คัดลอกลิงก์เเล้ว

[End] ห้องทดลองสีกุหลาบ [Yuri]

โดย ChaoSera

อย่าอ่าน... ฉันเตือนคุณแล้ว อย่าสนใจ... ฉันเตือนคุณแล้ว อย่าสงสัย... ฉันเตือนคุณแล้ว หากคุณไม่ฟัง... ก็เชิญเข้ามา " ...ฉันเตือนคุณแล้ว... "

ยอดวิวรวม

1,276

ยอดวิวเดือนนี้

3

ยอดวิวรวม


1,276

ความคิดเห็น


3

คนติดตาม


35
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  5 ก.ย. 58 / 23:02 น.
นิยาย [End] ͧͧաҺ [Yuri] [End] ห้องทดลองสีกุหลาบ [Yuri] | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

เรื่อง : ห้องทดลองสีกุหลาบ

โดย : ChaoSera


อย่าอ่าน... ฉันเตือนคุณแล้ว

อย่าสนใจ... ฉันเตือนคุณแล้ว

อย่าสงสัย... ฉันเตือนคุณแล้ว

หากคุณไม่ฟัง... ก็เชิญเข้ามา

" ...ฉันเตือนคุณแล้ว... "



เนื้อเรื่อง อัปเดต 5 ก.ย. 58 / 23:02


เรื่อง : ห้องทดลองสีกุหลาบ

โดย : ChaoSera

 

“ไม่กินอาหารอีกแล้วเหรอ”

นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้พบกับเธอ... ราชินีแสนสง่าบนบัลลังก์แห่งความรู้ นักวิทยาศาสตร์สาวสวมเสื้อกาวน์สีเดียวกับผนังห้อง เธอแทบจะถูกกลืนหายไปกับมันเลยจริงๆเมื่อครั้งแรกที่เดินเข้ามาในนี้ ในห้องของฉัน

ฉันมองอีกฝ่ายด้วยความสงสัย ฉันไม่เคยเห็นหน้าเธอมาก่อน แต่ก็ไม่ได้ถามออกไป ฉันถามไม่ได้ นั่นไม่ใช่สิทธิ์ของฉัน ฉันไม่มีสิทธิ์ถามคำถามใดๆกับคนเหล่านี้

“ได้เวลาตรวจร่างกายแล้ว ซี๊ด” ชายหนุ่มในชุดแพทย์เดินตามสตรีแปลกหน้าเข้ามาในห้อง ส่วนซี๊ดที่เขาพูดถึงคือชื่อของฉันเอง มาจาก S.E.E.D. ที่เป็นชื่อของการทดลองที่ไม่รู้ว่าย่อมาจากคำว่าอะไรบ้าง แต่ที่แน่ๆมันเกี่ยวกับการปลูกถ่ายเนื้อเยื่อเซลล์ที่มีความสามารถในการฟื้นฟูร่างกายสูง

ส่วนฉันคือหนูทดลองของพวกเขา

“กรร!!” ฉันกัดฟันและทุบกำแพง การตรวจร่างกายของแพทย์หนุ่มคนนี้หรือดร.ฟอร์ดนั้นเจ็บปวดเสมอ เขาจะกรีดเนื้อของฉันออกไปเพื่อนำไปตรวจสอบและคอยสังเกตว่าแผลของฉันจะหายในกี่นาที ความสามารถในการรักษาบาดแผลของฉันนั้นเร็วกว่าคนทั่วไป แน่นอนว่าเซลล์ประสาทก็ถูกสร้างใหม่และทำงานได้ดีด้วย

“เสร็จแล้ว พักได้” ดร.ฟอร์ดพูดพลางเหยียดยิ้ม เขาเป็นพวกซาดิสถ์เข้าขั้นน่ากลัว มันไม่จำเป็นเลยที่เขาจะต้องกรีดแผลฉันลึกขนาดนี้ แต่เขาก็ชอบทำเสมอและยิ้มชอบใจเวลาที่ฉันร้องออกมา

ดร.ฟอร์ดออกไปจากห้องแล้ว ฉันดีใจที่เขาออกไปได้เสียที ก่อนจะหันไปมองนักวิทยาศาสตร์สาว เธอยังไม่ได้ออกไปจากห้อง ไม่รู้ว่าห้องสี่เหลี่ยมสีขาวที่ไม่มีแม้แต่เตียงนี้ทำให้เธอสนใจหรืออย่างไรถึงไม่ยอมออกไปเสียที ฉันรีบหลบตาเมื่อเธอละสายตาจากผนังห้องว่างเปล่าและมองมาที่ฉัน

“ถ้าเธอไม่ยอมกินอาหารที่เตรียมให้ ร่างกายเธอจะรักษาแผลช้าลง นั่นเป็นปัญหากับการทดลองของพวกเรา ฉะนั้นช่วยอย่าก่อปัญหาโดยไม่จำเป็น” เธอคนนั้นเอ่ยเตือน พลางใช้ปลายรองเท้าส้นสูงเขี่ยถอดอาหารที่มีแต่อาหารแคปซูลมาทางฉัน เธอจะรู้ไหมนะว่ารสชาติมันกลืนไม่ลงอย่างแรง “กินซะสิ”

“ไม่อร่อย”

“อะไรนะ?” เธอถาม เลิกคิ้วสูงก่อนจะเดินมาใกล้ๆ ฉันยืนขึ้นและถอยหลังไป แผลที่ถูกดร.ฟอร์ดกรีดบนหลังนั้นยังไม่หายดี ฉันยังไม่อยากได้แผลเพิ่มอีกแผล “เมื่อกี้เธอพูดว่าอะไร”

“เปล่าค่-- ” ฉันจะตอบปฏิเสธ แต่รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหมุนติ้วไปพร้อมกับความรู้สึกปวดที่ขมับขวา เมื่อครู่นี้เธอคนนั้นจับหัวฉันกระแทกผนังห้อง ฉันไม่เข้าใจ ฉันทำอะไรผิด...

“ตายแล้วคุณอดาลิซ! ซี๊ดเขาเจ็บนะคะ คุณไปทำร้ายเธอแบบนี้ได้ยังไง” หญิงสาววัยกลางคนวิ่งเข้ามาในห้องฉัน เธอชื่อเคธี่ เป็นสมาชิกคนหนึ่งในการทดลองนี้เหมือนกัน แต่เธอเป็นจิตแพทย์ไม่ใช่พวกนักวิทยาศาสตร์เคร่งกฎหรือหมอซาดิสถ์ เธอเข้ามาช่วยพยุงฉันและพยายามพูดจนกระทั่งนักวิทยาศาสตร์สาวยอมออกไป

“นั่นใครเหรอคะ” ฉันถาม เคธี่เป็นคนเดียวที่ฉันพูดคุยด้วยได้ นั่นเป็นหน้าที่ของเธอที่ต้องคอยดูแลไม่ให้ฉันเป็นบ้าไปเพราะการทดลองพวกนี้ “ไม่เคยเห็นหน้า”

“นั่นน่ะคือคุณอดาลิซ หัวหน้างานวิจัย S.E.E.D. ปกติแล้วเธอไม่เข้ามาดูหน่วยวิจัยนี้เอง แต่เพราะเธอไปอดอาหารประท้วงเข้าเลยทำคุณอดาลิซหงุดหงิดน่ะ” เคธี่อธิบาย ...นั่นแค่หงุดหงิดเหรอนั่น?! “ฉันก็เตือนเธอแล้วนะซี๊ด ว่าเธอต้องกินอาหาร การทดลองนี้เธอตกลงเซ็นสัญญาไปแล้ว จะมายกเลิกกลางคันไม่ได้นะ”

“ฉันรู้ค่ะ” ฉันตอบ จริงๆฉันไม่ได้อดอาหารประท้วงอะไรเสียหน่อย แค่อาหารพวกนี้มันไร้รสชาติต่างหาก พวกเขาให้ฉันกินอาหารแคปซูลแบบนี้มานานจนฉันเกือบจะลืมรสชาติอาหารจริงๆไปแล้วด้วยซ้ำ

“พักผ่อนไปนะ เดี๋ยวอีกสักพักคุณอดาลิซคงมีเรื่องอยากจะคุยกับเธอ” เคธี่บอก ก่อนจะเดินออกไปจากห้องพัก ฉันไม่ได้รับอนุญาตให้ออกจากห้องนี้ ยกเว้นก็แต่หลังมื้ออาหาร ฉันมีเวลาครึ่งชั่วโมงที่จะเดินเล่นในศูนย์วิจัยใต้ดินนี้ แต่ตราบใดที่ฉันไม่กินอะไรเลย พวกเขาก็จะไม่ปล่อยฉันออกไป

ฉันไม่แน่ใจว่าตัวเองคิดถูกรึเปล่าที่รับงานเป็นหนูทดลองในศูนย์วิจัยนี้ แต่ฉันไม่มีทางเลือก บางทีมันอาจจะดีกว่านอนตายอยู่ข้างถนน อย่างน้อยพวกเขาก็หาค่าจากชีวิตฉันได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง มันผ่านมานานแค่ไหนกันแล้วนะ? ห้องของฉันมีแต่สีขาว ชุดทดลองสีขาว บางครั้งอาจจะมีบ้างที่ห้องนี้เลอะเลือดจากการตรวจร่างกาย แต่มันจะถูกล้างทุกๆวัน แสงไฟถูกเปิดตลอดเวลาจนฉันไม่รู้เวลาของโลกภายนอก ฉันได้เจอผู้คนเพียงห้าคนเท่านั้นในช่วงที่ได้เดินเล่นในศูนย์วิจัย ดร.ฟอร์ด หมอซาดิสถ์ เคธี่ จิตแพทย์คัพซี บ๊อบ ช่างอิเล็กทรอนิกส์และโปรแกรมเมอร์ ไบรอั้น นักวิทยาศาสตร์หนุ่มที่คุมงานวิจัยส่วนใหญ่ และอดาลิซ หัวหน้าโครงการโรคจิต

ในขณะที่ฉันคิดเรื่อยเปื่อยอยู่นั้น... คนโรคจิตที่ว่าก็เดินเข้ามา

“ถ้าในการทดลองขั้นต่อไปมีความเสี่ยงสูงจนอาจถึงตาย เธออยากจะขออะไรก่อนเริ่มการทดลองไหม?” อดาลิซเอ่ยถาม ฉันพอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่ ไม่ใช่เรื่องที่ฉันอดอาหารหรอก คนที่กล้าเปิดโครงการที่เริ่มทดลองกับมนุษย์แทนหนูทดลองนั้นไม่น่าจะใส่ใจในเรื่องยิบย่อยแบบนั้น การทดลองที่ฉันผ่านพ้นไปเป็นเพียงแค่การอุ่นเครื่องเท่านั้น ของจริงคงจะเป็นสิ่งที่รออยู่หลังจากนี้ต่างหาก และอดาลิซก็คงต้องการจะมาดูขั้นตอนในส่วนนั้นด้วยตัวเธอเอง “ก็เหมือนกับการเลือกอาหารมื้อสุดท้ายของนักโทษนั่นแหละ แต่อย่างน้อยสำหรับเธอก็มีโอกาสรอดอยู่ที่สิบเปอร์เซ็นต์ ไม่ถึงกับเป็นศูนย์”

“ข้าว!” ฉันตอบ ถึงจะรู้ว่าหลังจากนี้จะมีเรื่องที่เลวร้ายรออยู่ แต่นี่ก็เป็นครั้งแรกที่ฉันได้รับอนุญาตให้กินอย่างอื่นที่ไม่ใช่อาหารแคปซูลพวกนั้น “ข้าวที่แม่ทำ”

“แม่? คงไม่ได้หรอก งานวิจัยนี้เป็นความลับที่มีผลต่อความมั่นคงของหลายประเทศ จะให้ข่าวรั่วออกไปถึงคนที่ไม่เกี่ยวข้องไม่ได้” อดาลิซตอบ “เลือกมาให้ดี แล้วฉันจะหามาให้”

“ข้าว... อะไรก็ได้” ฉันตอบด้วยความเสียดาย จะว่าไปแล้วตอนนี้จะมีใครที่บ้านนึกเอะใจไหมนะว่าฉันหายตัวไป อาจจะไม่ก็ได้ ปกติฉันก็ทำตัวแย่ๆจนคนในบ้านไม่อยากอยู่ด้วยอยู่แล้ว พวกเขาอาจจะกำลังดีใจกันอยู่

“การทดลองจะเริ่มในอีกหกวัน” อดาลิซบอก “ในระหว่างนั้นเธอไม่ต้องกินอาหารแคปซูลแล้ว”

ฉันควรจะดีใจรึเปล่า? ต้องดีใจใช่ไหม ตอนที่ฉันตกลงรับงานนี้มันบอกว่าฉันต้องยอมรับทุกผลกระทบจากการทดลองและมีความเสี่ยงที่จะตายได้ แต่ฉันเชื่อว่าตัวเองดวงแข็งพอเลยไม่คิดมาก ตอนนี้ฉันเริ่มไม่แน่ใจแล้ว อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้นในโครงการวิจัยนี้ ใครจะนึกว่าตอนนี้แผลที่ดร.ฟอร์ดกรีดนั้นหายดีแล้วโดยไร้ซึ่งแผลเป็น

อดาลิซออกไปจากห้องแล้วและการนับถอยหลังสู่วันทดลองเสี่ยงตายก็เริ่มขึ้น...

 

กึก... อดาลิซวางจานข้าวไว้ตรงหน้าฉัน ข้าวเปล่าๆกับไส้กรอกทอดและหมูเบอร์เกอร์ ตอนที่ฉันขอข้าวไปไม่นึกว่าจะได้มาแบบอาหารฟาสต์ฟู้ด แต่ก็เอาเถอะ... ดีกว่าอาหารแคปซูล

“แค่กๆๆ!” ฉันแทบกลืนไม่ลง ข้าวแข็งอย่างกับอะไรดี มันยังไม่สุกหรือไม่ก็น่าจะใส่น้ำน้อยเกิน คนที่ทำออกมานี่เคยทำอาหารไทยมาก่อนหรือเปล่าเนี่ย?! “รสชาติ... ”

อดาลิซมองฉันด้วยแววตาสงสัยใคร่รู้ “รสชาติเป็นยังไง?”

ย... อย่าบอกนะว่าเธอเป็นคนทำ... “อ..อร่อย... ”

“เหรอ ดีแล้ว” อดาลิซยิ้มขึ้นมาเป็นครั้งแรก ก่อนจะเดินออกไป นี่ถ้าเผลอหลุดปากออกไปว่ารสชาติหมาไม่รับประทานจะโดนกระทืบรึเปล่านะเนี่ย “กินเสร็จแล้วออกไปนอกห้องได้ครึ่งชั่วโมงนะ”

ฉันน่าจะเปลี่ยนเมนูตั้งแต่วันแรกๆ ฝีมือทำอาหารอดาลิซก็ไม่ถึงกับแย่ แต่ประเด็นคือเธอหุงข้าวสวยไม่เป็น สุดท้ายฉันก็ขอเปลี่ยนไปกินอาหารฝรั่งตามแบบที่เธอถนัดทำแทน

“ทำไมถึงบอกว่าอยากกินอาหารของแม่เธอล่ะ?” อดาลิซถามขึ้นในวันสุดท้ายก่อนการทดลองขั้นต่อไปจะเริ่มขึ้น เธอเหมือนจะอารมณ์ดีถ้าฉันชมว่าเธอทำอาหารอร่อย จากนั้นเธอก็เป็นฝ่ายชวนคุยเอง มันไม่เหมือนกับการคุยกับเคธี่ จิตแพทย์สาวคุยกับฉันเพราะมันเป็นหน้าที่ ฉันพอจะดูออก “ฉันเป็นคนเลือกเธอเข้ามาในงานวิจัยเพราะฉันอ่านประวัติเธอแล้ว วีรกรรมก็ไม่ใช่น้อยๆด้วย แถมยังมีเรื่องที่ว่าจ้างนักฆ่า... ”

“อย่าพูดถึงมัน!” ฉันตวาด บ้าเอ้ย ฉันไม่ควรจะทำแบบนั้น ถ้าอดาลิซโกรธขึ้นมาจะเกิดอะไรขึ้นบ้างก็ไม่รู้ ใช่ ฉันเคยทำเรื่องไม่ดีมากๆลงไป มากจนไม่น่าให้อภัย ทั้งติดคุกและหลายๆอย่าง ตอนที่ได้ออกมาจากคุก ฉันดีใจที่นรกจบลงเสียที แต่มันเลวร้ายยิ่งกว่า ไม่มีใครต้อนรับคนคุกอย่างฉัน มันแย่ยิ่งกว่าอยู่ในคุกเสียอีก

“อยากจะระบายรึเปล่า ฉันจะไปตามเคธี่... ” อดาลิซถามและเตรียมจะลุกออกจากห้องไป ฉันสับสนและสับสนยิ่งกว่าเมื่อรู้สึกตัวอีกครั้งก็คว้าข้อมืออีกฝ่ายเอาไว้แล้ว “ก็ได้... ฉันฟังเอง”

ไม่รู้ว่าอะไรทำให้ฉันยอมเปิดใจ แม้แต่เคธี่ที่เป็นจิตแพทย์ก็ทำให้ฉันเล่าเรื่องตัวเองไม่ได้ มันเหมือนกับว่าเธอพยายามทลายกำแพงของฉัน แต่กับอดาลิซ เหมือนว่าฉันจะเป็นฝ่ายทลายกำแพงของเธอมากกว่า เธอไม่ได้เกี่ยวข้องกับการทดลองนี้ทั้งๆที่เธอเป็นหัวหน้าโครงการ เธอดูเป็นมิตรกว่าทั้งๆที่ทักทายครั้งแรกได้แย่มาก ฉันเล่าให้เธอฟัง เหตุผลที่ฉันก่อคดี เหตุผลที่ฉันว่าจ้างนักฆ่า... ไปฆ่าแม่ตัวเอง ความคิดเลวระยำทั้งหมด...

เกิดขึ้นเพราะฉันเป็นคนเชื่อคนอื่นง่ายเกินไป

“บางทีถ้าฉันจะตายในการทดลองนี้ก็คงสมควรแล้ว” ฉันพูดหลังจากที่เล่าจบ ถึงแม้ว่าการว่าจ้างนั้นจะล้มเหลว ทั้งฉันทั้งมือปืนถูกจับได้และแม่ของฉันพยายามขอร้องศาลให้ลดโทษมากที่สุด แต่มันก็ไม่ได้เปลี่ยนอะไรในเรื่องที่ฉันทำลงไป หลังจากออกจากคุกฉันไม่กล้ากลับไปให้ที่บ้านเห็นหน้าด้วยซ้ำ

“ .......... ” อดาลิซไม่ได้ตอบอะไร เพียงแค่เก็บจานอาหารแล้วเดินออกไป นั่นสินะ ฉันมันเป็นคนเห็นแก่เงิน อกตัญญูเสียยิ่งกว่าอะไรดี โอกาสครั้งที่สองเป็นสิ่งที่ฉันไม่ควรจะได้รับ แต่ฉันก็ได้รับมัน ในงานวิจัยนี้ ไม่ว่าฉันอยู่หรือตาย เงินที่ได้จากการว่าจ้างนี้จะถูกส่งกลับไปให้ครอบครัวของฉัน อย่างน้อยพวกเขาก็ไม่ต้องมาทนทุกข์กับลูกสาวเฮงซวยแบบฉันอีก แต่ไม่ว่าทางใด ฉันก็จะไม่ได้ออกไปจากศูนย์วิจัยอีกตลอดไป เพราะการทดลองทำให้ฉันกลายเป็นสิ่งที่คนทั่วไปไม่สมควรได้รับรู้ เป็นตัวทดลองที่เป็นความลับของประเทศมหาอำนาจทั้งหลาย

อดาลิซเดินกลับเข้ามาพร้อมกับเก็บโทรศัพท์มือถือใส่กระเป๋า เมื่อครู่นี้เธอคงออกไปคุยอะไรบางอย่าง ฉันนึกว่าเธอจะขยาดที่ต้องมาอยู่ใกล้คนอย่างฉันเสียอีก

“ถ้าเธอรอดจากการทดลองในคืนนี้ เราจะทดสอบสภาพร่างกายเธอประมาณสามสัปดาห์” อดาลิซพูดขึ้น จ้องฉันที่นั่งแหงนหน้ามองตอบอยู่บนพื้น “ ...หลังจากนั้นเธอกลับบ้านได้”

“ตลก... ” ฉันตอบพลางยิ้มขำ แต่อดาลิซไม่ได้ขำ “พูดจริงเหรอ?”

“เธอได้รับอนุญาตให้กลับบ้านหลังจากนี้” อดาลิซพูดย้ำ “แล้วอย่าลืมกลับไปขอโทษซะนะซี๊ด”

“อย่าพูดแบบนั้นได้ไหม... ” ฉันพูด รู้สึกเหมือนดวงตาชื้นแฉะ น้ำตาเหรอ? อาจจะใช่ก็ได้ “เธอจำไม่ได้เหรอว่าเคยบอกอะไรฉันไว้?! โอกาสรอดมันแค่หนึ่งในสิบไม่ใช่หรือไง! แล้วมาให้ความหวังอะไรตอนนี้เล่า!

“เพราะมันเป็นแบบนั้น เธอถึงต้องการความหวังไม่ใช่เหรอ” อดาลิซถามกลับ เธอถอนหายใจราวกับรู้ว่าคุยต่อไปฉันก็ไม่ใจเย็นลง “โอกาสรอดของคนที่มีความหวังกับไม่มีมันต่างกันเยอะนะ”

“ตรวจร่างกายจ้าสาวๆ” ดร.ฟอร์ดเปิดประตูเข้ามาในห้องพร้อมกับมีดผ่าตัด เป็นการตรวจร่างกายครั้งสุดท้ายก่อนที่การทดลองจะเริ่ม ทั้งที่ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาไม่ต้องเจอเขาเลยแท้ๆ

“ฟอร์ด ฉันบอกว่าไม่ต้องตรวจแล้วไง” อดาลิซทำเสียงต่ำราวกับสัตว์ร้าย

“คำสั่งไบรอั้น อย่างน้อยก็ให้แน่ใจว่าอัตราการสร้างเซล์ใหม่ยังเร็วเท่าครั้งล่าสุด ถ้าเกิดผิดพลาดขึ้นมา ซี๊ดจะได้รักษาตัวเองได้ทันไง” ดร.ฟอร์ดตอบ แต่กลับถูกอดาลิซแย่งมีดในมือไป

“ออกไปได้แล้ว ฉันทำเอง”

“อ้าว แต่มันไม่ใช่หน้าที่... ”

“ไล่ออกเอาไหม?” อดาลิซขู่ ทำให้ดร.ฟอร์ดยอมออกไปแต่โดยดี เธอหันกลับมาหาฉัน

“ถึงอัตราการรักษาแผลไม่คงที่ก็จะทำการทดลองกันอยู่ดีไม่ใช่เหรอ” ฉันถาม

“ฉันจะเบามือแล้วกัน” อดาลิซบอก “จะว่าไป... ฉันว่าจะถามเธอตั้งนานแล้ว”

“อะไรเหรอ?”

“ชื่อเล่นเธอชื่ออะไร มันไม่มีในประวัติของเธอน่ะ”

พวกเรารู้จักกันไปได้ยังไง ฉันพยายามกลั้นขำ ไม่มีแม้แต่คำทักทาย ไม่มีแม้แต่การแนะนำตัว อดาลิซก็เรียกแค่โค้ดเนมงานวิจัยแทนชื่อฉันมาตลอด ส่วนฉันก็รู้จักชื่ออีกฝ่ายจากเคธี่ พวกเราไม่เคยทำความรู้จักกันเลย

“เบลล์” ฉันตอบ “แต่ตอนนี้ฉันคุ้นหูกับชื่อซี๊ดไปแล้วล่ะ”

“เธอจะได้กลับไปเริ่มชีวิตใหม่ เบลล์” อดาลิซให้คำมั่นสัญญา “เธอเป็นเด็กฉลาด ฉันยังแปลกใจเลย คนคุกที่ไหนพูดภาษาที่ไม่ใช่ภาษาตัวเองได้สามภาษา เธอเริ่มต้นใหม่ได้อยู่แล้ว”

“ไม่ต้องย้ำคำว่าคนคุกก็ได้” ฉันบอก แต่กลับเรียกเสียงหัวเราะจากอดาลิซแทน

การตรวจร่างกายรอบนี้ไม่ว่าผลเป็นยังไง... การทดลองก็ต้องเริ่มขึ้น อดาลิซไม่ได้กรีดมีดแรงอย่างดร.ฟอร์ดที่ทำอย่างกับจะคว้านเนื้อฉันมาแกะสลักเล่น การรักษาบาดแผลของฉันยังรวดเร็วเหมือนเดิม พวกเขาจึงส่งฉันไปที่ห้องทดลองซึ่งครั้งหนึ่งฉันเคยรับการปลูกถ่ายเซลล์ที่นี่ สวัสดีเตียงคนบ้า สวัสดีเครื่องวัดชีพจร ฉันนอนลงนิ่งๆ พวกเขาก็รัดฉันไว้กับเตียงเพื่อป้องกันไม่ให้ฉันดิ้น หากผ้าพับเป็นทบหนามาให้ฉันกัดเอาไว้เพราะพวกเขาจะไม่ฉีดยาชาให้เพื่อจะได้สังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นได้ และเมื่อการทดลองเริ่มต้นขึ้น...

มันก็ทรมานเหมือนอย่างทุกครั้ง

ดร.ฟอร์ดเริ่มกรีดมีดผ่าตัดลงบนร่างกายของฉันช้าๆและค่อยๆเลาะเอาผิวหนังชั้นนอกออกทีละส่วน ฉันกรีดร้อง แม้จะเคยเจอการปลูกถ่ายเซลล์มาหลายครั้งแล้ว แต่ฉันก็ยังไม่ชินกับมัน ไม่มีวันชิน ความรู้สึกเจ็บครั้งแรกหายไปเมื่อบาดแผลทั้งหมดเกิดชาขึ้นมา แต่เมื่อถูกปล่อยทิ้งไว้ มันก็ร้อนผ่าวและกลับมาเจ็บปวดขึ้นมาอีกครั้ง

ฉันรู้สึกถึงความเย็นของคมมีดนั้น มันตัดผ่านร่างกายของฉันลงมาพร้อมกับความเจ็บปวดสุดจะทน แม้ฉันจะจำความเจ็บปวดเหล่านี้ได้ดี แต่เมื่อต้องมาเจอมันอีกครั้ง มันช่างทรมานยิ่งกว่าความตาย ฉันอยากตายไปให้ได้ตอนนี้เลย ไม่ไหวแล้ว เจ็บปวดเหลือเกิน ทรมานเหลือเกิน คมมีดนั้นยังคงกรีดร่างกายนี้โดยไม่สนใจเสียงกรีดร้องของฉัน พวกเขาปลูกถ่ายเนื้อเยื่อลงบนบาดแผลพวกนั้น ก่อนจะฉีดยาอะไรบางอย่างที่ต้นคอของฉัน

ฉันเคยคิดว่าการถูกถลกหนังทั้งเป็นจนขาดเลือดตายคงเป็นอะไรที่ทรมานที่สุด แต่หากต้องถูกถลกหนังแล้วยังไม่ตาย... นั่นเป็นอะไรที่ทรมานยิ่งกว่า หากแต่ก็ไม่สามารถเทียบได้กับสิ่งที่ฉันต้องเจอต่อจากนี้ พวกเขาฉีดยาสีฟ้าไปตามเส้นเลือดของฉัน พวกเขาต้องใช้มันเพื่อเปลี่ยนอะไรบางอย่างในตัวฉันให้ตอบรับเซลล์ที่ปลูกถ่ายเข้าไปใหม่ ร่างกายของฉันเริ่มปวดระบม ฉันเกร็งไปทั้งตัวเพราะความเจ็บปวดทั้งหมดราวกับถูกส่งกระแทกเข้าไปที่ศีรษะ ปวด... ปวดเหลือเกิน ทรมาน... ใครก็ได้... ได้โปรด หยุดมันที

ปิ๊บ! ปิ๊บ! ปี๊บบ..บ...

“เอาเครื่องปั๊มหัวใจมา!” เสียงอดาลิซดังขึ้นเป็นเสียงสุดท้ายก่อนที่สติของฉันจะดับวูบไป“ ...เคลียร์!

 

ฉันได้ยินเสียงเครื่องวัดชีพจรดังอยู่ข้างๆเป็นระยะเมื่อลืมตาตื่น รู้สึกปวดระบมและแสบที่มือทั้งสองข้างอยู่ตลอดเวลา แต่มันก็ไม่มากเมื่อเทียบกับสิ่งที่ฉันเจอก่อนหน้านี้ ฉันกระพริบตาหลายครั้งกว่าจะชินกับแสงสว่างภายในห้อง ฉันยังอยู่ในห้องทดลอง ไม่มีใครอยู่ในห้อง... โอเค ยกเว้นคนหนึ่ง

“ชีพจรเธอไม่เต้นไปสองรอบระหว่างการปลูกถ่ายเซลล์ใหม่ ไม่ต้องแปลกใจถ้าเธอจะปวดหน้าอก โดนปั๊มหัวใจไปหลายหนอยู่เหมือนกัน” อดาลิซบอก แปลว่า... ผ่านมาได้เหรอ? ฉันยังไม่ตายสินะ “ตอนนี้ชีพจรคงที่ เซลล์กำลังผสานตัวเข้าด้วยกัน แต่คงอีกสักพักถึงจะเห็นความ... ”

ฉันลุกขึ้น ลืมไปว่าโดนมัดอยู่กับเตียง แต่สายรัดทั้งหมดที่เหลือนั้นแค่ฉันเอื้อมมือไปดึงเบาๆก็ฉีกขาดออกมาจนหมด ฉันนั่งมองสายพวกนั้นอย่างงงๆ ก่อนจะหันไปมองอดาลิซที่ชะงักไปชั่วขณะ

“ ...แตกต่าง” อดาลิซพูดสิ่งที่พูดอยู่ต่อให้จบ ก่อนจะมองฉันด้วยความประหลาดใจ “เกิดอะไรขึ้นเนี่ย”

“ทำไมถามฉันล่ะ” คนที่ต้องแปลกใจควรเป็นฉันไม่ใช่เหรอ ฉันลุกลงจากเตียง จับขาโต๊ะวางของเพื่อพยุงตัวลุก แต่ผลที่ได้คือขาโต๊ะที่เป็นโลหะนั้นแทบจะละลายคามือฉัน มันหักและล้มโครม ทิ้งข้าวของบนโต๊ะให้กระจัดกระจาย ฉันถามด้วยความตื่นกลัว “อดาลิซ! เกิดอะไรขึ้นกับฉัน?! มันไม่ควรจะเป็นแบบนี้ไม่ใช่เหรอ!

“เดี๋ยว! ไม่! อย่าจับฉัน ว๊าย!” อดาลิซถอยหนีฉัน แต่เพราะข้าวของที่ล้มเกลื่อนทำให้เธอเผลเหยียบหลอดทดลองเข้าและเสียหลัก ฉันดึงแขนเธอ... เธอกรีดร้อง

“เกิดอะไรขึ้น?!” ดร.ฟอร์ดวิ่งเข้ามา ฉันรีบปล่อยมือจากอดาลิซ ไม่แน่ใจว่าเมื่อครู่นี้เกิดอะไรขึ้น ฉันได้กลิ่นไหม้จากแขนอดาลิซ หรือว่าสิ่งที่ผิดปกติจะไม่ได้เกิดขึ้นกับขาโต๊ะอย่างเดียว ฉันไม่รู้ รู้สึกเจ็บจี๊ดที่ลำคอ แล้วโลกทั้งใบก็พร่ามัว ก่อนที่ฉันจะล้มลง ฉันหันไปเห็นดร.ฟอร์ดพอดีตอนที่กระแทกพื้น เขาฉีดยาสลบใส่ฉัน...

 

“พวกคณะกรรมการว่ายังไงบ้าง” นั่นเสียใครกันนะ...

“คงมีแต่ต้องทำลายทิ้งนั่นแหละ” ว่าไงนะ “ทำไมจะสร้างยารักษา แต่กลายเป็นอาวุธชีวภาพไปได้ล่ะเนี่ย”

“ต้องฆ่าเธอจริงๆเหรอ” เสียงเคธี่เหรอ?

“เถียงกันอยู่นั่นแหละ ถ้าไม่ทำลายร่างซี๊ดตอนนี้ก็เป็นพวกเราที่จะตายก่อนไม่ใช่หรือไง” ดร.ฟอร์ด? อะไรนะ ฆ่าฉันเหรอ? ทำไม... “ไม่ต้องรอคณะกรรมการอะไรนั่นตอบมาหรอก ถ้าพวกนายไม่ทำ ฉันจัดการเองก็ได้”

ฉันได้ยิน... เสียงฝีเท้า... ใกล้เข้ามา... ใกล้เข้ามา...

“ไม่!” ฉันร้องตกใจและตื่นขึ้น ทว่าไม่มีใครอยู่ในห้อง ไม่มีใครสักคนยกเว้นแต่ดร.ฟอร์ด เขาอยู่ตรงหน้าฉัน ตรงเท้าฉัน เลือดไหลอาบเจิ่งนองทั่วพื้น ร่างไร้วิญญาณของดร.ฟอร์ดนอนอยู่ตรงนั้น...

ฉันกรีดร้อง

ภาพติดตาเบื้องหน้าทำให้ฉันคลื่นไส้ แต่ไม่นานนักสติของฉันก็กลับคืนมา ดร.ฟอร์ดตายเพราะเสียเลือดจากแผลฉกรรจ์ที่ถูกกรีดลงบนอก มันเรียบจนน่าเหลือเชื่อ ราวกับถูกกรีดด้วยมีดผ่าตัด อาวุธประจำตัวของเขาเอง ฉันมองตามรอยเลือดที่ถูกลากเป็นทางยาวไปจนถึงบานประตูที่แง้มอยู่ ตรงนั้น... ดวงตาคู่หนึ่งสบตาฉัน ฉันร้องไม่ออก หัวใจเต้นระรัวจนผิดปกติ เจ้าของดวงตานั้นเห็นฉันหันไปมองก็รีบวิ่งหนี เสียงฝีเท้าวิ่งไปตามทางเดิน

“เดี๋ยว!” ฉันร้องเรียก พยายามจะลุกขึ้นแต่เรี่ยวแรงที่ยังไม่กลับมาทำให้มันลำบากเหลือเกิน สุดท้ายฉันก็ลุกมาจนได้ ฉันอยากจะหยิบอาวุธมาป้องกันตัว แต่ทุกอย่างที่มือของฉันแตะต้อง มันกลับละลายราวกับถูกกรดกัดกร่อน ฉันจึงเลิกพยายาม ก่อนจะไปสะดุดตาเข้ากับจอคอมพิวเตอร์ มันมีข้อมูลการทดลองที่ถูกส่งไปยังคณะกรรมการของโครงการ S.E.E.D เหมือนว่าเซลล์ที่ปลูกถ่ายลงบนมือทั้งสองข้างจะทำงานผิดปกติ ทำให้ปล่อยกรดความเข้มข้นสูงออกมา ส่วนที่มือของฉันยังอยู่ก็เพราะร่างกายของฉันสร้างเซลล์มาแทนส่วนที่ถูกทำลายได้ทันที อย่างไรก็ดี มันเป็นภัยอันตรายเกินไปในระหว่างการวิจัย ส่วนความเห็นของคณะกรรมการที่ส่งกลับมานั้นอยู่ในไฟล์อีเมล์อีกไฟล์หนึ่งด้านหลังไฟล์ข้อมูลการทดลองนี้

ฉันพยายามจะเปิดข้อมูลเพิ่ม แต่คีบอร์ดพังในทันทีที่ฉันแตะ ฉันจึงเปลี่ยนใจและหันไปไล่ตามใครคนนั้นที่สบตาฉันเมื่อครู่แทน ประตูที่แง้มถูกผลักออกด้วยไหล่ ฉันก้าวออกไป... ไม่มีใครอยู่บนทางเดิน มีเพียงรอยหยดเลือดที่บนพื้นยาวไปเรื่อยๆจนไปถึงห้องครัว ฉันรีบตามไปแต่ก็คอยระวังไปด้วยตลอดทาง

ศพร่างที่สองจึงปรากฏเบื้องหน้าฉัน

“เคธ... ” ทำไมล่ะ เคธี่ทำอะไรผิด...

เธอตายแล้ว... ร่างนั้นถูกมีดทำครัวปักบนหลังและนอนคว่ำอยู่บนพื้น ร่องรอยถูกแทงนั้นมีไม่ต่ำกว่าสิบ ราวกับฆาตกรแทงด้วยอารมณ์โมโหหรือเพื่อความสะใจมากกว่าเพียงสังหาร เลือดไหลเจิ่งนองไม่ต่างจากศพแรกของดร.ฟอร์ด ฉันจะไม่แปลกใจหากเขาจะตายไปโดยไม่มีใครจดจำ แต่กับเคธี่ ใครกันที่คิดอยากจะฆ่าเธอ?

“กรึก! ซ่า... ฮัลโหล... เคธี่เกิดอะไรขึ้น ซ่า... ฮัลโหล!” เสียงไบรอั้นดังมาจากหูฟังบนโต๊ะ มันใช้งานได้โดยไม่ต้องมีตัวโทรศัพท์มือถือไว้เชื่อมต่อด้วย ดูเหมือนว่าเธอกำลังคุยกับไบรอั้นอยู่ก่อนจะถูกฆ่า

“เคธี่ตายแล้ว” ฉันเดินเข้าไป เกือบจะหยิบหูฟังขึ้นมาแล้ว แต่นึกขึ้นได้ว่ามันจะพังทันทีถ้าเกิดฉันใช้มือจับ จึงค่อยๆก้มหัวลงไปหาหูฟังที่ถูกทิ้งไว้บนโต๊ะแทน แม้จะรู้สึกไม่ดีกับผู้ตายที่ทำไปแบบนั้น แต่ฉันก็จำเป็นต้องเข้าใจสถานการณ์ที่เป็นอยู่ตอนนี้ ฉันพยายามสวมหูฟังโดยไม่ทำมันพังจนได้ “ดร.ฟอร์ดก็ด้วย เขาตายอยู่ในห้องทดลอง นี่มันเกิดอะไรขึ้นคะไบรอั้น?!

“พระเจ้า... อย่าบอกนะว่ามีคนนอกเข้ามาในนี้... ซี้ด! เธอรีบกลับไปหลบที่ห้องของเธอก่อนนะ เข้าใจไหม แล้วอย่าออกมาเด็ดขาดนะ” เสียงไบรอั้นอุทาน ก่อนจะพูดด้วยเสียงเบาลงเหมือนว่าหันไปพูดคนละทางกับโทรศัพท์ “บ๊อบ เช็คกล้องวงจรปิดซิ ดูตั้งแต่ช่วงที่พวกเราเพิ่งออกจากห้องทดลอง... ”

“ดร.ฟอร์ด... เคธี่... บ๊อบ... ไบรอั้น... ” ฉันทวนชื่อของแต่ละคนในศูนย์วิจัยลับ สองคนแรกนั้นตายไปแล้ว ส่วนสองคนที่เหลือน่าจะอยู่ด้วยกันที่ห้องควบคุมส่วนกลาง “อดาลิซล่ะ เธออยู่ไหน? ฉันต้องไปตามหาเธอก่อน”

“ซี๊ด! หยุดนะ! เรายังไม่รู้ว่าฆาตกรเป็นใครหรือซ่อนอยู่ที่ไหน ซี๊ด!” ฉันยังไม่ได้วางสายหรือทิ้งหูฟังไป นั่นทำให้เสียงร้องห้ามของไบรอั้นดังจนปวดหู แต่ฉันไม่สน อดาลิซต้องอยู่ในศูนย์วิจัยนี้ มีเพียงห้องควบคุมส่วนกลางที่บ๊อบกับไบรอั้นอยู่เท่านั้นที่มีประตูล็อกแน่นหนา ถ้าอดาลิซไม่ได้อยู่ในนั้นก็แปลว่าเธอกำลังอยู่ในศูนย์วิจัยนี้กับฆาตกรโรคจิตที่ไม่รู้ว่าอยู่ตรงส่วนไหน

“อดาลิซ!!” ฉันร้องเรียกชื่อเธอ ...ไม่เอานะ อย่ามาตายที่นี่นะอดาลิซ “อดาลิซ!!” เธอเป็นคนให้กำลังใจ ให้ความหวังกับฉันไม่ใช่เหรอ “อดาลิซ!!” แล้วเธอหายไปไหนของเธอเนี่ย?! “ปัดโธ่!!

“ว๊ากก!!!” จากเสียงตะโกนร้องห้ามของไบรอั้นกลับกลายเป็นเสียงร้องที่ฟังดูน่าเจ็บปวด พวกเขาถูกทำร้าย? ฆาตกรบุกเข้าไปในห้องควบคุมส่วนกลางได้ยังไงกัน? มันมีระบบล็อกที่ป้องกันคนนอกได้ไม่ใช่เหรอ

“ฮัลโหล? ฮัลโหล?!” ฉันพยายามร้องเรียกไบรอั้น แต่ไม่มีเสียงตอบกลับมาเลย ฉันรีบวิ่งไปทางห้องควบคุมส่วนกลาง ประตูที่ควรจะล็อกถูกเปิดทิ้งไว้และมีรอยเลือดที่หยดเป็นทางเข้าไปและออกมาจากห้อง ดูเหมือนว่าเลือดบางส่วนนั้นเป็นของฆาตกรเอง บางทีอาจจะมีบาดแผลมาตั้งแต่ที่ลงมือฆ่าดร.ฟอร์ดแล้วก็ได้ ฉันวิ่งเข้าไปดูภายในห้อง บ๊อบนอนนิ่งอยู่บนพื้นโดยไร้บาดแผล ฉันลองเข้าไปสะกิดเขาด้วยเท้าเพราะมือของฉันอันตรายเกินไป

!?!?!” ความรู้สึกเจ็บแล่นมาที่ขาจนสะท้านไปทั้งตัว รู้สึกร้อนราวกับโดนไฟเผาจากข้างใน ฉันพยายามชักเท้ากลับ แล้วความรู้สึกนั้นก็หายไป ร่างกายฉันรักษาตัวเองทันทีก่อนที่ฉันจะนึกได้... สายไฟที่ถูกตัดขาดอย่างตั้งใจนั้นตกอยู่ข้างตัวบ๊อบ เขาถูกช็อตด้วยไฟฟ้า ขนาดฉันยังเกือบตาย เขาก็คงไม่มีทางรอด

“ไบรอั้น ได้โปรดตอบที เกิดอะไรขึ้น” ฉันถามไปทางหูฟังอีกครั้ง แต่ก็ไม่มีการตอบกลับมาเช่นเดิม ฉันลุกขึ้นเตรียมจะวิ่งออกไปหาตัวอดาลิซอีกครั้ง แต่เธอก็ได้ปรากฏตัวให้ฉันเห็นแล้ว...

วิดีโอกล้องวงจรปิดที่ไบรอั้นสั่งให้บ๊อบเปิดดู... กำลังฉายภาพอดาลิซแทงมีดใส่เคธี่

ตลอดชีวิตนี้ฉันไม่เคยเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆหรือแม้แต่พระเจ้า แต่ได้โปรดเถอะ ฉันขอร้อง ใครก็ได้ช่วยอธิบายให้ฉันเข้าใจที จะผีห่าซาตานตัวไหนก็ได้ ช่วยบอกทีว่านี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน?!

“ซี๊ด! ซี๊ด ยังอยู่ไหม” เสียงไบรอั้นดังมาจากหูฟังอีกครั้ง “เมื่อกี้ฉันถูกอดาลิซตามล่าเลยส่งเสียงออกไปไม่ได้ ให้ตายเถอะพระเจ้า! ยัยนั่นบ้าไปแล้ว!! ฟังนะซี๊ด กลับไปที่ห้องของตัวเอง หลบอยู่ในนั้นก่อน ฉันต้องไปหาอาวุธมาไว้ป้องกันตัว แล้วฉันจะตามไปช่วยเธอ รอที่นั่นก่อน เข้าใจไหม?!

“เข้าใจ... ” ฉันยังไม่แน่ใจในสิ่งที่เกิดขึ้น แต่รีบวิ่งกลับไปยังห้องของตัวเองตามที่ไบรอั้นบอก ฉันไม่เจอ อดาลิซในระหว่างทาง แต่ทุกครั้งที่เห็นรอยเลือดหยดผ่านเส้นทาง มันทำให้ฉันหวาดกลัวจากก้นบึ้งหัวใจ

กรึก... ฉันกลับมาหลบอยู่ในห้องตัวเองแล้ว ประตูห้องแหว่งไปบ้างเล็กน้อยเพราะฉันเอื้อมมือไปจับมันตอนเปิดปิด ภายในห้องยังคงมีสภาพเหมือนเดิม ทุกด้านทุกมุมเป็นสีขาว ไม่มีโต๊ะ ตู้ หรือแม้แต่เตียง สิ่งเดียวที่แปลกแยกจากพื้นผนังสีขาวเหล่านั้นคือประตูและกล้องวงจรปิดที่ติดเอาไว้มุมเพดาน...

ก็แปลว่า... อดาลิซสามารถมองเห็นฉันได้จากกล้องวงจรปิดน่ะสิ?!

“ซี๊ด ระวังตัวนะ อดาลิซกำลังเดินไปทางห้องของเธอ” เสียงไบรอั้นร้องเตือนมาจากหูฟัง ฉันได้แต่นั่งตัวสั่นอยู่ข้างประตู ภาวนาขอให้อีกฝ่ายมองไม่เห็นฉันที่ซ่อนอยู่ในมุมนี้

“ไบรอั้น” แต่มีบางเรื่องที่ยังคาใจฉันอยู่ “ทำไมอดาลิซต้องทำแบบนี้ล่ะ”

“ ... ” ไบรอั้นเงียบไปครู่หนึ่งราวกับหยุดคิด ก่อนจะตอบออกมา “ฟังนะซี๊ด... ระหว่างที่เธอสลบไป พวกเราส่งเรื่องที่เกิดขึ้นให้เบื้องบนได้อ่าน พวกเขาลงความเห็นว่าเธอกลายเป็นตัวทดลองที่อันตราย และสั่งกำจัดเธอทิ้งเสีย ตอนนั้นพวกเราก็ลังเลกันอยู่ แต่อดาลิซตั้งใจจะกำจัดเธอทิ้ง ฉันคิดว่าเพราะพวกเราคัดค้านและไม่ยอมให้เธอทำ เธอเลยตามเก็บพวกเราทีละคน”

“ถ้าอย่างนั้น... ถึงอดาลิซไม่เป็นคนฆ่าฉัน ฉันก็คงต้องตายอยู่ดีสินะ”

“ฉันไม่ปล่อยให้เป็นอย่างนั้นแน่ เชื่อฉันสิ! ฉันจะพาเธอออกไปจากที่นี่เอง” ไบรอั้นว่า “ตอนนี้มือของเธอเป็นเหมือนอาวุธชีวภาพ เธอใช้ป้องกันตัวเองและทำร้านคนอื่นได้ แต่ฉันขอเตือนว่าอดาลิซหมายหัวเธออยู่ ถ้าฉันไปไม่ทัน เธอต้องจัดการอดาลิซซะ อีกฝ่ายเป็นฆาตกร ถ้าช้าเกินไปอาจเป็นเธอที่กลายเป็นฝ่ายถูกฆ่า เข้าใจไหม?”

“ค่ะ” ฉันตอบเสียงสั่น ในหัวของฉันตอนนี้เหมือนไม่เหลือความคิดใดๆหลงเหลืออยู่ สติที่กลับมาก็ยังไม่ค่อยอยู่กับร่องกับรอย ฉันได้ยินเสียงฝีเท้า ไม่รู้ว่าตัวเองหูฝาดเพราะใกล้บ้าไปแล้วรึเปล่า แต่ฉันได้ยินมันค่อยๆใกล้เข้ามาจากส่วนของทางเดิน ไม่ใช่ไบรอั้นแน่ เพราะฉันยังได้ยินเสียงวิ่งของเขาจากหูฟังนี้ จังหวะมันไม่ตรงกัน

งั้นก็อดาลิซ...

ประตูห้องของฉันถูกเปิดออก อดาลิซเดินกะเผลกเข้ามาเพราะถูกดร.ฟอร์ดกรีดขาและไหล่เข้าในตอนแรก ในมือของอดาลิซถือมีดที่หายไปจากห้องครัวมาด้วย ฉันพยายามไม่กลัวแล้ว ฉันพยายามแล้ว... แต่เมื่ออดาลิซหันมาหาฉันพร้อมรอยยิ้มเปื้อนเลือดนั้น...

“อย่าเข้ามา!!” ฉันกรีดร้องออกไปด้วยความหวาดกลัว รอยยิ้มบนหน้าของอดาลิซก็หายไป เธอพุ่งเข้ามาหาฉัน และในวินาทีนั้น ฉันก็ไม่คิดถึงอะไรทั้งนั้น ฉันยังไม่อยากตาย ไม่อยากที่จะต้องมาตายในนี้!

“อึก... ” ฉันพุ่งเข้าใส่อดาลิซด้วยความมุ่งร้าย ยันมือทั้งสองออกไปเพื่อกันไม่ให้อดาลิซเข้าใกล้และเป็นการจู่โจมอีกฝ่ายไปด้วย นั่นไม่ได้ช่วยอะไรเลยถ้าหากเธอตั้งใจจะแทงมีดใส่ฉัน... เคร้ง แต่เธอไม่ได้ทำ มีดเล่มนั้นถูกทิ้งลงกับพื้น มีเพียงอ้อมแขนของอีกฝ่ายที่โอบกอดฉันไว้ เธอกอดฉันโดยไม่สนใจว่าเสื้อผ้าที่เธอใส่นั้นเริ่มถูกกรดกัดจนมีกลิ่นไหม้ “ไม่เป็นไร ปลอดภัยแล้ว ไม่มีใครมาทำร้ายเธอ เธอจะได้กลับบ้าน”

“ไม่ใช่สิ... ” ฉันไม่เข้าใจ หมายความว่ายังไง ไม่ใช่เธอหรอกเหรอที่คิดจะฆ่าฉัน “ไม่ใช่แบบนี้ไม่ใช่เหรอ”

ร่างของอดาลิซทรุดลงและฉันทำตัวไม่ถูก ร่างกายอีกฝ่ายมีแต่รอยบาดแผลทั้งที่ถูกดร.ฟอร์ดกรีดและถูกกรดจากตัวฉันกัด บนแขนข้างที่ฉันเคยจับเธอมีรอยไหม้เหวอะน่ากลัวและตอนนี้บนอกถึงบ่าของเธอก็ไม่ต่างกัน

“ฉันไม่ได้... ฉันไม่ได้ตั้งใจ ฉันขอโทษ” ฉันคุกเข่าลงข้างเธอ อยากจะช่วย อยากจะรักษา แต่ฉันแตะตัวเธอไม่ได้ ฉันทำอะไรไม่ได้เลย “นี่มันเรื่องอะไรกันแน่น่ะอดาลิซ”

“เธอคงไม่อยากรู้หรอก” เสียงไบรอั้นดังขึ้น แต่มันไม่ได้ดังมาจากหูฟังอีกแล้ว เขายืนอยู่ตรงนั้น... ที่หน้าประตูห้องฉันพร้อมกับอาวุธสีดำในมือ ปืนสั้น... มันไม่ได้มีไว้ยิงลูกดอกยาสลบแน่ๆ

ไบรอั้นไม่ได้ไปเอาอาวุธมาป้องกันตัว หากแต่ไปเอาอาวุธสังหารมาต่างหาก

“ไบรอั้น...?” ฉันเรียกชื่อเขา เขาคงไม่ได้จะทำอย่างที่ฉันคิดใช่ไหม เขาพยายามจะปกป้องฉันไม่ใช่เหรอ เขาย่างก้าวเข้ามาหาฉันจนเกือบถึงตัวพวกเรา “อย่านะ... ”

“ฉันไม่นึกนะว่าเธอจะว่าง่ายขนาดนี้” ไบรอั้นว่า “แต่เธอเป็นตัวอันตรายเกินไป คงต้องบอกลากันแล้วล่ะ”

ปากกระบอกปืนสีดำถูกจ่อมาที่หน้าผากของฉัน ฉันนึกอยากจะปัดมันออกไป แต่ความหวาดกลัวกัดกินจิตใจฉันอยู่ แขนขาสั่นและไม่มีแรงแม้แต่จะยกขึ้นมา ทำไมฉันถึงไม่เคยสงสัย ทำไมฉันถึงไม่นึกเอะใจ ว่าเหตุผลที่ไบรอั้นหยิบขึ้นมาอ้างนั้นขัดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ดร.ฟอร์ดอยากให้ฉันตายอยู่แล้ว ไม่มีทางมันจะเป็นไปอย่างที่ไบรอั้นแต่งเรื่องขึ้นมา แต่ฉันมานึกได้เอาตอนนี้ก็ไม่ทันแล้ว

นี่ฉัน... หลงเชื่อคนอื่นง่ายเกินไปอีกแล้วสินะ

“เบลล์” อดาลิซขานเรียกชื่อฉันแม้ในยามนี้ไร้ซึ่งสติ

อดาลิซ... “ฉันขอโทษ”

ปัง!

 

ท้ายบท – Adaliz’s Talk

ฉันเฝ้ามองเธอจากด้านนอกกรงขัง เธอเป็นเหมือนนกน้อยซึ่งถูกล่อหลอกให้บินเข้ามาในกรงที่ไม่มีทางได้กลับออกไป จากหนึ่งวันเป็นหนึ่งสัปดาห์ จากหนึ่งสัปดาห์เป็นหนึ่งเดือน ไม่มีทางรู้ได้ว่าการทดลองที่ทะเยอทะยานนี้จะจบลงเมื่อไหร่ ฉันเคยเห็นเธอเป็นเพียงหนูทดลองตัวหนึ่ง หนูทดลองที่มีชีวิตอยู่เพียงเพื่อผลักดันความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ขึ้นไปอีกขั้นและตายไปเพื่อเหตุผลเดียวกัน การค้ามนุษย์เป็นสิ่งผิดกฎหมาย แต่เธอก็ยังขายตัวเองและก้าวเข้ามาสู่เงื้อมือของมัจจุราชที่อำมหิตที่สุด

ชื่อของเธอคือเบลล์

ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะที่เธอทำให้ฉันมองเธอต่างไปจากเดิม ไม่ใช่หนูทดลอง หากแต่เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีจิตใจไม่ต่างกัน เธอยิ้ม เธอหัวเราะ เธอร้องไห้และเกรี้ยวกราด บางครั้งนึกฉันสงสัยว่าถ้าเราไม่ได้มาพบกันในสถานที่แบบนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างเราจะเป็นยังไง ไม่ใช่หนูทดลองกับนักวิทยาศาสตร์ มันอาจจะดีกว่านี้ก็ได้ ฉันอยากพาเธอออกไปจากที่นี่ จากสถานที่แสนโหดร้ายนี้ เธอเคยเล่าให้ฉันฟังถึงความหวัง ความปรารถนาที่สำคัญและอยากทำให้เป็นจริงหากได้กลับออกไป ฉันอยากเห็นเธอมีความสุข ไม่อยากกักขังเธออีกต่อไป...

ทว่าโชคชะตากลับเล่นตลก เมื่อการทดลองทั้งหมดเกิดผิดพลาดขึ้น

ฉันได้แผลเหวอะขนาดใหญ่เพียงแค่เบลล์จับแขนฉัน มือคู่นั้นกลายเป็นสิ่งอันตรายที่หากรู้ถึงหูคนที่ประสงค์ร้ายเข้า เธออาจต้องกลายเป็นอาวุธมีชีวิตให้กับคนเหล่านั้น เบื้องบนจึงสั่งให้ทำลายข้อมูลหลักฐานทั้งหมดเสีย รวมไปถึงตัวทดลองอย่างเบลล์ด้วย พวกเราต้องกำจัดเธอ ไม่อย่างนั้นเบื้องบนก็จะกำจัดพวกเรา

ไม่มีใครคิดคัดค้านพวกเขานอกจากฉัน ฟอร์ดคิดจะฆ่าเบลล์ตั้งแต่ก่อนเบื้องบนตัดสินใจแล้ว ฉันห้ามเขาได้ครั้งหนึ่ง แต่เมื่อคำสั่งถูกส่งมาชัดเจน พวกเราต่างตกลงกันไม่ได้จนแยกย้ายกันไป ตอนนั้นเองที่ฟอร์ดคิดจะลงมือฆ่าเบลล์อีกครั้งโดยไม่ตกลงกับคนอื่น และฉัน... ฉันฆ่าเขา

มันเป็นเพียงอุบัติเหตุ แต่เขาไม่ได้ตายง่ายๆ เขาสู้และกรีดมีดลงบนตัวฉัน เขาพยายามจะฆ่าฉันไปพร้อมกับเบลล์ นั่นทำให้ฉันไม่มีทางเลือก เขาสมควรตายอยู่ตั้งแต่แรกแล้ว...

ฉันหนีออกมานอกห้อง ตอนนั้นเองที่ฉันได้ยินเสียงเบลล์กรีดร้อง เธอไม่น่าตื่นขึ้นมาตอนนี้เลย ทุกอย่างกำลังแย่ ฉันกำลังแย่ เธอเห็นฉันผ่านรอยแง้มของประตูแล้ว ฉันจึงรีบหนี ห้องพยาบาลอยู่ถัดไปจากห้องครัว ฉันเจอเคธี่ที่นั่น กำลังเตรียมเครื่องดื่มอะไรบางอย่างที่ฉันไม่รู้จัก แต่ที่แน่ๆฉันรู้ว่ามันไม่ควรจะต้องใส่ไซยาไนต์ลงไปในนั้น เคธี่เห็นฉันแล้วและตกใจ เธออาสาจะช่วยทำแผลแต่ฉันไม่ได้สนใจ

“น้ำนั่น?” ฉันถาม

“ฉันไม่อยากให้ซี๊ดต้องตายอย่างทรมาน อย่างน้อยถ้าให้ดื่มมันแทนยิงทิ้ง มันก็จะทำให้ซี๊ดจากไปอย่างสงบ” นั่นคือคำตอบของเคธี่ จริงเหรอ? แม้แต่เธอก็ด้วยงั้นเหรอ? จิตใจของพวกเธอทำจากอะไรกัน พวกเธอเห็นเบลล์เป็นแค่หนูทดลองที่จะฆ่าทิ้งตอนไหนก็ได้ทั้งนั้นใช่ไหม?!

ตอนนี้แท่นวางมีดอยู่ห่างจากฉันเพียงเอื้อม เคธี่หันหลังให้ฉันเพื่อจัดการเครื่องดื่มนั้นต่อให้เสร็จ ฉันหยิบมีดขึ้นมา แทงใส่ร่างของเธอไม่ยั้ง ราวกับมีอะไรครอบงำจิตใจของฉัน ทว่าแม้จะแทงจนร่างของเคธี่ล้มลง ฉันก็ยังไม่หายสะใจกับสิ่งที่ทำลงไป อา... ทำไปจนได้สินะ หลังจากนี้คงไม่มีทางให้ย้อนกลับไปอีกแล้ว

ฉันมองกล้องวงจรปิดที่ติดบนเพดาน อย่างไรเสียหลักฐานก็มัดตัวฉันจนดิ้นไม่หลุด เส้นทางที่อยู่เบื้องหน้ามีเพียงหนีไปหรืออยู่รอโทษประหาร ฉันเลือกเส้นทางที่ต่างออกไป ฉันจะหนี... แต่ฉันจะพาเบลล์ไปด้วย เธอไม่สมควรต้องมาตายในนี้ จะต้องฆ่าเพื่อนร่วมงานอีกสองคนฉันก็ไม่สนใจแล้ว ศูนย์วิจัยแห่งนี้มันไม่สมควรมีอยู่ตั้งแต่แรก คงต้องโทษตัวเองสินะที่ดั้นด้นสร้างมันขึ้นมาเพียงเพราะต้องการเงินทองและชื่อเสียง

ฉันเดินกลับมายังห้องควบคุมส่วนกลางพร้อมกับมีดที่ติดมาด้วย พวกเขาดูตื่นตระหนกและตะโกนใส่เครื่องมือสื่อสาร พวกเขาคงรู้เรื่องที่เกิดขึ้นแล้วสินะ แต่ที่ฉันยังเดินเข้ามายืนอยู่ข้างหลังพวกเขาได้นี่คงเพราะยังไม่รู้ว่าใครคือฆาตกร ช่างมันเถอะ ฉันไม่สะกิดพวกเขาให้หันมาสนใจรอยเลือดบนเสื้อของฉันหรอก

เหลือเหยื่ออีกเพียงสอง...

มีดเพียงเล่มเดียวไม่สามารถฆ่าใครไปได้ตลอด ฉันหาอาวุธใหม่ได้จากของใกล้ตัว บ๊อบหันมามองฉันด้วยความตกใจทันทีที่ฉันดับเครื่องคอมพิวเตอร์ของเขาเครื่องหนึ่งด้วยการตัดสายไฟ ฉันยิ้มให้ก่อนจะโยนสายไปนั้นคืนให้เขาและเขาก็ลงไปนอนชักกับพื้น ไบรอั้นหันมามองฉันเช่นกันและตกใจยิ่งกว่า เขาร้องเสียงดังและวิ่งหนีออกไปโดยไม่คิดจะสู้กับฉันเลยแม้แต่น้อย ช่างน่าสมเพชจริงๆ

ฉันวิ่งไล่ตามเขา นานหลายนาที สุดท้ายเขาก็หนีไปได้ ไม่อาจรู้ได้เลยว่าเขาจะไปซ่อนตัวอยู่ที่ไหน ฉันกลับไปที่ห้องควบคุมส่วนกลางเพื่อดูกล้องวงจรปิด ฉันไม่เห็นไบรอั้นในจอ แต่เห็นเบลล์วิ่งกลับไปหลบซ่อนตัวอยู่ในห้องของเธอ กรงขังที่นกน้อยเชื่อว่าเป็นกำแพงปกป้องตัวเธอได้

“เฮ้อ... ” ฉันถอนหายใจด้วยความโล่งอก เบลล์ยังปลอดภัยดีและตอนนี้ไบรอั้นก็คงไม่กล้าออกมาจากที่ซ่อนแล้ว “ไม่ต้องกลัวนะเบลล์ ฉันจะพาเธอหนีออกไปจากที่นี่ พวกเราจะไม่ต้องกลับมาเจอกับเรื่องพวกนี้อีก”

ฉันพูดกับจอคอมพิวเตอร์อยู่ คิดดูสิ ฉันต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ แต่มาคิดเรื่องนั้นเอาตอนนี้ก็คงไม่ใช่เรื่อง ฉันน่าจะบ้าไปตั้งแต่ที่เริ่มลงมือฆ่าเคธี่แล้วมากกว่า แต่ฉันก็ไม่สนใจว่าผลของมันจะนำพาฉันไปสู่อะไร ฉันเลือกเส้นทางนี้ไปแล้วและฉันก็ไม่เสียใจที่เลือกมัน

ประตูห้องของเบลล์อยู่ห่างออกไปไม่ไกลแล้ว มันอยู่ข้างหน้านี้เองและฉันก็กำลังเดินไป แม้ใจอยากวิ่งให้ถึงในตอนนี้เลย แต่บาดแผลที่ขาก็ทำให้ฉันทำอะไรไม่ได้ดั่งใจ อยากรู้จริงๆว่าหลังจากนี้พวกเราจะทำอะไรกันดี บางทีฉันอาจจะพาเบลล์ไปซ่อนตัวเพื่อหนีการตามล่าสักระยะ บางทีอาจสร้างหลักฐานเท็จว่าพวกเราตายไปแล้วในศูนย์วิจัยนี้ ไม่มีใครตามหาคนตายกันหรอก ฉันจะหาวิธีรักษาเบลล์ ในเมื่อสร้างได้ก็ต้องลบได้ ฉันไม่สนใจว่าจะใช้เวลานานเท่าไหร่ เธอควรได้ชีวิตปกติกลับคืนมา บางทีอาจต้องปลอมตัวเพื่อความปลอดภัยสักระยะ ก่อนที่จะหาทางส่งเบลล์กลับไปยังบ้านเกิดของเธอ สถานที่ซึ่งเธอโหยหาอยากกลับไป

จะเป็นอะไรไหมนะถ้าฉันตามไปด้วย ฉันอยากรู้จักกับครอบครัวของเบลล์สักครั้ง พวกเขาดูเป็นคนแปลกประหลาดที่ต้อนรับได้แม้แต่คนที่เคยคิดสังหาร บางทีฉันอาจจะลองเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่นั่น บางที... บางทีนะ เบลล์เป็นเด็กที่น่ารัก ฉันอยากจะดูแลเธอให้ดีกว่านี้ มีเรื่องราวอีกมากมายที่พวกเราสามารถทำได้หลังจากนั้น ฉันอยากทำอาหารให้เธอกินอีก หรืออาจจะชวนไปเที่ยว มันคงจะมีความสุขถ้าได้ทำอะไรเหมือนคนปกติ ฉันอยากให้วันเหล่านั้นมาถึงเร็วๆจริงๆ ตอนนี้เบื้องหน้าคือประตูห้องเบลล์แล้ว

...ฉันเปิดประตูเข้าไป...

 

:::::::::::::::::::: 0 ::::: 0 ::::: 0 ::::: 0 ::::: 0 ::::::::::::::::::::

 

กาลครั้งหนึ่งมีเรื่องเล่าของตำนานดอกกุหลาบสีแดง

มันเคยเป็นสีขาวบริสุทธิ์กระทั่งมีนกน้อยตัวหนึ่งมาหลงรักดอกกุหลาบเข้า

นกน้อยพยายามโอบกอดดอกกุหลาบที่มีหนามแหลมไว้โดยไม่กลัวว่าจะถูกหนามตำหรือไม่

เลือดของนกน้อยชโลมอาบดอกกุหลาบจนกลายเป็นสีแดง กลายเป็นสัญลักษณ์ตัวแทนความรัก

ความรักไม่ได้ทำให้คนตาบอด เพราะแม้คนตาบอดก็ไม่บ้าทำทุกอย่างเพื่อบางสิ่งได้เท่านี้

ความรักนำมาซึ่งความสุข ทว่าความรักก็นำมาซึ่งความบ้าคลั่งด้วย

จงระวังผลของความรักไว้ให้ดี ก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป

 

:::::::::::::::::::: 0 ::::: 0 ::::: 0 ::::: 0 ::::: 0 ::::::::::::::::::::

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ ChaoSera จากทั้งหมด 10 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

3 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 15 ตุลาคม 2561 / 23:14
    เหอะๆรู้สึกเหมือนจะพลาดแหะเรา พอดีเห็นคำโปรยมันทำให้รู้สึกอยากกินเผือกมาไปหน่อยเสียน้ำตาเลยเป็นไงละ
    #3
    1
  2. #2 darkhunt (@darkhunt) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2559 / 20:32
    อ่านกี่รอบๆก็ไม่เบื่อ
    #2
    1
    • #2-1 Dark Yuri (@darkyuri) (จากตอนที่ 1)
      13 กุมภาพันธ์ 2559 / 21:08
      แหะๆๆ ขอบคุณงับ
      #2-1
  3. วันที่ 8 มกราคม 2559 / 18:42
    หึๆๆๆ คำเตือนหรือจะเอาชนะความอยากรู้อยากเห็น(ภาษาบ้านๆคือเ-ือก)ของมนุษย์ได้...

    จริงๆอ่านนานละแต่ไม่ได้เมนต์ อ่านไปน้ำตาซึมไป โฮร T T ชอบเจ็ดแปดบรรทัดสุดท้ายอ่ะ ตำนานของดอกกุหลาบ...เรื่องของความรัก..

    หน้าบ้านเราปลูกกุหลาบเต็มเลย - -;; ต๊ายตาย..นกสักตัวก็ไม่มีเล้ยย แค่บินเฉี่ยวยังไม่มี เอาอาหารล่อก็ไม่มา เหอะๆๆ อีนกพวกนี้  = =!

    สนุกเหมือนเดิมเลยอ่ะ ชอบมากๆ เดี๋ยวจะหาเวลาไปนั่งไล่อ่านนิยายของไรท์ละเนี่ย ฮู่ๆ =.= //เดินกลับเข้าไปในมุมมืด

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 8 มกราคม 2559 / 18:43
    แก้ไขครั้งที่ 2 เมื่อ 10 มกราคม 2559 / 08:51
    #1
    2
    • 8 มกราคม 2559 / 20:24
      เดี๋ยวๆ เดี๋ยวนะ เอาอาหารมาล่อนี่คืออะไรเฮ้ย วางกับดักนกเรอะ โหดไปแล้ว!
      #1-1
    • 10 มกราคม 2559 / 08:46
      อุ้ย! เราไม่ได้ซาดิสม์ปานนั้น แค่อยากเห็นฉากรัก(แบบเลือดสาด)ก็เท่านั้นเอง -..- //โดนนกรุมจิก

      แต่มันไม่มีเลยไง! นกอ่ะ! ฉลาดยิ่งกว่าเจ้าชายน้อย (ไม่จบเว้ยเฮ้ย) = =
      #1-2