ตอนที่ 52 : ภาค2 บทที่2 คัมภีร์นอกพระเวท

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2742
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 228 ครั้ง
    16 ม.ค. 62



แสงจากวงเวทสีรุ้งซึ่งเต็มไปด้วยพลังในการรักษา จากอาจารย์จำนวนสี่ท่าน กำลังระดมรักษาแม็กซิมัสที่นอนหมดสติ หายใจรวยรินราวกับคนใกล้ตาย อาจารย์ฟิลิปปาและอาจารย์แมคเบธมีใบหน้าที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อ บ่งบอกให้รู้ว่าการรักษาครั้งนี้สาหัสเพียงใด


“พอก่อน” อาจารย์ใหญ่เฮคเตอร์ายกล่าว ก่อนจะสั่งให้อาจารย์ทั้งสองท่าน และอาจารย์พยาบาลสาวอีกหนึ่งคนหยุดการรักษา ผู้เป็นอาจารย์ใหญ่ส่ายหน้าด้วยความระอาทันที เมื่อเขารู้แล้วว่าการรักษาไม่ได้ผล


“เป็นเเวทที่ชั่วร้ายจริงๆ” อาจารย์ใหญ่เฮคเตอร์กล่าวขึ้น “เวทต้องห้ามในสมัยโบราณ อวิชชาบาปเจ็ดประการ ไม่คิดเลยว่ายังหลงเหลืออยู่อีก”


“แล้วแม็กซิมัสเขาจะเป็นจอมเวทได้เหมือนเดิมไหมคะ..ท่านอาจารย์”


เสียงสั่นเครือของผู้เป็นแม่ดังจากด้านหลังอาจารย์ เธอมีผมสีแดงเพลิง ดวงตาสีน้ำเงินเข้มของเธอกำลังชุ่มไปด้วยน้ำตา


“ผมตอบไม่ได้” เฮคเตอร์กล่าว “ถ้าไม่ติดว่าจอมเวทเจ็ดดาราคนสุดท้ายที่เรามีสิ้นไปแล้ว...ป่านนี้คงขอความช่วยเหลือจากเขาล่ะครับ”


ผู้เป็นแม่ร่ำไห้พลางล้มลงกับพื้นทันที เมื่อรับรู้ว่าลูกชายของเธออาจเป็นจอมเวทไม่ได้อีกต่อไป


เสียงฝีเท้าของคนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาใกล้กลุ่มอาจารย์  เรนเดลนั่นเอง เขามาพร้อมกับลิลี่ เบรฟ เซร่า และคนแปลกหน้าคนหนึ่งที่เหล่าอาจารย์ไม่รู้จัก...เมกุมิ เธอเดินตามเรนเดลมาด้วย


“อาจารย์ครับ” เรนเดลกล่าวก่อนจะผายมือไปที่เมกุมิ “ให้เธอลองดูอาการแม็กซิมัสสักหน่อยแล้วกันนะครับ”


แม้จะไม่รู้ว่าเธอเป็นใคร แต่หากเป็นคนรู้จักของเรนเดล อาจไม่ใช่คนธรรมดา อาจารย์ใหญ่เฮคเตอร์พยักหน้ารับก่อนจะหลีกทางให้


“มานาในร่างไม่เหลือเลย” เมกุมิกล่าว “แถมร่างกายยังปฏิเสธการไหลเวียนจากมานาตามธรรมชาติ ทำให้ส่งผลต่อระบบหายใจ เพราะลมหายใจที่มนุษย์เอาอากาศเข้าไป ล้วนแล้วแต่มีการแทรกแทรงของมานาอยู่”


จริงดั่งที่เมกุมิว่า เพราะแม็กซิมัสดูหายใจลำบาก มีเสียงแทรกทุกครั้งตลอดการหายใจของเขา


“แล้วคุณ...เอ่อ” อาจารย์ใหญ่เฮคเตอร์พึ่งรู้ตัวว่าอีกฝ่ายยังไม่ได้แนะนำตัวกับเขา “จะแก้ไขยังไง”


“ฉันมีนามว่าเมกุมิค่ะ” เมกุมิกล่าวแนะนำตัว “อาการของเขาเกิดจากคำสาปที่ไม่ใช่เวทมนตร์ และคำสาปนั้นสำเร็จผลของมันไปแล้ว เราเหลือหนทางเดียวคือฟื้นฟูทางกายภาพเท่านั้น”


“เช่นอะไรหรือจ๊ะ” อาจารย์ฟิลิปปากล่าว “ถ้าต้องใช้ยาสมุนไพรล่ะก็ ฉันจะพาไปห้องปรุงยา”


เมกุมิส่งยิ้มให้กับอาจารย์ฟิลิปปา ดูเหมือนอีกฝ่ายจะรู้ว่าเธอต้องการอะไร

“เรนเดล เธอคนนั้นเป็นใคร” อาจารย์ใหญ่เฮคเตอร์เอ่ยถามทันที หลังจากเมกุมิเดินตามอาจารย์ฟิลิปปาไปที่ห้องปรุงยา


“เธอเป็นเพื่อนสนิทผม” เรนเดลกล่าวตอบสั้นๆ “และเธอเก่งด้านรักษามากเลยล่ะครับ อาจเก่งที่สุดในสมาคมจอมเวท ณ ตอนนี้ด้วยซ้ำ”


อาจารย์เฮคเตอร์พยักหน้ารับ เขาไม่ถามอะไรต่อ ยกเว้นอาจารย์แมคเบธ เธอเริ่มเดินเข้ามาใกล้เรนเดล


“ผมมั่นใจว่ารู้จักจอมเวทสายแพทย์แทบทุกคน แต่เธอคนนั้นไม่คุ้นหน้าผมเลย...ไม่ใช่คนในวงการแพทย์สินะครับ”


“จะว่ายังงั้นก็ได้ครับอาจารย์” เรนเดลกล่าว “แต่เชื่อผมเถอะ เธอหาทางรักษาได้อย่างแน่นอน”


ไม่นานเกินรอเมกุมิก็เดินมาพร้อมกับอาจารย์ฟิลิปปา เมกุมิเธอเดินมาอย่างสบายอารมณ์ มือขวาเธอถือหลอดยาสีเขียวใส ในขณะที่อาจารย์ฟิลิปปามีสีหน้าตกตะลึง ราวกับพบอะไรที่มหัศจรรย์มากับตาตัวเอง


“ยาประคองวิญญาณ” เมกุมิกล่าวพลางจับปากของแม็กซิมัสอ้าออก ก่อนจะเทยากรอกลงปากอีกฝ่ายตรงๆ ร่างของแม็กซิมัสเรืองแสงสีเขียวไปทั่ว ก่อนที่อาการหายใจติดขัดของเขาจะหายเป็นปลิดทิ้ง


“เมื่อกี้คุณว่าอะไรนะ...ยาประคองวิญญาณ” อาจารย์ใหญ่เฮคเตอร์กล่าว “เรารู้มาว่ามันเป็นสูตรลับของท่านจอมเวทเจ็ดดาราธาตุแสงในสมัยโบราณ คุณมีมันได้ยังไง”


“ท่านยายของฉันสืบเชื้อสายมาจากศิษย์ของจอมเวทเจ็ดดารา” เมกุมิจงใจแต่งเรื่องใหม่ ดูเหมือนเธอจะไม่อยากบอกว่าตัวเองเป็นใคร “ตระกูลเรามีคัมภีร์ยาโบราณเก็บเอาไว้น่ะค่ะ”


“ตระกูลอะไรหรือครับ” แมคเบธเอ่ยถาม “ถ้าคุณบอก ผมว่าผมต้องรู้แน่ๆ ว่าคุณเป็นใคร”


“มิสึกิค่ะ” เมกุมิกล่าวนามสกุลปลอมของเธอ อันที่จริงแล้วมันเป็นนามสกุลของแม่เธอ ก่อนแต่งงานกับพ่อ “มิสึกิ เมกุมิ”


“ไม่คุ้นหูเลย” อาจารย์แมคเบธกล่าว “โลกนี้ช่างกว้างใหญ่จริงๆ ดูเหมือนจะมียอดฝีมือที่มาจากนอกกำแพงสินะครับ”


“เธอไม่ได้มาจากนอกกำแพง” เรนเดลกล่าว “เธอมาจากราชรัฐจิ้งจอกแดงน่ะ เป็นคนในประเทศผม”


สีหน้าของแมคเบธเต็มไปด้วยความสงสัย แต่เมื่อเรนเดลออกตัวว่าเป็นคนของประเทศเขา เรื่องทั้งหมดจึงจบลงแค่นั้น


“รักษาได้จริงๆสินะคะ” ลิลี่กล่าว พลางมองเมกุมิด้วยสายตาวิเคราะห์ “ขอโทษนะ แต่ฉันรู้สึกคุ้นหน้าเธอยังไงก็ไม่รู้”


เมกุมิส่งยิ้มให้ลิลี่ เธอรู้ว่าลิลี่น่าจะเคยเห็นมาจากตำราเรียนวิชาประวัติศาสตร์ เกี่ยวกับจอมเวทเจ็ดดารา แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่เพียงพอจะระบุได้ว่าเธอเป็นใคร


“เสร็จแล้ว” เมกุมิกล่าวพลางปาดเหงื่อบนหน้าผาก “พักฟื้นและกินยาที่ฉันทำอีกสักหน่อย ก็จะสามารถฝึกเวทมนตร์ได้เหมือนเดิม”


“แล้วพลังเวทของผมก่อนหน้านั้นล่ะ” แม็กซิมัสเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง “อย่าบอกนะว่าต้องเริ่มฝึกใหม่หมด”


“เสียใจด้วยนะคะ” เมกุมิกล่าว “ต้องเริ่มใหม่หมดค่ะ เพระพลังของคุณก่อนหน้านี้ สังเวยให้กับอวิชชาไปแล้ว”


หลังการรักษา แม่ของแม็กซิมัสเสนอเงินให้เมกุมิถึงพันเหรียญทอง ถ้าหากเธอสามารถทำให้พลังเวทของเขากลับมาเหมือนเดิม แต่เมกุมิยืนยันแล้วว่าไม่มีทาง ดังนั้นการรักษาครั้งนี้จึงไม่ช่วยบรรเทาแผลในใจของอีกฝ่ายเลย


“ผมอยากแข็งแกร่ง...แต่มันคงเป็นได้แค่ฝันสินะ” แม็กซิมัสกล่าวสั้นๆ ก่อนจะเดินจากไป เขาทำผิดกฏโรงเรียนด้วยการใช้เวทสายอวิชชา ประกอบกับตัวเขาในตอนนี้ไร้พลังเวทแล้ว จึงต้องออกจากโรงเรียนไปโดยปริยาย


หลังจากรักษาแม็กซิมัสเสร็จ เรนเดลและกลุ่มของเขาจึงตัดสินใจไปยังสภานักเรียน เพื่อประชุมหารือเรื่องที่เกิดขึ้น ส่วนเมกุมินั้นอาจารย์ฟิลิปปาและอาจารย์ประจำห้องพยาบาลขอให้อยู่ต่อ เธออยากให้เมกุมิสอนวิชาปรุงยาให้


“เอาล่ะ ถึงสภาล่ะ” เรนเดลกล่าวพลางเปิดประตูห้องประชุมให้ลิลี่ เบรฟ และเซร่าเข้าไป ในห้อประชุมนั้นมีเหล่าสภานักเรียนรออยู่แล้ว ฝั่งของสภานักเรียน มีที่นั่งว่างเพียงที่เดียว คือที่ของมาจิน่า ซึ่งโดนปลดออกไปแล้ว มันปรากฏเด่นชัดเมื่อเรนเดลเดินไปนั่งฝั่งสภานักเรียน


“สวัสดีค่ะ คุณลูน่า” ประธานนักเรียนคามิลล่ากล่าวขึ้น “ขอบคุณที่ตระกูลผู้ใช้เวทสายศาสนจักรอย่างคุณ ให้ความร่วมมือในครั้งนี้”


“ก็ต้องให้ความร่วมมือสิ” เสียงจากหญิงสาวผู้มีผมบลอนด์ทอง นัยตาสีเขียวเอ่ยขึ้น “เพราะประธานาธิบดีคนปัจจุบันของสาธารณรัฐเหยี่ยวดำเป็นต้นเหตุครั้งนี้ ใช่ไหมคะ คุณลิลี่”


“พ่อของฉันแค่ต้องการให้ชนรุ่นหลังเข้าถึงแก่นแท้ของเวทมนตร์สายศาสนจักรค่ะ” ลิลี่กล่าว “และท่านต้องการให้พวกเรารู้ถึงความแตกต่างระหว่างพระเจ้ากับซาตาน จึงอนุมัติให้มีการศึกษาคัมภีร์บาปเจ็ดประการ”


“ก็พวกเดียวกันไม่ใช่หรือ” หญิงสาวผมบลอนด์ทองคนนั้นยังคงกล่าวหาเรื่องลิลี่ “ไม่เห็นต้องแยกแยะเลย เพราะศาสนจักรของเธอเชื่อว่าทุกสิ่งเกิดขึ้นมาจากผู้สร้างของเธอนี่ ดังนั้นจะแยกแยะทำไมล่ะ”


“พอได้แล้วค่ะ คุณโจเซฟิน” ประธานนักเรียนคามิลล่ากล่าวห้ามหญิงสาวผมบลอน์ดทอง “ฉันเข้าใจว่าคุณไม่ค่อยชอบกลุ่มศาสนจักร แต่นี่ไม่ใช่เวลามาทะเลาะกันนะคะ”


โจเซฟินเบือนหน้าหนี ในขณะที่ลิลี่พยักหน้ารับเล็กน้อย ก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้ของเธอ

“เริ่มประชุมกันเลยดีไหมครับ ท่านประธาน” เรียวจิที่นั่งเงียบมาตลอดเริ่มเอ่ยปาก เพราะเขาเป็นคนเสนอเริ่มประชุมครั้งนี้


“ได้ค่ะ” ประธานกล่าว “ฉัน คามิลล่า ปริ้นซ์ ประธานสภานักเรียน จะขอเปิดการประชุม และจะให้องค์ชายเรียวจิจดบันทึกหัวข้อการประชุมทั้งหมด เพื่อสรุปรายงานประชุมส่งอาจารย์ต่อไป”


เรียวจิพยักหน้า ก่อนที่เขาจะหยิบเอาเครื่องบันทึกเสียงขึ้นมา ทำเอาทุกคนในที่ประชุมมองเขาทันที


“ก่อนอื่นฉัน ต้องขอเป็นตัวแทนของท่านพ่อ กล่าวขออภัย” ลิลี่ล่าวพลางก้มหัวลง “เวทบาปเจ็ดประการที่เราเก็บเอาไว้ในพิพิธภัณท์ เพื่อให้ทุกคนได้ศึกษานั้น โดนขโมยไปคะ”


“ไม่รอบคอบเลย” โจเซฟินกล่าวเบาๆ แต่ลิลี่ไม่สนใจ พลางอธิบายต่อ


“อันที่จริงมันเป็นเรื่องก่อนฉันเกิดค่ะ เพราะคัมภีร์โดนขโมยไปตั้งแต่สามสิบปีที่แล้วค่ะ”


“สามสิบปีที่แล้ว” คามิลล่ากล่าวพลางมองโดยรอบ “ฉันคิดว่าในนี้ยังไม่มีใครเกิดทันแน่ๆ ทำไมมันพึ่งจะมาปรากฏตัวขึ้น แล้วเล็งเด็กในโรงเรียนเราเป็นแห่งแรก”


“คงเพราะนักเรียนเป็นเป้าหมายที่เข้าถึงง่ายที่สุดค่ะ” ลิลี่กล่าวอธิบาย “ในโรงเรียนมาเกียของเรา ซึ่งเป็นโรงเรียนเวทมนตร์ที่ว่ากันว่าดีที่สุด นักเรียนในโรงเรียนนี้แทบทุกคน ล้วนแล้วแต่อยากเด่นหรืออยากดังกันใช่ไหมล่ะคะ เพราะมันเป็นใบเบิกทางไปสู่อำนาจและเกียรติยศ”


“จอมเวทที่มีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์แทบทั้งสิ้น มาจากโรงเรียนเรา” อัสรันกล่าวขึ้น ขณะยกมือเหนือหัวเกาลูกนกฟินิกซ์สีม่วงบนหัวของเขา “และการเป็นสมาชิกสภานักเรียน ก็เป็นหนึ่งในใบเบิกทางชั้นดี”


“เวทบาปเจ็ดประการ จะล่อลวงเราตามกิเลสทั้งเจ็ดค่ะ” ลิลี่กล่าวอธิบายต่อ “ซึ่งบาปทั้งเจ็ดนี้ มีสอนในบทเรียนประวัติศาสตร์ ฉันจะขอข้ามการอธิบายตรงนี้นะคะ”


“จะเกิดอะไรขึ้นกับคนที่ทำสัญญากับมันครับ” เรนเดลเอ่ยถาม เขานึกถึงกรณีของแม็กซิมัส


“คนที่ทำสัญญากับเวทบาปเจ็ดประการ จะได้รับพลังมหาศาล ที่ทัดเทียมกับมหาเวท ” ลิลี่กล่าวอธิบาย “แต่มันมีผลตอบแทนค่ะ คือบาปเจ็ดประการ จะอาศัยจิตใจและความรู้สึกของเรา เป็นที่อยู่อาศัย เรียกง่ายๆว่ามันครอบงำเราอยู่”


“หรือที่กลุ่มศาสนจักรเรียกกันว่า การขายวิญญาณให้ปีศาจสินะ” คามิลล่ากล่าวสรุปโดยย่อให้ ลิลี่พยักหน้าตอบรับ


“หากขายวิญญาณ” คราวนี้องครักษ์เบรฟของลิลี่เป็นคนอธิบาย “เขาหรือเธอจะได้พลังที่มากกว่ามหาเวทเสียอีก ว่ากันว่าปีศาจประจำบาปเจ็ดประการ จะมาสิงสถติย์ที่ร่างของเขา และทำตามที่เขาต้องการ จนกว่าจะลุล่วงเป้าหมาย”



“ความแข็งแกร่งระดับนั้น” เซร่าซึ่งอยู่ข้างๆเบรฟเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ต้องแลกกับอะไรคะ”

“ถามได้ดี” เบรฟกล่าว “พวกเธอเชื่อเรื่องชีวิตหลังความตายไหม...พวกที่ขายวิญญาณ จะไม่มีสิทธิไปโลกหลังความตาย แต่จะต้องอยู่รับใช้ปีศาจ ไปจนกว่าจะถึงวันพิพากษา”


 “แต่ใช่ว่าทุกคนจะขายวิญญาณให้ปีศาจได้นะคะ” ลิลี่กล่าวเสริมต่อทันที “คนที่จะขายได้ ต้องเป็นคนที่มีพลังเวทแกร่งกล้า เพียงพอที่จะล่อลวงให้เวทบาปเจ็ดประการ มายื่นข้อเสนอทำพันธสัญญาด้วยตัวเองค่ะ”


“แน่นอนว่าเวทบาปเจ็ดประการจะเข้าใกล้คนพวกนั้นไม่ได้” เบรฟกล่าวขึ้นเสริม ตอนนี้ทุกๆคนพร้อมใจกันเงียบ และฟังสิ่งที่สองคนกำลังพูดอยู่ “เพราะจอมเวทที่แข็งแกร่ง มักมีเทพหรือตัวตนที่นับถือบูชาอยู่แล้ว พวกมันเลยต้องอาศัยเป็นกาฝาก เกาะกลุ่มจอมเวทที่อ่อนแอก่อน”


“มันทำแบบนั้นไปทำไมกัน” เรียวจิเป็นฝ่ายเอ่ยถามบ้าง “ฉันไม่เข้าใจจริงๆ กับเวทอวิชชานี้”


“พวกมันต้องการมีตัวตนบนโลกอีกครั้งค่ะ” ลิลี่อธิบาย “จอมเวทอย่างพวกเรา บูชาแต่เทพและตัวตนที่ดีใช่มั้ยล่ะค่ะ ไม่มีใครบูชาปีศาจหรือสิ่งชั่วร้าย”


ทุกๆคนนิ่งเงียบตั้งใจฟัง ลิลี่จึงอธิบายต่อ


“ในเมื่อจอมเวทที่แข็งแกร่ง ไม่มีทางทำข้อเสนอกับมัน มันจึงหาเหยื่อที่อ่อนแอ ผู้ที่ต้องการพลัง ผู้ที่อิจฉาคนอื่น เมื่อมันเกาะคนกลุ่มนี้ได้ มันจะเริ่มกลืนกินวิญญาณของเขาหรือเธอ เพื่อให้มันแข็งแกร่งขึ้น พอจะไปหาเหยื่อที่เข้มแข็งกว่าค่ะ”


“หากมันบรรลุเป้าหมาย ก็จะกลับมามีตัวตนอีกครั้งสินะ” เรนเดลกล่าวพลางวิเคราะห์ “และหลังจากที่มันมีตัวตนแล้ว จะเกิดอะไรขึ้นกัน”


“สิ่งที่แย่ยิ่งกว่าภัยพิบัติค่ะ” ลิลี่กล่าว “โลกของเรา จะกลายเป็นนรกที่แท้จริง ช่วงสามสิบปีมานี้ พ่อของฉันทำทุกวิถีทาง เพื่อนำคัมภีร์ทั้งเจ็ดกลับมา จนปัจจุบันเรานำกลับมาได้เพียงหนึ่งเล่มเท่านั้น”


“และอีกหกเล่มที่กระจายไปสามสิบกว่าปีล่ะ มันหาสาวกของมันไปได้เท่าไหร่แล้ว” คามิลล่ากล่าวขึ้น “ให้เดานะ คัมภีร์คงกระจายออกไปสู่พวกคนเถื่อนนอกกำแพงแน่ๆ”


“ถูกต้องค่ะ” ลิลี่กล่าวเสียงเศร้า “เรามีข้อมูลที่แน่ชัดเพียงอย่างเดียว คือคัมภีร์แห่งความอิจฉาริษยา เลเวียธาน อยู่ในโรงเรียนแห่งนี้ นี่คือสาเหตุที่ฉันมาเข้าเรียนที่นี่ค่ะ ทั้งที่โรงเรียนนี้เป็นเขตแดนของพระเวท ไม่ใช่ศาสนจักรที่ฉันนับถือ”


“พวกเรามีเรื่องจะขอร้องเรนเดล...ไม่สิ อาร์กัส เวอร์มิเลี่ยนที่เกิดใหม่” เบรฟกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “คุณเป็นคนเดียวที่น่าจะเอาชนะเลเวียธานได้ พวกเราหวังพึ่งคุณอย่างยิ่งครับ”


“หวังกับฉันสินะ” เรนเดลกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “จะให้ฉันสู้กับจอมมารที่มีพลังยิ่งกว่าเทพบางองค์ในคัมภีร์พระเวทเนี่ยนะ”


“ช่วยเราด้วยเถอะครับ” เบรฟกล่าว “ผมไม่ได้ขอร้องแค่เรนเดล แต่ขอร้องสภานักเรียนทุกคน เราจะให้ข้อมูลทุกอย่างที่เรามี แลกกับว่าต้องหาคัมภีร์นั้นให้เจอ”


“ทางเรายินดีช่วยค่ะ” คามิลล่ากล่าว “หลังจากได้เห็นการประลองแล้ว ฉันก็รู้ว่ามันอันตรายแค่ไหน หากปล่อยให้คัมภีร์ปีศาจนั่นหาเหยื่อต่อไปอีกเรื่อยๆ”


ทั้งลิลี่และเบรฟต่างมีสีหน้ายินดี เมื่อได้รับคำตอบที่พอใจ เรียวจิกดปุ่มหยุดอัดเทปทันที เพื่อเตรียมปิดประชุม...แต่แล้ว


มีเสียงเคาะประตู ก่อนที่นักเรียนหญิงคนหนึ่งจะเดินเข้ามาโดยพลการ ดวงตาของเธอเรืองแสงสีชมพู ราวกับถูกเวทสะกดใจ เมื่อเธอมาถึงเธอก็มอบกระดาษข้อความอันหนึ่งให้เรนเดล ก่อนที่เธอจะล้มลงกับพื้น


เรนเดลรีบประคองหญิงสาวคนนั้นทันที ก่อนที่เขาจะยื่นกระดาษข้อความให้เซร่า


“ในนั้นเขียนว่าอะไร ฝากอ่านที” เรนเดลกล่าวขณะอุ้มนักเรียนสาวมาวางไว้ตรงโซฟาข้างกำแพง เซร่าพยักหน้ารับ ก่อนที่เธอจะเปิดข้อความเพื่ออ่านให้เรนเดลฟัง


ดวงตาของเซร่าเรืองแสงสีชมพูเล็กน้อย ก่อนจะดับลงอย่างรวดเร็ว หลังจากที่เธอเปิดอ่านข้อความนั้น...


“มันเขียนไว้ว่าอะไรหรือ” เรนเดลเอ่ยถาม ก่อนจะรับกระดาษคืน เมื่อเขาเปิดออก ก็พบว่ามันเป็นข้อความสารภาพรักธรรมดาๆ เรนเดลถอนหายใจ ก่อนจะเก็บกระดาษนั้นใส่กระเป๋ากางเกง


“น่าอิจฉาจังนะคะ” เซร่ากล่าวด้วยน้ำเสียงเลื่อนลอย พลางส่งยิ้มให้เรนเดล “คนมีความสามารถ ย่อมเป็นที่ชื่นชอบของคนอื่นๆ”


เรนเดลแค่พยักหน้าตอบรับ เขาไม่ได้เอะใจเลย ว่าเซร่ามีอะไรผิดปกติ เธอยิ้มหวานก่อนจะเดินตามเรนเดลออกไป ราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น


“พลาดจนได้...” ชายในชุดคลุมสีดำกล่าวขึ้น เขามองดูเหตุการณ์จากที่ไกลๆ “ยัยหัวฟ้าดันเป็นเหยื่อแทนเรนเดลที่กำลังสูญเสียพลังเวทซะได้ แต่ช่างเถอะ บางทีหล่อนอาจมีประโยชน์กว่าที่คิด”


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 228 ครั้ง

331 ความคิดเห็น

  1. #217 Tewarit Wongsing (@macaca) (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2562 / 11:16
    บาปเจ็ดประการไม่มีในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลครับ เป็นการเสกสรรปั้นแต่งเอกของนักบวชชื่อว่า อีวากริอุส ปอนติคุส ในนิกายโรมันคาทอลิค ดังนั้นจึงกล่าวหาไม่ได้ว่า พระเจ้าเป็นคนสร้างความบาปเจ็ดประการนี้ขึ้น และความบาปมีความหมายว่าการเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้าหรือการไม่มีพระเจ้าครับ
    #217
    1
    • #217-1 darkius (@darkius) (จากตอนที่ 52)
      17 พฤษภาคม 2562 / 11:49
      ขอบคุณสำหรับข้อมูลจ้า แต่จะบอกว่าเอามาอ้างอิงเพียงหยิบมือครับ เพื่อไม่ให้กระทบกับของจริงมากนัก ไม่ว่าจะทางด้านไหน จึงต้องเสริมเติมแต่งไปเองบ้าง
      #217-1
  2. #57 Arm Be Euphoric (@solo_player) (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 26 มกราคม 2562 / 18:10
    อ้าว แล้วไม่เอา-แม็คนั้นมาสอบสวนเหรอ ว่าไปได้บทเวทมายังไง นี่มาประชุมกัน พูดเอง เออเอง สรุปเอง แล้วก็มีพวกในกลุ่มโดนเอง ... น่าจะขยายอายุพวกตัวหลักได้แล้ว นี่เอาเด็ก14มาโหลนึง มาแก้ปัญหาให้พวกหัวงอกแทบทุกอย่าง มันดูตลกไปนิดนะ ที่จริงควรมีเวลาให้พระเองพัฒนาประเทศแล้วก็ตัวเองหน่อย นี่สงครามเพิ่งจบ ปัญหาอื่นก็มาละนี่เด็กอายุ14นะ สงสารพระเอก
    #57
    0
  3. #29 lavender_1989 (@lavender_1989) (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 16 มกราคม 2562 / 07:07
    รอๆๆๆๆนะคะ
    #29
    1
    • #29-1 darkius (@darkius) (จากตอนที่ 52)
      16 มกราคม 2562 / 07:25
      จ้า รอก่อนน้า =w=
      #29-1