สุดสวาททาสหัวใจ เขียนโดย ณศิกมล

ตอนที่ 3 : 3

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 696
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    28 ก.พ. 56

สามวันต่อมาณีรนารถและทรงเดชก็กลายเป็นเพื่อนร่วมงานกัน แต่ที่หญิงสาวแปลกใจก็คือชายหนุ่มรุ่นน้องไม่ต้องเซ็นสัญญาการทำงานแบบตน

“อาจจะเป็นเพราะว่าพี่หมวยเล็กต้องควบตำแหน่งเลขาของคุณปฏิวัติด้วยมั้งครับก็เลยต้องเซ็น ส่วนตำแหน่งของผมไม่เกี่ยวข้องกับท่านก็เลยไม่ต้องเซ็น แต่ก็ต้องฝึกงานสามเดือนตามปกติ” ทรงเดชให้ข้อคิดเห็นระหว่างทานมื้อกลางวันด้วยกัน

“สงสัยจะเป็นอย่างที่เอกว่า” เธอเห็นด้วยและตักอาหารใส่ปาก “ไข่เจียวร้านนี้อร่อยดีนะ เครื่องเยอะดี”

“ครับ ถูกด้วย พี่หมวยเล็กว่าคุณหยกเธอใจดีไหมครับ” ชายหนุ่มถามถึงผู้ที่สอนงานพวกตน

“จากวันแรกที่เจอพี่ว่าเธอใจดีมาก ใจเย็นด้วย สามีเธอก็รักภรรยาดีมากเลยนะ เที่ยงปุ๊บมารับปั๊บ”

“สามีเธอก็ทำงานอยู่ที่เดียวกับเราเหรอครับ หรือว่าทำอยู่ในตึกเดียวกับเราเฉยๆ”

“ไม่รู้เหมือนกันนะเอก แต่เขาเข้าออกสำนักงานเราได้อิสระมากเลยนะ สงสัยจะตำแหน่งใหญ่โตน่าดู” จากที่สังเกตดูในออฟฟิศเธอก็ยังไม่เห็นใครที่หน้าตาเหมือนสามีของรุ่นพี่ที่ฝึกงานให้ “อยู่ไปเดี๋ยวก็รู้เองแหละเอก ถ้าพี่รู้ก่อนพี่จะบอกเธอนะ” หญิงสาวสรุปและทานข้าวต่อจนเสร็จ จากนั้นจึงเดินไปหารถขายผลไม้ เลือกซื้อมาสองสามอย่างเพื่อเอาไปกินต่อที่สวนหย่อมของตึก

“ขอนั่งด้วยคนได้ไหม”

ณีรนารถละสายตาจากนิยายในจอแท็ปเล็ตเมื่อได้ยินเสียงทุ้มนุ่มหูที่จำได้ขึ้นใจ

“ชะ..เชิญค่ะ” เธอกล่าวเชื้อเชิญด้วยความเก้อเขินเมื่อเป็นเขาจริงๆ

ปฏิวัติมองใบหน้างามจับจิตนั้นเนิ่นนานก่อนจะนั่งลงตามคำเชิญ เหลือบมองมือที่อยู่ไม่เป็นสุขของเธอก็เผลอคิดเข้าข้างตัวเองว่าเธอกำลังเขินอายต่อตนเพราะรู้สึกชอบตนเหมือนกัน

“วันแรกของการทำงานรู้สึกยังไงบ้าง”

“ดีมากค่ะ” โดยเฉพาะตอนที่เห็นหน้าเขา ยิ่งได้นั่งคุยด้วยแบบนี้ก็ยิ่งรู้สึกดีจนเก็บอาการดีใจไว้แทบไม่มิด

“ได้ยินคุณพูดแบบนี้ผมก็ดีใจ ชอบท่องโลกไซเบอร์เหรอ” เขามองแท็ปเล็ตขนาดกะทัดรัดที่เธอถือไว้

“ไม่ค่อยเท่าไหร่หรอกค่ะ เข้ามาอ่านนิยายมากกว่า”

“ชอบอ่านนิยายเหรอ”

“ชอบมากค่ะ อ่านนิยายแล้วมีความสุขดีค่ะ โดยเฉพาะตอนจินตนาการว่าตัวเองเป็นนางเอก”

“แล้วพระเอกตัวจริงเป็นอย่างในนิยายหรือเปล่า” เขาไม่สนถ้าเธอจะมองว่าเสียมารยาทที่ถามเรื่องส่วนตัว เพราะเขาอยากรู้ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับเธอ

“หมวยไม่มีพระเอกส่วนตัวหรอกค่ะ มีแต่เตี่ยกับพี่ชายเท่านั้น”

นัยน์ตาสีดำนิลขยายขึ้นเล็กน้อย ไม่เชื่อคำพูดที่สร้างความหวังให้กับตน เพราะที่เขาเห็นมันไม่เหมือนกับที่เธอพูด คนที่คุยเก่งและอัธยาศัยดีแบบเธอไม่มีแฟนเป็นไปไม่ได้หรอก

“ที่สำนักงานของเราไม่ห้ามเรื่องมีแฟนหรอกนะ ถ้ามีก็บอกมาตรงๆ เถอะไม่มีใครว่าคุณหรอก” เขาลองเชิง

“หมวยก็ไม่สนหรอกค่ะว่าบริษัทจะคิดยังไง แต่หมวยยังไม่มีแฟนจริงๆ อยู่มาสามสิบปีมีคนมาจีบเฉลี่ยปีละหนึ่งคน แต่ไม่มีสักคนที่ผ่านเกณฑ์ของหมวยค่ะ”

“เกณฑ์ของคุณคงเหมือนพระเอกในนิยายที่อ่านมากเกินไป”

“หมวยมีสิทธิ์ที่จะเลือกไม่ใช่เหรอคะคุณเด่น หมวยไม่ได้ต้องการผู้ชายที่เหมือนพระเอกในนิยายเป๊ะๆ นะคะ ขาดไปข้อสองข้อหมวยก็เอาแล้วค่ะ”

“แล้วที่ผ่านมาไม่มีผู้ชายแบบนั้นบ้างเหรอ” เขาอยากจะถามว่าอย่างเขานี้เข้าข่ายหรือเปล่าแต่ก็ยังไม่กล้าจู่โจมในตอนนี้ รอให้คุ้นเคยกันอีกหน่อยดีกว่า

“ก็มีหลายคนนะคะ แต่ที่ใกล้เคียงที่สุดหมวยเจออยู่คนหนึ่งค่ะ” เธอมองหน้าเขาด้วยแววตาเป็นประกายและอมยิ้มบางๆ “หมวยเพิ่งเจอเขาเร็วๆ นี้เอง แต่เขาไม่ได้จีบหมวยค่ะ หมวยก็เลยได้แต่ชอบเขาอยู่ฝ่ายเดียว น่าเศร้าไหมคะ”

“น่าเศร้าสิ ก็คงเหมือนกับผมที่แอบชอบผู้หญิงคนหนึ่งมาสองปีแล้ว แต่เธอก็ไม่เคยรับรู้หรอก แล้วเชื่อไหมว่าเธอก็เพิ่งเคยเห็นผมเร็วๆ นี้เหมือนกัน” ถึงแม้จะใจแป้วไปบ้างเมื่อรู้ว่าเธอมีคนที่ชอบอยู่แล้ว แต่ก็นับว่ายังโชคดีที่เธอชอบเขาฝ่ายเดียว

“น่าเศร้าเหมือนกันเลยค่ะ แต่ในเมื่อเจอกันแล้วทำไมไม่บอกเธอเลยล่ะคะ”  ถึงแม้จะรู้สึกหดหู่ในหัวใจแต่เธอก็เชียร์ให้เขาได้สมหวัง

“คุณคิดว่าเธอจะรับรักผมเหรอ ถ้าสมมุติว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นคุณ คุณจะทำยังไง”

“แต่ถ้าหมวยรู้สึกชอบหมวยก็จะบอกว่าชอบนะคะ หลังจากนั้นค่อยมาศึกษานิสัยใจคอกันทีหลัง คนสมัยนี้เขาไม่ค่อยเก็บอาการเหมือนสมัยพ่อแม่เราหรอกค่ะ คุณเด่นว่าจริงไหม”

“แต่ผมก็เก็บมาตั้งสองปีนะ คุณหมวยเองก็เก็บความรู้สึกนั้นไว้เหมือนกันนี่”

“ก็หมวยเพิ่งรู้จักเขานี่คะ อีกอย่างเขากับหมวยต่างกันมากเกินไปค่ะ แต่ถ้าหมวยเป็นแบบคุณเด่นในตอนนี้หมวยบอกเขาแน่ค่ะ ตอนนี้หมวยแค่แอบชอบเขาก็มีความสุขแล้วค่ะ” เพราะหมวยคงไม่มีสิทธิ์บอกอะไรกับคุณแล้ว ในเมื่อคุณมีเจ้าของหัวใจอยู่แล้ว

“แล้วถ้าเขาคนนั้นจีบคุณหมวยจริงๆ ล่ะ”

“แน่นอนว่าหมวยต้องตอบรับแบบไม่เสียเวลาคิดเลยค่ะ หมวยเป็นคนไม่ค่อยคิดมากให้ปวดหัวหรอกค่ะ รู้สึกแบบไหนก็พูดออกไปแบบนั้นเลย รักก็บอกว่ารัก ชอบก็บอกว่าชอบ เกลียดก็บอกว่าเกลียด ไม่พอใจเรื่องไหนก็พูดไปเลย ในทางตรงกันข้าม ถ้าใครมาตำหนิหมวย หมวยก็จะยอมรับถ้าหมวยผิดนะคะ หมวยถือคติใช้ชีวิตให้มีความสุขดีกว่าใช้ชีวิตแบบผู้ร้ายค่ะ”

“ใช้ชีวิตแบบผู้ร้ายเป็นยังไงเหรอ”

“ก็ต้องระวังตัวไปทุกย่างก้าวเพราะกลัวถูกจับได้ไงคะ จะกลัวทำไมคะในเมื่อชีวิตมันเป็นของเรา คนดีโดนด่าว่าเลว คนเลวโดนชมว่าดีมีเต็มบ้านเต็มเมือง เพราะฉะนั้นใช้ชีวิตตามความพอใจของตัวเอง แต่อย่าไปทำร้ายใครอย่าให้ใครต้องเดือดร้อนเพราะเราก็พอค่ะ”

“ผมชอบคุณ” ปรัชญาชีวิตของเธอทำให้ปฏิวัติตัดสินใจพูดสิ่งที่อยู่ในใจออกไป จ้องหน้าที่ตะลึงค้างนั้นนิ่ง “ผมชอบคุณจริงๆ นะหมวยเล็ก”

“เขาะ..ขอบ..ขอบคุณค่ะ เหอๆๆ” เธอหัวเราะแก้เก้อแล้วเสมองต่ำที่ลูกกระเดือกของเขา ก่อนจะกลืนน้ำลายลงคอดังเอื๊อกเพราะมันช่างยั่วเย้าความรู้สึกเหลือเกิน “คุณเด่นพูดเล่นแบบนี้หมวยเขินนะคะ คุยเรื่องอื่นกันดีกว่าค่ะ”

“คุณพูดเองนะถ้าเป็นผมในตอนนี้คุณจะบอกกับเธอคนนั้น”

“หมวยคิดอย่างนั้นจริงๆ ค่ะ แต่คุณเด่นไม่ควรเอามาพูดเล่นกับหมวยแบบนี้นะคะ หมวยก็มีหัวใจนะ รู้ไหมคะว่ามันเต้นแรงแค่ไหนที่ได้ยินแบบนี้”

“ผมพูดจริงๆ นะหมวยเล็ก สองปีมานี้ผมแอบมองคุณทุกครั้งที่ไปซื้อกุ้ยช่ายร้านเฮียตี๋  แต่เพราะวัยที่แตกต่างกันมากเกินไปผมจึงไม่กล้าเสนอตัวไปจีบคุณ จนกระทั่งได้ยินคำพูดของคุณวันนี้ ผมถึงได้ลองเสี่ยง ถึงแม้คุณจะมีคนที่ชอบอยู่แล้วก็ตาม”

“คนที่หมวยชอบคือคุณค่ะ” เธอไม่สนหรอกว่าเขาพูดเล่นหรือพูดจริง แต่ในเมื่อเขาพูดมาแบบนั้นเธอก็ควรบอกความรู้สึกของตัวเองกลับไปบ้าง “ตอนแรกหมวยประทับใจเสียงของคุณก่อน พอมาเจอตัวจริงก็ยิ่งประทับใจมาก ยกเว้นเรื่องอายุค่ะ” ถึงแม้จะเขินๆ อยู่บ้างแต่เธอก็บอกความในใจออกไปทั้งหมด

เขารู้สึกผิดหวังมากกว่าดีใจ เพราะสิ่งที่เธอรับไม่ได้คือสิ่งที่เขาไม่สามารถแก้ไขได้เหมือนกัน

“ผมแก่เกินไปเหรอ”

“ค่ะ”

“ผมแก่จนคุณรับไม่ได้เชียวเหรอ”

“หมวยไม่ได้บอกนะคะว่ารับไม่ได้ หมวยแค่บอกว่าคุณแก่ไปจากสเป็คที่หมวยตั้งไว้เท่านั้น”

“แสดงว่าคุณรับได้ใช่ไหม” ถึงแม้จะดีใจแต่การแสดงออกก็มีเพียงสีหน้าที่ตื่นเต้นเล็กน้อยเท่านั้น

“คุณชอบหมวยจริงๆ เหรอคะ”

“แล้วที่คุยกันมาตั้งนานคุณคิดว่าผมโกหกเหรอ”

“คิดว่าคุณล้อหมวยเล่นค่ะ”

“คุณเป็นลูกสาวเจ้าของร้านกุ้ยช่ายเฮียตี๋ที่สีลมหรือเปล่าล่ะ ถ้าใช่นั่นก็คือคำตอบของผม” เขาเคืองเล็กน้อยที่เธอเห็นความจริงใจของเขาเป็นแค่คำพูดล้อเล่น

“แล้วทำไมคุณถึงปล่อยให้เวลาผ่านไปอย่างไร้ประโยชน์ตั้งสองปีล่ะคะ” เธอตำหนิเขาด้วยความเสียดายวันเวลาที่ผ่านไป

“คุณเด็กกว่าผมมาก ผมก็เลยไม่มั่นใจในตัวเองสักเท่าไหร่”

“แต่คุณก็ดูดีมากๆ เลยนะคะ ถ้าบอกว่าสามสิบปลายๆ หมวยก็เชื่อนะคะ”

“แล้วคุณยอมรับผมไหมล่ะ ในเมื่อผมก็สารภาพความในใจไปแล้ว”

“เอาจริงเหรอคะ”

“ผมเป็นผู้ใหญ่แล้วนะหมวยเล็ก” เขาสรุปสั้นๆ แต่สื่อความความหมายว่าจริงจัง

“รับก็ได้คะ เพราะหมวยชอบทำให้ปัจจุบันของหมวยมีความสุข”

“แล้วอนาคตล่ะ”

“อนาคตเป็นสิ่งที่หมวยไม่สามารถหยั่งรู้ หมวยก็เลยไม่สนใจมันสักเท่าไหร่ แค่ทำวันนี้ให้ดีที่สุดเพื่อต่อยอดไปในวันพรุ่งนี้ให้ดีตามก็พอแล้วค่ะ ขอบคุณนะคะที่บอกกับหมวยตรงๆ เพราะถ้าคุณไม่บอก หมวยก็คงไม่มีโอกาสแบบนี้”

“ผมกล้าก็เพราะคำพูดของคุณ ขอบคุณที่ทำให้ผมคิดได้ ขอบคุณที่รับผู้ชายแก่ๆ คนนี้ไว้พิจารณา ผมจะพยายามเป็นผู้ชายที่ดีที่สุดของคุณ”

“หมวยก็จะพยายามเป็นผู้หญิงที่ดีที่สุดของคุณเหมือนกันค่ะ เรามาพยายามด้วยกันนะคะ”

ทั้งสองต่างมอบยิ้มให้กันอย่างมีความสุขและคุยกันต่อไปอีกสักพักจนถึงเวลาทำงาน จึงแยกย้ายจากกัน...

 

ณีรนารถวางช้อนแล้วหยิบโทรศัพท์มือถือจากกระเป๋ามาเปิดอ่านข้อความเมื่อได้ยินสัญญาณเตือน

ทานข้าวกับเพื่อนอร่อยไหม ทานเผื่อพี่ด้วยนะ

“แฟนส่งข้อความมาให้ล่ะสิ” รติพรเอ่ยแซวหญิงสาวที่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ขณะอ่านข้อความที่ส่งผ่านมาทางโทรศัพท์

“โรแมนติกนะ พักเที่ยงก็ต้องส่งข้อความมาหา” กิ่งแก้วเสริม

“นิดหน่อยค่ะพี่เอ๋ พี่กิ่งแก้ว” ณีรนารถตอบเพื่อนร่วมงานด้วยท่าทางเก้อเขินเล็กน้อย และเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋าเสื้อ

“เพิ่งคบกันล่ะสิ” ทรงเดชเหล่ใส่เพื่อนร่วมงานรุ่นพี่แล้วเอาอาหารใส่ปาก

“เอกรู้ได้ไงอ่ะ” หญิงสาวแปลกใจ

“เอกทายถูกใช่ไหมล่ะ”

“อือ เราเพิ่งคบกันได้อาทิตย์กว่าๆ เอง”

“แล้วแกรู้ได้ยังไงเจ้าเอกว่าพวกเขาเพิ่งคบกัน บอกวิธีสังเกตให้พี่บ้างสิ” รุ่นใหญ่สุดในกลุ่มอย่างกิ่งแก้วถามชายหนุ่ม

“ก็ดูจากหน้าพี่หมวยเล็กนั่นแหละ คนที่คบกันนานแล้วเขาไม่ยิ้มหน้าบานเวลาได้รับข้อความแบบนั้นหรอกครับพี่กิ่ง”

“ใช่หนุ่มๆ ในตึกเราหรือเปล่า เพราะเวลามันไล่เลี่ยกับที่หมวยมาทำงานที่นี่เลยนะ” รติพรตั้งข้อสังเกต

“อีกหน่อยพวกพี่ก็รู้เองแหละค่ะ” ถึงแม้ไม่อยากปิดบัง แต่มันก็คงไม่ใช่เรื่องดีถ้าตัวเองเป็นฝ่ายเปิดเผย เพราะเขาคงไม่อยากให้พนักงานรู้เรื่อง จึงทำเป็นปกติเมื่ออยู่ในบริษัท จึงใช้วิธีโทรศัพท์คุยกันเป็นส่วนใหญ่ และมีบางวันที่เขาไปนั่งคุยด้วยที่สวนหย่อมในยามพักกลางวัน แต่มันก็ไม่เป็นส่วนตัวสักเท่าไหร่เพราะมีแต่คนจับจ้องไม่วางตา โดยเฉพาะบรรดาสาวๆ จากสำนักงานอื่น

“ตอบแบบนี้แสดงว่าใช่แน่” รติพรฟันธง

“เนื้อหอมนะเนี่ย มาทำงานปุ๊บก็ได้แฟนปั๊บ อยากรู้จังว่าใครคือหนุ่มผู้โชคดีคนนั้น” กิ่งแก้วเขม่นมองอีกฝ่ายพร้อมรอยยิ้มล้อเลียน

“ผมนี่ไงครับแฟนพี่หมวยเล็ก” ทรงเดชชี้นิ้วใส่ตัวเอง

“เชื่อแกก็ออกลูกเป็นลิงแล้วเจ้าเอก.. ถ้ามีโอกาสก็พามาแนะนำให้พวกพี่รู้จักบ้างนะ จะได้ช่วยดูแลให้ ออฟฟิศในตึกนี้พี่รู้จักทุกห้องแหละ ถ้าแฟนเรานอกใจหรือมีสาวๆ คนไหนมาอ่อยพี่รู้หมดแหละ” หลังจากแหย่ทรงเดชแล้วกิ่งแก้วก็พูดกับณีรนารถ

“ค่ะพี่กิ่งแก้ว” เธอรับปากพร้อมกับกลั้วหัวเราะเบาๆ เมื่ออิ่มอาหารแล้วก็ชักชวนกันกลับไปที่ออฟฟิศ และแยกตัวไปนั่งอ่านนิยายที่สวนหย่อมเหมือนทุกครั้ง  

“ขอนั่งด้วยคนนะคะพี่หมวย”

เริ่มอ่านนิยายไปยังไม่ถึงห้าบรรทัดก็มีเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งเข้ามาขอนั่งด้วย ณีรนารถจึงกล่าวเชื้อเชิญอย่างยินดี

“กุ๊กรบกวนเวลาอ่านหนังสือของพี่หมวยหรือเปล่าคะ” ธิดานั่งลงแล้วเริ่มชวนอีกฝ่ายคุย

“ไม่หรอกจ้ะ พี่ไปอ่านต่อที่บ้านก็ได้” หญิงสาวกดปิดหน้าต่างและกดปิดเครื่อง เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าเข้ามารบกวนตนเอง

“ทำงานที่นี่เป็นยังไงบ้างคะ”

“ก็ดีนะ สนุกดี เพื่อนร่วมงานก็น่ารักทุกคน”

“ที่นี่พนักงานเขาใจดีค่ะ บอสของเราก็ใจดี สาวๆ ที่นี่คลั่งไคล้บอสกันมากค่ะ กุ๊กยังแอบมองท่านอยู่บ่อยๆ เลยค่ะ” ธิดาทำเป็นกระซิบกระซาบแล้วทำเป็นเคลิ้ม

“บอสเนื้อหอมขนาดนั้นเลยเหรอคะ” เป็นเรื่องที่ณีรนารถสนใจอย่างมากเพราะไม่เคยรู้มาก่อน

“ไปถามสาวๆ คนไหนดูก็ได้พี่หมวย สาวๆ ออฟฟิศอื่นยังคลั่งเลยค่ะ วันเกิดบอสทีไรของขวัญบ้าง การ์ดอวยพรบ้างจะถูกส่งมาให้ กุ๊กยังสงสัยเลยว่าภรรยาท่านไม่หึงบ้างเหรอที่มีสามีหล่อแบบนั้น”

“ภรรยาท่านเสียไปแล้วนี่”

“พี่หมวยรู้ด้วยเหรอ”

“ก็..เคยได้ยินพี่ๆ ในออฟฟิศเขาพูดให้ฟัง” ณีรนารถหาข้ออ้างมาแก้ตัวเมื่อถูกมองด้วยสายตาสงสัย “หรือว่ามันไม่จริงล่ะ”

“กุ๊กก็เคยได้ยินมาว่าภรรยาท่านเสียไปเกือบสิบปีแล้ว” ธิดาพยักหน้าเห็นด้วยแล้วหันไปมองรอบๆ “พี่หมวยเชื่อเหรอว่าหนุ่มหล่อระดับบอสของเราจะครองตัวเป็นโสดมาถึงตอนนี้ กุ๊กว่าท่านต้องมีภรรยาซ่อนไว้แน่ค่ะ”

“คิกๆๆ” ณีรนารถฝืนทำเป็นหัวเราะกับหน้าตาจริงจังของเพื่อนร่วมงาน เพราะจนปัญญาที่จะเอ่ยเป็นคำพูดออกมา

“พี่หมวยคิดแบบกุ๊กไหมคะ” แต่ธิดาไม่ยอมจบ คาดคั้นจะเอาคำตอบจากอีกฝ่ายให้ได้

“ไม่รู้สิ เพราะพี่เพิ่งมาทำได้แค่สิบวันเอง” เธอบอกปัดด้วยความรู้สึกตะขิดตะขวง “ท่านอาจจะไม่มีใครจริงๆ ก็ได้นะ อย่าเพิ่งไปปรักปรำท่านสิ”

“กุ๊กไม่ได้ปรักปรำนะคะ แต่กุ๊กเคยเห็นมากับตา กุ๊กยังเคยเล่าให้พี่วรรณาฟังเลยค่ะ แต่พี่วรรณาหาว่ากุ๊กคลั่งบอสจนตาลาย มองเห็นคนอื่นเป็นบอสค่ะ” ธิดาทำหน้าไม่สบอารมณ์ “ถ้าแฟนกุ๊กไม่หึงจนแอบลบรูปทิ้งไป กุ๊กก็คงมีรูปถ่ายมายืนยันให้พี่วรรณาดูแล้วค่ะ”

ณีรนารถเริ่มไขว้เขวเมื่ออีกฝ่ายเหมือนจะมีข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้ แต่ก็พยายามอย่างมากที่จะไม่แสดงความอยากรู้ให้เห็น

“เรื่องนี้ห้ามพี่หมวยบอกต่อให้ใครฟังนะ โดยเฉพาะกับพี่วรรณาเพราะกุ๊กไม่อยากถูกแกบ่น”

“จ้ะ” เธอรับปากแล้วลุกขึ้น “พี่ไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ”

“ค่ะ กุ๊กนั่งต่ออีกแป๊บก็จะไปเหมือนกัน” ธิดาโบกมือให้หญิงสาวรุ่นพี่ที่เพิ่งเข้ามาทำงานได้เพียงไม่กี่วัน แต่สนิทกับคนในบริษัทค่อนข้างเร็วเพราะเป็นคนคุยเก่งและอัธยาศัยดี

เธอมองหญิงสาวที่ขอตัวจากไปจนพ้นจากบริเวณสวนหย่อม จึงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดเบอร์โทรออก

“กุ๊กเองนะคะพี่ลิเดีย.. กุ๊กทำตามที่พี่สั่งแล้วค่ะ”

(เป็นอย่างไรบ้าง เธอยอมรับไหม)

“เธอไม่พูดอะไรเลยค่ะพี่ลิเดีย แต่กุ๊กมั่นใจว่าบอสต้องคิดอะไรกับเธอแน่ค่ะ ไม่งั้นจะนั่งคุยกับเธอบ่อยๆ ทำไม” ธิดายืนยันในสิ่งที่ตนเห็นอยู่บ่อยครั้ง

(เธอแน่ใจนะกุ๊กว่าเป็นผู้หญิงคนนั้น ถ้าข่าวกรองของเธอผิดฉันไม่ยอมซวยคนเดียวหรอกนะ น้องสาวของเธอจะโดนหางเลขไปด้วยแน่นอน)

ธิดาเม้มปากแน่นด้วยความไม่พอใจเจ้าของโมเดลลิ่งที่น้องสาวทำงานด้วย ถึงแม้หล่อนจะเป็นคนฝากงานให้ตนที่นี่ แต่ก็มั่นใจว่าหล่อนทำเพราะต้องการให้ตนคอยสอดแนมความเคลื่อนไหวของบอสมากกว่า เหมือนเช่นงานนี้ที่หล่อนโทรมาสั่งให้แอบดูพฤติกรรมของท่าน

“ไม่ผิดแน่ค่ะพี่ลิเดีย สามปีที่กุ๊กทำงานอยู่ที่นี่ กุ๊กไม่เคยเห็นบอสให้ความสนิทสนมกับพนักงานคนไหนแบบนี้มาก่อนเลยค่ะ”

(เธอไม่คิดว่าเป็นคนอื่นบ้างเหรอ)

“กุ๊กไม่รู้หรอกค่ะเพราะกุ๊กเป็นแค่พนักงานตำแหน่งเล็กๆ คนหนึ่งของที่นี่ ไม่ได้ติดตามท่านออกไปข้างนอก แต่ถ้าสังเกตจากในออฟฟิศด้วยกันก็มีเธอคนนี้แหละค่ะที่น่าสงสัยที่สุด”

(เธอไม่ต้องมาประชดฉันหรอกกุ๊ก)

“กุ๊กไม่ได้ประชดนะคะแต่กุ๊กพูดความจริงต่างหาก บางอย่างที่พี่ลิเดียให้กุ๊กทำมันเกินความสามารถกุ๊กจริงๆ ค่ะ” หญิงสาวทำปากขมุบขมิบใส่โทรศัพท์อย่างไม่พอใจ

(คอยเฝ้าดูคุณเด่นเขาไปเรื่อยๆ และรายงานฉันทุกวัน แค่นี้นะ)

“พี่ลิเดียก็อย่าลืมสัญญาเรื่องกิ๊บนะคะ” เธอทวงสัญญาที่ฝ่ายนั้นรับปากว่าจะให้น้องสาวตนได้เซ็นสัญญาเป็นนางแบบหลักของเสื้อผ้ายี่ห้อดังยี่ห้อหนึ่ง 

(ถ้าข่าวเธอไม่ผิดฉันก็ไม่ผิดสัญญาเหมือนกัน สืบมาให้ฉันมั่นใจกว่านี้อีกสักหน่อยแล้วเธอจะได้ในสิ่งที่เธอต้องการ)

“โธ่เอ๊ย คิดว่ากุ๊กอยากทำงานให้พี่นักหรือไง ถ้าไม่ใช่เพราะน้อง กุ๊กจะไม่ทำเด็ดขาด” ธิดาพูดกับโทรศัพท์ที่ถูกตัดสัญญาณไปแล้วอย่างไม่พอใจ...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

49 ความคิดเห็น

  1. #22 tanya (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 14 มีนาคม 2556 / 12:41
    มั้ยล่ะว่าแล้วอุปสรรคทางรักคุณเด่น

    แต่อายุและประสบการณ์ชีวิตขนาดนี้น่าจะแก้ปัญหาได้นะคะ
    #22
    0