สมมติว่าโลกหยุดหมุน

ตอนที่ 6 : บทที่สอง จุดเริ่มต้นของลางร้าย (เรื่องเล่าจากฝ้าย)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 61
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    31 ม.ค. 52

 
เพื่อปกป้องเธอแล้ว แม้ใจฉันจะต้องแหลกสลายฉันก็ยอม...
 
            หลังจากวิเข้าโรงพยาบาลได้สามวันเขาก็กลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม ส่วนฉันก็หายไข้เช่นกัน ช่วงเวลาสามวันที่ผ่านมานี้เป็นบทพิสูจน์ว่าฉันไม่อาจอยู่ได้โดยขาดวิไปจริงๆ มันช่างเหงา...และว้าเหว่จนฉันแทบบ้า นอนร้องไห้ทุกคืนแต่ก็ไม่สามารถกลับไปหาเขาได้ มันเป็นทางเดียวที่จะคุ้มครองเธอจากคนๆนั้น ลืมฉันไปซะเถอะนะวิ... ลืมคนโง่ๆไร้ความสามารถคนนี้ไปซะ มีรักใหม่แล้วกลับมาเป็นวิคนที่ร่าเริงอย่างที่ฉันเคยรู้จัก คำขอครั้งสุดท้ายในคืนวันนั้น คืนสุดท้ายที่เราเจอกัน ฉัน...ขอมากไปรึเปล่านะ
                กิ๊กยังมาเยี่ยมฉันอยู่เรื่อยๆในช่วงที่ฉันเป็นไข้ แน่นอนว่าเธอไม่เคยพูดถึงวิอีกเลย และฉันก็เต็มใจที่จะให้มันเป็นอย่างนั้น ระยะหลังนี้กิ๊กดูสดใสขึ้นมาก ปกติยัยตัวเล็กก็เป็นคนร่าเริงอยู่แล้วแต่นั่นหมายความว่าแถวๆนั้นต้องมีลัชช์อยู่ด้วย ถ้าไม่มีมันอยู่ถึงกิ๊กจะดูร่าเริงขนาดไหน ความสดใสนี้ก็จะแฝงความหม่นหมองเข้ามาด้วย มันเป็นเรื่องที่เพื่อนทั้งชั้นรู้กันว่ากิ๊กหลงรักลัชช์มานานมาก รักที่ไม่สมหวัง
แต่ในตอนนี้รอยยิ้มของกิ๊กไม่มีสิ่งใดเจือปนแล้ว เป็นรอยยิ้มบริสุทธิ์เหมือนเด็กๆ เป็นหลักฐานพิสูจน์ว่าการรอคอยที่เนิ่นนานมาถึงจุดสิ้นสุด ความรักของเพื่อนคนนี้กำลังเบ่งบาน แม้เจ้าตัวจะไม่พูด แม้ลัชช์จะไม่บอก แต่เชื่อเถอะถ้าเปิดเทอมเมื่อไหร่ทุกคนก็คงจะรู้สึกได้ทันที ฉันยิ้มประชดตัวเองอยู่ในใจ หัวใจของฉัน... หัวใจของเขา... เหตุไฉนความรักของเราถึงไม่อาจสมหวัง พลันก็คิดไปถึงเรื่องเมื่อราวๆสามอาทิตย์ก่อน
 
*************************************
 
                “ฝ้าย...ลูกคบกับวิริยะตั้งแต่เมื่อไหร่” ฉันชะงัก มือที่กำลังจะตักข้าวเข้าปากแข็งค้างอยู่อย่างนั้น คำถามที่ไม่อยากได้ยินมากที่สุดออกมาจากบุรุษที่เคารพรัก ใบหน้ากร้านในยามนี้มีสีหน้าบึ้งตึงและดวงตาแข็งกร้าว คาดเค้นเอาความจริง เหงื่อชุ่มฝ่ามือทั้งๆที่อากาศไม่ร้อนซักนิด ฉันค่อยๆเงยหน้าขึ้นมองพ่อ พ่อ...รู้เรื่องนี้ได้ไงนะ
 
“ตอบ!”ฉันสะดุ้งเฮือก น้ำเสียงของท่านดุดัน คาดคั้น และแฝงไปด้วยอำนาจ นี่คงเป็นผลพลอยได้จากอาชีพของท่านกระมัง พ่อของฉัน...เป็นตำรวจ ด้วยความสามารถของท่านทำให้สามารถก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงๆอย่างรวดเร็ว แต่นั่นก็แลกกับความเสียสละมากมาย ท่าน...สามารถทำได้ทุกอย่างเพื่อปิดคดีและนั่นรวมไปถึงการหาแพะรับบาปด้วย ฉันพยายามเค้นเสียงอย่างยากเย็น
“ราวๆสองป..”ยังไม่ทันจบประโยค พ่อก็ตบโต๊ะเสียงดังสนั่น หน้าฉันซีด ตัวสั่นไปหมด นึกอยากจะหายตัวไปจากตรงนี้ให้รู้แล้วรู้รอดแต่ก็ทำไม่ได้ ฉันกัดปากจนเลือดไหลซิบ ได้แต่หวังว่าสิ่งที่กลัวมาสองปีจะไม่มีวันเกิดขึ้น แต่ทันใดนั้นฉันก็โดนกระชากแขนให้ลุกขึ้นจากโต๊ะ ฉันร้องลั่นด้วยความเจ็บ ตามมาด้วยฝ่ามือหนาๆที่ฟาดเข้าใส่ใบหน้าเต็มแรง ใบหน้าซีกขวาชาจนไร้ความรู้สึก น้ำตาไหลพรากทันที ฉันรับรู้ถึงรสเลือดเค็มๆในปาก แต่ดูเหมือนบทลงโมษจะยังไม่จบเท่านั้น ครั้งนี้ดูท่าทางพ่อจะโกรธมาก ฉันโดนลากเข้าไปในห้องเก็บของทันที แต่ถ้าพูดให้ถูกน่าจะเรียกว่าห้องลงโทษมากกว่า ห้องนี้เป็นห้องเล็กๆแคบๆมืดๆและเต็มไปด้วยฝุ่นที่หนาเป็นนิ้ว ฉันไม่เคยที่จะเข้าไปทำความสะอาดห้องนี้ซักครั้งเพราะห้องนี้แฝงไปด้วยความทรงจำที่โหดร้าย ตอนเด็กๆฉันถูกขังอยู่ในห้องนี้บ่อยๆเวลาทำอะไรผิด แต่ไม่ใช่การขังธรรมดาเพราะฉันจะโดนล็อกกุญแจมือแล้วขาก็จะโดนเชือกมัดไว้ เป็นการลงโทษที่แปลกพิษดาร...แต่ฉันก็โดนมาจริงๆ ถูกขังอยู่ในห้องมืดๆ แขนและขาถูกริบอิสรภาพ มันเป็นความหวาดกลัวที่กระทบกระเทือนจิตใจมาจนถึงปัจจุบัน ฉัน...กลัวที่แคบและกลัวแม้กระทั่งกำไล บางคนอาจเห็นเป็นเรื่องตลก แต่สำหรับฉันกำไลก็เปรียบเสมือนกุญแจมือที่ช่วงชิงอิสรภาพไป ครั้งสุดท้ายที่ฉันโดนขังคือเมื่อเจ็ดปีก่อน หลังจากทะเล่อทะล่าวิ่งเข้าไปในที่เกิดเหตุ ทั้งที่ๆที่คิดว่านั่นจะเป็นครั้งสุดท้าย... กลับต้องมาอยู่ในสภาพเดิมอีกจนได้ ความกลัวที่ไม่ได้สัมผัสมานาน ไวเท่าความคิดมือที่ถูกพันธนาการทุบประตูเต็มแรง
“พ่อ! ปล่อยฝ้ายนะ!”ฉันร้อง กลัวจนไม่รู้จะทำอย่างไร ทว่าสิ่งที่ได้รับมากลับกลายเป็นความเงียบ ไร้ซึ่งคำตอบ ฉันทุบประตูจนหมดแรง มือห้อเลือดบางแห่งมีของเหลวสีแดงไหลซึมออกมา ฉันนั่งหายใจหอบ ได้แต่ร้องไห้อยู่คนเดียว วิ...ช่วยฉันด้วย
ฉันนั่งกอดเข่าน้ำตาไหลรินอยู่เงียบๆ แม่...ฉันคิดถึงแม่ อ้อมกอดอุ่นๆของท่าน เสียงๆหวานๆที่แสนใจดีคอยปลอบประโลมจิตใจ มือนิ่มๆที่คอยลูบหัวและปกป้อง...ไม่มีอีกแล้ว แม่ทิ้งเราไป เพราะรับวิธีการทำงาน อารมณ์รุนแรงและการปฏิบัติต่อแม่ของพ่อไม่ไหว ตอนแรกฉันตั้งใจจะย้ายไปอยู่กับแม่ แต่เมื่อพบว่าที่ๆแม่อยู่นั้นไม่มีที่ว่างพอสำหรับฉัน มีชายแปลกหน้ามาอยู่กับแม่ ในขณะที่พ่อจะไม่เหลือใครอีกต่อไป  เมื่อเป็นอย่างนั้นฉันเลยกลับมาอยู่กับพ่อแทน แต่บางที...นั่นอาจจะเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดครั้งใหญ่หลวง จากพ่อที่พยายามเจียดเวลาว่างมาอยู่กับครอบครัว กลับกลายเป็นคนที่หายไปทำงานสองอาทิตย์โดยไม่บอกไม่กล่าว จากที่เคยทำอะไรมีเหตุผล กลับกลายเป็นตามอารมณ์ และจากที่อารมณ์รุนแรงอยู่แล้ว ก็ยิ่งโหมแรงเหมือนมีน้ำมันมาราดกองเพลิง ไม่มีอ้อมกอด ไม่มีการปลอบใจ ไม่มีเสียงหัวเราะในครอบครัวเราอีกต่อไป พังทลาย... แม้แต่พ่อที่แม้จะดุไปบ้างแต่ก็ยังแสนดี จากไปแล้ว... สิ่งเดียวที่ทำให้ท่านยิ้มได้คือผลการเรียนของฉัน มันสมองคือสิ่งเดียวที่ฉันได้สืบทอดพันธุกรรมมาจากพ่อ ในตอนแรดฉันคิดเพียงแค่ว่าการโหมเรียนคงจะช่วยทำให้ลืมเรื่องของสถาบันครอบครัวตนเองบ้าง แต่เมื่อผลลัพธ์ออกมาดีเกินคาดันก็ยิ่งพยายาม เรียน เรียน เรียน ไม่สนใจอะไรทั้งนั้น อย่างไรก็ตามแม้จะได้คำชมจากพ่อมากมายเท่าไหร่ก็ไม่อาจเติมเต็มช่องโหว่ในส่วนของแม่ได้
                ชีวิตของฉันมืดมนขึ้นทุกวัน แม้ยามอยู่โรงเรียนจะช่วยคลายความเหงาและลืมความทุกข์ไปบ้าง แต่เมื่อก้าวพ้นธรณีประตู ความสุขที่นำมาจากโรงเรียนก็เหมือนจะหายไป เฉกเช่นจุกก๊อกใต้มหาสมุทรถูกดึงออกและธรณีสูบน้ำทั้งหมดหายไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเริ่มชินกับชีวิตที่เป็นอยู่ในขณะที่หัวใจก็เริ่มด้านชา จนกระทั่งวันหนึ่งเมื่อสองปีก่อน...ภาพของเพื่อนคนสำคัญในวัยเด็ก คนที่อยู่ด้วยแล้วอุ่นใจเสมอ คนที่ก้าวเข้ามาในหัวใจที่แสนเย็นชา หนึ่งเดียวที่ชูตะเกียงขึ้นมาในโลกอันมืดมิด วิริยะ...
                ฉันรู้จักกับวิมาตั้งแต่เรายังเป็นเด็กเล็กๆ เขาเป็นคนทื่สูงกว่าเพื่อนวัยเดียวกันเสมอ ผมสีดำหยักศกเล็กน้อยดูยุ่งตลอดเวลา แต่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปเท่าไหร่สิ่งเดียวที่วิไม่เคยเปลี่ยนก็คือรอยยิ้มที่แสนอบอุ่น ถ้าหากเปลี่ยนภาพลักษณ์ของกิ๊กเป็นฤดูใบไม้ผลิแล้วละก็ วิก็คงจะเป็นเหมือนฤดูร้อน ภาพวิยิ้มแยกเขี้ยวจนตาหยีติดตาฉันเสมอ จะว่าไปแล้วฉันก็รู้สึกอิจฉาวิที่ยังยิ้ม ยังหัวเราะได้ตลอดเวลาทั้งๆที่ไม่เหลือครอบครัวแล้ว ไม่มีพ่อหรือแม่ ไม่มีพี่น้อง ไม่มีญาติ ในขณะที่อย่างน้อยฉันก็ยังมีพ่ออยู่ทั้งคน ไม่ต้องหาเลี้ยงตัวคนเดียว ฉันก็รู้สึกว่าแผ่นหลังของวิห่างไกลออกไปเรื่อยๆ ส่วนฉันก็ดูเหมือนจะอยู่ในโลกแห่งความทุกข์อยู่คนเดียว...
                แต่แล้ววันหนึ่ง วันที่ฉันจำได้แม่นไม่เคยลืม วันเสาร์ที่ 13 เมษายน ปี25xx วันที่คนในกรุงเทพฯส่วนใหญ่กลับบ้านเกิดและเมืองหลวงทั้งเมืองก็แทบจะเงียบสงัด วิโทรมาหาฉันแล้วพาฉันเดินเข้าไปสุดซอย ซึ่งนับว่าไกลพอดู ฉันจำได้ว่าตรงนั้นเป็นโบสถ์ร้าง แต่ก็ไม่รู้ตอนนี้จะเป็นอย่างไรบ้างเพราะไม่ได้ไปที่นั้นนานมากแล้ว แต่เมื่อไปถึงฉันก็ต้องตกตะลึง แสงแดดที่สาดส่องลอดผ่านกระเบื้องแตกๆ กระทบกับแอ่งน้ำที่ขังอยู่ในรูพื้นไม้จนเป็นประกาย และรอบๆแอ่งน้ำนั้นคือทุ่งดอกไม้เล็กๆสีสันละลานตา ทั้งดอกไม้ที่ฉันรู้จักและไม่รู้จัก “ชอบมั้ยล่ะฝ้าย เราไปขอเมล็ดกับร้านที่เราทำงานพิเศษมา แต่กว่าจะปลูกได้ก็แทบแย่เหมือนกัน”วิหัวเราะแหะๆ ฉันอึ้งไปหลายวินาที รู้สึกเหมือนหัวใจเต้นผิดจังหวะ “ชอบสิ...ชอบมากๆเลย สวยมากๆด้วย ขอบคุณนะวิ”ฉันยิ้มร่า ความสุขที่เหมือนจะหายไปนานกลับมาอีกครั้ง วิเดินมาหยุดอยู่ข้างๆฉัน มือแกร่งกุมมือของฉันไว้ ฉันตกใจนิดหน่อยแต่ก็ไม่ได้ขัดขืนอะไร แต่ถ้าเขาเห็นหน้าฉันตอนนี้หน้าฉันคงเป็นลูกตำลึงสุกแน่ๆ เมื่อวิเห็นฉันไม่ว่าอะไรจึงบีบมือฉันเบาๆแล้วเริ่มพูด ระหว่างที่พูดนี้วิไม่ได้มองหน้าฉันด้วยซ้ำ เหมือนพูดอยู่คนเดียวซะมากกว่า
                “ช่วงหลายๆปีที่ผ่านมาเราไม่ได้เห็นฝ้ายยิ้มกว้างๆแบบเมื่อตะกี๊เลยรู้มั้ย เรายังจำภาพฝ้ายตอนยิ้มแบบนี้ได้ก็จริงแต่ก็แทบจะลืมไปแล้ว เรา...เรารู้ว่าฝ้ายทุกข์เรื่องครอบครัว แล้วเราก็เข้าใจว่ามันรู้สึกยังไง...”วิกลืนน้ำลาย อดีตของวิเป็นแบบไหน เขารู้ ฉันรู้
                “เราไม่แน่ใจว่าเราเดาถูกรึเปล่า แต่อาการบ้าเรียนของฝ้ายก็คงจะมาจากเรื่องนี้ละมั้ง เรารู้ว่าฝ้ายเครียด แต่เราก็อยากจะเห็นฝ้ายมีความสุข ไม่ใช่แค่ตอนอยู่กับเพื่อนที่โรงเรียน แต่เราอาจจะโง่ไปหน่อยก็เลยคิดวิธีอื่นไม่ออก เรารู้ว่าฝ้ายชอบดอกไม้ เราก็เลยวางแผน...นานมาแล้วล่ะ แต่ไม่รู้ทำไมต้นมันไม่ยอมขึ้น สุดท้าย...”วิหัวเราะหึๆในลำคอ จนฉันสงสัยแต่เขาไม่สนใจ “แล้ววันนี้ดอกไม้ที่เราปลูกก็บานเป็นครั้งแรก แล้วเราก็เริ่มแผนของเราทันที บอกตรงๆตอนแรกเรากังวลมาก ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าแผนจะสำเร็จรึเปล่า แต่ว่ารู้สึกจะได้ผลนะ ก็ฝ้าย...ยังไม่ลืมวิธียิ้มนี่นา” ไม่รู้ฉันรู้สึกไปเองรึเปล่า แต่ดูเหมือนเขาจะหันมายิ้มให้ฉันแวบหนึ่ง
                “ตอนนี้แผนของเราสำเร็จไปสองขั้น เราปลูกดอกไม้สำเร็จและยิ้มกว้างๆของฝ้ายเราก็ได้มาแล้ว แต่ว่าชีวิตดอกไม้ก็สั้นนักเผลอแป๊บเดียวเดี๋ยวก็โรย มันคงเรียกรอยยิ้มของฝ้ายได้ไม่นาน” วิกระตุกมือฉันเบาๆเป็นเชิงบุ้ยใบ้ให้เดินตามมา เขาพาฉันไปกลางทุ่งดอกไม้ที่พากันส่งกลิ่นหวานจางๆไปทั่ว เรานั่งลงกันตรงนั้นแล้ววิก็เริ่มเล่าต่อ “เรารู้ว่าฝ้ายเหงา และก็รู้อีกว่าคงไม่มีใครมาแทนที่แม่ของฝ้ายได้ แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นคนโง่คนนี้ก็ยังหวัง...หวังที่จะให้ฝ้ายมีความสุข ไม่ใช่แบบชั่วครั้งชั่วคราว เราอยากจะเป็นคนที่แม้วันหนึ่งฝ้ายจะไม่เหลือใครเราก็จะอยู่ข้างๆฝ้ายตลอดไป ถึงจะไม่สามารถแทนที่แม่ฝ้ายได้ แต่ถ้าวันไหนฝ้ายรู้สึกโดดเดี่ยว ให้เรามอบความอบอุ่นแทนแม้ฝ้ายได้มั้ย บางทีเราอาจจะสำคัญตนผิดไปบ้างแต่เราก็มั่นใจว่าเราจะทำให้ฝ้ายมีความสุขได้แน่ ถ้าไม่มีแม่มาปลอบฝ้าย เราก็จะเป็นคนปลอบเอง ถ้าฝ้ายต้องการอ้อมกอดของแม่เราก็จะเป็นคนกอดเอง ไม่ว่าฝ้ายจะอยู่ที่ไหนให้เราเป็นคนที่เข้าใจฝ้ายที่สุดได้มั้ย ให้เราอยู่ข้างๆฝ้ายได้มั้ย เรา...รักฝ้าย คบกับเรานะ” ฉันหันขวับ วิหันมามองหน้าฉันเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ สีหน้าจริงจังแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ฉันรู้สึกหน้าร้อนวาบไปถึงใบหู ซึ่งสภาพคนที่อยู่ข้างๆก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่ แล้วจู่ๆวิก็ยิ้มเผล่ “ไม่ต้องรีบตอบก็ได้ เราแค่อยากบอกความรู้สึกของเราให้ฝ้ายได้รู้” วิก้มไปเด็ดดอกไม้มาดอกหนึ่ง “ไม่ว่าคำตอบจะเป็นอย่างไร เราก็ยังอยู่ข้างๆฝ้ายนะ” เขายื่นดอกไอริสแล้วจับมือฉันให้กุมมันไว้ แต่พอเขาจะปล่อยมือฉันก็คว้ามือเขาไว้
“ฉันมีคนๆหนึ่งที่ฉันแอบชอบอยู่ แต่ไม่รู้ทำไมช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ฉันรู้สึกว่าคนๆนั้นถึงได้ห่างไกลฉันไปทุกที... ฉันอิจฉาที่เขาสามารถยิ้มได้แม้จะไม่เหลือใคร” ฉันสูดหายใจเข้าไปลึกๆ ไม่ยักรู้ว่าการจะบอกความจริงให้ใครซักคนฟังมันยากขนาดนี้ ในใจเริ่มรู้สึกชื่นชมคนที่พล่ามมานานกว่ายี่สิบนาทีได้ “แล้วในวันนี้เขาก็มาบอกความจริงให้ฉันรู้ เขาอาจจะไม่รู้แต่ฉันดีใจมาก เขาทำให้ฉันรู้ว่าในโลกนี้ยังมีเรื่องดีๆรออยู่ คนๆนั้นก็คือวินี่แหละ รุ้มั้ยว่าเวลาอยู่ข้างๆวิฉันรู้สึกสบายใจ แล้วก็อบอุ่นในหัวใจขนาดไหน ไม่ต้องมาแทนที่แม่ฉันก็ได้ ขอแค่อยู่ข้างๆฉันก็ แม้ในยามที่ฉันอ่อนแอมากที่สุด วิก็จะอยู่ข้างๆฉันใช่มั้ย” พูดออกไปแล้ว...พูดออกไปแล้ว... หัวใจในอกฉันเต้นเป็นกลองรัว รู้สึกเหมือนมันจะสามารถเด้งออกมาจากอกได้ทุกเมื่อ ฉันได้แต่ก้มหน้าไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมา
“ขอแก้อย่างนึงนะฝ้าย เรายังไม่เคยไม่เหลือคนที่เรารักนะ ฝ้ายเป็นน้ำหล่อเลี้ยงจิตใจเรามาตลอดเลย ไม่รู้ตัวบ้างเหรอ”วิยิ้มกว้าง แล้วก่อนที่ฉันจะพูดอะไร ฉันก็รู้สุกถึงสัมผัสอุ่นๆที่แก้ม ฉันอ้าปากค้าง ตอนนี้หน้าฉันคงแดงยิ่งกว่าลูกตำลึงไปแล้ว
 
“แล้วที่วิปลูกดอกไม้ไม่ขึ้นสุดท้ายวิทำยังไงล่ะ”
“อ๋อ...เราก็ไปบนไว้น่ะสิ เดี๋ยวต้องไปแก้บนเนี่ย ดันไปบนว่าถ้าดอกไม้ขึ้นจะวิ่งรอบหมู่บ้านสิบรอบซะด้วย”
 
*************************************
ฉันสะดุ้งตื่นขึ้นมา รู้สึกถึงพื้นเย็นๆกับฝุ่นเตอะๆ ฉันไอแค่กๆ กลับมาสู่โลกความเป็นจริงอีกครั้งความกลัวเริ่มครอบงำจิตใจแต่แรงทุบประตูก็ไม่เหลือแล้ว ฉันพยายามทรงตัวค่อยๆลากร่างกายอันหนักอึ้งไปพิงประตู “พ่อ...ฝ้ายขอโทษ ปล่อยฝ้ายออกไปเถอะ ฝ้ายกลัวแล้ว” ฉันพร่ำพูดไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ ลำคอแห้งผาก สะอื้นทั้งๆที่ไม่มีน้ำตา จนกระทั่งในที่สุดฉันก็ได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆเดินลงบันไดมา และมาหยุดอยู่ที่หน้าประตู แล้วจู่ๆท่านก็เตะประตูเต็มแรง ฉันที่นอนพิงประตูอยู่ก็เลยรับแรงกระแทกเข้าไปเต็มๆ สมองเบลอ เจ็บจนพูดไม่ออก ส่วนหัวที่โดนกระแทกเริ่มมีน้ำเหนียวๆไหลออกมา
“ปล่อยฝ้ายออกไปเถอะ...ฝ้ายขอร้อง” พ่อเงียบไปนาน นานมากจนฉันชักกลัวความเงียบนี้ แล้วพ่อก็เปิดปากพูด
“พ่อจะปล่อยแกไปถ้าแกสัญญากับพ่อข้อหนึ่ง”ฉันเงียบ รอฟังเงื่อนไข หัสใจเต้นระรัวอย่างบ้าคลั่ง สิ่งเดียว...สิ่งเดียวเท่านั้นที่หวังว่าจำไม่ใช่..
“ลูก...ต้องเลิกยุ่งกับวิริยะ”ฉันรู้สึกเหมือนฟ้าผ่าเปรี้ยง สิ่งที่กลัวที่สุด...ไม่ต้องการมากที่สุด... ไม่อยากได้ยินมากที่สุด...
“ไม่!!!”ฉันระล่ำระลัก “พ่อ...พ่อทำอย่างนั้นไม่ได้นะ วิ...วิไม่ดีตรงไหนเหรอ พ่อก็รู้จักกับวิมาตั้งนานแล้วนี่ พ่ออย่าพรากวิไปจากฝ้ายเลย”
“จะรู้จักนานหรือไม่นานมันไม่เกี่ยวกัน  ลูกไม่เห็นเหรอว่าความรักเป็นสิ่งไม่จีรัง เห็นครอบครัวเรามั้ย! ไม่ว่าจะยังไงพ่อไม่อนุญาตให้ลูกไปยุ่งกับวิริยะอีก นี่เป็นคำสั่ง!” ฉันฉุนกึก ตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรฉันก็ไม่สนใจแล้ว
“แล้วมันเพราะใคร!? ครอบครัวเรามันแตกแยกเพราะใคร!? ก็เพราะพ่อไม่ใช่รึไงที่ทำให้แม่ต้องหนีไปน่ะ ก็เพราะพ่อนั่นแหละที่ไม่เอาใจใส่แม่ ทุบตีแม่ จนแม่ไปมีคนอื่น จนแม่ทิ้งเราไป พ่อทำอะไรได้บ้าง!? พ่อรักหนูบ้างมั้ย ตั้งแต่แม่จากไปเคยกอดหนูบ้างมั้ย เคยเข้าใจหนูบ้างมั้ย หรือสิ่งเดียวที่พ่อรักคือผลการเรียนของหนู! วิรักหนูแล้วหนูก็รักวิ เขาเป็นคนเดียวที่เข้าใจหนูทุกอย่าง ให้ความอบอุ่นกับหนูแบบที่พ่อไม่เคยให้ได้ สิบหกปีในชีวิตหนู พ่อเคยทำอะไรให้หนูบ้าง!? ”ฉันหายใจหอบ สิ่งที่เคยเก็บไว้ในใจพรั่งพรูออกไปหมด บุรุษที่อยู่อีกฝั่งประตูเงียบไปนาน แล้วก็ตะคอกใส่ประตูทันที
“ก็ได้...ลูกจะคบกับวิต่อไปก็ได้... แต่ถ้าวันหนึ่งไอ้เด็กนั่นหายไปล่ะก็ อย่ามาโทษพ่อแล้วกัน พ่อจะทำให้มันโดนสังคมประณามเหยียดหยามให้ถึงที่สุด! มีความสุขกับมันต่อไปแล้วกัน!” ฉันรู้สึกเหมือนหัวใจหยุดเต้น ฉันทุบประตูไม่สนใจบาดแผลที่มี กรีดร้องออกมาไม่เป็นภาษา และเป็นครั้งแรกที่ฉันรู้สึก...อยากฆ่าคนๆนี้จริงๆ
“พ่อจะทำอะไรวิ! จะทำอะไรวิ! ทำร้ายหนูแทนเถอะ อย่าทำอะไรวินะ!
“ถ้าอย่างนั้นก็จงเลือก! เลือกได้แค่เพียงหนึ่ง ชะตาชีวิตของวิริยะ จะให้มันอยู่หรือให้มันตายในคุก เลือก!
“หนูทำไมได้!
                “เลือกเดียวนี้!”ท่านคำราม ฉันขาดวิไม่ได้...ขาดไม่ได้... แต่ฉันก็ให้วิตายไม่ได้...ความทรมานที่ยิ่งกว่าตายทั้งเป็น...การโดนประณามในสังคม ฉันต้องเลือก...ต้องเลือก...ต้องเลือก...ความสุขส่วนตน หรือชีวิตคนทั้งคน มันก็เป็นเรื่องธรรมดามอยู่แล้วไม่ใช่หรือ...วิ...วิริยะ... ภาพรอยยิ้มตามสไตล์ของวิผุดขึ้นมา วิที่ยิ้มแยกเขี้ยวิย่างมีความสุข... ขอ...โทษนะวิ
                “เลือก...เลือกก็ได้...ฮึก...หนู...จะไม่ไปเจอวิอีกแล้ว! หนูจะบอกเลิกกับวิ แต่ขอเวลาทำใจ...หนูขอเวลาสองอาทิตย์...”แล้วฉันก็ร้องไห้ ไม่อายพ่อไม่อายใคร ฉันได้ยินเสียงดังแกร๊ก แสงสว่างจากข้างนอกจ้าจนฉันต้องหลับตาทันที เมื่อสายตาเริ่มชินกับแสงสว่างฉันก็หันไปเจอเงินสองพัน พร้อมกับโน้ตย่ออยู่บนโต๊ะ
 
...พ่อให้เวลาแค่สองอาทิตย์...
               
ฉันขยำโน้ตเสียงดังกรอบ มือที่กำแน่นจนเห็นข้อขาว ทำไมฟ้าถึงได้แล่นตลกกับเราถึงเพียงนี้... ทรมานใจเหลือเกิน...
 
*************************************
 
หลังจากวันนั้นก็ผ่านมาแล้วสามอาทิตย์ ฉันมารู้ทีหลังว่าโดนขังอยู่ในห้องเก็บของหนึ่งวันคนครึ่ง วันแรกที่ออกมานั้นในมือถือของฉันมีข้อความจากวิเต็มไปหมดเพราะขาดการติดต่อไปเสียดื้อๆ ฉันตั้งใจจะบอกความจริงกับวิ แต่พอถึงเวลาเข้าจริงๆกลับพูดไม่ออก ได้แต่ปล่อยให้เวลาล่วงเลยไป ถ้าดูจากนิสัยของวิถึงฉันจะเล่าเรื่องพ่อให้ฟังก็อาจไม่เป็นผล เขาคงจะยอมเสี่ยงคบกันต่อ ซึ่งฉันรู้ว่าเป็นไปไม่ได้เลย เพราะรอบๆเมืองมีสายของพ่ออยู่เต็มไปหมด ที่สามารถคบกันมาได้ถึงสองปีก็เก่งแล้ว
ฉันนั่งเหม่อ เวลาไม่สบายใจฉันมักจะมานั่งอยู่ที่โรงเรียนเสมอๆ แม้จะเป็นช่วงปิดเทอมที่ไม่มีใคร โรงเรียนที่ดูเงียบเหงาวังเวง แต่บางทีการอยู่คนเดียวอาจสบายใจมากกว่า ฉันเดินไปที่สนามฟุตบอลสนามสอง(โรงเรียนของฉันกว้างมาก ทำให้มีพื้นที่ล้นเหลือจนสามารถสร้างสนามฟุตบอลได้ถึงสามสนาม) ข้างๆสนามจะมีเนินหญ้าอยู่ ฉันล้มตัวลงนอน หลับตาลง ฟังเสียงพัดเบาๆของลม และเสียงของหญ้า แต่น่าแปลก...ทั้งๆที่เงียบขนาดนี้กลับไม่มีนกร้องเลย ฉันลืมตาขึ้นมามองท้องฟ้า ฟ้าวันนี้ใสมาก แทบจะเรียกได้ว่าไม่มีเมฆอยู่เลย แต่แล้วฉันก็รู้สึกว่าฟ้ามันสั่นๆ ฉันลุกขึ้นมาด้วยความแปลกใจ แผ่นดินไหวงั้นเหรอ ตอนแรกพื้นนั้นสั่นเบาๆแต่แล้วพื้นก็สั่นแรงขึ้น...แรงขึ้น จนฉันทรงตัวไม่อยู่ ทันใดนั้นก็มีมือใหญ่คว้าข้อมื้อฉันหมับ ไม่พูดพร่ำทำเพลงกระชากฉันแล้วลากฉันให้วิ่งตามมาด้วยทันที
 

59 ความคิดเห็น

  1. #56 Ugakong!?! (@ugakong) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2552 / 21:26
    โอว สมจริงมาก

    ส่อสังคมไทยจริงๆ ตำรวจแบบนี้

    ส่งลูกเรียนด้วยสินบนสินะ

            
    #56
    0
  2. #50 ( >_<)คร้าบผม(>_< ) (@lovely-mam) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 31 มกราคม 2552 / 12:26
    จะเป็นยังไงต่ออ่ะ 

    รีบอัพนะ
    #50
    0