สมมติว่าโลกหยุดหมุน

ตอนที่ 4 : เรื่องเล่าจากลัชช์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 72
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    2 ม.ค. 52

 
                มีหลายๆคนบอกว่าผมมักจะสร้างปัญหาเสมอๆ แต่ผมว่า...ปัญหามักจะเข้ามาหาผมมากกว่า ครั้งนี้ก็เหมือนกัน ปัญหาเดินเข้ามาผมอีกแล้ว ก็ไม่ใช่ว่าไม่ชอบหรอกนะเพราะอย่างน้อยมันก็ทำให้เพื่อนผมสบายใจได้คนหนึ่งละ คืนนี้ฝ้ายโทรมาหาผม ไม่พูดพร่ำทำเพลงร้องไห้โฮออกมาดื้อๆจนผมลนลาน ผม...ไม่ชอบน้ำตาผู้หญิง เพราะมันทำให้ผมเห็นภาพของคนอีกคนซ้อนขึ้นมา คนตัวเล็กที่ผมทำให้เธอต้องเสียน้ำตามาหลายครั้งแต่ถึงอย่างนั้นความรู้สึกของเธอก็ยังมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง วิเคยถามผมเหมือนกัน ลัชช์... แกรู้ตัวบ้างมั้ยว่าแกโชคดีแค่ไหนที่มีคนรักแกได้มากมายขนาดนี้...ตอนนั้นผมไม่ได้พูดอะไร ความรู้สึกของเธอในตอนนั้นถึงผมจะรู้ก็ไม่อาจรับไว้ได้
็ป์
 
                ผมอยู่ปลอบฝ้ายจนดึก แต่กระนั้นในใจผมก็ยังสงสัยในเมื่อฝ้ายรักวิขนาดนั้นทำไมถึงต้องบอกเลิกด้วยล่ะ ผมตัดสินใจเก็บความสงสัยไว้ในใจในเมื่อเจ้าตัวไม่บอกผมก็ไม่คิดจะถามฝ้ายย่อมมีเหตุผลของตัวเอง ผมมั่นใจว่าอย่างนั้น แต่ผมก็เห็นใจวิมาก การบอกเลิกสายฟ้าแลบของฝ้ายคงทำให้มันช็อกเอาการ ความเครียดก็จะประดังเข้ามาเรื่อยๆ แล้วสุดท้าย... ผมถอนหายใจ ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวใช่ว่าจะเป็นเรื่องที่น่าภูมิใจ บางทีเหตุการณ์ที่ผมเจออาจจะดีกว่าวิก็เป็นได้ มันมีสัญญาณว่าจะเกิดเหตุตั้งนานแล้วก่อนที่”เธอคนนั้น”จะบอกเลิกกับผม และ...ผมก็มียัยตัวเล็กคอยอยู่เป็นเพื่อนในยามที่ผมอ่อนแอที่สุด  ผมยกมือถือขึ้นมา ฝ้ายคงหลับไปแล้ว ผมกดตัดสาย คราวนี้ผมกดโทรออกหาวิ อย่างน้อยก็ลองโทรไปให้กำลังใจในฐานะคนที่เคยอยู่ในสถานภาพเดียวกัน ถึงแม้ว่าจะรู้อยู่เต็มอกว่าถ้าไม่ใช่คนสำคัญของหัวใจเสียงมันก็เข้าไปไม่ถึงหรอก
 
                        โทร...ไม่ติดจริงๆด้วย เป็นผมก็คงไม่มีอารมณ์มานั่งคุยโทรศัพท์เหมือนกัน แต่ถึงจะเข้าใจผมก็คงจะปล่อยให้เพื่อนสนิทคิดสั้นไม่ได้เหมือนกัน ผมมองดูเวลา ตีสามแล้ว...ผมเริ่มกดโทรสับหาวิตอนประมาณสี่ทุ่มห้าทุ่ม รู้สึกทึ่งในความสามารถของตัวเองนิดหน่อยที่นั่งกดโทรศัพท์หาคนที่ไม่ใช่ผู้หญิงได้นานขนาดนี้ ผมตั้งใจจะล้มเลิกความตั้งใจแล้วพลันก็นึกไปถึงภาพเพื่อนอีกคน เธอเข้าเรียนพร้อมกับผมตอน ป.4แถมยังจับพลัดจับผลูมาเรียนภาษาอังกฤษห้องเดียวกับผมอีก (ผมอยู่นานาชาติดังนั้นวิชานี้จึงเป็นวิชาหลัก และบางวิชาก็จัดห้องแบบเดียวกันกับห้องนี้) ทำให้เราเจอกันบ่อยพอควรและค่อนข้างจะเรียกได้ว่าสนิทกันในฐานะเพื่อนต่างเพศ เสียงร้องไห้ของฝ้ายที่ลอดผ่านหูโทรศัพท์มาคอยหลอกหลอนผม ลัชช์...เราควรจะทำยังไรดี ภาพของเพื่อนที่คงจะร้องไห้มาหนักผุดขึ้นมาในหัวผม และนั่นทำให้ผมกัดฟันสู้กับความง่วง ลองดูอีกซักตั้งวะ กิ๊ก...สงสัยว่าโรคห่วงคนอื่นมากไปของเธอคงจะเป็นโรคติดต่อเป็นแน่แท้
 
                                                                           *************************************
 
                        แสงแดดยามเช้าสาดส่อง นกน้อยโผบินส่งเสียงเจื้อยแจ้ว มันคงจะเป็นเช้าที่ดีมากถ้าไม่ใช่ว่า... ง่วงง่วงเป็นบ้าเลย ขอตาผมคล้ำสูสีกับหมีแพนด้า ปวดหัวตุบๆ สุดท้ายเมื่อคืนวิก็ไม่รับโทรศัพท์ และมือถือคู่ใจของผมก็จอดสนิท ผมต้องเปลี่ยนมาใช้โทรศัพท์บ้านแทนและชักจะรู้สึกท้อขึ้นมาบ้าง สุดท้ายเมื่อคืนวิก็ไม่รับโทรศัพท์เลย แต่อย่างน้อยผมก็ยังชื่นชมในความอดทนของมันที่ไม่ได้ปามือถือใส่กำแพงจนพัง แน่นอนครับ...วิธีนี้ผมทำมาเรียบร้อยแล้ว ถอนหายใจเป็นรอบที่เท่าไหร่ไม่รู้ ทำไมปัญหาถึงได้เข้ามาไม่จบไม่สิ้นกันนะ  เมื่อสองวันก่อนก็ทีนึงแล้วแท้ๆ
 
เมื่อสองวันก่อน...
                เสียงโทรศัพท์ดังหนวกหูน่ารำคาญเป็นที่สุด มันเป็นริงโทนที่ผมตั้งไว้เฉพาะเพื่อเธอคนนั้นและแม้เราจะเลิกรากันไปแล้วแต่ในเบื้องลึกของจิตใจผมไม่เคยลืมรักครั้งก่อนได้เลย ผมรู้ และยัยตัวเล็กที่อยู่เคียงข้างผมเสมอก็รู้เหมือนกันความสัมพันธ์ของพวกเราถึงได้หยุดอยู่ที่ความครึ่งๆกลางๆ เพื่อนสนิทก็ไม่ใช่ แฟนก็ไม่เชิง แต่เธอก็อดทนรอผมมาตลอด กิ๊กบอกว่า “ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนนักหรอก เค้าก็รอลัชช์มาตั้งนานแล้วจะรอต่อก็ไม่เห็นจะเป็นไร หรือถ้าวันไหนลัชช์เจอคนอื่นที่ทำให้ลัชช์ยิ้มได้ถึงตอนนั้นเค้าจะถอยออกมาจนกว่าลัชช์จะต้องการเค้าอีกครั้ง เพราะเค้าอยากเห็นลัชช์ที่ยิ้มอย่างมีความสุข ไม่ใช่ยิ้มแบบฝืนๆอย่างนี้ ดังนั้นถึงคนที่จะอยู่ข้างๆลัชช์ไม่ใช่เค้าก็ไม่เป็นไร ลัชช์ไม่ต้องใส่ใจเค้ามากนักก็ได้ ไม่จำเป็นต้องฝืนตัวเองเพื่อเค้าหรอก...” และเธอก็รอมาตลอดจริงๆ ความรู้สึกของเธอแข็งแกร่งมาก แกร่งจนถึงขั้นที่ว่าเพื่อนผู้ชายที่โรงเรียนทำใจได้และเลิกจีบกันไปนานแล้ว หกเดือนเศษที่เธอรอให้ผมค่อยๆเยียวยาแผลใจ กว่าจะรู้ตัวในหัวผมก็มีภาพของเธอแทบจะตลอดเวลา ผมอยากจะบอกรักเธอซักครั้งแต่ก็ไม่อาจทำได้เพราะ...ผมยังไม่ลืมคนอีกคน หากผมไปบอกรักกิ๊กก็เท่ากับผมทำผิดต่อเธอ ผมทนเห็นเธอร้องไห้อีกไม่ได้แล้ว เธอร้องไห้ให้ผมมามากเกินพอ ทั้งๆที่ถ้าตัดใจได้ก็คงจะไม่เจ็บปวดรวดร้าวขนาดนี้แท้ๆ
 
                แต่วันนี้ผมตัดสินใจแล้ว ถึงแม้จะฟังดูน้ำเน่าไปบ้างแต่มันก็คือความจริง กิ๊ก...เป็นคนมอบชีวิตใหม่ให้กับผม ความหวังและความสุขมาจากตัวเธอทั้งนั้น ผมดึงผ้ารัดข้อมือสีดำที่คาดอยู่ตรงแขนซ้ายออก ใต้ผ้ารัดข้อมือคือรอยแผลเป็นที่แม้แต่เด็กประถมก็ดูออกได้ทันทีว่าก่อนหน้านี้มันเป็นแผลเหวอะหวะและลึกมากทีเดียว แผลนี้...คงไม่มีวันหายอีกแล้ว กิ๊กเป็นคนให้ผ้ารัดข้อมือนี้กับผมในวันที่ผมออกจาโรงพยาบาลวันแรก เธอพาผมไปตะลอนๆเที่ยวหลายที่ (แต่ก็ไม่ได้แปลกใหม่อะไร ก็สยามนี่นะ) หนำซ้ำยังพาผมหลงทางจนสุดท้ายก็กลับกลายเป็นผมซะเองที่พาเธอเที่ยว แต่ตอนก่อนที่เราจะแยกกันกลับบ้านเธอก็ให้สิ่งนี้กับผม “เค้าไม่อยากให้ลัชช์ลืมว่าอดีตไม่มีวันเปลี่ยนแปลงได้ แต่ก็อยากให้รู้ว่าเรามีสิทธิ์ที่จะไม่นำความปวดร้าวในอดีตมาทำร้ายตัวเองนะ”เธอเคยพูดไว้อย่างนี้ ผมยิ้มเมื่อคิดถึงเธอในตอนนั้น พรุ่งนี้...ผมจะไปบอกรักเธอแล้วนะ...
 
                ผมไม่เชื่อเรื่องโชคชะตา แต่บางครั้งผมก็คิดว่าพระเจ้าช่างเล่นตลกกับผมเหลือเกิน... ทั้งๆที่พรุ่งนี้จะเป็นวันสำคัญของผมแต่ว่า เสียงริงโทนที่ไม่ได้ยินมานาน นาน...จนไม่นึกว่าจะได้ยินอีกแล้ว แต่ครั้นพอได้ยินก็เหมือนแผลใจถูกแหวกออก ภาพเก่าๆเมื่อนานมาแล้วโผล่ขึ้นมาในหัว ความเกลียดชัง เศร้าโศก ความรัก ความโหยหา ผู้หญิงคนนี้...จะตามหลอกหลอนผมไปถึงไหนกัน!? หน้าจอมือถือสว่างจ้า มีตัวหนังสือที่บอกชื่อคนโทรเข้า...ใบเตย
 
                “เตย! ทำไมเตยถึงทำกับเราอย่างนี้!”
 
                “ห๊ะ! นายคิดว่าฉันจะเป็นสาวน้อยที่ใสซื่อและบริสุทธิ์งั้นเหรอ” เสียงของเธอบาดเข้าไปในใจของผมทุกคำ ทุกพยางค์ ทุกตัวอักษร ผมเอื้อมมือจะไปคว้าไหล่เธอไว้ แต่ก็ถูกปัดไปอย่างไม่ใยดี ผมได้แต่นิ่งค้างอยู่อย่างนั้น
 
 “จำใส่กะโหลกไว้ซะว่าผู้ชายอย่างนายน่ะฉันไม่ต้องการหรอก ก็แค่ว่าเห็นนายรวยดีก็แค่นั้น แต่เมื่อรู้ตัวแล้วก็ช่วยไม่ได้นี่นะ นายไม่ต้องมาให้ฉันเห็นหน้าอีกนะ” แล้ววันนั้นเธอก็ทิ้งผมไป ไม่แม้แต่จะชายสายตามอง...
 
มันเป็นอดีตที่ปวดร้าวและไม่อยากนึกถึง ผมรับโทรศัพท์ด้วยมืออันสั่นเทาและไม่มีแรงแม้แต่จะตอบรับ เธอโทรมาร้องไห้... เธอโทรมาบอกผมว่าเธอโดนแฟนทิ้ง เธอถูกหักหลัง ไม่มีใครรักเธออย่างจริงใจเลยไม่มีเลยยกเว้นผม แล้วหลังจากนั้นทุกคนก็คงเดาได้ เธอขอให้เรากลับมาเป็นเหมือนเดิมอีกครั้งหนึ่ง ชั่ววินาทีนั้น ผมรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง เสียงที่ไม่มีอยู่จริง เป็นเสียงที่อยู่ในใจของผม ศักดิ์ศรีที่ถูกย่ำยี ความโกรธ ความรู้สึกที่ถูกทรยศ และหัวใจที่หักหลังแม้กระทั่งเจ้าของๆมันเอง ผม...ช่างอวดดีเหลือเกิน คิดว่าตัวเองตัดใจได้แล้ว ทั้งๆที่ใจจริงก็ยังรักใบเตยมากถึงขนาดนี้ ผมตัดสินใจบอกให้เธอรอ และบอกเธอว่าจะให้คำตอบในวันพรุ่งนี้ที่สวนสาธารณะขึ้นชื่อที่หนึ่ง ที่ๆเป็นจุดเริ่มต้นของเราสอง
 
คืนนั้นผมโทรไปหากิ๊ก แม้จะรู้ว่าการทำอย่างนี้คงจะทำให้เธอเจ็บช้ำแต่ผมก็ไม่รู้จะพึ่งใครเช่นกัน ระหว่างที่คุยกันนั้นผมรู้สึกได้ผ่านน้ำเสียงของเธอ ตอนที่ผมเอ่ยชื่อใบเตยออกมานั้นเสียงกิ๊กสั่นไปวูบหนึ่ง แค่วูบเดียวถ้าไม่ได้สังเกตุก็คงไม่รู้สึก แต่ถึงจะพยายามปกปิดไว้เท่าไหร่ ทำให้น้ำเยงดูร่าเริงเท่าไหร่ก็ยังแฝงความปวดร้าวมาด้วย กิ๊ก...เป็นที่ปรึกษาที่ดีมาตลอด ครั้งนี้ก็เช่นกัน ตอนที่ผมจะวางสายนั้นผมได้บอกเธอไปว่า “กิ๊ก...ขอโทษนะ ฉันคงจะทำร้ายจิตใจเธอไปมาก”แต่แล้วกิ๊กก็พูดแทรกขึ้นมาก่อน
 
“ลัชช์คิดมากอีกแล้วนะ จำไม่ได้เหรอที่เค้าเคยบอกน่ะ ‘ตอนไหนมีความสุขไม่จำเป็นต้องบอกเค้าหรอก แต่ถ้าวันไหนมีทุกข์ขอให้นึกถึงเค้าเป็นคนแรก’ เค้าดีใจนะที่ลัชช์นึกถึงเค้าน่ะ”
 
“แต่ฉัน...!
 
“ลัชช์ก็เค้าบอกไปแล้วไม่ใช่เหรอว่าถ้าทำให้ลัชช์ยิ้มได้น่ะ ถึงคนที่อยู่ข้างๆลัชช์จะไม่ใช่เค้าก็ไม่เป็นไร...ใช่มั้ย ตอนนี้ลัชช์นอนเถอะนะดึกมากแล้ว พรุ่งนี้ยังมีเรื่องสำคัญต้องทำนี่นา”แล้วกิ๊กก็วางสายไป ผมกำโทรศัพท์แน่นได้แต่โทษความอ่อนแอของตัวเองเท่านั้น
 
.......................................................................................................................................................................
 
ไม่ได้มาที่นี่ตั้งนานแล้วสินะ... ผมยืนอยู่กลางสวนสาธารณะขนาดย่อมๆแห่งหนึ่ง ต้นไม้ที่ถูกตัดแต่งให้สวยงาม เด็กๆที่กำลังโยนขนมปังให้นกพิราบ ลมเย็นๆพัดมา บรรยากาศดีๆที่ถ้าไม่ได้เห็นและสัมผัสมาด้วยตัวเองก็คงไม่เชื่อว่าจะมีที่แบบนี้อยู่ในกรุงเทพฯ ตรงหน้าผมคือเด็กสาวหน้าตาหมดจด สะอาดสะอ้านและเรียบร้อยเป็นที่สุด ผมเหยียดยิ้มผมเห็นหล่อนเป็นแบบนั้นได้ไงนะ แต่แค่เห็นหน้าเธอความรู้สึกที่เก็บไว้ก็แทบจะทะลักออกมา ครั้งแรกที่พวกเราพบกันคือที่นี่ หลังจากนั้นผมก็ตามจีบเธอมาโดยตลอด จนในที่สุดผมก็สมหวัง ได้ใช้เวลาร่วมกัน มีความสุขด้วยกัน แค่เห็นเธอยิ้มทุกวันก็มีความสุขแล้วผมคิดแค่นั้นจริงๆ  แต่แล้วเธอก็หักหลังผมไปมีคนใหม่และทิ้งผมไปอย่างไม่ใยดี
 
ตรงหน้าผมคือผู้หญิงที่ไม่เหลือเค้าเดิมอย่างที่ผมเคยรู้จัก หน้าตาหมดจดแต่ก็ยังเห็นตาที่บวมเพราะร้องไห้มาหนัก สะอาดสะอ้านแต่ไม่ได้ดูดีเท่าที่เคยเป็น เรียบร้อยแต่ความน่ารังเกียจก็ยังแผ่ออกมา ตอนที่ผมมองเห็นเธอนั้น เธอยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่ชวนเสียวสันหลังวาบ ผมรู้ได้ทันทีว่าเธอไม่ได้รักผมหรอก...ก็คงจะหลอกใช้ผมอีกครั้งกระมัง อย่างไรก็ตามเธอก็เป็นนักแสดงที่เก่งมากทีเดียว พลันน้ำตาเธอก็เริ่มไหล เธอซบอกผมไออุ่นจากตัวเธอแผ่ซ่านเข้ามา ผมหลุบตาลงอยากจะกอดปลอบแต่แขนไม่ยอมขยับ
 
เธอหักหลังฉัน เธอหักหลังฉัน เธอหักหลังฉัน เธอหักหลังฉัน เธอหักหลังฉัน เธอหักหลังฉัน
 
ผมผลักไหล่เธออกมาเบาๆ ใบเตยมองหน้าผมอย่างคาดคั้นเอาคำตอบ
 
คนหนึ่ง...เรารัก เราหลง หน้าตาดีเพียบพร้อมทุกอย่าง ผมเป็นคนที่เข้าใจเธอมากที่สุด แต่...เธอทรยศ หักหลัง ย่ำยี และทำลายชีวิตคนๆหนึ่งอย่างไม่ใยดี แต่ผมไม่อาจลืมเธอได้
 
อีกคน...รักเรา ให้อภัยเสมอ เป็นที่ปรึกษา เป็นเพื่อนยามเหงา เป็นคนที่เข้าใจมากที่สุด ร้องไห้เพื่อเรา แม้จะโดนทำร้ายอยู่หลายครั้งเจ็บปวดหัวใจซักเพียงใดความรู้สึกก็ยังมั่นคง ผม...ต้องเลือกแล้ว
 
ภาพรอยยิ้มที่สดใสของคนๆหนึ่งผุดขึ้นมาในหัว ผมยิ้มบางๆ เยื่อใยที่เคยมีถูกตัดทิ้งไปหมดสิ้น เมื่อเธอทำร้ายผมได้ ผมก็ทำร้ายเธอได้เหมือนกัน มองหน้าใบเตยนานเนิ่นนาน “เตย... โทษทีนะ ผู้หญิงที่ทำให้เราร้องไห้ได้มีแต่เธอก็จริง แต่เราอยากได้คนที่ทำให้เรายิ้มได้มากกว่าว่ะ ผู้หญิงอย่างเธอนะเราไม่ต้องการหรอก! ไม่ต้องโทรมาอีกแล้วนะ หายไปจากชีวิตเราเลยไป!” จะหาว่าผมใจร้ายก็ได้แต่ผมก็ไม่ใช่สุภาพบุรุษที่ต้องมาคอยเอาอกเอาใจผู้หญิงทุกคนนี่ โดยเฉพาะคนที่ทิ้งผมไปแล้วเราก็ไม่มีเยื่อใยกันอีกหรอก ไม่จำเป็นต้องใส่ใจ แล้วผมก็ทิ้งเธอไว้ข้างหลังเหมือนที่เธอเคยทำกับผม
 
กิ๊ก...อยู่ตรงนั้น ความจริงเธอก็มากับผมอยู่แล้วเพียงแต่ผมให้เธอรอห่างไปอีกซักหน่อย ดูจากสีหน้าและท่าทางของกิ๊กทำให้ผมรู้ว่าเธอคงจะได้ยินเรื่องที่ผมคุยกับเตยเมื่อตะกี๊ จมูกยัยตัวเล็กยังแดงติดจะรั้นๆอยู่นิดหน่อย นี่คงร้องไห้ทำจำใจไว้ล่วงหน้าเลยล่ะสิเนี่ย ผมเคาะหัวเธอเบา “ยัยบ้า ทำตัวเป็นกระต่ายตื่นตูมไปได้” แก้มกิ๊กแดงเรื่อมือเล็กๆของเธอยกขึ้นมาจับข้อมือผมไว้
 
“จะยังไงก็เหอะ ลัชช์พูดแรงไปหน่อยรึเปล่า”กิ๊กมีสีหน้ากังวล นี่แม้แต่คนไม่รู้จักก็ยังจะไปเป็นห่วงเขาอีกเหรอเนี่ย ผมคลี่ยิ้มบางๆ
 
“ช่างเขาเถอะ เรากับเขาไม่มีอะไรกันแล้วนี่ อีกอย่างเธอก็รู้นิสัยเรา” ใช่...ผมเคยพูดอะไรทำนองนี้ใส่หน้ากิ๊กมาแล้ว ก็ไม่ใช่แบบนี้ซะทีเดียว เพียงแต่มันก็ตัดความสัมพันธ์เหมือนกัน และก็คงทำร้ายจิตใจกิ๊กมากเหมือนกัน “ที่สำคัญนะกิ๊ก เรามีอะไรจะบอก...” แต่จะให้บอกรักตรงนี้ผมก็ชักไม่กล้า ตาโตๆของกิ๊กมองผมอย่างสงสัย
 
“ขอบคุณนะที่อยู่เป็นเพื่อนเราเสมอ แม้เพื่อนโง่ๆคนนี้จะทำร้ายจิตใจเธอมาโดยตลอด ขอโทษจริงๆ”แวบหนึ่งกิ๊กมีสีหน้าผิดหวังเล็กน้อย แต่ก็กลับมายิ้มอย่างสดใสเหมือนเดิม เธอเขย่งเท้าลูบหัวผม “ขอบโทษอะไรไม่สมเป็นลัชช์เลย ขอแค่ลัชช์มีความสุขนั่นก็ทำให้เราสุขใจแล้วล่ะ” โดยไม่ทันตั้งตัวผมกอดเธอไว้ กิ๊กร้องว้ายเบาๆ แก้มที่เป็นสีแดงอยู่แล้วยิ่งแดงขึ้นไปอีก ผมกระซิบข้างหูเธอ“อยากเห็นเรามีความสุขใช่มั้ย งั้นเธอก็มาอยู่เคียงข้างเราตลอดไปเลยแล้วกัน” น้ำตาเอ่อล้นขอบตากิ๊ก จนผมตกใจ แต่กิ๊กเพียงส่ายหน้าแล้วยิ้มไปทั้งน้ำตา “ไม่มีอะไรลัชช์ เราก็แค่ไม่นึกไม่ฝันว่าจะมีวันนี้...ดีใจน่ะ”
วันนั้นเราสองคนเดินจับมือกันกลับบ้าน...
 
                                ************************************************
 
ผมกลับมาสู่โลกแห่งความจริงอีกครั้ง ตอนนี้บ่ายโมงแล้ว เพราะผมไม่อยากให้ฝ้ายคิดมากจนเกินไปถึงได้ฝากข้อความเสียงไว้อยู่เรื่อยๆ ในตอนแรกผมฝากข้อความไว้กับฝ้ายว่าจะไปหาวิในวันรุ่งขึ้น แต่คิดไปคิดมาการจะปล่อยให้คนที่มีความเสี่ยงว่าจะฆ่าตัวตายอยู่คนเดียวนานๆก็คงไม่ดี ผมถึงได้ออกจากบ้านเดินทางไปบ้านวิ ถ้าเป็นไปได้ผมก็ไม่อยากไปบ้านวินักหรอก บ้านวิไกลจากบ้านผมมากพอดู แถมรถไฟฟ้าก็ไปไม่ถึงซะอีก จะไปหากันทีก็ต้องเดินทางซักชั่วโมงหรือสองชั่วโมงแต่ครั้งนี้ความเป็นห่วงเพื่อนของผมมีมากกว่าความอยากสุขสบายถึงได้ยอมถ่อสังขารออกจากบ้านมา ความง่วงทำให้ปวดหัวตุบๆ ผมนั่งนวดขมับ มือขวาก็ยังไม่ละความพยายามกดโทรหาวิอยู่เรื่อยๆ ยังดีสิน่าที่มีแบตฯสำรองไม่งั้นคงลำบากน่าดู ตอนที่ผมเดินทางมาถึงจุดหมายนั้น จู่ๆมือถือผมก็สั่น ระคนดีใจผมรีบคว้ามือถือขึ้นมาดูหวังว่าจะเป็นวิที่โทรกลับมา แต่ก็ต้องผิดหวัง ผมมุ่นหัวคิ้ว ผมได้รับข้อความจากฝ้าย
 
‘ถึงลัชช์ ฉันจะลองทำเท่าที่ฉันทำได้ดูนะ ขอบคุณนะที่มาช่วยปวดหัวไปกับฉัน’
 
ฝ้ายหมายความว่ายังไงกันนะ จะลองทำเท่าที่ทำได้? จะไปหาวิงั้นเหรอ!? ผมเร่งฝีเท้าให้เดินเร็วขึ้น ฝนเริ่มตกปรอยๆลงมาแต่ผมไม่ได้สนใจยังคงรักษาระดับความเร็วไว้เท่าเดิม อาจจะเร็วขึ้นด้วยซ้ำ ตอนที่ผมมาถึงบ้านวินั้นฝ้ายก็อยู่หน้าประตูบ้านวิแล้ว เธอกำลังยกมือขึ้นมาเคาะประตูแต่แล้วจู่ๆเธอก็ทรุดตัวลงไป ผมตกใจตั้งใจจะเข้าไปพยุงเธอ หากแต่... ฝ้ายร้องไห้ ปากพร่ำขอโทษวิเหมือนคนไม่มีสติ แผ่นหลังเล็กๆของฝ้ายช่างดูน่าหดหู่และน่าเศร้าเหลือเกิน  ฝนที่ตอนแรกตกปรอยๆก็ค่อยๆแรงขึ้น แรงขึ้น ผมรู้สึกเกลียดตัวเอง ผมไม่สามารถช่วยอะไรเพื่อนคนสำคัญทั้งสองคนได้เลยแม้แต่น้อย แม้แต่จะเข้าไปปลอบก็ยังทำไมได้ สภาพของฝ้ายน่าเวทนามาก แต่ผมก็ทำอะไรไม่ได้เลย ผมได้แต่ยืนดูเธออยู่อย่างนั้นจนในที่สุดฝ้ายก็ค่อยๆลุกขึ้น ท่าทางของเธอเลื่อนลอยจนผมเป็นห่วงและเดินตามเธอไปจนถึงบ้าน เมื่อเธอเข้าบ้านไปแล้วผมจึงค่อยเดินกลับมา ฝ้าย...เปียกฝนขนาดนั้นจะเป็นไข้รึเปล่านะ ผมยกมือถือคู่ใจขึ้นมาอีกครั้ง “กิ๊ก...ไปหาฝ้ายหน่อยได้มั้ยพอดียัยนั่นทะลึ่งไปนั่งตากฝนร่วมสองชั่วโมงน่ะ อาจจะเป็นไข้ก็ได้”
 
                                ************************************************
 
“อืม...เป็นไงบ้างคนอดนอน”เสียงสดใสร่าเริงลอดผ่านหูโทรศัพท์
 
“ก็ดี...แล้วฝ้ายเป็นไงบ้าง”ผม
 
 “ก็ดีนะ ตอนนี้หลับอยู่ ไข้ขึ้นจริงๆน่ะแหละ แต่ให้พักแล้วเดี๋ยวก็คงดีขึ้น แล้วตอนนี้ลัชช์อยู่ไหน”ผมถอนหายใจอย่างโล่งอก ดีนะที่ให้กิ๊กมาดู
 
                “อ่า...อยู่ร้านขายยาน่ะ พอดีไข้ขึ้นนิดหน่อย”
 
                “งั้นเหรอ อย่าฝืนตัวเองมากเกินไปนะลัชช์” ดูเหมือนกิ๊กจะเข้าใจเรื่องทั้งหมดแล้วถึงได้ไม่พูดอะไร แต่แล้วกิ๊กก็พูดขึ้นมาลอยๆ “เหมือนกันเลย”
 
                “หา?”กิ๊กหัวเราะคิก “ฝ้ายกับลัชช์น่ะเหมือนกันเลย ชอบห่วงคนอื่นแต่ไม่ดูตัวเองทั้งๆที่ไม่รู้ตัวว่าตัวเองน่ะแหละที่ทำให้คนอื่นเป็นห่วง”ไม่รู้ผมคิดไปเองรึเปล่าแต่ผมรู้สึกว่าน้ำเสียงของกิ๊กจะหมองลง “กิ๊ก เดี๋ยวเราไปโทรหาวิต่อก่อนนะ”
 
                “จ้า...อย่าน็อกเพราะพิษไข้ลงไปอีกคนแล้วกัน เอ้อแล้วก็ห้ามฝืนตัวเองนะ”กิ๊กว่าแล้วก็วางสายไป ส่วนตอนนี้ผมก็เดินมาถึงประตูบ้านวิแล้ว ผมลองโทรเข้ามือถือมันอีกซักที แต่ก็ยังไม่มีคนรับสายจนผมตั้งใจจะกดวางอยู่แล้วก็พอดีที่วิพูดกรอกหูโทรศัพท์ขึ้นมา น้ำเสียงของวิฟังดูอิดโรยไม่เหมือนคนร่าเริงคนก่อน ผมด่ามันไปหลายคำโทษฐานทำให้คนเป็นห่วงแม้ในใจจะยินดีไม่น้อย แต่ความปีติของผมก็อยู่ไม่นานเมื่อผมได้ยินเสียงตึงตังจากนั้นก็ได้ยินเสียงอาเจียนเล่นเอาผมหน้าถอดซีด
 
                “โทษทีว่ะวิ ไว้คาวหน้าจะมาซ่อมให้นะเว้ย”ผมพึมพำแล้วถีบประตูสุดแรง ประตูเปิดผลัวะทันที ผมวิ่งเข้าไปข้างในบ้าน ได้เห็นเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันมาตั้งแต่ปิดเทอมก็ตกใจไม่น้อย วิซูบลงไปมาก แถมสภาพตอนนี้ดูไม่ได้เลย ไอ้บ้าวิ แบกคนตัวโตกว่ามันเหนื่อยนะโว้ย
 
                                ************************************************
 
                        ตรงหน้าผมคือเพื่อนสนิทที่นอนอยู่ใต้ผ้าห่มสีขาว หลังจากที่ถูกแบกมาโรงบาลฯแล้ว วิก็โดนจับให้น้ำเกลือแล้วยัดเขาห้องผู้ป่วยในทันที หมอเวรที่ดูแลอาการให้เพื่อนผมบอกว่า ไม่รู้ทำไมประสาทของวิถึงได้ตื่นตัวตลอดเวลาทำให้ไม่สามารถหลับได้ อีกทั้งดูจากอาการผู้ป่วยก็พบว่าเจ้าตัวไม่ได้ทานอะไรมาสองสามวันแล้วทำให้ร่างกายเหนื่อยล้ามาก และทนไม่ได้ในที่สุด แต่ถ้าให้น้ำเกลือไปแล้วอีกสองสามวันก็คงหาย ตอนผมเดินออกมาจากห้องพัก เพื่อนสาวสองคนก็มารออยู่หน้าห้องแล้ว ผมกล่าวขอบคุณคุณหมอแล้วกิ๊กก็เดินมาอังหน้าผากผม เธอพูดกับผมเบาๆ “ลัชช์ทำดีแล้วล่ะ พักหน่อยดีมั้ย” ผมพยักหน้าเบาๆ ยิ้มให้ฝ้ายอธิบายอาการของวิอีกเล็กน้อยแล้วก็เลยไปหาที่นั่งงีบ ผมได้ยินฝ้ายเปิดประตูเบาๆ จากนั้นไม่รู้ว่านานเท่าไหร่แต่ทั้งผมทั้งฝ้ายได้ยินเสียงสะอื้นลอดใต้ประตูเข้ามา มันเป็นเสียงที่ทำให้คนได้ยินก็เศร้าโศกไปด้วย และเท่าที่ผมรู้ ฝ้ายไม่ได้มาเยี่ยมวิอีกเลยตั้งแต่วันนั้น...
 
                                ************************************************
 
หลังจากวันนั้นผมก็ไปเยี่ยมวิอีกครั้ง ตอนที่ผมเข้าห้องมานั้นวิยังไม่ตื่น ส่วนกิ๊กก็เดินอ้อมไปดูหน้าเพื่อนที่หลับเป็นตาย แต่จู่ๆวิก็ลุกพรวดขึ้นมาแถมยังคว้าแขนของคนสำคัญของผมอีก
 
“ฝ้าย!” ตอนนั้นผมรู้สึกว่าเมฆตั้งเค้ามาแต่ไกล รู้สึกอยากต่อยหน้าเพื่อนคนนี้จริงๆ พอดีกับที่กิ๊กขอให้วิปล่อยมือ ถึงอย่างนั้นผมก็ยอมไม่ได้ บังอาจมาแต๊ะอั๋งคนสำคัญของผม ผมแสร้งทำเป็นบอกว่าเป็นห่วง ทั้งที่อารมณ์พลุ่งพล่าน อ๊ะแต่ผมก็เป็นห่วงจริงๆนะ แต่อารมณ์หึงมันมากกว่าแค่นั้น และดูเหมือนวิก็จะเข้าใจความรู้สึกของผมดีถึงได้หัวเราะหึๆ ผมรู้สึกตัวเองหน้าร้อนผ่าว รวมไปถึงหูด้วย ประกายตาวิก็ยิ่งสนุกขึ้นไปอีก แต่มันก็คงไม่อยากทำให้ผมบันดาลโทสะไปมากกว่านี้ถึงได้เอ่ยปากขอโทษ พลันบรรยากาศในห้องก็เปลี่ยนไป เพื่อนผมเริ่มจะจริงจังแล้ว ผมมองหน้ากิ๊กแล้วเธอก็ออกจากห้องไป
 
พอกิ๊กออกไปวิก็เริ่มถามผมเกี่ยวกับฝ้าย เธอโทรหาแกจริงเหรอ? เธอเป็นห่วงเราจริงเหรอ? ทำไมเธอถึงต้องบอกเลิกเราด้วย? ผมอยากจะปลอบวิแต่...ผมก็รู้ว่าคำพูดของผมไม่ช่วยให้แผลใจของเพื่อนดีขึ้น ผมกำผ้ารัดข้อมือไว้โดยไม่รู้ตัว สุดท้ายผมก็ตัดสินใจไม่ปลอบวิ แต่หันมาเปลี่ยนเรื่องแทน ดูเหมือนว่าวิจะฝันอีกแล้ว มันเป็นฝันที่น่าสยดสยองมากและวิก็เคยเล่าให้ผมฟังเหมือนกัน วิเลิกฝันเรื่องนี้ไปเมื่อสองปีก่อนตอนที่เริ่มคบกับฝ้าย แต่ตอนนี้...ฝันร้ายกลับมาอีกครั้ง เพราะอย่างนี้...ฝ้ายถึงได้บอกให้เรา
 
"ฝ้ายฝากมาบอกแกว่า อดีตของแกถ้าแกไม่ใส่ใจมันก็ไม่ทำร้ายแกหรอกนะ รักษาตัวแล้วคาวหน้าคราวหลังอย่าลืมกินข้าวอีก มันลำบากคนแบก" เรื่องที่ผมอยากพูดก็มีแค่นี้ และผมก็อยากให้วิมีเวลาคิดเรื่องของตัวเองผมถึงได้ออกจากห้องมา กิ๊กรอผมอยู่หน้าห้อง เธอยิ้มเศร้าๆให้ผม แล้วผมก็ยิ้มตอบเธอกลับ แล้วเราก็จากมา
 
 
                  
 

59 ความคิดเห็น

  1. #49 KennyHass (@kennyhass) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 5 มกราคม 2552 / 15:19
    อ่านมาถึงตรงนี้แล้วน่าคิดนะ ทำไมฝ้ายต้องเลิกกับวิ (เพราะกิ๊กหรือเปล่า) และทั้งๆที่เลิกกันแล้ว ทำไมถึงต้องเป็นห่วงเป็นไยกันด้วย ซึ่งผิดวิสัยคนเลิกคบกัน

    คาดว่าคงต้องติดตามอ่านต่อไป...
    #49
    0
  2. #48 ( >_<)คร้าบผม(>_< ) (@lovely-mam) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 3 มกราคม 2552 / 20:23

    ว้าว ตอนนี้เศร้าๆๆจัง

    สู้ๆนะ

    อัพเร็วๆๆๆๆๆๆๆๆนะ

    #48
    0
  3. #47 กุ๊กกู (@cookkoo) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 มกราคม 2552 / 23:25

    เย้ อัพทันพอดี = =" เกือบเลยกำหนดหนึ่งอาทิตย์ไปแล้ว รู้สึกว่ายิ่งเขียนตอนก็จะยิ่งยาวขึ้นนะเนี่ย 555

    โอมจงเมนท์ๆๆ เพี้ยงๆๆๆ 555

    #47
    0