สมมติว่าโลกหยุดหมุน

ตอนที่ 9 : เรื่องเล่าจากกิ๊ก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 42
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    5 เม.ย. 52

เปียก...
ฉันลืมตาขึ้น ที่ๆนอนอยู่เจิ่งนองไปด้วยน้ำ คำถามแรกที่ผุดขึ้นมาคือ...ที่นี่ที่ไหน ฉันชันตัวขึ้นสายตาสำรวจไปรอบๆแต่ก็มองไม่เห็นอะไรนอกจากความมืด พลันสายตาก็เหลือไปเห็นแสงสว่างแม้จะเพียงน้อยนิด กระนั้นก็เรียกได้ว่าเป็นความหวัง ก้าวเท้าเร็วขึ้นและเร็วขึ้นจนกลายเป็นวิ่ง น้ำสาดกระเซ็นไปทั่ว
ต้นกำเนิดของแสงสว่างดูเหมือนจะลอดออกมาจากบานประตูที่แง้มอยู่ ฉันเอื้อมมือออกไป เกือบจะแตะบานประตูได้อยู่แล้ว แต่ก็ต้องชักมือกลับด้วยความตกใจ ประตูสีดำสนิทมีม่านน้ำตกบางๆกันอยู่ ฉันยืนนิ่ง ชั่งใจว่าจะเปิดดีหรือไม่ หลังจากตรองมาพักใหญ่ฉันก็ตัดสินใจผลักประตูออกไป แสงสีขาวสว่างวาบแล้วทันใดนั้นทุกอย่างก็หายไป
เมื่อไม่มีพื้นให้ยืนร่างของฉันก็ร่วงลงมา เรื่อยๆ เรื่อยๆ เรื่อยๆ หล่นลงมาจนฉันอดคิดไม่ได้ว่าข้างล่างคงจะไม่มีพื้นซะแล้ว ทันใดนั้นร่างของฉันก็กระตุกเฮือกแล้วภาพตรงหน้าก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง
 
ท่ามกลางความสับสนอลหม่าน ฉันวิ่งอยู่ในหมู่ผู้คนอีกมากมายโดยมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน...ทางออก
ที่ๆฉันอยู่ตอนนี้คงจะเป็นตึกที่ไหนซักแห่ง ฉันรู้สึกคุ้นตาแต่ก็ไม่มีเวลามานั่งคิด รู้สึกว่าร่างกายหนักอึ้งและขยับไม่ได้อย่างใจนึก ตัวเองวิ่งก็จริงแต่เหมือนกับมีใครบงการอยู่ ฉับพลันฉันก็ถูกกระแทกจากข้างหลังจนเสียหลักล้มลง
ฉันเบิกตากว้างกลิ้งหลบเท้าที่จะเหยียบฉันให้ตายทุกเมื่อ แล้วจู่ๆก็มีมือหนามาฉุดให้ฉันลุกขึ้นยืน ฉันเงยหน้ามองหน้าผู้มีพระคุณแต่สิ่งที่เห็นกลับเป็นภาพเลือนราง อาจจะเป็นเพราะแสงจ้ามากไป หรืออะไรก็ตามแต่ฉันไม่ได้สนใจ ตอนนี้คือต้องรอดเท่านั้น ฉันวิ่งตามเขาไปด้วยความทุลักทุเล
นั่น...อีกนิดเดียว ฉันวิ่งเร็วขึ้น ทว่าอีกเพียงไม่กี่เมตรก่อนจะถึงทางออกฉันก็สะดุดอะไรบางอย่างจนหน้าคะมำ และเมื่อหันหลังกลับไปดูก็ถึงกับหวีดร้องลั่น ศพ...หรือควรจะเรียกว่าก้อนเนื้อที่ถูกเหยียบจนดูไม่ออกว่าเป็นใคร
เปรี๊ยะ!
เสียงแตกของปูนซีเมนต์ที่มาถึงขีดจำกัด ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากจนไม่มีใครสามารถรับมือเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นได้ทัน เริ่มจากรอยร้าวที่ไล่ไปตามตัวผนังและเพดาน จากนั้นก้อนปูนชิ้นใหญ่ก็เริ่มทลาย เศษเพดานและเศษเหล็กร่วงหล่น และด้วยความที่ฉันยังนั่งแผละอยู่ตรงนั้นทำให้ก้อนปูนชิ้นใหญ่ตกลงมาทับขา
ฉันหวีดร้อง เจ็บจนไม่รู้จะอธิบายว่าอย่างไรดี พยายามกระชากขาให้หลุดจากพันธนาการแต่ก็ไร้ผล เจ้าของมือหนาเบียดฝูงชนกลับมาหาฉัน
“กลับมาทำไมกัน...รีบออกไปจากที่นี่สิ”ฉันกระซิบเสียงแผ่ว แต่ดูเหมือนเข้าจะไม่สนใจพยายามงัดก้อนซีเมนต์ขึ้น แต่ก็เปล่าประโยชน์หินยักษ์ก้อนนี้ไม่มีทีท่าว่าจะขยับด้วยซ้ำ
เขาสบถก่นด่าความอ่อนแอของตัวเอง ส่วนฉันก็ได้แต่ร้องไห้ส่ายหน้าด้วยความสิ้นหวัง
“หนีไปซะ ปล่อยฉันไว้ที่นี่ ฉันขอร้อง”ฉันได้ยินเสียงตัวเองบอกเขาอย่างนั้น พร่ำเกลี้ยกล่อมให้เขาหนีไป แต่คนๆนี้ก็ยังรั้น สองมือที่ใช้งัดก้อนปูนแตกจนเลือดอาบ เล็บบางส่วนฉีกขาวจนเห็นเนื้อสีชมพู และเมื่อความอดทนสิ้นสุดเขาก็หันมาด่าฉัน บอกฉันว่าเราต้องรอดไปด้วยกัน เลิกพูดอะไรงี่เง่าซักที
ฉันรู้สึกว่าเงาเบื้องหน้ามันดูวูบๆ จึงเงยหน้าขึ้นไปแล้วก็ต้องเบิกตากว้าง กรีดร้องไม่เป็นภาษา ภาพก้อนปูนที่ใหญ่กว่าตัวฉันสามเท่ากำลังหล่นลงมาเป็นห่าฝน
ตึกถล่มแล้ว!
คนๆนั้นคู้คัวเอาตัวบังฉัน ทุกอย่างกลายเป็นภาพช้า ส่วนฉันก็ได้แต่นิ่งอึ้งเป็นรูปปั้น แล้วทุกอย่างก็มืดสนิท
 
ฉันลืมตาขึ้นอีกครั้งเพราะแรงสั่นสะเทือน ไอโขลกๆเพราะสูดฝุ่นเข้าไปมาก มองรอบตัวแต่ก็มองไม่เห็นอะไร ฉันป่ายมือสะเปะสะปะ พร่ำเรียกชื่อของคนๆนั้นแต่กลับไม่ได้ยินเสียงของตัวเองเลย ทันใดนั้นมือก็ไปตะปบอะไรบางอย่างเข้า
ไม่นิ่ม...แต่ก็ไม่ถือว่าแข็ง ที่สำคัญคือมัน...เย็นเฉียบ
ฉันลากมือขึ้นไปข้างหน้าสัมผัสได้ถึงของเหลวแห้งๆเหนียวๆจึงชักมือกลับ ไปสัมผัสกับส่วนท้ายของสิ่งนั้น
ฉันสะดุ้ง สัมผัสที่คุ้นเคย ฉันกัดริมฝีปากไล่นิ้วไปรอบๆมือนั้น
หนึ่ง...สอง...สาม...สี่ ปลายนิ้วแต่วัตถุเย็นๆที่อยู่บนนิ้วนางของเจ้าของมือ ฉันสังหรณ์ใจไม่ดีเลย บรรยากาศรอบตัวเย็นขึ้นอย่างไม่มีความหมาย ฉันพยายามเลื่อนแหวนออกจากนิ้วนั้น
เนื่องจากมันมือมากฉันจึงไม่สามารถมองเห็นรูปร่างของแหวนได้ แต่เหมือน...เหมือนมากเกินไปจนน่ากลัว ฉันเอานิ้วลูบตัวแหวน และสิ่งที่สัมผัสได้ก็ทำให้ต้องชะงัก
วันใดถวิลหาจักมองนภา...
ทำนบพังทลาย ฉันกำแหวนแน่นเอามือแนบหน้า จากไปแล้ว... ไม่มีวันหวนกลับ เพราะฉัน...เพราะฉันคนเดียว ฉันบีบมือเย็นชืดนั้นไว้ ฉับพลันซากหักปรักพังก็ดูเหมือนจะพังทลายเพราะแรงส่งมหาศาล เศษหิน เศษเหล็ก เศษปูนถล่มลงมา ฉันคลี่ยิ้มบางๆ
“รอก่อนนะ ฉันกำลังจะไปหาเธอแล้ว...”
********************************
 
ฉันลืมตาโพลง ภาพแรกที่เห็นคือภาพของเด็กหนุ่มหน้าซีดที่กำลังเรียกชื่อฉันเสียงดัง ฉันกอดเค้าแล้วร้องไห้ทันที ฝันเมื่อตะกี๊เหมือนจริงมากจนคิดว่าจะต้องตายซะแล้ว ตายโดยไม่ได้บอกลาคนตรงหน้า
ลัชช์พยายามปลอบฉัน แต่แล้วฉันก็ต้องสะดุ้ง
แผ่นดินไหว! หรือว่าเรื่องที่ฝันจะเป็นความจริง คิดได้อย่างนั้นแข้งขาก็อ่อนไปหมด ลัชช์ฉุดฉันให้ลุกขึ้นยืนแต่ฉันกลับทรุดลงไปนั่งท่าเดิม
“ลัชช์...เค้าลุกไม่ขึ้น เข้าอ่อนไปหมดแล้ว”ลัชช์เบิกตากว้าง กลับมาหน้าซีดอีกครั้งหรืออาจจะยิ่งกว่าเก่า เขาหันไปดูหอนาฬิกาที่จะถล่มได้ทุกเมื่อ ลัชช์ช้อนร่างฉันขึ้นหันซ้ายหันขวาเหมือนคิดไม่ถูกว่าจะไปทางไหนและแผ่นดินไหวก็ดูเหมือนจะรุนแรงยิ่งกว่าเดิม ภาพความฝันในเมื่อกี่นาทีก่อนผุดขึ้นมาในห้วงคำนึงอีกครั้ง
ลัชช์กระชับร่างฉันให้อยู่ในท่าที่ถนัดมากขึ้น จากนั้นก็พุ่งตัวออกไปทันที ลมตีเข้าหน้าจนฉันต้องหลับตาปี๋ กอดคอเขาไว้แน่น
 
ฉันลืมตาขึ้นอีกครั้งเมื่อลัชช์ชะลอฝีเท้าลง หอพักครูงั้นหรือ ลัชช์ส่งสายตาสอดส่องไปทั่วและเมื่อเหลือไปเห็นสิ่งที่หาอยู่ก็วิ่งไปกระทืบพื้นบริเวณนั้น พื้นหญ้าที่ดูไม่น่าจะมีอะไรผิดปกติค่อยๆเลื่อนออก และเมื่อทางลับเปิดเป็นช่องพอจะแทรกลงไปได้ลัชช์ก็วิ่งเข้าไปทันที
อาจจะเพราะรีบเกินไปทำให้ลัชช์ก้าวพลาด วินาทีนั้นเขาเอาแขนโอบรอบตัวฉันให้ตัวเองกลายเป็นเบาะกันกระแทก สีหน้าลัชช์เหยเกด้วยความเจ็บปวด
ฉันได้แต่นั่งบื้ออยู่อย่างนั้น จนลัชช์เขย่าฉันเบาๆถึงได้รู้สึกตัว ฉันแค่นยิ้มให้เค้า บอกว่าฉันสบายดี แต่ก็ต้องหุบยิ้มอย่างรวดเร็ว
เลือดสีสดอาบแก้มและเลอะเสื้อยืดสีขาวจนเป็นสีแดงฉานแถวคอเสื้อ ลัชช์...ต้องมาบาดเจ็บเพราะฉัน แค่คิดน้ำตาก็พาลจะไหล  ฉันเบ้ปากเอื้อมมือไปแตะแผลเขา
“เจ็บมากมั้ย...ขอโทษนะ”ลัชช์สะบัดพรืด ทำหน้าเหมือนเจอเรื่องงี่เง่าที่สุดในชีวิต เขาบอกว่าไม่ต้องใส่ใจแผลเขาหรอก ฉันไม่บาดเจ็บก็ดีแล้ว จากนั้นเราก็กอดกันแน่นและบรรยากาศรอบตัวเราก็คงจะดีมาก ถ้าไม่ใช่ว่า...
“ฮิ้ววว นี่จะมาสวีทอะไรกันตอนนี้วะ ฮะๆๆ”ฉันกับลัชช์ผละออกจากกันทันที รู้สึกว่าหน้าร้อนผ่าวไปหมด ส่วนลัชช์ถลึงตาใส่พื่อนปากมาก...วิริยะและที่นั่งอยู่ข้างๆก็คือฝ้าย
เธอเดินเข้ามาปลอบฉัน ส่วนลัชช์ก็ถอยหอกมานั่งข้างวิแทน
“ไม่เป็นไรแล้วนะกิ๊ก รอดแล้วล่ะ ทำใจให้สบายเถอะนะ”ฉันหันไปมองหน้าฝ้าย และเธอก็ยิ้มให้
“รอดแล้ว”ฉันทวนซ้ำ
“ใช่...รอดแล้ว ทั้งเรา กิ๊ก ลัชช์ วิ ทุกคนรอดกันหมด”
ทุกคนงั้นเหรอ...ฉันคิด รู้สึกว่าบางอย่างนั้นไม่ถูกต้อง เหมือนลืมบางสิ่ง บางสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต...
พ่อ...แม่...เสียงใครซักคนกระซิบที่ข้างหู ฉันลุกพรวด รู้สึกเหมือนโดนตบหน้าเข้าอย่างจัง ฝ้ายมองหน้าฉันอย่างงุนงง
แผ่นดินไหวแรงขนาดนี้ พ่อกับแม่จะรอดได้อย่างไร ไม่ได้การ...ที่ใต้ดินนี่ดูท่าทางปลอดภัย ต้องไปช่วยแล้วพามาที่นี่
พอคิดได้อย่างนั้นฉันก็วิ่งไปที่ทางออก แต่แล้วก็รู้สึกถึงแรงกระตุกที่แขน ฉันหันหลังกลับไป ฝ้ายกำลังจับแขนฉันไว้อยู่
“กิ๊กจะไปไหน ข้างบนนั่นมันแผ่นดินไหวนะ”ฝ้ายระล่ำระลัก
“พ่อแม่เค้าอยู่ข้างบน เค้าต้องไปช่วย”ฉันตอบ แทบจะกลายเป็นตะโกน พยายามกระชากแขนให้หลุดจากการเกาะกุม ฝ้ายฉุดแขนฉันแรงขึ้น ในขณะที่ลัชช์กับวิวิ่งเข้ามาช่วย
คนพวกนี้เป็นบ้าอะไร นั่นพ่อแม่ฉันนะ ฉันต้องไปช่วย ฉันร้องอยู่ในใจพยายามสะบัดให้หลุดจากพันธนาการ เรี่ยวแรงไม่รู้มาจากไหน ที่แน่ๆคือมันมหาศาลซะจนเด็กหนุ่มอายุสิบหกสองคนแทบกระเด็น
ฉันรู้สึกถึงแรงกดที่ไหล่ทั้งสองข้าง ลัชช์กับวิกดฉันให้ลงไปอยู่ในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอน ฉันกัดฟันกรอด
“ลัชช์! วิ! ปล่อยเค้านะ พ่อ! แม่! เค้าต้องไปหา...”ฉันพยายามดิ้นให้แรงขึ้นอีก แต่ผลที่ได้รับกลับมาคือแรงกดที่เพิ่มมากขึ้น ฉันร้องลั่นบอกให้คนพวกนี้ปล่อยฉันซะ ลัชช์พยายามปลอบแต่หูฉันอื้อไปหมด ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าโต้อะไรกลับไปบ้าง ในหัวมีแต่เรื่องพ่อแม่เท่านั้น
ในที่สุดลัชช์ก็ข่มอารมณ์ไม่ไหว มือหนาล็อกหน้าฉันให้อยู่กับที่ ตาของฉันสบกับดวงตาสีน้ำตาลไหม้ที่เต็มไปด้วยความว้าวุ่นของเขา
“เธอคิดว่าถ้าเธอตายแล้วพ่อแม่เธอจะดีใจงั้นเหรอ!?”ลัชช์ตะคอก ขมวดคิ้วจนแทบจะติดกัน
ฉันนิ่งไป ถ้าฉันตาย...พ่อแม่จะโกรธไหมนะ จะเสียใจหรือเปล่าที่เป็นสาเหตุให้ฉันออกไปตามหาพวกท่าน
ไม่...นั่นไม่ใช่ปัญหา ปัญหาคือพ่อแม่ฉันกำลังจะตาย แล้วจะให้ฉันปลอดภัยอยู่คนเดียวได้อย่างไร
พ่อแม่ของเธออยู่ส่วนไหนกรุงเทพเธอยังไม่รู้เลยนะ... ตำพูดของลัชช์กลับมาเล่นซ้ำอยู่ในหัว ถ้าออกไปแล้วจะทำอย่างไรต่อ ออกไปตอนนี้ก็มีแต่ตายกับตาย แต่ว่า...แต่ว่า...ไม่มีทางเลยงั้นเหรอ
เมื่อฉันสงบลงแรงกดที่ไหล่ก็หายไป ฉันนั่งแผละอยู่ตรงนั้นแล้วร้องไห้ สะอึกสะอื้นจนตัวโยน ลัชช์ตะแขนฉันแล้วก็สวมกอดไว้ ฉันร้องไห้ซบอกเขา จนเสื้อของลัชช์เป็นวงกว้าง ได้แต่พร่ำเรียกพ่อแม่จนหลับไป
********************************
 
ฉันสะดุ้งตื่นขึ้นมาอีกครั้งเพราะแรงกระแทก ครูดกำแพงตกลงมา  รู้สึกว่าตั้งแต่แผ่นหลังลงมาถึงสะโพกปวดระบมไปหมด
ที่ๆฉันอยู่เป็นห้องเล็กๆมืดๆ ฉันต้องนั่งคิดอยู่ครู่หนึ่งเพื่อเรียงลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และความโศกเศร้าก็ถาโถมเข้าสู่หัวใจอีกครั้ง
การสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต...
แค่คิดหัวใจก็แทบแตกสลาย ไม่อยากรับรู้อะไรอีก ลัชช์เข้ามาในห้องเมื่อไหร่ไม่รู้ ประคองฉันที่นอนกองอยู่กับพื้นในมุมห้อง พยายามพูดอะไรซักอย่างกับฉัน
ลัชช์...ลัชช์พูดอะไร...เค้าไม่ได้ยินเลย
ฉันมองลัชช์ด้วยสายตาที่เลื่อนลอย แม้ลัชช์จะพยายามเท่าไหร่ก็ได้รับเพียงความเงียบเป็นคำตอบ แต่เขาก็ยังไม่ยอมแพ้ ยังนั่งคุยกับฉันจนกระทั่งมีเสียงกรีดร้องดังลั่น....เสียงของฝ้าย ลัชช์ช้อนร่างฉันไปวางไว้บนเตียงแข็ง จัดที่ให้เรียบร้อยพูดอะไรบางอย่างแล้ววิ่งออกไป
ลัชช์...อย่าไป อย่าทิ้งเค้าไว้คนเดียว... ฉันเอื้อมมือหมายจะคว้าเขาไว้ แต่ก็ได้เพียงธาตุอากาศว่างเปล่า ฉันมองแผ่นหลังของเขาลอดหว่างนิ้วมือของตัวเองที่เพียงแป๊บเดียวก็ผลุบหายไป แขนฉันตกลงบนฟูก จากสะอื้นเบาๆแปรเปลี่ยนเป็นนอนร้องไห้เงียบๆ
อย่าเพิ่งไป...เค้าไม่อยากอยู่คนเดียว...
 
 

59 ความคิดเห็น

  1. #52 warlcat (@chalita2538) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 6 เมษายน 2552 / 09:52
    -..- เหมือนกิ๊กไม่มีบทเท่าไหร่เลยแฮะ

    สู้ๆเน่อ^ ^
    #52
    0