มีแต่กล้าเรียกเงินเดือนสามหมื่นบาท ผมคงต้องติวเข้มคุณหน่อยแล้วหมวยเล็ก” รอยยิ้มมุมปากกระตุกขึ้นเล็กน้อยพร้อมกับแผนที่ผุดขึ้นในสมอง แล้วหยิบแฟ้มเดินออกไปจากห้องเพื่อเข้าร่วมประชุม

วาระการประชุมเริ่มขึ้นเมื่อเขาไปถึงและดำเนินต่อไปจนจบในเวลาหนึ่งชั่วโมงเศษๆ

“ผมมีเรื่องจะแจ้งให้ทุกคนทราบ เรื่องผู้สมัครที่จะมาทำงานแทนคุณหยก” ปฏิวัติเกริ่นขึ้นเมื่อวาระการประชุมจบลง “ผมได้มีส่วนร่วมในการคัดเลือกผู้สมัครพร้อมกับคุณหยก และมีอยู่สองคนที่คุณสมบัติเหมาะสม คุณหยกจึงมีความเห็นว่าควรจะให้มีฝ่ายประเมินสองคน

คนหนึ่งควรเป็นผู้ชายเพราะสะดวกกว่าผู้หญิงเวลาออกไปดูหน้างาน ส่วนอีกคนควรเป็นผู้หญิงเพราะค่อนข้างละเอียดอ่อนและรอบคอบกว่าผู้ชาย และให้ทำหน้าที่ประสานงานภายในออฟฟิศ และให้ควบหน้าที่ธุรการส่วนตัวของผมไปอีกหนึ่งตำแหน่งเพราะผมไม่มีเลขา ซึ่งผมก็เห็นด้วยกับความคิดนี้

ผมจึงชี้แจงเรื่องนี้ให้พวกคุณทุกคนรับทราบด้วยพร้อมเพรียง ว่าในอนาคตถ้าคุณมีแฟ้มงานที่ไม่เร่งด่วนก็สามารถส่งผ่านทางพนักงานคนนี้ได้ แต่ถ้าท่านใดมีงานด่วนหรืออยากติดต่อกับผมโดยตรงก็ยังสามารถทำได้เหมือนเดิมนะ ขอให้ทุกคนปฏิบัติตามนี้” เขาไม่ได้พูดเพื่อขอความคิดเห็นแต่พูดเพื่อให้ทุกคนรับทราบและทำตามความคิดของตัวเองตั้งแต่ต้นจนจบ

จากนั้นจึงกล่าวปิดประชุมแล้วเดินออกไปเป็นคนแรก แต่ก็เกิดการหยุดชะงักก่อนจะเปิดประตูออกไป ทำให้คนอื่นต้องหยุดชะงักไปตามๆ กัน

“เย็นนี้เราไปดื่มด้วยกันหน่อยดีกว่า พวกคุณไปคิดกันมาก็แล้วกันว่าอยากไปที่ไหนแล้วมาบอกผม”

“ที่ไหนก็ได้เหรอคะบอส” หัวหน้าฝ่ายการเงินสูงวัยที่ถือได้ว่าสนิทกับเจ้านายคนนี้มากที่สุดเอ่ยขึ้นก่อนที่ท่านจะเดินออกไป

“ยกเว้นนวดแผนโบราณที่คุณณาชอบ นอกนั้นผมไปได้ทุกที่เลยครับ” ชายหนุ่มเย้าพนักงานที่อาวุโสกว่าพร้อมรอยยิ้มบางๆ แล้วเปิดประตูเดินออกจากห้อง...

 

ภายในห้องชุดสุดหรูบนตึกสูงระฟ้าที่มีระบบการป้องกันดีเยี่ยม เพราะผู้พักอาศัยส่วนใหญ่เป็นบุคคลในวงการบันเทิงที่ต้องการความเป็นส่วนตัวสูง อดีตนางแบบวัยสี่สิบเอ็ดปีที่ยังดูสวยสง่าและอ่อนกว่าวัย กำลังรอคอยการมาถึงของปฏิวัติด้วยหัวใจที่ไม่เป็นสุข เพราะไม่รู้ว่าเขาคนนั้นจะมาหรือไม่

แต่เธอก็ตั้งท่ารอคอยอย่างมีความหวังและมีแผนการ และฉลาดพอที่จะไม่โทรไปจิกเพราะรู้จักนิสัยของเขาดีว่าไม่ชอบให้แสดงความเป็นเจ้าของ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเริ่มต้นจากคำว่าพอใจด้วยกันทั้งสองฝ่ายเท่านั้น ไม่มีเรื่องความรู้สึกของหัวใจมาเกี่ยวข้องด้วย เธอจึงต้องฝืนแสดงว่าไม่รักทั้งที่ใจนั้นเริ่มมีเขาเข้ามาอยู่นานหลายเดือนแล้ว

ติ๊ดๆๆ

เกือบๆ เที่ยงคืนสัญญาณกริ่งหน้าประตูห้องก็ดังขึ้น ลิเดียลุกจากโซฟาด้วยสีหน้าชื่นบาน รีบวิ่งไปดูที่หน้าจอมอนิเตอร์เพื่อให้แน่ใจ เมื่อเห็นว่าเป็นเขาก็รีบปรับแต่งชุดนอนเนื้อบางให้ดูยั่วยวนก่อนจะกดปลดล็อกประตู

“เดียกำลังจะนอนพอดีเลยค่ะ” เธออยากจะถลาเข้าไปกอดเขาด้วยความคิดถึงใจแทบขาด แต่ก็ต้องฝืนทนเอาไว้ ได้แต่ปั้นหน้ายิ้มยั่วใส่เขา “แต่ก็คงนอนไม่หลับ”

“ผมก็คงนอนไม่หลับถ้าไม่ได้มาหาคุณลิเดียคืนนี้” ปฏิวัติมองตามเรือนร่างระหงที่มีความสูงถึงหนึ่งร้อยเจ็ดสิบห้าเซนติเมตรเท่ากับตน ที่อยู่ในชุดนอนเนื้อบางเบาเผยให้เห็นสัดส่วนโค้งเว้าชัดเจน “ชุดสวยนะครับ” เขาบอกเมื่อเธอเดินกลับมาพร้อมเบียร์กระป๋องยี่ห้อโปรด

“เดียดีใจนะคะที่ได้ยินแบบนี้ ดื่มเบียร์เย็นๆ ก่อนนะคะ เดียร์จะไปผสมน้ำอุ่นกับอโรมาเตรียมไว้ให้อาบ” เธอทิ้งสายตายั่วยวนก่อนจะเดินกรีดกรายอย่างมีจริต แต่กลับถูกมือของชายหนุ่มกระตุกกลับมาจนล้มลงบนตักของเขา “ใจเย็นๆ สิคะ” เธอแสร้งใส่จริตปัดป้องอย่างไม่สมยอม ก่อนจะรวบรัดรอบลำคอของเขาแล้วเริ่มจูบใส่อย่างเรียกร้อง

................... (ขอลบเนื้อหาบางช่วงออกเพื่อปลดแบนนะคะ สามารถติดตามเนื้อเรื่องแบบเต็มได้ในหนังสือที่จะวางแผงเร็วๆ นี้ ขอบคุณค่ะ)

“คุณเด่นไม่อยากมีลูกน่ารักๆ ไว้สืบตระกูลสักคนเหรอคะ อายุคุณเด่นก็มากขึ้นทุกที” ลิเดียเอ่ยปากถามขึ้นมาขณะที่ช่วยเขาแต่งตัว หลังจากที่เขาปฏิเสธจะค้างที่นี่กับเธอ

“ผมยังหาผู้หญิงคนนั้นไม่เจอเลยครับคุณลิเดีย” ถ้าจะพูดให้ถูกเขาต้องบอกว่ายังไม่ได้เริ่มต้นกับผู้หญิงคนนั้นคงจะเหมาะกว่า ผู้หญิงที่ต้องกลายมาเป็นพนักงานของตนในเร็ววัน

มือที่กำลังติดกระดุมชะงักไปเล็กน้อยพร้อมกับความรู้สึกเจ็บจุกที่วิ่งมาค้างอยู่ตรงคอหอย

“เหรอคะ” เธอไม่อาจพูดอะไรได้มากไปกว่านี้เพราะกลัวเขาจะจับได้ว่ากำลังจะร้องไห้

“คุณก็เหมือนกัน น่าจะมองหาใครสักคนอย่างจริงจังได้แล้วนะครับ อย่าทำตัวลอยชายแบบผมเลย เพราะผู้หญิงอายุเยอะแล้วจะมีลูกยาก ตอนนี้ผมว่าคุณยังพอมีโอกาสอยู่นะครับ”

“เดียขอสนุกกับคุณเด่นแบบนี้ต่อไปดีกว่าค่ะ เดียไม่เหมาะจะใช้ชีวิตคู่กับใครหรอก” เสียงขอเธอเครือเล็กน้อย รู้สึกน้อยใจเขาเหลือเกินที่ไม่เคยมองเห็นความรักของเธอ

“ต่อไปนี้ผมอาจจะไม่ได้มาหาคุณลิเดียอีกก็ได้นะครับ คุณควรมองหาใครสักคนอย่างจริงจังได้แล้ว”

“ทำไมล่ะคะ!.. ขอโทษค่ะเดียแค่แปลกใจ” เธอกล่าวเสียงเบาหลังจากแสดงความตกใจออกไป เจ็บแปลบที่หัวใจเมื่อรู้ว่าอาจต้องสูญเสียเขาไป

“เพราะผมเริ่มมองใครบางคนอยู่เหมือนกัน”

“คุณเด่นมีใครอยู่ในหัวใจแล้วเหรอคะ” เธอพยายามฝืนน้ำตาไม่ให้ไหลออกมาขณะถาม เมื่อกี้เขาเพิ่งบอกว่ายังหาแม่ของลูกไม่เจอ แต่ทำไมตอนนี้ถึงบอกว่ามีใครอยู่ในใจแล้ว

“ครับ ผมกำลังมีความคิดที่จะจีบเธอคนนั้น ผมอยากแสดงความจริงใจให้เธอเห็น ถ้าเธอตกลงคบกับผม ผมคงไม่ได้มาหาคุณอีก”

“เดียเข้าใจดีค่ะ สงสัยเดียต้องมองหาใครอย่างจริงจังสักคนบ้างแล้ว เพราะคู่ขาของเดียกำลังจะหนีไปมีความสุขจริงๆ  เดียดีใจกับคุณเด่นด้วยนะคะ” เธอทำเป็นไม่แคร์และฝืนกล่าวคำยินดี แต่ใจนั้นคิดแล้วว่าจะไม่ยอมเสียเขาไปง่ายๆ เด็ดขาด เธอจะต้องรั้งเขาไว้ให้ได้ ต่อให้เขาไม่รักเธอเลยก็ตาม

“ขอบคุณครับ ผมกลับก่อนนะ”

“ค่ะ ขอบคุณสำหรับความสุขคืนนี้นะคะ มันเป็นคืนที่เดียมีความสุขและมีความหวังมากที่สุดค่ะ” เธอกล่าวเป็นนัยๆ ขณะส่งเขาที่หน้าประตู “หวังว่าเราคงจะมีโอกาสกลับมาสนุกกันอีกนะคะ”

“ผมเบื่อกับความรักแบบไม่ผูกมัดแล้วครับคุณเดีย อยากกลายเป็นคนมีเจ้าของอีกสักครั้ง เรายังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันได้นะครับ แต่คงต้องจบเรื่องบนเตียงเพียงแค่นี้” เขากล่าวปฏิเสธเธอพร้อมรอยยิ้มบางๆ และเดินจากไป

ลิเดียยืนส่งชายหนุ่มด้วยสายตาเศร้าๆ ที่เริ่มมีน้ำตาปริ่มออกมาสุดสายตา จากนั้นจึงปิดประตูแล้วทิ้งตัวลงร้องไห้อย่างโหยหวน เจ็บปวดหัวใจเกินคำบรรยาย

“เดียอยู่ต่อหน้าคุณทั้งคน มองคุณด้วยสายตารักใคร่และเทิดทูนมาตั้งนาน ทำไมคุณถึงมองไม่เห็นความรู้สึกของเดียบ้างคะ” เธอระบายออกมาด้วยความอัดอั้นในหัวใจและคร่ำครวญอยู่ลำพัง  “ทำไมคุณต้องทำให้เดียรักคุณด้วย แล้วทำไมคุณถึงไม่รักเดียบ้าง คุณรู้ไหมว่าเดียเจ็บปวดแค่ไหนถ้าต้องเสียคุณไปจริงๆ เดียยอมไม่ได้หรอกค่ะคุณเด่นขา เดียรักคุณเด่นรู้ไหมคะ เดียรักคุณเด่น"
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

49 ความคิดเห็น

  1. #21 tanya (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 14 มีนาคม 2556 / 12:28
    เพราะตัณหาตัวเดียวจริงๆนะคุณเด่นขนาดอยากแต่งงานมีลูกและเมียยังอุตส่าห์ส่งส่วยทิ้งท้ายอีก

    มันจะไม่จบง่ายๆขนาดนั้นแน่เพราะผญ.ไม่ยอมจบด้วย ทางรักที่กำลังหวังมีอุปสรรคแน่นอน..ฟันทิ้ง
    #21
    0
  2. #2 dekbanna (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2556 / 14:14
    หนุ่มใหญ่ วัยดึก ไฟยังแรงอยู่
    #2
    0
  3. #1 ม้ากุ้ง (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2556 / 12:44
    ตามมาอ่านค่ะ รอลุ้นต่อไป
    #1
    0