To be God...ศึกชิงบัลลังค์สวรรค์ !

ตอนที่ 5 : Chapter 4 : ห้องพยาบาล

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 169
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    11 พ.ค. 53

Chapter 4 : ห้องพยาบาล
 
“ผมอยู่เพื่อให้ธรรมชาติยังคงอยู่ เพราะผมอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีธรรมชาติ” ควอตซ์ตอบคำถามเป็นคนต่อมาและนั่งลง
เฮลเดธลุกขึ้นยืน ดวงตาของเขาราวกับมองในสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น “การใช้ชีวิตก็เหมือนกับเกมๆนึงที่ต้องสู้เพื่อให้ชนะ เกมมันถึงจะจบใช่มั้ยละโฮพ”
โฮพหัวเราะ “หึ” เป็นคำตอบ
“และการรอให้เวลามันหมดก็เท่ากับแพ้ และกว่าจะเจอทางออกที่ถูกก็อาจจะสายเกินไป เพราะตามหลักของเกมมักกีดขวาง หลอกล่อ และซ่อนอยู่จริงไหม แถมเรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทางออกมีจริงหรือไม่ เพราะฉะนั้นมันต้องสร้างทางออกเอาเองถึงจะถูก! ฉันมีความฝันที่จะต้องทำให้สำเร็จ!” เฮลเดธทุบกำปั้นลงกับโต๊ะ
“อะไรหรอจ้ะ” เทพสาวเอ่ยถาม
“ลบล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ชาติ!” เฮลเดธตอบด้วยสีหน้าเหนือกว่าราวกับได้ชัยชนะมาแล้ว
ทุกคนอึ้งที่สุด ฟารีคอ้าปากค้าง ‘นี่มันตัวอันตรายชัดๆ ใครจะเป็นพระเจ้าก็ได้ เขาไม่ว่า ยกเว้นเจ้าหมอนี่เด็ดขาด ไม่งั้นทุกคนได้ชะตาขาดกันหมดแน่’
ฟารีคเห็นโฮพส่ายหัวอย่างเป็นไปไม่ได้ ‘หมอนี่ก็ดูลึกลับแปลกๆ ทางออกที่โฮพหมายถึงคืออะไรกันนะ’ เขาคิด
“เอาละจ้ะ ทีนี้ทุกคนก็มีจุดมุ่งหมายของชีวิตตัวเองแล้ว คำตอบทั้งหลายนี้เป็นความคิดส่วนตัวของนักเรียนแต่ละคนที่มีสิทธิจะคิด หรือจะเชื่ออะไรก็ได้ตามที่แต่ละคนต้องการ
หลังจากที่ทุกคนได้เดินทางไปพบเจอสิ่งต่างๆนั้น สิ่งที่พวกเธอเห็นเหมือนๆกันคือการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่มนุษย์ต้องประสบและไม่มีทางหลีกหนีได้พ้นแม้แต่บุคคลผู้วิเศษที่สุดบนโลกก็ตาม อายุขัยเฉลี่ยของมนุษย์ปัจจุบันอยู่ที่75ปี นั่นหมายถึงส่วนใหญ่อยู่จนอายุ75จนสิ้นอายุขัย ซึ่งมนุษย์สามารถตายได้ตั้งแต่อยู่ในท้องจนกระทั่งชราภาพ และพวกเธอก็ไม่อาจรู้ว่าจะตายเมื่อไหร่ ดังนั้นทุกวินาทีจึงมีค่ายิ่งชีพของตน
การประสบความสำเร็จในชีวิตคือการทำให้ทุกๆเป้าหมายของตัวเองสำเร็จ เป้าหมายของแต่ละคนอยู่ที่ความพอใจของแต่ละคน ยิ่งหวังมากก็ยิ่งลำบากมาก แต่ถ้าไม่หวังเลยก็จะไม่ได้รับอะไรเลยเท่ากับหยุดอยู่กับที่และหากละเว้นการกระทำเพื่อพัฒนาก็จะเกิดการถดถอยของชีวิต
การดำเนินชีวิตของมนุษย์ส่วนใหญ่ในยุคปัจจุบันมีดังนี้ เกิดและเติบโต ช่วงวัยเด็กคือวัยแห่งการเรียนรู้ วัยผู้ใหญ่คือวัยแห่งการทำงาน อาจครองคู่ มีบุตร และดูแลครอบครัว เมื่อถึงวัยชราคือการพักผ่อนและเริ่มหาความสงบสุขทางใจ คำตอบของการมีชีวิต
นักเรียนทุกคนตั้งใจฟังและจดบันทึก “มนุษย์จำนวนมากใช้ชีวิตตามแบบแผนนี้ซึ่งเหมาะสมกับพัฒนาการทางร่างกายและสมองของมนุษย์ทว่าการหาคำตอบของชีวิตและความสงบสุขทางใจสามารถทำได้ตั้งแต่เริ่มต้น และเป็นสิ่งที่ควรจะทำเป็นอย่างยิ่ง
ยุคของโลกมนุษย์ตอนนี้คือกลียุค เป็นยุคที่คนส่วนมากหลงผิด ดังนั้นการดำเนินชีวิตหรือยึดถือตามคนส่วนมากนั้นมีหลายเรื่องทีเดียวที่มนุษย์ไม่ควรทำ แต่กลับหลงมัวเมาทำตามกันอย่างโง่เขลา ทั้งที่ไม่มีบทบัญญัติข้อใดบังคับให้ทำเลยแม้แต่น้อย ด้วยข้ออ้างที่ว่าคนส่วนมากหรือกระแสทางสังคมเป็นไปเช่นนั้น เหล่ามนุษย์บางคนผู้เบาปัญญาที่ไม่สามารถแยกแยะสิ่งใดถูกผิดจึงกระทำไปโดยขาดจิตสำนึกที่ดี สภาพแวดล้อมบุคคลรอบข้างล้วนเป็นสิ่งสำคัญในการร่วมสร้างจิตใจทุกๆดวงขึ้นมา ดังนั้นหากสภาพแวดล้อมไม่ดีก็เป็นการยากที่จิตใจของมนุษย์จะดีได้ง่ายๆ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มี มนุษย์ทุกคนมีนิสัยพื้นฐานส่วนตัวติดมาตั้งแต่เกิด หากนิสัยพื้นฐานนั้นดีก็ย่อมจะทำให้เติบโตมาเป็นคนดีได้ง่ายกว่า ถึงกระนั้นคนที่สามารถกลับตัวกลับใจจากหน้ามือเป็นหลังมือสุดๆจนดีกว่าคนที่ดีมาแต่กำเนิดก็มี
ประเด็นที่สำคัญของการบริหารชีวิตคือ เมื่อใดที่รู้ตัวว่าเดินทางผิดหรือเดินออกนอกลู่นอกทางก็สามารถเปลี่ยนกลับไปเส้นทางที่ถูกที่ดีได้เสมอ ยิ่งเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี แต่ถ้าคิดว่าสายเกินไปแล้วไม่แก้ไข จากคะแนนเต็มร้อยแทนที่จะได้คะแนนเป็น+ก็จะกลายเป็นติด-ไปเลย
ตอนนี้ทุกคนก็ได้รู้ใจความสำคัญๆกันแล้ว จากนี้ไปทุกคนช่วยเขียนรายงานการวางแผนชีวิตของตัวเองเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายที่แต่ละคนกำหนดไปแล้วก่อนหน้านี้ โดยวิธีการ ขั้นตอน และระยะเวลามาให้ชัดเจน ใส่ลงในกระดาษ ความยาวเท่าไหร่ก็ได้ การบ้านมีคะแนนด้วยนะจ้ะ ใครวางแผนได้ดีเยี่ยมเท่าไหร่จะได้คะแนนมากเท่านั้น ส่งอาจารย์อาทิตย์หน้า หลังจากที่ตรวจแล้วจะส่งคืนให้เก็บไว้ทำตาม พร้อมกับคำแนะนำ ถ้าใครมีคำถามหรืออยากปรึกษาก็เขียนจดหมายแล้วพับเป็นเครื่องร่อน ร่อนผ่านซุ้มประตู้ทองคำบนท้องฟ้านั้นได้เลยนะจ้ะ วันนี้เลิกเรียนได้จ้ะ” เทพสาวกล่าว
ทุกคนเดินออกมาหน้าโต๊ะเรียนแล้วคุกเข่าลงคำนับอย่างพร้อมเพรียงโดยไม่จำเป็นต้องเตรียมกันมาก่อน และไม่จำเป็นต้องให้ใครเอ่ยปากสั่ง เพราะที่นี่คือโรงเรียนอันสูงส่งที่สุด เหล่าเทพคือผู้ที่นักเรียนต้องให้ความเคารพเป็นอย่างสูง
 
“เนื้อหาหนักจริงๆอย่างที่นายพูด” คลาร์กดูเครียดๆขณะเดินออกมาจากห้อง หัวเขามีเลือดเกรอะกรัง “การเป็นพระเจ้าไม่ใช่เรื่องเล่นๆแฮะ”
“แค่บทเรียนแรกก็ท้อแล้วหรือไง” เฮลเดธเอ่ยพลางยิ้มหยัน “ห้องพยาบาลอยู่ชั้น2 ขึ้นบันไดหลังห้องโถงใหญ่” เขาบอกแล้วเดินจากไป
“อะไรของมันฟะไอนี่ ท่าทางอีกอย่างแต่พูดอีกอย่าง” ฟารีคงุนงง “อ้ะ! คุมิยะ” เขาตะโกนเรียก เธอหยุดชะงักกลางทางเดิน “จะกลับหอแล้วหรอ ไปห้องพยาบาลก่อนเถอะ”
เด็กสาวมองแขนข้างที่พันแผลไว้อย่างลังเล “เดี๋ยวก็หาย”
“เธอจะบ้าหรอ แผลลึกขนาดนั้นมันคงหายเองได้หรอก” ฟารีคคว้าแขนข้างที่ไม่เจ็บของคุมิยะ
“อ้ะ!...” คุมิยะหน้าขึ้นสีนิดหน่อย ร่างบางยอมเดินตามฟารีคที่จูงตนไปทางห้องพยาบาลเงียบๆ
มืออีกข้างของฟารีคก็ช่วยพยุงคลาร์กที่เดินโงนเงนไว้อย่างทุลักทุเล “ช..ชั้นเดินเองได้” คุมิยะดึงมือออกเมื่อเห็นความลำบากปนน่าสมเพชผสมน่ายกย่องของฟารีค
ทั้ง3เดินผ่านห้องโถงอันยาวไกลไปจนสุดฟากซึ่งมีประตูอยู่2บาน ซ้าย ขวา จะประตูไหนก็ทะลุออกไปยังทางเดินด้านหลังเหมือนกัน “เฮลเดธบอกว่าอยู่ชั้น2” ฟารีคมองหาบันได และค่อยๆพาทั้งสองคนขึ้นไป
คุมิยะเลือดออกเยอะตั้งแต่เช้าจนหน้าซีดเซียวแล้วยิ่งเดินก็ยิ่งหน้ามืด แต่เธอทนมาถึงตอนนี้ได้เพราะเคยผ่านการฝึกฝนอย่างหนัก พอลากสังขารมาจนถึงหน้าห้องพยาบาลเพื่อนทั้ง2ก็เป็นลมพร้อมกัน
“ตึง!” ฟารีคทิ้งคลาร์กให้ล้มลงไปกองสลบไสลอยู่กับพื้นแล้วประคองคุมิยะไว้ เขาถีบประตูห้องพยาบาลเปิดออก “หมอ! คุณหมอคร้าบช่วยที!” ฟารีคร้องหา แล้วคุณหมอหนุ่มมาดเนี้ยบ ผมสีทองอ่อน ตารียาวสีเขียว ก็เดินออกมาจากฉากกั้น
“อุ้มคนเจ็บนอนลงบนเตียง” คุณหมอสั่ง สีหน้าไม่มีวี่แววแห่งความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ฟารีคทำตาม “ยังมีอีกนะหมอ” ฟารีครีบวิ่งออกไปลากเจ้าเพื่อนตัวดีเข้ามา คุณหมอช่วยฟารีคอุ้มคลาร์กไว้อีกเตียง
“ที่นี่มีหมอคนเดียวหรอครับ” ฟารีคถาม คราวนี้เขาสามารถมองหน้าหมอได้เต็มๆ หมอมีบุคลิกเป็นผู้ใหญ่ก็จริงแต่ไม่น่าจะแก่กว่าเขามากนัก แถมยังสวมเสื้อกาวน์ทับเครื่องแบบนักเรียน? ฟารีคเห็นเข็มสัญลักษณ์ที่ปกเสื้อ ‘เป็นพวกนักบวชนี่นา!’
“ชั้นถูกเทพทอริลขอให้เป็นแพทย์ประจำของที่นี่ตอนที่ว่างจากการเรียน” เขาเดาความคิดฟารีคออกทางสีหน้า “ชั้นอายุเกือบจะ18ก็จริงแต่ชั้นได้ปริญญารับรองสาขาแพทย์ทั่วไปตอนอายุ15 และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกตอนอายุ16 ได้รับการบรรจุเข้าเป็นแพทย์ประจำที่โรงพยาบาลภาครัฐ ประสบการณ์การรักษา1ปีเต็ม รักษาคนไข้ไปแล้วไม่ต่ำกว่าหมื่นราย” เขาสาะยายไปทำแผลให้คุมิยะไป
ฟารีคอ้าปากค้าง จ้องหมอใช้แอลกอฮอล์เช็ดบาดแผลที่แขนของคุมิยะอย่างชำนาญ “ถ้าอยากให้ชั้นรักษาเร็วขึ้นนายก็ควรจะไปตามใครสักคนที่หอนักบวชมา”
 
ฟารีควิ่งสุดฝีเท้าอีกแล้ว เขารู้สึกว่าวันนี้เขามีเรื่องให้ต้องวิ่งบ่อยเหลือเกิน
“มาอีกแล้วรึพ่อหนุ่มผู้กล้าหาญ” รูปปั้นเฝ้าหอนักบวชทัก
“ช่วยเรียกนาริสให้ที”
รูปปั้นพยักหน้า เธอสั่นกระดิ่งที่มือเบาๆจากนั้นไม่นานนาริสก็โผล่ออกมาจากหอ “มีอะไรหรอฟารีค”
“นาริสช่วยไปที่ห้องพยาบาลทีได้ไหม มีคนบาดเจ็บ2คน”
นาริสเอามือปิดปากอย่างตกใจ “ใครกันคะ”
“เพื่อนชั้นเอง”
“พวกนักรบเปิดเรียนวันแรกก็ต้องเข้าห้องพยาบาลถึง2คน” ไวท์เพื่อนของนาริส โผล่มายืนข้างๆโดยไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย “วาเล็นคงต้องการผู้ช่วย แต่ต้องไม่ใช่นาริสแน่ๆ” ไวท์หมายถึงหมอ เธอเข้าไปข้างในและเรียกเด็กหนุ่มร่างเล็กท่าทางติ๋มๆนิ่มๆน่ารักคนหนึ่งออกมา
“รีบไปกันเถอะฮ่ะ” เด็กหนุ่มคนนั้นพยักหน้ากับฟารีคแล้วทั้งคู่ก็วิ่งตรงไปยังห้องพยาบาล
“ผมชื่อปริ้นซ์ฮ่ะ” เขาแนะนำตัวขณะวิ่ง ดวงตาสีเขียวคู่สวยของเขารับกับใบหน้าหวาน ผมสีทองอ่อนของเขาถักเป็นเปียยาว ผิวพรรณดีสมชื่อ เขาดูเด็กมาก น่าจะอายุแค่14เท่านั้น
“คุณวาเล็น มีอะไรให้ผมช่วยมั่งฮ่ะ” ปริ้นซ์เอ่ยขึ้นเมื่อเข้าไปถึงห้องพยาบาล
หมอวาเล็นหันมาดูว่าใครมา เขาเพิ่งเย็บแผลที่แขนของคุมิยะเสร็จ “ช่วยล้างแผลที่ศีรษะของผู้ชายคนนั้นให้ทีปริ้นซ์ อุปกรณ์อยู่ตรงนั้น(เขาชี้ไปที่รถเข็น) ส่วนนาย(เขาหมายถึงฟารีค) หยิบถุงน้ำเกลือในตู้มาให้ที” วาเล็นใช้ผ้าก็อตปิดแผลที่เย็บจากนั้นก็ใช้เข็มฉีดยาเจาะลงไปบนหลังมือของคุมิยะที่ยังนอนสลบไสลไม่ได้สติ ฟารีคส่งถุงน้ำเกลือให้เขาต่อสายยางแล้วแขวนไว้กับเสา
คลาร์กเริ่มได้สติขึ้นมามึนๆหลังจากโดนเช็ดแผลจนสะอาดเอี่ยมเพราะแสบ
หมอย้ายเตียงมาเข็คแผลให้คลาร์กอย่างรวดเร็ว ก่อนขมวดคิ้วมุ่น “ไปโดนของแข็งอะไรมา”
“ไม้เบสบอล” ฟารีคตอบแทน
“2คนนี้สู้กันรึ”
“เปล่า ไม่ใช่ของคุมิยะหรอก”
“ดีที่เป็นไม้เบสบอล แต่คนตีแรงเยอะมาก ถ้าเป็นของแข็งกว่านี้ กะโหลกคงกระจุยไม่ต่างกับลูกแตงโม” วาเล็นลงมือเย็บแผลสด ใส่ยา ทำแผลทั้งที่คลาร์กยังตื่น “ต้องเช็คดูว่ากะโหลกร้าวรึเปล่า พาเขาไปที่ห้องด้านใน”
ฟารีคกับปริ้นซ์พยุงคลาร์กเดินตามหมอเข้าไป ระหว่างทางทำให้เขาตะลึงว่านี่ห้องพยาบาลหรือโรงพยาบาลสุดไฮเทคกันแน่ พื้นที่ห้องพยาบาลคือชั้น2บริเวณตึกหลังของปราสาททั้งชั้น มันเต็มไปด้วยห้องตรวจโรคเฉพาะทางและเครื่องมือล้ำยุคที่บนโลกยังพัฒนาไปไม่ถึง
‘ถ้าคนไข้ไม่มาพร้อมกัน อัจฉริยะอย่างหมอนี่ก็น่าจะเอาอยู่ คนอะไรจบหมอตั้งแต่อายุ15 ดีที่ไม่บอก5ขวบจะช็อคให้ดูเลยเอาสิ’ ฟารีคคิด
พวกเขาหยุดที่ห้องที่มีเครื่องคล้ายอุโมงค์ เขาเคยเห็นเจ้าเครื่องคล้ายๆกันในทีวีบนดลก แต่เจ้านี่ดูล้ำกว่าสัก100ปีเห็นจะได้
คลาร์กถูกวางบนแท่นแก้วสูง จากนั้นอุโมงค์แก้วก็ปรากฏขึ้นครอบตัวเอขเป็นแคปซูล แพทย์สามารถมองเห็นภาพภายในของผู้ป่วยบนจอแก้วที่ครอบอยู่นั้นได้ทันที ตอนนี้ผิวภายนอกแคปซูลกำลังฉายภาพอวัยวะภายในที่กำลังทำงานของเขาทั้งหมด
ฟารีคซึ่งยืนมองอยู่ด้านนอกรู้สึกกระอักกระอ่วนอยากจะอ้วก ส่วนปริ้นซ์ก้มหน้าหนีไม่ยอมมอง
วาเล็นตรวจเช็คแล้วว่าสมองไม่มีอะไรผิดปกติจากนั้นก็กดปุ่มสีฟ้า ภาพที่ฉายทั้งหมดก็กลายเป็นกระดูกขางคลาร์ก คุณหมอเรียกดูภาพโปร่งใสซึ่งทำให้เห็นรายละเอียดภายในกระดูก จนแสดงสีหน้าพอใจ “กะโหลกนายหนาดี ไม่มีรอยร้าวเลย เอาล่ะ ช่วยพาคนเจ็บมาที่ห้องจ่ายยาด้วย”
หมอวาเล็นเข้าไปในห้องเก็บยาวิเศษสูตรเฉพาะของสวรรค์ มียามากมายหลายชนิดเรียงรายเต็มไปหมด วาเล็นอ่านป้ายและเลือกขวดที่บรรจุยาสีม่วง เขาเทออกมา1เม็ด “นายเป็นคนไข้รายแรกที่ได้ลองกินยาวิเศษนี่” เขาบอกกับคลาร์ก
“ม..หมายความว่านี่ฉันเป็นหนูทดลองยางั้นหรอ” คลาร์กทำหน้าเหยเก
“ตัวยาน่าจะมีสรรพคุณดีเยี่ยมกว่ายาที่มนุษย์คิดค้นได้หลายเท่า นายอาจจะหายเร็วขึ้นกว่าปกติ แต่ชั้นไม่รับประกันว่าจะมีผลข้างเคียงอะไรรึเปล่า” เขาส่งยาให้ผู้ป่วย ปริ้นซ์กดน้ำเปล่าจากเครื่องใส่แก้วส่งให้
“นะนี่ชั้นต้องกินไอ้ยาที่ไม่เคยมีใครกินมาก่อนจริงๆหรอเนี่ย” คลาร์กกลืนน้ำลายเอื้อก “ไม่ล่ะ ชั้นไม่กินดีกว่า แผลแค่นี้เดี๋ยวก็หาย”
“อ้ะ! นั่นมิเรนี่นา” ฟารีคพูดขึ้น
“ไหน!” คลาร์กอ้าปากถาม “อุ๊บ!” ฟารีคคว้ายามาดีดใส่ปากคลาร์กจากนั้นก็จับกรอกน้ำตามลงไปโดยที่เพื่อนรักไม่ทันตั้งตัว
“อึ้กๆๆ อ๊อค ค่อก” คลาร์กสำลักน้ำ “แค่กๆ แกหลอกกันนี่”
“ก็แกพิรี้พิไรไม่ยอมกินเองนี่หว่า” ฟารีคว่า
“ถ้ากินแล้วตายขึ้นมาก็ซวยสิว้อย” คลาร์กแย้งอย่างโมโห
“อย่าเสียใจไปเลยเพื่อน อย่างน้อยนายก็ได้ทำประโยชน์เพื่อสังคมก่อนตาย” ฟารีคตอบด้วยสีหน้ามุ่งมั่นแทนเพื่อนพลางตบบ่ามัน
“หนอยไอ้...” คลาร์กกระโดดเข้าล้มฟารีค
วาเล็นขยับแว่นตาพลางยิ้มมุมปาก “เมื่อครู่นายยังมึนๆ ไม่ค่อยมีแรงอยู่เลยไม่ใช่หรือ”
คลาร์กที่กำลังลากฟารีคหยุดกึก!
“ยังเจ็บแผลอยู่รึเปล่า” วาเล็นถาม
คลาร์กคลำหัวตัวเอง “ไม่เจ็บแล้วแฮะ”
“ไหนดูแผลหน่อยสิ” วาเล็นแกะผ้าพันแผลบนหัวคลาร์กออก “มหัศจรรย์จริงๆ แผลของนายหายดีจนเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน นายกลับไปพักผ่อนหอได้แล้ว”
“แล้วคุมิยะ...” ฟารีคมองไปยังร่างบอบบางที่นอนหลับอยู่บนเตียง
“เธอเสียเลือดมากเกินไป ต้องพักฟื้นสักระยะ ถึงยังไงร่างกายมนุษย์ก็ไม่ใช่ร่างกายเทพ ถ้าบาดแผลฉกรรจ์หรือป่วยหนักก็จำต้องใช้เวลาในการรักษาอยู่ดี” วาเล็นบอก
“ทางนี้ผมจะช่วยดูแลเธอให้เองครับไม่ต้องห่วง” ปริ้นซ์อาสา
“เราอยู่ก็ช่วยอะไรไม่ได้กลับกันเหอะ” คลาร์กพูดแล้วเดินนำออกไป
“2คนนั้นจะวางใจได้หรอ” ฟารีคดูกังวลระหว่างเดินกลับหอ
“ผมเป็นหมอมีจรรยาบรรณนะครับคุณฟารีค” คลาร์กทำสายตาเฉียบคม ยืนกอดอก อีกมือหนึ่งจับคางวางมาดหมอเลียนแบบวาเล็น “ถ้าคุณไม่พอใจให้ผมรักษา ผมคงต้องจัดยาแก้โรคขี้วิตกกังวลให้กับคุณดีไหมครับ แต่ผมไม่ขอรับรองว่ายานี้จะไม่มีผลข้างเคียงกับมนุษย์หรอกนะ”
“555+” ฟารีคหัวเราะ “นายเลียนแบบเหมือนชะมัด แถมยังดัดเสียงได้ใกล้เคียงเลย”
“หายกังวลยังล่ะ ชั้นว่าพวกนักบวชน่ะไว้ใจได้มากกว่าพวกเรานักรบซะอีกนะ” คลาร์กหัวเราะ หึหึ พลางตบบ่าฟารีค
 
ภายในห้องนั่งเล่นรวมหอนักรบ ฟารีคกำลังนั่งดูแผ่นกระจกใสที่บอกตารางเรียน “พรุ่งนี้วิชาการต่อสู้ เรียนที่ลานประลอง 9 โมง”
“ลานประลอง...ใช่ที่ตรงนั้นรึเปล่าคะ” มิเรชี้ผ่านหน้าต่างลงไปยังเบื้องล่าง หลายคนในห้องนั่งเล่นมองตามลงไปเห็นลานหินสีดำสนิททรงกลมลานเบ่อเร่ออยู่กลางทุ่งกว้าง ทางขวาของปราสาท บนลานดำถูกแต่งแต้มด้วยลวดลายโค้งงอสีทองเกี่ยวกระหวัดกันอย่างอ่อนช้อย
ทุ่งรอบๆเป็นหญ้าสีม่วงเข้มออกดอกสีขาวคล้ายดอกคาโมมายด์กระจัดกระจายไปทั่วและยังส่งกลิ่นหอมเย็นๆพัดเข้ามาในหอนักรบอีกด้วย
“เจ๋ง!” คลาร์กพูดขึ้น “อยากให้ถึงพรุ่งนี้เร็วๆชะมัด”
“แทบจะอดใจรอไม่ไหว” เฮลเดธยืนกอดอกพลางยิ้มมุมปาก
“การต่อสู้บนสวรรค์จะเป็นแบบไหนก็ไม่รู้นะครับ” ควอตว์พูดด้วยนัยนืตาเป็นประกาย
“ก็ต้องสนุกสิยะ” วิโอล่าพูดขึ้น ท่าทางอารมณ์ดี
แต่ละคนในห้องต่างตื่นเต้นและรอคอยที่จะได้เรียนวิชาการต่อสู้ แม้บางคนจะเก็บอาการไว้ได้อย่างแนบเนียนก็ตาม...โฮพผู้เงียบขรึมแค่ยิ้มๆ ส่วนอนาเรียซึ่งมีสีหน้าไม่ชื่นชอบการต่อสู้นั้นกำลังคิดบางอย่างในใจ ‘โอ พระเจ้าได้โปรดอย่าให้เป็นการต่อสู้แบบที่ไม่ใช้ความรุนแรงเข้าห้ำหั่นกันเลยนะคะ’
 
“คุมิยะหายไปไหน!” จู่ๆคอรอลก็โพล่งขึ้น
“ถามหาเธอทำไมหรอคอรอล” มิเรช่วยมองหา
“คอรอลอยากเล่นเกมกดกับคุมิยะ”
“เธอบาดเจ็บ ตอนนี้พักรักษาตัวอยู่ที่ห้องพยาบาล” ฟารีคบอกอย่างรู้สึกผิดที่เป็นต้นเหตุ “ให้ชั้นเล่นแทนได้ไหม”
“ก็ได้ นั่งเลยๆ” คอรอลฉุดฟารีคนั่งลงหน้าเครื่องเล่นเกมจนก้นกระแทกพื้น คลาร์กเตะเบาะมาให้ฟารีคใช้รองนั่งขณะที่คอรอลกำลังเลือกตัวละครในเกมต่อสู้
“เอ่อ ออมมือให้ด้วยก็ดีนะ ชั้นไม่เคยเล่นมาก่อน” ฟารีคทำท่าทางเงอะงะ
“โถ่เอ้ย ก็แค่กดปุ่มบนจอยตามสัญลักษณ์เพื่อบังคับตัวละครแค่นี้ทำไม่เป็นรึไงยะ” วิโอล่าตะโกนบอกจากบนโซฟาที่นั่งชมด้านหลังพลางกระดิกเท้า
“ครับๆ” ฟารีคผงกหัวหงึกหงักแล้วลองกดปุ่มมั่วๆดู หลังจากที่สู้ได้แปปเดียวฟารีคก็แพ้ราบคาบและได้รับเสียงโห่จากเพื่อนๆที่นั่งดู
“ว้า! เล่นกับฟารีคไม่มันส์เหมือนเล่นกับคุมิยะเลย” คอรอลพูด
“เดี๋ยวชั้นแก้มือให้นายเอง” คลาร์กเข้ามานั่งแทนฟารีค “มาเปลี่ยนเป็นเกมแข่งรถดีกว่า มันส์กว่าเยอะ”
“เอ๋! แต่คอรอลไม่ถนัดเกมแข่งรถนี่นา เล่นทีไรแหกโค้งทุกทีเลย”
“ใช่แล้ว เกมการต่อสู้น่ะมันต้องพรุ่งนี้” วิโอล่าลุกขึ้นจากโซฟา “เดี่ยวชั้นเล่นแทนเธอเองคอรอล” วิโอล่านั่งลงบนเบาะ และหันมาส่งสายตาให้คลาร์กว่านายแพ้แน่ คลาร์กยักไหล่
และเมื่อเกมสตาร์ทเจ๊แกก็เหยียบคันเร่ง(ในเกม)จนมิด
“ถึงออกตัวแรงก็ใช่ว่าจะชนะ” คลาร์กเปรยขณะขับชิวๆตีโค้งวงในได้อย่างสวยงามแซงคันหน้าไปหลายคันจนรั้งอันดับ2จี้ท้ายรถสปอร์ตสีแดงของวิโอล่า แต่เจ้าตัวกลับชะรอรถให้คลาร์กแซงไปได้ คลาร์กหันไปยิ้มอย่างมีชัยใส่หญิงสาว
“หึ อย่าเพิ่งสบายไปจะดีกว่า” วิโอล่าขับช้าลงเรื่อยๆและขับซิกแซกหลบรถอีกหลายคันที่ถูกบังคับโดยคอมฯเลเวลสูงสุดให้แซงขึ้นหน้ามาจนหมดและเธอไปอยู่ที่โหล่
คลาร์กมองเห็นรถหลายคันตามมาติดๆผ่านกระจกหลังพลางกลืนน้ำลายเอื้ก
“บรืนนนน” เสียงเร่งเครื่องดังออกมาจากลำโพง “โครม!” รถของคลาร์กโดนชนกระเด้งไปขวางทางรถอีกคันที่กำลังแล่นมาด้วยความเร็วสูง “โครม!” อีกเป็นครั้งที่2 คราวนี้รถของคลาร์กกระเด็นพลิกคว่ำไปหงายไปหลายตลบจนชนกับกำแพง คลาร์กรีบตั้งตัวใหม่กลับเข้าไปในเส้นทาง แต่คันอื่นก็แซงไปหมดแล้ว เขาเหลือบดูอันดับ1ซึ่งคือวิโอล่าที่ใช้ช่วงชุลมุนทั้งชนทั้งเบียดคันอื่นๆเพิ่มให้กระทบเป็นลูกโซ่จนเละเทะแล้วเร่งสปีดนำทิ้งห่างอย่างรวดเร็ว
คู่แข่งคันอื่นประสบอุบัติเหตุทำให้ช้างลงเนื่องจากวิโอล่าจงใจถ่วงเวลาพวกนั้นให้กำจัดคลาร์กอีกที แม้คลาร์กจะพยายามแซงขึ้นไปแต่ก็โดนรถคันอื่นหลายคันโจมตีตลอดทาง 3ครั้งเขาหลบพ้นแต่ระหว่างที่ชะลอเพื่อหลบคันหน้า คันข้างหลังก็เสียบเข้าให้ “โครม!” รถของคลาร์กหมุนติ้วๆชนนู่นชนนี่จนสภาพยับเยิน วิโอล่าเข้าเส้นชัยเป็นอันดับ1 จากนั้นอันดับ2อันดับ3ก็ตามมาในขณะที่คลาร์กเพิ่งจะตั้งตัวได้ใหม่อีกรอบ หน้าจอของวิโอล่าก็ฉายว่าเธอชนะไปแล้วแต่จอเขายังเล่นได้อยู่
“เอ้า มาสิ อย่างน้อยนายก็ควรจะเข้าให้ถึงเส้นชัยในอันดับสุดท้ายเพื่อเป็นเกียริติที่ได้พ่ายแพ้แด่ท่านวิโอล่าผู้นี้ 555+” วิโอล่าหัวเราะเยาะ
คลาร์กขับแป็บเดียวก็ถึงเส้นชัยแถมยังโชว์เทพด้วยลีลาสวยๆแต่ยังไม่เทพในการเอาชนะเท่าวิโอล่า หรือควรจะเรียกว่ามีฝีมือระดับปีศาจดี เขารู้ตัวว่าตีสายตาที่วิโอล่าส่งให้ตอนแรกผิดไป ยัยตัวแสบไม่ได้ต้องการสื่อว่า นายแพ้แน่ แต่ต้องการสื่อว่า นายได้ที่โหล่แน่ ต่างหาก
“วิโอล่าเก่งจัง สอนเค้ามั่งสิ นะๆ” คอรอลอ้อน คลาร์กส่งจอบบังคับให้คอรอลแล้วเดินไปนั่งโซฟา
“ไหนบอกจะแก้มือให้ไง” ฟารีคถามยิ้มๆ
“ยอมแพ้ ยัยตัวแสบนั่นโหดชะมัด” แล้วเขาก็ทำท่าล้อเลียนวิโอล่า “หึอย่าเพิ่งสบายใจไปจะดีกว่า” คลาร์กกลับมาเป็นตัวเองและกระซิบ “เธอสร้างสถานการณ์ให้ชั้นได้ที่โหล่ ชั้นว่าใครที่ต้องแข่งกับเธอให้ระวังตัวไว้หน่อยจะดีกว่า แต่ความจริงแล้วก็ทุกคนนี่หว่า ลืมไปว่าเรากำลังแข่งที่จะเป็นพระเจ้ากันอยู่” เขาเอนหลังพังโซฟา “ขอให้อยู่สบายๆแบบนี้ได้อีกนานๆเถอะ”
ฟารีคเห็นด้วยกับความคิดนี้ แต่คนที่เผชิญกับความโชคร้ายมาอย่างโชกโชนอย่างเขารู้ดีอยู่แก่ใจว่า สำหรับเขาโชคดีไม่เคยอยู่นาน...
 
“แปล็บ!” ความเจ็บวิ่งผ่านบาดแผลเมื่อคุมิยะขยับตัว มันตทำให้เธอตื่น นัยน์ตาสีแดงมองสถานที่ที่เธออยู่ แม้จะมืดแต่เธอมั่นใจว่าเป็นห้องพยาบาล เธอจำได้ว่าตนสลบไปตอนมาถึง เธอสำรวจแขนข้างที่บาดเจ็บซึ่งถูกพันแผลจนหนาเตอะ ร่างบางลุกลงจากเตียง
 
“คุมิยะจะหายรึยัง แล้วถ้ายังไม่หายจะมีใครอยู่ดูแลเธอตอนกลางคืนรึเปล่า” ฟารีคเดินออกจากหอนักรบตรงไปยังห้องพยาบาล เขาคิดว่าตอนกลางคืนทุกคนเข้านอนหมดคงไม่มีใครอยู่เฝ้าเธอแน่ เขาถือโคมไฟเวทมนต์ส่องทางเดินที่มืดสลัวให้สว่างขึ้น เมื่อถึงทางเข้าห้องโถงใหญ่เขาก็หักเลี้ยวเข้าไป
ภายในห้องโถงใหญ่มืดจนแทบมองไม่เห็นอะไร แสงจากโคมไฟส่องกระทบเหล่ารูปปั้นสีทองให้เรืองวาวขึ้นตลอดทางที่เดินผ่าน เมื่อเดินไปจนกลางห้องโถง ฟารีคก็สังเกตเห็นอะไรบางอย่างสีขาวๆวิ่งผ่านแสงไฟไปแว่บหนึ่ง ฟารีคเพ่งมอง ยื่นโคมไฟไปให้ไกลขึ้นแต่ก็ไม่เห็นอะไร “สงสัยจะตาฝาดแฮะเรา” ฟารีคขยี้ตาเพราะคิดว่าตัวเองง่วงแต่แล้วเขาก็เห็นมันอีก มันวิ่งผ่านด้านหลังรูปปั้นไปแว่บนึง ฟารีควิ่งตาม มันกระโดด ฟุบ! ฟุบ! ฟุบ! ข้ามหัวรูปปั้น
“อ้ะนี่แก” ฟารีคพยายามจะคว้ามันลงมา ทว่ามันไวมาก “เปรี้ยง!” มันปล่อยสายฟ้าฟาดไปยังฟารีค “อ้ากกกกก....!” “เปรี๊ยะๆๆๆ” เด็กหนุ่มทรุดฮวบ เส้นขนทุกเส้นตั้งชันขึ้น ผมชี้ฟู ควันออกจากปาก
“คิดจะจับข้าเรอะเจ้าฟารีค มันยังเร็วไปล้านปีแสง!”
“พ..พระเจ้า!~” ฟารีคจำเสียงอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าได้ “ท่านมาทำอะไรที่นี่”
“ข้าก็มาเยี่ยมโรงเรียนของข้านะสิเจ้างั่ง” พระเจ้าลอยเข้ามาใกล้ตรงหน้าฟารีคพลางกอดอก “เจ้าต่างหากที่ต้องตอบคำถามข้าว่าดึกๆดื่นๆออกมาทำอะไร”
“ผมออกมาดูอาการของคุมิยะที่ห้องพยาบาล เธอได้รับบาดเจ็บ”
“โฮ่งั้นเรอะ มีคนเข้าไปในป่าแล้วสิ หึหึ” พระเจ้าทำท่าลูบเคราทั้งที่ไม่มี “ข้าลืมเตือนไป อาณาจักรแห่งนี้เป็นอาณาจักรที่ข้าใช้ทดสอบทักษะความสามารถของพวกเจ้า ทุกสิ่งทุกอย่างมีความไม่แน่นอนเป็นที่ตั้ง อย่าวางใจ และอย่าหวาดระแวงมากเกินไป บางครั้งสิ่งที่เจ้าเห็นอาจไม่ใช่สิ่งที่เจ้าคิดก็ได้ โฮ่ๆๆๆ”
ฟารีคงง พระเจ้าหันหลังให้และก้มทำอะไรขยุกขยิกจากนั้นก็หันกลับมาพร้อมกับยื่นกระดาษห่อขนมปังก้อนหนึ่งให้ “เอาไปเยี่ยมเธอซะสิ”
ฟารีครับมาแกะดู มันคือ...เมลอนปัง แล้วพระเจ้าก็บินขึ้นกลายเป็นแสงสีทองเหมือนดวงดาวลอยไปรอบห้องโถงอย่างรวดเร็วและหายลับออกไปทางประตู
ฟารีคเดินต่อไปจนถึงห้องพยาบาล ประตูเปิดอ้าอยู่ เขารีบเข้าไปในห้องพักผู้ป่วยและพบกับเตียงอันว่างเปล่า ‘คุมิยะหายไปไหนแล้ว!’ ร่างสูงมองหาไปทั่วอย่างกังวล
“กึก!” อะไรบางอย่างล็อคคอเขาไว้จนต้องหยุดนิ่ง ดวงตาสีน้ำตาเหลือบลงมอง เรียวแขนเล็กบางแต่กลับแข็งแรงกับมีดผ่าตัดที่จ่อคอหอยเขาอยู่ “เอื้อก!”
“นายเข้ามาทำไม” เสียงเยือกเย็นของคุมิยะดังขึ้น
ฟารีคยก2มือขึ้นแสดงการยอมแพ้ “ก..ก็แค่มาเยี่ยมว่าเธอเป็นไงบ้าง แล้วก็เอาไอ้นี่มาให้ด้วย เผื่อว่าเธอจะหิว” เขาเขย่าถุงขนมปัง
คุมิยะเหลือบมอง และผลักเขาเซถลาไปด้านหน้า “นายรอด” คุมิยะกระโดดลงนั่งบนเตียงพร้อมกับแกะเมลอนปังออกมากิน
“ละแล้วอาการเธอเป็นไงบ้าง” ฟารีคทรงตัวลุกขึ้นยืนพลางถูคอที่ยังเสียวๆอยู่
“ไม่มีเหตผลอะไรที่จะต้องบอกนาย” เธอกล่าวเสียงเย้นชา
“มีสิ!” ฟารีคเถียง “ชั้นเป็นห่วงเธอ เพราะเราเป็นเพื่อนกัน”
คุมิยะจ้องฟารีคที่เอ่ยอย่างจริงใจ เธอขมวดคิ้วนิดหน่อยพลางมองไปทางอื่น “แผลชั้นใกล้จะหายแล้ว ไม่ต้องห่วง”
ฟารีคยิ้ม “งั้นก็ดี นอนพักเยอะๆล่ะ”
คุมิยะเหลือบมองรอยยิ้มของฟารีคแล้วเธอก้หน้าแดงนิดๆ
“ชั้นกลับล่ะ” ฟารีคออกจากห้องผู้ป่วยแล้วปิดประตู คุมิยะเคี้ยวเมลอนปังช้าๆทว่าใจของเธอกลับเต้นรัว...
...end chapter 4...
 
**ตอนต้นๆของบทนี้ใครอ่านแล้วไม่งงเลยถือว่าเก่งมากค่ะ ตบมือให้แปะๆ แค่พอเข้าใจโดยรวมก็ถือว่าเก่งแล้วเหมือนกัน พวกฟารีคและเพื่อนๆก็เข้าใจภาพรวมค่ะ เรื่องนี้ออกจะยากอยู่สักหน่อยแต่ถ้าลองวิเคราะห์ดูบ่อยๆจากสถานการณ์จริงที่เราพบเจอก็จะเข้าใจมันได้ดีค่ะ...หนทางแห่งพระเจ้า สู้ต่อไป ไฟท์โตะ!
ปล.ถ้าสงสัยอะไรก็ตามเจ้คอนฯได้เน่อ - -,

 
ตอนต่อไป!  เหล่าวอริเออร์ทั้งหลายจะได้เรียนคาบแรกของวิชาการต่อสู้ เทพอาจารย์องค์ใหม่รับหน้าที่มาสอนพวกเขาด้วยวิธีการสอนแบบสุดโหด ด้วยการสั่งให้เข้าไปในป่าที่อันตราย พวกฟารีคจะต้องเจอกับอะไรกันบ้าง และจะเอาชีวิตรอดออกมาได้ไหม ติดตามอ่านได้ในตอนที่ 5 กับภารกิจค้นหาไข่ทองคำ!

20 ความคิดเห็น

  1. #19 rinia (@riniada) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2554 / 22:16
    สร้างสรรค์ ความคิด
    ในความเป็นจริง ให้เป็นสิ่งที่จับต้องได้
    #19
    0
  2. #15 ✖HK\'I✖ (@holepalmz) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2553 / 10:34

    ทีวีบนดลก เจ๊จะเขียนโลกรึเปล่าครับ = =a
    นัยนื  = = a โอเค เอชเข้าใจว่ามันเป็นคำว่า
    นัยน์ 
    สบายไป
    ? เอ่อ งงครับ จะบอกว่า สบายใจไป ใช่รึเปล่าครับ ?
    จอบ เอ่อ จอยสินะครับ =*=
    มันทำให้เธอตื่น = =a

    มิคุยะ เป็นนางซึน สินะครับ = =a
    ไฟท์โตะ! เหล่าผู้กล้าทั้งหลาย !!

    (มาอ่านแล้วรอบนึง =w= แล้วลืมอ่านจนจบ เลยมาอ่านอีกรอบนึง!)

    #15
    0