Daiong
ดู Blog ทั้งหมด

Shakespeare's 'King Lear'

เขียนโดย Daiong

เนื่องจากจขบ.ถูกใจเป็นปลื้มกับ King Lear ของ William Shakespeare(ซึ่งเป็นผลจากการไซโคตัวเอง -w-" researchไปมาก็พีคซะงั้น...) ก็เลยอยากจะมาพูดเกี่ยวกับบทละครนี้สักหน่อย

 แปะตัวอย่าง 30 วิฯของเวอร์ชั่นIan Mckellen(คุณปู่แกนดาล์ฟ~)ให้ดู -w-"

 
 

Plot:

Which of you shall we say doth love us most?

- Lear

สำหรับคนที่ไม่รู้เกี่ยวกับ King Lear จขบ.จะบอกเรื่องราวในตอนแรกอย่างคร่าวๆ SPOILERพอประมาณ ^^"

King Learเป็นกษัตริย์แห่งอังกฤษอายุแปดสิบกว่าปี วันหนึ่งฮีตัดสินใจจะแบ่งอาณาจักรให้กับลูกสาวสามคน(Goneril, Regan, Cordelia) โดยเปิดพิธีประกาศให้รู้ทั่วกัน และถามลูกสาวว่าจงบอกมาเสียว่ารักเรามากแค่ไหน? ถ้าพูดออกมาได้ดีก็จะได้อาณาจักรไป

อย่างไรก็ตาม ในบทพูดของKing Learได้บอกเป็นเชิงใบ้แล้วว่าแบ่งอาณาจักรให้เรียบร้อยแล้ว ฉะนั้น 'Love Test' อะไรเนี่ย... ไม่ก็ไม่ได้มีความหมายอะไร Learแค่อยากฟังคำสรรเสริญเท่านั้นเอง

ลูกสาวสองคนแรก(Goneril+Regan)ประจบสอพลอเต็มที่ ทว่าลูกสาวคนเล็กสุด Cordelia กลับตอบว่า "Nothing, my lord" แล้วบอกว่าเธอรักLearในแบบที่ลูกรักพ่อ มิเช่นนั้นเธอจะมีสามีได้อย่างไรถ้าหากรักพ่อเพียงคนเดียว

Learก็อับอายต่อหน้าธารกำนัลสิคะ ฮีก็เลยตัดพ่อตัดลูกกับCordelia แบ่งอาณาจักรออกเป็นสองฝั่งเท่าๆกันให้GonerilกับRegan แถมเนรเทศKent ข้ารับใช้ที่ภักดีต่อตัวเองเพราะKentคัดค้านการตัดสินใจนี้

และแล้วดยุคแห่งBurgundyที่จีบCordeliaอยู่ก็บอกว่าถ้านางไม่มีเงินก็ไม่รับมาเป็นภรรยา ในขณะที่กษัตริย์แห่งฝรั่งเศสยืนยันว่ารักCordeliaในแบบที่นางเป็น และหอบไปอยู่ด้วยเป็นราชินี (และความจริงนี้เองก็ทำให้มีปัญหาการเมืองตามมา)

ในขณะเดียวกัน Shakespeareก็มี sub-plot สะท้อนปัญหาของLear - ท่านเอิร์ลGloucesterผู้มีลูกชายสองคน - Edgar + Edmund คู่Yคู่โปรดของจขบ.เอง Edgarคือลูกชายที่ถูกต้องตามกฏหมาย และEdmundเป็นลูกชายนอกกฏหมาย (อนึ่ง ฮีไม่มีโอกาสได้มรดกสักกะแดง) แต่Gloucesterก็บอกว่ารักลูกทั้งสองเท่ากัน

อย่างไรก็ตาม Edmundตัดสินใจว่าจะแย่งสมบัติมาจากEdgar จึงหลอกพ่อว่าEdgarพยายามฆ่าพ่อ และหลอกEdgarว่าพ่อโกรธและให้หนีไปเสีย กระทั่งEdgarถูกเนรเทศจนต้องแปลงกายเป็นขอทาน

หลังจากนั้นGonerilกับReganก็แผลงฤทธิ์อกตัญญูอย่างเต็มที่ กระทั่งLearไม่เหลือใครยกเว้นKent(ผู้แปลงกายเป็นผู้ชายธรรมดาที่ประสงค์จะ รับใช้LearในนามของCaius)กับThe Fool(ตัวตลก)ที่คอยติดตาม แต่ความทรมานที่Learต้องเผชิญนี้ก็นำเขาให้เข้าใจมนุษย์ในที่สุด

แต่สุดท้าย... ตอนจบก็คือโศกนาฏกรรมอยู่ดีล่ะ -w-;

Some ideas in 'King Lear'

Identity:

- 'yet he hath ever but slenderly known himself'  - ความสับสนในบทบาทของตัวเอง Learที่ใช้ชีวิตในบทบาทของกษัตริย์มาแสนนานทำให้สับสนกับบทบาทความเป็นพ่อ และถามหาความรักลูกสาวในฐานะกษัตริย์ต่อหน้าธารกำนัล กระทั่งตัดสินใจผิดพลาด เป็นผลทำให้สูญเสีย'identity'ในฐานะกษัตริย์ของตัวเองไป

- 'I have a journey, sir, shortly to go; My master calls me, I must not say no.' - Kentเลือกที่จะมีidentityของคนรับใช้ ฉะนั้นแม้จะถูกเนรเทศก็ไม่ได้ทิ้งLear แต่แปลงกายกลับมารับใช้ในฐานะCaius เพราะตัวตนของเขาคือคนรับใช้ของกษัตริย์ อ๊างส์ใช้ได้เหมือนกันถ้าลองจิ้นว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อสมัยLearหนุ่มๆ

Natural bonds

- 'I love your majesty / According to my bond; no more nor less.' - The Great Chain of Beingเป็นความเชื่อสมัยยุคกลางของชาวตะวันตก ว่าสังคมมีการจัดลำดับขั้น มีพระเจ้าอยู่สูงสุด แล้วไล่ลงมาเรื่อยๆเป็นเทวดา etc. กษัตริย์มีตำแหน่งสูงที่สุดบทโลก เป็นเหมือนวาจาของพระเจ้าบนโลก และไล่เรื่อยลงมาเป็นพวกชนชั้นสูงต่างๆ บิดามีตำแหน่งสูงที่สุดในครอบครัว รองมาก็ภรรยาแล้วถึงจะเป็นลูกชาย>ลูกสาว และที่Cordeliaอธิบายความรักของตัวเอง ('I love your majesty / According to my bond') เธอหมายถึงรักLearตามสายสัมพันธ์ธรรมชาติที่มีกัน ในฐานะลูกสาวที่จะรักพ่อ (และไม่ยอมที่ให้ความรักคนที่ถามหาความรักในฐานะกษัตริย์)

- 'Unnatural hags' - ความอกตัญญูมีให้เห็นเป็นธีมหลักๆในเรื่องนี้Goneril+Reganก็เหมือนเป็นตัว ละครที่แสดงให้เห็นถึงความอกตัญญู ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดธรรมชาติ ซึ่งก็ทำให้ตัวสังคมบิดเบี้ยวไปด้วย

Insight and Blindness:

- 'A man may see how this world goes with no eyes.' - คนดีถูกมองว่าไม่ดี คนไม่ดีดันถูกมองไม่ดี เป็นไอเดียอมตะถึงความไม่เข้าใจในตัวคนหรือความเข้าใจในตัวมนุษย์ แต่บางครั้งพอเราไม่มองโลกด้วยตา เราก็สัมผัสความจริงได้เอง

- บางครั้งการจะมองเห็นอะไรได้ก็ต้องอาศัยประสบการณ์และความทรมานก่อน เหมือนจขบ.เคยบ่นๆถึงในentryนี้ไปแล้วแหละ

 

...และมีไอเดียอีกมากมายที่จขบ.กล่าวถึงไม่หมด


 

ฉะนั้นขอพูดถึง Edmund... (เพราะจขบ.ลำเอียง)

Edmund เป็นตัวร้ายของบทละครเรื่องนี้ เป็นลูกน้องกฏหมายและถูกสังคมมองว่าเป็นผลผลิตของราคะ จขบ.เดาว่าน่าจะหน้าตาสวยเหมือนแม่ Edmundเป็นบุคคลที่อยู่นอกแวดวงสังคม เพราะเป็นสัญลักษณ์แห่งบาปของบิดา

Edmundตัดสินใจที่จะบูชาธรรมชาติ - 'Thou, Nature, art my goddess; to thy law / My services are bound'  และถึงแม้ว่าจะเป็น"ลูกผิดธรรมชาติ" เขาก็อยากจะเป็นส่วนหนึ่งของnatural order มีตำแหน่งและที่อยู่ในสังคม

ด้วยความที่เป็นคนนอกรีต Edmundจึงเห็นสังคมจากแวดวงภายนอก เขาถึงได้เข้าใจรูปแบบของสังคมว่ามันเป็นอย่างไร และเล็งเห็นว่าวิธีที่จะได้รับการยอมรับในสังคมได้ก็คือครอบครองอาณาจักร (ตรงข้ามกับLearที่มองไม่เห็นเรื่องนี้ เพราะเขาเป็นศูนย์กลางของสังคม)

 

 

 

จขบ.เคยดูKing Learเต็มๆเรื่องแค่ 2 เวอร์ชั่น เวอร์ชั่นที่Laurence Olivierแสดง กับเวอร์ชั่นที่Ian Holm(คนที่แสดงเป็นลุงบิลโบในLOTR)แสดง ตอนนี้กำลังนั่งโหลดBitTorrentที่Ian Mckellenแสดงอย่างยากลำบาก "OTL (โหลดไม่ไป และไม่ได้ดูสักที)

 
King Learลือกันว่าเป็นบทละครที่เล่นยากที่สุด (คนเขาจะเริ่มแสดง/กำกับบทละครของเชคสเปียร์เรื่องอื่นๆก่อน แล้วถึงจะทำLearทีหลัง) จริงๆแล้วก็พูดยากชะมัดว่าเวอร์ชั่นไหนดูดีที่สุด o.O" (เพราะมันก็ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนมองLearแบบไหนล่ะนะ)

 

 

ปล. ขยันมาอัพบล็อก การบ้านรึไม่ทำหรอก "OTL ติวหนังสือรึก็ไม่ researchก็ไม่ได้แตะ =w=;

ปปล. กำลังอยากเขียนฟิกAPH (เบย์เอย์~) TwT" แต่ทำไมมันเขียนไม่ค่อยออกยังไงชอบกล

ปปปล. แต่อะไรๆก็เขียนไม่ค่อยออกทั้งนั้นแหละ (กรรม "OTL )

ความคิดเห็น

Natnichs
Natnichs 30 ม.ค. 60 / 16:33
ขอบคุณนะคะ ได้รับ presentation เรื่องนี้เลย😍 เป็นระโยชน์มากๆ เลยค่ะ