สมมติว่าโลกหยุดหมุน

ตอนที่ 7 : เรื่องเล่าจากวิริยะ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 55
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    21 ก.พ. 52

 

เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาก็พบว่าโลกทั้งใบคงเป็นสีแดงหมดแล้ว...
                ในห้องอันมืดสนิท กลับมีกลิ่นคาวคลุ้งไปหมด น้ำที่เจิ่งนองบนพื้นเหนียวหนืดส่งกลิ่นชวนสำรอก แมลงวันบินว่อนไปทั่วห้อง แต่นั่นยังไม่อาจเรียกร้องความสนใจเบื้องหน้าได้
                อิสตรีผิวขาวผ่อง ผมที่ยาวประบ่า มือที่แสนบอบบาง แต่ก็อุ่นใจทุกครั้งที่คอยปกป้อง ไม่มีอีกแล้ว...
                เบื้องหน้า เป็นแค่ซากของสิ่งมีชีวิตอะไรบางอย่าง ดวงตาเบิกกว้างจนแทบถลนออกมาจากเบ้า ผมเผ้ายุ่งเหยิงไม่เป็นทรง บางแห่งบนศีรษะเป็นวงขาวๆ แสดงให้เห็นว่าเธอคนนี้คงโดนกระชากผมอย่างแรง นิ้วมือบิดงอไปคนละทิศละทาง บางนิ้วไม่มีเล็บด้วยซ้ำ ร่างบาง...จมกองเลือดอย่างน่าเวทนา
                “...แม่...?”ผมเค้นเสียงขึ้นมาอย่างยากลำบาก ใช้มือพยุงตัวขึ้น แต่เสียหลักเพราะความลื่นของเลือดใต้ฝ่ามือ
                ลุก...ไม่ไหว รู้สึกว่าร่างทั้งร่างหนักอึ้ง ผมพยายามคลานเข้าไปหาแม่ มือที่เปื้อนเลือดลูบแก้มแม่เบาๆ เย็น...เย็นเหลือเกิน หรือว่าจะสายเกินไป...
ผมเขย่าตัวแม่เบาๆ เรียกท่านซ้ำๆด้วยเสียงแหบแห้ง ด้วยความหวังของสัญญาณแห่งชีวิต น้ำใสๆเริ่มไหลอาบแก้ม
อย่าทิ้งผมไป... หมออยู่ไหน... มาช่วยแม่ที...
พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นนิ้วมือแม่กระตุก อารามดีใจผมรีบคว้ามือแม่ขึ้นมา และนั่น...อาจเป็นความผิดพลาด
หนูตัวโตวิ่งออกมา ผมรู้สึกว่าบรรยากาศในบ้านจะเย็นเยียบขึ้นอีกหลายเท่า ด้วยมืออันสั่นเท่า ผมค่อยๆพลิกฝ่ามือแม่ขึ้นมา แผละเหวอะหวะจากการโดนหนูแทะ และในแผลนั้นก็มีหนอนชอนไช
“แม่...แม่...แม่!!!
*******************
 
“แม่!”ผมลุกขึ้นพรวด แล้วก็พบว่าตัวเองอยู่ในห้องเล็กๆสีขาว ผมหายใจหอบ ผมพลิกมือขึ้นมาดู มือผมชุ่มไปด้วยเหงื่อแต่ไม่มีเลือดเปื้อน ผมยังอยู่ในห้องพยาบาล ไม่ได้ไปที่ไหนทั้งนั้น
ฝัน...อีกแล้วเหรอเนี่ย
ผมถอนหายใจ ฝันร้ายที่คอยตามมาหลอกหลอน เจ็ดปีก่อน...
นี่ก็สองวันแล้วที่ผมถูกแบกมาส่งโรงพยาบาล แม้จะเต็มไปด้วยความหวังที่แสนริบหรี่ แต่กระนั้นผมก็ยังหวัง หวังที่จะเห็นเพื่อนคนสำคัญ คนที่รักมากที่สุดโผล่มาเยี่ยมผมบ้าง ซักครั้งก็ยังดี...
แต่สุดท้ายความหวังก็คงเป็นได้แค่ความฝัน ฝ้ายไม่เคยมาเยี่ยมผมแม้แต่ครั้งเดียว ทั้งๆที่เธอเป็นคนที่ผมอยากเจอที่สุดแท้ๆ ผมหลุบตาลง ความตั้งใจที่จะบอกฝ้ายว่าจะไม่รั้งตัวเธอไว้ เพียงแต่อยากรู้ว่าทำผิดตรงไหน คงจะไม่มีวันเป็นจริงเป็นแน่แท้ ฝ้าย...ไม่ได้รักผมแล้วจริงๆหรือ? แล้วถ้าอย่างนั้นทำไมวันที่บอกเลิกถึงได้ร้องไห้ ทำไมถึงยังเป็นห่วงกลัวว่าผมจะฆ่าตัวตาย พอคิดมาถึงตรงนี้หัวใจก็รู้สึกเหมือนถูกอะไรซักอย่างบีบรัด เจ็บปวด ทรมาน ความรู้สึกที่ยิ่งกว่าตายทั้งเป็นมันคืออะไรกันแน่ น้ำตาไหลรินออกมาเงียบๆ ได้แต่เก็บความโดดเดี่ยวไว้ในใจ
ผมได้ยินเสียงเคาะประตูห้อง แล้วตามด้วยเสียงเปิดประตูดังแกร๊กอย่างถือวิสาสะ ผมรีบเอามือเช็ดน้ำตาออกทันที แต่นั่นก็ยังไม่พ้นสายตาคมๆของเพื่อนสนิทไปได้
“แก...”ลัชช์ทำท่าเหมือนจะพูดอะไรแต่ก็เงียบไป เสร็จแล้วผมก็ได้ยินเสียงเปิดประตูอีกครั้ง ผมกระตุกรอยยิ้มที่มุมปาก ดูท่าคำร่ำลือ ที่ว่ามีลัชช์ต้องมีกิ๊กคงจะเป็นความจริง
กิ๊กทักทายผมด้วยน้ำเสียงสดใสอันเป็นยี่ห้อของเจ้าตัว แล้วก็เลยไปปอกแอปเปิล อยู่ตรงโซฟาในห้อง ส่วนไอ้ลัชช์ก็หันมาถามอาการผมพร้อมกับเทการ์ตูนที่ผมฝากหยิบมาลงบนเตียงเป็นภูเขาย่อมๆ
“บอกไว้ก่อนนะเว้ย รับแบกมาไม่แบกกลับ พรุ่งนี้ก็จะออกโรงบาลอยู่แล้วแท้ๆ ขาดการ์ตูนไม่ได้เลยรึไงฮึ”ลัชช์ถามด้วยสีหน้าหงุดหงิด (ก็แหมม...บ้านผมกับบ้านลัชช์มันใกล้กันที่ไหนล่ะ) ผมหัวเราะเบาๆ พลางจัดการ์ตูนมากองให้เรียบร้อยแล้วย้ายไปวางไว้ข้างเตียง
“เอาน่า... ก็ไม่นึกว่าจะไปหยิบมาให้จริงๆ แต่ยังไงก็ขอบคุณนะ ฮะๆๆ”การได้เห็นหน้าหงุดหงิดของชาวบ้านคือความสุขของเรา(คติผมเองแหละ) ไอ้ลัชช์ได้ยินอย่างนั้นก็รู้ตัวว่าเสียทีถูกต้มแล้ว ส่วนกิ๊กก็ดูท่าทางจะกลั้นหัวเราะไว้อย่างสุดความสามารถ
ไม่พูดพร่ำทำเพลงไอ้ลัชช์เขกบาลผมทันที “เฮ้ย แกทำอะไรคนป่วยวะเนี่ย”ผมร้อง เอามือลูบหัว
“คนป่วย? ไม่มีคนป่วยคนไหนมานั่งแกล้งคนเหมือนแกหรอกเฟ้ย”ไอ้ลัชช์ว่าอย่างนั้นพลางหยิบแอปเปิลที่ปอกเสร็จแล้วใส่ปาก ผมเห็นอย่างนั้นก็ทำตาโต
“ว้าวว น่ากินมากเลยอะกิ๊ก ป้อนหน่อยๆ”ผมยิ้มแยกเขี้ยว ทำท่าที่คิดว่าน่ารักที่สุด กิ๊กมองหน้าผมด้วยตาโตๆสีดำ ก่อนจะคลี่ยิ้มบางๆ “ได้สิ เอ้าอ้าม...”ผมหลับตาอ้าปาก แต่พอลืมตาขึ้นมาก็ถึงกับร้องลั่น
“อ๊าก! ไอ้ลัชช์ แกจะมาป้อนเราทำไมวะเนี่ย ของอย่างนี้มันต้องให้สาวป้อนโว้ย”ผมประกาศ แล้วก็ต้องรู้สึกเสียวสันหลังวาบ เมื่อไอ้ลัชช์มองผมด้วยสายตาอำมหิตขั้นรุนแรง แต่ก่อนที่มันจะประเคนบาทาใส่คนป่วยที่น่าสงสาร(?)อย่างผม กิ๊กก็ขัดขึ้นมาก่อน
“ลัชช์ๆ ไปทำงานพิเศษได้แล้ว นี่มันจะสี่โมงเย็นแล้วนะ”ลัชช์ชะงัก สบถหลายคำ “ฝากไว้ก่อนเหอะไอ้เวรวิ”แล้วมันก็วิ่งออกไป ทำให้ในห้องเหลือแค่ผมกับกิ๊กสองคน กิ๊กที่ปอกแอปเปิลเสร็จแล้วยื่นจานมาให้ผม
“ไม่ป้อนเราจริงๆเหรอ”ผมหันไปถาม กิ๊กหัวเราะเบาๆวางมีดลงบนโต๊ะ
“ป้อนได้ ถ้าวิไม่กลัวโดนเตะ”เมื่อได้คำตอบอย่างนั้น ผมจึงได้นั่งกินแอปเปิลอย่างสงบเสงี่ยมไม่คิดจะต่อปากต่อคำอีก กิ๊กเดินไปหยิบการ์ตูนข้างเตียงผม เรานั่งเงียบๆอยู่อย่างนั้นพักใหญ่ๆ ผมเอาแอปเปิลเข้าปากช้าๆ เมื่อนั่งเงียบๆภาพในอดีตก็ผุดขึ้นมาในหัวอีกครั้ง
“ตายล่ะ! วิไม่สบายงั้นเหรอ ไปนอนตรงนู้นเลยไป เดี๋ยวปอกผลไม้ให้กิน”
“ฝ้าย...เห็นบอกว่าผลไม้ ไอ้เราก็นึกว่ามีหลายอย่าง นี่มันมีแต่แอปเปิลนี่?”
“อ้าว นึกว่าวิชอบ ไม่ชอบงั้นเหรอ งั้นเรากินคนเดียวก็ได้”
“เย้ย! ไหงเป็นงั้นล่ะ ชอบสิๆทั้งคนทั้งผลไม้เลยนะ”
“อืม... เราก็รักคนขี้อ้อนคนนี้เหมือนกัน...”
 
“พอ...ซักทีเถอะ”ผมพูดด้วยน้ำเสียงแหบพร่า และพร่ามากซะจนกิ๊กเงยหน้าขึ้นมามองเบิกตากว้างแล้วก็มุ่นหัวคิ้วลง
“วิ...?”ผมร้องไห้ ทั้งๆที่มือก็ยังถือจานค้างอยู่อย่างนั้น กิ๊กถอนหายใจแต่ก็ไม่ได้ทำอะไรไปมากกว่านั้น
“ไอ้ลัชช์มันบอกว่าวันแรกที่เราเข้าโรงบาล ฝ้ายก็มาเหมือนกัน พวกแก...ไม่ได้โกหกเราใช่มั้ย”ผมถาม ภาพที่อยู่ตรงหน้าพร่ามัวไปหมด
“จะเชื่อหรือไม่เชื่อ นั่น...เป็นสิทธิ์ของวินะ แต่วิไม่เชื่อใจพวกเค้าแล้วเหรอ”กิ๊กถาม และมันจี้ใจดำซะจนผมนิ่งอึ้ง
“เค้ารู้ว่าเรื่องที่วิเจอมาน่ะเจ็บปวดขนาดไหน แล้วก็รู้ด้วยว่าการให้ความหวังน่ะไม่มีค่าอะไร”กิ๊กเงียบไปพักหนึ่ง เหมือนกำลังตัดสินใจอะไรบางอย่าง
“วิรักฝ้ายมั้ย”
“รักสิ...รักมากด้วย”ผมตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด
“วิ...นี่ไม่ใช่การให้ความหวังนะ แต่เค้าคิดว่าตอนนี้ฝ้ายกำลังมีปัญหา...”
“ถาอย่างนั้นฝ้ายก็น่าจะบอกเราสิ!”ผมร้อง มือปัดจานจนตกลงมาแตก
“ใจเย็นๆสิวิ”กิ๊กว่า มือเก็บเศษจานไปด้วย “ถ้าเกิดว่าฝ้ายมีปัญหาจริงๆ วิจะทำยังไง”
“เราก็ต้องช่วยฝ้ายสิ”เป็นอีกครั้งที่ผมตอบได้ทันทีโดยไม่ต้องคิด
“แล้วถ้าเกิดว่าการที่วิไปช่วยฝ้ายจะทำให้สถานการณ์แย่ลงล่ะ”ผมเงียบ แต่ก็ยังพยายามหาเหตุผลมาแย้ง“แต่ยังไงมันก็น่าจะมีซักทาง...”
“เรื่องบางเรื่อง ถึงจะดันทุรังไปมันก็ไม่มีประโยชน์หรอกนะอาจจะทำให้เรื่องแย่ลงด้วยซ้ำ”
“แต่ว่า..” กิ๊กหันมาจ้องหน้าผมตรงๆ “วิ...ฟังเค้านะ วิคิดว่าฝ้ายเป็นคนยังไง เป็นคนไร้เหตุผลงั้นเหรอ ฝ้ายย่อมต้องมีเหตุผลของตัวเอง เหตุผลอะไรเค้าไม่รู้ แต่วิรักฝ้ายไม่ใช่เหรอ ถ้ารักจริงก็ต้องเชื่อใจฝ้ายสิ” นั่นสินะ... บางทีฝ้ายคงมีเหตุจำเป็น แต่นั่นก็เป็นแค่สิ่งที่กิ๊กคิดอยู่ดี ไม่มีหลักฐานมายืนยัน แล้วถ้าเกิด...ผมกลืนน้ำลาย
“กิ๊ก...แล้วถ้าเกิดฝ้ายไม่ได้รักเราแล้ว?”ผมพยายามข่มน้ำเสียงให้ราบเรียบที่สุด มือกำผ้าห่มไว้แน่น กิ๊กหันมายิ้มเศร้าๆให้ผม อา.. ผมลืมไปได้ยังไงนะ กิ๊กก็เป็นคนที่เคยเจ็บปวดเพราะความรักเหมือนกันนี่นา ประโยคที่กิ๊กพูดบ่อยๆตั้งแต่ได้เจอกับลัชช์ถูกหยิบมาพูดซ้ำอีกครั้ง
“ถ้าคนที่เรารักมีความสุข ถึงคนที่อยู่ข้างๆจะไม่ใช่เราก็ไม่เป็นไรไม่ใช่เหรอ ถ้าหากถึงเวลาแล้วคนๆนั้นต้องการอิสระเราก็ควรพร้อมที่จะปล่อยมือใช่มั้ย”ผมร้องไห้ น้ำตาลูกผู้ชายไหลออกมาอย่างไม่แยแสบุคคลที่สนทนาด้วย เพื่อความสุขของเขา ถึงเราจะต้องอยู่คนเดียวในโลก...ก็ต้องทน
“ไม่เป็นไร... เรื่องแบบนี้ต้องใช้เวลา แล้ววิจะผ่านไปได้...”
*******************
 
“ขณะนี้ทางนักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่นได้สร้าง...”
“พาวเวอร์กรีนเรนเจอร์! ธรรมะย่อมชนะ...”
“ไอ้ด่างหมาน้อยแสนรู้! กับ...”
“ผลิตภัณฑ์ยอดฮิต สบู่กลิ่น...”
“อเมริกา ได้พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ใต้ดิน...ปิ๊บ”
         หน้าจอทีวีกลับมามืดสนิทอีกครั้ง ผมวางรีโมตลงข้างเตียง ให้ตายเถอะทำไมรายการทีวีเดี๋ยวนี้ถึงได้น่าเบื่อแบบนี้นะ ไร้ซึ่งจินตนาการ ขาดความสร้างสรรค์ซะเหลือเกิน แล้วนี่ก็รอมาตั้งนานแล้วทำไม่ท่านคุณหมอที่เคารพถึงได้ยังไม่มาซักทีวะ ผมคิดอย่างหัวเสีย
เมื่อสิบนาทีก่อน พี่(สาว)พยาบาลมาถอดเข็มน้ำเกลือให้ผมแล้วบอกให้รอหมอซักครู่ หลังจากนั่งรอหมอมาพักใหญ่ๆผมซึ่งไม่มีอะไรทำ (ส่วนการ์ตูนที่ไอ้คุณเพื่อนผู้แสนดีแบกมาให้นั้นผมก็ดันฟิตจัดอ่านจบหมดแล้ว) ก็เลยต้องเปิดทีวีขึ้นมาหารายการดูแต่ก็อย่างที่เล่าไปในข้างตน กว่าหมอจะมาผมก็แทบจะหลับคาเตียงอยู่แล้ว เมื่อท่านเจ้าคุณหมอมาถึงก็อธิบายอาการผมแบบรวบยอด ...อาการดีขึ้นมาก ทีหน้าทีหลังให้พักผ่อนมากๆและกินข้าวเยอะๆ ถ้าอยากกลับบ้านก็กลับได้เลย แต่ถ้าอยากผลาญตังค์นอนเล่นอยู่ในโรงพยาบาลต่อซักสองสามวันก็ไม่ว่ากัน... แล้วก็ออกจากห้องไป นี่ปล่อยให้ผมนั่งรอตั้งนานเพื่อมากวนส้นมือผมเหรอเนี่ย ผมอดคิดไม่ได้
หลังจากหมอออกจากห้องไปแล้ว ผมก็ลุกขึ้นแต่งตัว แล้วรีบออกไปจ่ายตังค์ก่อนที่เพื่อนตัวดีจะชิงตัดหน้าไปซะก่อน แค่มันใจบุญที่ยอมแบกผมมาส่งโรงพยาบาลก็เกรงใจจะแย่แล้ว ขืนมายอมเสียเงินเพราะเห็นว่าผมเลี้ยงตัวคนเดียวคงไม่ดีนัก(ผมไม่ได้คิดเข้าข้างตัวเองนะ ไอ้ลัชช์มันบอกจะจ่ายให้จริงๆ) อีกอย่างนี่ก็เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะความงี่เง่าของผมเองซะด้วย ทว่า...ความคิดเหล่านี้ก็อยู่ได้ไม่นานเมื่อผมเห็นค่ารักษาพยาบาล
ไอ้เวรลัชช์ สั้นๆแต่ได้ใจความ นี่เป็นความคิดแรกแด่เพื่อนที่แสนดี กระเป๋าสตางค์ผมดูโล่งภายในพริบตา(และนั้นรวมถึงการที่ผมต้องควานหาแม้แต่เศษเหรียญมาจ่าย) ในใบเสร็จนอกจากค่าห้องที่ทำเอาผมแทบจะร้องไห้ ก็มีรายการอาหารที่ผมไม่เคยแม้แต่จะคิดสั่งอยู่ด้วย แล้วก็เหมือนภาพวีดีโอฉายซ้ำ เมื่อผมนึกภาพที่เพื่อนเวรกำลังนั่งกินข้าวอยู่ในห้องผมหลังจากที่มันทำงานพิเศษเสร็จเมื่อคืนวาน ตอนนั้นผมก็สงสัยอยู่ว่าไปเอาข้าวมาจากไหนแต่ก็ไม่ได้ถามอะไร
ถ้ามองโลกในแง่ดี(มากๆ)ไอ้ลัชช์ก็คงสั่งข้าวมากินเพราะกะว่าจะจ่ายตังค์ให้ผมอยู่แล้ว แต่ถ้ามองโลกในแง่ร้ายก็ต้องเป็น ไอ้ลัชช์มันรู้ว่าผมกะจะชิงจ่ายเงินก่อน มันก็เลยซ้อนแผนผมซะ แล้วอาหารที่โรงพยาบาล(+ค่าห้อง)มันถูกที่ไหนกัน โดนเอาคืนจนได้ คิดอย่างนั้นแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ออกมาหลายๆรอบ
*******************
 
หลังจากออกมาจากโรงพยาบาลแล้วผมก็กลับบ้านเพื่อเอาการ์ตูนไปเก็บ ดูเหมือนว่ากิ๊กไม่ก็ลัชช์จะจัดการเรื่องงานพิเศษให้ผมเรียบร้อยแล้ว ผมดูเวลา ตอนนี้เป็นเวลาบ่ายโมงเศษๆ งานผมเริ่มตอนหกโมงเย็น ยังมีเวลาอีกถมเถ ผมขี่เจ้าจักรยานยนต์คู่ใจที่ใช้มาตั้งแต่อายุสิบสี่มุ่งหน้าสู่โรงเรียน
ต้องยกนิ้วให้โรงเรียนที่สามารถหาที่ตั้งอยู่นอกเมืองได้ ทำให้ไม่มีมลพิษปนเปื้อนในอากาศ จริงอยู่ที่บ้านผมอาจจะห่างจากโรงเรียนผมมากไปหน่อย ปกติเวลาผมมาเรียนผมก็จะนั่งรถเมลย์มาลงดอนเมืองจากนั้นก็จะเดินไปเอาเจ้าแมงกะไซค์ที่แอบซ่อนไว้ขี่เข้าซอยแล้วเอาไปแอบๆไว้อีกทีข้างๆกำแพงโรงเรียน แน่นอนว่านี่เป็นข้อยกเว้นสำหรับวันแรกและวันสุดท้ายของเทอมที่ผมต้องขี่เจ้า"เตอร์"(ชื่อมอไซค์ผมเอง) ไป-กลับโรงเรียน และข้อยกเว้นนั้นก็ย่อมครอบคลุมถึงช่วงปิดเทอมด้วยแม้ว่าจะต้องเดินทางไกลไปซักหน่อย แต่การนอนเล่นอยู่ในสนามฟุตบอลโรงเรียนก็สบายใจดี
โรงเรียนเป็นสถานที่โปรดของผมมาตั้งแต่เด็กๆแล้ว เวลาผมมีเรื่องไม่สบายใจผมก็มานอนเล่นที่นี่บ่อยๆ ไม่มีคนมากวนใจ ไม่มีคนมายุ่ง มีแค่ผมกับโรงเรียน ถึงบางครั้งแดดจะร้อนไปบ้าง แต่อย่างน้อยก็ยังมีลมพัดเบาๆตลอดเวลา บางครั้งผมกับฝ้ายก็มาที่นี่ด้วยกัน มานอนเล่นคุยกันไปเรื่อยๆแล้วพอถึงเวลาผมก็พาฝ้ายซ้อนเจ้าเตอร์พามาส่งที่ป้ายรถเมล์ (กิตติมาศักดิ์อารมณ์หวงลูกสาวของพ่อฝ้ายนั้น ใครๆก็รู้) ส่วนผมก็เลยไปทำงานพิเศษต่อ ผมเหยียดยิ้มที่มุมปาก ช่วงเวลาแบบนั้นคงจะไม่มีอีกแล้วกระมัง
ผมมาถึงโรงเรียน เลือกใช้ทางเข้าสำหรับแขกวีไอพี...กำแพง คงจะยุ่งยากน่าดูถ้าเกิดพี่รปภ.ดันมาเห็นแล้วมาถามว่ามาทำอะไรที่โรงเรียนช่วงปิดเทอม เพราะถ้าจะให้บอกว่าผมอกหัก เลยมานอนย้อมใจที่นี่ครับก็คงดูไม่ดีเท่าไหร่ แต่เมื่อไปถึงสนามฟุตบอลสนามสองผมก็ต้องชะงัก หัวใจกระตุกวูบ คนที่รักมากมาย คนที่แสนคิดถึง อยากจะดึงตัวเข้ามากอด แต่ตอนนี้ไม่ได้อยู่ใน”สถานะ”นั้นอีกต่อไปแล้ว ฝ้ายนอนอยู่ตรงนั้น หลับตาพริ้ม ไม่รับรู้ถึงการมาของผม
อยากจะเข้าไปทักทายแต่ก็ไม่กล้า ผมได้แต่ยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น นานแสนนานที่ผมยืนมองฝ้าย ความรู้สึกมากมายอัดแน่นอยู่ในอกจนรู้สึกอึดอัด ถ้าหากเข้าไปทักแล้วฝ้ายจะหนีผมไปอีกล่ะก็ สู้ให้ผมนั่งดูฝ้ายอยู่แถวนี้ดีกว่า รู้สึกเหมือนเวลาหยุดนิ่ง ทั้งโรงเรียนมีแค่ผมกับฝ้าย แต่ความเงียบช่างน่าอึดอัดเหลือเกิน
ไม่รู้ว่าฟ้าเป็นใจหรืออะไร เพราะความอึดอัดนี้อยู่ได้ไม่นาน พื้น...สั่นรึเปล่า ผมนี่นั่งลงกับพื้นไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ตื่นจากภวังค์ ผมลุกขึ้นยืนทันที ดูเหมือนฝ้ายจะยังไม่รู้สึกตัว แต่แล้วดูเหมือนพื้นจะไหวแรงขึ้น แรงขึ้น และแรงขึ้นจนผมเริ่มจะทรงตัวไม่อยู่ ฝ้ายที่ตอนนี้ดูเหมือนจะรับรู้ถึงความปกติแล้วก็ลุกขึ้นมาเช่นกัน แต่เมื่อถึงตอนนั้นพื้นก็สั่นแรงจนฝ้ายทำท่าจะล้มอยู่แล้ว ภายในหัวขาวโพลน สิ่งที่ทำมีแต่สัญชาตญาณเท่านั้น ผมคว้าข้อมือฝ้ายแล้วออกวิ่งทันที
*******************
 
เมื่อสามปีก่อนผมกับลัชช์เคยพากันโดดเรียนไปสำรวจโรงเรียนกัน ความจริงพวกเราก็ไม่ได้ตั้งใจกันหรอก เราเริ่มปฏิบัติการตอนพักเที่ยง และกะว่าคงใช้เวลาไม่นาน แต่เมื่อมาถึงช่วงสุดท้าย พวกเราก็ได้ค้นพบกับความจริงอันน่าตกใจ
ข้างหลังหอพักครูของโรงเรียนที่เต็มไปด้วยหญ้ารกๆและไม่มีใครคิดจะไปทำความสะอาดให้เรียบร้อย ที่นั่นย่อมเป็นที่ๆพวกเราสองคนย่อมอยากไปลองสำรวจมากที่สุด หลังจากแหวกหญ้ากันมาพักใหญ่ๆแล้วพวกเราก็เริ่มเซ็งเพราะไม่เจออะไรเลยนอกจากกบและกิ้งกือ จึงตัดสินใจที่จะกลับเข้าห้องเรียนก่อนที่จะเริ่มคาบบ่าย ตอนนั้นเองที่ผมสะดุดหลุมอะไรบางอย่างแล้วพื้นที่ผมยืนอยู่ก็หายไป อารามตกใจลัชช์รีบคว้ามือผมไว้ และนั่นทำให้เรากลิ้งตกหลุมปริศนาไปด้วยกัน
*******************
 
 
ที่ๆเรากลิ้งตกลงไปตอนนั้นดูเหมือนว่าจะเป็นฐานทัพลับเก่า และตอนหลังผมกับลัชช์ก็เอามาตั้งเป็นฐานทัพลับของตัวเองเล่นๆ เป็นความลับของเราสองคนและในตอนนี้ผมก็กำลังกึ่งลากกึงจูงฝ้ายวิ่งไปที่นั่น จริงอยู่ที่เวลาแผ่นดินไหวไม่ควรอยู่ใต้ดิน แต่สัญชาตญาณในตัวผมกลับเตือนอะไรบางอย่างว่าแผ่นดินไหวครั้งนี้ไม่ใช่แผ่นดินไหวธรรมดา และดูเหมือนที่ฐานนั้นจะเป็นจะเป็นสถานที่เพียงทีเดียวที่ปลอดภัย ผมรู้สึกแสบๆที่มือขวา ผมจึงต้องเหลือบตากลับไปมอง แล้วก็ต้องกัดฟันกรอด ฝ้ายกำลังพยายามข่วนมือผมให้ปล่อยมือ ผมจึงบีบมือเธอแรงขึ้นไปอีก
“ฉันเจ็บนะวิ! จะพาฉันไปไหนน่ะ! ปล่อยมือนะ!”ฝ้ายกรีดร้อง ตอนนี้ผมค่อนข้างมั่นใจแล้วว่าในเล็บฝ้ายต้องมีมากกว่าเซลล์ผิวหนักชั้นนอกของผมแน่ๆ แต่ตอนนี้ผมไม่รู้จะพูดยังไงแล้ว ร่างกายมันไม่ยอมทำตามคำสั่งจึงทำได้แค่ลากฝ้ายไปเรื่อยๆเท่านั้น
พอไปถึงหลังหอพักครูผมก็เอาเท้ากระแทกพื้นซีเมนต์ที่ถ้าไม่สังเกตก็คงไม่เห็น แล้วทันใดนั้นพื้นข้างๆเราก็เปิดออก ผมดึงฝ้ายวิ่งลงบันไดอย่างรีบร้อน เมื่อเข้ามาถึงใต้ดินแล้วผมถึงยอมปล่อยมือฝ้าย เริ่มรู้สึกถึงของเหลวอุ่นๆที่มือขวา เราทั้งสองคนหายใจหอบ ผมรู้สึกว่าแรงสั่นสะเทือนจะยิ่งมากกว่าเดิมซะอีก ส่วนฝ้ายก็ดูเหมือนจะตื่นตระหนกมาก แต่สิ่งที่ทำให้ผมเครียดกว่าเดิมก็คือฝ้ายพยายามจะขึ้นไปข้างบน
“จะไปไหนฝ้าย!”ผมตะโกน
“ที่...ที่ไหนก็ได้ที่ไม่มีวิ!”ฝ้ายกรีดร้อง ประโยคสั้นๆแต่ได้ผลชะงัดนัก ประโยคเพียงประโยคเดียวแต่ทำให้หัวใจผมแทบแหลกสลาย ฝ้ายยังไม่ละความพยายามที่จะขึ้นไป สุดท้ายผมก็ต้องกระชากแขนฝ้ายให้ลงมาจากบันได
“เธออยากตายรึไง ยัยบ้า!”ผมตะคอกใส่หน้าฝ้าย โกรธจนไม่รู้จะอธิบายอย่างไรดี
เพียะ!
มือเล็กๆของฝ้ายแต่แรงมหาศาลจนผมหน้าหัน ผมน้ำตาคลอเบ้า มือที่จับแขนฝ้ายไว้ตกลงข้างตัว เท่านี้...ก็พิสูจน์ได้ทุกอย่างแล้ว ผมก้มหน้าลงไม่ได้มองหน้าฝ้ายอีก
“เราเข้าใจแล้ว...ขอโทษนะที่กวนใจฝ้าย”เสียงผมสั่นมากจนผมเองยังตกใจ แล้วกว่าจะรู้ตัวผมก็ร้องไห้แล้ว “เราจะไม่ยุ่งกับฝ้ายแล้ว ขอโทษจริงๆ”ผมถอยหลังจนติดกำแพง ทรุดตัวลง ผมเอาหน้าซุกกับเข่า ยังไงเสียผมก็ไม่อยากให้ฝ้ายเห็นผมร้องไห้อยู่ดี น่าสมเพชชะมัดเลยเรา...
แต่ฝ้ายไม่ได้ออกไปไหนกลับมานั่งอยู่ข้างๆผมแทน  ไออุ่นจากตัวฝ้ายถ่ายเทมาถึงผม ผมรู้สึกว่าหัวใจตัวเองสั่นๆแต่...ไม่อีกแล้ว ผมไม่กล้าจะทำอะไรอีกแล้ว แต่ผมก็ต้องตกใจอีกครั้ง ฝ้าย...ซบไหล่ผมอยู่ ผมรู้สึกว่าแขนเสื้อผมเปียก ฝ้ายคงร้องไห้
“ขอโทษนะ”ฝ้ายพูดเบาๆ
“อืม”ผมคิดอะไรไม่ออก ได้แต่ตอบรับไปสั้นๆ ได้แต่หวังว่าแผ่นดินไหวครั้งนี้จะอยู่นานกว่านี้อีกซักหน่อย ให้เราด้วยอยู่ด้วยกันอีกซักครั้ง เป็นครั้งสุดท้าย...
 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

59 ความคิดเห็น

  1. #57 Ugakong!?! (@ugakong) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2552 / 21:46
    เอิ่ม..
    เพิ่งสงสัยอ่ะนะ
    วิเค้าเอาตังค์ที่ไหน
    จ่ายค่าเรียนหว่า

    อินเตอร์ซะด้วย..
    #57
    0
  2. #51 warlcat (@chalita2538) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2552 / 09:03
    เศร้าดีแฮะ=w=
    #51
    0