คัดลอกลิงก์เเล้ว

แนะนำเทคนิคการเรียนภาษาอังกฤษด้วยตนเอง ตามแบบฉบับว่าที่นิสิตอักษรจุฬาฯ (ภาค 1)

โดย BadCitizen

กระทู้สำหรับคนที่อยากเก่งภาษาอังกฤษแต่ไม่รู้จะเริ่มยังไงดี :v

ยอดวิวรวม

5,089

ยอดวิวเดือนนี้

655

ยอดวิวรวม


5,089

ความคิดเห็น


10

คนติดตาม


92
เรทติ้ง : 100 % จำนวนโหวต : 1
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  28 มี.ค. 60 / 22:08 น.

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

สวัสดีเพื่อนๆ ชาว DEK-D ทุกคนครับ cool

[คำเตือน]

 ผมตั้งกระทู้นี้ขึ้นมาโดยมีจุดประสงค์เพื่อที่จะให้ความรู้เกี่ยวกับเทคนิคการเรียนภาษาอังกฤษด้วยตนเองแก่เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ทุกคนที่สนใจครับ แต่เนื่องจากว่า target หลักของผมคือน้องๆ ม.ปลาย (โดยเฉพาะน้องๆ ที่กำลังจะเข้าศึกษาในระดับชั้น ม.6 ในปีการศึกษาหน้า) ดังนั้นในบางส่วนของกระทู้นี้ ผมจะขอใช้คำแทนตัวเองว่า 'พี่' นะครับ 

 เทคนิคการเรียนภาษาอังกฤษด้วยตนเองที่ผมกำลังจะแนะนำนั้นมีทั้งเทคนิคที่เอาไว้ใช้สำหรับเตรียมตัวสอบและเทคนิคสำหรับการเอาภาษาอังกฤษไปใช้ในชีวิตประจำวัน แต่อย่างหลังจะเยอะกว่าอย่างแรกนะครับ เพราะผมมีความเชื่อว่าถ้าหากเราอยากจะเรียนอะไรก็ตาม เราควรจะเรียนมันเพื่อเอาไว้ใช้ ไม่ไช่เรียนไปเพื่อเอาไว้สอบแล้วก็ทิ้ง :) (ปล. เทคนิคเพื่อเตรียมตัวสอบอยู่ในอีกกระทู้นึงนะครับ กระทู้นี้จะเกี่ยวกับเทคนิคสำหรับการเอาภาษาไปใช้ในชีวิตประจำวันล้วนๆ) ⁂

 ด้วยเวลาที่มีจำกัด ผมจึงไม่ได้พิสูจน์อักษรเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของภาษาหรือคำที่ใช้ว่ามีความถูกต้องหรือไม่ (มันเยอะจริงๆ ครับ อ่านไม่ไหว) หากมีข้อผิดพลาดทางภาษา ณ ตรงส่วนไหนของกระทู้เกิดขึ้น ก็ต้องขออภัยด้วยนะคร้าบ 

 กระทู้นี้ยาวมากๆ ครับ เพราะเนื้อหาเยอะ ข้อมูลและคำแนะนำแน่น อาจทำให้ต้องใช้เวลาและสมาธิในการอ่านกระทู้นี้มากกว่ากระทู้ทั่วไปๆ แต่เมื่ออ่านจบแล้ว ผมรับรองได้เลยว่าทุกคนจะได้รับสาระความรู้ที่เป็นประโยชน์ในการเรียนไปอย่างแน่นอนครับ ไม่มากก็น้อย 

เรื่องในตอนนี้ อัพเดท 28 มี.ค. 60 / 22:08

บันทึกเป็น Favorite




Alright, let's begin!

ถามเอง: กรุณาแนะนำตัวด้วยครับว่าเป็นใคร มาจากไหน
ตอบเอง: สวัสดีครับ ผม นพรุจ ศรีรัตน์สิริกุล นะครับ มีชื่อเล่นว่า จีโน่ หรือจะเรียกว่า โน่ เฉยๆ ก็ได้ ขณะนี้กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 (จบแล้ว) แผนการเรียนศิลป์-ภาษา (เลือกเรียนภาษาญี่ปุ่น) โรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช จังหวัดอุบลราชธานีครับ

ถามเอง: ช่วยบอกเราหน่อยได้มั้ยครับว่าที่ผ่านมาคุณมีผลงานความสำเร็จอะไรบ้าง? ผมเชื่อว่ามีน้องๆ หลายคนที่อยากรู้คำตอบ
ตอบเอง: เฮ้ย! เดี๋ยวดิคุณ มาถึงก็ถามคำถามนี้เลย มันไม่เร็วไปหน่อยเหรอครับ? คุณไม่อยากรู้เหรอครับว่าบ้านผมอยู่ไหน ผมชอบสีอะไร มีแมวกี่ตัว มีรถกี่คัน มีเ...
ถามเอง: พอ! 
ตอบเอง: ...
ถามเอง: *อะแฮ่ม* เอ่อ.. กรุณาตอบคำถามที่ได้ถามไปด้วยครับ
ตอบเอง: เอ่อ.. ได้ครับ ผลงานความสำเร็จเหรอครับ? ที่ผ่านมาก็มี..

GAT ENG 1/60: 122.50/150
9 วิชาสามัญ ภาษาอังกฤษ 60: 87.50/100
O-NET ภาษาอังกฤษ 59: 92.50/100
ข้อสอบ รับตรง มข. (โควต้าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) ภาษาอังกฤษ: 97/100 (ท็อปภาค)

TOEIC มค. 59 : 880 (สอบครั้งแรก)
CU-TEP มี.ค. 59: 97/120 (สอบครั้งแรก)

และล่าสุดก็นี่ครับ...


ถามเอง: โอ้โห เรียกได้ว่าไม่ธรรมดาเลยนะครับเนี่ย น่าประทับใจมากๆ
ตอบเอง: คุณรู้สึกยังไงบ้างครับที่ได้ชมตัวเอง?
ถามเอง: .....
ตอบเอง: .....
ถามเอง: โอเคครับ ไปที่คำถามข้อต่อไปกันดีกว่า

ถามเอง: คุณเริ่มเรียนภาษาอังกฤษยังไงครับ?
ตอบเอง: ผมเริ่มเรียนภาษาอังกฤษจริงๆ จังๆ ตอนที่ตนเองเรียนอยู่ ม.1 ครับ  ก่อนหน้านั้นผมก็ไม่ได้เก่งอะไรหรอก  อยู่ในระดับปกติเหมือนๆ กับเด็กทั่วไป ออกจะไปในทาง 'ต่ำกว่าปกติ' ด้วยซ้ำไป เพราะตอนนั้นผมไม่ได้ชอบภาษาอังกฤษเลย ผลการเรียนของวิชานี้ก็ไม่ได้ดีอะไรมาก แต่ตอนอยู่ ม.1 บังเอิญได้ครูดีมาสอน ทักษะทางภาษาอังกฤษก็เลยเริ่มดีขึ้นมาเรื่อยๆ ผ่านไปซักพักมันก็พัฒนากลายเป็นความชอบไปเองน่ะครับ
ถามเอง: ครับ
ตอบเอง: สิ่งที่ผมอยากจะแนะนำให้น้องๆ ทุกคนได้รู้จักไม่ใช่คุณครูของผมครับ แต่เป็นหนังสือสอนแกรมม่าที่แกใช้สอนผมต่างหาก 

ถามเอง: หนังสือที่ว่าคือหนังสืออะไรครับ?
ตอบเอง: มันคือหนังสือสอนแกรมม่าเล่มนี้ครับ


ตอบเอง: สำหรับคนที่ไม่เคยเห็นผ่านตานะครับ หนังสือเล่มนี้มีชื่อว่า Essential Grammar in Use มันเป็นหนังสือสำหรับผู้เริ่มเรียนภาษาอังกฤษที่ดีมากๆ จะเรียกว่าเป็นเล่มที่ดีที่สุดเลยก็ว่าได้ (ในความคิดของผมนะ) เพราะมีเนื้อหาสาระครบถ้วน มีแกรมม่าทุกตัวที่ผู้เริ่มเรียนควรจะรู้ และมีแบบฝึกหัดที่วัดความรู้ได้แบบมีประสิทธิภาพมากๆ ครับ หากใครคิดว่าความรู้ภาษาอังกฤษของตนเองตอนนี้ยังเหมือนกับความรู้ภาษาอังกฤษของตนเองตอนที่อยู่ ป.4 ทุกประการ ผมก็ขอแนะนำให้ไปซื้อเล่มนี้มาศึกษาเลยครับ มันอาจจะแพงหน่อย (489 บาท) แต่เชื่อเถอะว่ามันจะเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตที่คุ้มค่าครับ ส่วนใครที่คิดว่าแกรมม่าของตนเองยังไม่แน่นพอ ยังไม่ควรเข้าใจในบางเรื่อง ก็ไปซื้อมาลองทำได้เช่นกันครับ 

ตอบเอง: ทีนี้ พอเราเริ่มจับหลัก Basic ได้แล้ว ก็ได้เวลาข้ามไปสู่ระดับ Intermediate และ Advance ตามลำดับ หนังสือที่ผมจะแนะนำสำหรับคนที่อยู่ในระดับ Intermediate หรือ Advance แล้วคือหนังสือสองเล่มนี้ครับ




ก็ยังคงเป็นหนังสือจากสำนักพิมพ์เดิม (Cambridge) เพิ่มเติมคืออัพเกรดความยากมากขึ้นเพื่อให้ตรงต่อความต้องการของผู้ที่อยู่ในระดับ Intermediate และ Advance ครับ

*Note: หนังสือเรียนทั้งสามเล่มที่ผมแนะนำคือหนังสือสำหรับผู้ที่ต้องการเรียนเฉพาะแกรมม่าภาษาอังกฤษนะครับ ในส่วนของหนังสือที่พัฒนาทักษะด้านอื่นๆ ผมจะแนะนำอีกทีหนึ่งในส่วนล่างๆ ของกระทู้นี้ครับ*

ถามเอง: นอกจากหนังสือแล้วมีอะไรเพิ่มเติมอีกมั้ยครับ? 
ตอบเอง: การดูหนังครับ เท่าที่จำได้ ในช่วงที่ภาษาอังกฤษของผมเริ่มดีขึ้นมา มันเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ผมเริ่มดูหนังฝรั่งเลยครับ ในตอนนั้นถ้าไม่ซื้อแผ่นดีวีดีมาดู ก็จะหาดูในเน็ตเอา และเวลาดูก็จะดูแบบเสียง soundtrack + ซับไทย เท่านั้นเลยครับ ไม่ได้ดูแบบพากย์ไทย ข้อดีของการดูหนังฝรั่งมีมากมายครับ ที่เห็นชัดเจนที่สุดคือทักษะการฟังจะพัฒนา ยิ่งเราดูหนังฝรั่งมากเท่าไหร่ (โดยเฉพาะกับเรื่องที่มี dialogue เยอะๆ) ภาษาอังกฤษก็จะยิ่ง 'ซึม' เข้าไปในหัวของเรามากขึ้นเท่านั้น ไอ้ของแบบนี้มันเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นโดยที่เราไม่รู้ตัวหรอกครับ แต่เชื่อเถอะว่านานวันเข้าๆ เราจะเริ่มเห็นผลของมันเอง เราจะเริ่มฟังรู้เรื่องมากขึ้นเรื่อยๆ เราจะเริ่มคุ้นเคยกับ context ของบทสนทนารูปแบบต่างๆ และเราจะรู้ว่าบทสนทนาภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันที่เป็นธรรมชาติเป็นอย่างไร ซึ่งไอ้สองอย่างหลังเนี่ยคือสิ่งที่มีความสำคัญอย่างไม่น่าเชื่อในการทำข้อสอบพาร์ท conversation! คุณอาจจะมองว่ามันไม่เกี่ยวกัน แต่จริงๆ แล้วมันเกี่ยวกันกับครับ เพราะข้อสอบพาร์ท conversation ก็คือบทสนทนาในชีวิตประจำวันในรูปแบบของตัวอักษรดีๆ นี่เอง (อาจจะมีการดัดแปลงให้ formal มากกว่าปกติบ้าง) ดังนั้น หากเราทำความคุ้นเคยกับบทสนทนาในชีวิตประจำวันเยอะๆ จากการดูหนัง ทำไมเราทำข้อสอบพาร์ท conversation ไม่ได้ครับ?


หนังที่ผมอยากจะแนะนำคือหนังทุกเรื่องของ ผกก. Quentin Tarantino ครับ เพราะดูสนุก แถมมี Dialogue เยอะมาก (แต่สำหรับคนที่ไม่ค่อยชอบความรุนแรง ก่อนดูต้องทำใจซักเล็กน้อยนะครับ เพราะหนังโหดมาก 555)

ถามเอง: ครับ 
ตอบเอง: ยังมีอีกเรื่องนึงที่ไม่ได้เล่าครับ มันเกี่ยวกับรสนิยมการดูหนังของผมเอง ผมเป็นคนที่ชอบดูหนังอินดี้นอกกระแสหรือไม่ก็พวกหนังต่างประเทศที่หาดูยากๆ ซึ่งหนังพวกนี้เนี่ย เนื่องจากว่ามันไม่ค่อยเป็นที่รู้จักหรือได้รับความนิยมในประเทศไทย จึงไม่มีใครซื้อลิขสิทธิ์มาฉายหรือจัดจำหน่ายในรูปแบบของแผ่นดีวีดีในประเทศไทย แม้แต่คนที่คิดจะแปลซับไตเติ้ลของหนังพวกนี้จากภาษาอังกฤษมาเป็นภาษาไทยในอินเตอร์เน็ตยังไม่มีเลย มันก็เลยทำให้ผมต้องนั่งดูหนังเหล่านั้นพร้อมกับซับไตเติ้ลภาษาอังกฤษ ซึ่งตรงนี้แหละสำคัญ เพราะมันทำให้ผมต้องเปิด dictionary เพื่อหาความหมายของคำศัพท์ที่ตนเองไม่รู้จัก ต้องนั่งทำความเข้าใจรูปประโยคของบทสนทนาในชีวิตประจำวันแบบแปลกๆ ที่ตนเองไม่เคยเห็นในหนังสือเรียน ซึ่งไอ้การทำแบบนี้บ่อยๆ เนี่ยมันก็เหมือนเป็นการเพิ่มพูนความรู้ทางภาษาให้กับตนเองครับ จะเรียกว่าเป็นรูปแบบการเรียน listening ที่ดีที่สุดรูปแบบนึงเลยก็ว่าได้


ถามเอง: ไม่มีอะไรเพิ่มอีกแล้วใช่มั้ยครับ?
ตอบเอง: ใช่ครับ นั่นคือขั้นตอนเบื้องต้นทั้งหมดที่ผมสามารถแนะนำได้
ถามเอง: สรุปก็คือ คุณเริ่มเรียนภาษาอังกฤษอย่างจริงๆ จังๆ ตอน ม.1 ตอนนั้นคุณยังเรียนกับคุณครูสอนพิเศษของคุณอยู่ โดยใช้หนังสือ Essential Grammar in Use เป็นแบบเรียน และในระหว่างนั้นก็ดูหนังไปด้วย ผมพูดถูกใช่มั้ยครับ? ตอบเอง: ใช่ครับ
ถามเอง: คุณเรียนอยู่แบบนี้เป็นเวลากี่ปีครับ? 
ตอบเอง: จนถึงตอนที่ผมไปเรียนแลกเปลี่ยนที่ต่างประเทศครับ
ถามเอง: ไปเรียนแลกเปลี่ยน? 
ตอบเอง: ใช่ครับ ผมไปเรียนแลกเปลี่ยนที่ต่างประเทศตอนผมอยู่ ม.5 ที่ประเทศฟินแลนด์ แล้วก็กลับมาซ้ำชั้นปีนึง ผมจะไม่ขอลงรายละเอียดถึงเรื่องนี้มากนะครับ จริงอยู่ว่าการไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่ต่างประเทศคือวิธีที่ดีที่สุดในการเรียนภาษา (ของประเทศที่ไป) แต่ผมจะไม่ขอพูดถึงมัน เพราะการไปเรียนแลกเปลี่ยนมันไม่ง่ายเหมือนไปเที่ยวบางแสนครับ ไหนจะเรื่องทุนทรัพย์ ไหนจะเรื่องความยินยอมจากพ่อแม่ และไหนจะเรื่องการปรับตัวอีก / อยากจะฝากไว้สั้นๆ แค่ว่า ถ้ามีทุนทรัพย์พอที่จะไปได้หรือพ่อแม่สนับสนุน ก็ไปเถอะครับ เชื่อผม สิ่งที่เราได้กลับมาไม่ใช่แค่ภาษาอย่างเดียว แต่มีสิ่งที่สำคัญกว่านั้นอย่างทักษะชีวิตและประสบการณ์ชีวิตด้วย

ปล. สำหรับน้องๆ ที่อยากอ่านประสบการณ์การไปเรียนแลกเปลี่ยนที่ประเทศฟินแลนด์ของพี่ สามารถเข้าไปอ่านได้ที่นี่เลยนะครับ (แต่จะเกี่ยวกับระบบการศึกษาและระบบการแอดมิชชั่นเข้ามหาลัยซะเป็นส่วนใหญ่นะ ไม่ค่อยมีประสบการณ์ส่วนตัวของพี่เท่าไหร่)

ถามเอง: ครับ ผมเข้าใจ ถ้าอย่างงั้น เรามาพูดถึงตอนที่คุณกลับจากการไปแลกเปลี่ยนดีมั้ยครับ?
ตอบเอง: ดีครับ
ถามเอง: หลังจากที่กลับจากการไปแลกเปลี่ยนมานี่ ภาษาอังกฤษน่าจะดีขึ้นใช่มั้ยครับ? ถ้ามันดีขึ้นแล้วตอนนั้นยังเรียนภาษาอังกฤษอยู่มั้ยครับ? 
ตอบเอง: เอ่อ.. ก็ดีขึ้นอย่างที่บอกนั่นแหละครับ แต่ก็ยังไม่ดีพอถึงขนาดที่ว่าทำข้อสอบภาษาอังกฤษแล้วได้คะแนนเยอะ เพราะที่พัฒนาขึ้นมาส่วนใหญ่นี่จะเป็นด้านการสื่อสารในชีวิตประจำวันง่ายๆ ซะมากกว่า พวกความรู้ที่ต้องใช้ในการทำข้อสอบยังไม่ค่อยมีครับ (เด็กแลกเปลี่ยนเป็นแบบนี้กันแทบทุกคนครับ นี่พูดเลย 555) แต่ ณ จุดนั้นสกิลภาษาอังกฤษของผมมันก็แน่นพอที่จะเรียนรู้ได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องให้ใครมาสอนเพิ่มแล้วไง ก็เลยไม่ได้เรียนพิเศษต่อ 


[sidenote]
ถึงแม้ว่าน้องๆ หลายๆ คนที่กำลังอ่านบทสัมภาษณ์นี้อยู่อาจจะไม่ได้มีประสบการณ์แบบเดียวกันกับที่พี่มี แต่พี่ก็อยากจะแนะนำอะไรบางอย่างที่ใกล้เคียงกันให้น้องได้รู้ครับ พี่อยากจะบอกพวกเราว่า "ถ้าคิดว่าภาษาอังกฤษของตนเองแน่นถึงระดับที่ว่าไม่ต้องให้ใครมาสอนเพิ่มก็พอจะทำความเข้าใจได้ด้วยตนเองแล้ว ให้น้องๆ หยุดเรียนพิเศษได้เลยนะครับ" ทำไมพี่ถึงแนะนำแบบนี้? คืองี้ครับ หากสิ่งที่น้องๆ ปราถนาคือสกิลการใช้ภาษาอังกฤษแบบที่เอามาใช้ในชีวิตประจำวันได้ น้องๆ จะต้องไม่มองหามันในหนังสือเรียนหรือคลาสเรียนพิเศษภาษาอังกฤษครับ เพราะภาษาอังกฤษที่อยู่ในหนังสือเรียนและคลาสเรียนนั้นคือภาษาที่ผ่านการ 'คัดกรอง' มาแล้วในหลายๆ แง่ ไม่ว่าจะเป็นความถูกต้องทางไวยากรณ์ ความสละสลวย ความ formal (สุภาพมากพอที่จะอยู่ในหนังสือได้อะ) ฯลฯ ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่แน่นอนครับ มันสามารถเปลี่ยนแปลงไปอยู่ในรูปแบบที่เราไม่เคยรู้มาก่อนได้ตลอดเวลา (มีเพื่อนน้องคนไหนพูดจาแบบคนในหนังสือแบบเรียนภาษาไทยมั่งมั้ยครับ? 555 ไม่มี๊!) อย่างที่เค้าบอกกันนั่นแหละว่าภาษามันดิ้นได้ ให้คนสิบคนมาพูดภาษาเดียวกันมันยังไม่เหมือนกันเลย จริงมะ? ไม่ต้องไปดูที่ไหนไกลหรอก แค่สังเกตจากภาษาไทยที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ก็เห็นแล้วว่ามันมีสิ่งที่พี่พูดมาอยู่ แต่ที่เราไม่เห็นมันเพราะเราเป็นเจ้าของภาษา เราเลยไม่เคยคิดถึงมัน / สรุปคือ ถ้าน้องคิดว่าแกรมม่าของน้องมันแข็งพอที่จะทำให้น้องเอาตัวรอดนอกห้องเรียนพิเศษได้แล้ว ก็จงอย่ากลัวที่จะศึกษาหาความรู้ต่อไปด้วยตนเองครับ


"เออพี่ๆ งั้นหนูถามหน่อย ถ้าเป็นคลาสเรียนพิเศษสนทนากับอาจารย์ชาวต่างชาตินี่นับมั้ยคะ?"

เอ่อ.. จริงๆ ก็นับนะครับ เพราะบางอาจารย์บางคนอาจจะสอนให้พวกเราพูดภาษาอังกฤษแบบ conventional มากๆ (เอามาใช้พูดได้อยู่ ไม่ผิด แต่แปลก เพราะมันไม่ค่อยเป็นธรรมชาติเท่าไหร่) แต่เราสามารถแก้ปัญหาข้อนี้ได้ง่ายๆ โดยการบอกอาจารย์ว่า "จารย์คะ จัดเต็มเลยค่ะ พูดกับหนูเหมือนที่อาจารย์พูดกับเพื่อนก็ได้ เพราะหนูอยากพูดภาษาอังกฤษแบบเป็นธรรมชาติ" แค่นี้ก็โอเคแล้วครับ 
[/sidenote]

ถามเอง: แสดงว่าไม่ได้เรียนอะไรเลยใช่มั้ยครับ?
ตอบเอง: จริงๆ แล้วเรียนอยู่ครับ มันเป็นคลาสเรียนสนทนากับอาจารย์ชาวต่างชาติ วิธีการเรียนก็คืออาจารย์จะไปหาหัวข้อที่หรือประเด็นเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ที่ผมสนใจมา (เช่นเศรษฐกิจ การเมือง สมมตินะ) แล้วก็เอาเรื่องนี้มา discuss กันในคลาส หรือบางทีแกก็จะให้ผมไปหาหัวข้อที่ผมสนใจมาเอง แล้วเอามาคุยกับแก
ถามเอง: อ้อ เน้นใช้งานสินะครับ เรียนแบบนี้เนี่ย
ตอบเอง: ถูกต้องครับ
ถามเอง: งั้นถ้าสำหรับคนที่อาจจะไม่มีเวลาว่างพอหรือมีทุนทรัพย์เพียงพอที่จะไปสมัครเรียนสนทนากับครูชาวต่างชาติล่ะครับ? จะมีวิธีเรียนพูดยังไง? 
ตอบเอง: วิธีเรียนสนทนาฟรีน่ะมีแน่นอนครับ เยอะด้วย แต่บางวิธีอาจจะต้องใช้ความพยายามซักเล็กน้อย.. 
ถามเอง: ช่วยยกตัวอย่างด้วยครับ

ตอบเอง: วืธีที่ง่ายที่สุดในการเรียนสนทนาฟรีคือการหา language partner ที่เป็น Native English Speaker ซักคนที่พร้อมจะสนทนากับเราตามเว็บไซต์แลกเปลี่ยนภาษาต่างๆ ครับ แต่ส่วนใหญ่การหา partner แบบประเภทนี้มีราคาที่ต้องจ่ายอยู่อย่างนึง นั่นก็คือเราอาจจะต้องสอนภาษาไทยให้พวกเขาเป็นการตอบแทนกับที่เขายอมสนทนาเป็นภาษาอังกฤษกับเรา เพราะส่วนใหญ่เวลาที่ใครซักคนมองหา language partner เขาคนนั้นก็ต้องการคนที่เป็น Native Speaker ในภาษาที่เขากำลังเรียนอยู่ (ในกรณีนี้คือภาษาไทยครับ)  พูดง่ายๆ ก็คือ เราไปขอให้เขาพูดอังกฤษกับเรา เพราะเรากำลังเรียนภาษาอังกฤษอยู่ ส่วนเขาผู้ซึ่งกำลังเรียนภาษาไทยอยู่ ก็ต้องการคนที่จะมาพูดด้วยแบบพวกเรานี่แหละครับ ส่วนเงื่อนไขที่ว่าเวลาไหนจะพูดภาษาอังกฤษ เวลาไหนจะเปลี่ยนไปพูดภาษาอื่น อันนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับการตกลงกันของคนทั้งสองคนที่เป็น language partner / หายากครับฝรั่งแบบที่ว่าไม่อยากเรียนรู้ภาษาอื่นและยินดีที่จะพูดแต่ภาษาอังกฤษกับเราเพื่อช่วยให้เราพัฒนาทักษะการพูดให้ดีขึ้น (ถ้าใครเจอบอกผมด้วยนะ จะขอเสนอตัวไปเป็น partner แบบด่วนๆ เลย 55555)

เว็บไซต์ที่คุณจะสามารถหาคนประเภทนี้ได้มีเยอะมากๆ ครับ (ลองเสิร์ชคำว่า English Language Partner ลงใน Google ดูสิครับ) แต่ที่ผมจะแนะนำมีอยู่ 3 อัน คือ


Verbling Community

เว็บนี้อนุญาตให้เราตั้งห้องแชทขึ้นมาได้ โดยต้องติด tag กำกับไว้ด้วยว่าห้องนี้เหมาะสำหรับคนที่มีระดับภาษาอยู่ใน level ไหน (ซึ่งมี 3 ระดับคือ Basic / Intermediate / Advance) แต่มีข้อเสียอยู่อย่างนึงคือเว็บนี้คนส่วนใหญ่ที่เล่นไม่ใช่ Native Speaker ครับ (แต่จากประสบการณ์แล้ว คนที่อยู่ในห้อง Advance มักจะพูดเก่งครับ ใช้เป็นคู่ซ้อมได้)



Fluent In 3 Months Community



WeSpeke

ผมยกให้เว็บนี้เป็นอันดับหนึ่งครับ เพราะสะดวกมากๆ ถ้ากรอกข้อมูลส่วนตัวเข้าไปมันจะบอกแบบเสร็จสรรพเลยว่าใครเหมาะจะคุยกับเราที่สุด (มันถามอะว่าอยากคุยกับ partner เรื่องอะไร จะได้หาคนที่มีความสนใจคล้ายๆ กันมาให้)

ถามเอง: โอ้ว วิเศษมากๆ ครับ แล้วเอ่อ.. รู้สึกจะมีวิธีเรียนสนทนาฟรีวิธีอื่นอีกใช่มั้ยครับ?

ตอบเอง: อ้อ ใช่ครับๆ เกือบลืมพูดถึงไปเลย วิธีที่ว่าคือการหาเพื่อนชาวต่างชาติในชีวิตจริงครับ อันนี้จะดีกว่าการหา partner เรียนภาษาในอินเตอร์เน็ตตรงที่คุณได้เพื่อน 'จริงๆ' (ในแง่ที่ว่าคุณสามารถ maintain ความสัมพันธ์ได้ยาวนานกว่าเพื่อนที่อยู่อีกซีกโลกนึงนะครับ เพราะความใกล้ชิดมันไม่เหมือนกัน) คบกันได้นานๆ (โดยส่วนมากมักจะนานกว่าระยะเวลาที่คบกับเพื่อนในเน็ต) ข้อดีอีกอย่างนึงคือคุณสามารถมี Interaction กับเพื่อนชาวต่างชาติได้แบบ 4DX คุณจะได้รู้เลยว่าการพูดกับฝรั่งต่อหน้ามันเป็นยังไง และสุดท้ายคือการพูดกับการฟังในชีวิตจริงนั้นมันย่อม 'เรียล' กว่าการพูดผ่านไมโครโฟนและฟังผ่านลำโพงแน่นอน

ถามเอง: วิธีนี้มันจะไม่ยากไปหน่อยเหรอครับ? คือจู่ๆ จะให้เดินเข้าไปคุยกับฝรั่งทั้งๆ ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเลยแบบนี้ผมว่ามันก็ยังไงๆ อยู่นะครับ 
ตอบเอง: นั่นก็จริงครับ ไม่ต้องถึงกับเป็นฝรั่งหรอก เอาแค่คนชาติเดียวกันเดินเข้ามาทักแล้วบอกว่าอยากเป็นเพื่อนด้วยเรายังมองว่ามันแปลกเลย ใช่มั้ยครับ? อย่างไรก็ตาม มันก็ยังมีทางอยู่ แต่ทำยากหน่อยนะครับ...
ถามเอง: คือ..?
ตอบเอง: ข้าวสารไงครับ
ถามเอง: .....
ตอบเอง: มนุษย์ทุกคน friendly ขึ้นเมื่อเหล้าเข้าปากครับ 
ถามเอง: เอิ่ม.. ไม่ใช่ทุกคนที่กำลังอ่านบทสัมภาษณ์นี้ที่กินเหล้าได้หรือมีบ้านอยู่ใกล้ๆ ถนนข้าวสารนะคุณ คนที่บ้านอยู่ต่างจังหวัดก็มีเยอะแยะไป 
ตอบเอง: ผมถึงได้บอกไงว่ามันยาก
ถามเอง: ผมเข้าใจ
ตอบเอง: อย่างไรก็ตาม..
ถามเอง: หืมมมม? 
ตอบเอง: มันก็ยังมีอีกวิธีนึงที่..
ถามเอง: นี่ยังไม่หมดอีกเหรอ
ตอบเอง: อันสุดท้ายแล้วครับ
ถามเอง: อ่ะ ว่ามา
ตอบเอง: หาผัวฝรั่งครับ
ถามเอง: ...
ตอบเอง: Tinder ไงคุณ..
ถามเอง: …


ถามเอง: เอ่อ.. ผมว่าเราไปคุยเรื่องอื่นกันมั่งดีมั้ยครับ? ตอนนี้ผมเชื่อว่าน้องๆ ที่กำลังอ่านอยู่น่าจะพอรู้แล้วแหละว่าถ้าจะเรียน Speaking แบบไม่มีค่าใช้จ่ายต้องทำยังไงบ้าง ผมว่าเราไปคุยกันเรื่องการเรียน Reading มั่งดีมั้ยครับ? 
ตอบเอง: ดีครับ..
ถามเอง: คุณพัฒนาทักษะการอ่านของตนเองยังไงครับ? 
ตอบเอง: ก็อ่านหนังสือไง
ถามเอง: เออ! รู้โว้ยยย! รู้อยู่ว่าอ่านหนังสือ แต่ไอ้หนังสือที่ว่าน่ะมันหนังสืออะไรล่ะ แล้วอ่านที่ไหน อะไร ยังไง ผมต้องการดีเทล!  
ตอบเอง: โอเคครับ.. 
ตอบเอง: จริงๆ จะบอกว่าอ่านหนังสือมันก็ไม่ถูกซะทีเดียวอะครับ เพราะผมไม่ได้อ่านหนังสือภาษาอังกฤษตลอดเวลา ถ้าจะให้ถูกจริงๆ มันควรจะเป็นอ่าน "ตัวหนังสือ" ภาษาอังกฤษมากกว่า เพราะผมอ่านตัวอักษรที่เป็นภาษาอังกฤษจากสื่อทุกรูปแบบ โดยไม่ได้จำกัดอยู่แต่เฉพาะกับหนังสือเล่มหรือหนังสือเรียนเท่านั้น วันๆ นึงผมอ่าน สเตตัสในเฟซบุ๊คในเพจที่ใช้ภาษาอังกฤษ อ่านข่าวภาษาอังกฤษ หรืออ่านซับไตเติ้ลของวิดีโอใน Youtube 

ถามเอง: กรุณาชี้ช่องทางให้น้องๆ หน่อยครับ

ตอบเอง: สำหรับเฟซบุ๊ค ผมเชื่อว่าแทบทุกคนน่าจะเล่นแหละ อย่างต่ำก็วันละครั้ง (ครั้งละ 6 ชั่วโมง 55555) แนะนำว่าให้ไปกดไลค์เพจที่ใช้ภาษาอังกฤษทุกเพจที่ตนเองพอจะหาได้เลย อะไรก็ได้ครับ ไม่จำกัด ไม่จำเป็นจะต้องเป็นเพจที่ให้ความรู้ด้านภาษาอังกฤษอย่างเดียว เป็นอะไรทั่วๆ ไปแบบนี้ก็ได้: เพจรีวิวหนังของต่างประเทศหน้า official ของศิลปินคนที่เราชื่นชอบ9GAGเทคโนโลยีสารคดีสัตว์โลกและสิ่งแวดล้อมวิทยาสาสตร์ดาราที่เราปลื้มBUZZFEEDHumans of New Yorkการเมือง, ฯลฯ 


เพจ Humans of New York มี story ให้อ่านเพียบ 
(แต่ก่อนจะอ่านอย่าลืมเตรียมกระดาษทิชชู่ซักม้วนเอาไว้ข้างๆ ตัวนะครับ.. )

ส่วนเพจที่ "ต้อง" กดไลค์ คือเพจข่าวต่างๆ ครับ เช่น: BBCCNNThe EconomistDaily MailThe Independent

คือขอแค่ให้ภาษาอังกฤษมันผ่านตาเราอะ แปลบางประโยคไม่ได้ หรือไม่รู้ความหมายของบางคำก็ไม่เป็นไร จะอ่านพาดหัวโพสต์ของอะไรที่เราไม่ได้สนใจมาก แล้วเลือกอ่านเฉพาะเรื่องหรือบทความที่เราสนใจจริงๆ ก็ได้ ที่ต้องทำอย่างนี้ก็เพื่อให้ภาษาอังกฤษมันกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ไม่ใช่สิ่งที่เราห่างเหินและไม่คุ้นเคยอะครับ ถ้าทำได้ทักษะทางด้านการอ่านมันจะดีขึ้นมาเอง เพราะเราเห็นตัวอักษรภาษาอังกฤษอยู่ทุกวันๆ พอถึงวันหนึ่งเราจะเริ่มอ่าน content จากเพจที่เรากดไลค์ได้เอง 

ถามเอง: มีเพจที่ต้องตามไปกดไลค์เยอะแยะไปหมดเลยนะครับเนี่ย แต่เอ.. แล้วถ้าผมอยากซื้อหนังสือภาษาอังกฤษเป็นเล่มมาอ่านล่ะครับ? 

ตอบเอง: ถ้าคนที่อยู่ในเมืองใหญ่ๆ อย่างเช่น กรุงเทพ, เชียงใหม่, ขอนแก่น หรือภูเก็ต การหาซื้อหนังสือภาษาอังกฤษคงไม่ใช่เรื่องยาก เพราะในเมืองเหล่านี้มีร้านขายหนังสือภาษาต่างประเทศอยู่แล้ว แต่กับคนที่อยู่จังหวัดอื่นๆ การสั่งหนังสือออนไลน์ผ่านทางเว็บไซต์อย่าง Amazon หรือซื้อเป็น eBook ผ่านทาง Kindle Store คือทางออกนึงครับ แค่มีบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิตก็ใช้ได้แล้ว แต่สำหรับคนที่อยากประหยัดเงิน ต้องการหนังสือฟรีๆ ในปัจจุบันมีเว็บไซต์ที่เปิดโอกาสให้เราดาวน์โหลดหนังสือ eBook ฟรีๆ มาอ่านเพียบครับ เสิร์ชในกูเกิ้ลแปปเดียวก็เจอ : Project GutenbergKoboPlanet eBook, ฯลฯ

ถามเอง: ให้มาแค่ 3 เว็บแต่อ่านได้ยันชาติหน้า 555
ตอบเอง: แน่นอนครับ ขนาดผมเป็นคนแนะนำยังไม่ได้อ่านเลย 
ถามเอง: ก็จบไปแล้วนะครับสำหรับคำแนะนำในการพัฒนาทักษะการเขียน ต่อไปเราไปพูดถึงทักษะอื่นที่เหลือกันดีมั้ยครับ? 
ตอบเอง: ดีครับๆ ผมกำลังอยากพูดเรื่องการพัฒนาทักษะการฟังอยู่พอดีเลย
ถามเอง: อ้าว? อันนั้นพูดถึงไปแล้วไม่ใช่เหรอครับ? พวกหนังเสียง soundtrack ซับไทย อะไรนั่นไง
ตอบเอง: อ๋อ ในพาร์ทนั้นผมตั้งใจจะบอกว่าตอนที่ผมเริ่มเรียนภาษาอังกฤษเนี่ย การดูหนังควบคู่กับการเรียนแกรมม่ามันได้ช่วยพัฒนา "พื้นฐาน" ทางภาษาของผมขึ้นมาน่ะครับ แต่สิ่งที่ผมจะกล่าวต่อไปนี้คือ process ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น หลังจากที่ "พื้นฐาน" มันแน่นแล้ว เราควรจะพัฒนามันยังไงต่อให้มัน advance ขึ้นไปเรื่อยๆ 
ถามเอง: อ๋อ ผมเข้าใจแล้วครับ เชิญว่าต่อไปได้
ตอบเอง: คุณเข้า Youtube บ่อยขนาดไหนครับ?
ถามเอง: เอ่อ ก็ไม่บ่อยเท่าไหร่ครับ อาทิตย์ละครั้งสองครั้งล่ะมั้ง
ตอบเอง: งั้นคุณควรจะเข้าให้บ่อยขึ้นนะครับหากคุณอยากเก่งภาษาอังกฤษ เพราะ Youtube คือขุมทรัพย์ดีๆ นี่เอง



ถามเอง:
 โอ้โห ขนาดนั้นเชียว? 
ตอบเอง: ใช่ครับ ผมกล้าพูดได้เลยว่าถ้าไม่มี Youtube ผมก็คงไม่ต่างอะไรไปจากคนเรียนภาษาอังกฤษธรรมดาๆ คนนึงหรอกครับ
ถามเอง: เหยดเขร้ เป็น statement ที่ bold มากๆ เลยนะครับเนี่ย อะไรทำให้คุณพูดแบบนั้นครับ? 
ตอบเอง: คุณคิดว่า Youtube มีอะไรมั่งครับ?
ถามเอง: ก็.. เอ่อ.. ทุกอย่างอะครับ
ตอบเอง: ใช่ครับ! ทุกอย่าง! Youtube คือเว็บไซต์ที่มีทุกอย่างจริงๆ มันมีวิดีโอทุกประเภททุกรูปแบบที่เราสามารถจินตนาการได้ และหนึ่งในนั้นก็คือวิดีโอเพื่อการศึกษาที่ให้สาระความรู้ต่างๆ (ซึ่งมีเยอะและครอบคลุมเนื้อหาสาระมากจนถึงขนาดที่ว่า ถ้าจับมาต่อกัน มันจะมีความยาวเป็นพันๆ ปีเลย) / มันไม่ใช่การกล่าวเกินจริงเลยหากจะบอกว่า Youtube คือขุมทรัพย์ความรู้ / หากคุณเเสียสละเวลาสักชั่วโมงสองชั่วโมงในแต่ละวันในการหาความรู้ผ่านทาง Youtube แล้วล่ะก็ ผมกล้าพูดเลยว่ามันเป็นไปไม่ได้หากคุณจะไม่เก่งขึ้น.. (ถ้าไม่เสียเวลาไปกับการฟังเพลง ดูเกมแคสเตอร์ วิดีโอตลก แมว แล้วก็รายการเรียลลิตี้โชว์ซะก่อนอะนะ...) / อันนี้ผมกล่าวถึงข้อดีของเว็บไซต์นี้โดยรวมนะครับเนี่ย ยังไม่ได้เจาะจงลงมาถึงการพัฒนาทักษะการฟังที่ผมกำลังจะพูดถึงเลย

ถามเอง: แสดงว่ามี Channel มากมายใน Youtube ที่สามารถช่วยให้ listening skill ของเรามันดีขึ้นมาได้สินะครับ
ตอบเอง: มากมายนับไม่ถ้วนครับ ก็ทุกอย่างที่เป็นภาษาอังกฤษนั่นแหละ
ถามเอง: เช่นเคยครับ บอกพวกเรามาว่ามันมีอะไรบ้าง
ตอบเอง: ได้เลยครับ ผมจะขอแบ่งวิดีโอออกเป็นหลายๆ หมวดหมู่นะครับ เริ่มจาก..


1. Comedy
จะมีอะไรดีไปกว่าการได้หัวเราะและได้เรียนรู้ไปด้วยครับ? 

ผมเคยซื้อหนังสือไดอารี่ของพี่โน้ส–อุดม แต้พานิช เล่มนึงมาอ่าน (อันนี้เล่ามาจากความทรงจำนะครับ ถ้าผิดพลาดยังไงต้องขออภัยด้วย) พี่โน้สเล่าเรื่องของผู้หญิงไทยคนหนึ่งที่เคยเจอที่มีแฟนเป็นฝรั่ง ผู้หญิงคนนั้นเล่าว่า "ตอนแฟนหัดเรียนภาษาไทยใหม่ๆ แฟนจะชอบเอาเดี่ยวไมโครโฟนของพี่โน้สของมาเปิดดู เพราะภาษาไทยในเดี่ยวที่พี่โน้สใช้มันเป็นภาษาแบบ 'ธรรมชาติ' ที่คนไทยเค้าใช้กันในชีวิตประจำวัน มันอาจจะไม่สุภาพและมีคำหยาบปนอยู่เยอะ แต่นั่นก็คือสิ่งที่คนไทยพูดกันอยู่ทุกวัน แถมการดูเดี่ยวยังช่วยให้แฟนเข้าใจวัฒนธรรมไทยมากขึ้น รู้ว่าคนไทยเค้ามีวิถีชีวิตประจำวันกันแบบไหน วันๆ นึงทำอะไรบ้าง ปัญหาที่คนไทยเจอ..." 

เหตุผลที่ทุกคนควรดูรายการ Comedy หรือเดี่ยวไมโครโฟนของฝรั่งที่เป็น Native Speaker ก็ไม่ต่างอะไรไปจากเหตุผลที่แฟนหนุ่มของหญิงไทยท่านนี้ดูเดี่ยวไมโครโฟนของพี่โน้สหรอกครับ / การดูรายการ Comedy หรือเดี่ยวไมโครโฟนจะช่วยทำให้เรามีสกิลการฟังที่ดีขึ้น เพราะมี comedian หลายคนเลยครับที่พูดด้วยอัตราความเร็วเท่าๆ กับที่เขาพูดพูดกับคนอื่นในชีวิตประจำวัน เท่าที่ผมสังเกตคนที่พูดช้าลงเวลาอยู่บนเวทีเขามักจะจงใจให้มันเป็นอย่างนั้นกันทั้งนั้นเลย (ประมาณว่ามันเป็นจังหวะในการปล่อยมุกอะครับ เขาจงใจไม่พูดเร็วเพราะมุกตลกของเขามันทำให้คนหัวเราะได้มากกว่าถ้าเขาพูดช้าลงกว่าปกติ) ดังนั้น หากเราฟัง comedian ทัน (ว่าเขาพูดอะไรบ้าง) และเก็ตมุกตลกที่เขาปล่อยออกมา (เข้าใจ 'ความหมาย' ของสิ่งที่เขาต้องการจะสื่อ) นั่นก็แปลว่า listening skill ของเรามันพัฒนาขึ้นมาอีกขั้นนึงแล้วครับ 

ส่วนคนที่ผมแนะนำให้ไปติดตามมีดังต่อไปนี้ครับ...

Jimmy Kimmel


อาชีพของ Jimmy Kimmel คือ พิธีกรรายการที่มีชื่อเรียกว่า 'Late-night Talk Show' ครับ รายการประเภทนี้มักจะเชิญแขกผู้เป็นดาราหรือคนดังมาสัมภาษณ์ เสร็จแล้วก็อาจจะมี special video ที่ถ่ายทำมาแล้วก่อนออกอากาศมาเปิดให้คนดูได้ดูกัน special video มีตั้งแต่ ไปแกล้งคน (prank), ซีรีย์ mean tweets อันโด่งดัง (อันนี้ Jimmy Kimmel เป็นเจ้าของเองเลย), ให้ดารามาทำอะไรแปลกๆ, ฯลฯ (เท่าที่ผมจำได้ ที่ไทยก็มีรายการแบบนี้อยู่รายการนึงนะครับ รายการนั้นคือ รอบดึกกับจอห์นวิญญู) 

Jimmy Fallon


พิธีกร Late-night Talk Show คนที่สองที่ผมขอแนะนำ ผมว่าพวกส่วนเสริมในรายการของเขามันสนุกดีครับ 


Conan O'Brien



ในบรรดา Host ของ Late-night Talk Show ทั้งหมดผมชอบ Conan ที่สุดครับ ไม่รู้สิ ผมคิดว่ามุกของเค้าฮามากๆ อะ แถมยังมี special episodes ที่ไปถ่ายทำในต่างประเทศด้วย ได้เห็นอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ เพียบเลย

Kevin Hart


Kevin เป็น Stand-up Comedian ที่ผมฟังอยู่บ่อยๆ ครับเวลาที่เบื่อครับ ผมชอบฟังเค้าพูดเพราะ 1) เค้าโคตรรรรตลก และ 2) ผมว่าการฟังเค้าพูดให้รู้เรื่องเป็นสิ่งที่ท้าทายดีครับ ด้วยความที่ Kevin เป็นคนผิวดำ เขาจึงมีวิธีการพูดที่ (ในความคิดของผมคนเดียวนะ) ฟังยากกว่าฝรั่งผิวขาวเยอะ คนผิวดำจะพูดเร็วและรัวมากครับ แถมยังมีเรื่องคำศัพท์แสลงที่มักนิยมใช้กันเฉพาะในหมู่คนดำพ่วงตามมาด้วยเพียบ ดังนั้นการจะฟังให้เข้าใจได้จึงต้องใช้ความคุ้นเคยพอสมควรเลย แต่ผมว่ามันท้าทายดี

Louis C.K.


Stand-up Comedian ที่ผมชอบที่สุดตลอดกาลครับ 55555 เหตุผลคือมุกเค้าแต่ละมุกมันเหี้..มากกกกกกกกก (คำชม) สาแก่ใจคนที่ชอบ dark humor แบบผมมากๆ ข้อดีอย่างนึงของ Louis C.K. (นอกจากมุกของเค้า) คือเค้าพูดค่อนข้างช้าครับ เมื่อเทียบกันกับ Comedian คนอื่นๆ (Kevin Hart พูดเร็วกว่า Louis ซักสองเท่าได้อะ) ถ้าใครอยากจะเริ่มฟังเดี่ยวไมโครโฟนของฝรั่งควรจะเริ่มจากคนนี้เลยครับ

John Oliver


มีใครชอบการเมืองหรือปัญหาที่ซีเรียสๆ มั่งครับ? ถ้าคุณชอบ ผมขอแนะนำให้ดู John Oliver เลย แต่มีคำเตือนอยู่ข้อนึงก็คือ ถ้าเปิดวิดีโอของ John วิดีโอไหนแล้วไม่เข้าใจ 90% ของสิ่งที่เค้าพูด ให้กดปิดแท็บและไปทำอย่างอื่นเลยครับ เพราะเนื้อหาของหลายๆ วิดีโอของ John เข้าใจยากจริงๆ หากคุณไม่ใช่คนอเมริกา เพราะปัญหาส่วนใหญ่ที่ John หยิบยกมาเสนอเกิดขึ้นในสหรัฐฯ ครับ 

2. Entertainment 
เรียนรู้จากสื่อบันเทิง


ใน Youtube มีสื่อบันเทิงเพียบครับ สามารถรองรับรสนิยมของคนได้ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นของไทยหรือของต่างประเทศก็ดี หากเราใช้มันอย่างถูกวิธีแล้วล่ะก็ วิดีโอบันเทิงสั้นๆ ความยาวไม่กี่นาทีก็สามารถให้ความรู้แก่เราได้มากมายอย่างไม่น่าเชื่อครับ / ผมไม่สนหรอกว่ามันจะเป็นวิดีโอแบบไหน : เพลงสากลแคสต์เกมสัมภาษณ์ดาราสอนแต่งหน้าเรียลลิตี้โชว์สอนทำขนมรายการรีวิวรถ, ฯลฯ / ขอแค่ในนั้นมีภาษาอังกฤษ และมันเอามาใช้ฝึกทักษะการฟังของเราได้ก็พอแล้วครับ / อย่างไรก็ดี มี Channel บันเทิงอยู่ Channel นึงที่ผมโปรดปรานมากกว่า Channel อื่นๆ เป็นพิเศษ Channel ที่ว่าคือ REACT & FBE ครับ รู้จักกันมั้ยเอ่ย?

REACT กับ FBE มีเจ้าของเป็นคนเดียวกันครับ ซึ่งก็คือคุณ Benny Fine และคุณ Rafi Fine / content ของทั้งสอง Channel นี้จะคล้ายๆ กันครับ นั่นก็คือการให้คนจำนวนนึง (มีตั้งแต่เด็ก วัยรุ่น เด็กมหาลัย ผู้ใหญ่ และคนแก่) มา 'react' (แสดงความคิดเห็น) ต่อสิ่งต่างๆ ที่พวกเขาได้พบเจอในรายการ เช่น ให้ผู้สูงอายุมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเทคโนโลยีสุดล้ำอย่างแว่น Oculus Rift, ให้เด็กวัยรุ่นแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับอินเตอร์เน็ตยุค 90, ให้เด็กแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับวงร็อคสมัยก่อน, ฯลฯ / แต่ทั้งสอง channel มีข้อแตกต่างกันเล็กน้อยตรงที่ช่อง FBE จะถามความคิดเห็นของคนที่มาออกรายการล้วนๆ แต่ช่อง REACT จะมีรายการแบบอื่นๆ มาให้เราชมบ่อยๆ (แต่ก็ยังเป็นการให้แสดงความคิดเห็นอยู่เหมือนเดิมนั่นแหละครับ) เช่น ให้คนลองกินอาหารแปลกๆท้าให้คนห้ามขำหรือยิ้มระหว่างที่ดูวิดีโอชุดนึงถามเด็กวัยรุ่นว่ารู้จักเพลงในยุค ... มั้ย?ให้เด็กวัยรุ่นรีวิวเกมใหม่ที่เพิ่งออกวางขาย, ฯลฯ 

ข้อดีของสอง Channel นี้มีเพียบครับ > ทุกวิดีโอมีซับอังกฤษสำหรับคนที่ฟังไม่ทัน, เราจะได้เห็น Native Speaker "ทุกเพศทุกวัย" พูดภาษาอังกฤษใน Channel เดียว (ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมากครับ เพราะโอกาสที่เราจะได้ใช้ภาษาอังกฤษในอนาคตนั้น ไม่จำเป็นว่าเราจะต้องได้ใช้แค่กับเพื่อนในวัยเดียวกันกับเราเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น ในชีวิตประจำวันเราจะต้องได้ติดต่อสนทนากับคนจากหลายๆ กลุ่มอายุ และมาจากหลายกลุ่มชาติพันธุ์ ดังนั้นการเรียนรู้ไว้ก่อนว่าใครเป็นยังไงจึงเป็นเรื่องที่พึงกระทำ), ได้เห็นอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ ที่ทีมงานประจำรายการนำมาถามความคิดเห็นจากคน (เอาแค่รายการรีวิวอาหารก็คุ้มแล้วครับ), ได้ฟังความคิดเห็นที่หลากหลายของคน และที่สำคัญที่สุด ผมว่ามันคือการได้เรียนรู้วัฒนธรรมที่แอบซ่อนอยู่ในแต่ละความคิดเห็นที่แต่ละคนนำเสนอออกมาครับ 

3. Education 
ความรู้ครอบจักรวาล

วิดีโอเพื่อการศึกษามันมีเยอะจนผมไม่รู้จะแนะนำยังไงอะ.. เดี๋ยวจะขอยกมาเฉพาะอันที่คิดว่าเป็นประโยชน์จริงๆ ก็แล้วกันนะครับ โดยจะแยกเป็นหมวดหมูย่อยๆ ดังนี้

"มีทุกอย่าง.."

ครับ.. คุณอ่านไม่ผิดครับ Channel นี้มีทุกอย่างจริงๆ ในความคิดเห็นของผม Crash Course น่าจะเป็น Channel เพื่อการศึกษาที่ดีที่สุดที่เคยมีมา Youtube ล่ะมั้งครับ เพราะไม่ว่าคุณจะอยากศึกษาเรื่องอะไร เพียงแค่คลิ๊กเข้ามาที่ Channel นี้ มันก็มีสอนไปซะหมดทุกเรื่องเลย: เคมีชีวะฟิสิกส์นิเวศวิทยาประวัติศาสตร์โลกวรรรกรรมจิตวิทยากายวิภาคศาสตร์&สรีรศาสตร์ดาราศาสตร์เศรษฐศาสตร์ปรัชญาเทววิทยาสังคมวิทยา, ฯลฯ (แค่พิมพ์ยังเหนื่อย) / ทุกอย่างใน Channel นี้เป็นภาษาอังกฤษทั้งหมดเลยนะครับ เพราะฉะนั้นก็... สู้ๆ ครับ :)


วิทยาศาสตร์

Vsauce : Channel สายวิทยาศาสตร์ในตำนาน / พาเราไปสำรวจโลกโดยเริ่มการตั้งคำถามง่ายๆ ให้เราสงสัยอย่าง "ถ้าจู่ๆ โลกหยุดหมุนจะเกิดอะไรขึ้น?" , "ถ้าจู่ๆ ดวงอาทิตย์หายไปจะเป็นยังไง?" , "สถานที่ที่อันตรายที่สุดบนโลกนี้อยู่ที่ไหน?" จากนั้นก็ค่อยๆ คลายข้อสงสัยโดยการสอนเราทีละเรื่องๆ อย่างค่อยเป็นค่อยไป (คำเตือน: แนะนำให้เริ่มดูจากวิดีโอเก่าๆ ก่อนนะครับ เพราะวิดีโอใหม่ๆ มันวิทยาศาสตร์จ๋ามากๆ มีเปอร์เซ็นต์ที่จะไม่เข้าใจสูง) 

Vsauce3 : รูปแบบรายการคล้ายๆ กับ Channel ข้างบนนั่นแหละครับ จะต่างกันก็ตรงที่ช่องนี้มีเนื้อหาที่โดนใจวัยรุ่นมากกว่า Channel ข้างบนซักเล็กน้อย เช่น โปเกม่อนตัวนี้สามารถฆ่าคุณได้ค้อนของธอร์หนักเท่าไหร่?

SciShow : วิทยาศาสตร์เพียวๆ ทั้ง Channel ครับ 

MinuteEarth : Channel นี้มีเนื้อหาส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับชีววิทยา, นิเวศวิทยา และเรื่องน่ารู้อื่นๆ เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่บนโลกนี้ครับ

MinutePhysics : มีเจ้าของเป็นคนเดียวกันกับ MinuteEarth ครับ ส่วน content ที่สามารถพบได้ใน Channel นี้ก็ตามชื่อเลย คือจะเกี่ยวกับกฎฟิสิกส์ต่างๆ

ความรู้ทั่วไป

CGP Grey : เนื้อหาครอบจักรวาลตามใจคนทำมากครับ 
RealLifeLore : ช่องนี้ชอบตั้งคำถามแนว "ถ้าสมมติว่า.. จะเกิดอะไรขึ้น?" เกี่ยวกับโลกของเรา 
Wendover Productions : ช่องนี้ชอบนำเสนอเรื่องการคมนาคมครับ ใครเป็นโอตาคุเครื่องบินควรรีบเข้าไปดูด่วนๆ 
Second Thought : เป็นอีกช่องที่เนื้อหาครอบจักรวาล

สารคดี

VOX : Vox นำเสนอประเด็นที่หลากหลายมากมากกกกกกกผ่านวิดีโอที่สามารถมีความยาวได้ตั้งแต่ 3 นาทีกว่าๆ จนถึง 10 นาทีขึ้นไป / Channel นี้ทำเรื่องน่าสนใจๆ ออกมาเพียบครับ ยกตัวอย่างเช่น นาฬิกาวันสิ้นโลกBBC ทำให้สารคดีเรื่อง Planet Earth II ดูเหมือนภาพยนตร์มากกว่าที่จะดูเหมือนสารคดีได้อย่างไรทำไมตัวการ์ตูนถึงชอบใส่ถุงมือ?อาจจะมีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เกิดขึ้นในประเทศเซาธ์ซูดานในเร็ววันนี้ก็เป็นได้, สงครามที่มองไม่เห็นบนชั้นวางสินค้าในร้านสะดวกซื้อ, ฯลฯ

Vice : นี่เป็น Channel ที่ทำให้คนตบกันในช่อง comment บ่อยที่สุดใน Youtube ก็ว่าได้ครับ 55555 เพราะเนื้อหาในแต่ละวิดีโอมันช่าง controversial เสียเหลือเกิน / Vice ก็จะคล้ายๆ กับ Vox ตรงที่เป็น Channel ที่นำเสนอประเด็นที่น่าสนใจต่างๆ ในรูปแบบของสารคดี แต่ต่างกันตรงที่ว่าสารคดีของ Vice จะยาวกว่า และมีเนื้อหาที่ 'โหด' กว่ากันเยอะครับ เช่น ไปสำรวจประเพณีการกินเนื้อหมาของคนจีนสาวญี่ปุ่นที่ซื้อบริการ(ทางเพศ?)ของผู้ชายคนที่อาศัยอยู่ในท่อระบายน้ำทิ้งในประเทศโคลอมเบียแก๊งยากูซ่าญี่ปุ่นตลาดค้าปืนในปากีสถาน, ฯลฯ

Deep Look : สารคดีสัตว์โลกคุณภาพเยี่ยม

[sidenote] 

พี่อยากแนะนำน้องๆ ซักเล็กน้อยว่าระหว่างที่ดูวิดีโออยู่ ถ้าว่างๆ ก็ให้เอาสมุดพกส่วนตัวขึ้นมาจด Lecture สิ่งที่ได้เรียนรู้จากวิดีโอที่น้องๆ ได้ดูไป ให้จดทั้งความรู้ภาษาอังกฤษ (พวกคำศัพท์ใหม่ๆ หรือรูปประโยคที่ไม่เคยเห็นมาก่อน) และความรู้จากตัววิดีโอที่น้องๆ ได้ดูเลยครับ ไม่ว่าวิดีโอนั้นจะเกี่ยวกับอะไรก็ช่าง การทำแบบนี้เหมือนยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวอะ เราได้รู้เรื่องที่เราอยากรู้ แถมยังได้เรียนภาษาอังกฤษไปในตัวด้วย 

อันนี้คือตัวอย่างของสิ่งที่พี่เคยจดไปนะครับ 

 


                            

พี่จดโดยใช้หลักการที่ว่า "อะไรที่เรายังไม่เคยรู้มาก่อน ให้รีบจดลงสมุดเลย"

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - 

มีอีกเรื่องนึงที่พี่อยากจะบอกครับ..
เรื่องนี้มาจากประสบการณ์ตรงของพี่เลย ก็คือ พี่เคยนึกสงสัยกับตัวเองอยู่ครั้งนึงว่าทำไมภาษาอังกฤษของพี่มันดีกว่าคนอื่นได้เยอะขนาดนี้วะ พี่เลยลองมองย้อนกลับไปถึงตอนที่พี่เริ่มเรียนภาษาอังกฤษใหม่ๆ มาจนถึงตอนนี้ และพี่ก็สังเกตเห็นอะไรบางอย่าง.. อะไรบางอย่างที่ว่าคือ 'สื่อ' (ทั้งพวกที่เป็นข่าวและความบันเทิง) ที่พี่เสพย์ในแต่ละวัน พี่พบว่าสื่อราวๆ 70-80% ที่พี่เสพย์มันเป็นภาษาอังกฤษหมดเลย / พี่ไม่ดูทีวีไทย ไม่ดูรายการเรียลลิตี้โชว์ของไทย สิ่งที่พี่ดูถ้ามีเวลาว่างคือวิดีโอใน Youtube เท่านั้น.. (จะบอกว่าดู Youtube แทนการดูทีวีก็ได้) อ่านหนังสือพิมพ์บ้างนานๆ ครั้ง วันๆ รับรู้ข่าวสารส่วนใหญ่มาจาก Facebook (พี่คิดว่าสื่อภาษาไทยที่พี่เสพย์เยอะที่สุดก็คงจะเป็น content ต่างๆ ของเพจใน Facebook นี่แหละ) ทั้งของไทยและเทศ / มันอาจจะไม่ถูกซะทีเดียวหรอกนะ แต่พี่คิดว่าพฤติกรรมการเสพย์สื่อแบบนี้มันมีส่วนช่วยให้คนเก่งภาษาอังกฤษขึ้นมาจริงๆ อะ อารมณ์ประมาณว่า (สมมตินะ) ถ้าเรามีอาชีพเป็นคนขับรถส่งของ เราก็มีโอกาสที่จะประสบอุบัติเหตุบนท้องถนนมากกว่าคนที่ไม่ได้ทำงานเป็นคนขับรถส่งของ (ทำไมตัวอย่างดาร์กจังเลย 555) ที่เปอร์เซ็นต์การโดนรถชนมันเพิ่มขึ้นนั้นเป็นเพราะว่าเราเพิ่มเวลาในการอยู่บนถนนของตนเองขึ้น เพิ่ม 'ความเสี่ยง' ที่จะเกิดอุบติเหตุของตนเองขึ้น / เช่นเดียวกัน หากเราเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในที่ๆ มีภาษาอังกฤษเยอะๆ หากเรามีปฏิสัมพันธ์กับมันทุกวัน ทำไมเราจะไม่เก่งขึ้นหรือรู้ภาษาอังกฤษมากขึ้นล่ะครับ? จริงมั้ย?

[/sidenote]

ตอบเอง: นั่นก็คือ Channel ทั้งหมดที่ผมอยากจะแนะนำครับ
ถามเอง: zzzz
ตอบเอง: เฮ้ย! ตื่นได้แล้วคุณ
ถามเอง: อะ.. อ้าว? อุ้ย ขอประทานโทษครับ 555
ตอบเอง: สัมภาษณ์ต่อเลยดีกว่าผมว่า -_-
ถามเอง: แหะๆ โอเคคร้าบ

ถามเอง: เท่าที่เราคุยกันมาเนี่ย ทักษะการอ่านคุณได้แนะนำไปหมดแล้ว ทักษะการฟังและการพูดคุณก็แนะนำไปแล้วเช่นเดียวกัน ฉะนั้น ผมขอเดาว่าทักษะสุดท้ายที่คุณกำลังจะพูดถึงคือทักษะการเขียนใช่มั้ยครับ?
ตอบเอง: ถูกต้องแล้วครับ ผมกำลังจะพูดถึงทักษะการเขียน ซึ่งเป็นทักษะที่เรียนรู้ได้ยากที่สุด แต่ในขณะเดียวกัน มันก็เป็นทักษะที่ 'จำเป็นที่จะต้องมี' มากที่สุดในโลกยุคปัจจุบันครับ 
ถามเอง: เอ่อ ผมขอทราบได้มั้ยครับว่าทำไมคุณถึงพูดเช่นนั้น? 
ตอบเอง: ผมจะขออธิบายโดยไล่เรียงเป็นฉากๆ ไปนะครับ กรุณาคิดภาพตามไปด้วย / ในบรรดาทักษะทางภาษาอังกฤษทุกทักษะนั้น ทักษะทางด้านการเขียนเดูเหมือนจะป็นทักษะที่อยู่ไกลตัวเด็กไทยมากที่สุด แม้กระทั่งในสถานศึกษาต่างๆ ก็ตาม / สิ่งที่เด็กนักเรียนเรียนในโรงเรียนส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับการทำแบบฝึกหัด เรียนรู้ไวยากรณ์และทำข้อสอบ ในบางครั้งอาจารย์ก็อาจจะให้เด็กฝึกอ่านบทสนทนา (ฝึกทักษะการพูด) บางครั้งก็ให้เด็กฟังเทปบทสนทนา (ทักษะการฟัง) แต่มีไม่บ่อยครั้งเลยที่เด็กจะได้ 'เขียน' อะไรซักอย่างที่เป็นเรื่องเป็นราวจริงๆ อย่างเช่นเรียงความหรือบทความซักชิ้น
ถามเอง: ใช่ครับ เมื่อเทียบกันแล้วเด็กไทยเรียนเขียนน้อยจริงๆ


ตอบเอง: ต่อนะครับ พอถึงเวลาที่เด็กได้เรียนการเขียนและได้เขียนอะไรซักอย่างขึ้นมาจริงๆ มันก็ไม่ได้แปลว่าพวกเขาจะสามารถหยิบปากกาขึ้นมาถ่ายทอดความคิดของพวกเขาลงบนกระดาษได้แบบสบายๆ มีเด็กจำนวนไม่เลยที่พอถึงเวลาจะต้องได้เขียนกลับ 'เขียนไม่ออก' เขียนไม่เป็น ไม่รู้ว่าจะต้องเขียนอะไรยังไงดี เพราะที่ผ่านมานั้นไม่เคยพัฒนาทักษะด้านนี้ของตนเองมาก่อนเลย (เรียกง่ายๆ ว่าตั้งแต่ ป.1 มาจนถึง ม.ปลาย ไม่เคยเรียนเขียน) การคาดหวังให้คนที่ไม่เคยฝึกทักษะในด้านนี้ของตนเองเลยมาเขียน essay ดีๆ ซักบทภายในระยะเวลาเพียงแค่หนึ่งภาคเรียนมันเป็นไปไม่ได้อะครับ เป็นไปไม่ได้จริงๆ 
ถามเอง: ครับ
ตอบเอง: คุณรู้มั้ยว่าอะไรคือสิ่งที่แย่ที่สุด? สิ่งที่แย่ที่สุดคือ ในปัจจุบัน การใช้ภาษาอังกฤษได้ถือเป็นสิ่งที่จำเป็นมากๆ หากคุณปรารถนาที่จะมีงานดีๆ ทำ โอกาสที่คุณจะได้รับการพิจารณาให้เข้าทำงานในบริษัทใดๆ ก็ตามจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวหากใน resume ของคุณระบุไว้ว่าคุณสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้คล่องแคล่วมากกว่าคู่แข่งคนอื่นๆ ของคุณ และในอนาคตอันใกล้นี้ มันอาจจะไปไกลถึงขนาดที่ว่าการใช้ภาษาอังกฤษได้ไม่ใช่ 'ความสามารถพิเศษ' อีกต่อไป หากแต่เป็นสิ่งทุกคน (หมายถึงพนักงานของบริษัท) จะต้องทำได้ 
ถามเอง: แบบนี้ก็แย่สิครับ เพราะระบบการศึกษาไทยในปัจจุบันไม่ได้ผลิตบุคลากรที่มีทักษะที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานออกมา... 
ตอบเอง: ใช้แล้วครับ คุณพูดถูกทุกประการ
ถามเอง: แล้วแบบนี้เราในฐานะนักเรียนจะทำอะไรได้บ้างครับ?
ตอบเอง: เราก็ต้องช่วยตัวเอง ระบบการศึกษามันอาจจะไม่มีคุณภาพ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องเป็นคนที่ไม่มีคุณภาพเหมือนกับระบบการศึกษานะครับ
ถามเอง: เหยดเข้ว์ว์ว์ว์ คมบาดหูเลย 


ถามเอง: โอเคครับ งั้นคุณช่วยบอกพวกเราหน่อยจะได้ไหมว่าพวกเราจะพัฒนาคุณภาพตัวเองให้ดีขึ้นมาได้ยังไงบ้าง?ตอบเอง: ทักษะการเขียนเป็นทักษะที่ฝึกฝนได้ยากครับ แม้แต่กับผมเองก็ตามที..
ถามเอง: เอ๋?
ตอบเอง: จริงครับ เพราะการเขียนหนังสือมันเหมือนเป็นการเอาทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเคยเรียนรู้มามาเรียบเรียงให้มีความสละสลวยไพเราะ และในขณะเดียวกันก็ต้องมีความถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ และความถูกต้องเชิงโครงสร้างด้วยครับ (ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราเขียนเรียงความ เราก็ต้องรู้ว่าเราควรจะเขียนคำนำอย่างไร จะเขียนเหมือนกับที่เขียนสรุปได้มั้ย? ก็ไม่ได้) เพราะฉะนั้น แม้แต่กับตัวผมเอง ก็ยังคงฝึกฝนทักษะนี้อยู่บ่อยๆ เช่นกัน 
ถามเอง: โอเค ผมเชื่อละว่าการเขียนมันยาก
ตอบเอง: ถึงจะยาก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะพัฒนาไม่ได้ครับ 
ถามเอง: ว่ามาเลยครับ ผมรอฟังคำตอบอยู่
ตอบเอง: จริงๆ แล้วสิ่งที่ต้องใช้มันก็อยู่ในหนังสือเรียนของเรานั่นแหละครับ เพียงแต่เราไม่เคยสนใจที่จะมองมันก็เท่านั้นเอง ให้เปิดกระเป๋าของตนเองแล้วหยิบหนังสือเรียนภาษาอังกฤษของตนเองขึ้นมาครับ ไม่ว่ามันจะเป็น Mega Goal, My World หรืออะไรก็ตามแต่ จากนั้นเลือกบทไหนก็ได้ในหนังสือ แล้วให้เปิดไปที่หน้าที่มีแบบฝึกหัด writing ของบทนั้นครับ อันนี้คือตัวอย่างจากหนังสือ Mega Goal นะครับ


เห็นวงกลมสีแดงในรูปมั้ยครับ? นั่นแหละครับคือสิ่งที่เราต้องการ / จู่ๆ ถ้ามีคนมาบอกเราว่า "นี่ เขียนอะไรซักอย่างเป็นภาษาอังกฤษหน่อยสิ" เชื่อว่าร้อยทั้งร้อยคงไม่รู้ว่าจะเขียนอะไรดี ..สิ่งที่เราต้องการคือหัวข้อครับ ถ้ามีหัวข้อ ถ้ามีเรื่องมาให้อ่านก่อนแล้วให้เราแสดงความคิดเห็นจากเรื่องที่ได้อ่าน มันก็จะง่ายกว่าสำหรับเราในการต่อยอดความคิดและบรรยายสิ่งที่เราคิดลงบนกระดาษ ซึ่งไอ้พวกหัวข้อต่างๆ เนี่ยมันสามารถหาได้จากหนังสือเรียนของพวกเราเองนี่แหละ แต่เราไม่ค่อยสังเกตุเห็นมัน เพราะคุณครูไม่เคยพูดถึงมันเลย พาทำแต่แบบฝึกหัดอย่างเดียว

เรามาดูกันดีกวาในวงกลมสีแดงมีคำสั่งให้เราทำอะไรบ้าง
1. ให้เราเขียนถึงความผิดพลาดที่เราเคยทำที่ไปๆ มาๆ มันกลับส่งผลดีให้เราซะงั้น พร้อมบรรยายว่าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นที่ไหน เมื่อไหร่ และมีใครเกี่ยวข้องบ้าง
2. ให้อ่านแล้วตอบคำถามว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นที่ไหน ใครเกี่ยวข้องบ้าง ฯลฯ
3. ให้เขียนบรรยายอย่างละเอียดเกี่ยวกับคนที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ คุณคิดว่าเขาอายุเท่าไหร่ เป็นคนแบบไหน ฯลฯ

ถ้าถามผม ผมคิดว่านี่เป็นแบบฝึกหัดการเขียนที่ดีเลยนะครับ รู้สึกว่าบทนี้ (บทที่ 1) จะสอนให้เราเขียนเรื่องง่ายๆ อย่างการบรรยายเหตุการณ์ว่าใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ และอย่างไรก่อน จากนั้นในบทอื่นๆ เรื่องที่หนังสือสั่งให้เราเขียนก็น่าจะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ มีความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ ตามความรู้ของผู้เรียนที่เพิ่มมากขึ้น


สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือคำถามเพิ่มขึ้นเพียบเลย แถมยังมีการถามความคิดเห็นและเราให้เราทำการคาดเดาด้วยว่าอาจจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปในเรื่องที่ได้อ่าน 

ถ้าหากคุณเริ่มทำแบบฝึกหัดการเขียนบทที่ 1 แล้วทำไปเรื่อยๆ จนถึงบทสุดท้ายของหนังสือเรียนของคุณแล้วล่ะก็ ทักษะการเขียนของคุณมันจะเพิ่มขึ้นมาอย่างแน่นอน และคุณจะสามารถสังเกตุเห็นการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นของตัวคุณเองได้ อย่างน้อยก็เห็นการเปลี่ยนแปลงได้ง่ายกว่าทักษะที่เป็นนามธรรมมากกว่าอย่างการพูดและการฟังครับ ข้อดีของความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดคือ เราสามารถตั้งเป้าหมายให้กับตัวเองได้ครับ เช่นว่า "ในวันนี้ชั้นสามารถเขียนบรรยายเรื่องนี้หัวข้อนี้ได้แล้ว ในอีก 2 อาทิตย์ข้างหน้าชั้นจะต้องเขียนบรรยายหัวข้อที่เข้าใจยากกว่าหัวข้อนี้ให้ได้ "  หรือ "วันนี้เขียนข้อความที่มีความยาว 200 คำได้ ต่อไปต้องเพิ่มขึ้นสัปดาห์ละ 50 คำ" เป็นต้น

ถามเอง: พอเขียนเสร็จควรเอาให้คนอื่นที่มีความรู้มากกว่าเราเช็คมั้ยครับ? ผมว่าการเขียนแล้วเก็บไว้กับตัวเองเฉยๆ เป็นเรื่องไม่ดีนะ เพราะถ้าเราเกิดเขียนผิดไวยากรณ์ ใช้รูปประโยคไม่ถูก หรือใช้คำไม่ถูกต้อง แต่ไม่มีใครมาบอกเราเลยว่าที่ถูกควรต้องเป็นยังไง เราก็จะคิดว่าสิ่งที่เราทำน่ะมันถูก ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วมันไม่ใช่เลย 
ตอบเอง: ถูกต้องครับ การมีคนมาช่วยตรวจงานให้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก แต่ในส่วนนี้ผมแนะนำให้ไม่ได้นะครับว่าต้องไปถามใครอะไรยังไง เพราะแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนอาจจะสะดวกให้พี่ที่เรียนคณะศิลปศาสตร์ช่วย บางคนอาจจะสนิทกับครูภาษาอังกฤษที่โรงเรียน.. เรื่องแบบนี้ต้องช่วยตนเองครับ แต่......
ถามเอง: หืม? แต่อะไรครับ? 
ตอบเอง: ถึงคุณจะไม่สะดวกให้คนใกล้ตัวมาช่วยตรวจงานให้จริงๆ มันก็มีตัวช่วยอื่นๆ อยู่นะครับ 
ถามเอง: ตัวช่วยที่ว่าคือ?
ตอบเอง: Grammrly และแอปตรวจแกรมม่าตัวอื่นครับ
ถามเอง: แอปตรวจแกรมม่า? เห้ย!? จริงดิ? มันมีของแบบนั้นด้วยเหรอ
ตอบเอง: มีสิครับ ทำไมจะไม่มี มาเดี๋ยวผมบอกเองว่ามันเป็นยังไง



นี่คือหน้าตาของโปรแกรมตรวจแกรมม่าที่ผมใช้อยู่ในขณะนี้ครับ มันมีชื่อว่า Grammarly / มันเป็นโปรแกรมที่ทำได้หลายอย่างมาก ไล่ไปตั้งแต่งานเบสิคๆ อย่างการตรวจจับไวยากรณ์ที่ผิด (แบบในรูป) แล้วบอกเราว่าควรจะต้องแก้เป็นอะไร (หน้า students ต้องมี the นะ) ไปจนถึงการพิสูจน์อักษรปรับปรุงการใช้คำศัพท์ (โปรแกรมมันจะเตือนหากคำศัพท์ที่เราใช้มันไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่ เช่นเป็นคำที่อยู่ผิดบริบท หรือถ้าเปลี่ยนไปใช้อีกคำจะฟังดูเข้าท่ากว่า), ตรวจจับ plagiarism (มันจะตรวจดูว่างานเขียนของเรามันมีประโยคหรือข้อความที่ไปซ้ำกันกับงานเขียนของคนอื่นหรือเปล่า ถ้ามีมันก็จะเตือนว่าควรแก้นะ), หรือแม้กระทั่งของอย่างสไตล์การเขียนมันก็เช็คให้ได้ ก็คือเราสามารถบอกโปรแกรมได้ว่างานที่เรากำลังเขียนอยู่ในขณะนี้มันเป็นงานเขียนแบบไหน (เรียงความทั่วไป, จดหมายธุรกิจ, เรียงความเชิงวิชาการ, เอกสารของแพทย์, ฯลฯ) พอบอกไปแล้วและลงมือเขียน โปรแกรมมันก็จะช่วยให้เราเขียนได้ตรงตามแพทเทิร์นของงานเขียนที่เราได้เลือกไว้ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราปรับสไตล์การเขียนเป็นจดหมายธุรกิจ โปรแกรมมันก็จะเตือนเรื่องการใช้คำในงานเขียนของเราบ่อยครั้งกว่าตอนที่เราปรับสไตล์การเขียนเป็นแบบ 'casual' เพราะในจดหมายธุรกิจนั้น การเลือกใช้คำให้ถูกต้อง สุภาพ เป็นทางการ และมีความชัดเจนเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก ต่างจากตอนที่เขียนงานแบบ casual ที่ง่ายๆ สบายๆ จะเขียนอะไรก็ได้ 

น่าเสียดายอย่างนึงตรงที่ ไอ้ความสามารถอันดีงามทั้งหมดที่ว่ามาทั้งหมดนั้น เราสามารถใช้ได้แค่เฉพาะอันแรก (ตรวจจับไวยากรณ์) ถ้าอยากใช้โปรแกรมเต็มรูปแบบ เช็คได้ทุกอย่าง ก็ต้องจ่ายเงินเพื่อซื้อเวอร์ชันพรีเมี่ยมนะจ๊ะ.. ราคาก็ไม่เท่าไหร่หรอก แค่เดือนละประมาณ 1,030 บาทเท่านั้นเอง เย้.... (แต่ถ้าซื้อแบบปีนึงไปเลย 139.95 USD (4,835 บาท) มันจะตกเดือนละ 11.66 USD (402 บาท) เท่านั้น ผมแนะนำว่าถ้าจะซื้อทั้งทีก็ซื้อโปรนี้ไปเลยดีกว่า เพราะถูกกว่ากันเห็นๆ อะ) ผมแนะนำว่าถ้าจะซื้อทั้งทีก็ซื้อโปรนี้ไปเลยดีกว่า เพราะถูกกว่ากันเห็นๆ อะ) คิดซะว่าเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตก็แล้วกันเนอะ.. *กำกระเป๋าตังค์ทั้งน้ำตา*



แต่นั่นมันก็เป็นแค่หนึ่งในหลายๆ ทางเลือกที่ผมแนะนำครับ ถึงผมจะ #ทีมGrammarly แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะต้องใช้โปรแกรมนี้ตามผม นอกจาก Grammarly แล้วยังมีโปรแกรมเช็คแกรมม่าอื่นๆ อีกหลายตัวครับ เช่น GingerWhiteSmokeCorrectEnglish, และ SpellCheckPlus ครับ เชิญเลือกได้ตามสะดวกเลยครับว่าอะไรที่ใช่เรา

ถามเอง: แล้วในอินเตอร์เน็ตนี่มีแหล่งเรียนรู้ออนไลน์ที่สอนเรื่องการเขียนมั้ยครับ? เอ่อ ผมไม่ได้หมายถึงพวกการใช้ไวยากรณ์ หรือรูปประโยคอะไรพวกนั้นนะครับ แต่หมายถึง 'Structure' หรือ 'โครงสร้าง' ของงานเขียนน่ะครับ สิ่งๆ นี้มันเป็นคนละอย่างกันกับไวยากรณ์ ผมกลัวว่าจะมีน้องๆ บางคนที่ทำแบบฝึกหัดไปแล้วกังวลว่าโครงสร้างของเรื่องที่ตนเองเขียนขึ้นมาจะไม่ดี อยากปรับปรุงแก้ไข ถ้าในกรณีนี้พอจะช่วยแนะนำเว็บไซต์ที่จำเป็นให้พวกเราหน่อยได้มั้ยครับ? 
ตอบเอง: ได้แน่นอนครับ นี่เลย


Channel นี้มีชื่อว่า mistersato411 ครับ / ผมชอบเข้ามาดูช่องนี้ก่อนจะเขียนอะไรซักอย่างยาวๆ เป็นภาษาอังกฤษ และทุกครั้งที่เข้ามาดูวิดีโอก็มักจะได้อะไรติดมือกลับออกไปด้วยเสมอ / Channel นี้มีทุกอย่างสำหรับคนที่กำลังเรียน writing อยู่ครับไม่ว่าจะเป็นวิดีโอที่สอนเรื่องการหาธีมหลักของสิ่งที่เรากำลังเขียน (วิดีโออยู่ด้านบน), การ organize essay ที่ถูกต้อง, การเขียนสิ่งที่เรียกว่า 'hook' (hook คือประโยคหรือข้อความที่ดึงดูดความสนใจของผู้อ่าน ทำให้ผู้อ่านอยากอ่านต่อ) หรือกระทั่งวิดีโอที่สอนเขียนไฮกุ

[เสริม] 

มีอีก 2 เว็บที่อยากแนะนำครับ

1. Newsela


ในเว็บไซต์นี้มีข่าวและบทความเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั่วโลกเหมือนกับเว็บไซต์ข่าวทั่วๆ ไป แต่สิ่งที่ทำให้ Newsela พิเศษกว่าเว็บไซต์ข่าวอื่นๆ คือมันถูกเขียนขึ้นมาเพื่อผู้ที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ 2 ครับ (ถูกดีไซน์ขึ้นมาเพื่อให้นักเรียนที่เรียนภาษาอังกฤษอ่านอะ ว่าง่ายๆ) นอกจากจะใช้เสริมทักษะการอ่านได้เป็นอย่างดีแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่เราสามารถทำได้ก็คือการวิเคราะห์ 'โครงสร้างและส่วนประกอบ' ของข่าวหรือบทความแต่ละเรื่องที่อยู่บนเว็บไซต์ครับ หากเราอ่านบ่อยบทความเยอะๆ และหมั่นสังเกตดูว่าบทความแต่ละบทความมันถูกเขียนขึ้นมาโดยมีน้ำเสียงแบบไหน อะไรคือจุดประสงค์ของผู้เขียน ในบทความนมี argument อะไรหรือเปล่า หากมีผู้เขียนเป็นฝ่ายสนับสนุนหรือต่อต้าน ผู้เขียนเขียนสนับสนุนยังไง และเขียนต่อต้านยังไง ฯลฯ หากหมั่นสังเกต ทักษะการเขียนของเรามันจะพัฒนาขึ้นครับ แบบที่เราไม่รู้ตัวด้วยนะ เพราะปกติแล้วเวลาที่เราอ่านอะไรก็ตาม เรามักจะซึมซับสำนวน ภาษา สไตล์การเขียนและการใช้คำของผู้เขียนเข้าไปทีละนิดทีละหน่อยระหว่างที่อ่านโดยไม่รู้ตัว และสิ่งเหล่านี้มันจะปรากฎเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้เองหากเราลงมือเขียนงานของตนเอง เราจะรู้การใช้สำนวนที่หลากหลายขึ้น รู้จักว่าคำไหนต้องใช้ตรงไหนยัง ต้องเขียนแบบไหนถึงจะดึงดูดความสนใจได้ เขียนแบบไหนคือน่าเบื่อ เราจะเริ่มรู้ขึ้นมาเองครับหากเราอ่านบ่อยๆ 

2. Thesaurus



ถ้าคุณอ่านเรียงความภาษาไทยซักเรื่องนึงแล้วพบว่าผู้เขียนใช้คำว่า 'อกหัก' ในเรียงความของตนเองเป็นจำนวนทั้งสิ้น เอ่อ.. 22 คำ คุณจะรู้สึกยังไงครับ? ก็คงจะเบื่อใช่มั้ยครับ อ่านเจอมันทุก 2 บรรทัดเลย ทำไมไม่รู้จักใช้คำอื่นบ้าง มีคำตั้งเยอะแยะไปที่เอามาแทน 'อกหัก' ได้: ช้ำรัก, ชอกช้ำ, ผิดหวังในความรัก, รักคุด, รู้สึกเหมือนโดนมีดกรีดใจ, ฯลฯ / ในทางกลับกัน หากเราเขียนงานเป็นภาษาอังกฤษแล้วเราใช้คำว่า broken-hearted 22 ครั้งในเรียงความเรื่องเดียว ฝรั่งที่ได้อ่านก็จะรู้สึกไม่ต่างอะไรไปจากที่เรารู้สึกเลยครับ /  เว็บไซต์นี้จึงเกิดขึ้นมาเพื่อขจัดปัญหานั้น / Thesaurus ทำหน้าที่รวบรวม synonym ของคำๆ หนึ่งเอาไว้ครับ ตามแบบที่เห็นในรูปเลย พอเราเสิร์ชคำว่าม้าเข้าไป ก็จะมีคำที่เป็น synonym ของม้าโผล่ขึ้นมาเพียบ ซึ่งเราสามารถใช้คำพวกนี้แทนคำว่าม้าในงานเขียนของเราได้ (*คำเตือน* แต่ต้อง make sure ก่อนนะครับว่าคำที่เราเลือกที่จะเอามาแทนคำเก่านั้นมีความหมายที่ใกล้เคียงกับคำเก่ามากจริงๆ ไม่ใช่ว่าเอาคำที่มีความหมายเหมือนกันแต่ใช้กันในคนละบริบทมาแทนที่ / เราสามารถดูได้ว่าคำไหนใช้ได้หรือใช้ไม่ได้ตรงด้านล่างๆ ของหน้าเว็บครับ หรือถ้าไม่ชัวร์จริงๆ ก็ควรเปิด dictionary ดูเลย)

ถามเอง: ก็จบไปแล้วนะครับสำหรับการสัมภาษณ์ทั้งหมด ต้องขอขอบคุณคุณนพรุจมากๆ เลยนะครับที่ได้ให้คำแนะนำที่มีประโยชน์ต่อน้องๆ ม.ปลายที่กำลังจะก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยในอีกนานนับจากตอนนี้
ตอบเอง: ยินดีที่ได้ให้สัมภาษณ์ครับคุณนพรุจ
ถามเอง: สุดท้ายนี้มีอะไรที่อยากจะฝากถึงน้องๆ ที่กำลังอ่านบทสัมภาษณ์อยู่มั้ยครับ?
ตอบเอง: แน่นอนครับ! น้องๆ ครับ ยังอยู่ๆ ใช่มั้ยเอ่ย? พี่มีอยู่สามเรื่องสำคัญที่อยากจะบอกน้องๆ ดังนี้นะครับ


1. Practice, practice, and practice... and NOT QUIT! 
 


 น้องๆ รู้กันมั้ยครับว่า สิ่งที่พี่เขียนมาทั้งหมดมันจะไม่มีค่าอะไรเลย หากน้องๆ ไม่ลงมือทำ... ที่พี่สามารถ 'ปีน' (ขอใช้คำว่าปีนนะ มันจะได้ดูยากลำบากซักหน่อย เหมือนปีนเขาอะ 5555) ขึ้นมาถึงจนนี้ พี่ไม่ได้นอนตีพุงเล่นอยู่บ้านเฉยๆ พลางอ่านการ์ตูนไปด้วยนะครับ พี่ฝึกฝนครับ พี่อ่านหนังสือ พี่ดูวิดีโอในยูทูบ พี่ลงเรียนคอร์สสนทนากับครูชาวต่างชาติ พี่รับจ้างเขียนเรียงความภาษาอังกฤษ พี่ไม่หยุดที่จะพัฒนาตนเองจนเมล็ดพันธุ์แห่งความพยายามของพี่มันเจริญงอกงามและผลิดอกออกผลให้เห็นเป็นรูปธรรมในรูปแบบของความสำเร็จที่พี่ได้รับในปัจจุบัน / แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้น สิ่งที่สำคัญกว่าความพยายามที่จะประสบความสำเร็จ ก็คือหัวใจที่ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคและความเหนื่อยยากครับ น้องเหนื่อยได้ น้องท้อได้ แต่น้องจะเลิกไม่ได้ครับ! หากน้องเข้าไปคุยกับคนที่เรียนเก่งๆ หรือคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตคนไหนก็ได้ดู แล้วถามพวกเขาว่าทำไมพวกเขาถึงก้าวมาถึงจุดที่พวกเขาอยู่ได้ คำตอบที่พวกเขาจะตอบน้องกลับมาเป็นเสียงเดียวกันก็คือพวกเขาไม่ยอมแพ้ครับ

 
2. ทุกอย่างต้องใช้เวลา

 

 

อะไรๆ ก็ต้องรวดเร็วและง่ายสำหรับคนสมัยนี้.. พี่รู้ครับ เพราะพี่ก็เป็นเหมือนกัน ระหว่างที่น้องอ่านกระทู้ของพี่ น้องอาจจะรู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาเหมือนกระทิงเห็นผ้าแดง ไฟในการเรียนภาษาอังกฤษของน้องอาจจะลุกโชนขึ้นมายิ่งกว่านกฟินิกซ์ น้องอาจจะรู้สึก hype จนอยากกรีดร้องออกมาดังๆ ว่า "โอ้ยยยยยยย ชั้นจะทำตามคำแนะนำของพี่คนนี้และจะต้องเก่งภาษาอังกฤษขึ้นมาภายใน 1 อาทิตย์ให้ได้" 

*ตัดภาพมาที่ 1 อาทิตย์ถัดมา* 


น้องนั่งปลงตกอยู่บนเตียงของน้อง ไฟในตัวน้องมอดดับสนิท พร้อมกับเสียงที่ก้องกังวาลอยู่ในหัวว่า "มันจะเป็นได้ไงวะ.. ชั้นจะเข้าใจเรื่องที่ยากขนาดนั้นได้ยังไงวะ.." แล้วน้องก็กลับไปคิดว่า "มันเป็นไปไม่ได้หรอกที่ชั้นจะเก่งภาษาได้เหมือนคนอื่น" เหมือนเดิม / พี่รู้ครับว่าเรื่องทำนองนี้มันจะเกิดขึ้น เพราะพี่ก็เคยอยู่จุดนั้นเหมือนกัน.. หลายครั้งเลยด้วย 

กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จภายในวันเดียวฉันใด คนเราก็ไม่สามารถเรียนรู้ทักษะใดใดๆ ก็ตามจนเชี่ยวชาญขึ้นมาได้ภายในเวลาอันสั้นฉันนั้น กว่าที่คนเราจะเก่งได้ มันต้องใช้เวลาในการฝึกฝนทั้งสิ้นครับ ไม่ต่างอะไรไปจากการรดน้ำต้นไม้เลย ถึงเราจะรดน้ำต้นไม้ทุกวัน แต่เรามักจะไม่สังเกตเห็นการเจริญเติบโตของต้นไม้ กว่าที่เราจะรับรู้ถึงการเจริญเติบโตของต้นไม้ ต้นไม้มันก็โตไปแล้วอะครับ (เข้าใจป่ะเนี่ย? 555) 


ฉะนั้นจงอย่าซีเรียสหากว่าเราไม่เก่งขึ้นมาในทันทีครับ ไม่แน่นะ เราอาจจะใช้เก่งภาษาอังกฤษได้มากกว่าพี่ทั้งๆ ที่ใช้เวลาในการเรียนน้อยกว่าพี่ก็เป็นได้ ใครจะรู้ จริงมั้ย? 


3. คลิ๊กเข้าไปอ่านกระทู้นี้ของพี่ครับ... 

อืม ขายของกันหน้าด้านๆ เลย 55555 ทุกสิ่งที่น้องได้อ่านมาในกระทู้นี้เป็นเพียงข้อแนะนำในการ "เรียนภาษาอังกฤษด้วยตนเอง" นะครับ แต่ถ้าน้องๆ อยากรู้ว่าพี่ใช้เทคนิคอะไรบ้างเพื่อเตรียมตัวสำหรับการสอบและทำข้อสอบวิชาภาษาอังกฤษ ให้คลิ๊กเข้าไปอ่านโลด 
 

* ตอนนี้ยังเขียนไม่เสร็จนะครับ เลยใส่ link เป็นเว็บ Google.com ไว้ก่อน 
อดใจรอกันหน่อยเด้อ ขอเวลาแปปนึง.. *


ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ BadCitizen จากทั้งหมด 2 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

"บทความการพัฒนาภาษาอังกฤษที่ใช้ได้กับ "ทุกคน""

(แจ้งลบ)

ในฐานะ DEK60 สายอินเตอร์คนหนึ่งที่กำลังพยายามจะหาประสบการณ์การอัพสกิลภาษาอังกฤษของรุ่นพี่สักคนเพื่อนำไปแชร์ต่อให...››อ่านต่อ

ในฐานะ DEK60 สายอินเตอร์คนหนึ่งที่กำลังพยายามจะหาประสบการณ์การอัพสกิลภาษาอังกฤษของรุ่นพี่สักคนเพื่อนำไปแชร์ต่อให้น้องๆในสายของตัวเองมาตลอด พี่ขอบอกว่าบทความนี้เป็นบทความที่ตอบโจทย์ที่ตอบโจทย์ที่สุดที่พี่เคยเห็นนะ คือใช่...เส้นทางของแต่ละคนมันไม่เหมือนกันและพี่ก็ไม่ได้บอกว่าบทความของคนอื่นมันด้อยกว่าบทความของพี่คนนี้หรอกนะ แต่ในมุมมองของพี่น่ะ พี่กล้าบอกน้องๆว่าบทความแบบนี้แหละครับที่ถ้าเราอ่านและเปิดใจให้กับมันเราจะสามารถประยุกต์ใช้ได้จนหมด(ขอย้ำว่า "หมด" จริงๆ) เจ้าการเรียนรู้แบบพัฒนามาเรื่อยๆแบบนี้นี่เองครับที่มันสามารถทำให้น้องๆ "เก่ง" โดยที่แม้แต่น้องๆเองก็ยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ ซึ่งจนกว่าเพื่อนน้องที่มันไปเรียนพิเศษอังกฤษกันรัวๆจะเข้ามาถามว่าน้องซุ่มติวที่ไหนนั่นแหละ น้องถึงจะได้รู้ตัวว่าตัวเองได้เข้าขั้นท๊อปอังกฤษไปแล้วแบบที่ตัวเองรู้สึกว่ายังไม่ทันทำอะไรเลย 5555 ปกติพี่ไม่ใช่คนที่จะให้คะแนนนิยายหรือเข้ามาชื่นชมบทความคนอื่นนักหรอกนะ แต่บทความนี้คนเขียนเขาตั้งใจคราฟมากกกกกจริงจัง(มากแค่ไหนก็ดูความยาวนั่นสิ โอ้...) แถมปรากฎว่ามันกลับมันดึงพี่ให้อ่านมันจนหมดทุกตัวอักษรได้ด้วยเสียอย่างนั้น(คือเปิดมาไม่กี่บรรทัดก็พีคแล้ว 55555) ดังนั้นไม่ว่าน้องใครมาจากไหน ไม่ว่าน้องจะเป็นเด็กโรงเรียนชั้นนำในกทม.ที่กำลังพยายามทำวิชาสามัญอังกฤษ 100 ให้ได้เต็มในปีหน้าหรือว่าน้องจะเป็นเด็กหลังห้องจากต่างจังหวัดที่กำลังงงๆว่า Past tense กับ Past perfect มันใช้ต่างกันอย่างก็ตาม พี่ก็จะขอยืนยันว่าบทความนี้เป็น "Must read" สำหรับน้องๆ "ทุกๆคน" ที่อยากพัฒนาภาษาอังกฤษในแบบที่ "ติวเตอร์หรือครูคนไหนก็สอนแทนตัวน้องเองไม่ได้" นะเออ ว่าแล้วก็รีบไปเสพย์ให้จบกันเสียสิ รอให้พี่ไปตัดริบบิ้นให้หรือไงเล่า แหม่ ถถถถถ 10/10 ไปเลยครัชช (แต่ถ้าจขบค.พรูฟอักษรให้มันเป๊ะ 100 เปอร์เซ็นต์ได้จะดีมากนะเฮ้ย 5555) ‹‹ย่อ

dom9914 | 26 เม.ย. 60

  • 5

  • 0

คำนิยมล่าสุด

"บทความการพัฒนาภาษาอังกฤษที่ใช้ได้กับ "ทุกคน""

(แจ้งลบ)

ในฐานะ DEK60 สายอินเตอร์คนหนึ่งที่กำลังพยายามจะหาประสบการณ์การอัพสกิลภาษาอังกฤษของรุ่นพี่สักคนเพื่อนำไปแชร์ต่อให...››อ่านต่อ

ในฐานะ DEK60 สายอินเตอร์คนหนึ่งที่กำลังพยายามจะหาประสบการณ์การอัพสกิลภาษาอังกฤษของรุ่นพี่สักคนเพื่อนำไปแชร์ต่อให้น้องๆในสายของตัวเองมาตลอด พี่ขอบอกว่าบทความนี้เป็นบทความที่ตอบโจทย์ที่ตอบโจทย์ที่สุดที่พี่เคยเห็นนะ คือใช่...เส้นทางของแต่ละคนมันไม่เหมือนกันและพี่ก็ไม่ได้บอกว่าบทความของคนอื่นมันด้อยกว่าบทความของพี่คนนี้หรอกนะ แต่ในมุมมองของพี่น่ะ พี่กล้าบอกน้องๆว่าบทความแบบนี้แหละครับที่ถ้าเราอ่านและเปิดใจให้กับมันเราจะสามารถประยุกต์ใช้ได้จนหมด(ขอย้ำว่า "หมด" จริงๆ) เจ้าการเรียนรู้แบบพัฒนามาเรื่อยๆแบบนี้นี่เองครับที่มันสามารถทำให้น้องๆ "เก่ง" โดยที่แม้แต่น้องๆเองก็ยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ ซึ่งจนกว่าเพื่อนน้องที่มันไปเรียนพิเศษอังกฤษกันรัวๆจะเข้ามาถามว่าน้องซุ่มติวที่ไหนนั่นแหละ น้องถึงจะได้รู้ตัวว่าตัวเองได้เข้าขั้นท๊อปอังกฤษไปแล้วแบบที่ตัวเองรู้สึกว่ายังไม่ทันทำอะไรเลย 5555 ปกติพี่ไม่ใช่คนที่จะให้คะแนนนิยายหรือเข้ามาชื่นชมบทความคนอื่นนักหรอกนะ แต่บทความนี้คนเขียนเขาตั้งใจคราฟมากกกกกจริงจัง(มากแค่ไหนก็ดูความยาวนั่นสิ โอ้...) แถมปรากฎว่ามันกลับมันดึงพี่ให้อ่านมันจนหมดทุกตัวอักษรได้ด้วยเสียอย่างนั้น(คือเปิดมาไม่กี่บรรทัดก็พีคแล้ว 55555) ดังนั้นไม่ว่าน้องใครมาจากไหน ไม่ว่าน้องจะเป็นเด็กโรงเรียนชั้นนำในกทม.ที่กำลังพยายามทำวิชาสามัญอังกฤษ 100 ให้ได้เต็มในปีหน้าหรือว่าน้องจะเป็นเด็กหลังห้องจากต่างจังหวัดที่กำลังงงๆว่า Past tense กับ Past perfect มันใช้ต่างกันอย่างก็ตาม พี่ก็จะขอยืนยันว่าบทความนี้เป็น "Must read" สำหรับน้องๆ "ทุกๆคน" ที่อยากพัฒนาภาษาอังกฤษในแบบที่ "ติวเตอร์หรือครูคนไหนก็สอนแทนตัวน้องเองไม่ได้" นะเออ ว่าแล้วก็รีบไปเสพย์ให้จบกันเสียสิ รอให้พี่ไปตัดริบบิ้นให้หรือไงเล่า แหม่ ถถถถถ 10/10 ไปเลยครัชช (แต่ถ้าจขบค.พรูฟอักษรให้มันเป๊ะ 100 เปอร์เซ็นต์ได้จะดีมากนะเฮ้ย 5555) ‹‹ย่อ

dom9914 | 26 เม.ย. 60

  • 5

  • 0

10 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 11 กรกฎาคม 2562 / 15:49

    ภาพของตอนแรกไม่ขึ้นแล้วครับผม รบกวนถ้าจขทกท.มีเวลาอัพภาพแก้ให้หน่อยได้ไหมเอ่ย?

    #10
    0
  2. วันที่ 27 ตุลาคม 2561 / 17:47
    ทำไมเราดูไม่ได้อ่ะคะ ต้องทำไงถึงจะอ่านได้
    #9
    0
  3. วันที่ 17 กรกฎาคม 2560 / 14:45
    มีประโยชน์มากเลยล่ะค่ะ  ขอบคุณมากนะคะ
    เดือนหน้ากำลังจะได้เรียนอักษรเหมือนกันค่ะ แต่ไม่ใช่ที่จุฬาหรอกค่ะ ที่ศิลปากรค่ะ แต่มีประโยชน์มากๆเลยค่ะ ไกด์ได้ดีมาก =w=
    #8
    0
  4. วันที่ 15 กรกฎาคม 2560 / 21:49
    ถึงขั้นต้องล้อคอินมาชม เป็นกระทู้รีวิวที่ดีที่สุดมากๆเลยค่ะ ขอบคุณสำหรับความรู้ดีๆนะคะ จขกท.เก่งมากจ้า 
    #7
    0
  5. วันที่ 30 เมษายน 2560 / 01:34
    อาหารอร่อย ลานจอดรถกว้าง พนักงานเป็นกันเอง รวมๆแล้วดีครับ
    #6
    0
  6. #5 Latika
    วันที่ 26 เมษายน 2560 / 15:10
    มีประโยชน์มากเลยค่ะ วิธีที่พี่ใช้น่าสนใจมาก จะลองเอาไปทำตามดูนะคะ อ่านที่พี่เขียนแล้วตลกดีด้วย 5555 ขอบคุณมากๆค่ะ
    #5
    0
  7. วันที่ 13 เมษายน 2560 / 05:19
    เป็นประโยชน์มากๆลยค่ะ ขอบคุณมากนะคะ
    #4
    0
  8. #3 ซียู
    วันที่ 30 มีนาคม 2560 / 11:54
    กราบงามๆเลยค่ะ เป็นกระทู้แห่งปีแห่งชาติมากจริงๆ คือมันดีมากกกกกกก ขอบคุณนะคะที่ได้มาตั้งกระทู้ดีๆแบบนี้ สัมผัสได้ถึงพลังอันแรงกล้า ความตั้งใจในการเขียน จะบอกว่ามันเป็นประโยชน์มากๆๆๆๆๆๆๆ ทำให้คนที่อยากเก่งภาษาอังกฤษได้มีแนวทางในการพัฒนาตัวเอง แล้วยิ่งช่วงนี้ปิดเทอมรอเรียนมหาลัยยาวๆ เป็นช่วงเวลาที่ดีมากในการพัฒนาตัวเอง แล้วเมื่อได้มีจขกท.มาแนะนำ คือเหมือนมีทางสว่างอะ 5555 ขอบคุณมากๆจริงๆค่ะ

    #3
    0
  9. วันที่ 29 มีนาคม 2560 / 21:53
    อมก นี่ก็พยายามอยู่ค่ะ พอดีได้เรียนพิเศษกับครูที่มีเทคนิคดีสอนสด แบบว่าไม่จำเป็นว่าเราจะต้องแปลภาษาอังกฤษได้เท่านั้นถึงจะทำข้อสอบได้ คือมันเริศมากกก ช่วงนี้ยิ่งสมองกำลังดีเลยต้องรีบๆตั้งใจไว้จะได้รู้เรื่องค่ะ5555
    #2
    1
    • 7 พฤษภาคม 2560 / 15:41
      สอนเราหน่อยได้ไหมมม พลีสสสสส~~~
      #2-1
  10. #1 Pppp
    วันที่ 28 มีนาคม 2560 / 22:51
    ขอบคุณมากๆเลยนะคะ ตอนแรกว่าจะอ่านเฉยๆ แต่พออ่านจบ ต้องเม้นแล้วแหละ 5555 อ่านแล้วตื้นตันจริงๆค่ะ มีกำลังใจขึ้นมาเลย เพราะตัวหนูเองชอบท้อ ขี้เกียจ เลยทำไม่สำเร็จซักที ประมาณว่าต้องมีอะไรมาติดขัดตลอด ซึ่งก็คือความขี้เกียจของตัวเอง T T แงงง ขอบคุณนะคะพี่ อยากเข้าอักษรจุฬาเหมือนกัน จะพยายามทำให้ได้นะคะ T T ขอบคุณมากจริงๆค่ะ เป็นบทความที่มีประโยชน์มากๆเลย T v T <3 แล้วก็ ขอให้พี่สอบติดจุฬาลงกรณ์ตามที่หวังนะคะะ^0^
    #1
    0