สุดสวาททาสหัวใจ เขียนโดย ณศิกมล

ตอนที่ 10 : 10

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 821
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    11 มี.ค. 56

นายประมวลคลี่ยิ้มหน้าบาน เมื่อกลับมาถึงบ้านแล้วเห็นรถของลูกสาวคนเล็กจอดอยู่ จึงรีบลงจากรถแล้วเดินเข้าไปในบ้าน

“หมวยเล็กลูกรักของเตี่ย มาให้เตี่ยกอดหน่อยเร็ว”

“ทำอย่างกับไม่ได้เจอหน้าลูกมาเป็นปีอย่างนั้นแหละเฮีย” ภรรยาแซวสามีที่เรียกหาลูกสาวด้วยความหมั่นไส้ แต่ก็คลี่ยิ้มกว้างไม่ต่างกัน

ณีรนารถละมือจากการช่วยคนงานนวดแป้ง ล้างมือจนสะอาดแล้วจึงเดินไปหาบุพการีพร้อมกับยกมือไหว้พวกท่าน

“คิดถึงเตี่ยกับม้าจังเลย ขอหอมแก้มหน่อยสิ” จิตใจที่เหี่ยวเฉาเพราะความผิดหวัง กลายเป็นน้ำตาเมื่อได้เห็นบุคคลอันเป็นที่รักทั้งสอง ถึงแม้จะแสร้งทำเป็นร่าเริงแล้วก็ตาม

“ไอ้ลูกแหง่ของเตี่ย ร้องไห้ทำไม” ประมวลกอดปลอบลูกสาวแล้วคลี่ยิ้มด้วยความเอ็นดู

“ให้ฉันกอดลูกบ้างสิเฮีย” สาลีใช้ศอกกระทุ้งไล่สามีเบาๆ แล้วเข้าไปกอดลูกสาวบ้าง หอมแก้มใสๆ ของเธอทั้งซ้ายและขวา “วันนี้อยากกินอะไรลูก แม่จะทำให้กินทุกอย่างเลย”

“อะไรก็ได้ค่ะม้า ขอให้ได้กินกับเตี่ยกับม้าหมวยก็พอใจแล้วจ้ะ”

“ถ้าอยากกินข้าวพร้อมเตี่ยกับม้าก็กลับมาอยู่ที่บ้านเราสิลูก” สาลี่บอกกับลูกสาว

“เตี่ยก็เห็นด้วยกับม้าเขานะหมวย เตี่ยกับม้าเหงามากเลยนะที่ไม่มีลูกอยู่ด้วย”

“จ๊ะเตี่ย หมวยจะกลับมาอยู่บ้านเร็วๆ นี้แหละจ้ะ หมวยจะกลับมาช่วยเตี่ยขายของเหมือนเดิมด้วยดีไหมจ๊ะ”

“จริงเหรออาหมวยเล็ก” ประมวลดีใจมากที่ได้ยินลูกสาวพูดแบบนั้น

“ลูกจะลาออกจากงานเหรอ ลูกเพิ่งทำงานได้ครึ่งเดือนเองนะ” ผิดกับผู้เป็นภรรยาที่กังขากับคำพูดของลูกสาว

“จริงด้วยสิ เตี่ยก็ลืมนึกถึงเรื่องนี้ไปเลย ลูกมีปัญหาที่ทำงานหรือเปล่าอาหมวย”

“เปล่าค่ะเตี่ย หมวยรู้แล้วว่าตัวเองไม่เหมาะกับงานออฟฟิศแบบนั้น หมวยก็เลยอยากกลับมาช่วยเตี่ยกับม้าค้าขายเหมือนเดิม เพราะหมวยมีความสุขกับการขายของมากกว่าจ้ะเตี่ย”

“แล้วมันจะมีปัญหาอะไรไหมล่ะอาหมวย ในเมื่อลูกเซ็นสัญญากับบริษัทไปแล้วไม่ใช่เหรอ” ผู้เป็นแม่ยังข้องใจ

คำถามของมารดาทำให้ณีรนารถนึกขึ้นได้ว่าตัวเองได้เซ็นสัญญากับบริษัทไว้เป็นเวลาหนึ่งปี โดยไม่มีข้อแม้ใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งหมายถึงว่าเธอต้องทำงานให้ครบตามสัญญาเท่านั้นถึงจะลาออกได้ แล้วเธอจะทำอย่างไรดีล่ะทีนี้

“ม้าไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นหรอกจ้ะ มันก็แค่สัญญาฉบับหนึ่งเท่านั้น ถ้าหมวยทำงานไม่มีคุณภาพเขาก็ไม่อยากเอาหมวยไว้เหมือนกัน เขาต้องยอมอนุมัติให้หมวยลาออกอยู่แล้วจ้ะ”

“ถ้ามันไม่มีปัญหาก็ดีแล้วลูก แต่ถ้าเขาไม่ยอมลูกก็ต้องทำตามสัญญานะ ม้าไม่อยากให้เขาตราหน้าว่าลูกสาวของม้าไม่สู้งาน เข้าใจไหม”

“เข้าใจจ้ะม้า” เธอกอดมารดาแล้วยิ้มเอาใจ “วันนี้เราออกไปทานข้าวนอกบ้านกันดีกว่า”

“เมื่อกี้ยังบอกว่าอยากกินกับข้าวฝีมือม้าอยู่เลย”

“โธ่เตี่ย หมวยไม่อยากให้ม้าเขาเหนื่อยนี่จ๊ะ ไปหาของอร่อยๆ ข้างนอกกินกันเถอะจ้ะ”

“ก็ดีเหมือนกัน เตี่ยอยากกินปูเนื้อนึ่งที่ร้านอาเหล่งอยู่พอดี” ประมวลพูดถึงร้านของเพื่อนสนิท ที่ลูกสาวคนโตของตนไปเป็นสะใภ้อยู่ที่นั่น

“ถ้าอย่างนั้นก็รีบไปอาบน้ำแต่งตัวหล่อๆ สวยๆ กันเลยจ้ะ หมวยก็จะไปแต่งตัวเหมือนกัน” เธอบอกกับบุพการีแล้วแยกย้ายกันไปอาบน้ำแต่งตัว ครึ่งชั่วโมงต่อมาก็พากันออกจากบ้านเพื่อเดินทางไปยังร้านอาหารทะเลชื่อดังย่านเยาวราช...

 

ร้านอาหารเหล่งโภชนา

“เฮียครับ” หมิงเทียนเรียกเจ้านายเบาๆ

“ว่าไง” หยางฮั่นถามลูกน้องคู่ใจแล้วคีบขาห่านตุ๋นมาใส่จาน

“คุณหมวยมาที่นี่ครับ”

ใบหน้าหล่อเหลาขาวตี๋หันขวับไปทางประตูด้วยความดีใจ แต่ก็ไม่เห็นหญิงสาวที่คนสนิทพูดถึง จึงหันมาขึงตาใส่เขา

“เธอนั่งอยู่ที่โต๊ะโน้นครับ” ลูกน้องชี้นิ้วไปที่โต๊ะที่อยู่ด้านหน้าตน แต่ก็ห่างกันมากพอสมควร แต่ที่เห็นก็เพราะเธอเพิ่งเดินเข้ามานั่งและหันหน้ามาทางตนพอดี “สงสัยจะมากับครอบครัวนะครับ”

“เดี๋ยวฉันมา นายนั่งกินไปคนเดียวก่อนนะ” หยางฮั่นเห็นเป็นโอกาสอันดีที่จะได้ผูกมิตรกับครอบครัวของเธอ จึงลุกจากที่นั่ง จัดเสื้อผ้าให้เข้ารูปและเดินตรงไปที่โต๊ะของเธอ

ณีรนารถเบิกตาโตแล้วคลี่ยิ้มกว้าง เมื่อบังเอิญเห็นชายหนุ่มคุ้นหน้าเดินตรงมาทางโต๊ะของตนพร้อมกับรอยยิ้ม จึงรีบลุกขึ้นยืนต้อนรับและกล่าวทักทาย

“สวัสดีค่ะคุณหยาง โลกกลมจังเลยนะคะ”

“นั่นสิครับ” ชายหนุ่มรับไหว้หญิงสาวแล้วกล่าวทักทายเธอด้วยน้ำเสียงสดใส และมองไปที่ผู้อาวุโสทั้งสองคนพร้อมกับโค้งคำนับให้

“เตี่ยกับม้าของหมวยเองค่ะคุณหยาง” เธอแนะนำเมื่อเห็นดังนั้น “เตี่ยจ๋า ม้าจ๋า นี่คุณหยางจ้ะ เขาเป็นลูกค้าที่บริษัทหมวยจ้ะ”

“สวัสดีครับเตี่ย ม้า” หยางฮั่นปรับตัวตีสนิทอย่างรวดเร็ว และทักทายด้วยภาษาจีนเพื่อทำคะแนนนิยม

“สวัสดีๆ นั่งก่อนสิคุณ” ประมวลรีบเชื้อเชิญด้วยความถูกอกถูกใจ เมื่อได้เจอคนเชื้อชาติเดียวกัน

“ผมชื่อหยางฮั่นครับ เรียกผมว่าฮั่นก็ได้ครับเตี่ย” ชายหนุ่มนั่งลงตามคำเชิญอย่างเต็มใจ

“โอ้! ชื่อดีมีความหมายนะเนี่ย แปลตรงๆ ตัวว่าเป็นคนจีนจากตระกูลหยางใช่ไหม” ประมวลหยอกเย้าชายหนุ่ม เพราะคนจีนกว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์คือชนเผาฮั่นนั่นเอง

“ครับเตี่ย”

“คุณมากับใครเหรอคุณฮั่น” สาลี่ถามชายหนุ่มรูปงามพร้อมกับรอยยิ้มพึงพอใจอย่างเปิดเผย

“ผมมากับหมิงเทียน เขาเป็นผู้ช่วยของผมครับม้า”

“จะรังเกียจไหมถ้าเราเชิญคุณกับผู้ช่วยมาร่วมโต๊ะด้วยกัน” มันเป็นโอกาสทองที่เธอควรจะไขว่คว้าเอาไว้เพื่อลูกสาว เธอจึงไม่ปล่อยให้มันผ่านไปเพียงแค่การทักทายไม่กี่ประโยคแล้วแยกจากกัน

“ไม่รังเกียจเลยครับม้า แต่ผมเกรงใจมากกว่า”

“ไม่ต้องเกรงใจ / เกรงใจทำไม” สามีภรรยาตอบกลับไปทันทีพร้อมๆ กัน

“มานั่งด้วยกันสิคะคุณหยาง เรียกคุณหมิงมานั่งด้วย”

            “คุณหมวยยังเรียกผมว่าหยางแบบนี้ผมไม่กล้ามานั่งด้วยหรอก” เขาส่งสายตาตำหนิเธอเล็กน้อย เพราะเคยบอกกับเธอแล้วว่าให้เรียกตนด้วยชื่อไม่ใช่แซ่

            “ขอโทษค่ะคุณฮั่น” เธอวางมือทาบกันแล้วโค้งให้เขาเล็กน้อยพร้อมกับรอยยิ้มบางๆ

            “ถ้าแบบนี้ผมก็ยินดีมาร่วมโต๊ะด้วยครับ” แล้วจึงส่งสัญญาณเรียกคนสนิท เมื่อเขามาถึงจึงแนะนำให้เขาได้รู้จักกับบุพการีของหญิงสาว

            “เตี่ยชอบมาทานอาหารที่ร้านนี้เหมือนกันเหรอครับ”

            “ก็ชอบนะแต่ไม่ค่อยมาบ่อยหรอก ชอบกินข้าวที่บ้านมากกว่า แล้วคุณล่ะมาที่นี่บ่อยไหม”

            “บ่อยครับ ทุกครั้งที่กลับจากเมืองจีนผมจะหาโอกาสแวะมาที่นี่เสมอ เพราะรสชาติอาหารถูกปากผมมากครับ”

            “ถ้าอย่างนั้นคุณต้องมาบ่อยๆ นะ ร้านนี้อาหารสดและอร่อย ถูกสุขลักษณะทุกอย่าง ที่สำคัญราคาไม่แพง เจ้าของร้านก็นิสัยดี”

            “เหมือนเตี่ยจะสนิทกับเจ้าของร้านนะครับ” หยางฮั่นสงสัย

            “ก็นิดหน่อย”

            “เตี่ยก็บอกคุณฮั่นเขาไปตรงๆ เลยสิจ๊ะว่าร้านนี้เป็นร้านลูกเขยเตี่ย” ณีรนารถขัดคอบิดาพร้อมกับรอยยิ้มล้อเลียนที่ท่านทำเป็นวางฟอร์ม

            แต่คนที่ได้ฟังอย่างหยางฮั่นถึงกับยิ้มไม่ออกเลยทีเดียว จนกระทั่งได้ยินคำพูดประโยคต่อมาของมารดาหญิงสาว

            “เตี่ยเขาไม่อยากให้คุณฮั่นรู้ว่าเป็นร้านพี่สาวลูก เพราะกลัวจะถูกกล่าวหาว่าโฆษณาเกินจริงต่างหากล่ะอาหมวย”

            “ไม่เกินจริงเลยครับม้า อาหารที่นี่ดีจริงๆ อย่างที่เตี่ยบอกทุกอย่างเลยครับ รู้แบบนี้แล้วผมต้องแวะมาอุดหนุนให้บ่อยขึ้นกว่าเดิมแล้วแหละครับ”  

            อาหารมื้อนี้จึงเป็นมื้อที่ถูกใจทุกคนมากเป็นพิเศษ ยกเว้นหญิงสาวเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ยิ้มได้แต่ปาก แต่ภายในใจนั้นระทมตรมตรอมยากจะบรรยาย...

 

            เช้าวันจันทร์

            ปฏิวัติมาถึงบริษัทเช้ากว่าปกติด้วยสีหน้าเคร่งเครียด จนพนักงานที่ทยอยกันมาทำงานถึงกับออกอาการหายใจไม่ทั่วท้อง โดยเฉพาะคนที่เดินเข้าไปในห้องครัว ต่างก็รีบชงกาแฟหรือเครื่องดื่มที่ต้องการและพากันเดินออกไปแทบจะทันที เมื่อเห็นเจ้านายนั่งหน้าบึ้งอยู่ข้างใน บางคนถึงกับเดินกลับไปโดยไม่กล้าเยื้องย่างเข้าไปในครัวแม้แต่ก้าวเดียว

            การพูดคุยทักทายกันก่อนเริ่มงานก็ไม่ได้ครึกครื้นเหมือนวันอื่นๆ ได้แต่จมอยู่กับภวังค์ของตัวเอง หรือเริ่มงานก่อนเวลาไปเลยก็มี แต่ที่แน่ๆ คือทุกคนอยากรู้มากว่าเกิดอะไรขึ้น งานมีปัญหาหรือว่าใครไปสะกิดต่อมอารมณ์ของเจ้านายเข้า เขาถึงได้เป็นแบบนั้นตั้งแต่วันเปิดงานวันแรกของสัปดาห์

            “คุณกิ่งแก้ว” หลังจากเริ่มงานได้ห้านาทีปฏิวัติก็เดินออกมาจากห้องครัวด้วยใบหน้าบูดบึ้ง

            “ค่ะบอส” กิ่งแก้วตอบรับ ในใจนั้นก็คิดว่าตัวเองหรือเปล่าที่เป็นต้นเหตุให้เจ้านายอารมณ์เสีย

            “ติดต่อคุณหมวยแล้วถามเธอว่ามาทำงานหรือเปล่า” เขาเริ่มรู้สึกแปลกๆ กับการกระทำของหญิงสาวมากขึ้น เพราะไม่สามารถติดต่อเธอได้ตั้งแต่วันเสาร์จนถึงเช้าวันนี้ และเธอก็ไม่ยอมมาทำงานอีก มันต้องมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นแน่ แต่ว่ามันเรื่องอะไรนั่นแหละที่เขาอยากได้คำตอบจากเธอ

            “ค่ะบอส” สาวใหญ่หัวหน้าฝ่ายการเงินโล่งอกไปบ้างที่ไม่ใช่ตัวเอง แต่ก็เริ่มวิตกแทนเพื่อนร่วมงานอัธยาศัยดี และต่อโทรศัพท์ถึงเธอต่อหน้าเจ้านายที่ยืนรออยู่ “สวัสดีจ้ะ วันนี้ไม่มาทำงานเหรอหมวย..”

            ปฏิวัติแบมือพร้อมกับพยักหน้าขอโทรศัพท์จากหัวหน้าฝ่ายการเงิน เมื่อเธอส่ายศีรษะบอกให้รู้ว่าปลายสายไม่มาทำงาน

            “ผมมีเอกสารที่ต้องการใช้ด่วน ถ้าไม่ได้ป่วยจนลุกจากเตียงนอนไม่ไหวก็แวะมาจัดการให้ผมหน่อย เสร็จแล้วคุณจะกลับไปผมก็ไม่ว่าหรอก”

            (พี่เด่น..)

            “ใช่ผมเอง ตอนนี้ผมต้องการความช่วยเหลือด่วนที่สุด เพราะคุณหยกเขายังอยู่ที่ต่างจังหวัดอยู่เลย” ฟังจากน้ำเสียงแล้วเธอคงตกใจมากที่ได้ยินเสียงตน จึงเอาเรื่องงานมาอ้างด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดเพื่อให้เธอมาหาให้เร็วที่สุด

            (ให้เอกจัดการแทนไม่ได้เหรอคะ)

            “ไม่ได้ เพราะเขาไม่ใช่ผู้ช่วยของผม และที่สำคัญเขาออกไปข้างนอกกับคุณเสมาแล้ว” เขายืนกรานด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเมื่อเธอกำลังลังเล “ถ้าคุณไม่มาจัดการให้ผมภายในวันนี้ ผมต้องเสียค่าปรับให้ลูกค้าไม่ต่ำกว่าสองล้านบาท คุณจะรับผิดชอบส่วนนี้แทนผมไหมล่ะคุณหมวย”

            (ก็ได้ค่ะ หมวยจะรีบไปให้ถึงภายในสองชั่วโมงค่ะ)

            “ผมให้เวลาคุณได้หนึ่งชั่วโมงเท่านั้น เพราะผมต้องออกไปพบกับลูกค้าก่อนเที่ยง หรือว่าคุณอยู่ต่างจังหวัดล่ะ” เขาลองหยั่งเชิงเพราะอยากรู้ว่าเธออยู่ที่ไหนถึงใช้เวลาเดินทางนานนัก และอยากจะถามอีกว่าทำไมถึงใช้น้ำเสียงห่างเหินกับตน แต่ก็ทนอดกลั้นเอาไว้ก่อน

            (เปล่าค่ะ หมวยจะรีบไปถึงให้เร็วที่สุดก็แล้วกันนะคะ สวัสดีค่ะ)

            เธอวางสายไปแล้วด้วยคำพูดเป็นการเป็นงาน ไม่ได้หยอกเอินเหมือนแต่ก่อนที่เคยเป็น มันทำให้เขางุนงงสงสัยหนักยิ่งกว่าเดิม ว่าทำไมเธอถึงเปลี่ยนไปกะทันหันแบบนี้

            “ผมมีงานค้างต้องไปทำให้เรียบร้อย ถ้าคุณหมวยมาถึงให้เธอเอาเอกสารของคุณหยางกับแบบฟอร์มสัญญาขึ้นไปหาผมที่ชั้นบนนะคุณกิ่งแก้ว” เขาคืนโทรศัพท์ให้เจ้าของ และแกล้งฝากฝังงานกับเธอด้วยท่าทางเคร่งเครียดเพื่อไม่ให้เป็นที่สงสัย เรียบร้อยแล้วจึงเดินออกไปจากสำนักงาน ขึ้นไปรอหญิงสาวที่ห้องชุดชั้นที่สิบเก้าแทน...

            ประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่งประตูหน้าห้องก็ถูกเคาะให้สัญญาณ หนุ่มใหญ่ที่กำลังรอคอยการมาเยือนของหญิงคนรักด้วยใจที่หมกมุ่นรีบลุกไปเปิดประตูให้เธอ ทันทีที่ได้เห็นเธอเขาก็ดึงเธอเข้ามาในห้อง ปิดประตูใส่หน้าเจ้าหน้าที่หน้าลิฟต์ที่เดินมาส่งเธออย่างไม่สนใจใยดี เพราะมีเรื่องที่สำคัญกว่าต้องสะสาง

            “ปล่อยฉันนะคะคุณเด่น” ณีรนารถรีบดันตัวเองออกจากอ้อมแขนแข็งแรงของชายหนุ่มด้วยหัวใจที่เต้นรัว

            “ไม่ปล่อยจนกว่าจะยอมบอกว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้” เขารัดเธอแน่นยิ่งกว่าเดิม และตัดสินใจอุ้มเธอไปที่โซฟาเมื่อเธอเอาแต่ดิ้นไม่หยุด เพราะมั่นใจแล้วว่ามันต้องมีเรื่องที่ไม่ดีเกิดขึ้นแน่ เธอถึงไม่เหมือนเดิมกับตนแบบนี้ “ทีนี้ก็บอกพี่มาว่าเกิดอะไรขึ้น”

            หญิงสาวเมินหน้าหนีไปทางอื่นเพื่อไม่ให้เขาเห็นแววตาเจ็บปวด และน้ำตาที่กำลังจะเอ่อท่วมดวงตา เมื่อเขายอมปล่อยให้เป็นอิสระ

            “ไม่มีอะไรจะบอกค่ะ ฉันก็แค่เบื่อคุณแล้วเท่านั้น”

            “โกหก อาการของคุณมันเปลี่ยนไปเร็วเกินไปสำหรับคำว่าเบื่อ บอกพี่มาตามตรงดีกว่าว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่”    

 “ความรักมันเปลี่ยนแปลงได้ค่ะ และตอนนี้ฉันก็ไม่ได้รักคุณแล้ว กรุณาออกไปจากชีวิตฉันสักที” เธอตัดสินใจใช้คำพูดรุนแรงเพื่อตัดปัญหาทั้งหมด ไม่อยากพูดมากไปกว่านี้เพราะกลัวว่าตัวเองจะหลั่งน้ำตาออกมาให้เขาเห็น

“ถึงความรักมันจะเปลี่ยนแปลงได้ มันก็ไม่เปลี่ยนแปลงเร็วแบบนี้หรอกนะหมวย พี่ไม่เชื่อเรื่องโกหกของหมวยหรอก บอกพี่มาตามตรงดีกว่าว่าเกิดอะไรขึ้น” เขายังย้ำถามคำถามเดิมกับเธอทุกครั้ง.. “จะไม่ยอมบอกพี่ใช่ไหม”

“ฉันขอลาออกค่ะ”

“ไม่ได้”

เธอหันไปมองหน้าเขาด้วยแววตาตัดพ้อ ที่เขาตอบกลับมาแบบไม่คิดสักนิด

“ทำไมถึงไม่ได้คะ”

“เพราะพี่รักหมวย พี่จะยอมให้หมวยลาออกไปได้ยังไง”

“อย่าเอาคำพูดปัญญาอ่อนแบบนี้มาพูดให้ฉันฟังเลยค่ะ มันกระดากหูจนอยากจะอ้วกอยู่แล้ว” เธอฝืนใจต่อว่าเขาด้วยคำพูดหยาบคาย

“หมวย!” เขาปรามเธอด้วยน้ำเสียงและแววตาเคร่งเครียด แต่เมื่อเห็นแววตาเจ็บปวดที่เธอเผลอแสดงออกมาก่อนจะเมินหน้าหนี ก็รู้สึกได้ทันทีว่าเธอยังรักตนอยู่แน่นอน แต่ทำไมเธอถึงต้องตัดเยื่อใยกับตนด้วยล่ะ มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมเธอไม่บอกเขาล่ะ เขาจะได้รู้และอธิบายให้ฟัง

“ฉันจะลาออก ฉันจะมาบอกคุณแค่นี้แหละ”

“ถ้าคุณลาออกผมคงต้องให้ทนายฟ้องคุณ และป่าวประกาศให้บริษัทอื่นรู้ว่าคุณขาดความรับผิดชอบ ไม่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมจะร่วมงานด้วย คุณคงหางานทำที่อื่นไม่ได้อีก” เขาจำเป็นต้องขู่ให้เธอกลัว เพราะไม่อยากเสียเธอไปทั้งที่ยังมีเรื่องค้างคาใจอยู่แบบนี้

“ฉันไม่คิดจะทำงานที่ไหนอีกแล้ว ฉันจะรับช่วงกิจการของครอบครัว”

“คนแบบคุณมันไม่สู้งาน ขี้แพ้ อ่อนแอ ไม่แน่จริงแบบนี้เองเหรอ ที่คุยๆ กันมาทั้งหมดโกหกทั้งเพสินะ พอจนตรอกก็วิ่งไปซบอกพ่อแม่”

“มันจะมากไปแล้วนะคุณเด่น”

“ถ้าคุณไม่อยากให้ผมดูถูกก็อย่าหนีงานสิ ในเมื่อตอนเซ็นสัญญาคุณก็เป็นคนเซ็นเองแท้ๆ ไม่มีใครจับมือคุณเซ็นซะหน่อย”

“ฉันไม่อยากทำงานกับคนชอบโกหกแบบคุณ”

“ผมโกหกเรื่องอะไรก็บอกมาสิ อย่าพูดเองเออเองอยู่คนเดียวแบบนี้”

“ก็คุณมี...” เธอเกือบจะพลั้งปากออกไป “กินอยู่กับปาก อยากอยู่กับท้อง ทำอะไรไว้ก็น่าจะรู้ดีแก่ใจ ทำไมฉันต้องบอกคุณด้วย”

“มีอะไรพูดมาให้จบสิ พี่จะบ้าตายอยู่แล้วนะหมวย” เขาเริ่มกลับมาใช้คำพูดหว่านล้อม หลังจากขึ้นเสียงแข่งกับเธอด้วยความโมโหไปชั่วขณะหนึ่ง

“วันที่นัดกับคุณหยางคุณไปไหนมา คุณกล้าบอกความจริงกับฉันไหมคะ” เธอไม่พูดถึงเรื่องที่ได้เจอกับลิเดีย แต่พยายามหาข้อมูลอื่นมาปะติดปะต่อเรื่องให้เข้ากัน เพราะไม่อยากฟังความข้างเดียว

“...พี่ไปหาเพื่อนมา” เขาตัดสินใจบอกกับเธอเมื่อเห็นแววตาจริงจังคู่นั้น

“เพื่อนที่ไหน คุณบอกมาให้หมดสิ เพื่อผู้หญิงหรือผู้ชาย ชื่ออะไร อยู่ที่ไหน”

“เพื่อนพี่เขามีปัญหา เขาทะเลาะกับเพื่อนก็เลยโทรมาปรับทุกข์กับพี่ เขาบอกว่าจะฆ่าตัวตายพี่ก็เลยรีบไปหาเขา”

“แล้วเพื่อนคุณชื่ออะไร” เธอเริ่มลังเลขณะตั้งคำถาม เพราะตลอดเวลาที่เขาพูดเขาดูจริงจังมาก ไม่เหมือนคนที่กำลังโกหกสักนิด

“คุณลิเดีย.. หมวยน่าจะรู้จักเขานะ เพราะเขาเคยเป็นนางแบบ” เขาขยายความเพิ่มเติม

“รู้จักสิคะ รู้จักดีเสียด้วย คนดังแบบนั้นฉันจะไม่รู้จักได้ยังไงกัน แต่เธอก็ยังโสดนี่คะ มันน่าแปลกนะคะที่สาวใหญ่แบบเธอไม่เคยมีข่าวกับใคร หรือว่าเธอจะมีสามีอยู่แล้วนะ” เธอมองจ้องเขาตลอดเวลาที่พูดเพื่อจับพิรุธ

“คุณเดียเขาไม่มีสามีหรอกจ้ะ เขายังโสดอยู่เลย”

คำตอบของเขาสร้างความไม่พอใจให้เธอได้อย่างดีทีเดียว เพราะมันบ่งบอกชัดเจนว่าเขากับเธอนั้นต้องสนิทกันมาก มากจนเธอไม่อาจเชื่อได้ว่าเขาเป็นแค่เพื่อนกัน

“รู้เรื่องของเธอดีเหลือเกินนะคะ เป็นเพื่อนกันมานานแล้วสิท่า”

“ก็รู้จักมานานเกือบๆ สองปีแล้วจ้ะ”

“แค่สองปีห่วงใยกันถึงขนาดยอมทิ้งงานไปดูแลกันเลยเหรอคะ” เขาไม่ได้ยอมทิ้งงานแค่อย่างเดียว แต่เขายอมทิ้งเธอเอาไว้เพียงลำพังแล้วรีบจากไปอีกต่างหาก

“พี่บอกแล้วนี่ว่าเธอมีปัญหาและเธอก็โทรมาร้องห่มร้องไห้บอกว่าอยากจะตาย หมวยจะให้พี่ทำอย่างไรล่ะ ถ้าเป็นหมวยจะไม่ทำแบบพี่เหรอ”

มันแน่นอนอยู่แล้ว ถ้าเป็นตนก็จะรีบไปเหมือนกัน เรื่องนี้เธอยอมรับอย่างไม่มีข้อแม้ แต่คืนนั้นเขาค้างที่บ้านของผู้หญิงคนนั้น และโกหกว่ากลับบ้านแล้ว ทำไมเขาต้องโกหกด้วยล่ะ

“ถ้าฉันถามว่าฉันกับผู้หญิงคนนั้นใครสำคัญสำหรับคุณมากกว่า คุณก็คงหาว่าฉันไม่มีเหตุผลใช่ไหมคะ”

“หมวยจ๋า” เขาเขยิบเข้าไปใกล้แต่เธอกลับขยับหนีและลุกไปนั่งโซฟาเดี่ยว “พี่ยอมรับว่าผิดที่ทิ้งหมวยไปแบบนั้น แต่ตอนนั้นพี่ตกใจจริงๆ นะ”

“แล้วทำไมไม่บอกกันตรงๆ คะ”

“เพราะพี่ไม่อยากให้หมวยเป็นแบบนี้ไงล่ะ พี่รู้ว่าเรื่องแบบนี้มันอ่อนไหวต่อความรู้สึกด้วยกันทั้งนั้น ถ้าเป็นพี่พี่ก็ไม่พอใจเหมือนกันที่แฟนของเราเห็นคนอื่นดีกว่า เพราะแบบนี้พี่ถึงไม่บอกให้หมวยรู้ไงล่ะ”

“แล้วรู้ทีหลังแบบนี้มันเจ็บกว่าไหมล่ะคะ”

“พี่ขอโทษ ยกโทษให้พี่สักครั้งนะคนดี” ถึงแม้จะแปลกใจอยู่บ้างว่าทำไมเธอถึงมาโกรธข้ามวัน ทั้งที่ตอนแรกก็ยังดีๆ กันอยู่ แต่ก็รู้ว่าเวลานี้ไม่ควรสงสัยนอกจากง้อให้เธอยกโทษให้

ถึงแม้อยากจะจบกับเขา แต่ใจของเธอก็ยังรักเขามั่นคง และจากคำสั่งสอนของบิดามารดาที่เคยบอกว่าคนเราต้องฟังหูไว้หู อย่าปักใจเชื่อใครง่ายๆ บางทีสิ่งที่เห็นหรือสิ่งที่ได้ยินก็อาจจะไม่ใช่ความจริงเสมอไป ดังนั้นเธอจะตามสืบเรื่องนี้เงียบๆ อีกสักพักก่อนตัดสินใจเด็ดขาดลงไป

“เรื่องนั้นฉันจะตัดสินใจเอง คุณไม่มีสิทธิ์มาขอร้องฉันแบบนี้ ไหนล่ะคะงานที่ต้องการให้ฉันทำ” เมื่อตัดสินใจได้แล้วจึงวกเข้าเรื่องที่เขาต้องการให้ทำ

“พี่ไม่มีงานให้หมวยทำหรอก พี่แค่อยากให้หมวยมาหาเพราะหมวยไม่ยอมรับโทรศัพท์พี่เลยนี่”

“คุณนี่มันโกหกเป็นอาชีพเลยนะ! ฉันไม่ใช่ของเล่นของคุณนะคุณเด่น!” เมื่อรู้ว่าถูกเขาหลอกอีกครั้งก็โมโหจนเลือดขึ้นหน้า จึงลุกขึ้นยืนแล้วตะโกนใส่หน้าเขาด้วยท่าทางเกรี้ยวกราด

“พี่ไม่เคยคิดว่าหมวยเป็นของเล่นเลยนะ” ทำไมอารมณ์ของเธอถึงเปราะบางนักนะ เขาทำตัวไม่ถูกแล้วตอนนี้

“ฉันไม่ใช่ของเล่นแต่ฉันก็ไม่ใช่ตัวจริงของคุณใช่ไหมล่ะ คุณอย่าคิดว่าฉันไม่รู้ทันความคิดของคุณนะคุณเด่น”

“โอ๊ยอะไรกันเนี่ย! พี่ไม่เคยคิดเล่นๆ กับหมวยนะ ใครมาพูดอะไรให้ฟังหรือเปล่าถึงได้เป็นแบบนี้ อย่าบอกนะว่าคนในออฟฟิศ” เขาเริ่มเอะใจว่าบางทีอาจจะมีใครในตึกนี้ พูดตีไข่ใส่สีเรื่องของตนให้เธอฟัง

“คนโกหก!

“เชื่อใจกันบ้างสิหมวย” เขาเริ่มหงุดหงิดเมื่อเธอเอาแต่ตัดพ้อต่อว่าโดยไม่ยอมเชื่อกันบ้างเลย “หมวยเชื่อคนอื่นมากกว่าแฟนตัวเองได้ยังไง”

“ฉันไม่น่าหลงรักผู้ชายเลวๆ อย่างคุณเลย” รู้อยู่เต็มอกว่าเขาโกหกเธอแล้วสองเรื่อง เขายังมีหน้ามาบอกให้เธอเชื่ออีกเหรอ

“หมวย! พี่โตกว่าหมวยมากนะ อย่ามาด่ากันแบบนี้ พี่เริ่มจะหมดความอดทนแล้วเหมือนกันนะ”

“มันแทงใจมากล่ะสิ” เธอเชิดหน้าเยาะเย้ยอย่างท้าทาย

“หมวย!

“ถ้าทนไม่ได้ก็ไม่ต้องทน เราจบกันตั้งแต่วันนี้เลยก็แล้วกัน ฉันขอเลิกกับคุณ”

“ไม่เลิก!” ถึงแม้จะโกรธเธอมาก แต่ก็ปฏิเสธสิ่งที่เธอต้องการออกไปอย่างแข็งกร้าว

“คุณไม่เลิกแต่ฉันจะเลิก คุณไม่มีสิทธิ์มาสั่งห้ามฉัน ฉันจะลงไปเขียนใบลาออก ถ้าคุณอยากฟ้องศาลหรืออยากประจานฉันก็ทำไปเลย ฉันไม่แคร์” พูดจบเธอก็เดินตรงไปที่ประตูทางออกทันที และขณะที่กำลังเอื้อมมือไปเปิดประตู ร่างเล็กๆ ของเธอก็หมุนกลับไปอยู่ในวงแขนของหนุ่มใหญ่เจ้าของห้องเสียแล้ว

ปฏิวัติอุ้มร่างเล็กสมส่วนมาไว้ในวงแขนแล้วก้าวอาดๆ กลับไปทิศทางเดิม แต่ไม่ได้วางเธอไว้ที่โซฟาแบบเดิมอีก เขาตรงไปที่กระจกบานใหญ่สลักลวดลายสวยงาม แล้วใช้เท้ายันเบาๆ มันก็เปิดออก กลายเป็นประตูเข้าสู่ห้องนอน

“ปล่อยฉันนะ” ณีรนารถตกใจกลัวเมื่อมองเห็นเตียงหลังใหญ่ พยายามดิ้นหนีเพื่อเอาตัวรอดเมื่อรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง “คุณทำกับฉันแบบนี้ไม่ได้นะ”

“ทำไมจะทำไม่ได้ถ้าพี่อยากทำ” เธอบอกเองว่าอยากจะทำอะไรก็ทำไปเลย และนี่คือสิ่งที่เขาอยากทำที่สุดตอนนี้ เพื่อที่จะรั้งเธอเอาไว้ไม่ให้ทิ้งเขาไปง่ายๆ แบบนี้

“คุณจะข่มขืนฉันเหรอ คุณมันไม่ใช่ลูกผู้ชาย”

“เดี๋ยวก็รู้ว่าใช่หรือเปล่า” เขาโยนเธอลงไปบนเตียงอย่างไม่ออมแรง แล้วจัดการปลดเข็มขัดและกางเกงอย่างรวดเร็ว ขณะที่สายตามองร่างเล็กๆ ที่กำลังขยับลงจากเตียง “คิดว่าวิ่งหนีพ้นก็วิ่งไปสิ หมวยสามก้าวเท่ากับพี่แค่ก้าวเดียวเท่านั้นแหละ”

“ไปตายซะเถอะ อย่าหวังว่าจะได้แอ้มความบริสุทธิ์ของฉันง่ายๆ” เธอก้าวเท้ายาวกว่าปกติเพื่อวิ่งให้ไกลจากเขามากที่สุด

“นอกจากพี่แล้วใครหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์ได้ครอบครองหมวยจำเอาไว้” เขาก้าวยาวๆ เพียงไม่กี่ก้าวก็เกี่ยวเอวคอดกิ่วของเธอได้สำเร็จ

“ปล่อยฉันนะไอ้คนบ้า” เธอฟาดฝ่ามือใส่ใบหน้าหล่อเหลานั้นไม่ยั้ง ขณะที่ขยับเท้าแทบไม่ได้เพราะถูกเขาทับเอาไว้

หนุ่มใหญ่หน้าตาอ่อนกว่าวัยรวบมือเล็กด้วยมือข้างเดียวไว้เหนือศีรษะของเธอ ระดมจูบไปทั่วใบหน้าและใบหูเพื่อปลุกเร้าอารมณ์ ขบเม้มเบาๆ ไล่ไปจนถึงซอกคอระหงหอมกรุ่นและไหล่กลมกลึง จนกระทั่งอาการแข็งขืนและเสียงต่อว่าหายไปกลายเป็นคล้อยตาม จึงปล่อยมือของเธอให้เป็นอิสระ

ทันทีที่ได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระ หญิงสาวที่แกล้งคล้อยตามก็อาศัยช่วงจังหวะที่ชายหนุ่มยังไม่ทันตั้งตัว ผลักเขาสุดแรงจนหงายหลังตกจากเตียง และรีบลุกขึ้นวิ่งหนีเขาอีกครั้ง ครั้งนี้เธอสามารถวิ่งหนีออกจากห้องนอนได้สำเร็จ และกำลังจะเปิดประตูออกจากห้องชุดของเขา

แต่การที่เขาไม่วิ่งตามออกมาและไม่มีเสียงใดๆ ให้ได้ยิน ทำให้มือที่กำลังจะเปิดประตูต้องชะงักค้างด้วยความลังเล แต่ก็ยังยืนนิ่งๆ ตั้งท่าเตรียมพร้อมอยู่อย่างนั้น แต่ผ่านไปสักพักเขาก็ยังไม่ออกมาจนน่าแปลกใจ

“คุณเด่น.. คุณเด่นได้ยินไหม..” มือที่จับก้านโยกประตูปล่อยออกและรีบเดินกลับเข้าไปในห้องนอนของเขา “กรี๊ดดดด...”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

49 ความคิดเห็น

  1. #16 karn (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 12 มีนาคม 2556 / 12:55
    หมวยแย่แน่ๆ
    #16
    0
  2. #15 hakuron (@hakuron) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 12 มีนาคม 2556 / 12:10
    อ๊าย...ทิ้งไว้ค้างแบบนี้เลย
    #15
    0
  3. #14 cattycall (@catty_call) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 11 มีนาคม 2556 / 22:41

    หมวยสู้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
    #14
    0