[End] Dunkelheit ดินแดนสีหม่น [Yuri]

ตอนที่ 2 : บททดสอบของจอมมาร

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 538
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    30 พ.ค. 58

 

บทที่ 2 บททดสอบของจอมมาร

ผู้บันทึก : เคล ดาสซูโนพเฟอร์


          ความกล้า...กับ...ความบ้า มีเส้นกั้นบางๆที่แยกมันออกจากกัน... นั่นคือสติ

          ถ้าถามว่าตอนนี้ฉันมีสติอยู่ไหม? ฉันว่า... ไม่เหลือแล้วล่ะ

          หมาป่าเขาเงินตัวแรกพุ่งกระโจนเข้ามาด้วยท่าทางเหมือนกระทิงคลั่ง เขาแหลมแบบแพะถูกหันมาด้านหน้าหมายจะอัดเหยื่อเป็นเนื้ออัดกระป๋องก่อนกิน ไม่แน่ นี่อาจจะเป็นวิธีทำอาหารให้อร่อยในแบบของพวกมันก็ได้ ใครจะรู้ แต่ในขณะเดียวกันนั้น หมาป่าเขาเงินอีกตัวกลับทำเพียงเดินไปเดินมาราวกับรอคอยอะไรบางอย่างอยู่

          นั่นไม่ใช่สิ่งที่น่าตกใจที่สุด...

          “กรี๊ด!!” นางฟ้าเขี้ยวหมาร้องเสียงแสบแก้วหูทันทีที่ฉันดึงอีกฝ่ายให้กระโดดตามลงมาจากสันเขา

         เดี๋ยวนะ... ฉันกระโดดลงจากสันเขาเหรอ?

         “ว๊ากกกก!!!

         หุบเหวเบื้องล่างเป็นทางชันซึ่งถ้าคิดกระโดดมาแล้วก็อย่าหวังจะปีนกลับขึ้นไปได้อีกเลย บางทีฉันน่าจะเปิดฝาตะเกียงให้นางฟ้าเขี้ยวหมาก่อนจะทำอะไรแบบนี้ อย่างน้อยยัยนั่นก็จะรอดส่วนฉันก็จะกลิ้งลงไปตายอยู่ตีนเขา แต่คิดอีกที... ไม่เอาดีกว่า ถ้าจะตายก็ตายไปพร้อมกันนี่แหละ

         พรืดด... พวกเรากลิ้งตกลงมาไม่รู้นานแค่ไหน รู้แค่ว่าพอทุกอย่างจบลงแล้ว ฉันรู้สึกปวดระบมไปทั้งตัว กิ่งไม้หนามแหลมข่วนแขนขาจนเลือดไหลซึมขณะที่ส่วนอื่นๆถลอกและฟกช้ำ

         ...รอดแฮะ...แต่เจ็บชะมัด...

         “ยัยเขี้ยวหมา” ฉันร้องเรียก

         “คราวหน้า... ” อีกฝ่ายส่งเสียงตอบกลับมาเหมือนต้องพยายามเค้นเสียง “ถ้าจะทำอะไรแบบนี้อีก ถามกันก่อนก็ดีนะ”

         “เอาน่า ก็รอดมาแล้วนี่ไง” ฉันตอบ ลุกขึ้นนั่งอย่างทุลักทุเล

         ตะเกียงหิ่งห้อยตกอยู่ไม่ไกลจากจุดที่ฉันนั่ง นางฟ้าเขี้ยวหมาก็ด้วย แต่ไม่มีท่าทีว่าจะลุกขึ้นมา ฉันลุกไปหยิบตะเกียงและส่องดูอีกฝ่ายที่นอนแอ้งแม้งอยู่บนพื้นหญ้าแห้ง เลือดสดไหลอาบหัวไหล่และศีรษะ

          “บาดเจ็บนี่” ฉันทัก นึกว่านางฟ้าจะเป็นอะไรที่ใกล้เคียงกับคำว่าอมตะเสียอีก

         “ฉันไม่ได้ถึกแบบเธอนี่” นางฟ้าเขี้ยวหมาตอบ ยกมือข้างที่ไม่บาดเจ็บขึ้นคลำศีรษะ “ถ้ารู้ว่าจะต้องมาเจออะไรแบบนี้ฉันยอมอยู่ในถ้ำแบบเดิมเสียยังดีกว่... อุ้บ!

         “ชู่... ” ฉันส่งสัญญาณบอกให้เธอเงียบ เหมือนได้ยินเสียงอะไรบางอย่างแว่วมาในความมืด “ได้ยินไหม?”

         “อืออื้อๆ!” อ้อใช่ ลืมไป ฉันปิดปากยัยนี่อยู่นี่นา “ไม่เห็นจะได้ยินอะไรเลย”

         ฉันนิ่งเงียบและหยุดฟังอีกครั้ง เสียงฝีเท้าฟังดูเป็นจังหวะแว่วมาจากที่ห่างไกล ฟังดูคล้ายของแข็งกระทบกันไม่ใช่อุ้งเท้านุ่มๆอย่างของหมาป่าเขาเงินบนสันเขานั่น เสียงที่คุ้นหูราวกับเคยได้ยินมาก่อน แต่นึกยังไงก็นึกไม่ออกว่ามันเป็นเสียงของตัวอะไร ความทรงจำที่ขาดหายคล้ายกับหลุมลึกที่ขุดยังไงก็หาชิ้นส่วนของความทรงจำนั้นขึ้นมาไม่ได้

         “ม้า...?” อยู่ๆนางฟ้าเขี้ยวหมาก็พูดขึ้น ม้าเหรอ? จริงด้วย เสียงเกือกม้ากระทบพื้นนี่เอง “เสียงเดินเป็นจังหวะแบบนี้ไม่น่าจะใช่ม้าป่านะ อาจจะกำลังบรรทุกอะไรอยู่ก็ได้”

         “น่าจะมีคนอื่นสินะ!” ฉันทาย หิ้วแขนข้างที่ไม่บาดเจ็บของนางฟ้าเขี้ยวหมาขึ้นพาดไหล่

         “เมื่อกี้จะทิ้งกันอยู่เลยไม่ใช่เหรอ?” เธอถาม

         “ก็ฉันคิดว่าเราไม่รู้จักกันนี่” ฉันตอบ “จริงๆรู้ใช่ไหม? เรื่องของฉันน่ะ”

         “ถึงตายฉันก็ไม่พูด” อะไรของยัยนี่เนี่ย ไม่ใช่ความลับโลกแตกเสียหน่อย

         “เอาเถอะ เดี๋ยวค่อยถาม” ฉันตัดบท ก่อนจะเริ่มตามเสียงของม้าไป

         จากแค่เสียงเกือกม้ากระทบพื้นเริ่มมีเสียงของล้อเกวียนกระแทกพื้นขรุขระดังคู่กันมา ยิ่งเข้าใกล้ก็ยิ่งได้ยินเสียงอื่นๆมากขึ้น ทั้งเสียงดนตรีและเสียงพูดคุย เสียงหัวเราะและร้องไห้ ราวกับว่าสิ่งที่อยู่ไม่ไกลจากนี้ไปเป็นขบวนคาราวานขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยผู้คน แต่ทั้งที่เสียงเหล่านั้นดังขึ้นเรื่อยๆ ฉันกลับไปเห็นแสงสว่างใดๆเลย

         อย่าบอกนะว่าคนพวกนี้จะเดินทางกันในความมืด

         แต่ทุกคำถามในหัวของฉันก็ได้รับคำตอบเมื่อฉันเดินหลุดออกจากแนวพุ่มไม้ไปสู่ถนนสายหลักที่เป็นต้นเหตุของเสียงทั้งหมด ฉันคิดว่าตัวเองจะได้เจอกับผู้คนมากมาย ทว่าบนถนนสายหลักนี้... มันกลับไร้ซึ่งผู้คนและสรรพเสียงใดๆ

         “หา? แต่ฉันได้ยินเสียง... ” แต่แล้วฉันก็รู้สึกว่านางฟ้าเขี้ยวหมานั้นขยับตัว เธอลงไปยืนอยู่บนพื้นได้ทั้งที่สภาพไม่น่าจะยืนไหว ฉันชะโงกหน้ามองเธอ เธอจ้องมองเข้าไปในความมืดราวกับมีอะไรน่าสนใจ ฉันมองตามไปก็ไม่พบอะไรนอกจากหมอกที่เริ่มก่อตัว “เหม่ออะไรของเธอน่ะ?”

         แต่แล้ว... นางฟ้าเขี้ยวหมาก็วิ่งออกไป

         “อ้าว! เดี๋ยวสิ!” ฉันรีบวิ่งตาม ยกตะเกียงสูงเพื่อส่องหาตัวอีกฝ่ายในเงามืด แต่เธอกลับหายตัวไปในหมอกสีขาว ความคิดในหัวฉันตีกันจนมึน สรุปว่ายัยนั่นไม่ได้บาดเจ็บอะไรเลยเหรอถึงวิ่งได้เร็วเสียขนาดนี้ “เฮ้! ยัยเขี้ยวหมา!!

          ความเงียบเข้าครอบคลุมพื้นที่ในดงหมอกแห่งนี้อีกครั้งเมื่อเสียงฝีเท้าของนางฟ้าเขี้ยวหมาหายไป รัศมีการมองเห็นถูกจำกัดให้แคบลงอีกเมื่อหมอกขาวนี้บดบังทัศนวิสัย แม้แต่แสงจากตะเกียงหิ่งห้อยก็แทบจะไม่ช่วยอะไร ฉันเดินตามรอยเท้าของนางฟ้าเขี้ยวหมาไปบนถนนสายหลัก พื้นถนนชื้นแฉะจากละอองน้ำในอากาศ แต่ยิ่งตามรอยเท้าไปยิ่งดูราวกับว่ารอยเท้านั้นจะเลือนหายไปต่อหน้าต่อตา

         แบบนี้มัน... ไม่ตลกแล้วนะ

         “ ...เคล... ” ฉันหันขวับไปตามเสียงเรียก แต่มันเป็นทิศตรงข้ามกับที่นางฟ้าเขี้ยวหมานั้นวิ่งไป หรืออาจจะเป็นทางขวามือ... ฉันไม่แน่ใจ หมอกสีขาวพวกนี้ทำฉันหลงทิศ

         “ ...ถอยออกไปนะจอมมาร!” ครั้งนี้เสียงดังขึ้นมาจากทางซ้ายมือ

         หมอกขาวแหวกออกเป็นทางเดินไปสู่ถนนอีกสาย ถนนปูด้วยพื้นหินสีฟ้า... หรือบางทีอาจจะเป็นสีขาว อาจจะเป็นหินอ่อน เพียงแต่แสงจากตะเกียงเป็นสีฟ้าเลยทำให้เห็นออกมาแบบนั้น ฉันเดินผ่านพงหญ้าสูงเพื่อจะตามเสียงนั้นไป ทว่าในวินาทีที่ฉันเหยียบลงบนถนนหินอ่อนสายนั้น ทุกอย่างก็พลันเจิดจ้า...

         ฉันได้ยินเสียง... เสียงของระฆังขนาดใหญ่ดังจากเหนือศีรษะ ฉันกระพริบตาเพื่อปรับสายตาให้ชินกับแสงที่สว่างขึ้นมา จากกลางคืนกลายเป็นกลางวัน ฉันกำลังอยู่ในโบสถ์ที่เพดานสูงขึ้นไปหลายร้อยเมตรได้ ผู้คนมากมายนั่งอยู่บนเก้าอี้ยาวทำจากไม้สีเข้มเคลือบเงา แต่ฉันเปล่า ฉันยืนอยู่กลางถนนหินอ่อนที่เห็นก่อนหน้านี้ ที่แท้มันเป็นทางเดินภายในโบสถ์ที่แบ่งแยกเก้าอี้ยาวนับร้อยตัวออกเป็นสองฝั่งตามปกติที่โบสถ์ควรจะเป็น ฉันไม่รู้ว่าสถานที่แบบนี้เรียกว่าโบสถ์ก็จนกระทั่งฉันเห็นมัน และมันดูคุ้นเคยมากราวกับเคยมาที่นี่แล้วเป็นร้อยครั้ง

          ณ สุดปลายทางเดินมีบันไดทองเหลืองจากทางเดินอ้อมน้ำพุหินอ่อนแบบติดผนังตรงกลางขึ้นไปทางซ้ายและทางขวา ก่อนจะไปบรรจบกับบนปะรำพิธี และบนปะรำพิธีนั้นมีชายในชุดกษัตริย์เต็มยศถือคัมภีร์และทำหน้าที่แทนบาทหลวงอยู่ ถัดมาทางขวามือของชายคนนั้นเป็นเด็กหนุ่มในชุดนักรบ ที่เข็มขัดด้านซ้ายของเขาเหน็บดาบเอาไว้ พวกเขาไม่ได้พูดหรือมีท่าทีแปลกใจอะไรที่ฉันโผล่เข้ามา ทั้งสองคนนั้นจ้องมองมาทางฉันอย่างรอคอย

         แต่เมื่อมองดูสายตาของคนอื่นๆที่นั่งบนเก้าอี้ยาวทั้งหลาย ฉันถึงรู้ว่าพวกเขาไม่ได้มองฉัน หากแต่เป็นด้านหลังฉัน เด็กสาวในชุดกระโปรงสีขาวสะอาดปราศจากมลทินเดินถือช่อดอกไม้สีสันสดใสมาทางนี้

         นี่คือพิธีวิวาห์!

         ในทีแรกฉันตั้งใจจะถอยออกมาจากทางเดินเพื่อให้งานวิวาห์ดำเนินต่อไปได้โดยไม่มีคนอย่างฉันเข้าไปขัด แต่เมื่อเด็กสาวในชุดกระโปรงเจ้าสาวคนนั้นเดินเข้ามาใกล้ ฉันก็มองผ่านผ้าคลุมหน้าแบบโปร่งนั้นเข้าไปเห็นได้ว่าคนๆนั้นคือใคร

         “ยัยเขี้ยวหมา?!” ฉันอุทาน แต่อีกฝ่ายกลับไม่แม้แต่จะหันมามอง

         ฉันรู้ว่าการทำแบบนี้มันเป็นการเสียมารยาทอย่างใหญ่หลวงที่จะเข้าไปยุ่งกับพิธีวิวาห์ของใคร แต่มันไม่ใช่กับคนที่เพิ่งขี่หลังฉันในสภาพสะบักสะบอมปางตามแล้ววิ่งหนีไปเฉยๆ ก่อนจะเดินกลับมาในชุดเจ้าสาว ฉันก้าวเข้าไปขวางทางเธอไว้ แต่แล้วเรื่องที่น่าอัศจรรย์ได้ยิ่งกว่าก็เกิดขึ้น

         ยัยเขี้ยวหมาเดินทะลุผ่านตัวฉันไปเสียเฉยๆ

         “ ...ฮ..เฮ้ย... ” บ้าไปแล้ว เรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย

         ฉันลองเดินตามนางฟ้าเขี้ยวหมาไปเรื่อยๆจนถึงระยะห่างจากบันไดไปสองสามเมตร เธอเดินขึ้นบันไดทางซ้ายไปบนปะรำพิธีเพื่อเริ่มพิธีวิวาห์ ตอนนี้ฉันแน่ใจแล้วว่าไม่มีใครในที่นี้มองเห็นฉันสักคน พวกเขาดำเนินพิธีต่อไปโดยไม่หันมามองใครบางคนที่อยู่ผิดที่ผิดทางที่สุดอย่างฉันเลย แล้วในตอนที่กษัตริย์คนนั้นเอ่ยถามว่าจะมีใครคัดค้านพิธีวิวาห์นี้ไหม ฉันก็อยากตะโกนดังๆให้ทุกคนหันมามอง

         แต่ไม่มีใครได้ยินเสียงของฉันหรอก เชื่อเถอะ ฉันลองแล้ว

         “ทำไมไม่มีใครเห็นฉันเล... ”

         “ข้าคัดค้าน!!” เสียงตะโกนที่ดังกึกก้องไปทั่วโบสถ์นั้นทำให้ฉันสะดุ้งหันไปมอง ประตูโบสถ์สูงหลายสิบเมตรถูกเปิดออกจนตีกลับไปกระแทกผนังอีกฝั่งด้วยพละกำลังมหาศาลของคนเพียงคนเดียว ใครบางคนผู้สวมผ้าคลุมมีฮู้ดสีเทา ใบหน้าของคนๆนั้นถูกบดบังไว้ด้วยเงาจากหมวกฮู้ดนั้น เสียงกระแทกที่ดังยิ่งกว่าระฆังยักษ์ของโบสถ์ ก่อนจะตามมาด้วยรอยร้าวที่วิ่งไปบนผนังโบสถ์รอบข้าง “นางเป็นของข้า! ชักดาบของเจ้าเสียเจ้าผู้กล้า! จงแสดงให้ข้าเห็นว่าเจ้าคู่ควร!!!

          “ ...ถอยออกไปนะจอมมาร!” เสียงนั้นอีกแล้ว เสียงที่ฉันได้ยินก่อนจะหลงมาในโบสถ์นี้

         ฉันหันไปมองต้นเสียง ไม่ใช่เสียงของผู้กล้าอะไรนั่น แต่ว่าเป็นยัยเขี้ยวหมา และ... เธอยืนอยู่ตรงหน้าฉัน

         “ ...เคล

         ซ่า!!! “เฮ้ย!! แค่กๆๆๆ!” ฉันสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยน้ำเย็นจัด ภาพโบสถ์ พิธีวิวาห์ ผู้กล้าและจอมมารหายไปต่อหน้าต่อตา แต่นางฟ้าเขี้ยวหมายังอยู่ตรงนั้น เบื้องหน้าฉัน ในชุดผ้าสีน้ำตาลพร้อมกับถังไม้ในมือ

         “สุดยอดเลย คุณปลุกเธอได้!” เสียงหนึ่งร้องด้วยความมหัศจรรย์ใจ ฉันจะมหัศจรรย์มากกว่าถ้าโดนสาดน้ำไปขนาดนั้นแล้วยังไม่ตื่นได้อีก เดี๋ยวนะ... แปลว่าเมื่อกี้ฉันแค่ฝันไปอย่างนั้นเหรอ?

         ฉันลุกขึ้นมานั่งงงอยู่บนเตียงไม้ปูด้วยฟูกที่ยัดด้วยหญ้าแห้ง ภายในห้องมีคนอยู่สี่คน ตัวฉัน ยัยเขี้ยวหมา เจ้าของเสียงตกใจและหญิงชราที่เอาแต่นั่งเงียบหันหน้าเข้ามุมห้องอีกฝั่ง พวกเราอยู่ภายในห้องแคบที่ทำจากกิ่งไม้มัดติดกันอย่างลวกๆแบบที่ชกทีเดียวผนังคงจะพังคามือ แสงที่ส่องลอดมาจากช่องว่างนับร้อยบนผนังบ่งบอกได้ถึงเวลาเช้าตรู่

         “เกิดอะไรขึ้น? แล้วเจ้าหมอนี่เป็นใคร?” ฉันหันไปมองทางเด็กหนุ่มหน้าละอ่อนที่ทำหน้ามหัศจรรย์ใจไม่เลิกอยู่ข้างเตียงที่ฉันนั่งอยู่นี่ ก่อนจะหันไปถามนางฟ้าเขี้ยวหมา

         “คุณถูกพวกภูตผีล่อไป แต่โชคดีที่พระอาทิตย์ขึ้นแล้ว ส่วนผมชื่อแคพริคอร์น!” เสนอหน้าเหลือเกินนะ

          “ฉันไม่ได้ถามนาย” ฉันตอบ แต่เจ้าบื้อนี่ก็ไม่มีท่าทีว่าจะเลิกจ้องฉันเลย

         “อย่าเสียมารยาทน่าเคล เขาช่วยพวกเราไว้นะ” ยัยเขี้ยวหมาบอก

         “ขณะที่เธอวิ่งหนีฉันไปสินะ” ฉันทาย

         “เธอต่างหากที่ทิ้งฉันลงพื้นแล้ววิ่งหนีไปน่ะ!” ยัยนั่นเถียง ใช่ที่ไหนกันล่ะ

         “เธอลงจากหลังฉันเองต่างหาก!” ฉันเถียงกลับ

         “ที่จริงภาพที่คุณเห็นเป็นภาพหลอนที่พวกภูตผีสร้างขึ้น” แคพริคอร์นพูดแทรกขึ้นมา

         “บอกว่าไม่ได้ถาม!” ฉันตอบ

         “สภาพฉันเหมือนคนวิ่งไหวเหรอ?” ยัยนั่นถาม กางแขนให้ดูสภาพที่ฟกช้ำดำเขียวไปทั้งตัว หัวไหล่และศีรษะที่เคยมีเลือดอาบถูกปิดทับด้วยสิ่งที่น่าจะเป็นดินเหนียวแบบเดียวกับที่ปิดบนบาดแผลบนตัวฉัน มองไปมองมาฉันก็ก้มลงมามองสภาพตัวเองบ้าง ก่อนจะเอานิ้วจิ้มๆแผ่นดินเหนียวที่เกาะติดแผลเพราะไม่รู้จะเถียงอะไรดี

         “นั่นเป็นดินเหนียวผสมสมุนไพรบด มันจะช่วยให้บาดแผลเธอดีขึ้น" หลังจากที่เงียบอยู่นาน หญิงชราก็หันมาพร้อมกับถ้วยกะลามะพร้าวซึ่งภายในบรรจุของเหลวสีเข้มเอาไว้ ดวงตาของหญิงชราคนนั้นเป็นสีขาวขุ่นทั้งสองข้าง มันคงจะยังบอดไม่สนิทเพราะเธอยังเดินได้ตรงทางอยู่ “อันนี้เป็นยาไว้กิน ดื่มเสียหน่อยจะได้หายเร็วๆ”

         ฉันรับมาดื่มจนหมดและส่งคืนไป ขณะที่ยัยเขี้ยวหมากับแคพริคอร์นมองฉันด้วยความประหลาดใจ

         “กินลงไปได้ด้วย...?” ยัยเขี้ยวหมาทัก

         “ทำไมล่ะ?” ฉันถาม รสชาติก็ไม่ได้แย่อะไรขนาดจะกินไม่ลงเสียหน่อย

         “ไม่ได้กลิ่นเลยเหรอ” แคพริคอร์นถาม ก็แค่ได้กลิ่นอ่อนๆเอง

         “ถูกริบประสาทการดมกลิ่นสินะ” หญิงชราเอ่ยทัก ฉันยังได้กลิ่นอยู่!

         “ฉันไม่ได้จมูกบอดนะ” ฉันเถียง

         “แต่ก็ไม่ได้กลิ่นอย่างที่คนอื่นได้กลิ่น” หญิงชราหันไปทางนางฟ้าเขี้ยวหมาและแคพริคอร์น ฉันเพิ่งนึกออกว่าตอนที่หญิงชรายกยามา นางฟ้าเขี้ยวหมาแอบเอามืออุดจมูกอยู่ “เธอคงจะจมูกดีตอนที่จอมมารยังไม่ทำลายทุกสิ่งสินะ”

         คำว่า จอมมาร ทำให้ฉันสะดุ้ง มันชวนให้นึกถึงประตูใหญ่ที่เปิดออกและผนังโบสถ์ร้าวราวกับจะถล่มลงมาให้ได้

         “นี่ยัยเขี้ยวหมา” ฉันเรียก “จอมมารเคยทำลายพิธีวิวาห์ของเธอรึเปล่า”

         “ .......... ” นางฟ้าเขี้ยวหมานิ่งเงียบอยู่นานกว่าจะยอมพูดออกมา “ไปรู้มาจากไหน”

         “ผีบอกมั้ง” ฉันตอบ รู้สึกง่วงแปลกๆ

         “เธอเห็นอะไรบ้าง” นางฟ้าเขี้ยวหมาขยับเข้ามาจ้องตาฉันใกล้ๆ

         “ก็... โบสถ์ที่เพดานสูงเป็นร้อยเมตร ผู้คนเต็มไปหมด คิดว่ามีพระราชายืนอยู่กับอัศวิน แล้วเธอก็เข้างานมา แล้วจอมมารก็... หาวว..ว... ”

          "เธอเห็นจอมมารเหรอ?" นางฟ้าเขี้ยวหมาถาม

          "ไม่อ่ะ อยู่ตั้งไกล มีผ้าคลุมปิดหน้าด้วย... ง่วง... " ฉันมองถ้วยในมือหญิงชรา รู้สึกอยากหลับไปเสียเดี๋ยวนั้นและ...

          "อ้าว! เคล! เธอเพิ่งจะตื่นเองนะ" ยัยเขี้ยวหมาเขย่าฉันแบบไม่ปราณีกันเลย ถ้าอะไรจะทำให้หลับไม่ลงก็คงเป็นยัยนี่นี่แหละ

          "ยาเมื่อกี้จะทำให้ง่วง ปล่อยให้เธอพักเถอะ" หญิงชราบอก ยัยเขี้ยวหมาถึงยอมหยุดเขย่า ปล่อยให้ฉันฟุบลงไปนอนตัก

          งืมม~ คร่อก...


************************************************


          ฉันลืมตาตื่นขึ้นมาในสถานที่ใหม่ สายลมปะทะใบหน้าและพัดผ่านไปเป็นเสียงโหยหวนชวนขนลุก จากกลางวันกลับกลายเป็นกลางคืน ฉันลุกขึ้นมาบนหลังของสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ที่กางปีกมหึมาของมันโต้กระแสลมที่พัดผ่าน ท้องฟ้าสีดำกัมหยี่ถูกแต่งแต้มด้วยแสงริบหรี่ของดวงดาว ดวงจันทร์สีแดงไม่ได้มีเพียงครึ่งเสี้ยวอย่างที่เคย กลับปรากฏเต็มดวงอยู่ที่เส้นขอบฟ้าและมีขนาดใหญ่ราวกับจะกลืนกินผืนดิน ฉันชะโงกหน้าจากหลังนกยักษ์ตัวนี้ลงไป พื้นดินอยู่ต่ำลงไปจนแทบจะหายไปในกลีบเมฆเบื้องล่าง

          "เจ้าคือผู้กล้าที่นางเลือกสินะ" เสียงหนึ่งเอ่ยทักจากด้านหลัง ฉันหันกลับไปมอง

          จอมมารยืนอยู่ตรงนั้น... บนส่วนหัวของนกยักษ์

          " .......... " ฉันได้แต่อ้าปากค้าง ไม่ใช่เพราะใบหน้าของจอมมารอัปลักษณ์น่ากลัวหรือว่าอะไร แต่แปลกประหลาดกว่านั้นต่างหาก เพราะจอมมารที่ยืนอยู่เบื้องหน้าฉันนั้นไร้ซึ่งใบหน้า

          ใต้หมวกฮู้ดสีหม่นนั้นมีเพียงสิ่งที่ดูคล้ายควันดำหมุนวนอยู่อย่างไร้รูปแบบ ไม่สามารถแยกแยะออกได้ว่าเป็นชายหรือหญิง สายลมพัดผ่านผ้าคลุมนั้นโบกสะบัดจนเห็นชุดเกราะโลหะสีดำที่ด้านในแล้วก็ไม่มีท่าทีว่าควันดำที่เป็นใบหน้าของจอมมารจะถูกพัดพาตามไปด้วยเลย ฝ่ายนั้นเอียงควันดำส่วนที่น่าจะเป็นคอไปข้างๆราวกับจะสำรวจดูฉันด้วยดวงตาล่องหน

          "ชื่อของข้าคือดันเคลไฮต์... หรือที่คนส่วนใหญ่เรียกว่าจอมมาร ผู้ทำลายล้างโลกใบเก่าของเจ้า แต่ลีฟ... นางฟ้าของพวกเจ้าขอโอกาสให้เผ่าพันธุ์มนุษย์และทวยเทพที่เหลือรอดมีชีวิตอยู่ต่อไป ข้าจึงมีบททดสอบให้ เพื่อพิสูจน์ว่ามนุษย์หรือทวยเทพจะยังคู่ควรกับการมีชีวิต" จอมมารบอก

          สายลมหอบหนึ่งพัดฝุ่นผงเข้าตาฉัน ฉันขยี้ตา แต่เมื่อลืมตาขึ้น ฉันกลับมายืนอยู่กลางทุ่งหญ้าใต้ท้องฟ้ายามราตรี แต่มันแตกต่างจากท้องฟ้าก่อนหน้านี้ ไม่ใช่ดวงดาวที่แต่งแต้มอยู่บนนั้น กลับเป็นแสงหลากสีที่วูบไหวไปมาได้ราวกับมีชีวิต ความทรงจำบางส่วนปรากฏขึ้นและบอกฉันว่ามันคือแสงเหนือ

          "เจ้าก็คือตัวเบี้ยในเกมล่าตัวตน ดังนั้น... จงฟังกติกาของข้า"


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

46 ความคิดเห็น

  1. #45 แนน 'ซี่ (@apichaya_3) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2562 / 07:59
    ชอบนิยายทุกเรื่องของไรท์ค่ะ ชอบมากจริงๆ5555
    #45
    1
    • #45-1 Dark Yuri (@darkyuri) (จากตอนที่ 2)
      14 สิงหาคม 2562 / 09:45
      ขอบคุณกั๊บ
      #45-1
  2. #34 ♔:+: Apple PuFF :+:♔ (@pareploypunapung) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 9 มกราคม 2559 / 19:47
    ก็ไม่เห็นจะมีอะไรที่ขัดมากมายนะคะ ฮ่าๆ สนุกเหมือนเดิมเลยอ่ะ แต่งได้สุุดยอดมากๆ ไรท์เป็นมนุษย์หรือเปล่าเนี่ย! แอร้ก!//โดนจับลงหม้อ

    ตรงที่ไรท์บรรยายว่าเคลเดินเข้าไปใกล้แล้วได้ยินเสียงอะไรบ้างอ่ะค่ะ..'ฉันกลับไปเห็นแสงสว่างใดๆเลย' ตอนแรกอ่านวนๆตรงนี้เพราะงง อ่านไปอ่านมา..อ้อ! ไรท์ต้องหมายถึง 'ไม่' แน่ๆเลย (แต่ไม่รู้ว่าใช่หรือเปล่า หากไม่ใช่ขออภัยค่ะ - / \ -)

    อันนี้อ่านยังไม่จบนะคะเนี่ย 55 เดี๋ยวมาอ่านต่อ ขอไปเคลียร์งานที่ค้างอยู่ก่อนเน้อ -w-


    #34
    1
    • #34-1 Dark Yuri (@darkyuri) (จากตอนที่ 2)
      9 มกราคม 2559 / 21:36
      ในเรื่องนี้ถึงจะแต่งส่งประกวด(แต่งหนีเดธไลน์กันสนุกเลย)
      แต่ไรท์ไม่ได้เอาแบบแก้คำผิดแล้วมาลงใหม่ เพราะงั้นจงทำใจไว้ว่า...
      คำผิดมีบานตะไทแน่นอน
      #34-1
  3. #3 frozen fan (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2558 / 22:19
    ระหว่างที่ไรต์ไม่อัพwinter war ว่างๆเลยมาส่องเรื่องนี้ดู (อุตส่าห์โฆษณาไว้ในอีกเรื่องซะขนาดนั้น55) เปิดเรื่องได้น่าสนใจดีหนิ (ปล.ก็เราชอบเรื่องเพ้อๆแนวแฟนตาซี55) จะลองอ่านดูเรื่อยๆนะจ๊ะ
    #3
    0