หลังจากวันทำงานที่แทบจะไม่มีเวลากินข้าว ตารางเวลางานคือแปดโมงถึงห้าโมงครึ่ง เรื่องทำกินไม่ต้องพูดถึงแม้แต่จะผัดกับข้าวสักอย่างยังไม่พอ สองวันจึงมีแต่มาม่าเป็นอาหารหลัก วันศุกร์เตรียมพร้อมด้วยการซื้อลูกชิ้นปลาเตรียมไว้ แต่ละมื้อถึงแม้จะกินมาม่าก็ยังได้สารอาหารพอถูไถไปได้ มาม่าที่ปรุงหนึ่งถ้วยนั้นนอกจากเส้นและเครื่องปรุงแล้วก็มีลูกชิ้นห้าลูก ไข่ไก่หนึ่งฟอง และผักบุ้งที่ตัดมาจากหลังบ้าน อันที่จริงผักบุ้งไม่ได้เจตนาปลูกไว้แต่อย่างใด แค่ซื้อมาแช่น้ำไว้หลังบ้าน มันก็แตกยอดใหม่ออกมาเรื่อยๆ แต่ละสัปดาห์ก็เพียงคอยเติมน้ำให้มันเต็มหม้อดินที่ถูกบรรจุอยู่ เท่านี้มันก็อยู่กับเรามาเป็นเดือน ตัดยอดมากินได้หลายหน ความอดทนของพืชช่างน่านับถือ
วันนี้ตัดสินใจหยุดพักหนึ่งวัน ให้ตัวเองได้มีเวลาอยู่บ้านสบายๆ บ้าง ไปตลาดเช้าสายกว่าที่กะการไว้ แต่ก็ยังทันได้ซื้อผักมาแกงเลียงกิน วันหยุดฉันเลือกที่จะทำอะไรช้าๆ อยู่ในโหมดโลกนี้ไร้กาลเวลา กลับจากตลาดถึงบ้านประมาณแปดโมงครึ่ง เริ่มต้นหุงข้าว แล้วคั้นน้ำส้มแช่ตู้เย็น ฉันไม่ชอบกินน้ำส้มที่เขาแต่งกลิ่น ถ้าต้องกินน้ำส้มขอคั้นเองกับมือสบายใจและถูกใจกว่า วันนี้ราคาส้มเขียวหวานที่ช่องเม็กกิโลกรัมละเจ็ดสิบบาท ฉันเลือกผลถูกใจใส่ถุงส่งให้แม่ค้า เกินกิโลมาสามขีด แม่ค้าขายให้ในราคาเก้าสิบบาทถ้วน (ลดให้หนึ่งบาท) ฉันล้างส้มทั้งผลแล้วหั่นครึ่งจำนวณห้าผลคั้นออกมาได้หนึ่งแก้วพอดี แช่ตู้เย็นไว้ให้เย็นชื่นใจก่อน ไว้ค่อยกินหลังมื้อแรกของวัน ไม่กล้าเรียกว่ามื้อเช้า เพราะได้กินเอาเฉียดสิบเอ็ดโมง
ล้างผัก เด็ดผัก ตำเครื่องปรุงแบบสบายๆ ทำเองกินเองไม่มีคนเร่ง มีเวลารื่นรมย์กับกลิ่นผักสดที่เด็ดอยู่ในมือ แต่ต่อกรกับคุณแมลงวันทั้งหลายที่พยายามทิ้งตัวลงชื่นชมทุกสิ่งที่เราไม่อยากให้มันเกี่ยวข้อง
ประมาณสองชั่วโมง ฉันจึงได้นั่งรับประทานอาหารอย่างมีความสุข ปลาทูตัวอ้วนกำลังหอมเพราะเพิ่งทอดเสร็จก่อนทำแกงเลียง ฉันชอบกินหัวปลาทูทอดกรอบแต่ก็ต้องยอมกินแค่เสี้ยวเดียว เพราะคุณแมวสี่ตัวมานั่งนอนล้อมรอบโต๊ะเป้าหมาย ต้องแบ่งหัวปลาทูและเลาะก้างปลา หางและครีบข้างไว้ให้คุณแมว แกงเลียงมื้อนี้ประกอบไปด้วย เห็ดเผาะ หน่อไม้สด ฟักทอง ผักหวานบ้าน ใบแมงลัก และกุ้งสด อันที่จริงแล้วผักสดทุกอย่างเพราะเดินทางมาจากตลาดเช้านี้ ส่วนกุ้งนั้นซื้อมาเก็บไว้เป็นสัปดาห์ไม่มีเวลาทำกินสักที ไม่สดตามชื่อแต่จำต้องล้าง เด็ดหัวแกะเปลือกเอามาใส่แกงเลียง มิฉะนั้นกุ้งสามขีดนี้ก็ต้องกลายเป็นปุ๋ยต้นไม้โดยไม่ผ่านกระเพาะคน
จัดการอาหารคนเสร็จก็แจกหัวปลา ก้างปลาให้แมว ดื่มน้ำส้มเย็นๆ อย่ามีความสุข น้ำส้มคั้นที่ไม่ผสมน้ำหวานหรือน้ำตาลให้เสียรส ถ้าทำขายตั้งราคาแก้วละหกสิบบาทยังรู้สึกว่าน้อยไป สงสัยต้องขายแก้วละเจ็ดสิบบาทถึงจะคุ้มค่าวัตถุดิบ ค่าเดินทางและค่าแรง
จบจากน้ำส้มหนึ่งแก้วก็จัดการกับแมงกุดจี่นึ่งที่ซื้อมาเช้านี้ กินไปพิมพ์เนื้อหาไป อา...วันหยุด...อิ่ม อร่อย สบาย....
เมื่อวานไปร้านสะดวกซื้อเห็นหนังสือ Slow Life ของสำนักพิมพ์ไพลิน เนื้อหาถูกใจจึงหยิบใส่ตะกร้าอย่างตั้งใจ
“บางคนรีบทำงานมากๆ เพื่อหวังตำแหน่ง แต่กลับต้องลงเอยด้วยการจ่ายเงินทั้งหมดที่หาได้ให้กับหมอและพยาบาล หรือบางคนเอาแต่รีบหาเงินแต่กลับไม่เคยหันมาดูแลคนในครอบครัว จนสุดท้ายแม้จะมีเงินทองมากมาย แต่ก็ไม่มีใครอยู่เคียงข้างเพื่อร่วมแสดงความยินดีกับเราเลยแม้แต่คนเดียว....
ช้าๆ ก็สุขได้ ทำอะไรอย่างพอดีก็ได้รับความมั่นคงได้...คุณไม่ต้องเหนื่อยวิ่งแข่งกับใคร ไม่ต้องรีบทำทุกอย่างจนลืมดูแลร่างกายและจิตใจตนกับคนรอบข้าง อย่าบ้าจี้ตามคนที่รีบทุกอย่าง เร่งทุกสิ่ง แล้วก็ลงเอยด้วยความทุกข์ ในขณะที่อีกหลายคนทำแบบช้าๆ แต่ทำให้ดีก็มีชีวิตแสนสบายได้ไม่แพ้กัน...”
นี่คือส่วนหนึ่งของคำนำที่ คุณภาสกร นิรันดร์และภัทรธิดา ชัยเพ็ชร ซึ่งเป็นผู้เขียนร่วมกันโปรยไว้ และทำให้ฉันตัดสินใจซื้อหนังสือมาอ่าน
หลังจากโพสต์บทความนี้เสร็จ ก็จะลงมืออ่านเนื้อหาภายในล่ะนะ.... (แมงกุดจี่เหลืออีกสองช้อนพอดี)
จันทร์ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๘
ความคิดเห็น