คัดลอกลิงก์เเล้ว

SF REBORN : Without Me... [[1827]]

โดย Seneru

‘เมฆา’ เป็นคนรักยาก... แต่ถ้ารักแล้ว ก็จะรักมาก และมอบทุกอย่างให้... ไม่เหลือกระทั่งเศษใจ ที่จะเผื่อเอาไว้ ‘รักตัวเอง’

ยอดวิวรวม

954

ยอดวิวเดือนนี้

39

ยอดวิวรวม


954

ความคิดเห็น


12

คนติดตาม


40
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  19 ก.ค. 62 / 15:55 น.
นิยาย SF REBORN : Without Me... [[1827]] SF REBORN : Without Me... [[1827]] | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้




(รูปนี้สูบมาจาก google ขออนุญาตเจ้าของรูปมา ณ โอกาสนี้)




สวัสดีคูลเองน้า~

เมื่อไม่นานมานี้ อยู่ๆก็เกิดอยากกลับไปนั่งดูการ์ตูนเรื่องเดิมๆ นั่งไล่ดูอนิเมะตั้งแต่ตอนแรกยันตอนสุดท้ายใหม่อีกรอบอย่างกับคนว่าง (ทั้งที่ความจริงยุ่งมาก 55+) 

รีบอร์นนี่อยู่มานานเท่าไหร่แล้วนะสิบปีได้รึยังดักแก่จังเลย 55+

 


ฟิคเรื่องนี้เป็นนิยายวายล่ะ ถือเป็นนิยายวายเรื่องแรกของคูลเลยนะเนี่ย ถึงจะมาแค่ฟิคสั้นก็ตาม

Pairing : 1827 [Hibari Kyoya x Sawada Tsunayoshi] ^^

 

 

Warning!!! เตือนไว้ก่อนว่าฟิคนี้ ดราม่า อ่านแล้วก็ระวังตับระวังไตกันนิ๊ดส์นึงละกัน~

 


ปลถึงจะพยายามคงคาแรกเตอร์ไว้ให้ตัวละคร แต่มันก็มีหลายอย่างที่แต่งสวนกับความจริง แต่งไปแต่งมาก็เลยรู้สึกว่าหลายๆอย่างอาจจะหลุดๆไปบ้างไม่มากก็น้อยล่ะนะ


ปลลความจริงแล้วคูลไม่ได้เป็นเมน 1827 แต่ชิพอีกคู่นึง (แถมชอบฮิบาริเคะมากกว่าด้วย(?)) ถ้าอ่านจนจบก็น่าจะรู้แหละ ว่าคูลชอบคู่ไหน (รึเปล่าหว่า?)... แต่สาเหตุที่แต่ง 1827 ก็เพราะพอมีโครงเรื่องในหัวแล้ว แต่งเมฆาคู่นภามันออกมาได้ตรงกว่านั่นเอง(!?) 


ปลลลสุดท้ายแล้วเรื่องนี้อาจมีแนวทางซ้ำกับใครบ้างแหละนะ(?) เกิดคึกอยากแต่งเพราะพอดูอนิเมะจบก็อ่านนิยาย อ่านโดจินต่อ บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าแนวทางมาจากไหน พูดได้แค่ว่าไม่ได้ไปก๊อปใครเขามาละกัน!




###############################

first update : 2 November 2018

###############################





          






เนื้อเรื่อง อัปเดต 19 ก.ค. 62 / 15:55




          ในวันนั้นท้องฟ้าช่างงดงาม สีฟ้าอ่อนที่ประดับประดาไปด้วยกลุ่มเมฆสีขาว เอ่ยบอกถึงการเริ่มต้นของ ‘เรา’...

 

ผมรักคุณครับ

“...ฉันก็รักเธอ

 

ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันก็ผ่านมาเกือบสิบปี... คำมั่นที่เคยมอบให้แก่กันตั้งแต่ตอนนั้น ก็ยังคงยึดมั่นมาจนถึงตอนนี้ ดวงตาสีดำเหม่อมองขึ้นไปบนท้องฟ้า จับจ้องปุยเมฆขาวที่ลอยล่องประดับคู่ท้องฟ้าเช่นดังที่เคยเป็นมา

 

...วันนี้นภาก็ยังคงงดงาม...



..............................


....................


..........


... 


 

เรื่องราวแสนสุขงดงามราวภาพฝัน... แม้ว่าฝันนั้นจะล่วงเลยมากว่าสิบปี ทว่าไม่มีฝันใดที่จะไม่ตื่น...

เรื่องเลวร้ายเริ่มต้นขึ้นเมื่อ ‘ริโอ แฟมิลี่’ หนึ่งในแฟมิลี่พันธมิตรของวองโกเล่คิดทรยศ ยาพิษที่(ปัจจุบัน)ไร้ทางรักษาถูกใส่ในอาหารในงานเลี้ยงประจำปีของวองโกเล่... งานเลี้ยงที่คน(เกือบ)ทั้งแฟมิลี่เข้าร่วม... และนั่นหมายถึงความเสียหายที่มากมายเกินกว่าที่ใครจะรับมันไหว...

 

...โชคดีที่ ‘นภา’ ยังปลอดภัย...

...แต่ก็โชคร้าย เมื่อคนที่โดนพิษนั้น มีถึง ‘หลักพัน’...

 

ร่างสูงในชุดยูกาตะสีดำถอนหายใจออกมาเบาๆเมื่ออ่านรายงาน เขาไม่ชอบการเข้าไปสุมหัว เพราะงั้นไม่ต้องแปลกใจเลยสักนิดว่าทำไมเขาถึงอยู่รอดปลอดภัย ในขณะที่ผู้พิทักษ์ครึ่งหนึ่งต้องตกอยู่ในสภาวะเป็นตายเท่ากัน

...อัสนี... เด็กนั่นคงกินไปทั่ว ไม่ได้แปลกใจเลยสักนิดที่เป็นหนึ่งในผู้โดนพิษ...

...พิรุณ... หมอนั่นก็คงตามใจปาก กินตามที่คนอื่นเขาชวนไปเรื่อย สมควรตายเป็นคนแรกๆ...

...แล้วก็...

...อรุณ... เป็นผู้รักษาแต่ดันมาป่วยซะเอง สมแล้วที่สมองมีเท่าเม็ดถั่ว...


...ไม่ว่าจะหน้าไหนก็ ‘ไม่ได้เรื่อง’ ทั้งนั้น...!

 

คุณเคียวครับ” ลูกน้องผู้ภักดีเรียกขาน ดวงตาสีนิลละจากเอกสารแล้วเหลือบมองอย่างเงียบเชียบ

จะทำอะไรต่อหรือครับ” คำถามที่ต้องบอกว่า ‘รู้ใจ’ ดังมาจากคนสนิท ฮิบาริหลุบตาลงใช้ความเงียบเป็นคำตอบไปพักใหญ่ ก่อนจะเอ่ยปากสั่งการ

“...เรียกหมอนั่นมา

 

 

...................

..............

........

...

 

 

ฟ้าสว่างจ้า...เวลานี้คงไม่เช้าเท่าไหร่แล้ว ร่างโปร่งดันตัวเองลุกจากฟูกนอน สิ่งที่ทำเมื่อคืนกินแรงไปมากกว่าที่คิด

แค่ก...

รู้สึกถึงก้อนอะไรบางอย่างที่ติดอยู่ในคอ หากเมื่อกระอักไอออกมา กลับเห็นเพียงสีแดงฉานติดเต็มฝ่ามือ... อวัยวะภายในก็คงบาดเจ็บไม่น้อยเช่นกัน...

 

คุณเคียว...” เงาของลูกน้องคนสนิทปรากฏขึ้นอีกด้านของประตู พร้อมเอ่ยบอกการมาที่ไม่มีการนัดหมายล่วงหน้าของคนสำคัญ คุณซาวาดะขอเข้าพบครับ

ห้านาที” เอ่ยตอบไปอย่างรวดเร็ว พร้อมๆกับการลุกขึ้นยืน... แม้ว่าหัวจะปวดตุบๆ... แม้ว่าภาพตรงหน้าจะพร่ามัว... แต่เขาจะไม่เป็นไร

 

...เพราะไม่อยากให้คนสำคัญต้องกังวล...

 

ห้านาทีผ่านไปอย่างรวดเร็ว ฮิบาริจัดการให้ทั้งตัวเองและห้องอยู่ในสภาพที่เรียบร้อยที่สุด ทั้งคราบเลือดและอุปกรณ์ปฐมพยาบาลถูกเก็บมิดชิด ไม่เหลือเค้าว่าเจ้าของห้องนี้กำลังบาดเจ็บ

สวัสดีครับ เคียวยะ

อืม

วันนี้ผมไม่เห็นคุณ ก็เลยมาหา

ปกติฉันก็ไม่ได้เข้าไปที่ฐานวองโกเล่อยู่แล้วนี่” แม้จะมีสถานะคนรัก แม้จะทำงานในสังกัดเดียวกัน แต่เมฆาก็คือเมฆา ฮิบาริ เคียวยะ ยังเกลียดการสุมหัวไม่เปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้น นอกจากประชุมที่สำคัญมากๆจริงๆ ก็ไม่มีทางที่จะเห็นเขาไปเดินเล่นที่ปราสาทวองโกเล่อยู่แล้ว

แต่วันนี้มันไม่ปกตินี่ครับ” ร่างเล็กๆของนภาเอนพิงอีกคน แล้วถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน

ถ้าเหนื่อยก็พัก

ยังไม่ได้หรอกครับ” สึนะถอนหายใจอีกที “ตอนนี้กำลังใจของวองโกเล่ตกต่ำลงมาก คนมากกว่าครึ่งแฟมิลี่ถูกพิษ ยังไม่นับว่าในจำนวนนั้นยังมีผู้พิทักษ์รวมด้วยถึงสามคน

“...”

นอกจากนี้เรายังตามจับใครไม่ได้เลย... หนอนที่ลอบเข้ามายอมพูดแล้วก็จริง แต่สมาชิกของแฟมิลี่บ้านั่นกลับหายไปหมด... ที่ตั้งของแฟมิลี่ก็มีแต่คราบเลือด ไม่มีใครอยู่เลย...” สึนะระบายอย่างกดดัน “ผมจะทำยังไงดี

ฉันบอกให้เธอพักบ้าง” ฮิบาริพูดอย่างอดทน “แฟมิลี่พรรค์นั้นหายไปก็สมควรแล้ว ไม่เห็นต้องสนใจมันเลย

คุณพูดเหมือนยินดีที่มีคนตาย...

หรือไม่จริงถ้าไม่ใช่เพราะพวกมัน เธอจะต้องมาเครียดแบบนี้เหรอหายๆไปซะก็ดีแล้วนี่

เคียวยะ! คนเราไม่ว่าจะเลวแค่ไหน ก็ไม่มีใครที่สมควรตายหรอกนะครับ

“...” ดวงตาสีดำเบือนมาสบกับดวงตาสีน้ำตาลที่มีน้ำตาคลอ ก่อนที่จะเป็นฝ่ายเงียบไปเสียเอง

เอาเถอะครับ...“ สึนะพูดเสียงสั่นและเงียบไประยะหนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องพูด ดวงตาที่พยายามปรับให้สดใส กับมือเล็กที่เอื้อมมาแตะ ทำให้ฮิบาริมองอย่างไม่เข้าใจ “นี่ เคียวยะ... คุณไปให้กำลังใจพวกเขากับผมนะ?”

ให้กำลังใจ?” คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน

อื้ม! คุณเป็นผู้พิทักษ์ที่แข็งแกร่งที่สุด ถ้าได้เห็นว่าคุณยังอยู่ดี พวกเขาก็อาจจะมีกำลังใจขึ้นมา

ฉันไม่ชอบสุมหัว” ฮิบาริปฏิเสธทันทีเมื่อเข้าใจแล้วว่าคนรักกำลังต้องการให้ตัวเองไปเป็นมาสคอต

โถ่ เคียวยะ มันไม่ได้หนักหนาอะไรนี่

“...” ริมฝีปากที่กำลังจะอ้าตอบเม้มแน่นเข้าหากันทันทีที่รู้สึกถึงลิ่มเลือดที่จะออกมาอีกครา

น้านะครับ เคียวยะ

พวกนั้นไม่สำคัญสำหรับฉัน ถ้าไม่คิดจะพยายามมีชีวิตต่อด้วยตัวเอง ก็สมควรตายๆไปซะ” ก้อนเลือดถูกกลืนลงไปอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยตอบคำถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบอย่างที่เคยเป็น

เคียวยะ!” เสียงใสร้องลั่น ความโกรธเกรี้ยวแผ่ออกมาจนฮิบาริยังสัมผัสได้ “พวกเขาเป็น ‘เพื่อน’ นะ

เพื่อนสำคัญด้วยเหรอ” ในฐานะคนที่อยู่คนเดียวมาจนชินชา นอกจากคนตรงหน้า...คนที่เขาสนิทมากพอจะเรียกว่าเพื่อนก็มีแค่คนเดียว แถมคนๆนั้นยังแข็งแกร่งไม่แพ้ตน... เพราะอย่างนั้นเมฆาถึงได้ไม่เข้าใจ...ทำไมต้องเรียกสัตว์กินพืชอ่อนแอว่า ‘เพื่อน’ ด้วย?

พวกเขาสำคัญนะ!

สำคัญกว่าฉันเหรอ?” เมฆาสบตานภาอย่างคาดคั้น มือคว้าจับข้อมืออีกคนอย่างไม่ยอมให้ถอยหนี “สำคัญถึงกับต้องมาทะเลาะกับฉันเพื่อพวกมัน?”

ผมแค่อยากให้คุณไปดูพวกเขาบ้าง!

สึนะโยชิ...ฉันไม่ใช่หมอ” ฮิบาริไม่เคยต้องใช้ความอดทนมากขนาดนี้ในการคุยกับใคร ที่ผ่านมาหากเขากับคู่สนทนามีทัศนคติที่ไม่ตรงกัน การใช้กำลังก็คือคำตอบ แต่สำหรับนภา...มีเพียงคนๆนี้ที่เป็นข้อยกเว้นสำหรับทุกสิ่ง

แต่มันก็ต้องมีอะไรสักอย่างที่ทำได้

เฮ้อ...ตอนนี้ไม่--” ฮิบาริถอนหายใจอย่างยอมแพ้ ก่อนจะเอ่ยปากขอผลัดวัน วันนี้เป็นวันที่เขาไม่ควรอยู่กับคนตรงหน้า...เพราะกลัวว่าอาการที่ซ่อนไว้จะหลบสายตาอีกคนไม่หมด... หากแต่ยังพูดไม่ทันจบ เสียงตะโกนด่าว่าจากนภาก็แทรกเข้ามาซะก่อน

“คุณมันแย่มาก! คุณฮิบาริ!” คำเรียกที่เปลี่ยนไปทำให้ดวงตาของเมฆาสั่นไหว

“ฟังฉั--”

คุณมันไม่เคยเปลี่ยนไปจากแต่ก่อนเลยสักนิด! เวลาแบบนี้เราควรจะช่วยเหลือทุกอย่างเท่าที่ทำได้!

“...”

คุณมันคนใจร้าย! ไม่มีหัวใจ!

สึ...

ผมเกลียดคุณ!

สึนะโยชิ!” ฮิบาริเบิกตากว้าง เขาไม่เคยคิดว่าจะได้มารับฟังคำพูดแบบนี้จากคนสำคัญ มือที่จับข้อมืออีกฝ่ายอยู่สั่นระริกจนอีกคนน่าจะสัมผัสได้

“ผมจำได้...คุณเคยพูดสินะ...ว่าเพราะเมฆาอยู่คู่นภา แผ่นฟ้าถึงได้งดงาม” น่าเศร้าที่ตอนนี้นภามีเพียงความโกรธเกรี้ยว มือเล็กแกะมืออีกคนทิ้งไปอย่างไม่ใยดี พร้อมถ้อยคำที่กรีดแทงใจคนฟังให้เป็นชิ้นๆ “แต่ความจริงแล้ว ถึงไม่มีเมฆ ท้องฟ้าก็ยังคงงดงาม!

นภาตัวน้อยใช้สองมือทุบอกคนใจร้ายเต็มแรงก่อนจะสะบัดหน้าหนีแล้วเดินจากไป เสียงประตูปิดกระแทกไม่อาจเรียกความสนใจของเมฆาได้ ดวงตาสีดำจับจ้องที่มือของตัวเองที่ถูกสะบัดทิ้ง หัวใจวูบไหวอ่อนแรงจนแทบหยุดเต้น

เนิ่นนาน...กว่าที่เมฆาจะตั้งสติกลับมาอีกครั้ง มือสองข้างกำเข้า...แน่นขึ้น...แน่นขึ้นเรื่อยๆ... จนรู้สึกได้ถึงหยาดโลหิตที่ไหลริน...

ดวงตาที่พร่ามัวด้วยของเหลวใสจับจ้องไปยังประตูที่ ‘คนรัก’ เดินจากไป สิบปีมานี้นภาเก่งขึ้นมาก ไม่จำเป็นต้องเข้าไฮเปอร์โหมด เรี่ยวแรงของอีกฝ่ายก็ไม่ใช่น้อยๆ การทุบเมื่อครู่ ไม่ต้องให้ใครวินิจฉัยเขาก็รู้ตัวว่าคงบาดเจ็บภายในหนักกว่าเดิม... ร่างโปร่งสูดลมหายใจลึก กลืน ‘ก้อนเลือด’ ที่จุกคอให้ไหลลงท้อง

ดวงตาเรียวเหลือบไปมองท้องฟ้า สีฟ้ากระจ่างยังคงดึงดูดสายตา... แต่ก็อย่างที่นภาว่า วันที่ฟ้าไร้เมฆมันก็มี...

 

ถ้าเธอต้องการแบบนั้น...ฉันก็จะทำทุกอย่าง... สึนะโยชิ

 

...ผืนฟ้าที่ไร้เมฆ...ก็ยังงดงามงั้นสินะ...

 

 


...................

..............

........

...

 

 

ปราสาทวองโกเล่ช่วงนี้เต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย คนมากมายเดินเข้าเดินออกห้องนั้นห้องนี้เป็นว่าเล่นเพื่อดูอาการผู้คนที่ติดพิษ ห้องโถงที่เคยกว้างขวางกลับดูคับแคบเพราะถูกจับจองด้วยร่างครึ่งเป็นครึ่งตายของสมาชิกระดับล่าง... ตอนนี้สิ่งที่พวกเขาทำได้คือการประคองอาการไม่ให้ทรุดลง ความหวังทั้งหมดถูกฝากไว้ที่หน่วยวิจัย ว่านักวิจัยเหล่านั้นจะสามารถทำยาแก้พิษได้ทัน...ก่อนที่จะมีคนตาย...

ลึกเข้าไปภายใน สถานที่ที่เงียบสงบ ราวกับความวุ่นวายภายนอกส่งมาไม่ถึง กลุ่มคนหลายสิบทำงานกันอย่างเคร่งเครียด... ท่อนับไม่ถ้วนห้อยระโยงระยางทั่วห้องกว้าง น้ำสีต่างๆไหลเข้าไหลออกตามท่อนั่นจนน่าตระหนกว่า ‘ร่างกาย’ ของผู้รับยังคงทนไหวได้อย่างไร... การทดลองของหน่วยวิจัยยาของวองโกเล่นั้นแม้จะรวดเร็วและเปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพ หากแต่มันก็เป็นดังคำกล่าวขาน


...แสงสว่าง...ยิ่งสาดส่องมากขึ้นเท่าไหร่...

...เงา...ก็ยิ่งดำมืดมากขึ้นเท่านั้น...

 

แม้ ‘ผลลัพธ์’ จะออกมาดี แต่สิ่งที่ต้อง ‘จ่าย’ ก็สูงค่า... เมื่อ ‘ตัวทดลอง’ ของหน่วยนี้ เดินเข้ามา...แต่ ‘นอน’ ออกไป

ไม่เคยมีเลยสักครั้ง ที่ตัวทดลองเหล่านั้นจะยังมีชีวิตรอดเมื่อการทดลองสิ้นสุดลง...

เพราะฉะนั้นแล้ว ตัวทดลองโดยปกติมักจะเป็นพวกทรยศแฟมิลี่... มีเพียงครั้งนี้...ที่ตัวทดลองถือยศสูงศักดิ์...


...เป็นถึง ‘ผู้พิทักษ์’ แห่งท้องนภา...

 

เหล่านักวิจัยเร่งจัดเก็บข้อมูลกันมือระวิง สายตาจ้องมองคอมพิวเตอร์รวมถึงสารต่างๆ และแทบจะทุกครั้งที่พอมีเวลาหายใจ สายตาของพวกเขาก็อดที่จะเหลือบไปมองคนที่นอนอยู่ในแคปซูลกลางห้องนั่นไม่ได้... เป็นครั้งแรกที่พวกเขาปรารถนาให้การทดลองจบสิ้นโดยที่ตัวทดลองรอดชีวิต... แม้ตัวทดลองที่ว่า ดูคล้ายอยากจะ ‘ทิ้งชีวิต’ ไว้ที่นี่ก็ตามที...

พวกเขายังคงจำได้ ถึงวันแรกที่ ‘ผู้พิทักษ์เมฆา’ ก้าวเข้ามาในห้องวิจัย คำประกาศช้าๆชัดๆที่ไร้การลังเลใดๆนั่นยังคงติดตรึง

 

ทดลองกับฉัน

ต...แต่ คุณฮิบาริ...?”

พวกสัตว์กินพืชอ่อนแอนั่นโดนนิดโดนหน่อยก็ตาย ทดลองกับพวกมันไปอีกนานเท่าไหร่ถึงจะได้ยาแก้

แต่...แต่ว่า...

ฉันจะไม่ตาย” คำประกาศเยือกเย็นราวประกาศิต มาพร้อมกับดวงตาสีนิลเย็นชาที่จ้องเป็นเชิงข่มขู่ให้ตอบตกลง “จนกว่าจะได้ยาแก้ ฉันจะไม่ตาย

 

ไม่มีใครรู้ว่าทำไม ฮิบาริ เคียวยะ ถึงได้เสนอตัวมาเป็นตัวทดลอง... การกระทำนี้คล้ายจะมาจากการตัดสินใจส่วนตัว ทว่าเมื่อมาถึงขั้นนี้ ก็มีแต่ต้องตอบ ‘ตกลง’ เท่านั้น... คำสั่งที่ว่าให้ทดลองไปอย่างเงียบๆโดยไม่ต้องแจ้งกับเบื้องบน ทำให้จิตใจของพวกเขาหนักอึ้ง... ยิ่งร่างกายแรกเริ่มนั่นยังมีอาการบาดเจ็บภายในที่เจ้าของไม่ยอมรักษา... ถ้าการทดลองพลาดขึ้นมา มันจะเป็นยังไง... ถ้าเมฆาต้องจบชีวิตลงที่นี่...จะทำยังไง…


...พวกเขาไม่รู้...

...และไม่มีทางให้ถอยอีกแล้ว...



..............

........

...



เป็นยังไง

เมื่อการทดลองในแต่ละรอบผ่านพ้นไป เมฆาจะเอ่ยถามด้วยคำถามเดิมๆ ติดตามผลอย่างใกล้ชิดจนพวกเขากลัวตัวสั่น โชคดีที่สามสี่วันมานี้การทดลองให้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นมาก หากสามารถทำได้เช่นนี้ต่อ อีกไม่เกินหนึ่งอาทิตย์ ยาแก้พิษที่สมบูรณ์ที่ถูกสร้างออกมาได้แน่

 

...เกรงก็แต่ร่างกายของเมฆาที่ย่ำแย่ลงในทุกๆวัน...

 

ร่างกายของผู้พิทักษ์ที่แข็งแกร่งที่สุดผู้นี้เหนือกว่ามนุษย์ธรรมดาทั่วไปมาก... ต้องเรียกว่าแข็งแกร่งอย่างกับไม่ใช่มนุษย์เลยทีเดียว... การทดลองวันแรกๆที่ทำเอาตัวทดลองตายไปกว่าสิบ เขาคนนี้กลับสามารถรับมันไว้และลุกขึ้นมาเดินเหินได้ดังใจ... แต่ไม่ว่ายังไงฮิบาริ เคียวยะ ก็ยังเป็นมนุษย์ ถึงจะสามารถลืมตาและเอ่ยปากถามได้ในทุกๆครั้งก็จริง แต่เมื่อต้องรับการทดลองมากว่าสามสัปดาห์ ตอนนี้สิ่งที่เขาทำได้เมื่อการทดลองเสร็จสิ้น กลับมีเพียงดวงตาที่เปิดขึ้นอย่างอ่อนแรง และเสียงที่เบาลงทุกที...

 

...ได้แต่หวังว่าเมฆาจะไม่เลือนหายไปจากนภา...

 

คุณฮิบาริครับ ผมคิดว่าการทดลองกับคุณควรยุติลงเท่านี้” นักวิจัยใจกล้าผู้หนึ่งเอ่ยปากบอก หลังจากการรายงานผลเสร็จสิ้น

“...”

ยาแก้ในปัจจุบันได้ผลที่ดีมากแล้ว เรา...น่าจะใช้ตัวทดลองอื่นในขั้นตอนต่อไปได้ ผมอยากให้คุณฮิบาริหยุดและเข้ารับการรักษา

ไม่

คุณฮิบาริ!

อย่าได้คิดโกหกฉัน ยาในตอนนี้แก้พิษบางส่วนได้ก็จริง แต่แรงเกินไปสำหรับร่างกายมนุษย์ธรรมดา แค่ฉีดเข้าร่าง สัตว์กินพืชอ่อนแอพรรค์นั้นก็คงชักตายกันหมดแล้ว” ดวงตาที่จ้องมองมามีความแข็งกร้าวแฝงอยู่ ทำให้คนที่คิดจะโกหกเงียบเสียง แม้เสียงพูดนั้นจะเบาลง แต่ก็ไม่มีความอ่อนแรงปรากฏแม้แต่น้อย... แม้ร่างกายจะอ่อนล้าแทบถึงขีดสุด เมฆาก็ยังคงแข็งแกร่งเหนือผู้ใด...

ความจริงก็คือความจริง... ร่างกายที่รับสารมาเนิ่นนานของผู้พิทักษ์เมฆายังสามารถรับยาทดลองได้ ทว่าตัวทดลองใหม่ที่เอามานั้นไม่อาจทนได้เกินกว่านาที ทุกคนชักตายหมดเหมือนที่เมฆาว่า... แต่ถ้าจะให้ทดลองกับคนๆนี้ต่อไป...ก็เกรงว่าจะถึงเวลาของเขาเข้าสักวัน...

ฉันคิดว่าเคยพูดไปแล้ว” น้ำเสียงเยือกเย็นราวกับทุกสิ่งทุกอย่างยังเป็นปกติของผู้พิทักษ์เมฆาทำให้พวกเขาสงบใจลง “จนกว่ายาแก้พิษจะสมบูรณ์ ฉันจะไม่ตาย

“...ครับ คุณฮิบาริ

แม้พวกเขาจะเป็นผู้ทำการทดลอง ทว่ากลับไม่มีสิทธิที่จะเถียงกับคนๆนี้ ร่างนับสิบในชุดกาวน์สีขาวได้แต่เดินกลับไปยังที่ของตน และเริ่มการทดลองรอบใหม่ มีเพียงแค่คำถามคล้ายๆกันที่อัดแน่นในดวงตา

 

...จนกว่าการทดลองจะเสร็จสิ้น คุณจะไม่ตาย...

...แล้วถ้าการทดลองเสร็จสิ้นล่ะ...

...คุณ...

 

...จะตายรึเปล่า...?

 

 

...................

..............

........

...

 

 

แย่แล้ว!

อาการของคนโดนพิษอยู่ๆก็ทรุดลง

ยาแก้สมบูรณ์รึยัง

 

วันนี้เสียงในห้องวิจัยดูจะมากกว่าทุกวัน ฮิบาริลืมตาขึ้นช้าๆ สายตาพร่าเบลอมองไปรอบๆทั้งที่สมองยังคงมึนงง เขาจำได้ว่าก่อนที่จะหลับ(?)ไปมีการเริ่มการทดลองรอบสุดท้ายเพื่อยืนยันความสมบูรณ์ของยาแก้พิษ แต่ตอนนี้เหมือนทุกอย่างจะจบลงแล้วการทดลองเสร็จสิ้น?

 

...เหนื่อยจัง...ไม่มีแรงเลย...ทรมานชะมัด...

 

ร่างกายส่งเสียงประท้วงให้กลับสู่ห้วงนิทรา ทว่าสิ่งที่ได้ยินนั้นคอยฉุดรั้ง ฮิบาริกวาดสายตามองรอบด้านอีกรอบ ภาพที่เห็นชัดเจนขึ้นเพียงเล็กน้อย ความวุ่นวายยังคงดำเนินอยู่ ดูจะไม่มีใครรู้ว่าเขารู้สึกตัวแล้ว...แต่เขาต้องการรู้ผล...

 

ก๊อก...

เมฆาออกแรงขยับมือเคาะแคปซูลที่ตัวเองนอนอยู่ เสียงนั้นก้องกังวานดึงความสนใจได้อย่างดี

รู้สึกตัวแล้วเหรอครับ คุณฮิบาริ” นักวิจัยที่คอยดูแลเมฆามาเกือบเดือนก้าวเข้ามาหาทันที “เป็นยังไงบ้างครับ รู้สึกแย่ลงมากไหม

“...เป็นยังไง” คนถูกถามไม่สนใจจะตอบ แต่เอ่ยถามคำถามเดิมๆกลับมา

ครับ ยาแก้พิษเสร็จสมบูรณ์ เรื่องนี้ต้องขอบคุณคุณฮิบาริมากจริงๆ” พูดถึงเรื่องนี้แล้วคนถามที่กลายมาเป็นคนตอบก็เริ่มมีรอยยิ้มขึ้นมาน้อยๆ แต่แววตากังวลนั่นก็ไม่ได้รอดพ้นสายตาของฮิบาริไปได้

มีปัญหาอะไร...

เอ่อ...ไม่ครับ! ไม่มี

อย่าโกหก!”

“...คือ...” คนถูกกดดันทำสายตาล่อกแล่ก เหลือบซ้ายแลขวาคล้ายหาตัวช่วย ทว่าด้วยความที่ทุกคนกำลังยุ่ง (หรือถึงไม่ยุ่งก็ไม่มีใครกล้าเข้ามาแทรก) ทำให้ไม่มีการช่วยเหลือใดๆ สุดท้ายแล้วนักวิจัยผู้โชคร้ายก็ได้แต่กลั้นใจตอบออกมา “คือ...ถึงยาแก้จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว แต่ว่าคนที่โดนพิษอยู่ๆก็อาการกำเริบ... ปริมาณยาที่มีในตอนนี้ไม่เพียงพอต่อความต้องการครับ

“...” ดวงตาสีนิลที่หรี่ปรือฉายแววครุ่นคิด “ลองเรียกหน่วยเมฆามาช่วยรึยัง

ครับ เราพยายามขอความช่วยเหลือเพื่อใช้ความสามารถในการเพิ่มพูนของเมฆาแล้ว แต่ไม่ได้ผลครับ” คนตอบละเว้นบางสิ่งไว้ในใจ... ไม่กล้าบอกว่าเพราะความช่วยเหลือที่ไม่ได้ผลนั้น ทำให้ปริมาณยาแก้ที่เหลือให้ใช้ได้ลดน้อยลงไปกว่าครึ่ง

“...” คนป่วย(?)นิ่งไป เปลือกตาขาวซีดปิดทับดวงตา คิ้วเรียวขมวดเป็นปม ดูท่าทางทรมาน

คุณฮิบาริพักผ่อนเถอะครับ เรื่องนี้เราจะรีบแก้ปัญหาเอง

“...ไม่ทันหรอก” เสียงแผ่วเบาพูดอย่างคนรู้ดี มืออ่อนแรงพยายามดันตัวเองให้ลุกขึ้นนั่ง ทั้งที่แค่พูดก็ยังแทบไม่เหลือแรงแล้ว “หาที่พิง...ให้ฉัน

ค...ครับครับ!” คนถูกสั่งกระวีกระวาดดึงข้าวของมากองด้านหลัง แล้วจึงเอาหมอนวางเอนเป็นที่พิงให้อย่างรวดเร็ว

“...แฮ่ก...แฮ่ก...

คุณฮิบาริครับ คุณควรพักผ่อน...จะลุกขึ้นทำไมล่ะครับ” นักวิจัยมองอาการหอบเหนื่อยของผู้พิทักษ์ในความดูแลอย่างเป็นห่วง โชคดีที่เมื่อการทดลองเสร็จสิ้น พวกเขาก็ดึงเอาท่อต่างๆออกไปหมดแล้ว ร่างกายของฮิบาริจึงเหลือเพียงผ้าพันแผลกับสายน้ำเกลือเท่านั้น เพราะงั้นการลุกขึ้นมานั่งก็เลยไม่ได้ลำบากอะไรมาก

“...แฮ่ก...” เมฆาเอนหลังหลับตาหอบอยู่ครู่หนึ่ง ร่างกายที่ไร้เรี่ยวแรงนี่เป็นที่สุดของอุปสรรคสำหรับคนที่ร่างกายแข็งแรงมาโดยตลอดอย่างเขา แต่ในตอนนี้เรื่องนี้ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร “เอายามา

ยา?” ชายในชุดขาวทำหน้าเหมือนสมองเออเร่อ ในหัวคิดถึงยาบำรุงต่างๆ ก่อนจะสะดุ้งเมื่ออีกฝ่ายขยายความซึ่งไปคนละทิศละทางกับในความคิดตัวเอง

ยาแก้พิษ...เอามา

ห๊ะทำไม?”

เอามา!

ครับ!” ถึงจะรู้ว่าคนตรงหน้าที่แค่ลุกนั่งก็หอบเหนื่อยคงไม่มีทางลุกมาฟาดตัวเองได้ แต่ความเกรงกลัวที่ฝังรากลึกมาไม่รู้กี่ปีก็ไม่สามารถทำให้หายไปด้วยท่าทีอ่อนแอเพียงไม่กี่วัน...

ยาแก้พิษที่เหลือไม่มากถูกแบ่งออกมาส่งถึงมือเมฆา ท่ามกลางสายตามากมายของเหล่านักวิจัยที่มองมาอย่างสงสัย ดวงตาสีนิลมองหลอดทดลองขนาดเล็กที่มียาสีเหลืองใสอยู่ก้นหลอดด้วยแววตาอ่านไม่ออก

เอ่อ...คุณฮิบาริ?”

เทใส่บีกเกอร์

“...ครับ?”

เทใส่บีกเกอร์” ฮิบาริย้ำอีกรอบ “ใหญ่ที่สุด”

เอ๋...ทำไมล่-- เสียงคนทักท้วงกลืนหายเข้าลำคอ เมื่อสบตาเข้ากับดวงตาสีนิล “จะรีบทำเดี๋ยวนี้ครับ!

ใช้เวลาไม่นาน บีกเกอร์ขนาดใหญ่ที่สุดที่มีก็ถูกส่งมา ยาที่มีปริมาณน้อยมากๆนั้นแทบจะมองไม่เห็นเมื่อต้องอยู่ในบีกเกอร์ขนาดใหญ่ ฮิบาริวางมันไว้ที่ตักเพราะไม่มีแรงจะยก ก่อนที่ไฟที่แหวนจะถูกจุดขึ้นมา

คุณฮิบาริ!?” นักวิจัยแทบทั้งห้องร้องเสียงหลง พวกเขาไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายกำลังทำอะไร ทั้งที่ก็บอกไปแล้วว่าการเพิ่มพูนนั้นไม่ได้ผล... แถมร่างกายของอีกฝ่ายก็ไม่ได้แข็งแรง การจุดไฟที่เป็นพลังชีวิตออกมาเช่นนี้ มีแต่จะเร่งให้ตัวเองตายไวขึ้น!

หุบปาก

แต่คุณฮิบาริ ร่างกายของคุณ...

คนอื่นจะรู้ร่างกายของฉันดีกว่าตัวฉันเองได้ยังไง” ดวงตาสีนิลฉายแววข่มขู่ “ไม่ต้องมายุ่ง

ต...แต่...คุณฮิบาริจะจุดไฟทำไมครับ

การเพิ่มพูนของเมฆามันไม่ได้ผล...

เฮอะ” ฮิบาริแค่นเสียงในลำคอ “ที่มันไม่ได้ผลน่ะ...

อยู่ๆเปลวไฟอ่อนๆนั่นก็ใหญ่ขึ้นมา แถมสีม่วงของมันยังดูบริสุทธิ์สดใสกว่าที่เคยเป็น เหล่านักวิจัยมองก่อนจะอ้าปากค้าง พวกเขาเคยเห็นเปลวไฟแบบนี้ มันเหมือนกับเปลวไฟบริสุทธิ์ของนภาแห่งวองโกเล่...แต่พวกเขาพึ่งจะรู้ ว่านอกจากนภาแล้ว ธาตุอื่นก็สามารถสร้างเปลวไฟความบริสุทธิ์สูงเช่นนี้ขึ้นมาได้?!

เพราะไฟของพวกมันยังบริสุทธิ์ไม่พอ

มือแตะที่ขอบบีกเกอร์ ควบคุมเปลวไฟพุ่งเข้าด้านใน ใช้เวลาอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่ปริมาณของเหลวด้านในจะเพิ่มขึ้นด้วยอัตราเร็วที่ตามองเห็นจนเต็มภาชนะ พร้อมๆกับสีของน้ำยาที่เปลี่ยนเป็นสีม่วงใส

เปลวไฟสีม่วงวูบไหวก่อนจะดับลง ร่างทั้งร่างสั่นไหว สติเองก็คล้ายจะวูบดับ…

 

...ยังไม่ได้...

จะหลับตอนนี้ไม่ได้...

 

ฮิบาริปรายตาให้ใครมาหยิบเอาบีกเกอร์ออกไปก่อนที่มันจะหก ก่อนจะเอนพิงกองข้าวของนั่นลงไปมากกว่าเดิม

ค...คุณฮิบาริ...ยังไหวใช่ไหมครับ?”

ส่วนหนึ่งของนักวิจัยรีบเอายาที่ได้ไปวิเคราะห์ว่ามันยังใช่ยาแก้พิษอยู่ไหม ถึงจะไม่เข้าใจว่าทำไมสีของยาถึงเปลี่ยนไป แต่คุณสมบัติต่างๆที่วัดได้ก็ออกมาน่าพอใจ ในตอนนี้นั้น แม้ว่าปริมาณของมันจะยังไม่เพียงพอต่อคนทั้งหมด แต่เพียงเท่านี้ก็เพียงพอจะรักษาสมาชิกระดับสูงและระดับกลางบางส่วนแล้ว

พอรึยัง?” ฮิบาริที่หลับตาหายใจหอบเอ่ยถามเมื่อเห็นการวิเคราะห์เสร็จสิ้น เจ้าตัวไม่ถามว่าใช้ได้ไหมเพราะรู้ดีว่าการเพิ่มพูนของตนนั้น นอกจากการเพิ่มอะไรบางอย่างตามความตั้งใจของตัวเขาเองลงไป... คุณสมบัติของสารนั้นไม่ได้ถูกเปลี่ยนแปลง

“...เอ่อ...

พอครับ” ในเสี้ยววินาทีที่คนกำลังอ้ำอึ้ง นักวิจัยที่สนิท(?)กับฮิบาริที่สุดก็ตอบกลับมา “พักผ่อนเถอะครับ คุณฮิบาริ... ที่คุณทำนี่ก็มากพอแล้ว

ฮึ” ดวงตาเรียวเหลือบมอง “รู้ตัวรึเปล่าว่าตัวเองโกหกได้แย่มาก

“...”

ในเมื่อมันยังไม่พอก็เอามาใหม่ ถ้าไม่อยากให้ฉันเปลืองแรงหลายรอบก็หาภาชนะให้ใหญ่กว่านี้

แต่คุณฮิบาริ” ชายในชุดกาวน์เผลอขึ้นเสียงอย่างไม่ตั้งใจ “ร่างกายของคุณ--

หืมนี่กล้าสั่งฉันตั้งแต่เมื่อไหร่ เจ้าสัตว์กินพืช

เอ่อ...ขอโทษครับ ผมไม่ได้ตั้งใจ” คนเสียงดังเมื่อครู่ก้มหน้างุดทันที

เอายามา

แต่...

ถ้าไม่เอามา...” เมฆาที่รู้ดีว่าสภาพร่างกายของตนไม่สามารถลุกไปขย้ำคนที่ขัดใจตัวได้อย่างที่เคยทำเริ่มเปลี่ยนวิธีใหม่... ในเมื่อข่มขู่ด้วยกำลังไม่ได้ ก็ต้องข่มขู่ด้วยวาจาและตัวประกัน! เปลวไฟสีม่วงลุกพรึบขึ้นเหนือแหวนอีกครั้ง เปลวไฟนั่นทั้งใหญ่และบริสุทธิ์ ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันจะผลาญพลังชีวิตไปมากขนาดไหน “ฉันก็จะจุดไฟอยู่แบบนี้

คุณฮิบาริ!!

ฮึ...” คนเอาแต่ใจที่ใช้ชีวิตตัวเองเป็นตัวประกันหลับตาไม่สนใจ ทว่าปล่อยเปลวไฟออกมาเรื่อยๆ สีหน้าของเมฆาที่ซีดขาวอยู่แล้วเริ่มซีดลงไปอีกอย่างเห็นได้ชัด แต่กระนั้นเจ้าตัวก็ยังไม่ยอมหยุด จนในที่สุดนักวิจัยทั้งหลายก็ต้องเป็นฝ่ายยอมแพ้

เพราะหาภาชนะที่ใหญ่พอไม่ได้ ก็เลยต้องเล่นด้วยปริมาณ ทั้งบีกเกอร์ ชาม แก้ว อะไรก็ตามที่ใหญ่มากพอแล้วใส่ของเหลวได้ถูกขนมาวางด้านข้างแคปซูล เหล่านักวิจัยคำนวณอย่างรอบคอบ ขอแค่ได้เต็มนี่ ยาก็จะถูกใช้ได้อย่างพอดี... ทุกภาชนะนั้นมียาแก้ปริมาณเล็กน้อยใส่อยู่ เพื่อให้พร้อมกับการถูกเพิ่มพูน ฮิบาริปรายตาสำรวจเล็กน้อย ก่อนจะบังคับให้เปลวไฟพุ่งเข้าสู่ทุกภาชนะในครั้งเดียว

อั่ก...” เกือบห้านาทีเมื่อการเพิ่มพูนเกือบจะเสร็จสิ้น คนฝืนตัวเองก็กระอักเลือดออกมา เปลวไฟจากแหวนสั่นไหวก่อนจะหายไปในที่สุด

คุณฮิบาริ!

“...ไม่...เป็นไร” เมฆาหน้าซีดขาว คำพูดที่เอ่ยจากปากดูจะสวนทางกับสภาพความเป็นจริง ดวงตาปรือปรอยเหมือนคนที่สติใกล้ดับมองผลงานตัวเอง ก่อนจะสังเกตเห็นในหลายๆภาชนะ ที่ตัวยาไม่ได้ถูกเพิ่มจนเต็ม

พอเถอะครับ คุณฮิบาริ! เท่านี้ก็พอแล้ว มันเพียงพอแล้วจริงๆ

“...อย่า...โก...หก...” เสียงพูดแผ่วเบาขาดห้วง เท่านี้ก็เป็นอันยืนยันได้ว่าผู้พิทักษ์เมฆาในตอนนี้ไม่ไหวแล้วจริงๆ

คุณฮิบาริครับ...

เปลวไฟสีม่วงถูกจุดขึ้นมาอีกครา แม้ว่าครั้งนี้ขนาดของเปลวไฟจะเล็กกว่าก่อนมาก แต่สีสันสดใสนั่นยังคงความบริสุทธิ์ไว้เช่นเดิม มือที่แทบไม่มีแรงขยับสั่นระริก ยังคงควบคุมเปลวไฟให้ไปที่ภาชนะที่ต้องการอย่างแม่นยำ แต่ความเร็วของการเพิ่มนั้นก็ลดน้อยลงอย่างน่าใจหาย

ดวงตาสีดำปรายมองพื้นที่ว่างด้านหลังเหล่านักวิจัย เงาเลือนรางของใครคนหนึ่งปรากฏอยู่ที่นั่น ก่อนจะเอ่ยปากด้วยประโยคที่กำลังตอกย้ำทั้งกับตัวเองและคนๆนั้น

 

ฉัน...จะไม่...ตายที่นี่...

 

...ในสถานที่ที่มองไม่เห็นท้องฟ้าแบบนี้...ไม่ใช่ที่ที่ฉันจะยอมตาย...

 

แม้รับฟังถ้อยคำนั้น แต่ก็ไม่อาจทำใจให้เชื่อถือ ร่างกายของอีกฝ่าย ‘พัง’ จนไม่น่ามีชีวิตรอดมาตั้งแต่สามวันก่อน แค่ยื้อมาถึงตอนนี้ก็ต้องเรียกปาฏิหาริย์แล้ว...นี่ยังจะมาผลาญพลังชีวิตไปกับเปลวไฟความบริสุทธิ์สูงแบบนี้อีก...

เหล่านักวิจัยทั้งหลายได้แต่ก้มหน้า...ไม่มีความกล้าที่จะเอ่ยห้าม... แต่ก็ไม่กล้าพอที่จะจ้องมองจนวาระสุดท้าย...

 

...เมฆาผู้สูงส่ง ไม่เคยผูกมัดกับใคร ไม่เคยสนใจผู้ใด...

...แล้วเพราะอะไรกัน...

...ทำไมต้องทำขนาดนี้...

...เพื่อช่วยคนอื่นที่ไม่ควรค่าให้ใส่ใจ...

...ถึงกับจะทิ้งชีวิตตัวเองเลยงั้นเหรอ...

 

 

ตุบ...

เสียงบางสิ่งหล่นลงทำให้เหล่านักวิจัยได้สติ พวกเขามองภาชนะนับสิบที่ขนมาซึ่งเต็มเปี่ยมไปด้วยยาแก้พิษสีม่วงใส ยังไม่รวมถึงยาที่อยู่ในวดบนโต๊ะที่เมฆาอุตส่าห์เพิ่มพูนให้อีก...

มันเพียงพอ...เพียงพอจนมากเกินไปด้วยซ้ำ...

ทีละคน...ทีละคน... สายตาสั่นระริกค่อยๆเบนเข้าหาร่างที่ศูนย์กลาง... ผู้พิทักษ์ที่แข็งแกร่งที่สุดของวองโกเล่... เวลานี้กลับดูอ่อนแออย่างน่าใจหาย สีหน้าซีดขาว ริมฝีปากเปื้อนคราบเลือด ดวงตาปิดสนิท มือที่สวมแหวนห้อยค้างที่ขอบแคปซูล ซึ่งมันน่าจะเป็นต้นกำเนิดของเสียงเมื่อครู่... ร่างกายสูงโปร่งไม่ขยับไหวติงใดๆ มองแผ่นอกยังไงก็ยังไม่เห็นถึงการกระเพื่อมไหวของการหายใจ... ดูยังไงก็ไม่ต่างจาก ‘คนตาย

คนอยู่ใกล้เอื้อมมือสั่นๆแตะจุดชีพจร สัมผัสของหัวใจเต้นเนิบช้าแผ่วเบาจนแทบไม่มี แต่มันก็ทำให้พวกเขาถอนหายใจอย่างโล่งอก คนถูกจัดสรรอย่างรวดเร็ว เพื่อแบ่งคนไปส่งยาแก้แก่ผู้ต้องพิษ และคอยดูแลเมฆาอยู่ตรงนี้

ร่างโปร่งถูกทำความสะอาดอย่างรวดเร็ว ทว่าเมื่อปราศจากคราบเลือด กลับทำให้ร่างนั้นดูซีดเซียวยิ่งกว่าเก่า สายน้ำเกลือถูกเปลี่ยน เพิ่มทั้งปริมาณยารักษาและสารอาหาร ทำทุกอย่างหวังเพียงยื้อลมหายใจของเมฆา...

 

ทำได้เท่านี้...ที่เหลือ คงต้องหวังพึ่งความแข็งแกร่งของคุณฮิบาริแล้ว” หนึ่งในห้านักวิจัยที่ยังรั้งอยู่เอ่ยพูดกับเพื่อน

อืม...

โชคดีที่ร่างกายคุณฮิบาริยังตอบสนองต่อการรักษา” สายตาคนพูดมองกราฟบนหน้าจอแสดงผลอย่างพอใจ กราฟที่แทบจะหยุดนิ่ง แต่ก็ยังเห็นอัตราการเพิ่มอย่างช้าๆและสม่ำเสมอ... ถ้ายังเป็นแบบนี้ เมฆาก็ยังมีสิทธิรอด...

ข้างนอกยังวุ่นวายกันอยู่...” คนหนึ่งเดินออกไปที่ประตู มองด้านนอกห้องที่ยังมีคนวิ่งไปมาสับสนวุ่นวาย “เราควรออกไปช่วยไหม?”

อ่า...อยู่ในนี้ต่อไปก็ทำอะไรไม่ได้แล้วนี่นะ” เสียงหนึ่งตอบกลับ

แต่เราก็ควรมีใครสักคนคอยอยู่ดูแลคุณฮิบาริ

“ผมอยู่เอง” คนที่เงียบที่สุดเอ่ยปากเสนอตัว

อืม...”

“โอเค

 

 

เสียงฝีเท้าค่อยๆดังห่างออกไป เสียงของภายนอกแว่วเข้ามาเมื่อประตูเปิด... ประตูที่ปิดลงอีกครั้ง ตัดเสียงวุ่นวายเหล่านั้นไม่จนหมดสิ้น ราวกับตัดขาดให้โลกฝั่งนี้มีเพียงความเงียบสงบ

ไอหมอกบางๆปรากฏเรี่ยพื้นห้องวิจัย ร่างของ ‘นักวิจัย’ เพียงผู้เดียวในห้องค่อยๆแปรเปลี่ยน ขณะที่ก้าวเดินมาหยุดอยู่ที่ข้างแคปซูล ดวงตาคู่สวยเหลือบมองจอแสดงผลที่ไม่ได้แสดงผลลัพธ์ที่ดีเลยสักนิด... กราฟที่ดิ่งลงเรื่อยๆ... ร่างกายที่ไม่ตอบรับการรักษา... ที่เห็นว่าดีเมื่อครู่มันก็แค่ภาพมายาเท่านั้น...

ร่างในแคปซูลขยับนิดๆ ดวงตาสีดำปรือขึ้นมาสบตาอีกคน

 

คุณกำลังจะตาย...ร่างกายคุณไม่ไหวแล้วนะ...

“...รู้...” ริมฝีปากอ้าออกเพียงเล็กน้อย เสียงแทบจะไม่ออกจากลำคอด้วยซ้ำ หากคู่สนทนาก็ยังพอเข้าใจ

วาระสุดท้าย...ไม่คิดจะไปหาวองโกเล่เหรอครับ

“...” ใบหน้าคนถูกถามส่ายไปมาเล็กน้อย “เขา...ไม่ต้องการ...ฉันหรอก...

ดวงตาคนฟังมีแววทรมานอยู่ลึกๆ เพราะความไม่รู้ของคนๆหนึ่ง เพราะคำพูดที่ออกจากปากโดยไม่คิดนั่น... ผลของมันมีแต่การทำให้ทุกคนเจ็บปวด...

แต่คุณก็ยังอยากจะเห็นท้องฟ้าสินะ” คนถามยกมุมปากขึ้น พยายามที่จะยิ้มเหมือนเคย แต่ถ้าสังเกตดีๆก็จะเห็นว่ามุมปากนั่นกำลังสั่น...เสียงหัวเราะประจำตัวที่มักมาพร้อมทุกประโยคก็ไม่หลงเหลือ

“...”

งั้น...กลับบ้านเถอะครับ

“...อืม...

 

 

 

คฤหาสน์ทรงญี่ปุ่นยังคงงดงามจับตา แม้ว่านี่จะไม่ใช่ครั้งแรกที่มา แต่เขาก็ยังต้องกวาดสายตามองรอบๆด้วยความชื่นชมอีกครั้ง เพราะครั้งนี้คงเป็นครั้งสุดท้ายแล้วที่เขาจะมาเหยียบที่นี่... มือสะบัดเพียงเล็กน้อย เปลี่ยนชุดของคนไร้เรี่ยวแรงให้เป็นยูกาตะสีดำที่อีกฝ่ายชื่นชอบ ฟูกถูกปูอย่างรวดเร็วในตำแหน่งที่ถูกบอกกล่าว ร่างสูงนั่งลงจัดท่าให้อีกฝ่ายนอนสบายตัว ก่อนจะเดินไปเปิดประตูทางออกไปที่สวน เสียงของสายน้ำจากน้ำตกจำลองเล็กๆดังแว่วมาให้รู้สึกสบายใจ ภาพที่เห็นจากในห้องคือทิวทัศน์ที่งดงามตระการตา และท้องฟ้าที่ปราศจากสิ่งปิดบัง

 

...การเตรียมการพรั่งพร้อม...

...ราวกับรู้ล่วงหน้าว่าจะเป็นแบบนี้...

...ไม่สิ...

...เพราะตั้งใจให้เป็นแบบนี้ต่างหาก...

 

ร่างสูงเดินกลับเข้ามาในห้อง ก้าวไปค้นของในลิ้นชักมุมห้อง แล้วจึงยัดสิ่งนั้นใส่มืออีกคนที่เอาแต่เหม่อลอยออกไปด้านนอกให้หันกลับมา

ฉันอยากอยู่คนเดียว...” เสียงบอกกล่าวเป็นเชิงเอ่ยไล่

อืม...” ดวงตาของผู้ถูกไล่กวาดมองร่างที่นอนอยู่ รับรู้ถึงเฮือกสุดท้ายของเปลวไฟแห่งชีวิตที่กำลังจะดับลง “อีกหนึ่งชั่วโมงผมจะกลับมา

“...”

แต่ตอนนั้น...ผมก็คงไม่ได้เจอคุณแล้วสินะ

“...คงงั้น...

“...” ร่างสูงหยัดกายลุกขึ้นอย่างเชื่องช้า กวาดสายตามองร่างอีกฝ่ายอีกครั้ง ก่อนจะหันหลังแล้วเริ่มก้าวเดิน

นี่...” เสียงเรียกจากร่างที่นอนอยู่ทำให้ร่างสูงหยุดชะงัก แต่ก็ไม่ได้หันกลับมา

ครับ?”

ที่ผ่านมา...ขอบใจนะ...มุคุโร

“...ไม่คิดว่าจะได้ยินคำนี้จากคุณเลยนะครับ” ดวงตาสองสีหลุบลง น้ำเสียงสั่นระริกเต็มไปด้วยความกล้ำกลืน “ผมเอง...ก็ต้องขอบคุณคุณเหมือนกัน

“...”

ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง...คุณเป็น...เพื่อนที่ดี” ชื่อของอีกฝ่ายที่เขาไม่เคยเรียก...พูดให้ถูกก็คือ นอกจากนภา ก็ไม่มีใครได้รับอนุญาตให้เรียก...ทว่าครั้งสุดท้ายนี้ อีกฝ่ายคงไม่ว่า “...เคียวยะ

“...นายก็ด้วย...

“...” สายหมอกเงียบไป กลืนก้อนสะอื้นให้ไหลลงท้อง แล้วก้าวเดินออกจากห้องไป

 

...โดยไม่หันกลับมา...

 

 

...................

..............

........

...

 

 

ห้องโถงของวองโกเล่วันนี้ก็ยังคงวุ่นวาย หากแต่เป็นความวุ่นวายที่น่ายินดี เมื่อหน่วยวิจัยสามารถหายาแก้พิษมาได้ทันจนได้

นี่” วายุเอ่ยเรียกนักวิจัยคนหนึ่งที่เดินผ่านหน้า “พวกนายเอายาแก้มาจากไหนเยอะแยะ เมื่อชั่วโมงก่อนยังบอกว่ามีไม่พออยู่เลยไม่ใช่รึไง

เอ่อ...คือ...” คนถูกถามได้แต่อ้ำอึ้ง ไม่รู้ควรบอกเรื่องของ ‘เมฆา’ ออกไปหรือไม่

เอาน่า โกคุเดระคุง ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาถามนะ รีบแจกยาถอนพิษก่อนดีกว่า” นภาพูดแทรกเข้ามา ทำให้นักวิจัยผู้โชคร้ายได้โอกาสรีบถอยหนี

อ้าว นี่!

น่าๆ โกคุเดระคุง เอานี่ไปเร็ว” เข็มฉีดยาที่บรรจุยาแก้สีม่วงเอาไว้ถูกส่งให้

แต่รุ่นที่สิบครับ! ก่อนหน้านี้ ผมจำได้ว่ายาแก้นี่เป็นสีเหลืองนะ

น่า ไม่เป็นไรหรอก” สึนะยิ้มอ่อน เข้าใจว่าอีกคนก็เป็นห่วงคนอื่นๆไม่ต่างกัน “ลางสังหรณ์ของฉันบอก...มันจะไม่เป็นไร

“...ถ้ารุ่นที่สิบว่าอย่างนั้น...ก็ได้ครับ...” มือขวาผู้ภักดีถอนหายใจ รับเข็มฉีดยามาอย่างว่าง่าย แยกจากนภาที่จะไปดูแลอัสนี แล้วเดินตรงไปที่ห้องของผู้พิทักษ์อีกคน ผู้ที่เป็นทั้งเพื่อนและคู่กัดมาตั้งแต่สมัยก่อน

มือคลำหาเส้นเลือดแป๊บๆ ก็ปักเข็มเข้าไปอย่างมืออาชีพ แต่ทันทีที่ยาทั้งหลอดถูกฉีดเข้าไป เปลวไฟสีม่วงก็ลุกพรึบจนวายุก้าวถอยด้วยความตกใจ

เปลวไฟนั่นไล่แผ่ขยายจากแขนที่ฉีดยาเข้าสู่ลำตัว แล้วกระจายออกทั้งห้าทิศ ยังไม่ทันมีเวลาได้โวยวาย ร่างของพิรุณก็ตกอยู่ภายใต้เปลวเพลิงซะแล้ว!

เฮ้ยๆๆ

เสียงร้องที่ดังทะลุออกไปนอกห้อง เรียกให้คนจำนวนหนึ่งรวมถึงสึนะวิ่งเข้ามา สายตาทุกคนจ้องมองเปลวไฟขนาดใหญ่บนเตียงอย่างตื่นตระหนก แต่ยังไม่ทันได้คิดวิธีแก้ไข เปลวไฟนั่นก็ดับลงไปซะก่อน

มันเกิดอะไรขึ้นน่ะ โกคุเดระคุง?”

ไม่ทราบครับ รุ่นที่สิบ” โกคุเดระแตะตัวเพื่อนอย่างร้อนใจ “พอผมฉีดยาเข้าไป ไฟก็ลุกขึ้นมา

“...”

ไอ้พวกนักวิจัยมันอยู่ไหนฉันต้องการคนตอบคำถาม!” โกคุเดระโวยขึ้นมาอีกรอบ

อ...อา...” คนเบาๆจากบนเตียงทำให้ทุกความตั้งใจหยุดชะงัก ดวงตาทุกคู่หันกลับไปที่ต้นเสียง ก่อนจะจ้องตาแทบถลน เมื่อร่างบนเตียงขยับตัวไปมาแล้วบิดขี้เกียจ สีหน้าท่าทางสดใสราวกับคนพึ่งตื่นนอนในตอนเช้า ทั้งที่ความจริงแล้ว นอนครึ่งเป็นครึ่งตายอยู่เป็นเดือน

ฮ้าวไง~ สึนะ โกคุเดระ” มือตวัดผ้าห่มออกจากร่าง แล้วลุกขึ้นยืนแบบไม่ติดขัด “วันนี้คนเยอะจังนะ ฮะๆ

ยามาโมโตะ...” สึนะมองอีกคนอย่างอึ้งๆ เขารู้ว่าหน่วยวิจัยของวองโกเล่ทำงานได้ดี แต่ไม่คิดว่าขนาดเวลามีน้อยนิดแค่นี้ จะยังสามารถสร้างยาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพได้ขนาดนี้... ยาแก้ที่ว่าทำยากเย็นแสนเข็ญ กลับสำเร็จในหนึ่งเดือน แถมยังฟื้นฟูกำลังให้คนโดนพิษได้ถึงขนาดนี้...?

แก! ไอ้บ้าเบสบอล! แกเป็นยังไงบ้าง เจ็บตรงไหนไหม?” วายุถลาเข้าใกล้ สองมือขยุ้มคอเสื้ออีกคนแล้วถามเป็นชุด

หือ?... อ่า...ความจริงแล้ว...” ยามาโมโตะทำหน้างงๆนิดๆ ก่อนจะยิ้มร่า “รู้สึกว่าร่างกายแข็งแรงกว่าปกติซะอีกอ่ะนะ~”

ห๊ะ?” โกคุเดระถึงกับงงกับคำตอบ กวาดสายตาขึ้นลงแสกนอีกฝ่ายอีกหลายรอบ ก่อนจะยอมพยักหน้าในที่สุด

เออ...ฉันว่าเราควรรีบไปให้ยาแก้กับคนอื่นๆดีกว่านะ” สึนะออกความเห็น

ครับ! รุ่นที่สิบ” วายุรีบตอบรับ ก่อนจะหันมาชี้หน้าเพื่อนตัวสูง “ส่วนแก ไอ้บ้าเบสบอล พักไปก่อน

ไม่เอาอ่ะตอนนี้ฉันสบายดีม๊ากมาก ให้ฉันช่วยด้วยแล้วกันนะ

แก๊~” เมื่อเห็น(อดีต)คนป่วยไม่รับความหวังดี วายุโกรธจัดชี้หน้าอีกฝ่ายมือสั่น พิรุณหัวเราะฮะๆ ก่อนจะเอามือโอบไหล่ ดันอีกฝ่ายให้ไปด้วยกันเหมือนที่เคยทำ

เอาล่ะๆไปกันเถอะ โกคุเดระ~”

 

 

 

ครึ่งชั่วโมงผ่านไป ยาแก้พิษถูกแจกจ่ายจนครบทุกคน สิ่งที่น่าเหลือเชื่อคือไม่มีใครที่มีอาการอ่อนล้าหลงเหลือ ทุกคนดูแข็งแรงเกินร้อยจนน่าตกใจ

บรรยากาศหนักอึ้งที่ปกคลุมทั่ววองโกเล่มาเป็นเดือนคลี่คลายแล้ว แทนที่ด้วยบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลอง

โอ้! หายดีสุดขั้ว!” คนที่ดูมีพลังเกินร้อยร้องลั่นปราสาท อรุณที่หายดีชกอากาศดังฟั่บๆ ดูแข็งแรงฟิตปั๋งแบบสุดขั้ว

ตื่นขึ้นมาก็ส่งเสียงหนวกหูเลยนะ ไอ้หัวสนามหญ้า

ห๊ะมีปัญหาอะไรไม่ทราบ ไอ้หัวปลาหมึก!

น่าๆ โกคุเดระ รุ่นพี่ด้วย อย่าทะเลาะกัน

บรรยากาศที่คุ้นเคยกลับคืนมา การทะเลาะกันของวายุและอรุณ กับพิรุณที่คอยห้ามทัพ เรียกรอยยิ้มของทุกคนไม่เว้นกระทั่งสมาชิกระดับล่างของแฟมิลี่

สึนะ คุณแลมโบ้หิวแล้ว” อัสนีกระตุกชายเสื้อนภา เรียกร้องหาของกินอย่างเอาแต่ใจ

อืม รอเดี๋ยวนะ แลมโบ้” สึนะยิ้มตอบ “เราจะจัดงานเลี้ยงฉลองที่พวกนายหายดี เพราะงั้นอดใจไว้สักแป๊บนะ

อื้อ...

งานเลี้ยงเหรอ” ยามาโมโตะหันมามอง “รอบนี้คงไม่เป็นแบบรอบที่แล้วนะ ฮะๆ

ไม่หรอกน่า” สึนะหัวเราะแห้งๆกับมุขที่ไม่ขำของอีกฝ่าย “จะตรวจสอบอย่างดีแน่นอน

ฮะๆ~”

เฮ้ ซาวาดะ!

ครับ คุณพี่ชาย?”

ฮิบาริ กับมุคุโร่ไปไหนซะล่ะ?”

อ...เอ๋?” เหมือนพึ่งถูกกระตุ้นให้นึกได้ ดวงตาสีน้ำตาลสอดส่องไปรอบๆ แต่ก็ไร้ซึ่งบุคคลที่ตามหา

หนอย เจ้าพวกนั้น เวลาแบบนี้ก็ยังไม่ยอมมารวมกันงั้นเรอะ!” วายุกำหมัดแน่น ดูจะอยาก ‘บอมบ์’ ใครสักคนสองคน...

อ่า โคลม” สึนะหันไปเห็นคนที่น่าจะตอบได้

บอส...

เห็นมุคุโร่บ้างรึเปล่า?”

“...ท่านมุคุโรมีธุระสำคัญมาก” โคลมเอ่ยตอบหลังเงียบไปพักหนึ่ง “แต่กำลังมา...บอส

ธุระสำคัญเรอะ...” โกคุเดระพ่นลมหายใจออกอย่างไม่สบอารมณ์

ในเมื่อกำลังมามันก็ดีแล้วล่ะน่า” ยามาโมโตะช่วยไกล่เกลี่ย

งั้นก็เหลือฮิบาริสินะเวลาดีๆแบบนี้ต่อให้เจ้านั่นไม่อยากมา ก็ต้องลากมาให้ได้แบบสุดขั้ว!!” อรุณในวันนี้ช่างเจิดจ้าเหลือเกิน...

อ่า...นั่นสินะครับ เดี๋ยวผมส่งคนไปตาม...” สึนะยิ้มอ่อน ในใจคิดถึงคนในบทสนทนา ตั้งแต่ที่ทะเลาะกันตอนนั้น เขาก็ไม่ไปหาเมฆาอีกเลย... ตอนนั้นเขาก็โกรธเกินไป คงต้องไปขอโทษ... ดวงตาสีน้ำตาลหลุบลง คิดถึงใบหน้าคนที่ไม่ได้เจอกันมาตั้งนาน...

วูบ...

แต่อยู่ๆหัวใจก็กระตุกวูบ... นภาแห่งวองโกเล่สูดลมหายใจลึก... ความรู้สึกที่เหมือนว่าตัวเองได้สูญเสียบางสิ่งที่สำคัญไปแล้วนี่มันคืออะไร...?

 

คุฟุฟุ... ไม่จำเป็นต้องไปตามหรอกครับ วองโกเล่” เสียงหัวเราะคุ้นหู แต่ดูไร้อารมณ์กว่าที่เคยดังขัดคำของนภา ก่อนที่ร่างสูงเจ้าของเสียงจะปรากฏตัวขึ้นมาท่ามกลางกลุ่มหมอก

มาแล้วเหรอ มุคุโร่” พิรุณส่งเสียงทักอย่างอารมณ์ดี ขณะที่สายหมอกได้แต่ผงกหัวให้เงียบๆโดยปราศจากรอยยิ้มอย่างที่เคย “แล้วทำไมถึงไม่จำเป็นต้องไปตามฮิบาริล่ะหรือนายพามาด้วย?”

เปล่าครับ” มุคุโรส่ายหน้า แผ่บรรยากาศกดดันและหมองเศร้าออกมารอบๆตัว “แต่ถึงพวกคุณจะไปตาม...เขาก็ไม่มาหรอกครับ

สุดขั้ว! งั้นฉันจะเป็นคนไปลากหมอนั่นมาเอง!

บอกว่าเปล่าประโยชน์ไงครับ” สายหมอกเหลือบมองอรุณอย่างเฉยชา “ต่อให้เขาอยากจะมา...ก็มาไม่ได้หรอก

หมายความว่าไงน่ะ มุคุโร่... เคีย--...คุณฮิบาริเป็นอะไร” สึนะเอ่ยปากถามเสียงร้อนรน

แค่ชื่อของเขาก็ไม่ยอมเรียกแล้วงั้นเหรอครับ วองโกเล่” มุคุโรให้ความสนใจกับอีกประเด็น ในส่วนลึกของดวงตาปรากฏความสงสารและความไม่เข้าใจ

มุคุโร่ ตอบคำถามฉัน!

“...ก็เขา ‘ตาย’ ไปแล้วนี่ครับ จะมาได้ยังไงกันล่ะ” คำตอบตรงประเด็นแบบไร้อารัมภบท ทำเอาคนฟังสะดุ้งเฮือก

ไม่...ไม่จริง! คุณฮิบาริ...อย่างเคียวยะน่ะ...จะตายได้ยังไง นายอย่ามาโกหก

ลางสังหรณ์ของคุณน่าจะบอกได้นะครับว่าผมโกหกรึเปล่า” ดวงตาสองสีหรี่ลงเล็กน้อย “แต่ก็น่าแปลกนะ ที่ตลอดเดือนที่ผ่านมาลางสังหรณ์ของคุณกลับไม่ยอมเตือนคุณเลย ว่าคุณกำลังจะต้องสูญเสียคนสำคัญ... หรือว่าเตือนแล้วแต่คุณมองข้ามกันแน่?... นั่นสินะ...เมฆาแค่คนเดียว จะไปสำคัญสู้คนครึ่งแฟมิลี่ได้ยังไงกัน

มุคุโร่!” สึนะไม่ใส่ใจกับถ้อยคำเหน็บแนม แม้ว่าหัวใจจะวูบโหวงไปไม่น้อยก็ตาม

ฮึ! อยากรู้นักก็ลองถามนักวิจัยพวกนั้นดูสิครับ พวกเขาน่าจะตอบได้

หมายความว่ายังไง...” สึนะหันไปคาดคั้น เรียกคำตอบเป็นประโยคสั้นๆที่ฟังดูไม่ค่อยประติดประต่อจากแต่ละคน


คือ...พวกเรา...

ร่างกายของคุณฮิบาริไม่ค่อยดี...

เราบอกให้เขาหยุดแล้ว...

คุณฮิบาริไม่ฟังพวกเราเลย

ฯลฯ


คุณโรคุโด!” นักวิจัยคนหนึ่งส่งเสียงดังกลบเสียงเพื่อน “ทำไมคุณฮิบาริถึงตายล่ะครับ ในเมื่อก่อนที่พวกเราจะออกมา ร่างกายของเขาก็ยอมรับการรักษานี่... มันไม่ควรเป็นแบบนี้ไม่ใช่เหรอ...

ที่คุณเห็นในจอแสดงผลมันก็แค่ภาพลวงตาเท่านั้นครับ” มุคุโรหลับตาลง “ในเมื่อคนไม่คิดจะมีชีวิตต่อ รักษาไปเท่าไหร่ก็ไร้ค่า

“...อะไรกัน...

เรื่องทั้งหมดคืออะไร? มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ มุคุโร่!” หยาดน้ำตาคลอเต็มดวงตาสีน้ำตาล หากด้วยศักดิ์ศรีของความเป็นบอส ทำให้เขาต้องกลั้นมันเอาไว้ “ทำไมคุณฮิบาริถึงอยากจะตายกันล่ะ!

“...”

มุคุโร่!

คุณอยากรู้จริงๆเหรอครับ วองโกเล่

ฉัน...

ผมไม่อยากให้คุณร้องไห้หรอกนะ

“...”

เคียวยะไม่ชอบน้ำตาของคุณ เพราะเขาเจ็บที่เห็นคุณเจ็บ” สายหมอกมองนภาด้วยท่าทางนิ่งสงบ “แต่สาเหตุที่ผมไม่อยากให้คุณร้องไห้... ก็เพราะน้ำตาของคุณในตอนนี้ช่างไร้ค่า

แก!” วายุคำรามอย่างหัวเสีย เมื่อสายหมอกเอาแต่พูดเหน็บแนมรุ่นที่สิบไม่หยุด

ฮึ...” มุคุโรแค่นเสียงในลำคอ “ถ้าอยากรู้ขนาดนั้นก็จะบอกครับ แต่หันไปดูแลรุ่นที่สิบของคุณดีๆก็แล้วกันนะครับ โกคุเดระ ฮายาโตะ อย่าให้น้ำตาเขาไหลออกมา... เดี๋ยวเคียวยะจะหลับไม่สบาย

อึก...

“‘ริโอแฟมิลี่’ ยังจำชื่อนี้ได้สินะครับ

“...” ไม่มีคำตอบใดๆกลับมา แต่ทุกคนคงไม่ลืม ต้นเหตุที่เกือบทำให้เกิดโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่นี่แน่

ตอนเย็นจัดงานเลี้ยงแล้วต้องพิษ เช้าวันต่อมาพอบุกแฟมิลี่นั้นกลับพบแค่รอยเลือด ช่างหนีกันได้อย่างรวดเร็ว... คิดกันอย่างนั้นมาตลอดสินะ?” มุคุโรอารัมภบทด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “ข่าวสารของเมฆารวดเร็วกว่าใคร แค่คืนเดียวที่พวกคุณสอบสวน ‘หนอน’... เมฆาก็ ‘บุกเดี่ยว’ ไปถล่มแฟมิลี่นั่นแล้ว

อ...อะไรนะ

เคียวยะไม่ได้บอกฉัน!?” สึนะเถียงออกมา

จะไปบอกได้ยังไงล่ะ... กับคนที่ไม่ชื่นชอบการฆ่าอย่างคุณ เขาจะกล้าพูดเหรอว่าตัวเขาเองแก้แค้นให้ทุกคนไปแล้ว! เขาจะกล้าพูดกับคุณได้ยังไงกัน!” มุคุโรตะโกนใส่ ดูเหมือนเขาจะเริ่มเสียความควบคุมอารมณ์ของตัวเองไปแล้ว

แล้ว... ทำไมนายถึงรู้...

นภาเอ่ยถามเสียงสั่น คำที่พูดคุยกันในวันนั้นย้อนกลับมาในหัว... นั่นสินะ... เป็นเขาเองที่พูดว่าไม่มีใครสมควรตาย... แล้วคนที่ลงมือฆ่าอย่างเคียวยะ จะกล้าบอกสิ่งที่ตัวเองทำกับเขาได้ยังไง...

ผมเป็นคนไปเก็บศพพวกนั้นไงล่ะครับ อุตส่าห์ขัดคำสั่งเคียวยะ ทิ้งรอยเลือดไว้เป็นหลักฐาน หวังให้คุณสะกิดใจบ้าง แต่ดูเหมือนจะไม่ได้ผลเลยนะ

“...”

เอ้า ต่อกันดีกว่า... เมฆาน่ะ ถึงจะเก่งขนาดสู้หนึ่งต่อพัน แต่เขาก็เจ็บได้ สิ่งที่แลกในคืนนั้น คืออาการบาดเจ็บภายในที่น่าจะหายดีภายในไม่กี่วันถ้าเข้ารับการรักษา แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไรรู้ไหมคุณคิดว่าตัวเองใช้แรงเท่าไหร่ในการทุบเขาซ้ำแผลเก่านั่นเหรอครับ วองโกเล่เคียวยะปฏิเสธการรักษาก็เพราะการบาดเจ็บนั่นเกิดจากฝีมือคุณ!

ฉ...ฉัน...

คุณเป็นคนบอกให้เขาทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อช่วยชีวิตคนอื่นนี่ครับ ทั้งที่สิ่งที่เมฆาทำได้ดีที่สุดคือการเป็นทัพหน้าบุกสู่ศัตรู และเขาก็ทำมันไปแล้ว แต่สิ่งที่คุณพูด ทำให้เคียวยะคิดว่าสิ่งที่ตัวเองทำไปมันไม่พอ

ฉัน...” ...ไม่รู้...อะไรเลย...

เขาไปถึงห้องวิจัย เสนอตัวเป็นตัวทดลองทั้งที่รู้ว่าร้อยเปอร์เซ็นต์ของตัวทดลองเข้าไปเป็นๆ แต่ออกมาเป็นศพ! เอ่ยปากไม่ยอมตาย จนกว่ายาแก้พิษจะสมบูรณ์ เพราะอยากให้คุณดีใจ! ถึงเขาจะไม่เคยปริปากอะไร แต่ในฐานะคนที่เคยถูกทดลองเหมือนกัน ผมกล้าพูดว่าหนึ่งเดือนที่ผ่านมาสำหรับเคียวยะมันคือนรก! ทั้งที่อุตส่าห์ทนมาได้ขนาดนั้น ทั้งที่อุตส่าห์มีชีวิตรอดจนยาแก้เสร็จสมบูรณ์... ถ้าพิษบ้านี่กำเริบช้ากว่านี้สักวัน นักวิจัยพวกนั้นก็คงเพิ่มปริมาณยาแก้พิษทัน เคียวยะก็คงไม่ต้องผลาญพลังชีวิตสร้างไฟบริสุทธิ์เพื่อเพิ่มปริมาณยา!” มุคุโร่ตะโกนรวดเดียว เล่าขานการเสียสละของเมฆาอย่างโกรธเกรี้ยว

หนึ่งเดือนมานี้พวกคุณทำอะไรทั้งที่ทำได้แค่เดินมา ‘ให้กำลังใจ’ แบบโง่ๆ... ทั้งที่เป็นแบบนั้น พวกคุณกลับด่าว่าคนที่เขากำลังทรมานว่าไร้น้ำใจ! หนึ่งเดือนที่เขาคิดถึงคุณใจจะขาด แต่ไม่กล้ามาเจอหน้าเพราะคิดว่าคุณเกลียดเขา! หนึ่งเดือนที่เคียวยะตกนรกเพราะคำพูดของคุณ คุณเคยคิดจะไปแก้ไขความเข้าใจผิดนี้กับเขาไหม! คุณรู้บ้างไหมว่ากระทั่งที่ตาย...เขาไม่ยินยอมที่จะตายในห้องวิจัยก็เพราะที่นั่นมันมองไม่เห็นท้องฟ้า! กระทั่งวินาทีสุดท้ายของชีวิต เขาก็ยังคิดถึงแค่คุณ วองโกเล่!

อึก...

ฟังแล้วก็สำนึกไว้ด้วยนะครับ! ถ้าไม่มีความแข็งแกร่งของเคียวยะ พวกริโอนั่นก็หนีไปหมดแล้ว! ถ้าไม่มีร่างกายที่ทนทานของเขา กว่าจะสร้างยาแก้พิษได้ คนก็คงตายไปอีกเยอะ! ถ้าไม่มีไฟธาตุของเขา ก็คงต้องมีคนเสียสละกันบ้าง! และถ้าไม่ใช่เพราะคุณสมบัติเพิ่มพูนที่เคียวยะแลกมาด้วยชีวิต พวกคุณก็คงไม่ได้ลุกขึ้นมาเดินเร็วขนาดนี้หรอก รู้ไว้ซะ!!

“...!”

“ยาแก้พิษดั้งเดิมเป็นสีเหลือง ทำไมพอผ่านการเพิ่มพูนของเคียวยะถึงได้กลายเป็นสีม่วง? ทำไมหลังฉีดยาเข้ากระแสเลือดถึงได้มีเปลวไฟสีม่วงลุกโชนขึ้นมา? ทำไมคนที่นอนเป็นผักมาเป็นเดือนถึงลุกขึ้นเดินได้อย่างกับไม่เคยเป็นอะไร? รวมทุกอย่างนี่แล้วคุณไม่คิดถึงเคียวยะบ้างเลยรึไง? ทั้งที่สีม่วงก็คือสัญลักษณ์ของเมฆา และเมฆาที่แข็งแกร่งที่สุดก็คือเขาแท้ๆ!

“...ฉัน...ฉันจะไปหา เคียวยะ” สึนะบอกเสียงสั่น

ยังจะไปรบกวนเขาทำไมล่ะครับ วองโกเล่” มุคุโรมองมาด้วยสายตาว่างเปล่า “คุณเกลียดเขานี่ไม่ต้องการเขาแล้วไม่ใช่เหรอ

ไม่ใช่นะ...

ถ้าไม่ใช่แล้วพูดออกมาทำไมล่ะครับเป็นคนรักกันมาตั้งสิบปี ยังไม่รู้จักเคียวยะดีอีกเหรอครับ

“...”

คุณควรจะรู้สิ...คนอย่างเคียวยะ...เมฆาที่ไร้การผูกมัดน่ะ กว่าจะมอบความรักให้กับใครได้มันยากขนาดไหน...” มุคุโรลดเสียงลง ความเจ็บปวดที่แฝงอยู่ภายในนั้นปกปิดแทบไม่ไหว เมฆา...ยากจะรัก...แต่ถ้ารักแล้ว ก็จะให้ทุกอย่าง... ไม่หลงเหลือกระทั่งเสี้ยวใจ ที่จะเอาไว้ใช้รักตัวเอง

“...”

คำพูดที่คุณพูดออกไปเพราะโกรธเคือง สำหรับเคียวยะมันก็คือคำสั่งประหาร... คำพูดที่บอกว่าเกลียด การที่คุณทำร้ายเขา เคียวยะตอบรับมันด้วยการไม่ยอมรับการรักษา... คำพูดที่บอกว่านภายังคงอยู่แม้ไร้เมฆ มันคือการบอกว่าคุณไม่ต้องการเขา... แปลง่ายๆก็คือการบอกให้เขาไปตาย” มุคุโรสูดลมหายใจเข้าลึก เอ่ยสรุปความเสียงสั่น “เคียวยะทำตามที่คุณต้องการ... ใช้ทุกอย่างกระทั่งชีวิตของตัวเอง เพื่อให้ ‘เพื่อน’ ของคุณปลอดภัย แล้วค่อยจบชีวิตตัวเองเพื่อคุณ...

น้ำตาของนภาหลั่งรินอย่างไม่อาจห้ามไหว คำพูดที่ออกจากปากอย่างไม่คิดในวันนั้น ส่งผลร้ายแรงในวันนี้... ความยินดีที่เคยมีจางหายไปราวหมอกควัน วายุรั้งร่างผู้เป็นนายเข้ามาในอ้อมแขน เป็นที่พักพิงให้อีกฝ่ายเสียน้ำตา

มุคุโร่...ถ้านายรู้ทุกอย่างขนาดนี้...ทำไมไม่รั้งฮิบาริไว้ล่ะ” พิรุณเอ่ยปากถามเสียงสั่น

ผมเหรอไม่รั้งรั้งไว้ไม่อยู่ต่างหากล่ะ” สายหมอกยิ้มเยาะ ดูไม่ออกว่ากำลังสมเพชคนถาม หรือเยาะเย้ยตัวเองกันแน่ “‘เพื่อนคนเดียวอย่างผมอุตส่าห์ขอร้อง เขาดันเมินมันซะเฉยๆ น่าเจ็บใจใช่ไหม?... ถึงผมจะสนิทกับเขามากกว่าพวกคุณ แต่ถ้าเอามาเทียบกับวองโกเล่แล้ว ผมก็ไม่ได้มีความสำคัญอะไรกับเคียวยะหรอกนะ... สิ่งที่ผมทำได้ มีแค่อยู่กับเขา และช่วยเขาจนกว่าอุดมการณ์จะสำเร็จก็เท่านั้น...

ช่วย...?”

ช่วยเก็บความลับของเขาไม่ให้พวกคุณรู้... แล้วก็ช่วยรักษาร่างกายของเขาไม่ให้ตาย จนกว่ายาแก้พิษจะสมบูรณ์ไงครับ” สายหมอกขยายความ “ความทรมานจากการเป็นตัวทดลองน่ะ แค่พลังใจอย่างเดียวมันเอาชนะไม่ไหวหรอกครับ...หน้าที่ของผมคือการใช้มายา หลอกจิตสำนึกของเขาให้รู้สึกว่าตัวเองไม่เจ็บปวด... ถึงจะไม่มาก แต่เขาก็ยอมรับมายาของผมมาตลอด จนมาปฏิเสธในวันนี้...

“...” ทั้งห้องโถงเงียบสนิท ทุกคนสะเทือนใจจนพูดไม่ออก...

 

...ผู้พิทักษ์แห่งเมฆา คือผู้ที่ทำหน้าที่ปกป้องแฟมิลี่จากจุดที่เป็นเอกเทศ...

 

ฮิบาริ เคียวยะ ทำหน้าที่นี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ...แต่พวกเขากลับมองเห็นเพียงความเย็นชาที่เคลือบอยู่เปลือกนอก...ไม่เคยรับรู้ถึงคนที่ยืนขวางหน้าเพื่อปกป้องและคุ้มครอง...


...จนวันนี้...วันที่เมฆาจากไป...

 

 

 

 

สึนะโยชิ...

 

เสียงแผ่วเบาคุ้นหูที่ดังขึ้นมาทำให้วองโกเล่รุ่นที่สิบชะงักเสียงสะอื้น คนในห้องโถงหลุดออกจากความคิดของตัวเอง มอบความสนใจทั้งหมดให้กับสายหมอกผู้นำพาเรื่องราวที่พวกเขาไม่เคยได้รับรู้...และ ‘เครื่องอัดเสียง’ ในมือ

เขาฝากนี่ให้คุณ วองโกเล่” มุคุโรก้าวยาวๆมาหยุดตรงหน้า น้ำเสียงราบเรียบเหมือนคนปิดกั้นอารมณ์ ก่อนจะยัดของสองสิ่งใส่มือนภาที่กำลังเสียศูนย์ “แล้วก็...สุขสันต์วันครบรอบสิบปี... เคียวยะรอวันนี้มากเลยล่ะ... ความจริงผมก็อยากอวยพรให้พวกคุณมีความสุขนะ แต่คงไม่จำเป็นแล้ว...

ดวงตาสองสีมีแววความเจ็บปวดซ่อนลึกอยู่ภายใน มุคุโรหลุบตามองสิ่งสุดท้ายที่ถูกฝากฝัง ก่อนจะปิดตาลง สายหมอกสีขาวขุ่นโอบล้อมรอบร่าง ก่อนจะหายตัวไปต่อหน้าต่อตาทุกคน ทิ้งไว้เพียงคำพูดสุดท้าย ที่แม้จะดูราบเรียบเหมือนไร้ความรู้สึก แต่ไม่ว่าใครก็สัมผัสได้ ว่าสายหมอกนั้นเจ็บปวดขนาดไหน

ผมขอร้อง...ช่วยปล่อยมือจากเขา...ปล่อยให้เขาได้นอนหลับฝันดี...อย่าได้ตามหา... อย่าไปรบกวนเขาอีก... ลาก่อนครับ วองโกเล่...

 

 

 

ดวงตาสีน้ำตาลสั่นระริกก้มลงมองของในมือ หนึ่งคือเครื่องอัดเสียงสีขาวที่แสนจะคุ้นตา...ของขวัญที่เขาเคยมอบให้ใครคนนั้นตั้งแต่คบกันแรกๆ สภาพของมันยังดูดีราวกับพึ่งแกะกล่อง ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าอีกฝ่ายเก็บรักษามันดีขนาดไหน...

และสอง...คือช่อดอกไม้...ดอกไม้สองชนิดที่รวมกันอยู่ในช่อเดียว... สีม่วงเข้มอ่อนสลับกันจัดแบ่งอย่างงดงามบ่งบอกความตั้งใจของผู้มอบให้... ดอกไม้ทั้งสองสื่อความหมายที่ผู้ให้ไม่มีโอกาสจะเอื้อนเอ่ย

 

“‘เพื่อน’ ของเธอ... หายรึยัง...

ฉันทำ...ทุกอย่าง...ที่ทำได้...แล้ว...

...เธอ...อย่าเกลียด...กันได้ไหม...

 

...ดอกไฮเดรนเยีย...

...ขอโทษ...โปรดอภัยให้ฉัน...

 

...ผมสิต้องขอโทษ...ขอโทษที่ไม่ฟังคุณ...ขอโทษที่พูดไม่คิด...ผมไม่เคยเกลียดคุณเลยนะ เคียวยะ...

 

ฉันรักเธอ...

จำได้ไหม?...คำนี้...สิบปีก่อน

 

...ดอกไฮยาซินท์...

...รักของฉันนั้นมั่นคง...นิจนิรันดร์...

 

...ผมก็รักคุณ...รักมากๆ... กว่าจะรวบรวมความกล้าสารภาพรักกับคุณได้ ต้องใช้เวลาขนาดไหน... ความรู้สึกตอนที่คุณตอบรับมันเป็นยังไง...ความดีใจในวันนั้นผมยังจำได้ดี... ความรักที่เรามอบให้กันหวานหอมมาตลอดสิบปี... ขอโทษที่ผมทำมันพัง...

 

“...ฉัน...ไม่ได้พูด...อีก...เลยสินะ...

ช้าไปไหม...ถ้าฉันจะบอก...พูดมันอีกครั้ง

ฉันรักเธอ...สิบปีก่อน...ตอนนี้...ตลอดไป...

 

เสียงแผ่วเบาสารภาพความในใจ แต่ถึงอย่างนั้น ความมั่นคงที่ส่งผ่าน ไม่ว่าใครก็สัมผัสได้

“...ที่นี่...ฉันมองเห็น...ท้องฟ้า...

อย่างที่เธอพูด...มันสวย...ถึงแม้ว่า...ไม่มีเมฆ...

นภา...ขาดเมฆา...ก็ยังงดงาม...

ไม่มีฉัน...เธอก็...คง...ไม่เป็นไร...

 

...ไม่จริงเลยสักนิด...ขาดคุณไปผมก็เหมือนจะตาย...ฟ้าขาดเมฆได้... แต่ผมขาดคุณไม่ได้ เคียวยะ...

 

เสียงที่เอ่ยคำค่อยๆแผ่วลงทุกทีราวกับคนพูดประคองสติไม่ไหว ก่อนจะเงียบหายไป นานซะจนคิดว่าข้อความที่ถูกฝากไว้จะจบลงเท่านี้ แต่ก่อนที่ใครจะได้พูดอะไร เสียงแผ่วเบาก็ดังมาอีกครั้ง...และเป็นครั้งสุดท้าย...

...คำพูดสุดท้ายของเมฆาที่ปรารถนาจะอยู่คู่นภา...

 

“อยาก...เจอเธอ...อีกสักครั้ง...สึนะโยชิ...

 

เคียวยะ...ขอโทษ...ผมขอโทษ...

อย่างที่มุคุโรว่า...หยาดน้ำตาที่หลั่งรินในวันนี้... มันไร้ค่าจริงๆ...



ผมรักคุณ...







...END...
















 

เย้! แต่งจบแบบงงๆ เป็นเรื่องสั้นที่ยาวมากเลยนะเนี่ย 34 หน้ากระดาษ A4 ด้วยตัวอักษร Th Sarabun 16 แต่งไปก็อยากจะร้องไห้ ในฐานะคนรักฮิบาริรู้สึกรับไม่ได้จริงๆที่ฮิบาริตาย (แต่ดันแต่งออกมาแบบนี้เนี่ยนะ!!) ขอย้ำเล็กๆว่าไม่ได้เกลียดอะไรสึนะเป็นการส่วนตัว แค่อวยมุคุโร่มากกว่าก็เท่านั้น 55+ ตอนแต่งก็ถามตัวเองซ้ำไปซ้ำมาว่าทำไมถึงแต่ง 1827 ทั้งที่ชอบ 6918 มากกว่าแท้ๆ :P

ยังมีโครงการเรื่องต่ออยู่เล็กน้อย อาจจะมีเรื่องสั้นในมุมมองคนอื่นตามมาทีหลัง ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นก็ทำใจไว้ได้เลยว่ามันคงดราม่าไม่ต่างจากเรื่องนี้หรอก 55+

แล้วก็อาจจะมีโครงการเรื่องยาวด้วย แต่เรื่องนั้นคงไม่เชื่อมกับเรื่องนี้(รึเปล่า?) เพราะคูลคงกลับเข้าโพซิชั่นสุดที่รัก 6918 แทนล่ะนะ... มีรีดเดอร์คนไหนสนใจกันไหม? 

เอาเถอะ~ แล้วเจอกันใหม่ตอนคูลแต่งนิยายเรื่องใหม่ได้ก็แล้วกัน ^-^


ปล. สำหรับเรื่องนี้อ่านจบแล้วคิดอะไรยังไง ก็อย่าลืมเม้นเล่าความรู้สึกกันด้วยน้าา >3<



(จำไม่ได้แล้วว่าไปสูบรูปนี้มาจากไหน ขออนุญาตมา ณ โอกาสนี้)





ที่มา ภาษาดอกไม้ : https://m.tnews.co.th/contents/412488







ลงนิยายเรื่องนี้มาก็ครบเดือนแล้วนะ >๐< ถึงจะไม่ค่อยมีคนมาเม้นท์แต่คูลก็จะแต่งตามความว้อนท์ของตัวเองต่อไป

ขอนำเสนอเรื่องสั้นอีกเรื่องที่มาจากมุมมองของคนอีกคน... ใครอ่านเรื่องนี้แล้วก็อย่าลืมไปติดตามอีกเรื่องด้วยนะ


>> คลิก <<


ผลงานทั้งหมด ของ Seneru

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

12 ความคิดเห็น

  1. #12 ::Rabbit Hole:: (@ryono-kung) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 19 มกราคม 2563 / 21:00
    ฟิคดราม่า ;-;
    #12
    0
  2. #11 Creator Happy Invulnerable (@Beautiful_Hair) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 6 กันยายน 2562 / 22:23
    เราอ่านไม่ได้อ่ะ
    #11
    1
    • #11-1 Seneru (@cooler-snow) (จากตอนที่ 1)
      7 กันยายน 2562 / 10:22
      มันเกิดอะไรขึ้น T^T //คือในเครื่องคูลกดเปิดมันก็มีเนื้อหาปกติอ่ะ--
      #11-1
  3. #10 0867972890 (@0867972890) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2562 / 15:10

    อยากอ่านอ่ะแต่ไม่เห็นเนื้อความนิยายอ่ะ เศร้า
    #10
    1
    • #10-1 Seneru (@cooler-snow) (จากตอนที่ 1)
      20 กรกฎาคม 2562 / 16:14
      เอ๋?? ของคูลกดเข้าไปก็ยังขึ้นปกตินะ??
      #10-1
  4. #9 เวนีล่า (@maysena) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2562 / 17:15
    น้ำไหลพรากเลยค่ะ

    ฮือออออ ท่านฮิของเราาาาาา เรื่องนี้ทำให้โกรธทูน่ามากๆเลยค่ะ!
    #9
    1
    • #9-1 Seneru (@cooler-snow) (จากตอนที่ 1)
      11 กรกฎาคม 2562 / 17:40
      ทำให้รีดอินได้ เท่ากับคูลประสบความสำเร็จนะ :)
      #9-1
  5. วันที่ 27 เมษายน 2562 / 19:27
    ร้องไห้หนักมากเายค่ด ภาษาดีมาก อ่านแล้วอิน
    #8
    1
  6. #7 NoungjuneNoung (@NoungjuneNoung) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 9 มีนาคม 2562 / 11:55

    ชอบจริงจังเลย
    #7
    1
  7. #6 NoungjuneNoung (@NoungjuneNoung) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 9 มีนาคม 2562 / 11:54

    โอ้ยยยย&#8203;

    แต่งดีมากกกกเราอ่านไปน้ำตาเล็ดไป&#8203;

    เราร้องไห้เลยอ่ะเราโกรธสึนะเลยบอกตรงๆ&#8203;

    ฮิบาริทำทุกอย่างให้แล้วอ่ะแต่แบบฮืออออออเราร้องไห้จริงๆนะ&#8203;

    คุณแต่งดีมากทำเอาเราถึงอารมณ์&#8203;ความรู้สึก&#8203;ของมุคุ&#8203;โร่&#8203;เลย&#8203;

    แบบคนที่เย็นชาต่อรอบด้าน&#8203;

    แต่เพราะคนๆเดียวที่รักมากที่สุด&#8203; แม้เสี้ยวนึกของชีวิตที่เหลืออยู่ก็ยอมให้ได้

    ขอแค่เขาไม่เกลียดเราก็พอเเล้ว&#8203;

    มันทำให้คนๆนึงที่เคยให้คำพูดที่ทำร้ายจิตใจเขาไปแล้วคิดว่าค่อยไปขอโทษ&#8203;

    แต่มันสายเกินไปแล้วที่จะเอาเขาคืนกลับมา&#8203;

    คืออยากบอกสึนะเลยว่ามันไม่ทันแล้ว&#8203; ยิ่งแต่งให้วันที่ฮิบาริตายอะเปนวันครบรอบ10ปีที่คบกัน&#8203;

    มันทำให้&#8203;เรา&#8203;ร้องไห้หนีกกว่าเดิมอีก&#8203;

    แล้วนับถือเลยช่วยแต่งต่อไปอีกได้&#8203;

    เราชอบผลงานของคุณมาก&#8203; เราให้กำลังใจในการแต่งของคุณต่อไปนะ
    #6
    2
    • #6-1 seneru (@cooler-snow) (จากตอนที่ 1)
      12 มีนาคม 2562 / 23:10
      ขอบคุณสำหรับคอมเม้นท์จ้า
      ถ้ามีผลงานเรื่องต่อๆไปก็ฝากติดตามด้วยน้า
      #6-1
    • 12 มีนาคม 2562 / 23:35
      แน่นอนคะ&#8203;

      สู้ๆนะค่ะ
      #6-2
  8. วันที่ 2 มีนาคม 2562 / 11:16
    ร้องไห้หนักมากจริงๆ
    โคตรดีเลยอะเรื่องนี้ เป็น 1827 ดราม่าที่ชอบที่สุด
    อินมากกกก ทรมานแทนเลยจริงๆ
    #5
    1
    • 12 มีนาคม 2562 / 23:09
      ขอบคุณสำหรับคอมเม้นท์จ้า
      #5-1
  9. วันที่ 4 มกราคม 2562 / 17:56

    ร้องตามเลยอะT_T
    #4
    1
    • 12 มีนาคม 2562 / 23:10
      ขอบคุณสำหรับคอมเม้นท์จ้า
      #4-1
  10. #3 nnd. (@mikin) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2561 / 07:29
    ฮือ เรื่องนี้เรียลมาก เรียลจนคิดว่าอาจเกิดได้จริงในซักพาราเรลเวิลนึง.... สวสารคุณฮิบาริจับใจ ไม่มีคำไหนจะพูดนอกจากขอบคุณ ขอบคุณจริงๆที่แต่งฟิคดีๆเรื่องนี้ขึ้นมานะคะ
    #3
    1
    • #3-1 seneru (@cooler-snow) (จากตอนที่ 1)
      22 ธันวาคม 2561 / 00:27
      ดีใจที่รีดชอบน้า~ ขอบคุณสำหรับคอมเม้นท์จ้า
      #3-1
  11. #2 (;_;)
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2561 / 15:54

    แแงงงงงงงงง ร้องไห้

    ซึ้งทั้งความรักแบบเพื่อนของมุคุโร่ ที่ทั้งคู่ก็เคยทะเลาะกันมาก่อน

    แต่พอถึงเวลาก็เป็นเพื่อนกัน

    ซึ้งในความรักของคุณฮิ เศร้ามากๆ

    ทำทุกๆอย่างจริงๆ จะขาดใจจริงๆ ความรู้สึกที่ทั้งเสียใจ คิดถึงคนรัก


    เรื่องนี้คือแอบโกรธสึนะเบาๆ แงงง ทำไมน้องไม่รู้ตัวเลย

    จบแบบนี้คือ น้ำตาซึมหนักมากก

    #2
    2
    • ความเห็นย่อยนี้ถูกลบแล้ว :(
    • 13 พฤศจิกายน 2561 / 17:48
      ท่านฮิเต็มใจทำ อย่าโกรธสึนะเลยน้าา เขาแค่เครียดมากแล้วมาเจอท่านฮิพูดแบบนี้ก็เลยพูดไปไม่คิด... ถ้าถามหาคนที่เสียใจ อันดับต้นๆก็ต้องเป็นสึนะอยู่แล้ว...
      ขอบคุณสำหรับการติดตามและคอมเม้นท์จ้า
      #2-2
  12. #1 moshoi_mm (@Nana_GlitzAz) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2561 / 19:47
    ปกติเข้าข้างสึตลอดจนมาอ่านเรื่องนี้คือซึ้งมากน้ำตาจะหมดตัวแล้วฮิคือแบบพี่ทำไมเสียสละแบบนี้ร้องก็คือผัวน้องจะตายอยู่แล้วแต่น้องก็แคร์คนอื่นมากกว่าน้องพูดออกมาได้ยังไงาเสดวดวดวดงดงด
    #1
    1
    • #1-1 seneru (@cooler-snow) (จากตอนที่ 1)
      13 พฤศจิกายน 2561 / 17:44
      ถ้าทำรีดเดอร์ร้องไห้ได้ แสดงว่าคูลประสบความสำเร็จนะ &#128579;
      ขอบคุณสำหรับการติดตามและเม้นท์แรกจ้า ^_^
      #1-1