[End] Dunkelheit ดินแดนสีหม่น [Yuri]

ตอนที่ 10 : เล่นนอกกติกา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 289
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    20 มิ.ย. 58


บทที่ 10 เล่นนอกกติกา

ผู้บันทึก : เคล ดาสซูโนพเฟอร์ 

 

          "หรือถ้าอยากทดสอบสองคนพร้อมกันก็ได้นะ" กริฟฟินลมเหนือว่า

          "สองคน?" ฉันทวนคำ มันรู้เหรอว่ายัยเขี้ยวหมาทดสอบด้วยไม่ได้

          "จอมมารไม่เห็นบอกว่าพวกสัตว์ประหลาดที่มาเป็นผู้ทดสอบจะรู้จักฉัน" ยัยเขี้ยวหมาทัก เหมือนว่าเธอก็เอะใจได้พร้อมๆกับฉัน ในขณะที่แคพริคอร์นยังทำหน้าเอ๋อๆงงๆอยู่

          "ข้าเปล่ารู้จักเจ้าเสียหน่อย" กริฟฟินลมเหนือกระพริบตาปริบๆ "แล้วสรุปว่าเจ้าจะทดสอบเลยไหม?"

          "ฉัน?" ยัยเขี้ยวหมาชี้ตัวเองงงๆ "งั้นคนไหนที่นายจะไม่ให้ทดสอบล่ะ"

          "คนผมทองไง นางมีเวทมนตร์อยู่แล้วไม่ใช่เหรอ" มันว่า คราวนี้เป็นฉันที่งง "ในตะเกียงไง"

          "อ๋อ ไม่ๆ อันนี้ของยัยนี่" ฉันชี้ยัยเขี้ยวหมา กำลังจะเปิดสลักตะเกียงให้ แต่ยัยเขี้ยวหมากดมือฉันไว้

          "อย่าเพิ่ง กริฟฟินตัวนี้มันรู้มากไป ถ้ามันรู้ว่าฉันเป็นเผ่าเทพมันอาจจะจัดการเราแทนก็ได้" เธอบอก

          "ข้าไม่มีเวลาทั้งวันน้า มีคนยังไม่ได้ทดสอบจากเขตใต้อีกตั้งสามกลุ่ม เขตนี้มีข้าดูแลอาณาเขตตัวเดียวด้วย ข้าไม่อยากเสียแวลาตรงนี้มากเท่าไหร่" มันว่า แต่ฉันยังไม่รู้เลยว่าจะต้องเจอกับการทดสอบอะไรเลยเงียบไม่ได้ตอบ แคพริคอร์นก็ไม่พูดอะไร ทีเวลาแบบนี้ล่ะเงียบเชียวนะ "ช้าจริง! เริ่มเลยแล้วกัน!"

          ครืนนน!!!! ผืนป่าด้านหลังยุบตัวลงพร้อมกับที่พื้นใต้เท้าของพวกเราสั่นไหว จากหน้าผาที่มีเพียงด้านหน้าเท่านั้นกลับกลายเป็นว่าพวกเรายืนอยู่บนยอดผาแนวตั้งที่ไม่มีทางลง ฮาร์ลกับยัยเขี้ยวหมาถูกแยกออกไปไว้ที่ยอดผาอีกฝั่งเหมือนเป็นส่วนของคนดูที่ไม่เกี่ยวข้อง

          "แตะข้าให้ได้ แล้วพวกเจ้าจะผ่าน" กติกาของกริฟฟินลมเหนือทำเอาทั้งฉันทั้งแคพริคอร์นเหวอ โดนทิ้งไว้บนยอดเขาที่ตกลงไปคงไส้ทะลัก แล้วจะให้ไปไล่จับตัวมันบนฟ้าอีก "ในระหว่างการทดสอบพวกเจ้าจะได้รับเวทมนตร์คืนชั่วคราว จะงัดอะไรมาใช้ก็ได้ทั้งนั้น ข้าให้เวลาจนกว่าพระอาทิตย์จะตกดิน เริ่มได้!"

          แล้วมันก็บินหนีไป

          "เอางี้เลยเหรอ" ฉันร้อง ทั้งที่มีโอกาสทดสอบครั้งเดียวแต่ไม่ทันได้ตั้งตัวก็โดนมัดมือชกให้ทดสอบเลย แถมจนถึงเวลาพระอาทิตย์ตกดินมันก็อีกแค่ชั่วโมงเดียวเองมั้ง!

          "สูงมากเลยนะครับเนี่ย" แคพริคอร์นชะโงกหน้าออกไปดูพื้นเบื้องล่าง

          "แต่กริฟฟินตัวนั้นบอกว่าพวกเธอจะใช้เวทมนตร์ได้นะ" ยัยเขี้ยวหมาร้องเตือน "รีบๆใช้เข้าสิ"

          "ขอโทษเถอะ! ก็ฉันไม่รู้นี่ว่าตัวเองมีเวทมนตร์อะไรบ้าง" ฉันตอบ เหมือนกับซีก้าที่ไม่สามารถงัดเอาเวทมนตร์ที่มีออกมาใช้ได้เพราะจำวิธีไม่ได้และการมั่วสุ่มเหมือนจะไม่ประสบผล รู้สึกว่าที่เขาผ่านการทดสอบมาได้นั้นต้องขอบคุณดวงล้วนๆที่เขาบังเอิญเจอกริฟฟินลมเหนือตอนมันกำลังนอนกินอาหาร

          "งั้นก็ขี่แคพริคอร์นไปสิ" เธอตอบ พยักเพยิดให้ฉันหันไปดู แคพริคอร์นไม่อยู่บนยอดผาแล้ว ฉันรีบชะโงกหน้าออกไปดูว่าเขาร่วงลงไปตายรึยัง แต่สายลมแรงก็พัดฉันจนลอยขึ้นจากยอดผานั้น ฉันร้องเสียงหลง โดนลมที่ไม่รู้ที่มานั้นเหวี่ยงขึ้นไปในอากาศและร่วงหล่นลงสู่พื้นเบื้องล่าง

          ตุบ! ฉันตกลงมาบนอะไรบางอย่างที่นุ่มนิ่ม มันเป็นแพขนนกสีน้ำตาล ฉันพลิกตัวหมอบกับพื้นนุ่มนิ่มที่กำลังเคลื่อนไหวนี้ก่อนจะชะโงกหน้าดูว่ามันคืออะไร

          นกอินทรียักษ์

          "ผมตามกริฟฟินลมเหนือไปเลยนะครับ" มันบอก เป็นเสียงของแคพริคอร์น จะว่าไปอาจเพราะเขาได้ความทรงจำคืนมาแล้วเลยจำได้ว่าจะใช้เวทมนตร์ยังไง แต่มันก็น่าตกใจอยู่ดีที่เด็กผู้ชายตัวเล็กๆจะกลายร่างเป็นนกอินทรียักษ์ไปได้ เวทมนตร์ทำให้ฉันหัวหมุนได้ตลอดจริงๆ

          แคพริคอร์นบินตามกริฟฟินลมเหนือไปจนเข้าใกล้ได้ แต่ทันทีที่มันรู้ตัวว่าถูกตามติด มันก็ทิ้งตัวดิ่งหลบกรงเล็บของแคพริคอร์นไป ถ้าหากนกอินทรียักษ์โดดเด่นเรื่องความเร็ว กริฟฟินลมเหนือก็โดดเด่นเรื่องความว่องไวในการหลบหลีก ฉันถูกเหวี่ยงขึ้นๆลงๆบนหัวของแคพริคอร์นจนรู้สึกคลื่นไส้ ถ้าฉันไม่เกาะขนนกพวกนี้ไว้ดีๆก็คงถูกเหวี่ยงตกลงไปที่พื้นแล้ว ไม่รู้ว่าเขาพยายามไล่จับกริฟฟินลมเหนือไปนานขนาดไหนแล้วเพราะฉันเวียนหัวจนไม่ได้รับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างนั้นเลย รู้แต่ว่ามีขึ้นมีลง เลี้ยวไปมาจนบางครั้งเหมือนแคพริคอร์นพยายามกัดขนหางตัวเอง กว่าเขาจะหยุดแล้วเกาะลงบนยอดผาเดิมเพราะหมดแรง ฉันก็ชินกับอาการคลื่นไส้นี่ไปแล้ว

          "ยังจับไม่ได้เหรอ" ยัยเขี้ยวหมาที่นั่งอยู่กับฮาร์ลถามขึ้น เพราะว่าฉันยังไม่ได้คืนปีกให้เธอ เธอเลยลงไปจากตรงนั้นไม่ได้ แต่ถึงจะขอปีกคืนตอนนี้ ฉันก็รู้สึกเวียนหัวเกินกว่าจะลุกขึ้นจากท่านอนแผ่

          "กริฟฟินตัวนั้นหลบเร็วมากเลย ผมว่าผมตามจับมันไม่ไหวหรอก" แคพริคอร์นบอก

          "นายไม่มีเวทมนตร์อื่นนอกจากแปลงร่างเป็นนกอินทรียักษ์แล้วเหรอ อย่างเช่นแปลงร่างเป็นกริฟฟินเหมือนมัน อะไรแบบนั้นน่ะ" ฉันลองออกความคิดเห็นหลังจากอาการดีขึ้น

          "ไม่ได้หรอกครับ ก็ผมเป็นนกอินทรีย์นี่นา" แคพริคอร์นตอบ นี่เขานึกว่าตัวเองเป็นนกยักษ์นี่ไปแล้วจริงๆน่ะเหรอ? "ผมไม่เคยเรียนเวทมนตร์ด้วย จะให้ใช้เป็นได้เดี๋ยวนี้ก็คงไม่ได้"

          "เจ้านาย พระอาทิตย์จะตกดินแล้วครับ" ฮาร์ลร้องบอก จริงอย่างมันว่า ท้องฟ้าที่ปกคลุมไปด้วยแพเมฆฝนเหมือนอย่างทุกเขตที่พวกเราเคยผ่านมานั้นเริ่มมืดลงทุกที ไม่อาจรู้ได้เลยว่าพระอาทิตย์จะลับขอบฟ้าไปเมื่อไหร่ในเมื่อเรามองไม่เคยเห็นมัน อาจจะอีกนานหรืออีกไม่กี่นาที

          "แคพริคอร์น ฉันว่าฉันนึกแผนออกแล้ว" ฉันบอก เขายื่นหัวนกอินทรียักษ์มาใกล้ๆเพื่อฟัง ฉันก็อธิบาย


*******************************************************************


          ฉันให้แคพริคอร์นเอาฉันมาปล่อยที่ฝั่งยัยเขี้ยวหมา หมอบต่ำใต้ตัวฮาร์ลเพื่อไม่ให้มองเห็นได้จากที่ไกลและรอเวลา ฉันให้แคพริคอร์นไปต้อนกริฟฟินลมเหนือมาทางนี้ ถ้าหากว่าดวงดีและสิ่งที่คิดไว้ไม่ผิดพลาด กริฟฟินลมเหนือจะใช้สภาพภูมิศาสตร์ให้เป็นประโยชน์กับการหลบหลีกของตัวเอง เพราะว่าแคพริคอร์นกลายเป็นนกอินทรีย์ตัวใหญ่ เขาจะบินผ่านระหว่างยอดผาทั้งสองอันนี้ไม่ได้ กริฟฟินลมเหนือก็น่าจะบินผ่านตรงจุดนี้ไปเพื่อให้แคพริคอร์นต้องอ้อมไปด้านข้างและถูกทิ้งห่าง

          "มาแล้ว" ยัยเขี้ยวหมาบอก ฉันพยายามทำตัวให้นิ่งเพื่อไม่ให้กริฟฟินลมเหนือเห็นฉันจากที่ไกล มันบินหลบกรงเล็บของแคพริคอร์นไปมา แต่ก็ยังถูกต้อนมาทางนี้ได้ตามแผน และเมื่อมันเข้ามาใกล้

          ฉันกระโดด

          พุบ! ฉันตกลงไปใส่ปีกขวาของกริฟฟินลมเหนือทำให้มันเสียศูนย์และควงสว่านลงไปที่พื้น แต่ก่อนที่ฉันและมันจะกระแทกพื้นดิน กรงเล็บขนาดใหญ่ของแคพริคอร์นก็คว้าพวกเราไว้ ก่อนจะปล่อยลงพื้นโดยสวัสดิภาพ

          "ตกใจหมดเลย" กริฟฟินลมเหนืออุทาน ร้อยวันพันปีมันคงไม่เคยผ่านประสบการณ์เฉียดตายตกกระแทกมาก่อน แต่ฉันเคยโดดลงจากสันเขามาแล้วไง "พวกเจ้าผ่านแล้ว งั้นข้าขอตัวไปทดสอบอีกหลายๆกลุ่มที่เหลือต่อล่ะ"

          แคพริคอร์นร้องตกใจเมื่ออักขระสีทองปรากฏขึ้นบนปีกซ้ายของเขา ยอดผาด้านบนยุบตัวลงมาให้ยัยเขี้ยวหมาและฮาร์ลมารวมตัวกันได้บนพื้นหญ้า ก่อนที่หน้าผาทั้งหมดจะยกตัวกลับขึ้นไปเหมือนเดิม

          "อ้าว แล้วฉันล่ะ?" ฉันถาม

          "หืม?" กริฟฟินลมเหนือมองฉันขึ้นๆลงๆ "เจ้าไม่มีเวทมนตร์นี่"

          "ฮะ?!" แล้วที่กระโดดลงมาเมื่อกี้มันเพื่ออะไรกันล่ะ

          "เจ้าเป็นเผ่าเทพหรือเปล่า?" กริฟฟินถาม ฉันว่าไม่นะ

          "เคลเป็นมนุษย์" กลับเป็นยัยเขี้ยวหมาที่ตอบออกมา

          "นับเป็นเคสหายากนะ ปกติจะมีแต่เผ่าเทพที่จะไม่ได้รับเวทมนตร์จากเขตนี้เพราะเวทมนตร์เผ่าเทพอันตรายเกินไป มันมีวิธีแก้ไขอยู่สำหรับพวกเทพ แต่ไม่รู้ว่าจะได้ผลกับเจ้าหรือเปล่านะ" กริฟฟินบอก

          "ฉันว่าแล้วจอมมารต้องเล่นขี้โกง!" ยัยเขี้ยวหมาตะโกนใส่ฉันขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยทำเอากริฟฟินลมเหนือพลอยตกใจตามไปด้วย "ไม่เห็นบอกเลยว่ามีกฎแบบนี้อยู่ด้วย!"

          "เอ้า! แล้วทำไมต้องมาลงที่ฉันล่ะ?!" ฉันโวยกลับ

          "พวกเจ้าจะฟังวิธีไหมเนี่ย หรือให้ข้าไปทดสอบกลุ่มอื่นต่อได้เลย ข้าไม่ได้ว่างตลอดนะ! เขตนี้มีข้าดูแลอยู่ตัวเดียว จริงๆข้าก็โมโหจอมมารอยู่เหมือนกันที่ไม่หาใครมาช่วยข้าทำงานบ้างเลย" กลายเป็นว่าแม้แต่กริฟฟินลมเหนือก็ผสมโรงไปกับเขาด้วย แต่มันตะโกนคุยกับฟ้าไม่ได้มาลงที่ฉัน "ข้าบอกวิธีเลยแล้วกันถึงเจ้าจะไม่ฟังข้าก็เถอะ"

          "ว่ามาเลย" ฉันบอกและตั้งใจฟัง

          "พวกเจ้าต้องไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ เจ้าจะเห็นเทือกเขาสีดำ มันเป็นกำแพงกั้นอาณาเขตสุดขอบโลก ที่สุดขอบหน้าผาที่ยื่นออกไปสู่ดวงดาวจะมีแสงเหนือตกกระทบทุกๆสัปดาห์ ถ้าของรอบนี้น่าจะเป็นเที่ยงคืนของคืนนี้ ให้เจ้าเข้าไปในแสงนั้น มันจะคืนพลังที่เผ่าเทพถูกยึดเอาไว้คืนให้ จนถึงตอนนี้เพิ่งมีเผ่าเทพไปที่นั่นแค่คนเดียว" กริฟฟินลมเหนือบอก "แต่ขอให้รู้ไว้ว่าถ้าไปรับพลังนี้แล้วเจ้าจะถูกตัดออกจากเกมล่าตัวตนเพราะถือเป็นการเล่นนอกกติกา"

          "เข้าใจแล้ว" ฉันตอบ

          กริฟฟินลมเหนือพยักหน้าแล้วบินจากไป

          "งั้นก็ไปเกาะเพิร์ลได้แล้วใช่ไหม" ยัยเขี้ยวหมาถาม

          "ไปเอาเวทมนตร์ก่อนสิ" ฉันตอบ

          "แต่เธอจะโดนตัดออกจากเกมนะ" ยัยเขี้ยวหมาว่า

          "ยังไงเธอก็มีผู้กล้าของเธอช่วยจัดการจอมมารแล้วนี่ ฉันก็คงไม่ต้องช่วยเธอแล้วไม่ใช่รึไง" ฉันตอบ จริงๆฉันก็อยากจะอยู่ในเกมนี้ต่อ แต่ในเมื่อยัยเขี้ยวหมาพยายามเสียเหลือเกินที่จะไม่ให้ฉันยุ่งกับเกม ฉันก็จะไม่ยุ่ง ฉันแค่ต้องการสิ่งที่เคยมีคืนมา ทั้งพลัง ความทรงจำ กับอะไรทั้งหลายแหล่ที่ถูกริบไป... ก็แค่นั้น

          "ฉันอยากไปเกาะเพิร์ล" ยัยเขี้ยวหมาทำเสียงดุ เธอคงจะลืมอะไรไปบางอย่างก่อนที่จะทำเป็นว่าออกคำสั่งฉันได้ ตอนนี้เธอไม่มีปีก เวทมนตร์ของเธออยู่ที่ฉัน

          แล้วฉันก็เปลี่ยนใจไม่อยากเปิดตะเกียงแล้ว

          "แคพริคอร์น พาฉันไปที่เทือกเขาสีดำทีสิ" ฉันทำเมินใส่ยัยเขี้ยวหมา แคพริคอร์นผงกหัวและก้มลงมาให้ฉันกับฮาร์ลกระโดดขึ้นไป เมื่อเห็นว่าโดนทิ้ง ยัยเขี้ยวหมาเลยรีบปีนตามขึ้นมา ฉันขำ "ไหนว่าจะไปเกาะเพิร์ล?"

          "ฉันเกลียดเธอ" ยัยเขี้ยวหมากอดอกทำหน้าบึ้ง สงสัยจะงอนไปแล้ว... ใครสน?

          "ไปเลย" ฉันบอกแคพริคอร์น

          เสียงกรี๊ดดังมาจากคนข้างๆจนหูฉันแทบแตก ยัยเขี้ยวหมาเกาะฉันแน่น เมื่อครู่เธอเกือบจะตกลงไปเพราะแคพริคอร์นกระพือปีกครั้งเดียวพวกเราก็ขึ้นมาสูงเลยหน้าผาข้างๆแล้ว ฮาร์ลหมอบนิ่งอยู่ข้างฉันบนหัวของแคพริคอร์น เหมือนจะสงบแต่ฉันว่ามันกำลังครางหงิงๆอยู่ท่ามกลางเสียงลม การเดินทางโดยขี่แคพริคอร์นมานั้นเร็วกว่าขี่หลังฮาร์ลหลายเท่า แค่ไม่กี่นาทีพวกเราก็เห็นแนวเทือกเขาที่เบื้องหน้า แคพริคอร์นบินไปได้ตรงเผงโดยไม่ต้องพึ่งเข็มทิศเลยด้วยซ้ำ เขาว่านกทุกตัวจับทิศทางได้ตามสัญชาตญาณ

          พวกเราลงมาเหยียบพื้นเมื่อแคพริคอร์นบินข้ามเทือกจนมาหยุดเกาะที่ขอบหน้าผา ตอนนี้ท้องฟ้ามืดลงไปนานแล้ว แคพริคอร์นเกือบจะเหมือนตาบอดในความมืดเพราะนกอินทรีย์เป็นนักล่าแค่เวลากลางวัน ฮาร์ลเลยต้องทำหน้าที่เป็นดวงตาให้แทนเพราะมันมองเห็นในความมืด

          "หน้าผาตลอดแนวแบบนี้แล้วจะรู้ได้ยังไงล่ะว่ามาถูกจุดรึเปล่า" ฉันทัก

          "ผมก็ไม่รู้หรอกครับ" แคพริคอร์นคืนร่างกลับมาเป็นคนดังเดิม "แต่ถ้าจะรออยู่แถวนี้ผมจะได้ไปก่อกองไฟ"

          "ก็ดีเหมือนกัน อากาศแถวนี้ยิ่งหนาวๆอยู่ด้วย" ฉันบอก

          แคพริคอร์นก่อกองไฟด้วยฟืน ฟางและไม้ขีด ไม่นานก็มีกองไฟกองใหญ่สำหรับไล่ความหนาวเย็นออกไป ฮาร์ลหายไปในป่าบนเทือกเขาก่อนจะกลับมาพร้อมหนูตัวใหญ่ยักษ์ที่ทำเอายัยเขี้ยวหมาร้องยี๊ ไม่รู้จะกลัวไปทำไมในเมื่อนี่เป็นหนูในป่า ไม่ใช่พวกที่คุ้ยขยะกินในเมืองเสียหน่อย แต่พอเห็นว่าพวกเราไม่อยากกินหนู มันเลยกลืนลงคอในคำเดียวแล้ววิ่งไปหาเนื้อมาให้ใหม่ คราวนี้เป็นหมูป่าขนดกตัวโตพร้อมกับแผลโดนขวิดที่หน้าผากของฮาร์ล มีฟันมีเขี้ยวเสียเปล่า ดันเอาเขาไปขวิดกับหมูป่าซะนี่

          เมื่อพวกเรากินอิ่มกันแล้วกองไฟก็เริ่มมอด อากาศกลับมาหนาวเย็นอีกครั้ง แคพริคอร์นคิดว่าน่าจะออกไปหาฟืนมาเพิ่มเยอะๆในครั้งเดียวเลยเอาฮาร์ลไปได้วย เหลือไว้แต่ฉันกับยัยเขี้ยวหมา

          "แล้วยังไงต่อล่ะ รอตรงนี้ไปจนเที่ยงคืนเหรอ?" ยัยเขี้ยวหมาถาม

          "ก็คงงั้นแหละ พวกเราไม่รู้นี่ว่าแสงเหนือมันจะตกตรงไหนน่ะ" ฉันตอบ

          "ถ้าฉันรู้ล่ะ?"

          "ไหนบอกว่าจอมมารไม่ได้บอกเธอเรื่องนี้ไง" ฉันทัก

          "รู้ใช่ไหมว่าเซนเซเดีย... เกาะเพิร์ล... ตำราในห้องสมุดนกฮูกมันถูกเก็บรักษามาจากโลกเก่า" ยัยเขี้ยวหมาบอก "จอมมารเป็นพวกชอบยึดติดอยู่กับอดีต สถานที่หรือของอะไรที่สำคัญกับความทรงจำของจอมมารจะถูกเก็บรักษาไว้ในโลกใหม่นี้ ฉันคิดว่าฉันรู้จักหน้าผาแถบนี้จากโลกเก่าน่ะ"

          "โลกเก่าก็มีแสงเหนือตกถึงเทือกเขาด้วยเหรอ?" ฉันถาม

          "ไม่มีหรอก แต่ถ้าเป็นสถานที่ที่จอมมารชอบไปก็อาจจะใช่ก็ได้นะ" เธอว่า

          "งั้นรอแคพริคอร์นกลับมาก่อนแล้วค่อยไปกัน" ฉันตอบ แต่ยัยเขี้ยวหมากลับลุกขึ้นยืนและหยิบตะเกียงที่วางอยู่ขึ้นมาเพื่อส่องนำทาง เธอหันหลังคล้ายจะเดินออกไปตามขอบหน้าผา

          "ถ้าอยากไปก็ไปกันแค่สองคน" เธอบอก ไม่เข้าใจว่าทำไมไม่รอคนอื่น แต่ในเมื่อยัยเขี้ยวหมาไม่ค่อยยอมบอกหรือเปิดเผยเรื่องของโลกเก่าง่ายๆ ฉันเลยเดินตามไปแต่โดยดี

          "เธอเคยมาที่นี่กับจอมมารเหรอ?" ฉันถาม หนังสือที่ฉันขโมยมาจากห้องสมุดหล่นหายไปแล้วระหว่างที่ผ่านเส้นทางอันตรายข้ามเขตชายแดนมา แต่เรื่องข่าวลือที่พูดถึงในหนังสือก็ยังสะกิดใจฉันอยู่

          "ฉันเคยมากับเธอ" เธอตอบ "แล้วเธอก็โดนทำร้าย"

          "จอมมารทำเหรอ?" ฉันถาม แต่เธอไม่ตอบ

          พวกเราเดินลัดเลาะผ่านเส้นทางหน้าผาและเนินเขา เลี้ยวไปตามแนวต้นไม้ยืนต้น ยัยเขี้ยวหมาเป็นคนถือตะเกียงเพราะเธอต้องเป็นคนนำทาง แสงสว่างจากตะเกียงหิ่งห้อยส่องให้เห็นลำธารสายเล็กอยู่เบื้องหน้า พวกเราเลี้ยวซ้ายเดินขนานไปกับลำธารนั้นก่อนจะออกมาโผล่ที่หน้าผาอีกแห่งหนึ่ง น้ำในลำธารไหลตกจากขอบหน้าผาหายไปในความมืดมิดเบื้องล่างซึ่งกริฟฟินลมเหนืออ้างว่านี่คือสุดขอบโลก ไกลออกไปฉันเห็นดวงดาวส่องประกายสว่างไสวจากระดับสายตา เป็นตรงกลางระหว่างเมฆดำเทาที่ไม่เคยมีฝนตกเบื้องบนกับหมอกมืดมิดเบื้องล่าง

          "ไม่ได้มาเสียนานเลยนะว่าไหม?"

          เสียงหนึ่งดังขึ้นโดยที่ยัยเขี้ยวหมาไม่ได้ยิน สถานที่ซึ่งเกี่ยวข้องกับความทรงจำของฉันคงทำให้มันปรากฏตัว ใครบางคนยืนคั่นกลางระหว่างฉันและยัยเขี้ยวหมา เงาสีดำที่ฉันเคยเห็นมันในอุโมงค์ก็อบลินนั่น เวลาคล้ายกับหยุดนิ่ง ทั้งยัยเขี้ยวหมา ต้นไม้ใบหญ้าและสายลมไม่ขยับเขยื้อน สรรพเสียงตามธรรมชาติทั้งหมดหายไป

          "น่าเสียดายที่การทดสอบของข้าจะหยุดลงถ้าเจ้าอยู่ในสภาพใกล้ตาย" เงานั้นบอก "ข้าบอกแล้วการทดสอบของข้าไม่ถึงตาย ถ้าจะตายขึ้นมาก็ต้องไปโทษนางฟ้านั่นเอาเอง"

          "ทำไมดูอยากจะให้ฉันจำตัวเองได้จังนะ" ฉันถาม แน่นอนว่าฉันอยากผ่านการทดสอบนี้ แต่โดนทดสอบแบบมัดมือชกนั้นไม่ใช่เรื่องสนุกเท่าไหร่ และไม่แน่บางทีอาจมีเหตุผลแย่ๆที่มันอยากให้ฉันจำได้

          "ข้าไม่บอกเจ้าหรอก มันผิดกติกา" มันตอบ

          "อย่างกับจอมมารของแกเล่นตามกติกานักงั้นแหละ" ฉันว่า

          "ข้ารู้ว่าตอนนี้เจ้าโมโหข้า กริฟฟินลมเหนือก็ไม่ค่อยจะชอบจอมมารนักหรอก ไม่แปลกใจที่มันจะโกหกกับเจ้า" เงานั้นบอก "เจ้าไม่ได้ถูกจอมมารขโมยพลังไป แต่เจ้าใช้มันจนหมดไปในโลกเก่าแล้วต่างหาก ทุกชีวิตมีเวทมนตร์อยู่จำกัด บางคนถนอมไว้ใช้ได้ทั้งชีวิต แต่เจ้าใช้มันจนหมดในคราวเดียว"

          "จำเป็นต้องเชื่อมะ?" ฉันถาม

          "นั่นเรื่องของเจ้า แต่มีสิ่งที่ข้าสาบานต่อทุกสรรพสิ่งบนโลกนี้ได้เลย... " มันก้าวเข้ามาใกล้ ฉันชักดาบฟันออกไปอย่างรวดเร็ว แต่มันตัดผ่านเหมือนฟันอากาศ และเงานั้นรวมตัวกันอีกครั้ง

          แสงสว่างเจิดจ้าขึ้นจากทุกทิศทาง เมื่อลืมตาขึ้น ฉันยังยืนอยู่ที่เดิมริมหน้าผาที่มีลำธารไหลตกออกไปยังสุดขอบโลก หากแต่มีตัวฉันยืนอยู่เบื้องหน้า ทุกอย่างเป็นเหมือนที่ฉันเคยเห็น ผมสีทองไล่ลงไปเป็นส้ม ดวงตาสีฟ้าสว่างและชุดหนังหมีคาดเข็มขัดหนังเกล็ดสีเขียว ตะเกียงกักหิ่งห้อยสีแดงอยู่ในมือทั้งสองข้าง ฉันหันไปรอบๆก็สะดุ้งตกใจที่เห็นยัยเขี้ยวหมาซึ่งโตกว่าในฝันครั้งก่อนแล้วยืนอยู่รอให้ฉันในฝันพูดอะไรบางอย่าง

          " .................... " ฉันในฝันพูดอะไรบางอย่าง เบาจนแทบจะเป็นเสียงกระซิบ ฉันได้ยินมัน ประหลาดใจ แปลกใจและตกใจ แต่ก็ไม่เท่ายัยเขี้ยวหมาที่ดวงตาเบิกกว้างและถอนหลังไปก้าวหนึ่ง

          ตอนนั้นเอง ฉันรู้สึกว่าเงาดำนั้นยืนอยู่ข้างฉัน มันพูดขึ้น...

          "จอมมารไม่เคยเล่นนอกกติกา"

          แต่แล้วฉันก็หายใจไม่ออกขึ้นมา...


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

46 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 17 มิถุนายน 2558 / 12:11
    แอบงงตอนท้ายแฮะ สรุปว่าฝันหรือตื่นอยู่กันแน่คะเนี่ย
    #7
    0