สมมติว่าโลกหยุดหมุน

ตอนที่ 8 : เรื่องเล่าจากลัชช์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 55
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    7 มี.ค. 52

                อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้ฝ้ายบอกเลิกวิ ต่อให้คิดหัวแทบแตกหรือไปง้างปากเจ้าตัวก็คงไม่ได้คำตอบ ผมไม่เชื่อว่าฝ้ายจะไม่รักวิ การกระทำของฝ้ายมันฟ้องให้เห็นๆกันอยู่ แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นก็ต้องยอมรับว่าฝ้ายใจแข็งพอตัว ตั้งแต่เลิกกันนั้น ถ้าไม่นับตอนไอ้วิเข้าโรงพยาบาล(ด้วยอาการสลบไสลไม่ได้สติ) มันก็ยังไม่ได้เจอฝ้ายเลยซักครั้ง ความร่าเริงของเจ้าตัว แม้จะยังมีเล่นหัวกันอยู่ แต่มันก็ลดไปกว่าครึ่ง ไอ้วิพูดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด
                ผมรู้ว่าลำพังแค่ผมกับกิ๊กคงไม่สามารถแทนที่ฝ้ายได้ ดังนั้นเมื่อไอ้วิโทรมาหาผม...“เฮ้ยลัชช์ แกไปเอากองการ์ตูนที่บ้านเราให้หน่อยดิ” ผมจึงเต็มใจที่จะตอบรับคำขอของเพื่อนทันที
                บางทีผมอาจจะจริงจังเกินไป แต่ตอนนั้นผมก็คิดแค่ว่าถ้าไอ้ภูเขาการ์ตูนขนาดมหึมาทำให้ไอเพื่อนบ้าคลายเหงาได้บ้างแม้เพียงชั่วคราว มันก็คุ้มค่ากับการเดินทางที่ต้องกุมขมับเพราะราคามหาโหดของค่ารถ ติดแหงกอยู่กลางถนนเป็นชั่วโมง หรรษาไปกับความร้อนจนอกแทบแตก และที่สำคัญที่สุด...ผมต้องทนอับอายกับสายตาของเหล่าประชาชีที่เห็นผมเป็นพวกบ้าหอบฟางขั้นรุนแรง
                กว่าผมจะไปถึงโรงพยาบาล กิ๊กก็มารอผมแล้ว ตอนที่กิ๊กเห็นสภาพอันน่าอดสูของผม ยัยตัวเล็กก็แทบจะหลุดก๊าก ผมเห็นท่าไม่ดีเลยรีบอธิบาย
                “เฮ้ย...ไม่ใช่ ไอ้วิมันฝากไปเอา”กิ๊กมองด้วยตาที่เต็มไปด้วยประกายมขบขัน ผลักผมเบาๆเป็นเชิงใบ้ให้ผมเข้าไปก่อน ผมเคาะแล้วเปิดประตูเข้าไปโดยไม่รอเสียงตอบรับจากเจ้าของห้อง แต่ก็ต้องมุ่นหัวคิ้วลงกับภาพของเพื่อนตรงหน้า มันร้องไห้...แม้จะเป็นชั่วแวบเดียวก่อนที่มันจะปาดน้ำตาออกไปอย่างรวดเร็ว ถึงอย่างนั้นผมก็รู้สึกเศร้าใจ รู้สึกว่าทำหน้าที่ของเพื่อนได้ไม่ดีพอ
                “แก...”ผมพยายามสรรหาคำดีๆมาปลอบเพื่อน แต่ก็คิดไม่ออก บรรยากาศในห้องเลยน่าอึดอัดขึ้นเป็นเท่าตัวพอดีกับที่กิ๊กเข้ามาพอดี ผมเลยตัดประโยคที่ต่อไม่จบด้วยการถามอาการของไอ้เพื่อนบ้าแทน ทว่าเมื่อเห็นสีหน้าของวิผมก็นึกได้ถึงสภาพอันน่าอนาถของตน เลยรีบเทการ์ตูนที่แบกมาลงบนเตียงทันที แม้จะอยากทำตัวเป็นเพื่อนที่ดีขนาดไหน  แต่ไอ้การไปผจญนรกบนดินและต้องแบกภูเขาไว้กลางหลัง แถมยังต้องมาขายหน้ากับสภาพอันดูไม่ได้ของตนเองต่อหน้าธารกำนัล ทำให้ผมต้องขอต่อว่ามันซักหน่อย
                “ก็ไม่นึกว่าจะไปหยิบมาให้จริงๆ”เป็นข้อแก้ตัวที่ไอ้วิหามาให้พร้อมกับหัวเราะซะจนท้องคัดท้องแข็ง และนั่นก็ทำให้ผมอยากกระทืบเพื่อนเวรให้จมดินจริงๆ แต่เพราะเห็นว่ามันเป็นคนป่วย ผมจึงอนุโลมบทลงโทษด้วยการเขกกลางกระบาลไอ้เพื่อนเวรทันที ไอ้วิร้องโอดโอยหาว่าผมรังแกคนไม่สบาย ผมนับหนึ่งถึงสิบในใจ คว้าแอปเปิลที่กิ๊กปอกไว้เข้าปากดับอารมณ์กรุ่นๆ แล้วก็ต้องแทบสำลักเมื่อเพื่อนเวรขอให้แฟนผมป้อนแอปเปิลให้แถมยังทำท่าที่ตัวเองคิดว่าน่ารักสุดๆ (แต่ผมว่ามันเหมือนกับเด็กโข่งทำท่าปัญญาอ่อนมากกว่า) ไอ้เพื่อนบรรลัยหลับตาพริ้มอ้าปาก ส่วนกิ๊กก็ยัดแอปเปิลใส่มือผมทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ ผมยิ้มเหี้ยม แม้จะไม่เคยพิศวาสการป้อนอะไรก็ตามให้ผู้ชายด้วยกัน แต่วันนี้คงต้องขอยกเว้น ทว่าไม่ว่าจะด้วยลางสังหรณ์หรืออะไรก็แล้วแต่ ไอ้วิดันลืมตาขึ้นมาก่อนแล้วก็โวยวายห้องแทบแตก
                “ของอย่างนี้มันต้องให้สาวป้อนโว้ย”มันประกาศด้วยสีหน้าจริงจัง ผมได้ยินแล้วเหมือนเส้นอารมณ์ขาดผึง ออร่าสีดำแผ่ออกไปทั่วห้อง (ผมเห็นกิ๊กยิ้มแหยๆเหงื่อตกอยู่บนโซฟาด้วย) ยุ่งกับใครไม่ยุ่งดันมายุ่งกับแฟนชาวบ้าน เอ็งอยากอายุสั้นใช่ม้ายยยย อีหรอบนี้แค่เตะก้านคอยังน้อยไปด้วยซ้ำ แต่ยังไม่ทันสำเร็จโทษไอ้เพื่อนปากพาจน กิ๊กก็ขัดอารมณ์อยากฆ่าคนของผมขึ้นมาซะก่อน ด้วยการเตือนผมให้ไปทำงานพิเศษที่เริ่มตอนสี่โมงสิบห้าและตอนนี้ก็เป็นเวลาเกือบๆจะสี่โมงเย็นอยู่แล้ว เมื่อไม่มีเวลา ผมจึงเปลี่ยนวิธีระบายอารมณ์ด้วยการทำให้บรรพบุรุษของไอ้วิแตกตื่นแทน
                “ฝากไว้ก่อนเหอะไอ้เวรวิ”ผมทิ้งท้ายไว้อย่างนั้นแล้วก็วิ่งออกจากห้อง พลางเริ่มวางแผนชั่วร้ายไว้ในหัว
*************************
                ถ้าดูจากขนาดและความอลังการชองบ้าน หรือดูจากความมั่งคั่งของตระกูลที่มีสายเลือดแห่งแดนอาทิตย์อุทัย ทรัพย์สินและอำนาจที่มีอยู่แล้ว ใครต่อใครก็คงเห็นว่าผมโชคดีที่เกิดมาในตระกูลใหญ่ยักษ์นี้ แต่นั่น...เป็นแค่มุมมองของคนนอก
                พ่อของผมเป็นนักการทูต ที่แต่งเข้าตระกูลของโอโบะซัง(น้าสาว)และมีลูกสาวด้วยกันคนหนึ่ง เปล่า...พ่อผมไม่ได้เป็นชู้กับน้าสาว พวกเขาเป็นสามี-ภรรยากันโดยถูกต้องตามกฎหมาย ส่วนผมน่ะเหรอ ถ้าให้พูดแบบเข้าใจง่ายๆก็คือผมเป็นลูกนอกสมรส เลือดที่ไม่ถูกต้อง โลหิตของโสเภณี ข้อผิดพลาดที่ไม่มีใครต้องการ นั่นแหละคือฐานะของผมในตระกูล
                ความทรงจำในวัยเด็กของผมเลือนรางมาก ช่วงที่ผมจำได้แม่นคือหลังจากที่ผมเกิดมาได้สามปี แม่แท้ๆของผมพาผมไปที่คฤหาสน์ทรงญี่ปุ่นหลังใหญ่   ผมซึ่งตอนนั้นหลับไม่รู้เรื่องถูกจับยัดใส่ตะกร้าพร้อมจดหมายและรูปถ่ายของแม่เป็นหลักฐานยืนยัน แน่นอนว่าแม้จะมีเครื่องพิสูจน์แต่คนในตระกูลผมคงไม่ยอมเก็บเด็กไม่รู้หัวนอนปลายเท้ามาเลี้ยงเป็นแน่ จึงได้มีการตรวจสอบดีเอ็นเออย่างลับๆ ผลก็คือดีเอ็นเอของผมกับพ่อตรงกัน ผมเกือบจะโดนถ่วงน้ำอยู่แล้วถ้าไม่ใช่ว่าเรื่องของผมถูกประโคมเป็นข่าวซะก่อน แน่นอนว่าความจริงย่อมถูกบิดเบือน ผม...อยู่ในฐานะเด็กผู้ถูกทอดทิ้งที่ถูกนักการทูตผู้ใจบุญเจอและเก็บมาเลี้ยง และมีชีวิตอยู่ได้ภายใต้คำโป้ปดหลอกลวง
                ตั้งแต่เด็กๆแล้วผมมักจะสงสัยเสมอๆว่าในโลกนี้มีคนรักผมบ้างรึเปล่า พ่อ...เห็นผมเป็นสิ่งมีชีวิตที่เกิดจากความผิดพลาด แม่บุญธรรมเกลียดผมไปถึงกระดูกดำและยิ่งเกลียดมากขึ้นไปอีกเมื่อได้ยินญาติฝ่ายพ่อคุยกันว่าผมหน้าเหมือนพ่อตอนเด็กๆมาก ญาติๆเห็นผมเป็นแค่ก้อนเนื้อเน่าๆ และ...แม้แต่มารดาผู้ให้กำเนิดก็เห็นผมเป็นแค่ตัวเกะกะในการหากิน            จากความสงสัยในวัยเด็กเปลี่ยนเป็นความเจ็บปวด จากความรวดร้าวก็แปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชา และจากความเย็นชาก็พัฒนาเป็นความเข้าใจ ตัวผม...มันก็แค่สิ่งมีชีวิตไร้ค่า ไม่มีใครรัก ไม่มีใครต้องการ และเมื่อเวลาผ่านไปนานๆเข้าแม้กระทั่งหัวใจของผมก็ลืมวิธียิ้มไปโดยสิ้นเชิง
                ผมผู้ซึ่งถูกตราหน้าว่าเป็นตัวกาลกิณีที่ทำให้เลือดของตระกูลต้องแปดเปื้อน แม้จะอาศัยอยู่ในบ้านของตระกูลย่อยความรังเกียจก็ยังตามมาถึงที่ เจ้าจะอยู่ที่นี่ได้ถ้าไม่ไสหัวของเจ้าออกมาให้ใครเห็น ซึ่งก็ยังนับว่าโชคดีที่แม้บ้านของตระกูลใหญ่จะไม่หรูหราอลังการเท่า แต่ก็เรียกได้ว่าบ้านหลังนี้ก็ไม่เล็กเลย ทำให้ผมไม่ค่อยจะได้พบปะใครในบ้านนักแม้จะเดินเล่นไปทั่ว แต่หากวันไหนโชคร้ายไปเจอะคนในตระกูลเข้าละก็ไม่พ้นหลังลายเป็นแน่
                หลังจากที่ผมได้เข้าเรียนอาการเก็บกดก็คลายลงไปบ้าง ผมเริ่มมีเพื่อน แต่กว่าจะถึงตอนนั้นก็อาจเรียกได้ว่าสายไปแล้ว ผมกลัว...กลัวว่าถ้าหากตัวตนที่แท้จริงของผมไม่มีใครรับได้ ทุกคนก็อาจจะถอยห่างและทิ้งผมไว้คนเดียวเหมือนที่คนในครอบครัวทำกับผม ผมจึงเริ่มที่จะปรับตัวให้เข้ากับสภาพสังคม โดยฝืนให้ร่างกายยิ้ม หัวเราะ แม้ในใจอาจจะไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย
                แม้เวลาจะผ่านไปเท่าไรหากแต่ความรู้สึกไม่เคยเปลี่ยนแปลง คนในบ้านเป็นอย่างไรก็ยังคงเป็นอย่างนั้น พอผมอยู่ประถมต้นผมก็ได้ค้นพบความจริงอันน่าอัศจรรย์ว่าแม้สวนญี่ปุ่นในบ้านจะงดงามขนาดไหนก็ไม่เคยมีใครคิดจะไปชื่นชมความงามนั้น ด้วยเหตุนี้ที่นี่จึงกลายเป็นที่ๆผมหลบความวุ่นวายในบ้านมานอนเล่นทุกวัน โดยไม่ต้องผมห่วงว่าใครจะมาเจอ
                ใครซักคนเคยว่าไว้....มนุษย์เราสามารถอยู่ตัวคนเดียวได้แน่นอน แต่นั่นหมายความว่าเราต้องไม่เคยรู้จักคำว่าการอยู่ร่วมกันมาก่อน...วันที่อากาศดีวันหนึ่ง ผมที่ปิดเทอมแล้วและความเหงาก็เริ่มเกาะกุมหัวใจจนเริ่มรู้สึกว่าตัวเองจะเป็นบ้าไปซักวัน ก็ได้มานอนเล่นอยู่ในสวนเหมือนเช่นเคย และนั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้เจอเด็กที่อายุไล่เลี่ยกันกับผมในบ้านหลังนี้
                ผมสี้น้ำตาลอ่อนซอยสั้นประบ่ารับกับดวงตาตี่ๆสีน้ำตาเข้ม ผิวขาวนวล ร่างเล็กบอบบาง แต่รอยยิ้มที่เธอให้มาก็อบอุ่นหัวใจเหลือเกิน เธอบอกผมว่าพ่อเธอมาทำธุระที่นี่แต่เธอไม่มีอะไรทำเลยแอบหลบมาเดินเล่นในสวน และอยากได้คนนำเที่ยวซักคน แม้ผมจะสงสัยว่าเพราะเหตุใดคุณหนูลูกผู้ดีถึงได้มาอยู่แถวนี้ได้ แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้ผมมีเพื่อนคุยเลยตอบรับเธอไป
                ผมมารู้ทีหลังตอนผมเดินไปส่งเธอที่รถว่ายัยลูกคุณหนูคนนี้เป็น...น้องสาวต่างสายเลือดของผม และนั่นอาจเป็นการพบปะของผมกับพ่อในรอบเก้าปีก็ว่าได้ ปีนั้นผมอายุได้สิบสามปีแล้ว ผมไม่รู้ว่าพ่ออายุเท่าไหร่แต่ก็เรียกได้ว่าดูหนุ่มในสายตาผม แต่สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกแย่มากๆเลยก็คือหน้าผมได้เค้าโครงของพ่อมามากจริงๆ และเชื่อเถอะต่อให้เป็นคนที่ให้กำเนิดและผมก็เรียกว่าพ่อก็ตาม แต่คำว่า”พ่อ”สำหรับผมมันก็เป็นแค่ชื่อเล่นเท่านั้น พ่อเป็นแค่คนแปลกหน้าที่เกลียดผมตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เจอกัน และก็เป็นพ่ออีกนั่นแหละที่จะจับผมถ่วงน้ำ ดังนั้นการที่มีหน้าเหมือนกับคนที่เกลียดตัวเราและเราก็ไม่ได้มีความรู้สึกผูกพันธ์ด้วยนั้นถือว่าเป็นเรื่องน่ากระอักกระอ่วนพอดู
                แม้”ชิกิ”จะถูกสั่งห้ามไม่ให้พบกับผมแต่เธอก็หลบออกมาเจอผมจนได้ แถมยังบ่อยเสียด้วย และนั่นก็ทำให้ผมรู้สึกเครียดพอดู น้องสาวของผมคนนี้อายุน้อยกว่าผมสองปี และเธอมีหัวใจอ่อนแอมาตั้งแต่เกิด ดังนั้นถึงแม้การที่ผมจะมีคนที่เรียกว่าเป็นคนในครอบครัวได้คนแรกแต่ผมก็เป็นห่วงสุขภาพและอาการของเธอมากกว่า ทว่าเจ้าตัวดูจะไม่ใส่ใจกับอาการของตัวเองเลยแม้แต่น้อย
                “ลัชช์ทำตัวเป็นตาแก่ขี้บ่นไปได้”เธอว่าผมอย่างนี้ครั้งหนึ่งตอนที่ผมดุเธอเรื่องที่เธอแอบออกจากบ้านมาหาผม (บ้านของตระกูลย่อยกับตระกูลหลักมันก็อยู่ในรั้วเดียวกันนั่นแหละครับ แต่พื้นที่ในรั้วมันเยอะเป็นสิบๆไร่เลย)แถมนั่นก็ยังเป็นกลางดึกฤดูหนาวซะด้วย ชิกิไม่เคยเรียกผมว่าพี่แม้แต่ครั้งเดียว อาจจะเป็นเพราะมันไม่สนิทใจหรือเป็นเพราะเธอเห็นผมเป็นแค่คนที่ตระกูลไม่ยอมรับก็เป็นได้เธอเลยไม่ได้เห็นผมเป็นคนในครอบครัว แต่เห็นเป็นแค่เพื่อนคนหนึ่ง ซึ่งในข้อนี้ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร
***********************
                “ลัชช์...?”เสียงใสๆเรียกชื่อผมเป็นเชิงถาม กิ๊กหนุนไหล่ผมอยู่ รูปของน้องสาวคนเดียวอยู่ในมือเล็กๆ รูปถ่ายใบนั้นเป็นรูปคู่ เด็กหญิงตาตี่ๆหน้าที่ค่อนไปทางเชื้อญี่ปุ่นยิ้มอย่างมีความสุขกำลังควงแขนเด็กชายที่ท่าทางไร้อารมณ์และทำสีหน้าเซ็งสุดๆ
                “ขอพักแป๊บนึง...”กิ๊กยื่นขวดน้ำซึ่งผมก็รับไปแต่โดยดี
                “น้องสาวลัชช์น่ารักนะ”กิ๊กพูดยิ้มๆ ผมเอาหลังมือเช็ดปากตอบอือๆออๆไป แม้จะไม่ได้พูดอะไร แต่ในฐานะพี่ชายก็อดภูมิใจแทนยัยน้องสาวตัวยุ่งคนนี้ไม่ได้ ตอนนี้เราสองคนอยู่ที่ลานจอดรถของโรงเรียนที่ปลูกต้นไม้อะไรก็ไม่รู้ไว้เต็มไปหมด ซึ่งต้นไม้พวกนี้ก็พากันออกดอกสีม่วง สีชมพู บานสะพรั่ง ยังไม่นับดอกที่ถูกลมพัดปลิวไปทั่วจนลานจอดรถเรียกได้ว่ากลายเป็นสีม่วงหวานๆไปเลย  กิ๊กกับผมไม่ชอบสีม่วงก็จริงแต่กับธรรมชาติคงต้องถือเป็นข้อยกเว้น
                วันนี้ผมมีนัดซ้อมบาสฯที่โรงเรียน และเนื่องด้วยผมเป็นนักเรียนทุนสายกีฬาทำให้จะขาดซ้อมก็ไม่ได้  ทว่าวันนี้ผมกลับตื่นสาย ทำให้ต้องกุลีกุจอรีบออกจากบ้านและลืมกินแม้กระทั่งข้าวเช้า พอซ้อมเสร็จผมก็แทบจะหมดแรงนอนตายคาสนาม
                เนื่องด้วยการนัดซ้อมครั้งนี้เป็นการซ้อมอย่างไม่เป็นทางการ ทำให้ทางโรงเรียนไม่ได้จัดข้าวเที่ยงไว้ให้ แถมไอ้พวกที่มากันก็ไม่มีเพื่อนผมซักคน (ช่วงวันหยุดยาวของเด็กหนุ่มอายุสิหกเป็นใครจะมาเลือกดูโค้ชอ้วนกันล่ะ) ไอ้เรากะจะไปขอให้รุ่นพี่เลี้ยงข้าว พอโค้ชบอกเลิกปั๊บคุณพี่ทั้งหลายก็หายเข้ากลีบเมฆ ทิ้งผมไว้คนเดียวซะอย่างนั้น ผมเลยเดินไปเปิดกระเป๋าสตางค์ดูเผื่อว่าจะมีตังค์พอให้ได้ซื้อก๋วยเตี๋ยวซักชามแต่ก็ต้องกลับลงไปนอนพับอีกรอบ ผมลืมไปกดเงินเพิ่มหลังจากเจอไอ้ค่ารถมหาโหดเมื่อวาน เมื่อไม่มีตังค์ผมก็เลยเหลือทางเลือกสุดท้าย
“กิ๊ก...มาที่โรงเรียนหน่อย เอาข้าวมาด้วยนะ เยอะๆๆ”แม้กิ๊กจะยังดูงงๆแต่ก็ยอมมาหาผมแต่โดยดี พร้อมข้าวมันไก่อีกสามห่อ ระหว่างนั่งรอผมโซ้ยข้าวกิ๊กก็เอากระเป๋าสตางค์ผมมาเปิดเล่น ค้นไปค้นมาก็ไปคว้ารูปถ่ายได้ใบหนึ่ง ตอนที่ผมเห็นรูปในมือเธอผมก็แทบสำลัก ตาโตๆมองผมด้วยความสงสัย
“เอ้อ...น้องสาวเราน่ะ”
“ลัชช์มีน้องสาวด้วยเหรอ”ยัยตัวเล็กยังไม่คลายความสงสัย จดๆจ้องๆรูปนั้นอยู่นานสองนาน พึมพำเบาๆ “ไม่เหมือนเลยแฮะ”ผมมองท่าทางของกิ๊กด้วยท่าทางขำๆ เธอหันมายิ้มให้ผม
“ไม่ได้นั่งด้วยกันแบบนี้นานแล้วเนอะ”เธอหมายถึงช่วงที่ผมโดดเรียนแล้วเธอมานั่งเป็นเพื่อนคอยปรับทุกข์ให้ผม
“เห็นรูปนี้แล้วท่าทางลัชช์กร่อยไปเลยแฮะ อยากเล่ามั้ย”ประโยคเดิมๆที่กิ๊กใช้ถามผมมาตลอดหนึ่งปี และก็แทบจะทุกครั้งที่ผมมักจะเล่าเรื่องของตัวเองให้ยัยตัวเล็กฟัง... แบบหมดเปลือกซะด้วย(ผมเดาว่ายัยนี่คงมีรังสีอะไรซักอย่างที่ทำให้คนที่อยู่ใกล้ๆอยากเล่าความทุกข์ให้ฟังไปซะเฉยๆ) ครั้งนี้ก็เหมือนกับ เรื่องราวอดีตของผมถูกเอามาตีแผ่โดยมียัยตัวเล็กเป็นผู้นั่งฟังอย่างสบายอารมณ์ โดยใช้ไหล่ผมต่างหมอน หลังจากพักดื่มน้ำไปแล้วผมก็ยังไม่ได้เล่าต่อ ผมนั่งเหม่อ มองดูดอกไม้ที่ร่วงลงมาจากต้นเพราะแรงลม ปลิวว่อนไปทั่ว “ชิกิชอบต้นไม้ต้นนี้มากเลย...สีมันสวยดีนะ ลัชช์”ผมหลุบตาลง คนข้างตัวเริ่มหายใจสม่ำเสมอแสดงให้เห็นว่าเจ้าตัวคงเข้าสู่ห้วงนิทราไปแล้ว
                เมื่อคืนนอนดึกรึไงกันนะ...ผมสงสัย ได้สังเกตกิ๊กใกล้ๆเป็นครั้งแรก เอามือไล้แก้มขาวนวลแล้วก็เลยไปเล่นผมยาวที่เจ้าตัวปล่อยไว้ ทั้งๆที่บอกว่าแทบจะไม่ยุ่งกับผมตัวเองเลยนอกจากหวีแล้วทำไมผมมันถึงได้ดูดีขนาดนี้กันละเนี่ย ผมนึกอย่างขำๆ หน้าคนตัวเล็กตอนหลับน่ารักซะจนหน้าหยิก แต่แล้วเธอก็ทำหน้ามุ่ยลง ตอนแรกผมคิดว่าเจ้าตัวคงจะตื่นเพราะรำคาญแต่ไม่ใช่ กิ๊กหายใจเร็วขึ้นมือกำเสื้อผมไว้แน่น
                “กิ๊ก?”เธอไม่ได้ตอบ คราวนี้มือเริ่มปัดป่ายไปมา เหงื่อแตกพลั่กเหมือนไปวิ่งรอบสนามมาหมาดๆ แล้วไหล่ผมมันก็ไม่ได้กว้างซะด้วย หัวเธอจะกระแทกพื้นอยู่แล้วถ้าผมคว้าตัวเธอไว้ไม่ทัน
                “มืด...ใครก็ได้...ขอไฟหน่อย...หนัก...หาย...หายใจไม่ออก...ช่วยที...ลัชช์...ช่วยเค้าที...ลัชช์”เสียงกิ๊กสั่นจนผมตกใจ ผมตบหน้ากิ๊กเบาๆหมายจะให้เธอตื่น แต่ก็เปล่าแถมสถานการณ์ยังเลวร้ายขึ้นไปอีกเมื่อกิ๊กเริ่มร้องไห้แล้วดิ้นแรงขึ้น ผมเรียกชื่อเธอตบหน้าเธอซ้ำๆๆๆโดยที่ไม่รับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงรอบด้าน  
ตอนที่กิ๊กลืมตาตื่นขึ้นมาเล่นเอาผมโล่งใจไปหลายขุมไปทีเดียว เธอกอดผมแน่นแล้วร้องไห้เหมือนเด็กๆ ผมลูบหัวยัยตัวเล็ก ปลอบเธอว่ามันเป็นแค่ฝันร้าย ไม่มีอะไร แต่ก็ต้องชะงัก ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่พื้นมั่นสั่นจนแทบทรงตัวไม่อยู่ ผมฉุดกิ๊กให้ลุกขึ้น แต่เธอก็แทบจะทรุดลงทันที เธอหันมาหาผมด้วยสีหน้าตื่นๆ
“ลัชช์...เค้าลุกไม่ขึ้น เข่าอ่อนไปหมดแล้ว” ผมเบิกตากว้าง ตอนแรกผมคิดว่ามันคงจะเป็นแผ่นดินไหวแค่แป๊บเดียว แต่เมื่อดูจากความรุนแรงของมันที่ทำให้หอนาฬิกาทำท่าจะถล่มแล้วมันคงจะไม่ใช่เรื่องดีนัก ผมช้อนร่างบางขึ้น หันรีหันขวางไม่รู้จะไปที่ไหน จะยืนก็แทบไม่อยู่แล้ว มีสถานที่ๆหนึ่งที่ผมคิดว่าน่าจะปลอดภัย แต่ในเวลาแบบนี้ผมคิดไม่ตก
บ้าเอ๊ย! ผมสบถในใจอีกหลายคำ ไอ้ลัชช์คิดให้ออกสิวะ ที่ๆปลอดภัยๆ มันอยู่ที่ไหน ภาพสถานที่นั้นเลือนรางเต็มที ที่ไหน...ที่ไหน...มันอยู่ที่ไหน...ที่...หอพักครู! พอคิดได้แล้วผมก็ออกวิ่งทันที แรงจากข้าวมันไก่สามห่อถูกใช้เกลี้ยง เพราะจากลานจอดรถไปที่หอนี้มันไกลกว่าวิ่งรอบสนามซะอีก
 
พื้นที่ดูราบเรียบค่อยๆเลื่อนออก ทั้งที่ตอนนี้ใจผมเต้นระรัว อย่าจะพังประตูลับบรรลัยนี่ให้รู้แล้วรู้รอดไป ไม่รอให้ประตูเปิดจนสุดผมรีบวิ่งเข้าไปทันที และเพราะความรีบบวกกับความเหนื่อยล้านั้นเองที่ทำให้ผมเข่าอ่อนจนสะดุดกลิ้งตกบันไดลงมา ผมกอดยัยตัวเล็กไว้โดยสัญชาตญาณ เป็นเหตุให้ศีรษะผมกระแทกพื้นซีเมนต์เข้าอย่างจัง
ผมได้กลิ่นคาวๆและน้ำหนืดๆบนหัวแต่นั่นยังไม่น่าสนใจเท่ากิ๊กที่ยังอยู่ในอาการตกใจอยู่
“กิ๊ก...กิ๊ก...เป็นอะไรรึเปล่า”ผมเขย่ากิ๊กเบาๆ เธอยิ้มให้บนแม้หน้าจะขาวซีดเหมือนกระดาษ
“ม...ไม่เป็นไร แล้วลั...!?”กิ๊กทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ มือที่ยังสั่นน้อยๆจับแผลผม “เจ็บมากมั้ย ขอโทษนะ...” ผมสะบัดพรืด
“โอ๊ย! แค่นี้เองช่างแผลมันเหอะน่า กิ๊กไม่มีแผลก็โอเคแล้วล่ะ”ผมคว้าตัวกิ๊กไปกอดไว้แน่นๆ แผ่นดินไหวบ้านี่ทำเอาผมหัวใจแทบวาย แต่เมื่อได้ยินเสียงต่อมาผมก็ถึงกับสะอึก
“ฮิ้ววว นี่จะมาสวีทอะไรกันตอนนี้วะ ฮะๆๆ”เสียงคุ้นเคยที่พูดได้กวนส้นมือ ไม่รู้จักเวล่ำเวลาลอยมาแต่ไกล เบื้องหน้าผมคือไอ้วิ และที่นั่งข้างๆหน้าตื่นๆก็คือฝ้าย ฝ้ายงั้นเหรอ...?
ฝ้ายทำเป็นไม่สนใจสีหน้าผม เธอเดินเข้าไปปลอบกิ๊กเบาๆ ส่วนผมก็แอบกระเถิบมานั่งข้างๆเพื่อนรัก(เวร)แทน
“พวกแก...”ผมเริ่ม และไอ้วิก็แทรกขึ้นมาหน้าตาเฉย
“เรื่องมันยาวว่ะ ขอสงบสติอารมณ์ก่อน”ผมยักไหล่ แต่สายตาเหลือบไปเห็นแขนเสื้อไอ้เพื่อนที่ชุ่มไปด้วยน้ำ หืม...คราวนี้ผมหันไปล้อไอ้วิบ้าง “เฮ้ย นี่เราพลาดฉากสำคัญอะไรไปรึเปล่าวะ” วิเกาหัว ตอบเบาๆประมาณว่างั้นมั้ง แล้วมันก็ทำหน้ามุ่ยเมื่อเห็นแผลผม
“ไปทำแผลก่อนดีมั้ย”มันเสนอ ผมซึ่งเห็นด้วยจึงลุกขึ้น แม้แรงสั่นสะเทือนจะยังมีบ้างแต่ก็ไม่มากเท่าบนดิน ให้ตายเถอะ...ฐานทัพนี้มันทำมาจากอะไรวะเนี่ยผมได้แต่เก็บความสงสัยไว้ในใจ แต่ยังไม่ทันได้ไปทำแผลก็ได้ยินเสียงโวยวายขึ้นมาซะก่อน ผมหันขวับ และภาพที่เห็นทำเอาหัวใจผมแทบหยุดเต้น
กิ๊กกำลังพยายามจะออกไปข้างนอกโดยมีฝ้ายฉุดกิ๊กไว้อยู่ โดยอัตโนมัติผมกับไอ้วิรีบวิ่งไปจับกิ๊กไว้ทันที ไม่รู้ว่ากิ๊กไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหนแต่เธอเกือบจะสลัดเด็กผู้ชายอายุสิบหกสองคนกระเด็นไปได้จนพวกเราต้องตัดสินใจกดเธอไว้กับพื้นแทน
“ลัชช์! วิ! ปล่อยเค้านะ พ่อ!แม่! เค้าไปต้องไปหา...”กิ๊กยังคงดิ้น โดยที่พวกเรายิ่งต้องออกแรงกดเพิ่มขึ้น
“ปล่อยเซ่! ปล่อย! พ่อแม่เค้าอยู่ข้างบน ปล่อยให้เค้าไปช่วยนะ!”กิ๊กยังอาละวาดอยู่น้ำตาไหลอาบแก้ม ผมได้ยินอย่างนั้นแล้วก็รู้สึกปวดใจ บางทีในหมู่คนสี่คนนี้ คงจะเป็นกิ๊กที่มีความสัมพันธ์กับพ่อแม่ดีที่สุด แต่ถึงเป็นอย่างนั้นผมก็ปล่อยให้เธออกไปตายไม่ได้
“กิ๊ก! กิ๊กใจเย็นๆสิ พ่อแม่เธออยู่ส่วนไหนของกรุงเทพเธอยังไม่รู้เลยนะ”ผมพยายามบอกเธอ
“ไม่! เค้าไม่สน ปล่อย! ให้เค้าไปหาพ่อนะ!”กิ๊กร้องลั่น ตอนนี้ฝ้ายต้องมาช่วยพวกเราสองคนกดกิ๊กแล้ว เพราะเธอแรงเยอะมาขึ้นทุกที
“กิ๊ก! แล้วเธอจะยอมตายรึไง”ผมร้อง
“เออสิ!”ถึงแม้ว่าจะเป็นความคิดชั่ววูบ แต่นั่นก็เล่นเอาหัวใจผมกระตุกไปวูบหนึ่งเลยทีเดียว
“เธอคิดว่าเธอตายแล้วพ่อแม่เธอจะดีใจงั้นแหรอ!?”ผมตะคอก จับหน้ากิ๊กให้มาเผชิญหน้ากับผมตรงๆ โดยมีฝ้ายคอยกดกิ๊กแทน และมันก็ได้ผล กิ๊กนิ่งไป พวกเรารอจนมั่นใจว่าเจ้าตัวจะไม่อาละวาดจึงปล่อยมือออก กิ๊กร้องไห้โฮอย่างไม่อายสายตาใคร ผมได้แต่กอดเธอไว้อย่างนั้น ลูบหัวเบาๆเพื่อปลอบประโลม
“ลัชช์...ลัชช์...พ่อเค้า...แม้เค้า..”กิ๊กได้แต่เรียกพ่อและแม่ซ้ำไปซ้ำมาจนหลับไปในอ้อมกอด เสื้อยืดของผมชุ่มโชกไปด้วยน้ำตา ผมถอนหายใจ อุ้มกิ๊กเข้าไปในห้องนอน (ฐานทัพลับนี้เป็นที่ๆผมกับวิชอบมาขลุกอยู่บ่อยๆ เลยพอจะรู้บ้างว่าห้องไหนเป็นห้องไหน) นั่งดูเธอหลับไปด้วยสีหน้าอมทุกข์ ตาบวมเพราะร้องไห้มาหนัก ผมไล้แก้มเย็นๆของกิ๊กในใจรู้สึกสังหรณ์ถึงเรื่องไม่ดีที่อาจเลวร้ายกว่าที่เป็นอยู่นี้ก็เป็นได้
 
 
 
 

59 ความคิดเห็น