ปริศนารัตติกาล [YAOI]

  • 95% Rating

  • 2 Vote(s)

  • 31,465 Views

  • 688 Comments

  • 1,377 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    220

    Overall
    31,465

ตอนที่ 1 : ปริศนารัตติกาล ปฐมบท (ครึ่งแรก) [Yaoi]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3072
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 37 ครั้ง
    21 เม.ย. 58

 

ทุกสิ่งทุกอย่างมันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและจบลงอย่างในเวลาเพียงเสี้ยววินาที  แต่สิ่งที่ต้องเผชิญอยู่ต่อจากนี้มันอาจจะทรมานตราบจนชีวิตนี้สูญสลาย...

มันเกิดอะไรขึ้น??  ผมยืนงง ๆ อยู่บนกลางถนนลาดยาง  แสงแดดน้อยนิดจากดวงอาทิตย์ในเวลาอัสดงทำให้ผมมองอะไรได้ไม่ชัดเท่าที่ควร  ความรู้สึกมึนงงจู่โจมจนคิดอะไรไม่ออกนอกจากยืนอยู่เฉย ๆ ทำไม....ผมมาอยู่ตรงนี้ได้ล่ะ?? 

เฮ้ย.... อีกแล้วเหรอโค้งนี้!!  โทรเรียกกู้ภัยด่วน!!” โค้ง???    กู้ภัย??  ทำไมต้องเรียกด้วย??

สงสัยเขาอยากได้ตัวตายตัวแทนละมั้ง เสียงคนที่ได้ยินรอบ ๆ ตัวยิ่งทำให้งงงวยหนักกว่าเดิม  ผมมองซ้ายมองขวาหาต้นตอเสียงแต่ก็ไม่พบอะไรเลยนอกจากถนนลาดยางที่ทอดยาวไกลสุดลูกหูลูกตาและต้นไม้ใหญ่หนึ่งต้น  เสียงมาจากทางไหนกัน?? 

รถพังยับขนาดนี้  ข้างในจะรอดกันไหมวะเสียงคนดังอื้ออึงขึ้นเรื่อย  ๆ แต่ผมก็ไม่พบใครอื่นนอกจากตัวผมเลย  พยายามเงี่ยหูฟังต้นเสียงจึงรู้ว่ามาจากต้นไม้ใหญ่ริมถนนตรงจุดโค้ง 

ยิ่งเดินเข้าไปใกล้ เสียงคนก็ยิ่งดังขึ้นเรื่อย ๆ ทำไมผมถึงมองไม่เห็นคนเลย??   ผมเดินมาจนกระทั่งใกล้ต้นไม้ต้นนั้น  ลำต้นใหญ่กว้างบ่งบอกถึงอายุที่ผ่านร้อนผ่านฝนมาเป็นอย่างดี  ตรงโคนต้นมีรอยยุบหลายรอยคล้ายรอย..........ชน???  รถชน??

ฉับพลัน! ผมรู้สึกว่าภาพบางอย่างกำลังวิ่งเข้ามาในหัวอย่างรวดเร็ว ความรู้สึกเจ็บแปล๊บที่แล่นเข้ามาจนต้องกุมศีรษะพร้อมทรุดตัวลงกับพื้น  ภาพต่าง ๆ หลั่งไหลเข้ามาราวกับสายน้ำที่เชี่ยวกราก อ๊า.......สิ่งที่ผมเห็นมีทั้งภาพที่คุ้นเคยและไม่คุ้นเคยประดังเข้ามาจนหัวแทบจะระเบิดแล้ว  วิสัยทัศน์เบื้องหน้าเริ่มแปรเปลี่ยนจากสีส้มในยามเย็นกำลังเข้มขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นสีแดง.......เหมือนเลือด  กลิ่นคาวที่คุ้นเคยลอยมาแตะจมูกและทวีความรุนแรงมากขึ้นจนอยากอาเจียน  ความเจ็บปวดที่เหมือนมีเข็มนับร้อยนับพันมาทิ่มแทงในสมอง  ยิ่งเวลาผ่านไปมากเท่าไหร่ยิ่งทรมาน  มันเกิดอะไรขึ้นกับตัวผม??

อ๊าก~~~~~!!!!!!”

นาย…”

นาย!!”

เฮ้ย!! ไอ้หนูเลิกแหกปากเสียที

เฮือก!! หายไปแล้ว......ความเจ็บปวดเมื่อกี้สลายหายไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน  ผมกุมศิรษะค้างนิ่งไว้สักพักอย่างงงงวยและสับสน  มันเกิดอะไรขึ้นกับผม?   ผมทำใจลืมตาขึ้นมองต้นไม้ใหญ่ที่อยู่เบื้องหน้าที่กลับมาเป็นสีเดิมที่ควรจะเป็น  ก่อนจะหันไปมองด้านหลังที่มาของต้นเสียงทั้งสอง  ฝ่ามือใหญ่ที่วางบนไหล่  ใครกัน??  ผมไล่สายตาจากฝ่ามือขึ้นไปที่แขนจนกระทั่งใบหน้าของผู้เป็นเจ้าของที่ทำหน้านิ่ง ๆ ไม่แสดงอารมณ์แต่ผมกลับรู้สึกว่าเขาเป็นมิตร

รู้สึกตัวสักทีนะ  เรียกอยู่ตั้งนานเสียงทุ้มที่ฟังแล้วผมจำกัดความออกมาได้คำเดียวว่า สุภาพบุรุษ  ทั้งนุ่มนวล  เข้มแข็งและอ่อนโยนในเสียงคนเพียงคนเดียว  ผมยันตัวขึ้นจากพื้นและเดินตามคนแปลกหน้าอย่างงง ๆ มองหน้าคนที่สูงกว่า  เขายิ้มจาง ๆ ให้อีกต่างหาก  ไม่เป็นไรแล้ว  ถ้านายรู้สึกตัว..  ....รู้สึกตัวเรื่องอะไรล่ะ??

เฮ้ย ไอ้คุณเก่ง  เจ้าหนูนั่นยังไม่รู้สึกตัวต่างหาก  นัยน์ตาสีดำสนิทจ้องตรงมาอย่างสงสัย  อย่าถามผมเลย  ผมไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น  ผมหลบสายตาไปทางด้านหลัง  มองเห็นผู้ชายอีกคนที่ดูมีอายุมากกว่าผมสัก 3  - 5 ปียืนกอดอกทำหน้ามุ่ยแบบไม่ปิดบัง

ไม่เป็นไร  ค่อย ๆ นึกนะ”  มือใหญ่จับบ่าของผมอีกครั้งพร้อมบีบเบา ๆ เหมือนให้กำลังใจ ผมเงยหน้ามองฝ่ายตรงข้ามอีกครั้ง  ชายหนุ่มที่ผมกะอายุว่าน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกันยิ้มจาง ๆ ให้ หลับตาลงสิ  ผมทำตามคำพูดของอีกฝ่าย ลองนึกสิว่าตอนเช้าได้ทำอะไรบ้าง  ค่อย ๆ ไล่เหตุการณ์มาเรื่อย ๆ ผมพยายามคิดทบทวนถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา.....

 

 

เช้าวันนี้ต้องเป็นวันที่สดใสอีกวันของผมแน่ ๆ ผมลืมตาตื่นขึ้นมาในเวลาที่เรียกว่า เช้าสำหรับเด็กมหาลัยแต่อาจจะสายสำหรับคนทั่วไป  คุณพ่อโทรศัพท์มาแต่เช้าเพื่อบ่นเรื่องที่ผมไม่ยอมกลับกรุงเทพในวันตรุษจีนซึ่งข้ออ้างของกระผมคงไม่พ้นเรื่องสอบไล่ที่จะมีในอีกไม่กี่วัน  แต่ความจริงแล้วมีเหตุผลมากกว่านั้นอีก เพราะวันนี้คือ.....วันวาเลนไทน์  วาเลนไทน์แรกของผมและเขา...

หลังจากที่คุณพ่อสุดที่รักวางสาย ผมก็รีบลุกไปอาบน้ำแต่งตัวอย่างรวดเร็ว  วันนี้ผมตั้งใจว่าจะไปเซอร์ไพร์สสุดที่รักถึงบ้านที่สันกำแพงโดยตั้งใจไว้ลึก ๆ ว่าจะไปลุกถึงห้องนอนเชียวล่ะครับ  เนื่องจากใช้เวลาเดินทางนานจึงตื่นเช้ากว่าปกติและยังต้องแต่งตัวให้ดูหล่อที่สุดด้วย  ผมฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดีหลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้นพร้อมออกเดินทาง

ฮั่นแน่ น้องเล้าโลมจ้ะ แต่งตัวหล่อขนาดนี้  จะไปรับสาวที่ไหนจ้ะ ระหว่างทางที่ออกจากหอพักของนักศึกษาก็เจอรุ่นพี่คณะที่เป็นชายแต่ใจเป็นหญิงที่ตื่นเช้าพอกัน ขอแก้ข่าวนิดหน่อย  ชื่อเล่นของผมคือ โรม นะครับแต่มักจะถูกพวกรุ่นพี่เอาไปล้อเลียนจนกลายเป็นเล้าโลม

ไปหาหนุ่มต่างหากพี่  วันนี้ผมนัดกับชัยว่าจะไปบ้านเขานะครับ  ผมตอบตามความจริง  อยู่ที่นี่ผมไม่ต้องปิดบังรสนิยมของตัวเองเลยเพราะคนส่วนใหญ่ยอมรับเรื่องพวกนี้มากกว่าที่คิดไว้มากครับ  ทำให้ผมรู้สึกโชคดีสุด ๆ ที่ได้มาเรียนที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้

ต๊าย~~  นี่ข่าวลือเป็นจริงหรือนี่  ไปปิ๊งกันเมื่อไหร่  ไม่ยอมบอกพี่เลย ผมหัวเราะแห้ง ๆ แทนคำตอบเพราะความจริงแล้วก็ยังไม่ได้คบกันอย่างเป็นทางการแค่...มองหน้าก็รู้ถึงความรู้สึกที่มีถึงกันและกันแล้ว  ถึงแม้ว่าผมจะมีรสนิยมทางเพศผิดแปลกไปจากคนทั่วไปแต่ผมก็ไม่เคยทำตัวมั่วซั่วนะครับ  ผมกล้าพูดได้เต็มปากว่า..... ด้านหลังผมยังคลีนอยู่  ส่วนด้านหน้าเรียบร้อยไปตั้งแต่สมัยม.6 แล้ว  หลังจากเหตุการณ์นั้นทำให้ผมรู้ตัวว่าแท้จริงแล้วผมไม่ได้ต้องการผู้หญิงเลยสักนิด

ก็ยังไม่ชัวร์ครับพี่เลยแต่ก็มั่นใจเกือบร้อยแล้วครับ

แหม งานนี้มันต้องรุกค่ะคุณน้อง  ปะๆ  พี่จะไปส่งที่ท่ารถเอง  เช้า ๆ แบบนี้คุณพ่อยังไม่ตื่นมาซุ่มโจมตีหรอกเมื่อมีคนชวนมีหรือที่ผมจะไม่สนอง  ดีเสียอีกที่ไม่ต้องเสียค่ารถ  อ้อ ขออธิบายเล็กน้อยสำหรับคนที่ไม่เข้าใจมุข  คุณพ่อที่ว่าก็คือ  คุณตำรวจไทยที่มักจะมาซุ่มโจมตี เอ๊ย ออกมาตั้งด่านจับผู้ขับขี่จักรยานยนต์ที่นิยมไม่ใส่หมวกกันน็อคอย่างพวกผมนี่แหละครับ

เมื่อรุ่นพี่มาส่งถึงท่ารถโดยสาร  ผมก็รีบต่อรถประจำทางสายสันกำแพงทันที  โชคดีที่บ้านของเขาอยู่ใกล้ถนนใหญ่ไม่อย่างงั้นผมคงจะไปหาลำบากแน่ ๆ ผมเอามือทาบอกปรากฏว่ามันเต้นตุบ ๆ รัว ๆ อย่างผิดปกติ  แหงล่ะ  เพราะการเดินทางครั้งนี้พิเศษกว่าครั้งไหน ๆ ตอนแรกผมคิดเอาไว้ว่าจะซื้อดอกไม้สักช่อดีไหมแต่รุ่นพี่ห้ามไว้เสียก่อน  ถึงแม้ที่นี่จะเปิดกว้างแค่ไหนก็ตามแต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะยอมรับได้ง่าย ๆ

ผมมองทิวทัศน์รอบ ๆ หลังจากลงจากรถโดยสารประจำทางพลางเหลียวมองไปรอบตัวเพื่อความแน่ใจอีกครั้งแม้ว่าจะเคยมาหลายหนแล้วก็อดกลัวไม่ได้เพราะปากซอยก็เหมือน ๆ กันหมด  อดทึ่งกับคนท้องถิ่นจริง ๆ ที่จดจำตรอกซอกซอยได้เป็นอย่างดี  เดินเข้ามาซอยเพียง15 นาทีก็มาถึงหน้าบ้านหลังหนึ่ง  ใจของผมเต้นรัว  มือเย็นเฉียบกำลังจะกดออดหน้าบ้านก็มีเสียงเปิดประตูบ้านออกมาเสียก่อน

อ้าว...โรม....มาได้ไง??.......จบกัน....เขาตื่นเสียแล้ว

อ่า... ผมถึงขั้นพูดไม่ออกไปชั่วขณะ  ก็มันผิดแผนนี่ครับ  ได้แต่ยิ้มเจื่อน ๆ ให้กับหนุ่มหล่อเดือนคณะที่ออกมาเปิดประตูรั้ว  อรุณสวัสดิ์...ชัย   วันนี้ตื่นเช้านะผมรู้นิสัยของเขาดีว่า ถ้าวันไหนไม่มีเรียนตอนเช้า กว่าเขาจะตื่นก็เกือบเที่ยงเลยล่ะ  แต่วันนี้มาแปลกทั้ง ๆ ที่เป็นวันอาทิตย์แท้ ๆ

ตื่นเพราะเสียงประทัดนะสิ  คนจีนแถวบ้านจุดประทัดกันตั้งแต่เช้าเลยนอนไม่ได้ ...โธ่ แผนของผมพังเพราะตรุษจีนหรือเนี่ย   ก็ดีนะ ได้เห็นหน้าใครบางคนแต่เช้าเลย รอยยิ้มกรุ้มกริ่มทำให้ผมใช้ข้อศอกกระทุ้งสีข้างอีกฝ่ายเบา ๆ แก้เขินแทนก่อนจะปล่อยให้คนมือไวโอบเอวพาผมเข้าบ้านไป

....เรื่องนี้มันควรจะจบลงด้วยดี.......ถ้า....................เมื่อถึงตอนเย็น ผมขอตัวกลับหอเพราะพรุ่งนี้มีเรียนตามปกติ  ตอนแรกผมตั้งใจว่าจะกลับเองแต่ชัยดื้อแพ่งจะไปส่งผมถึงที่หอพักให้ได้  หลังจากที่ต่อล้อต่อเถียงกันอยู่สักพัก  ผมถึงยอมยกธงขาวให้กับเจ้าหนุ่มเอาแต่ใจ 

รถโตโยต้าวีออสสีดำแล่นบนถนนลาดยางตัดใหม่ที่เป็นเส้นทางอ้อมตัวเมืองเพื่อหลีกเลี่ยงการจราจรที่คับคั่งในเขตเมือง  ผมนั่งเงียบตั้งแต่เริ่มต้นออกเดินทาง  สาเหตุที่เงียบไม่ใช่อะไรหรอกครับ  แค่ผมเขินที่ได้อยู่กันสองต่อสองเงียบ ๆ ตอนกลางวันยังมีครอบครัวของเขาอยู่ด้วยจึงไม่ค่อยเขินเท่าไหร่  ถึงจะรู้ตัวว่าเป็นเกย์แต่แฟนคนแรกจริง ๆ ของผมก็คงเป็นคนนี้แหละครับ  เพราะตั้งแต่มาอยู่ที่เชียงใหม่ผมตั้งใจเรียนเป็นหลักจึงไม่ค่อยได้สนใจเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ อย่างคนอื่น

เป็นอะไรไป  นั่งเงียบเชียว.... เอ่อ จะให้ผมบอกได้ไงว่า ผมเขินจนพูดอะไรไม่ออกล่ะ  ขณะที่พยายามสรรหาเรื่องมาชวนคุย  ผมสะดุ้งสุดตัวเมื่อรู้สึกถึงมืออุ่น ๆ มาจับมือขวาของผมแต่ไม่บอกก็รู้ว่าเป็นใคร  ผมเหล่ตามองคนมือไว  เวลาอยู่ด้วยกันสองต่อสองทีไร  เขามักจะแอบแตะโน่นแตะนี่ประจำ   เขาจับมือผมแน่นจนรู้สึกชื้น  เราดีใจนะที่วันนี้นายมาหาถึงที่บ้าน  ผมเงียบ....ยังเขินต่อไป  ขอโทษด้วยนะที่วันนี้มีคนอยู่เต็มบ้านเลยไม่ได้คุยกันตามลำพัง  ผมส่ายหน้าแทนคำตอบ ในเมื่อผมไปหาถึงที่บ้านต้องทราบดีอยู่ถึงเรื่องนี้อยู่แล้ว  ไว้สอบเสร็จ  เราไปเที่ยวกันสองคนไหม”  เขายกมือขวาของผมขึ้นมาจูบหลังมือเบา ๆ   อย่าถามนะว่าตอนนี้ผมรู้สึกอย่างไร  หัวใจแทบจะกระดอนออกมาข้างนอกแล้ว!!!!

ดะ.....ได้ บางครั้งผมก็อยากตบปากตัวเองเสียจริง ๆ ประโยคมีเป็นร้อยเป็นพันแต่ดันตอบได้แค่คำเดียว  ผมเงยหน้าขึ้นเพื่อสบตากับอีกฝ่าย  สายตาของเขาบอกความรู้สึกอย่างชัดเจนว่ารู้สึกอย่างไรกับผม  และผมก็ทราบตัวเองดีว่ารู้สึกอย่างไรกับเพื่อนร่วมคณะคนนี้

มือที่กุมกันแน่นยังไม่ยอมคลาย  ท่ามกลางความเงียบงันมีเพียงมือของสองเราที่เชื่องโยงกันอยู่แน่น  ...... ผมเม้มปากตัวเอง  พยายามเอ่ยคำพูดบางคำออกมาให้ได้แต่การจะเค้นคำพูดคำนี้ออกมามันช่างยากเย็นจริง ๆ  ถ้า......ไม่ได้พูดในวันนี้  มันก็จะไม่มีความหมายพิเศษนะสิ  แม้ว่าเราจะรู้ ๆ กันอยู่ว่าต่างคนต่างมองกันและกันเกินกว่าที่จะเป็นเพื่อน  แต่ทว่าถ้าไม่พูดอะไรออกมาอย่างชัดเจน  พวกเราอาจจะชะงักความรู้สึกนี้ไว้ตรงเส้นที่เรียกว่า เพื่อน’  

เอาวะ  รักแล้วต้องรุกใช่ไหมครับพี่?  ผมนึกถึงคำพูดของรุ่นพี่ที่แนะนำในตอนเช้า  ชัย..... เขาหันมามองผมระหว่างที่ขับรถอยู่  .........ฉะ........  ยิ่งมองตอบด้วยความสงสัยมากกว่าเดิม  ระ...........

ผมสูดลมเข้าปอดลึก ๆ ฉันรักนาย!!”

ทุกสิ่งทุกอย่างเงียบงันในเสี้ยววินาทีที่สิ้นคำพูดของผม......  เขา....ไม่หันมามองผม  สายตายังคงจ้องมองไปยังถนน  มีเพียงความอบอุ่นจากมือที่ถ่ายทอดถึงกันและกัน  ผมอยากถามเขาเหลือเกินแต่ความกล้าทั้งหมดได้ถูกใช้ไปหมดแล้ว  เมื่อจ้องมองเสี้ยวใบหน้านั่น.....รู้สึกว่าอยากสัมผัสเหลือเกิน  อยากจะบอกเขามากกว่านี้  บอกความรู้สึกที่ผมมีให้เขาจนหมดทั้งร่างกายและหัวใจ

โรม.......ระวัง!!”  สิ้นเสียงเตือน มือของเราผละออกจากกันทันที  เมื่อจู่ ๆ ก็มีบางอย่างทำให้รถเสียการทรงตัวจนไม่สามารถประคองให้แล่นต่อไปได้  ผมเกาะเบาะนั่งไว้แน่นเมื่อรู้สึกว่า....รถกำลังจะหมุน!! 

สิ่งสุดท้ายที่ผมได้เห็นคือรอยยิ้มกว้างของเขาพร้อมแววตาที่ฉายซึ่งความรู้สึกอันหลากหลาย ตัวของผมแข็งทื่อรับอ้อมกอดของเขาที่ผละจากพวงมาลัย  มืออุ่น ๆ ทั้งสองข้างรัดแผ่นหลังของผมแน่นจนแนบชิดกับหัวใจของเขา  ผมได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นรัวของผมและอีกเสียง.....นั่นก็คือหัวใจของเขา   คนที่ผมรักที่สุด

ฉันก็รักนาย.............

 

 

 

...... ผมนึกออกแล้ว.......เหตุการณ์หลังจากนั้นมันรวดเร็วเกินกว่าที่จดจำได้  เพียงเสี้ยววินาทีนั้น...รถพุ่งชนกับต้นไม้อย่างจัง.....และ....ที่ผมออกมายืนอยู่ตรงนี้ได้แสดงว่า.....ผมตายไปแล้วใช่ไหม?  แล้ว......

ชัย!!!!”  ผมตะโกนเรียกชื่อคนที่ผมรักและมองไปมองที่ต้นไม้ต้นนั้นทันที  คราวนี้ภาพที่เห็นไม่ใช่เป็นความว่างเปล่าอีกต่อไป  รถยนต์โตโยต้าวีออสสีดำชนกับต้นไม้ใหญ่อย่างแรงจนฝั่งขวายุบไปครึ่งรถ  บรรดาเจ้าหน้าที่กู้ภัยทั้งหลายที่ผมได้ยินเสียงก่อนหน้านี้กำลังงัดประตูรถออกมา  หัวใจของผม.........มันเหมือนหยุดเต้นไปชั่วขณะ  ความรู้สึกเย็นวาบแผ่กระจายทั่วร่าง  ไม่จริง......ใช่ไหม..........

รู้สึกตัวเสียทีนะเจ้าหนู เสียงทุ้มของคนแปลกหน้าสองคนวนเวียนอยู่ใกล้ ๆ แต่ผมไม่คิดจะสนใจนอกจากยืนจ้องรถคันนั่น  ได้โปรด.......  อีกคนเขาไปดีแล้วล่ะ  น้ำเสียงเรียบ ๆ ไม่แสดงอารมณ์ทำให้ผมหันควับไปจ้องหน้าคนพูดทันทีพร้อมกระชากคอเสื้อ

ไม่จริง!!  ชัยเขาติดอยู่ในรถต่างหาก!!”  ผมเขย่าตัวอีกฝ่ายจนตัวคลอน  เขาต้อง.........ต้อง........ฮึก  ผมกลั้นก้อนสะอื้นที่แล่นขึ้นมา   มือทั้งสองขย้ำเสื้อคนแปลกหน้าจนยับย่น  ตัวผมสั่นสะท้าน  กัดริมฝีปากแน่น  อย่าร้องไห้เชียวนะโรม  ถ้าร้องไห้แสดงว่านายยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น  ผมพร่ำบอกตัวเองซ้ำไปซ้ำมา

เสียงเหล็กกระทบพื้นปลุกผมจากภวงค์  ในที่สุดเจ้าหน้าที่ก็งัดประตูรถออกมาได้แล้ว  เสียงไซเรนของรถพยาบาลและตำรวจที่เพิ่งมาถึงชวนให้รู้สึกหดหู่กว่าเดิม  ผมเหม่อมองเจ้าหน้าที่กำลังงัดเศษเหล็กออกมาทีละชิ้น ๆ ในใจก็อธิษฐานกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทุกแขนงว่า ขอให้คนที่ผมรักไม่เป็นอะไร...

เจอตัวคนแล้ว!!”เสียงตะโกนจากเจ้าหน้าที่ทำให้ผมตัดสินใจวิ่งเข้าไปดูทันทีโดยไม่สนใจเสียงห้ามของคนแปลกหน้าทั้งสอง  ขอให้ใครคนนั้นเป็นผม.... แค่ผมคนเดียวก็พอแล้ว!!!

สภาพเหล็กที่ถูกงัดออกมาเต็มไปด้วยคราบเลือดส่งกลิ่นคาวอบอวลชวนให้อยากอาเจียนอีกรอบ  ผมไล่มองตั้งแต่ท้ายรถขึ้นมาเรื่อย ๆ จนถึงห้องโดยสารภายใน  สิ่งที่ผมเห็นทำให้ผมปล่อยโฮออกมาทันที  มีร่างสองร่างโอบกอดกันแน่น  ร่างของผมและเขา  เลือดข้นจากแผ่นหลังของชัยย้อมร่างเราสองคนจนดูเหมือนเป็นสิ่งเดียวกัน  ท่ามกลางเสียงเจ้าหน้าที่ตะโกนโหวกเหวกอื้ออึงจนฟังไม่รู้เรื่อง  ผมเอื้อมมือที่สั่นเทาไปแตะต้องแผ่นหลังนั้นแต่.......สิ่งที่จับต้องคือ.....ความว่างเปล่า

ผมพยายามจับตัวเขานับครั้งไม่ถ้วนแต่ผลลัพธ์ที่ได้ยังเหมือนเดิมจนกระทั่งเจ้าหน้าที่มาแยกร่างเราสองคนออกจากกัน  เมื่อผมเห็นใบหน้าของชัยที่ดูเหมือนคนนอนหลับ  แสงแห่งความหวังดูเรืองรองขึ้นมาทันทีแต่แล้วก็ดับวูบในบัดดลเมื่อเห็นเลือดข้น ๆ ที่ไหลรินจากแผ่นหลังย้อมมาถึงด้านหน้า  บุรุษพยาบาลชวนกันอุ้มร่างไร้สีเลือดออกไป  ผมเดินตามไปช้า ๆ เจ้าหน้าที่แต่ละคนส่ายหน้าเมื่อเห็นสภาพของคนรักของผม  ผ้าสีขาวสะอาดผืนใหญ่กำลังจะคลุมร่างที่เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดสีแดงฉาน......

หยาดน้ำตาที่ไหลรินอาบแก้มไร้เสียงสะอื้น  ปลายนิ้วสั่นเทาของผมพยายามสัมผัสใบหน้าที่ผมคิดว่ามาตลอดว่าช่างดูดี  ตรงสเปคผมที่สุด  แต่ทว่า.....เขาจากไปแล้ว......แม้ว่าจะจับต้องไม่ได้แต่ผมก็ยังใช้นิ้วไล้ตามใบหน้าของเขาอย่างเงียบ ๆ

อีกคนยังไม่ตาย!!” เสียงตะโกนปลุกภวังค์  ผมหันไปมองเจ้าหน้าที่กำลังอุ้มร่างของผมออกมาจากซากรถ  ตัวของผมถูกย้อมด้วยสีแดงเช่นกัน  ร่างของผมถูกวางบนเปลข้าง ๆ  บุรุษพยาบาลตรวจเช็คอาการและปฐมพยาบาลของผมอย่างรวดเร็ว  แต่....ผมไม่ดีใจเลยสักนิดเลยที่ได้ยิน  ผมอยากจะเจอกับชัยมากกว่า  อยากพบเขาอีกสักครั้ง

กะแล้วเชียวว่าวิญญาณต้องหลุดออกจากร่างทั้ง ๆ ที่ยังไม่ตาย  พวกเจออุบัติเหตุเป็นกันบ่อย เสียงของคนแปลกหน้าที่ผมไม่อยากรู้จักดังขึ้นใกล้ ๆ เขาชะโงกหน้ามองดูร่างของผมและหันมามองหน้าผม  รีบกลับเข้าร่างไปซะ

ไม่!!!” ผมปฏิเสธเสียงแข็งจนอีกฝ่ายส่ายหน้า  ส่วนผู้ชายอีกคนที่มีชื่อว่า เก่ง ก็มองดูร่างผมเช่นกัน

เฮ่อ... ฟังให้ดี ๆ  วิญญาณกับร่างกายของมนุษย์ต่างเชื่อมโยงกันอยู่  มันไม่สามารถห่างกันได้ยกเว้นเสียแต่ว่า...ความตายมาตัดสายสัมพันธ์นี่ออกไป  เอาล่ะ นายมีเวลาเหลืออีกไม่มากแล้วนะผมยังคงส่ายหน้าแทนคำตอบเช่นเคย  ผมไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไปถ้าปราศจากเขา  เออ ตามใจ!!!  เชิญเป็นผีเฝ้าถนนให้สมใจเหอะ  ท่าทางคน ๆ นี้จะเป็นคนใจร้อนแน่นอน  เขาทำหน้าบูดบึ้งและเดินจากไปโดยไม่ไยดี

ทำไมถึงไม่อยากเข้าร่าง  คนแปลกหน้าอีกคนยังอยู่  ตอนนี้เขามาอยู่ตรงหน้าผมแล้ว  “ฉันรู้นะว่านายเสียใจกับการจากไปของ....เอ่อ เพื่อน  แต่ก็ยังมีคนที่เสียใจแน่ ๆ ถ้านายตายไป  มือใหญ่ตบบ่าผมเบา ๆ อีกคราว  นายโชคดีนะที่มีโอกาสกลับไปใช้ชีวิตอีกรอบ  คนบางคนร่ำไห้ วิงวอน ภาวนาครั้งแล้วครั้งเล่าแต่ไม่สามารถกลับไปมีชีวิตได้อีก  อย่าตัดโอกาสครั้งเดียวเพียงเพราะความคิดชั่ววูบนะ

แต่...ปลายนิ้วสัมผัสริมฝีปากของผมเป็นเชิงไม่ให้พูด

ชีวิตของนาย  เขาปกป้องไว้ไม่ใช่หรือ  นายจะละทิ้งชีวิตที่แลกมาด้วยชีวิตของคนที่รักนายที่สุดอย่างงั้นใช่ไหม?  โอกาสครั้งนี้อาจจะเป็นความปรารถนาครั้งสุดท้ายของเขาก็ได้นะ  คิดให้ดี ๆ นะ”  ผมก้มมองไม่ยอมสบสายตากับนัยน์ตาอ่อนโยนคู่นั้น  มือใหญ่เลื่อนลงมาทาบอกด้านซ้ายของผม  ผมสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ  แต่เมื่อมือข้างนั้นกดลงไปเบา ๆ ผมรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นจากร่างกายของตัวเอง  หลับตาสิ  ฟังเสียงหัวใจของตัวเอง  ได้ยินมันใช่ไหม?  ผมพยักหน้าแทนคำตอบ  ผมรับรู้ถึงจังหวะการเต้นที่ช้าและอ่อนแรงลงเรื่อย ๆ  ผม.......กลัว  

เสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ของอีกฝ่ายทำให้ผมรู้สึกละล้าละลังที่จะสบตาคู่นั้นอีก  ผมเข้าใจถึงความปรารถนาดีแต่ทว่า.....

ขอโทษนะ  แต่ฉันทนไม่ได้ที่จะปล่อยให้ใครตายต่อหน้าต่อตา

เอ๋??  ยังไม่ทันได้ถามสักคำ  ตัวผมก็ถูกช้อนขึ้นทันที  ด้วยความตกใจผมเผลอยันหน้าของเขาโดยไม่ได้ตั้งใจ  นาย.......จะทำอะไร??  ไม่มีคำตอบกลับมานอกจากอ้อมกอดที่กระชับแน่นขึ้นไม่ให้ผมดิ้นและสายตาขุ่น ๆ คล้ายจะบอกให้ผมอยู่นิ่ง ๆ เสียที  ผมถูกอุ้มเดินทะลุข้ามร่างของชัยไปยังอีกเตียงที่กำลังถูกเข็นขึ้นรถพยาบาล  วิญญาณหรือว่าสิ่งใดที่ผมไม่ทราบได้เดินตามร่างไร้วิญญาณของผมอย่างไม่ลดละ  เขาเดินขึ้นด้านหลังของรถโดยไม่สะทกสะท้านแม้ว่าจะมีเจ้าหน้าที่พยาบาลอยู่แล้วก็ตาม  สิ่งเดียวที่ผมเรียนรู้ได้ก็คือ....เขาสามารถเดินทะลุผ่านทุกอย่างได้แม้กระทั่งร่างกายของมนุษย์!!

ผมหันไปมองร่างอันซีดเผือกของตัวเอง  ท่าทางจะเสียเลือดไปไม่น้อยแน่ ๆ ตั้งสมาธิไว้  อย่าวอกแวก  หลับตาแล้วสูดลมหายใจลึก ๆ ช้า ๆ เสียงทุ้มที่แสนอ่อนโยนกระซิบข้าง ๆ หู  ผมเผลอกำคอเสื้อของคนพูดแน่น  มืออีกฝ่ายที่โอบกอดตัวผมไว้เอื้อมขึ้นมาลูบศีรษะเบา ๆ คล้ายจะปลอมประโลม  หลับตา...แล้วสัมผัสให้ได้ถึงร่างกายของตัวเอง  ไม่ต้องกลัวนะ  น่าแปลก...ผมควรจะปฏิเสธสิ่งนี้ไม่ใช่เหรอ?  สิ่งที่ผมปรารถนาคือการได้ตายพร้อมกับคนที่ผมรัก  แต่.....  แท้จริงแล้วผมยอมรับจากเบื้องลึกของจิตใจว่า  ผมไม่อยากตายและ..ก็ไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไปถ้าไม่มีชัย  แต่ทว่าเมื่อได้ยินคำพูดเตือนสติจากคนแปลกหน้าทำให้ผมเริ่มลังเล  ผม...กล้าที่จะสละชีวิตนี้ทิ้งแน่เหรอ?

ท่ามกลางความสับสนที่ไม่รู้จะเลือกทางไหนดีกลับมีมือ ๆ หนึ่งยื่นเข้ามาให้ความช่วยเหลือ  เข้ามาชี้ทางให้  ผมผิดต่อชัยหรือเปล่า.....ถ้าเลือกที่จะคว้ามือข้างนั้นไว้แทนที่จะไปตามเขาในเส้นทางที่...ไม่รู้จักมาก่อน  ผมกลัว....ถ้าขาดเขาไป  ผมจะอยู่ได้หรือครับ  ผมยึดต้นแขนของคนอุ้มเป็นหลักเมื่อถูกวางตัวให้นอนราบซ้อนทับกับร่างกายของตัวเอง  มือใหญ่ปลดมือทั้งสองของผมออกพร้อมวางแนบลำตัวให้ 

รอยยิ้มจาง ๆ จากใบหน้าที่ดูคมเข้ม  นัยน์ตาสีดำสนิทที่แฝงไปด้วยความอ่อนโยน  มือคู่ใหญ่เลื่อนมาปิดตาให้  หลับตานะ....  ไม่ต้องกลัว  ชีวิตของคนเราเริ่มต้นใหม่ได้เสมอตราบใดที่เรายังมีชีวิตอยู่ต่อไป  เชื่อสิ...ถ้ามีชีวิตอยู่  สักวันจะต้องมีเรื่องดี ๆ เกิดขึ้น  ผมพยักหน้ารับคำช้า ๆ และเริ่มต้นหายใจเข้า  หายใจออกเป็นจังหวะจนกระทั่งได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองเต้น.... จากแผ่วเบา  เริ่มมาเต้นแรงขึ้น  ดังมากขึ้นจนได้ยินชัดเจน  เริ่มได้ยินเสียงเจ้าหน้าที่ที่อยู่รายล้อมรอบตัว  ได้ยินแม้กระทั่งเสียงไซเรนของรถพยาบาล  ผมยังรับรู้ได้ถึงสัมผัสจากมือของผู้มีพระคุณ  ความรู้สึกบางอย่างแว่บขึ้นมาในห้วงคำนึง......เราจะได้เจอกันอีกไหม???  แต่ทว่าเมื่อคิดจะถาม  เสียงควรจะเปล่งออกไปกลับขาดหาย  มือที่หมายจะจับต้องอีกฝ่ายกลับหนักอึ้งจนขยับไม่ได้  สัมผัสมือใหญ่ที่คอยปิดตาให้ผมกำลังจะจางหายไปทุกที ๆ และท้ายที่สุด....สิ่งที่ผมรับรู้คือ......ความว่างเปล่าอีกคราว

 

 

เสียงสัญญาณบางอย่างที่ดัง ปิ๊ด......ปิ๊ด......เป็นจังหวะต่อเนื่องปลุกภวังค์ของผม  รู้สึกปวดหัวจัง....  ทำไมหนังตามันหนักผิดปกติ  ผมลองขยับมือทั้งสองข้างก็รู้สึกได้ว่ามีบางอย่างทิ่มอยู่ที่แขนซ้าย... มันคืออะไร???  ช่วงขาขยับไม่ค่อยได้อีกต่างหาก

ฟื้นแล้วเหรอ?  ผมสะดุ้งเฮือกกับเสียงที่ได้ยิน  เสียงนี้มัน.............

คุณเก่ง??  ผมพยายามเอี้ยวคอไปทางต้นเสียงพร้อมฝืนลืมตาขึ้นช้า ๆ  ภาพแรกที่ปรากฏคือร่างสูงของชายหนุ่มอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน  เขายืนอยู่ข้าง ๆ เตียงพร้อมกับส่งยิ้มให้กับผมท่ามกลางความมืดในเวลากลางคืน  แต่ทำไม......ร่างกายของเขาดูเลือนลางกว่าปกติล่ะ??

นึกว่าจะเป็นผีเฝ้าถนนซะแล้วนะไอ้หนู  เสียงของคนแปลกหน้าอีกคนที่ผมไม่รู้จักดังขึ้น  เจ้าตัวปรากฏกายขึ้นมาดื้อ ๆ ตรงหน้าผม ..........หรือว่า......พวกเขาคือ.....  ผมรู้สึกได้เลยว่าหัวใจของผมร่วงหล่นหายไปวูบใหญ่ ตายยากจริง ๆ เลย  ถ้าเข้าร่างช้ากว่านี้อีกไม่กี่นาทีก็ซี้ม่องเท่งแล้วเชียว

คุณกรี.. อย่าแกล้งเด็กสิครับ  เขาอุตส่าห์รอดตายมาได้  เจ้าของชื่อแอบส่งสายตาค้อนให้คนพูดเล็กน้อยก่อนจะหันมาจ้องที่ตัวผม  สลบเหมือดไป 3 วันเต็ม ๆ รู้สึกเป็นไงบ้างล่ะ?”  เอ๋..... 3 วัน??  นี่ผมหลับไปนานขนาดนี้เลยเหรอ??  ผมเริ่มคิดถึงครอบครัวและเพื่อน ๆ ที่มหาลัย  ป่านนี้พวกเขาจะรู้ไหมว่าผมประสบอุบัติเหตุ

อย่าเพิ่งรีบขยับตัวนะ  นอนมากเกินไปกล้ามเนื้อจะอ่อนแรง  เดี๋ยวเรียกคนช่วยดีกว่า เรียก??  จะทำยังไงล่ะ ในเมื่อพวกเขาไม่มีร่างกายมีเพียงแค่วิญญาณเท่านั้น  ไม่ได้สังเกตสินะว่ามีเพื่อนมานอนเฝ้าอยู่ด้วย  เหมือนคุณเก่งจะรู้ทันความคิดของผม  เขาชี้นิ้วไปข้างหลัง  ผมลองเพ่งผ่านร่างทั้งสองในความมืดถึงเห็น......เพื่อนที่เป็นรูมเมทด้วยกันมาตั้งแต่ปีหนึ่งนอนหลับอย่างไม่รู้สึกรู้สาอยู่บนโซฟาสำหรับแขก

เฮ้.....หมดเวลาแล้ว  รีบ ๆออกมากันสักที  เสียงเด็กผู้หญิงดังขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยอีกแล้ว  สองหนุ่มผู้เป็นแขกของผมพยักหน้ารับอย่างพร้อมเพรียง...  ว่าแต่เสียงเด็กที่ผมได้ยินเป็นเสียงของใคร??  และมาจากไหน??  ครั้นอยากจะหันไปตามที่มาของเสียงก็ขยับตัวลำบากมาก ๆ

ฉันไปก่อนนะเสียงทุ้มของคุณเก่งเอ่ยพร้อมเอื้อมมือมาลูบหัว  เขาคลี่ยิ้มให้ผมนิด ๆ และเดินหายลับไปทางประตูระเบียงที่ปิดสนิทไว้

ไว้พรุ่งนี้ถ้าว่างจะแวะมาหาใหม่นะเจ้าหนู  รีบ ๆ หายไว ๆ ซะล่ะ  คุณกรีโบกมือลาและก้าวฉับไปโดยไม่เหลียวมามองผมเลยแต่เดินไปทางที่เพื่อนร่วมห้องของผมที่มีชื่อว่า  อ๊อด หลับอย่างไม่รู้อีโหน่อีเหน่  และวิญญาณนั้นก็ทำในสิ่งที่ผมไม่คาดคิดเลยว่าก็คือ...... จับข้อเท้าและดึงเพื่อนผมจนตกโซฟา!!!   คนทำหันมายิ้มฟันขาวให้อย่างอารมณ์ดีพร้อมโบกมือลา ปลุกเพื่อนให้แล้ว  จัดการต่อเองละกัน  ทิ้งท้ายคำพูดก่อนจะหายตัวไปทางเดียวกัน...  ทิ้งไว้แต่เสียงครวญครางของเพื่อนรักที่ยังงง ๆ พร้อมกับเสียงบ่นว่า....ตัวเองนอนอีท่าไหนถึงตกมาได้  และผมก็ไม่คิดจะบอกให้มันช็อคแน่นอนครับ

 

 

 

หลังจากแขกที่ไม่ใช่คนทั้งสองจากไปเมื่อคืนนี้  อาการปวดหัวกลับมาเยี่ยมเยือนทันที  ความเจ็บปวดที่ประสบมันรุนแรงพอ  ๆ กับครั้งแรก  ประหนึ่งเหมือนมีมีดคม ๆ หลายเล่มกรีดที่ศีรษะอย่างช้า ๆ และกดลึกซ้ำลงในรอยแผล  เสียงบางอย่างที่ฟังไม่ได้ศัพท์วิ่งตรงเข้าสู่สมองยิ่งเพิ่มความทรมานให้ผมมากขึ้น  มือทั้งสองข้างจับผ้าปูที่นอนจนแน่น  เสียงกรีดร้องอย่างทรมานทำให้อ๊อดรีบตามพยาบาลมาดูอาการแต่....หลังจากนั้นสติของผมก็ขาดหายไป อีกคราว

ผมลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง แสงสว่างโดยรอบบ่งบอกว่าเป็นเวลากลางวันแล้ว  ผมลองขยับตัวดูปรากฏว่า....สามารถเอี้ยวคอได้ตามต้องการ  ส่วนแขนทั้งสองเคลื่อนไหวได้มากขึ้นแต่ขาอีกข้างของผมถูกห่อหุ้มด้วยวัตถุสีขาว ๆ ทำให้ขยับได้ไม่ค่อยถนัดนัก  ผมพยายามยันตัวเองขึ้นเพื่อเปลี่ยนอิริยาบถ    

หายเจ็บหรือยัง  ผมสะดุ้งเฮือกอีกครั้ง  คราวนี้เป็นเสียงเด็กผู้หญิงที่ผมมั่นใจเต็มร้อยเลยว่าได้ยินเมื่อคืนนั่นเอง  ผมหันไปมองที่ข้างเตียง  เด็กผู้หญิงหน้าตาน่ารักอายุราว ๆ 7 8ปีในชุดกระโปรงสีลูกกวาดนั่งอยู่บนเก้าอี้ข้าง ๆ เตียงและยังอุ้มตุ๊กตากระต่ายสีตุ่น ๆ ไว้  ผมขมวดคิ้วทันที....เด็กคนนี้มาอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่?

เธอเป็นใคร?   เป็นเพื่อนกับคุณเก่งกับนายกรีเหรอ?”  ผมถามอย่างซื่อ ๆ เพราะผมไม่มีญาติเป็นเด็กผู้หญิงอายุประมาณนี้หรอก  และเด็กที่ไหนจะมานั่งเฝ้าไข้ให้กับคนที่ไม่รู้จักนอกเสียจาก......

ฉลาดนี่  ใช่ ฉันเป็นคนรู้จักของคุณกรีและนายเก่ง  เสียงใสๆ  ตอบมาทันที  สองคนนั่นฝากให้ฉันมาดูแลนาย  รู้ไหมว่าเมื่อคืนนายแหกปากร้องลั่นจนคนอื่น ๆ เขานอนกันไม่ได้  น้ำเสียงของคนพูดบ่งบอกได้ถึงความฉุนเฉียวจากสิ่งที่ผมก่อ  ผมเองก็จำอะไรไม่ได้มากเสียด้วยจึงกล่าวขอโทษตรง ๆ เด็กน้อยจ้องหน้าผมนิ่งไปชั่วครู่  แล้วนายหายเจ็บหรือยัง  ไม่พูดเปล่าคราวนี้เอานิ้วเล็ก ๆ ชี้ที่ศีรษะของผมอีกต่างหาก

ผมเอามือจับ ๆ ศีรษะอย่างงง ๆ ตอนนี้ไม่รู้สึกเจ็บอะไรแล้ว  จึงส่ายหน้าแทนคำตอบ  แต่คนถามกลับทำหน้านิ่วคิ้วขมวดมากกว่าเดิม... ผมเป็นอะไรไปเหรอ?  ด้วยความกลัวในส่วนลึกจึงลองถามอีกฝ่าย

มีคนฝากบอกมาว่า...  ต่อไปนี้ชีวิตของนายจะลำบากมากขึ้นกว่าเดิม  อย่าท้อแท้  ยังมีคนที่พร้อมจะอยู่ข้าง ๆ เสมอ...  ริมฝีปากน้อย ๆ คลี่ยิ้มอย่างมีเลศนัย  ผมยิ่งฉงนมากกว่าเดิม  ทำไมพวกนี้ชอบพูดอะไรกันเป็นปริศนากันจริง  พูดตรง ๆ กันไม่เป็นหรือไง  หมดธุระแล้ว  ฉันไปก่อนนะ  อย่าส่งเสียงรบกวนคนอื่นๆ  อีกล่ะ  ประเดี๋ยวจากที่เอ็นดูจะกลายเป็นรำคาญแทน

เอ๋??  เดี๋ยวสิ!!!  ผมเอื้อมมือหมายจะคว้าต้นแขนเล็ก ๆ นั้นแต่ร่างทั้งร่างอันตรธานหายไปต่อหน้าต่อตา....  ทิ้งไว้เพียงแต่ความว่างเปล่าตรงหน้าและคำถามที่ยังไม่ทันได้เอ่ยปากด้วยซ้ำ  ผมทิ้งตัวลงนอนช้า ๆ สายตาจับจ้องเพดานสีขาวสว่างตา....จริง ๆ แล้วยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องจัดการอีก...

เสียงเปิดประตูเบนความสนใจจากเรื่องที่กำลังขบคิดอยู่ภายในใจ  บุคคลที่เข้ามาใหม่คือ....  “อ๊อด....  ผมเรียกเพื่อนสนิทด้วยความดีใจ  ดูท่าทางเจ้าตัวจะดีใจไม่แพ้กัน  ร่างท้วม ๆ ปราดเข้ามากอดผมแน่น  กูนึกว่ามึงจะไม่ตื่นอีกแล้วไอ้โรม  เมื่อคืนมึงร้องเหมือนควายถูกเชือดจนคิดมึงจะไม่รอดแล้ว  ตอนนี้ไม่เป็นอะไรแล้วใช่ไหม??” 

คำถามนี้......ตัวผมตอบไม่ได้  ได้แต่คาดหวังไว้ว่า.....  คงไม่เป็นอะไรแล้ว  อ๊อดผละจากตัวผมและก้มลงไปหมุนเตียงคนป่วยให้ผมได้นอนสบายขึ้น  แล้วป๊ากับม๊าล่ะ?”  ผมถามทันทีเมื่อนึกขึ้นได้ว่าไม่เห็นคนในครอบครัวเลย

คุณลุงกับคุณป้ามาตั้งแต่วันแรกที่มึงเข้าโรงบาลแล้ว  พอมึงออกจากห้อง ICU พวกเขาเลยกลับกรุงเทพ  แต่มะรืนนี้ก็คงจะมาอีก  ช่วงนี้กูเลยรับอาสาเฝ้ามึงแทน  ผมรู้สึกผิดอย่างสุด ๆ ที่ทำให้พ่อแม่ต้องมาเดือดร้อนอีกแล้ว  คงไม่ต้องถามเลยว่าห้องพักผู้ป่วยห้องเดี่ยวที่ผมได้พักอยู่ใครเป็นคนจัดการให้  ส่วนเพื่อนคนอื่นๆ  ก็ทยอยมาเยี่ยมตอนที่มึงยังไม่ตื่น  เอ่อ...เดี๋ยวกูเรียกพยาบาลก่อน  เมื่อวานเขากำชับว่าถ้ามึงฟื้นแล้วให้รีบบอก” 

เดี๋ยว....ผมรีบห้ามก่อนที่อีกฝ่ายจะกดกริ่งสำหรับเรียกนางพยาบาล  พวกเรานิ่งไปอึดใจ  ผมรวบรวมความกล้าอย่างมากที่สุดที่จะถามประโยคที่รู้ตัวดีกว่ามันทรมานแค่ไหนถ้าพูดออกไป.... แล้วชัยล่ะ??

เงียบ.... ร่างท้วม ๆ ชะงักทันที  เขาเบนสายตาไปมองที่อื่นทันที  เอ่อ.....ชัยมัน....ตายไปแล้ว.....

ชัยตายแล้วใช่ไหมอ๊อด... เสียงของผมสั่นพร่ากับความจริงที่ต้องรับรู้  คนถูกถามพยักหน้าช้า ๆ เพิ่งเผาศพไปตอนบ่าย....

....งั้นพรุ่งนี้กูจะไปเก็บกระดูกด้วย

อ๊อดหันมาสบตาผมทันควัน  นัยน์ตาส่อแววหวาดวิตกอย่างเห็นได้ชัด  ไม่ได้!!! มึงเพิ่งฟื้นแถมยังใส่เฝือก  หมอไม่ให้ไปหรอก”   และ...แม่ของไอ้ชัยฆ่ามึงแน่.....

เมื่อได้ยินเสียงจากประโยคสุดท้ายของเพื่อนสนิท  ผมก้มหน้านิ่ง....  ไม่แปลกหรอกที่เขาจะรู้สึกแบบนั้น  ชัยเป็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวนเพียงคนเดียวของบ้าน  ผมไปเที่ยวเล่นที่บ้านของเขาบ่อยจึงทราบดี  คุณน้า....คงแค้นกูมากสินะ  ถึงขั้นไม่อยากเจอหน้ากูเลยใช่ไหม?”     

มึงพูดอะไรของมึง??  กูไปตามหมอก่อนละ  อ๊อดเดินออกจากห้องทันทีโดยไม่สนใจเสียงเรียกของผม  ความเงียบงันเข้ามาแทนที่อย่างรวดเร็วยิ่งเพิ่มความหวาดกลัวภายในจิตใจ  ในขณะนี้สิ่งเดียวที่วนเวียนอยู่ภายในห้วงความคิดคือ...ความรู้สึกผิด   ผิดที่ตัวเองมีชีวิตรอด  สาเหตุการตายของชัยแท้จริงแล้วมาจากผมไม่ใช่เหรอ??  ถ้าผมไม่.....ไปหาเขา  เรื่องแบบนี้ก็คงไม่เกิดขึ้นหรอก!!!!!

ผมกอดตัวเองแน่น....  สองแขนที่โอบรัดตัวเองแม้จะไม่ช่วยให้อบอุ่นเท่าอ้อมกอดของใครบางคนที่ไม่ว่าจะเรียกร้อง  อ้อนวอน ภาวนาแค่ไหน  อ้อมกอดนั้นก็ไม่มีทางกลับมาหาผมอีกแล้ว...  ฮึก....หยาดน้ำตาเอ่อขึ้นมาจนได้  ผมปาดมันออกทันที  ร้องไห้ไปก็ไม่ช่วยอะไร

สวัสดี... เสียงทักขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยแต่ครั้งนี้ไม่ได้ทำให้ผมตกใจแต่อย่างใดเพราะเป็นเสียงที่ผมเริ่มคุ้นหูแล้ว  ผมเงยหน้าขึ้นมองไปรอบ ๆ ปรากฏว่าคนทักทายนั่งเอนพิงโซฟาอยู่

คุณเก่ง... เจ้าของชื่อคลี่ยิ้มให้นิด ๆ อาจจะเป็นเพราะว่าปรากฏตัวในตอนกลางวันกระมังจึงเห็นร่างกายของเขาเลือนลางกว่าที่เห็นเมื่อคืน

สีหน้าดูดีขึ้นเยอะแล้วนะ  หายปวดหัวหรือยัง? ผมพยักหน้าแทนคำตอบ  มีอาการผิดปกติบ้างไหม?”  ผมนิ่งคิดสักครู่  ตั้งแต่ตื่นมาก็ไม่รู้สึกเจ็บ  รู้สึกปวดตรงไหนเลย  แค่รำคาญนิด ๆ ที่แขนซ้ายถูกเสียบด้วยเข็มสำหรับใส่น้ำเกลือและขาขวาใส่เฝือกทำให้ลงจากเตียงไม่ได้

คิดว่าไม่มีครับ ผมตอบตามความจริงเพราะไม่แน่ใจว่าอาการปวดหัวอย่างรุนแรงจะกลับมาเยี่ยมเยียนอีกเมื่อไหร่  แต่.....ตอนนี้มีเรื่องติดใจอยู่....  คุณเก่งครับ  ผม...ขอถามอะไรได้ไหม?”  ผมเพิ่มสรรพนามคำหน้าชื่อหลังจากที่เขาช่วยเหลือให้ผมกลับเข้าร่างได้และรู้สึกติดใจกับวิธีการพูดและบุคลิกที่ดูเหมือนผู้ใหญ่แม้ว่าจะมีรูปร่างหน้าตาอยู่ในช่วงเด็กมหาลัยเช่นเดียวกับผม

คนฟังเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยแต่ก็ไม่แสดงท่าทีในเชิงปฏิเสธ  ว่ามาสิ  เรื่องไหนฉันไม่สามารถตอบได้  ฉันก็ไม่ตอบนะ

คุณ...เป็นอะไรกันแน่  แล้วทำไมถึงมาช่วยเหลือคนอย่างผมด้วย

น่าจะรู้อยู่แล้วว่าพวกฉันเป็นวิญญาณ...  เสียงทุ้มที่ตอบกลับมายังราบเรียบเช่นเคย  ส่วนเหตุผลที่ว่าทำไมถึงช่วย  เพราะ....

แกร็ก... เสียงเปิดประตูขัดจังหวะการสนทนาของพวกเรา  บุคคลที่ก้าวเข้ามาคือ... คุณหมอกับคุณพยาบาล  แต่เมื่อหันกลับไปหาคู่สนทนาปรากฏว่า....หายตัวไปอีกแล้ว....  ผมถอนหายใจดังเฮือกใหญ่  วิญญาณช่างสะดวกดีแท้  อยากหายไปตอนไหนก็ได้  

ประโยคคำถามซ้ำ ๆ เดิม ๆ จากปากของคุณหมอมาดขรึมทำให้ผมรู้สึกเบื่อ ๆ ขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้  แม้จะเข้าใจว่าทำไมเขาต้องถามก็ตาม  ผมชำเลืองไปสบตากับชายในชุดขาวพอดิบพอดี  เขาเผลอจ้องผมสักพักก่อนเบนสายตาไปที่อื่น  ปลายนิ้วกดลงที่หัวไหล่ของผมอย่างแรง  ตรงนี้เจ็บไหมครับ  เด็กสมัยนี้มันน่าฟัดจริง ๆ

เอ๋?  ผมหันไปมองคนพูดทันที  เขายังคงตีหน้านิ่งเหมือนไม่ได้พูดอะไรออกไป  แต่ผมได้ยินจริงๆ  นะ เอ๊ะ!!”  ผมร้องเสียงหลงเมื่อถูกสัมผัสที่ท้ายทอยเบา ๆ แทนที่จะเป็นการกดนิ้วลงไปตรง ๆ ตรงนี้ละครับ ตรงนี้สินะ....       ตรงนี้มันคืออะไรละวะ!!!             

หมอค่ะ  เฝือกของคนไข้ยังไม่ได้เช็คค่ะเสียงเตือนจากพยาบาลเป็นเหมือนระฆังช่วยจริง ๆ  ผมพงกศีรษะเป็นการแอบขอบคุณซึ่งเธอก็ยิ้มรับ  ไอ้หมอเกย์หื่น เห็นคนไข้หน้าตาน่ารักหน่อยเป็นไม่ได้...   เฮ้ย!!!  ถึงผมจะชอบผู้ชายก็จริงแต่ผู้ชายสไตส์มือไวทำรุ่มร่ามแบบนี้ก็ไม่ชอบนะ 

ด้วยความตกใจในสิ่งที่ได้ยินจากพยาบาลสาว  ผมถึงตัดสินใจถามออกไป...  “หมอเป็นเกย์เหรอครับ??

เฮ้ย!!”  ผมได้ยินเสียงอุทานลั่น  ชายในเครื่องแบบสีขาวหน้าซีดลงทันที  คุณได้ยินมาจากไหน

ก็......จากพี่พยาบาล  ผมหมายจะตอบไปอย่างงั้นแต่....มีมือที่เลือนลางมาปิดไว้ก่อน  คุณเก่งโผล่มาแทรกระหว่างผมกับคุณหมอ  เขาส่ายหน้าเป็นเชิงห้ามไม่ให้ผมพูดออกไป  เมื่อไม่มีคำตอบจากผม  หมอก็แสดงอาการหงุดหงิดออกมาทันที  ท่าทางผมจะพลาดเข้าอย่างจัง

คุณหมอค่ะ  ได้เวลาไปตรวจห้องอื่นแล้วค่ะ!!”  เสียงระฆังช่วยชีวิตอีกรอบจากคนเดิมเมื่อคนที่จ้องมองผมอย่างไม่พอใจยอมเลิกลาแต่โดยดี  เขาเดินกระแทกส้นออกไปโดยไม่สนใจเสียงอันดัง  ผมกล่าวขอบคุณพร้อมยกมือไหว้พี่พยาบาลก่อนที่จะออกจากห้อง  เธอโบกมือแทนคำตอบ  คราวหลังก็อย่าจี้จุดหมอเขาตรง ๆ สิจ้ะ  เขายิ่งพยายามปิด ๆ ไว้อยู่   

กะแล้ว..... นี่ปกปิดแล้วนะยังแอบลวนลามผมไปหลายที่  ถ้าเปิดเผยคง....  ผมส่ายศีรษะจนผมกระเซิงกับความคิดพิเรนทร์ของตัวเอง  เสียงกระแอมของใครบางคนทำให้ผมรู้ตัวว่าในห้องไม่ได้มีแค่ผมเพียงคนเดียว  ส่วนเพื่อนของผมก็หายไปยังไม่กลับมา  เมื่อหันไปหาแขกอีกคนที่ยืนทำคิ้วขมวดชนกัน  “เอ่อ.... เมื่อกี้ขอบคุณนะครับที่ห้ามไว้”  ผมยิ้มแห้ง ๆ ให้อีกฝ่าย

ท่าทางเธอจะมีปัญหาเรื่องปากไวหน่อยนะ นัยน์ตาสีนิลจ้องผมไม่กระพริบจนผมเริ่มรู้สึกเขินนิด ๆ  เอาล่ะท่าทางอาการของเธอจะดีขึ้นแล้วจริง ๆ  ฉันคงไม่รบกวนต่อ  เมื่อสิ้นคำพูด  ร่างของเขาก็เริ่มเลือนลางลงกว่าเดิม  ไม่นะ!!

อ่ะ....เดี๋ยวครับ....ผมเผลอยกมือห้าม.....  แต่คนฟังก็ยอมอยู่นิ่ง ๆ ผม......นอนมาเยอะแล้ว....

อยากได้เพื่อนคุยใช่ไหม  ผมพยักหน้าตอบแม้ว่ามันจะไม่ใช่เหตุผลที่สมควรรั้งเขาไว้  แต่....ผมไม่อยากอยู่คนเดียวต่างหาก  ผมไม่อยากฟุ้งซ่านไปมากกว่านี้  ขอเพียงมีใครสักคนอยู่ข้าง ๆ โลกของผมก็ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันตา  จะหาว่าผมเห็นแก่ตัวก็ได้แต่ในสถานการณ์แบบนี้การมีคนอยู่ข้าง ๆ มันช่วยได้เยอะจริง ๆ ก็ได้..  ฉันจะอยู่จนกว่าเพื่อนของเธอจะมาแล้วกัน  คำตอบที่เปรียบประหนึ่งน้ำทิพย์ปลอบประโลมจิตใจ  ถ้าไม่ติดตรงที่เฝือกตรงขาขวาละก็....ผมคงจะลงไปกราบขอบพระคุณกับความใจดีของคน ๆ หนึ่งซึ่งไม่ได้รู้จักกันมาก่อนเลยแม้แต่นิด  แต่ทว่า...เขาก็พร้อมยื่นมือให้ความช่วยเหลือแก่ผม  มันคงไม่ผิดใช่ไหม  ถ้าผมจะขอยึดมือข้างนั้นไว้สักพักจนกว่า......ผมจะกลับมายืนหยัดได้อีกครั้ง.....
 

To be continued 
By Keaw (31/01/15)

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 37 ครั้ง

10 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 17 พฤษภาคม 2561 / 11:55
    ถ้าเป็นเราเราคงถามว่าเกิดอะไรขึ้นนะหลังเจออุบัติเหตุดันมองเห็นผีสะงั้นแถมยังได้ยินเสียงในใจคนอื่นด้วยเปิดเรื่องมากระทบกระเทือนใจมากต้องเสียคนรักไปแต่ตัวเองดันรอดมาแถมแม่เขาก็ยังมาเกลียดอีกชอบแนวนี้ค่าา
    #683
    0
  2. #651 Mistyblack (@Mistyblack) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2560 / 10:24
    ทำไมถึงรถคว่ำได้หล่ะ อยากรู้ แต่สนุกมากกกก
    #651
    1
    • #651-1 [Ke@w] (@notrenuit) (จากตอนที่ 1)
      24 ตุลาคม 2560 / 08:12
      อุบัติเหตุจากความประมาทค่ะ แค่นั้นจริงๆ ไม่มีอะไรซ่อนเงื่อนเลย
      #651-1
  3. #641 KuppaKP (@KuppaKP) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2560 / 12:57
    ตายกันตั้งแต่ตอนแรกเลยอ่ะ มีความซับซ้อนน
    #641
    0
  4. #636 Poom Raweewan (@poompooi) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2560 / 11:51
    เราว่าเอาตัวจุดออก กับไม่ต้องกั้นหน้ากั้นหลังจะดีกว่านะ คือมันอ่านลำบากอ่ะ
    #636
    1
    • #636-1 [Ke@w] (@notrenuit) (จากตอนที่ 1)
      18 พฤษภาคม 2560 / 08:46
      format นี่เราใช้ตอนลงบอร์ดค่ะ โค้ดอาจจะไม่เข้ากับทางเด็กดี ขอโทษด้วยนะคะ
      #636-1
  5. #635 pralsuwannasa (@pralsuwannasa) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 13 เมษายน 2560 / 08:57
    อืม..กลับมาอ่านใหม่หลังจากอ่านไป20กว่าตอนเเล้วลืมเนื้อเรื่อง555
    //อ่านกี่ทีก็ชอบ><
    #635
    1
    • #635-1 [Ke@w] (@notrenuit) (จากตอนที่ 1)
      18 พฤษภาคม 2560 / 08:49
      ขอบคุณมากค่า
      #635-1
  6. #614 mangpor43 (@por2543) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 8 มีนาคม 2560 / 00:54
    เพิ่งเจอเรื่องนี้อ่ะ น่าสงสารทั้งคู่เลย
    อ่านใจได้เป็นอะไรที่เจ๋งมาก ^_^
    #614
    1
    • #614-1 [Ke@w] (@notrenuit) (จากตอนที่ 1)
      3 เมษายน 2560 / 16:54
      แต่ส่วนตัวเกี้ยวเองก็ไม่อยากได้หรอกค่ะ ไม่รู้จะดีที่สุด
      #614-1
  7. วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2559 / 20:52
    ไม่รู้หล่ะ อ่านตอนแรกก็ร้องไห้ การสูญเสีนคนที่รักเป็นอะไรที่เจ็บปวด
    #519
    1
    • #519-1 [Ke@w] (@notrenuit) (จากตอนที่ 1)
      22 กุมภาพันธ์ 2559 / 19:50
      แล้วไปแบบไม่ทันได้ตั้งตัวด้วย คนอยู่ย่อมเจ็บปวดมากกว่าคนจากไปค่ะ
      #519-1
  8. #510 มิยะ (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2559 / 10:19
    อ่านใจได้ ว๊าววววว
    #510
    1
    • #510-1 [Ke@w] (@notrenuit) (จากตอนที่ 1)
      20 กุมภาพันธ์ 2559 / 07:54
      แต่โรมเองคงไม่ได้อยากได้สักเท่าไหร่
      #510-1
  9. #204 MELAMOIR. (@mmillie) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2558 / 18:12
    สงสารชัย สงสารโรม อุตสาห์มีความรู้สึกตรงกันแล้วแท้ๆ ....
    ตอนแรกนึกว่าโรมจะมีสัมผัสที่หกอย่างการเห็นวิญญาณมาจากอุบัติเหตุอย่างเดียวนะเนี้ย ไม่นึกว่าจะได้ยินความคิดของคนด้วย เข้าใจเลยล่ะว่าคำว่าหลังจากนี้จะต้องลำบากมากขึ้นกว่าเดิมมันเพราะอะไร
    น่าติดตามมากค่ะ นิยายวายแนวนี้ไม่ค่อยมีให้เห็นสักเท่าไหร่ ขอบคุณที่แต่งมาให้ได้เสพนะคะ^^
    #204
    1
    • #204-1 [Ke@w] (@notrenuit) (จากตอนที่ 1)
      30 กรกฎาคม 2558 / 14:09
      ขอบคุณที่ชอบนิยายเรื่องนี้นะคะ คนแต่งดีใจมากๆ สำหรับคำชม
      #204-1
  10. #5 เรอร์ (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2558 / 19:17
    อาการอาฟเตอร์เอฟเฟคของอุบัติเหตุแบบนี้เรียกว่าลำบากคนมี แต่ถ้าคิดว่าคุมให้ดีจะมีประโยชน์มาก (โดยเฉพาะเวลาต่อรองเจรจางาน เจ๋งยิ่งกว่าสุภาษิตจีนที่ว่ารบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง



    ปล.เราจะเลือกคุณกรีแล้วปล่อยคุณเก่งไปด้วยความนิยมส่วนตัว อุฮิ
    #5
    0