Grand Magic Online [GMO] สงครามมหาเวทออนไลน์

ตอนที่ 56 : บทที่ 55 บทสนทนายามราตรี

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,186
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 29 ครั้ง
    17 เม.ย. 58

55

บทสนทนายามราตรี

 

 

          นี่คงเป็นความรู้ใหม่สำหรับวัชระ...ว่าอย่าใช้เวทสายฟ้าพร่ำเพรื่อเวลาอยู่กลางทะเล  เพราะดูท่าว่าพวกสัตว์น้ำในโลก  GMO  นี่มันจะไม่ค่อยเหมือนพวกสัตว์น้ำในโลกจริงเสียเท่าไหร่  ด้วยแทนที่มันจะหนีเมื่อถูกกระแสไฟฟ้าช็อตใส่  แต่มันกลับเลือกพุ่งเข้าหาต้นตอเพื่อเล่นงานในฐานที่ไปรบกวนมัน(โดยไม่เจตนา)ซะได้! 

          ...ก็สมแล้วที่เป็นโลกแฟนตาซี  สามัญสำนึกของโลกจริงเอามาใช้ที่นี้ไม่ได้เลยสินะ  ให้ตาย

            วัชระคิดไปพลางก็มองเร็ทสึพึมพำร่ายเวทสร้างม่านพลังสีทองขึ้นมาป้องกันหนวดของเจ้าหมึกยักษ์ออร์เบิร์นที่กำลังฟาดลงมาใส่เรือไปพลาง

            เปรี้ยง!!!

            หนวดเส้นโตปะทะกับม่านพลังสีทองของเร็ทสึเข้าเต็มเปา  ส่งให้ม่านพลังต้องสะท้านครืนอย่างน่ากลัวด้วยความรุนแรงของการโจมตี  แต่มันก็ทำได้เท่านั้น  ม่านพลังของเธอยังสามารถป้องกันการโจมตีของมันไว้ได้  ดังนั้นเรือโดยสารที่ตกเป็นเป้าโจมตีจึงยังปลอดภัย...รอดพ้นจากหายนะมาได้อีกครั้งหนึ่ง

            “นี่เร็ทสึครับ  คุณพอจะจัดการเจ้าหมึกยักษ์นี่ได้ไหมครับ”  หลังสิ้นสุดการปะทะ  วัชระก็เอ่ยถามเร็ทสึขึ้นมาทันควัน  เพราะเขารู้ตัวดีว่าตัวเองคงจัดการเจ้าหมึกยักษ์คลาส  นี่เองไม่ได้แน่จึงต้องมาขอความช่วยเหลือจากเธอเท่านั้น  ในเมื่อพวกคนอื่น ๆ ดูพึ่งไม่ได้กันเลยสักคน

            “ก็ทำได้อยู่หรอกค่ะ  แต่ให้จัดการที่นี่คงไม่ได้  แถมสู้ใกล้ ๆ เรือแบบนี้ข้าก็ต้องคอยป้องกันเรือไว้ด้วย  คงสู้ได้ไม่เต็มที่เท่าไหร่  ถ้ายังไงนายท่านช่วยไปล่อมันออกไปจากเรือให้หน่อยจะได้ไหมคะ”  เร็ทสึว่าตอบพร้อมขอความช่วยเหลือกลับอย่างรวดเร็ว  จากนั้นเธอจึงผันมาเร่งร่ายเวทสร้างม่านพลังขึ้นป้องกันหนวดทั้งสองเส้นของเจ้าออร์เบิร์นที่ฟาดเข้ามาใส่เรือในแนวขวางเป็นการไว 

            เปรี้ยง!!!

            วัชระมองม่านพลังเวทของเร็ทสึที่แตกร้าวไปเล็กน้อยจากการรับการโจมตีแบบทวีคูณสองของเจ้าออร์เบิร์นแล้วก็หน้าเครียด  ในขณะที่พวกผู้โดยสารบนเรือหัวใจแทบจะตกลงไปอยู่ที่ตาตุ่มกันอยู่ร่อมร่อ  เห็นแบบนี้แล้วเขาก็เห็นด้วยเลยที่จะให้ล่อไอ้หมึกยักษ์ตัวอันตรายนี่ออกไปห่าง ๆ เรือ              

            “ได้เลยครับเร็ทสึ  เดี๋ยวผมล่อมันออกไปห่าง ๆ เรือให้เอง”  วัชระหันกลับมาตอบรับคำขอของเร็ทสึด้วยสีหน้าขึงขัง

            “งั้นเดี๋ยวข้าจะร่ายเวทสนับสนุนให้นะคะ”  เร็ทสึบอกกับวัชระก่อนเริ่มร่ายเวทด้วยความเร็วสูงจนฟังแทบไม่ได้ศัพท์  เสร็จแล้วก็สะบัดมือมาทางร่างของเขาจนมีแสงหลากสีเรืองวาบขึ้นมา

            ปีกมนต์วายุ...

            เกราะแสงป้องศัสตรา...

            Luminous Force

            เวทที่เร็ทสึร่ายให้วัชระคือเวทสนับสนุน  3  บท  ได้แก่

            - เวท ปีกมนต์วายุ  ที่ทำให้สามารถบินได้ราวกับมีปีก 

            - เวท เกราะแสงป้องศัสตรา  ที่เป็นเกราะเวทธาตุแสงค่อยป้องกันการโจมตี 

            - เวท Luminous Force  ที่มีผลเสริมพละกำลังพร้อมทำให้การโจมตีทางกายภาพมีคุณสมบัติของธาตุแสง    

            “ขอบคุณครับเร็ทสึ”  ได้รับเวทสนับสนุนจากเร็ทสึแล้ววัชระก็ยิ้มขอบคุณให้เธอ  ก่อนที่จะถีบตัวเหินทะยานเข้าไปหาเจ้าออร์เบิร์นด้วยความเร็วสูง  พร้อมกระชับดาบยาวในมือให้พร้อมใช้งาน

            และการที่เขาพุ่งทะยานเข้าไปหาศัตรูที่ระดับต่างชั้นกันเกินเท่าตัวนั้นก็ทำให้พวกคนอื่น ๆ บนเรือต้องฮือฮากันใหญ่  เพราะการกระทำของเขานั้นมันดูบ้าเลือดเกินไป

            “เฮ้!  นั่นเขาเอาจริงเหรอนั่นน่ะ”  ทิมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น

            “ถึงจะเก่งก็เถอะ  แต่ถึงขนาดข้ามรุ่นไปตีกับคลาส  3  นี่มันห้าวไปไหม”  แอนเองก็เช่นกัน

            ส่วนทางเซ็นกับพิณก็ยังคงเงียบอยู่แบบไม่มีกะใจไปเอ็ดตะโรเหมือนเพื่อนทั้ง  เนื่องจากสถาการณ์ในตอนนี้มันเรียกได้เลยว่าเลวร้ายมาก  เลวร้ายยิ่งกว่าการถูกมอนสเตอร์คลาส  1  กว่า  500  ตัวรุมยำเสียอีก  เรื่องที่มอนสเตอร์คลาส  3  ร้ายกาจกว่ามอนสเตอร์คลาส  1  เป็นร้อยเท่าใคร ๆ ก็รู้  ยิ่งที่ที่พวกเขาอยู่กันตอนนี้คือกลางทะเลที่เป็นถิ่นของมันด้วยแล้วยิ่งไม่ต้องพูดถึง  หมดทางหนีกันเห็น ๆ เลยแบบนี้  ฉะนั้นทางรอดเดียวที่เหลืออยู่ก็คือสู้เท่านั้น  สิ่งที่วัชระทำนั่นจึงเป็นทางเลือกที่ถูกต้องที่สุด  พวกเขาที่คิดได้เช่นนั้นก็เลยไม่แปลกใจหรือโวยวายอะไรออกมาเหมือนคนอื่นเขา  และยืนดูสถานการณ์อยู่อย่างเงียบ ๆ  เนื่องจากต่อให้พยายามเข้าไปช่วยพวกตนก็คงช่วยอะไรไม่ได้  ดีไม่ดีจะไปเป็นตัวถ่วงเขาซะอีกต่างหาก 

            ในเวลาเดียวกันวัชระที่พุ่งออกไปหาเจ้าออร์เบิร์นก็บรรลุถึงตัวเป้าหมายแล้ว  ดาบยาวที่ถูกง้างหลังไปสุดตัวด้วยมือทั้งสองก็เลยฟาดฟันเข้าใส่ผิวเหลื่อมสีเข้มของมันทันทีไม่มีการเสียเวลา  หากพอดาบเชือดเฉือนใส่เนื้อของมันแล้วเขาก็ต้องพบว่ามันเหนียวมากจนฟันแทบไม่เข้า  แผลที่สร้างได้จึงไม่ต่างอะไรจากแผลถลอกเลยสักนิด

            หนังเหนียวกว่าเจ้าโครเคียอีกมั้งเนี่ย  สมแล้วที่เป็นคลาส  3’

            เห็นดังนั้นเขาก็เลยคิดขึ้นในใจ  แต่ก็ไม่ได้มีท่าทียี่หระต่อผลลัพธ์การโจมตีที่ออกมาแย่นั่นเลยแม้แต่น้อย  ฟันดาบแรกลงไปได้ไม่ทันไรก็กระหน่ำดาบต่อไปอีกเป็นชุด  แม้จะทำอะไรเจ้าออร์เบิร์นไม่ได้มากกว่าสร้างรอยถลอกให้มันก็ตาม 

            เปรี้ยง!

            จบจากการโหมดาบฟัน  วัชระก็ซัดสายฟ้าซ้ำใส่รอยแผลถลอกของเจ้าออร์เบิร์นไปอีกที  ส่งให้วินาทีต่อมามันต้องตวัดหนวดฟาดมาตบใส่เขาเพราะเริ่มรำคาญที่เขามาสะกิดมันอยู่ได้  หากเขาก็ไวพอที่จะหลบการโจมตีออกมาและปล่อยให้มันฟาดหนวดใส่ตัวเองไปเสียเต็มเหนี่ยวจนเจ็บตัวไปฟรี ๆ แบบที่เข้าข่ายโศกนาฏกรรมทำตัวเอง 

            ...ซึ่งเรื่องนี้แหละก็ทำให้มันโกรธจนเบนความสนใจจากเรือโดยสารมาที่เขาแทนได้  เป็นอันเขาทางเขาที่ต้องการดึงความสนใจมันมาอยู่พอดี

            “โอ๊ะ!  ง่ายกว่าที่คิดแฮะ”

            วัชระเอ่ยขึ้นอย่างแปลกใจนิด ๆ ที่เจ้าคลาส  3  นี่มันล่อได้ง่ายแบบนี้  โดยระหว่างที่พูดนั้นเขาก็ได้ทำการเบี่ยงตัวหลบหนวดที่หวดโจมตีเข้ามาของมันด้วย 

            “งั้นต่อไปก็ต้องล่อมันให้ออกมาห่าง ๆ จากเรือสินะ”

            เขาทบทวนเรื่องที่ต้องทำเบา ๆ แล้วรีบหลบหนวดเส้นต่อมาของเจ้าออร์เบิร์นไปทางด้านข้าง  จากนั้นจึงชิงจังหวะพุ่งตัวทะยานพรวดเข้าไปประชิดตัวของมันด้วยเร็วสูงสุดพร้อมกับจ้วงดาบแทงใส่มันไปด้วยแรงสุดตัว   

            ฉึก!

            ใบดาบยาวจมลึกเข้าไปในเนื้อเหลื่อมดูหนึบหนับของเจ้าหมึกยักษ์กว่า  1  ใน  5  ของความยาวใบดาบทั้งหมด  มันดูตื้นไปนิดแต่วัชระก็ไม่สนใจ  เขากัดฟันกรอด  อัดพลังเวทเกือบทั้งหมดที่มีลงไปในดาบ  เรียบร้อยแล้วก็ส่งเสียงฮึดสั้น ๆ ก่อนระเบิดพลังที่ประจุไว้ในดาบทั้งหมดออกมา  ระเบิดทั้ง ๆ ที่ดาบยังเสียบคาอยู่ในเนื้อของเจ้าออร์เบิร์นเลยนั่นแหละ

            “ย๊าก!!!

            เสียงของวัชระดังขึ้นมา  ตามด้วยเสียงร้อง  ฮูม  ของเจ้าหมึกยักษ์ที่ถูกระเบิดแผลจนฉีกกว้างขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว  กลายเป็นแผลเหวอะหวะที่แม้เปรียบเทียบกับขนาดตัวมันแล้วจะดูเล็กมาก  ทว่าแค่นั้นก็มากพอจะสร้างความไม่พอใจให้กับมันได้เหลือเฟือ

            ฮูม!!!

            ไม่มีการโอ้เอ้ใด ๆ ทั้งสิ้น  เจ้าออร์เบิร์นเร่งระดมทั้ง  8  หนวดเส้นยักษ์ของมันตวัดหวดใส่วัชระอย่างบ้าคลั่ง  หมายจะตบเจ้ามนุษย์ตัวจ่อยที่บังอาจมาท้าทายกับมันให้ตายเหมือนกับแมลงวัน  แต่มันก็ไม่ง่ายอย่างนั้นเมื่อมนุษย์ตัวจ่อยที่ว่าคือวัชระที่สามารถถอยหนีหลบการโจมตีของมันได้อย่างคล่องแคล่ว  จนครั้งแล้วครั้งเล่ามันต้องฟาดหนวดพลาดลงไปตบน้ำทะเลเล่นจนหยดน้ำกระเซ็นลอยกระจายเป็นหมดฝน

            สำหรับวัชระแล้วต่อให้เจ้าหมึกตรงหน้าใช้หนวดทั้ง  8  เส้นจู่โจม  ไม่ว่าจะตบหรือจะรัดจับ  ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะรับมือ  เพราะขนาดที่ใหญ่โตนั้นทำให้หนวดของมันเคลื่อนไหวได้ช้ากับตัวเขาที่ขนาดตัวเล็กและว่องไวกว่า  การเคลื่อนที่เล็ดลอดช่องว่างการโจมตีจึงไม่ใช่เรื่องที่ลำบากเลยสักนิด  และยิ่งไม่ลำบากเลยถ้าจะถือโอกาสนี้ค่อย ๆ ลากมันให้ออกห่างจากเรือมาด้วยการแกล้งถอยหนีอย่างเนียน ๆ

            ประกอบกับที่เรือโดยสารเองก็แล่นอยู่ตลอดเวลา  พอเจ้าออร์เบิร์นมันหันมาวุ่นอยู่กับเขามันก็เลยตามเรือไม่ทันและถูกทิ้งห่างไปเรื่อย ๆ  เลยกลายเป็นเขาสามารถลากมันออกห่างมาจากเรือได้อย่างรวดเร็วไป  รวม ๆ เวลาปฏิบัติการแล้วก็ยังไม่ถึง  2  นาทีด้วยซ้ำ  อย่างที่คิดเลยการล่อมอนสเตอร์นี่เป็นอะไรที่ง่ายจริง ๆ ซะด้วย  โดยเฉพาะกับมอนสเตอร์ที่แข็งแกร่งและขี้โมโหแบบนี้

         

          “เยี่ยมเลยค่ะนายท่าน”

            อีกด้านทางเร็ทสึที่เห็นเจ้าออร์เบิร์นออกห่างไปจากเรือเพราะมัวแต่ไล่ล่าวัชระอยู่ก็เอ่ยออกมาอย่างยินดี  เธอคลี่ยิ้มอันน่ามองเล็กน้อย  แล้วใช้เวทลอยตัวพาร่างบางของเธอเหินตรงไปยังจุดปะทะทันที  พร้อมพึมพำร่ายเวทโจมตีไปด้วยระหว่างทาง  ระยะห่างที่อยู่ไม่ไกลทำให้เธอไปถึงที่หมายได้ในไม่กี่วินาที  แต่เวทที่เธอร่ายเองก็ใช่จะยาว  มาถึงจุดนี้มันก็จบบทพอดี  และสำแดงฤทธิ์เดชออกมา

            วงเวทสีนวลขนาดเท่าตัวคนที่บังเกิดขึ้นตรงหน้าของเร็ทสึ  หันองศาเข้าใส่ด้านหลังของเจ้าหมึกยักษ์  พริบตาเดียวก็ยิงศรแห่งแสงจำนวนมากออกมาอย่างต่อเนื่อง  โจมตีขัดจังหวะของมันซึ่งมัวแต่ไล่ล่าวัชระอยู่โดยไม่ระวังหลังจนตัวกลายเป็นต้นกระบอกเพชรไปครึ่งซีก

            ทีนี้เจ้าออร์เบิร์นเลยต้องหยุดระดมหวดหนวดใส่วัชระไปโดยชะงัด  แล้วหันร่างใหญ่ ๆ ของมันกลับหลังหันมาหาเร็ทสึโดยเร็วจนผิวน้ำกระเพื่อมเกิดคลื่นย่อม ๆ แผ่ออกไป  มันคงคิดจะหันไปดูหน้าของตัวกวนอีกคนที่หาญกล้ามาลูบคมของมันเองล่ะมั้ง  แต่คงไม่คิดหรอกว่าที่เบื้องหลังจะมีของหนักรอมันอยู่

            ศตศัสตราอาภาพิสุทธิ์...

            คมดาบแห่งแสงนับร้อยถูกสร้างขึ้นด้วยฝีมือของเร็ทสึ  พวกมันต่างลอยเกาะกลุ่มกันอยู่เบื้องหลังของเธอ  แสงสว่างจากดาบแต่ละเล่มที่รวมกันอยู่นั้นก่อให้เกิดแสงสว่างสีขาวบริสุทธิ์ที่มองเห็นได้แม้แต่ภายใต้แสงจ้าของดวงตะวัน  มันดูงดงามและน่าเกรงขามในเวลาเดียวกัน

            ...หากแค่นั้นยังไม่พอ

            ริมฝีปากบางของเร็ทสึขับร่ายออกมาอีกว่า

            ทวีเดช  ทวิเวทวนบรรจบ...

            ทวิ - ศตศัสตราอาภาพิสุทธิ์!

            จากหนึ่งร้อยพลันเพิ่มขึ้นเป็นสองร้อยในทันตา  เวทบทเดิมถูกร่ายซ้ำด้วยวิธีลัดที่สั้นสุดกู่  คมดาบแห่งแสงอีกนับร้อยเล่มปรากฏขึ้นมาเสริมจำนวนอีกเป็นเท่าตัว  เล่นเอาวัชระที่มองดูอยู่ต้องผวาเฮือก  เนื่องด้วยรู้ฤทธิ์ของเจ้าเวทบทนี้ดี

            “แค่ปกติก็แทบจะล้างป่าอยู่แล้ว  นี่เล่นทวีคูณสองเลยเหรอเนี่ย  มาถึงได้ก็จัดหนักไม่พูดไม่จาเลยเหรอครับเร็ทสึ”

            ปากพร่ำไปตัวก็ไม่อยู่เฉย  รีบพุ่งถอยหนีจากตัวเจ้าออร์เบิร์นมาด้วยเลยไม่ให้เสียเวลา  ทิ้งระยะห่างมากว่าร้อยเมตรให้มั่นใจชัวร์ว่าผลของการโจมตีครั้งต่อไปที่ต้องวินาศสันตะโรแน่ ๆ จะไม่มาถึงตนด้วยประการใดทั้งปวง

            ด้วยเหตุนั้น  เร็ทสึก็เลยไม่จำเป็นต้องบอกให้เขาหลบออกไปนอกรัศมีการโจมตีเองให้เสียเวลา  แล้วหันกลับมาสนใจเจ้าหมึกทะเลยักษ์ใหญ่ตรงหน้าต่อ  จากนั้นก็ยกมือขึ้นฟ้า  สั่งให้คมดาบแห่งแสงจำนวนกว่าสองร้อยเล่มทางด้านหลังพุ่งไปเรียงตัวชี้ปลายดาบใส่มันจากด้านบนหัวเป็นการเตรียมพร้อม  ก่อนตวัดมือฟาดลง  ออกคำสั่งโจมตีในจังหวะติด ๆ กับที่ดาบเรียงตัวกันเสร็จสิ้น

            พิรุณสวรรค์

            ณ  จุดนี้ก็ไม่รู้ว่าเจ้าออร์เบิร์นมันมั่นใจว่าตัวมันอึดพอจะรับการโจมตีได้หรือมันชักช้าจนหนีไม่ทันกันแน่  มันถึงได้ไม่มุดน้ำเพื่อหลบหรือป้องกันฝนคมดาบแห่งแสงของเร็ทสึเลย  คมดาบเหล่านั้นจึงปักลงไปทั่วร่างของมันอย่างไร้ความปราณี  ประดับร่างใหญ่ที่มีพื้นที่เหลือใช้ของมันให้กลายเป็นต้นกระบอกเพชรหนามเรืองแสงไปทั้งตัว...แต่การโจมตียังไม่จบ

            เผียะ!

            นิ้วเรียวของวิญญาณภูตสาวดีดกันเป็นเสียงก้อง

            “ศัตราเวทกัมปนาท

            ตูม!!!!!

            คมดาบและศรแห่งแสงทั้งหมดที่ปักอยู่บนร่างของเจ้าออร์เบิร์นระเบิดขึ้นพร้อมกัน  ส่งให้เกิดแรงระเบิดอานุภาพร้ายกาจแผ่ขยายออกไปทั่วทิศพร้อมกับเสียงที่ดังพอ ๆ กับฟ้าผ่า  แสงสีขาวจากการระเบิดสว่างจ้า  ผืนน้ำโดยรอบถูกอัดเป็นคลื่นสูงซัดไปยันถึงเรือโดยสารที่ไกลออกไปไม่ใช่น้อยจนโยกโคลง  พาลให้พวกผู้โดยสารเลยแตกตื่นกันไปยกใหญ่  แรงอัดอากาศกลายเป็นกระแสลมโหมพัดให้เส้นผมของวัชระปลิวลู่ลมอย่างแรง  ขนาดอยู่ห่างเป็นร้อยเมตรแล้วก็ยังมีผลกระทบมาถึงนี่ช่างเป็นเวทที่มีพลังทำลายล้างที่รุนแรงอะไรปานนี้  

          ...โดนไปขนาดนี้เจ้าหมึกยักษ์นั่นจะรอดไหมเนี่ย

            วัชระคิด

            ฮูม!!!

            แล้วเสียงร้องนี่ก็ดังขึ้นมาราวกับจะตอบคำถามในใจของวัชระ  แสงจากการระเบิดดับลงไปแล้ว  เผยให้เห็นร่างที่ยับเยินของเจ้าออร์เบิร์นออกมาจนได้  เวทมหากาฬของเร็ทสึเล่นงานมันได้หนักเอาการทีเดียว  ผิวหนังทั่วตัวฉีกขาดอย่างน่าเกลียดเป็นที่สุด  เห็นสภาพแล้วดูร่อแร่สิ้นดี  แต่ถึงกระนั้นมันก็ยังไม่ตาย  แถมยังมีแรงขยับหนวดทั้งแปดเส้นฟาดตูมใส่น้ำด้วยความโกรธที่โดนเล่นได้อีกต่างหาก

            “พลังชีวิตมหาศาลสมกับขนาดตัวเลยวุ้ย!

            วัชระร้องโพล่งด้วยความทึ่ง  พลางมองเจ้าหมึกยักษ์ฟาดหนวดเส้นหนึ่งเข้าใส่เร็ทสึสุดแรงโดยไม่สะท้านต่อบาดแผล 

            เร็ทสึขมวดคิ้วเรียวบนดวงหน้าสวยนิด ๆ คล้ายจะขัดใจที่กำจัดศัตรูไม่ได้ดั่งที่คาดหมาย  เธอรีบหลบการโจมตีและลอยตัวขึ้นสูงไปให้พ้นระยะจู่โจมของเจ้าออร์เบิร์นโดยไว  กระนั้นมันก็ยังพยายามยืดหนวดฟาดขึ้นมาให้ถึงตัวเธอให้ได้อย่างดื้อดึงอยู่ดี

            ฮูม!!!

            ซึ่งพอโจมตีเท่าไหร่ก็ไปไม่ถึงเร็ทสึสักที  มันก็ส่งเสียงร้องขึ้นแสดงความไม่พอใจแล้วฟาดหนวด  2  เส้นลงใส่พื้นทะเล

            ตูม!!!

            เพียงเท่านั้นน้ำทะเลก็แตกกระเซ็น  ดีดตัวขึ้นเป็นเสาน้ำคู่  ก่อนที่จะหยุดค้างอยู่ที่กลางอากาศแบบไม่เป็นธรรมชาติแล้วค่อย ๆ บิดตัวจนกลายเป็นเกลียวคลื่นน้ำที่ดูราวกับสว่านขนาดยักษ์ไปในที่สุด

            เห็นดังนั้นแล้วเร็ทสึก็รับรู้ได้เลยว่าตนกำลังจะถูกโจมตี  จึงรีบร่ายเวทรอตั้งรับโดยไม่คิดค่อยท่า  ฝั่งเจ้าออร์เบิร์นเองก็เช่นกัน  เร่งตวัดหนวดทั้ง  2  เส้นที่เพิ่งฟาดลงน้ำไปเมื่อครู่ขึ้นฟ้าเพื่อส่งเกลียวคลื่นยักษ์ทั้ง  2  ลูกที่มันสร้างไว้ให้พุ่งขึ้นมาโจมตีเธออย่างรวดเร็ว  แต่เธอที่เตรียมตัวไว้ก่อนแล้วก็รับมือได้ทัน  วงแหวนอาคมป้องกันขนาดใหญ่  2  วงปรากฏขึ้นมาขวางทางเกลียวคลื่นน้ำทั้งคู่ของมันไว้ได้

            ซู่ม!

            เกลียวคลื่นน้ำถูกวงแหวนอาคมสะท้อนพลังทำลายกลับจนแตกกระจายกลายเป็นละอองน้ำตกลงสู่ทะเลเบื้องล่างราวกับสายฝน

            ป้องกันแล้วเร็ทสึก็เตรียมตีโต้กลับ  หากพอสอดสายตาลงไปดูท่าทีของเจ้าออร์เบิร์นแล้วก็ต้องรีบเปลี่ยนใจมาร่ายเวทเตรียมป้องกันแทน  เพราะมันกำลังสร้างเกลียวคลื่นน้ำลูกใหม่ที่มีขนาดใหญ่กว่าเดิมขึ้นมาโจมตีเธออยู่นั่นเอง

            ...ถึงตรงนี้เร็ทสึก็ตระหนักได้เลยว่า  ถ้าปล่อยให้เจ้าออร์เบิร์นมันโจมตีเธออยู่แบบนี้ต่อไป  เธอคงไม่มีสมาธิหรือเวลาไปร่ายเวทบทใหญ่ที่จะสามารถจัดการมันได้อย่างเด็ดขาดได้แน่  และศึกนี้ก็ต้องยืดเยื้อไปอีกนานอย่างไม่จำเป็น

            ฉะนั้นเธอก็เลยรีบใช้เวทโทรจิตติดต่อไปหาวัชระเพื่อขอความช่วยเหลือ

            “นายท่านคะ  ช่วยดึงความสนใจเจ้าออร์เบิร์นให้ข้า...”

          แต่ก่อนที่คำพูดของเธอจะได้จบประโยค  เสียงทุ้มห้าวของคนที่เธอโทรจิตหาก็แทรกกลับมาว่า

            ไม่ต้องบอกผมก็กำลังจะทำอยู่แล้วล่ะครับ

            ฟังเขาว่าแล้วเธอก็ต้องก้มหน้าลงไปกวาดสายตามองหาตัวอีกฝ่ายทันที  ก็เลยต้องแปลกใจที่ได้เห็นว่าเขาแอบเข้าไปอยู่ที่ข้างหลังของเจ้าออร์เบิร์นตั้งแต่เมื่อไหร่แล้วก็ไม่รู้  แถมนอกจากดาบยาวตรงในมือซ้าย  เขายังถือดาบคาตานะเล่มงามที่คุ้นตาของเธอเป็นอย่างดีเอาไว้ในมือขวาอีกต่างหาก  คมดาบสีขาวและประกายสีทองนั่น  ดาบแบบนั้นมีอยู่เล่มเดียวเท่านั้น

            ...ปักษาสวรรค์!

            จะว่าไปจุดปะทะของพวกเธอกับเจ้าออร์เบิร์นอยู่ห่างจากเรือกันพอสมควรแล้วนี่นะ  ระยะขนาดนี้ถ้าไม่ใช่พวกที่มีเวทสอดแนมจำพวกตาทิพที่ใช้มองไกลแล้วล่ะก็ไม่มีทางมองรูปลักษณ์ของปักษาสวรรค์ออกแน่  ประกายสีทองประจำดาบนั่นมองจากระยะไกลคงเหมือนประกายแสงที่สะท้อนกับแสงแดดมากกว่า  ดังนั้นต่อให้ใช้ดาบที่เป็นเหมือนสัญลักษณ์แสดงตัวเล่มนี้  เรื่องตัวจริงของเขาก็คงไม่เป็นปัญหา  ถึงได้กล้าชักมันออกมาจากฝักแบบนี้

            เร็ทสึครับ  ระหว่างที่ผมดึงความสนใจไอ้หมึกนี่ให้คุณรีบร่ายเวทบทใหญ่มาถล่มมันด่วนเลยนะครับ  สู้ยืดเยื้อกับมันไปก็เสียเวลา  จัดการมันเลยดีกว่า

            วัชระที่ประจำการอยู่ที่ด้านหลังศัตรูเรียบร้อยแล้วส่งคำพูดไปให้เร็ทสึผ่านทางโทรจิต  พลางกระชับดาบในมือทั้งสองแน่น  พริบตานั้นกระแสไฟฟ้าก็ลั่นเปรี๊ยะออกมาจากคมดาบทั้งสอง

            ...แล้วก็อีกอย่างนะครับเร็ทสึ  ผมขอใช้พลังเวทจากกองคลังของคุณสักหน่อยนะครับ  เผอิญว่าพลังของผมในตอนนี้มันไม่พอใช้น่ะ

            ข้อความโทรจิตที่สื่อไปหาเร็ทสึอย่างเร็วจี๋นี้พูดถึงเรื่องสิ่งที่เขาไม่เคยทำมาก่อนเลยตั้งแต่ได้ ปักษาสวรรค์ มา  นั่นก็คือการดึงพลังจากภายในดาบมาใช้  เพราะก่อนหน้านี้เขาไม่เคยเจอการต่อสู้ที่เหมือนมวยผิดรุ่นแถมยังมีอาการผิดปกติจนไม่พร้อมรบอย่างนี้มาก่อนจึงอยากสู้ด้วยพลังตัวเองมากกว่า  ทว่าในกรณีที่มีแต่เหตุขัดข้องมารุมเร้ากันปานนรกหยอกปนสวรรค์แกล้งแบบนี้คงต้องยกไว้เป็นกรณีพิเศษล่ะนะ

            เปรี๊ยะ!!!

            และไหน ๆ ก็ดึงพลังจากปักษาสวรรค์มาใช้แล้ว  วัชระก็เลยเอาให้มันสุด ๆ ไปเลยตามระเบียบ  เขาดึงเอาพลังจากในดาบมาใช้เป็นจำนวนมากจนถึงขีดจำกัดที่ร่างกายระดับสุดยอดคลาส  1  ของเขาจะทนได้  เป็นผลเสริมให้กระแสไฟฟ้าที่ลั่นอยู่ที่คมดาบทั้งคู่ของเขาลั่นดังขึ้นอีกหลายเท่าตัว  กำลังที่แสดงออกมารุนแรงกว่าเดิมอย่างทาบกันไม่ติด

            ...ก่อนหน้านี้ฟันไม่เข้า  งั้นขอดูหน่อยสิว่าเจอแบบนี้แล้วจะยังเหนียวอยู่ได้อีกหรือเปล่า  ไอ้คุณหมึกยักษ์ออร์เบิร์น

            ท้าทายเป้าลงดาบในใจเสร็จก็ง้างดาบคู่ไว้ในท่าไขว้แขนกันอยู่ตรงระดับใบหน้า  เกร็งกำลังจากอวัยวะทุกส่วนที่จำเป็นต้องใช้อย่างเต็มที่  จากนั้นจึงตวัดดาบฟาดฟันออกไปเป็นแนววิถีสายฟ้าสีน้ำเงินแกมม่วง  2  สายที่ไขว้กันเป็นรูปกากบาท

            ทวิศาสตราสะบั้นอัสนี!!!

            เปรี้ยง!!!

            ร่างของเจ้าออร์เบิร์นต้องสะท้านไปทันใดเมื่อถูกคมดาบสายฟ้าที่แสนรุนแรงทั้งสองฟาดฟันเข้าใส่  ร่างด้านหลังของมันถูกชำแหละไปเป็นแผลยาวลึกรูปตัว  X  ขนาดใหญ่ที่แสนเจ็บแสบเป็นอย่างยิ่ง  พลังสายฟ้าที่สถิตอยู่ในคมดาบก็เล่นงานมันได้หนักหน่วงจนถึงกับชะงักชะงัน  การรบกวนนี้ส่งให้เกลียวคลื่นน้ำขนาดมโหฬารที่มันกำลังทุ่มเทสร้างอยู่เสียการควบคุมและกลายเป็นก้อนน้ำก้อนใหญ่ ๆ หล่นคืนสู่ทะเลไปอย่างไร้ค่า

            “แจ๋ว”

            วัชระยิ้มให้กับผลงานของตนเองที่สามารถหยุดการโจมตีของเจ้าออร์เบิร์นได้สำเร็จ  ก่อนที่เขาจะต้องพุ่งตัวหลบขึ้นไปด้านบนเพราะหนวดของเจ้าออร์เบิร์นที่ฟาดตบเข้ามาใส่

            ฮูม!!!

            เสียงอันแสนน่ารำคาญของเจ้าหมึกยักษ์ดังขึ้นเป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ของวัน  มันส่งเสียงอย่างนั้นแล้วก็หมุนตัวหันขวับกลับมาหาเขาพร้อมฟาดหนวดโจมตีใส่ก่อนเลยไม่พูดพร่ำทำเพลง  ปฏิกิริยาที่แสดงถึงความโกรธเกรี้ยวแบบนี้แสดงว่าการโจมตีของเขาคงดึงความสนใจของมันมาทางนี้ได้แล้วล่ะมั้ง  ที่เหลือก็แค่ถ่วงเวลาให้จนกว่าเร็ทสึจะเตรียมตัวเสร็จเท่านั้น 

            เขาวิเคราะห์ในใจแล้วก็หลบการโจมตีของเจ้าออร์เบิร์นไปด้านข้าง  มันจึงราวีเขาต่อด้วยการระดมฟาดหนวดทั้ง  8  ของมันเข้าใส่เขาอย่างดุร้าย  หากถึงอย่างนั้นเขาก็ยังหลบหลีกการโจมตีที่แสนอืดอาดของมันได้อยู่ดี  เป็นเหตุให้มันต้องเสียแรงเปล่าไปนับครั้งไม่ถ้วน

            อีกทั้งเนื่องด้วยนี่เป็นโอกาสดี  วัชระก็เลยใช้จังหวะระหว่างที่เหินหนีการโจมตีของเจ้าออร์เบิร์นไปมานี้  ตวัดดาบคู่ในมือทั้ง  2  เชือดเฉือนหนวดของมันไปด้วยเลย  ทำให้ยิ่งมันโจมตีเข้ามาเท่าไหร่ก็จะยิ่งเจ็บตัวมากขึ้นเท่านั้น  พอเป็นอย่างนี้เข้ามันก็จึงหยุดซี้ซั้วโจมตีใส่เขาให้เจ็บตัวแล้วยกหนวดทั้ง  8  ของมันง้างขึ้นสูงไปแทน  ซึ่งตอนแรกที่เห็นวัชระก็เดาไม่ออกหรอกว่ามันจะทำอะไร  แต่พอสัญชาตญาณมันร้องเตือนภัยก็รับรู้ได้ว่านี่เป็นลางไม่ดี  เขาก็เลยรีบชิงถอยหนีออกมาห่าง ๆ ก่อนเพื่อความปลอดภัย

            ตูม!!!

            แล้วก็ดูเหมือนว่าเขาจะตัดสินใจถูก  เพราะพอเจ้าออร์เบิร์นมันฟาดหนวดลงมาใส่ผิวทะเล  พื้นน้ำที่อยู่รอบ ๆ ตัวของมันก็ดีดตัวขึ้นมาอย่างรุนแรง  ถึงดูแล้วไม่น่าจะเป็นการโจมตีที่ทำให้เจ็บตัวอะไรมาก  แต่แรงดันน้ำที่ดีดขึ้นมานั่นก็คงทำให้คนที่โดนจุกเอาเรื่องเลยทีเดียว 

            ดีนะที่หลบออกมาก่อน

            วัชระบอกตัวเองแล้วมองไปที่ร่างยักษ์ ๆ ของเจ้าออร์เบิร์น  หลังจากที่ใช้ท่าโจมตีระยะกว้างเมื่อกี้ไปแล้วมันก็นิ่งไปชั่วขณะแล้วหันมาทางเขา  จากนั้นจึงพุ่งมาทางนี้ทันที  เห็นอย่างนั้นเขาก็เลยจะพุ่งสวนเข้าไปปะทะด้วย  แต่ก็ติดตรงที่มีโทรจิตจากเร็ทสึมาเสียก่อน

            นายท่านคะ

            “ครับ  เร็ทสึ”

            เขาชะงักและตอบรับกลับไป

          รีบออกมาห่าง ๆ เจ้าออร์เบิร์นเร็วค่ะ  อยู่ตรงนั้นเดียวจะพลอยโดนลูกหลงจากเวทของข้าไปด้วย

            หลังจากได้ยินสิ่งที่เธอพูด  วัชระต้องกวาดสายตามองหาเร็ทสึโดยอัตโนมัติ  จึงได้เจอ...บนท้องฟ้าที่อยู่สูงและไกลออกไปในทิศตรงข้ามกับเขา  เธอกำลังลอยตัวอยู่ตรงนั้นในท่าง้างคันธนูสีขาวที่ขึ้นสายลูกธนูสีเดียวกันเล็งมาทางนี้...หรือถ้าจะชี้ชัดกว่านั้นก็คือเล็งมาที่เจ้าออร์เบิร์นที่อยู่ตรงหน้าของเขามากกว่า  และจากสัมผัสพลังที่สัมผัสได้ดูเหมือนทั้งคันธนูและลูกธนูปริศนานั่นจะเป็นของที่ถูกสร้างขึ้นจากพลังธาตุแสงด้วยกันทั้งสิ้น  แถมยังเป็นพลังระดับมหาศาลเลยอีกต่างหาก

            เห็นแค่นั้นเขาก็เข้าใจสถานการณ์ได้ทันที  วัชระรีบพุ่งตัวถอยหนีออกมาจากเจ้าออร์เบิร์นอย่างรวดเร็ว  เร็ทสึที่รอให้เขาทำแบบนั้นอยู่แล้วก็จึงแย้มยิ้มขึ้นมาระคนพึงพอใจ  ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนคู่สวยจับจ้องไปยังเจ้าสัตว์ยักษ์  8  หนวดที่กำลังพยายามไล่ตามเจ้านายหนุ่มของเธอไปด้วยแววตาคมกล้า  ขณะที่มือเรียวกำลังขยับคันธนูเล็งตามเป้าหมายของสายตา

            เธอน้าวธนูจนสุดสาย  จากนั้นก็พึมพำออกมาเบา ๆ พร้อมปล่อยมือ...ยิงลูกธนูที่เป็นสีขาวพิสุทธิ์ออกไป

            ศรแห่งโอวาเรเซียร์!

            ฟ้าวววว!!!!!!

            ศรแสงทรงพลังพุ่งฝ่าอากาศเป็นวิถีตรงราวกับลำแสง  บรรลุร่างเจ้าออร์เบิร์นที่เป็นเป้าหมายภายในเสี้ยวพริบตา  และแหวกร่างของมันจนกลายเป็นรูโบ๋ขนาดใหญ่  ทะลวงผ่านไปราวกับพุ่งผ่านความว่างเปล่า  จากนั้นก็พุ่งลงไปถึงผืนทะเลซึ่งอยู่ในแนววิถี

            ตูม!!!

            อานุภาพของศรแห่งโอวาเรเซียร์ทำให้น้ำทะเลแตกกระเซ็นขึ้นสูงคล้ายกับถูกโยนระเบิดพลังทำลายล้างสูงระเบิดใส่  หยดน้ำสาดกระจายไปทั่วอย่างอลังการ  พรมลงบนร่างที่ถูกเจาะรูระบายอากาศขนาดใหญ่แล้วแน่นิ่งไปของเจ้าออร์เบิร์นอย่างทั่วถึง  ก่อนที่มันจะล้มตึงลงไปลอยคว้างอยู่กลางน้ำโดยไร้ซึ่งการเคลื่อนไหว

            เสียงประกาศแจ้งค่าประสบการณ์จากการสังหาร หมึกยักษ์ออร์เบิร์น ดังขึ้นมาในหัวของวัชระ  บอกให้เขารู้ว่าตอนนี้ร่างยักษ์ของเจ้าออร์เบิร์นที่เขาเห็นอยู่นั่นไม่ได้มีชีวิตอยู่แล้ว  และบอกให้เขารู้ด้วยว่าตอนนี้เรื่องวุ่นวายระหว่างการเดินทางของเขาจบลงแล้ว  จบลงอย่างไม่ลำบากอะไรเหมือนอย่างที่คาดไว้  ซึ่งก็สมแล้วกับที่เจ้าของพลังเวทระดับล้านหน่วยอย่างเร็ทสึลงมือด้วยตัวเอง

            “เฮ้อ  หวังว่าคงจะไม่มีตัวอะไรโผล่มาอีกนะ”  วัชระยิ้มแห้งพร้อมเอ่ยออกมาคล้ายจะภาวนา  จะว่าไปแล้วไอ้เรื่องที่เกิดขึ้นนี่มันทำเอาเขานึกถึงบทสนทนาระหว่างเขากับตาลุงออกัสเมื่อวันก่อนนี้ขึ้นมาได้ติดหมัดเลยแฮะ

            ผมขอตัวลาไปก่อนล่ะนะ

            ‘เออ  โชคดี  ขอให้เดินโจมตีระหว่างเดินทางก็แล้วกัน

            ‘ก็ขอให้เจอจริง ๆ ก็แล้วกันนะครับ  การเดินทางจะได้ไม่น่าเบื่อ

            คิดไปคิดมาคงไม่ใช่ว่าไอ้เรื่องที่เขาได้ประสบพบเจอนี่มันเป็นเพราะคำอวยพร(หรือที่จริง ๆ ก็คือคำแช่ง)ของตาลุงหน้าโหดนั่นหรอกนะ...

            วัชระทำหน้าเจื่อนไปนิดที่ตัวเองคิดอะไรแบบนี้ขึ้นมาได้แล้วก็ออกอาการส่ายหน้าน้อย ๆ

            ...จะเป็นไปได้ยังไงเล่า  ไร้สาระน่า

            เขารีบสลัดเรื่องไม่เป็นเรื่องออกจากหัวไป  เสร็จแล้วก็หันไปชวนเร็ทสึกลับเรือไปพักที่ห้องพัก  หลังจากต้องทำหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์คอยปกป้องเรือจากภยันตรายมาได้เสียตั้งนาน 

            แต่ก็นะ  เล่นโชว์ฟอร์มแสดงความสามารถกระทืบตากันตั้งขนาดนั้น  พอกลับถึงเรือมาได้มีหรือที่จะได้กลับไปพักง่าย ๆ อย่างที่ใจอยาก  พวกเขาต้องถูกล้อมหน้าล้อมหลังด้วยเหล่าผู้โดยสารที่ต้องการขอบคุณที่พวกเขาช่วยจัดการมอนสเตอร์ที่มาโจมตีเรือให้  แถมยังต้องถูกเหล่าแมวมองจากกิลด์ต่าง ๆ ที่แฝงตัวอยู่ในกลุ่มผู้โดยสารเหล่านั้นตามตื้อชวนเขากิลด์  ข้อเสนอต่าง ๆ  ทั้งคำโอ้อวดกิตติมศักดิ์ของกิลด์นั้น ๆ ที่ถูกกรอกใส่หูมาเป็นโฆษณาชวนเชื่อมันช่างน่าปวดหัวสิ้นดีจนพวกเขาปฏิเสธแล้วเผ่นหนีกันแทบไม่ทัน

            กว่าจะได้กลับมาพักที่ห้อง  ทั้งวัชระและเร็ทสึก็ต้องเหนื่อยกันไปอีกยกเลยทีเดียว

            “นายท่านคะ  ดูเหมือนว่าการเดินทางของเราจะไม่สงบสุขซะแล้วนะคะ”  เร็ทสึเอ่ยขึ้นมาด้วยสีหน้าเจื่อน ๆ  พลางเอาหลังพิงประตูไว้ปานกลัวว่าจะมีใครพังมันเข้ามา

            “ผมก็ว่าอย่างงั้นแหละครับ”  วัชระตอบรับแล้วถอนหายใจ

            ที่เขาอุตสาห์สวมหน้ากากใส่เสื้อคลุมก็เพราะไม่อยากให้ใครรู้ตัวตนจริง ๆ แล้วเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น  แต่ท้ายที่สุดก็เหมือนจะหลีกหนีไม่พ้นอยู่  เพราะสถานการณ์มันพาไปเขาก็เลยเผลอปล่อยของจนกลายเป็นที่สนใจขึ้นมาอีกจนได้  แบบนี้...

            ...จะปลอมตัวหรือไม่ก็คงไม่ต่างกันเท่าไหร่ล่ะนะ

            แล้วสีหน้าเอือมระอาก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของชายหนุ่ม

 

            อาทิตย์ตกดิน  จันทราขึ้นฟ้า  เข้าสู่ช่วงเวลาแห่งรัตติกาล  วัชระจ้องมองท้องฟ้าสีเข้มที่ถูกประดับไว้ด้วยดวงดาวระยับแสงเกลื่อนฟ้า  พลางก็หยิบเอาชิ้นเนื้อนกไคล์คริลทอดบนจานในมือขึ้นมากินแก้หิว  ยามนี้เขากำลังยืนเท้าราวกั้นดาดฟ้าเรือชั้นบนสุดรับลมกลางคืนที่แสนเย็นสบายอย่างสงบอยู่เพียงลำพัง

            หลังเหตุการณ์เมื่อเช้า  เขาและเร็ทสึก็ตกเป็นเป้าของพวกแมวมองจากกิลด์ต่าง ๆ  ไม่ว่าจะขยับตัวไปไหนหรือทำอะไรก็มักจะมีเจ้าพวกช่างตื้อพวกนี้ตามมาราวีอยู่ตลอด  ขนาดตอบปฏิเสธไปหลายรอบแล้วก็ยังไม่ยอมเลิกราสักที  อย่าว่าแต่อะไรขนาดหนีกลับมาที่ห้องพักพวกพี่แกก็ยังมานะมาเคาะประตูเรียก  เล่นเอาซะวันนี้ทั้งวันพวกเขาแทบไม่ได้อยู่สุขกันเลย  ถึงขนาดที่เร็ทสึยังเหนื่อยใจจนต้องขออนุญาตเขาหนีเข้าไปในปักษาสวรรค์เลยทีเดียว

            โชคดีที่พอเริ่มตกค่ำแล้วพวกคนพวกนี้ก็ยังคิดจะพักผ่อนกันบ้าง  จึงไม่ตามรังควานเขายันยามวิกาล  เขาที่เหนื่อยมาทั้งวันก็เลยปลีกวิเวกมาผ่อนคลายอยู่ที่นี่พร้อมกับเสบียงพร้อมสรรพอย่างที่เห็น

            “อื้ม  อร่อยดีแฮะ”

            วัชระที่กลืนเนื้อนกไคล์คริลทอดลงคอไปแล้วเอ่ยขึ้นมาอย่างชื่นชมท่ามกลางเสียงสายลมที่พัดอื้ออึง

            เมื่อเช้านี้  เพราะคำแนะนำจากทางระบบที่ว่าเนื้อนกไคล์คริลเป็นวัตถุดิบอาหารชั้นดีให้เอาไปส่งให้พ่อครัวในเรือเพื่อทำเป็นอาหาร  พวกผู้เล่นหลาย ๆ คนก็เลยลองทำตาม  เป็นผลให้ในช่วงค่ำนี้มีการแจกอาหารชุดเนื้อนกไคล์คริลให้กินกันที่โรงอาหาร  เรียกให้ผู้โดยสารที่รู้เรื่องเข้ากรูกันไปที่นั่นด้วยความอยากลิ้มลองของดีที่เล่าลือว่าเป็นเนื้อชั้นเยี่ยมกันให้แน่นขนัด  เขาเองที่เห็นว่ามันเป็นของฟรีแถมยังน่าสนใจดีก็ตามไปเอามากินกับเขาด้วย  ซึ่งจากรสชาตินี่ก็ดูเหมือนจะคุ้มค่าแล้วล่ะที่ยอมเบียดเสียดกับผู้คนเข้าไปเอามา      

            “กินด้วยกันไหมครับเร็ทสึ”  เป็นแบบนั้นเขาก็ลองชวนเร็ทสึดู 

            “ไม่ดีกว่าค่ะ  เนื้อนั่นท่านอุตสาห์ลำบากไปเอามา  ทานเองไปตามสบายเถอะค่ะ”  แต่เธอก็ปฏิเสธมาแบบคนเกรงใจ

            “ไม่ต้องเกรงใจหรอกครับ  มากินด้วยกันดีกว่า”  วัชระชวนเข้าไปอีก

            “ไม่ต้องหรอกค่ะ  ยังไงวิญญาณอย่างข้าก็ไม่จำเป็นต้องดื่มกินอะไรอยู่แล้วอีกอย่างข้าไม่อยากทานด้วย”  เร็ทสึใช้เหตุผลหนักปิดทางไป  วัชระก็เลยต้องยอมแพ้อย่างไร้เงื่อนไข

            “อา ๆ  ก็ได้ครับ  ไม่อยากทานก็ไม่เป็นไหร่”  วัชระพูดแล้วก็เสริมขึ้นมาอีกเมื่อสัมผัสอะไรบางอย่างได้ว่า  “จะว่าไปก็มีคนกำลังเดินขึ้นมาบนนี้พอดีเลย  เราเลิกคุยกันก่อนดีกว่านะครับ”

            “ค่ะ”

            จากนั้นวัชระก็หันมากินเนื้อนกไคล์คริลทอดต่อเงียบ ๆ   ซึ่งด้วยความอร่อยของมันก็ทำให้เขากินมันหมดอย่างรวดเร็ว  ก่อนจะมีเสียงฝีเท้าดังเข้ามาใกล้และหยุดลงที่ทางด้านหลังของเขา  เขาก็จึงรีบเก็บจานอาหารที่วางเปล่าไปด้วยเวทมนตร์แล้วทำท่าจะหันหน้าไปมองว่ามีใครมา  แต่ก็ตระหนักถึงเรื่องสำคัญสุด ๆ เรื่องหนึ่งขึ้นมาได้เสียก่อนเลยต้องรีบหันขวับกลับมาทางเดิม  หลังจากที่หันกลับหลังไปได้กว่าครึ่งหน้าแล้ว

            ...เขาไม่ได้ใส่หน้ากาก!

            เป็นเพราะความประมาทที่ไม่คิดว่าจะมีใครขึ้นมาในที่แบบนี้  เขาก็เลยถอดหน้ากากปิดหน้าที่แสนน่ารำคาญนั่นออกไป  และลมเย็น ๆ บนดาดฟ้าเรือสูงที่นี่ก็ทำให้เขาผ่อนคลายจนลืมตัวเรื่องนี้ไปเสียสนิท  ถึงได้ไม่ฉุกคิดแล้วหยิบเอาหน้ากากขึ้นมาสวมตั้งแต่แรกที่รับรู้ได้ว่ามีคนกำลังมา

            เป็นเรื่องแล้วไง

            คิดพร้อมความรู้สึกอย่างจะสบถด่าตัวเองเสร็จ  เขาก็รีบเรียกหน้ากากปิดครึ่งหน้าสีขาวเรียบมาถือไว้ในมือและตั้งท่าจะสวมมันเข้ากับหน้า  ทว่าก็ต้องหยุดมือลงด้วยเสียงคุ้น ๆ ที่ดังมาจากทางด้านหลัง

            “นั่นคุณ...วัชระเหรอคะ”

            เสียงอันนิ่งเรียบที่แฝงไปด้วยความสงสัยนั่นเรียกให้วัชระหันกลับมองได้ก่อนที่จะทันคิดอะไร  เรือนผมสีดำยาวที่ปลิวไสวตามสายลมเป็นสิ่งแรกที่เขาสังเกตเห็นภายใต้แสงของจันทร์เพ็ญ  ตามด้วยผิวสีขาวนวลบนร่างบางในชุดคลุมยาวดูรุ่มร่าม  จากนั้นจึงเป็นใบหน้าหวานไร้อารมณ์ที่นิ่งเรียบจนเหมือนตุ๊กตา

            วัชระมองหน้าของเธอผู้มาใหม่พลางก็สังเกตได้ว่าสัมผัสพลังที่เขารับรู้ได้ตอนรู้สึกตัวว่ามีคนมานั่นเป็นสัมผัสพลังที่เขาเคยสัมผัสได้มาครั้งหนึ่งแล้วเมื่อไม่นานมานี้  ซึ่งก็แน่อยู่แล้วในเมื่อคนที่เป็นเจ้าของสัมผัสพลังเธอเป็นคนรู้จักของเขานี่หน่า!

            “พิณ  เธอเองหรอกเหรอ” 

            เขาพูดแล้วก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก  ที่แท้คนที่มาก็คือ  พิณ  หนึ่งในกลุ่มเพื่อนของเซ็นที่เขาได้รู้จักกันเมื่อเช้านี่เอง  ไอ้เขารึก็กังวลแทบแย่ว่าจะเป็นคนอื่นที่มา  แต่ถ้าเป็นเธอคนนี้ก็ไม่ต้องห่วงอะไร

            “ใช่ค่ะ  ฉัน พิณ เองแหละค่ะ  ส่วนคุณก็คงเป็นคุณวัชระสินะคะ”  พิณเอ่ยยืนยันตัวตนกับเขาก่อนที่จะหรี่ตาถามเขากลับเพื่อความแน่ใจ  คงเพราะถึงเธอจะเคยเห็นหน้าของเขาใน คลิปวิดีโอเจ้าปัญหา มาแล้วแต่ก็เพิ่งจะเคยเห็นหน้าเขาจริง ๆ เป็นครั้งแรกล่ะมั้ง  ถึงได้ถามมาอย่างนั้น         

            “อา  ใช่  ฉันเองแหละ”  วัชระตอบกลับเด็กสาวไปเรียบ ๆ พลางก็เอนหลังพิงกับราวกั้นดาดฟ้าด้วยท่าทางสบาย

            “งั้นเหรอคะ”  พิณว่าแล้วก็เพ่งสายตามองใบหน้าเปลือยเปล่าไร้การปกปิดของเขาอยู่นานจนน่าสงสัย

            “หน้าฉันมีอะไรติดอยู่รึไง  มองอะไรนักหนาล่ะเนี่ย”  วัชระถามแล้วก็ลูบหน้าตัวเองดู  กระนั้นก็ไม่พบอะไรติดอยู่

            “เปล่าหรอกค่ะ  หน้าคุณไม่มีอะไรติดอยู่หรอก”  พิณบอก

            “แล้วเธอมองหน้าฉันทำไมตั้งนาน”  วัชระเลิกคิ้วถาม

            “ฉันก็แค่คิดว่าตาของคุณนี่ดูน่ากลัวกว่าที่เห็นผ่านหน้ากากหรือในวิดีโอเสียอีกก็เท่านั้นแหละค่ะ”

            คำตอบที่รับมาทำให้วัชระรู้สึกอยากจะไถลตัวลงจากราวกั้นที่พิงไว้เสียบัดนั้นเลย  ที่คุณน้องเธอทักเรื่องอะไรไม่ทัก  ดันมาทักเรื่อง ตา ที่เขาไม่ชอบเข้าเสียนี่!

            “โทษทีแล้วกันนะที่ตาฉันมันเหี้ยมน่ะ”  วัชระเอ่ยแล้วก็ทำเสียงขึ้นจมูกเสียงดังอย่างเซ็ง ๆ 

            เห็นอาการของวัชระแล้วพิณก็ต้องเอียงคอน้อย ๆ  “อะไรกันคะ  ไม่ชอบให้คนทักเรื่องตางั้นเหรอ”  เธอถามซื่อ ๆ

            “ก็ไม่ถึงกับไม่ชอบหรอก  แต่เบื่อมากกว่าที่โดนทักแต่เรื่องนี้น่ะ”  วัชระบอกคนอายุน้อยกว่าไปอย่างนั้นพลางก็ยกหน้ากากในมือขึ้นมาสวมแบบไม่คิดประมาทอีก  “แล้วนี่เธอขึ้นมาทำอะไรบนนี้กันล่ะเนี่ย  ไม่ไปอยู่แถว ๆ โรงอาหารกับคนอื่นเขาเหรอ”  เขาเปลี่ยนเรื่องคุยออกจากประเด็นที่ชวนให้เซ็งจิต

            “ไม่เอาหรอกค่ะที่ที่คนอยู่กันเยอะ ๆ น่ะ  มันอึดอัด  ฉันมาที่นี่เพราะอยากหาที่สงบ ๆ อยู่น่ะค่ะ”  เด็กสาวตอบเสียงนิ่ง ๆ สีหน้าดูออกจะเบื่อหน่าย  จากนั้นก็หันมาถามเขากลับบ้าง  “แล้วคุณล่ะ  มาทำอะไรที่นี่” 

            “ก็มาหาที่สงบ ๆ อยู่ของฉันเหมือนกัน  บนนี้มันลมเย็นสบายดี  แถมเห็นดาวชัดดีด้วยก็เลยมา”  วัชระตอบแล้วก็เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า  จ้องไปยังเหล่าดวงดาว ๆ ที่ว่า

            “ดาวงั้นเหรอ”  พิณทวนคำวัชระแล้วเงยหน้าขึ้นฟ้า  มองดวงดาวจำนวนนับไม่ถ้วนที่อยู่บนนั้นด้วยดวงตาสีน้ำตาลที่เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย  ก่อนที่จะเอ่ยออกมาทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ก้มหน้าลงมาว่า  “เห็นชัดจริงด้วย”

            “ใช่ไหมล่ะ  ถึงเอาเข้าจริง ๆ มันจะเห็นได้จากทุกที่บนเรือเลยก็เถอะ  แต่ที่นี่แหละเห็นชัดสุดแล้ว”  วัชระกล่าวยิ้ม ๆ  ขณะที่มองดูเด็กสาวตรงหน้าละสายตาจากดาวบนท้องฟ้าลงมามองที่เขา

            “คุณนี้นิสัยดูไม่ค่อยเข้ากับหน้าเลยนะคะเนี่ย”

            แล้วรอยยิ้มก็ต้องพลันหายไปจากหน้าของวัชระทันควันเมื่อคำพูดนั้นหลุดออกมาจากริมฝีปากเล็ก ๆ ของเด็กสาว

            ...พูดตรงไปไหมครับคุณผู้หญิง

            “เฮ้อ  ช่วยละเรื่องนิสัยกับหน้าตาของฉันไว้หน่อยได้ไหม”  วัชระกล่าวพร้อมทำหน้าอ่อนใจ

            “ฉันอุตสาห์ชมคุณอยู่  ทำไมถึงทำหน้าแบบนั้นล่ะคะ”  พิณเอียงคอถามแบบที่วัชระชักสังเกตได้ว่ามันเป็นนิสัยเคยตัวของเธอ

            “ก็ไอ้ที่เธอพูดนั่นมันเหมือนชมตรงไหนกันล่ะ”

            “ก็ที่ว่าคุณนิสัยดีผิดกับหน้าตาที่ดูน่ากลัวไงล่ะคะ”

            “ห๊ะ?

            วัชระต้องร้องออกมาอย่างกลั้นความแปลกไว้ไม่อยู่  ด้วยคำพูดที่เหนือความคาดหมายของแม่สาวน้อยหน้านิ่ง

            “ฉันสังเกตได้มาซักพักแล้วล่ะค่ะ”  พิณกล่าวต่อขึ้นมาโดยไม่รอให้เขาหายจากอาการแปลกใจ  “คุณน่ะถึงภายนอกจะดูเป็นคนดุ ๆ  แต่จริง ๆ แล้วเป็นคนอารมณ์ดีที่ค่อนข้างขี้เล่น  แม้จะติดห้าวและกระด้างไปบ้าง  แต่ก็ค่อนข้างจะสุภาพกับผู้หญิงจนเรียกได้ว่าเป็นสุภาพบุรุษ  แถมยังเป็นคนที่ใจดีและมีน้ำใจคนหนึ่งอีกด้วย”

            “เอ๋”  วัชระกระพริบตาปริบ ๆ ด้วยความติดใจ  “ฉันเนี่ยนะ...ใจดี?  มีน้ำใจ?”  เขาย่นคิ้วชี้หน้าตัวเองถาม

            เด็กสาวพยักหน้าตอบ  “ใช่ค่ะ  ก็อย่างวันนี้น่ะ  ตอนที่เซ็นขอประลองกับคุณเมื่อเช้าเพื่อขอคำแนะนำคุณก็ยอมช่วยไม่ใช่เหรอคะ  ช่วยทั้ง ๆ ที่คุณก็ไม่ได้รู้สักมักจี่อะไรกับเซ็นมากมาย  ซ้ำยังไม่ได้อะไรตอบแทนด้วย  เรื่องตอนที่พวกนกไคล์คริลมาบุกโจมตีเรือก็เหมือนกัน  ระหว่างสู้อยู่คุณก็คอยสังเกตโดยรอบและพุ่งเข้าไปช่วยพวกคนที่กำลังลำบากอยู่เสมอเลยไม่ใช่เหรอคะ  ถึงดูเผิน ๆ จะเหมือนการแย่งฆ่ามอนต์ซะมากกว่าก็เถอะ  แต่ทุกครั้งที่คุณเข้าไปแย่ง  มันก็จะเป็นจังหวะตอนที่คนพวกนั้นกำลังลำบากอยู่ทุกครั้งเลยนี่  หรือ...ฉันแค่มองผิดไปงั้นเหรอคะ?

            นัยน์ตาคู่เรียวสีน้ำตาลเข้มของวัชระเบิกกว้างขึ้นด้วยความอึ้ง ๆ ในตัวของเด็กสาวตรงหน้า  นี่เมื่อเช้านี้  ระหว่างที่กำลังสู้กันให้อีรุงตุงนังอยู่นั่น  เธอเองก็มีหน้าที่ต้องช่วยสนับสนุนพวกเซ็นจนไม่น่าจะมีช่องว่างให้พักหายใจอยู่แล้วไม่ใช่รึไง  แล้วเอาเวลาที่ไหนมาสังเกตพฤติกรรมเขาได้กันล่ะเนี่ย   

            “เธอนี่สังเกตเก่งจังนะ”  วัชระยิ้มเจื่อน ๆ เอ่ยกับเด็กสาวไป  “แต่...”  ก่อนถอนหายใจเกริ่นขึ้น

            “ฉันว่าฉันไม่ใช่คนดีเด่อย่างที่เธอพูดหรอกนะ  มันก็จริงอยู่หรอกที่ฉันทำอย่างที่เธอพูดจริง ๆ  แต่ฉันไม่ได้มีเหตุผลเป็นคนดีอย่างจำพวกที่ว่าเห็นคนเดือดร้อนแล้วอดรนทนไม่ได้หรอกนะ  ที่ช่วยคนอื่นตอนเกิดเรื่องพวกนกไคล์คริลไปนั่นก็เพราะแค่เห็นว่าเป็นคนที่ลงเรือลำเดียวกันจะช่วยกันสักหน่อยก็ไม่เสียหาย  แถมไม่ได้ลำบากอะไรด้วยก็แค่นั้น  ส่วนเรื่องเซ็นนั่นก็คนรู้จักกัน  ช่วยกันหน่อยก็ไม่เห็นเป็นอะไร  อีกอย่างฉันก็ชอบสู้อยู่แล้วด้วย  ดังนั้นเรื่องช่วยประลองด้วยนั่นก็ไม่ต้องสงสัย  ฉันชอบอยู่แล้ว  มีเหตุผลอะไรที่ต้องปฏิเสธล่ะ...เห็นไหม  ไม่เห็นจะเหมือนคนดีตรงไหนเลยนะตัวฉันนะ  แค่เป็นคนมีมนุษยธรรมนิดหน่อยเท่านั้นเอง”

            สาธยายตัวเองยาว ๆ ไปจบแล้วก็ยักไหล่  วัชระบอกปัดคำชมที่บอกว่าตนเป็นคนดีไปเสียทุกกรณี  ชนิดที่พิณที่ได้ยินอย่างนั้นยังต้องสงสัยในความแปลกของเขา  มีที่ไหนมีคนชมว่าเป็นคนดีทั้งที  แทนที่จะดีใจดันมาแย้งแล้วประณามตัวเองให้ดูไม่ดีอย่างนี้  แปลกคนจริง ๆ เลยนะเขาเนี่ย

            “ถ้าคุณพูดอย่างนั้นฉันก็มีสิ่งที่สงสัยค่ะ”  พิณยังไม่ตอบรับหรือปฏิเสธว่าวัชระเป็นคนดีหรือไม่  และเปลี่ยนมาตั้งขอสงสัยซะแทน  “ถ้าคุณบอกว่าคุณไม่ใช่คนใจดี  มีน้ำใจ  แล้วอย่างนั้นทำไมคุณถึงสอนมนตราประยุกต์ให้เซ็นตั้งแต่ที่เพิ่งเจอกันเป็นครั้งแรกล่ะคะ”  คำถามส่งให้วัชระชะงักกึก

            “ฉันว่าคุณเองก็น่าจะรู้ดีนะคะว่ามนตราประยุกต์นี่เป็นความลับของความแข็งแกร่งของผู้เล่นระดับสูง  และเป็นสิ่งที่ทำให้คุณแข็งแกร่งเหนือกว่าผู้คนจำนวนมากในเกมนี้  มันน่าจะเป็นสิ่งที่ยิ่งมีคนรู้น้อยเท่าไหร่ก็ยิ่งดี  ทว่าคุณกลับไม่คิดจะปกปิดมันเลย  คนปกติทั่วไปน่ะไม่มีใครคิดจะเผยแพร่เรื่องที่ทำให้ตัวเองได้เปรียบกว่าคนอื่นออกไปให้ใครรู้ง่าย ๆ หรอกค่ะ  จะมีก็แค่พวกคนที่เรียกกันว่า คนดี คนมีน้ำใจ หรืออะไรประมาณนั้นเท่านั้นแหละค่ะที่จะเอาเรื่องพวกนี้มาบอกคนอื่นกันง่าย ๆ

            ซึ่งในประเด็นนี้  ทำไมคนที่บอกว่าตัวเองไม่ใช่คนใจดีอย่างคุณถึงได้ทำเรื่องที่มีแต่พวกคนใจดีเท่านั้นที่ทำกันล่ะคะ  ช่วยตอบข้าหน่อยได้ไหม  หากตัดเรื่องที่คุณเป็นคนใจดีออกไป  ฉันก็ไม่เห็นว่ามันจะมีผลประโยชน์อะไรที่จะดลใจให้คุณทำอย่างนั้นได้เลย  จะพบก็แค่ผลเสียที่ตามมาเป็นพรวนเท่านั้น  ทั้งความแข็งแกร่งซึ่งอยู่เหนือคนอื่นที่คุณมีที่จะถูกสั่นคลอนได้หากเซ็นเอาเรื่องมนตราประยุกต์ที่รู้ไปเผยแพร่จนทำให้มีคนเก่ง ๆ ปรากฏขึ้นมาอีกเป็นกอง  ไหนจะยังเรื่องที่อาจจะมีคนที่รู้เรื่อง ๆ นี้แล้วสามารถพัฒนาฝีมือจนเก่งกว่าคุณได้และมาเป็นศัตรูกับคุณให้ลำบากอีก

            ถ้าเป็นผลเสียจากการกระทำของคุณล่ะก็ฉันคิดได้เป็นภูเขาเลากา  แต่เรื่องผลประโยชน์ที่คุณจะได้รับนี่ฉันคิดแทบไม่ออกเลยค่ะ  จะบอกว่าเป็นการปั้นผู้เล่นมือดีมาเป็นพวกด้วยการสร้างบุญคุณก็ไม่น่าจะใช่  เซ็นไม่ได้มีความสามารถที่เตะตาจนน่าปลุกปั้นขนาดนั้น  คุณเองก็ดูไม่เหมือนคนตาถั่วที่จะเลือกปั้นคนแบบสุ่ม ๆ  ด้วย  เหตุผลนอกจากนี้ที่ฉันคิดได้ก็ไร้สาระเกินไปจนไม่น่าจะใช่  เพราะฉะนั้น...”

            พิณเว้นช่วงสูดหายใจเข้าลึกก่อนที่จะเอ่ยถามต่อว่า

            “ช่วยตอบฉันมาหน่อยเถอะค่ะ  ว่าถ้าคุณไม่ใช่คนใจดีแล้วทำไมถึงช่วยสอนมนตราประยุกต์ให้เซ็นแบบนั้น?

            สิ้นเสียงของพิณลง  วัชระที่ไม่รู้ตัวว่าตัวเองอ้าปากค้างไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็เก็บกรามตัวเองเข้าที่  กระพริบตาถี่ ๆ  ก่อนที่จะหลุดขำพรืดออกมาเบา ๆ

            “ฮ่ะฮ่ะฮ่ะ”

            “ขำอะไรน่ะคะ”

            พิณที่ไม่เข้าใจว่าตัวเองทำอะไรน่าขำ  ก็ย่นคิ้วเรียว ๆ ของเธอถามใส่เขาอย่างคาดคั้นคำตอบ 

            “ก็หัวเราะที่เธอร่ายเรื่องพวกนั้นออกมาซะยาวทั้ง ๆ ที่ยังทำหน้านิ่งเป็นรูปปั้นอยู่อย่างนั้นน่ะสิ  มันดูไม่เข้ากันเลยล่ะ”  เขาบอก  “แถมใครจะไปคิดล่ะว่าแม่สาวนิ่งเงียบที่ฉันเจอเมื่อเช้าจริง ๆ จะเป็นคนช่างพูดที่คิดเล็กคิดน้อยเรื่องคนที่เพิ่งได้เห็นหน้ากันไม่ถึงวันตั้งขนาดนี้  ให้ตายสิขี้สงสัยเหมือนเด็ก ๆ จนฉันอดขำไม่ได้เลย”

            เด็กสาวนิ่งเงียบแสดงอาการมุ่ยหน้าออกมาน้อย ๆ ทันทีเมื่อได้ยินเขาพูดแบบนั้น 

            “ต้องขอโทษด้วยนะคะที่ขี้สงสัยเหมือนเด็ก  แต่คุณจะช่วยตอบฉันมาได้รึยังคะว่าทำไมคุณถึงช่วยสอนมนตราประยุกต์ให้กับเซ็น”  เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงติดประชดประชันใส่เขาเป็นครั้งแรกแล้วเปลี่ยนมายิงคำถามเดิมใส่เขา

            “อ๋อ  นั่นน่ะเหรอ”  วัชระที่กลั้นหัวเราะได้สำเร็จยิ้มขึ้นก่อนจะตอบไปว่า  “ถ้าจะถามว่าทำไมฉันถึงสอนมนตราประยุกต์ให้เซ็นไปล่ะก็  ฉันก็คงบอกได้แค่ว่าเพราะฉันไม่เห็นว่ามนตราประยุกต์มันเป็นเรื่องที่ต้องเก็บเป็นความลับละมั้ง”

            ฟังแล้วพิณก็ถึงกับต้องนิ่วหน้า  “ทำไมล่ะคะ”

            “ก็เพราะว่าจริง ๆ แล้วมนตราประยุกต์มันเป็นหนึ่งในวิชาเวทขั้นพื้นฐานของโลก  GMO  นี่เลยน่ะสิ  หรือจะเรียกในภาษาของพวกเราว่าเป็น Basic skill เลยก็ได้  ลองคิดดูสิ  มันไม่มีเงื่อนไขอะไรในการเรียนเลยใช่ไหมล่ะ  แค่ฝีกไปเรื่อย ๆ ก็ใช้ได้แล้ว  ในทางตรงกันข้ามมนตราสามัญที่ต้องทำพันธะสัญญากับผู้สร้างเวทและไปทำภารกิจและอะไรต่อมิอะไรเพื่อเรียนเวทแต่ละบทยังดูยุ่งยากกว่าตั้งไม่รู้เท่าไหร่  อีกอย่างถ้าเธอเคยลองเข้าห้องสมุดไปเปิดหนังสือที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเวทมนตร์ดู  เธอจะเจอหนังสือหลายเล่มเลยล่ะที่เขียนเกี่ยวกับมนตราประยุกต์น่ะ 

            จริง ๆ หนทางที่จะเรียนรู้มนตราประยุกต์มันก็มีอยู่ทุกที่นั่นแหละ  เพียงแต่ไม่ค่อยมีใครสังเกตเห็นก็เท่านั้น  แต่ว่ายังไงไม่ช้าก็เร็ว  เดี๋ยวผู้เล่นก็ต้องรู้จักมันอยู่ดี  ยิ่งช่วงหลาย ๆ เดือนมานี้ฉันได้ข่าวว่าความรู้เรื่องมนตราประยุกต์กำลังรั่วไหลออกไปในหลาย ๆ ที่ทั่วทวีปใหญ่แล้วด้วย  คาดว่าอีกไม่เกินปีมันก็คงจะกลายเป็น เรื่องพื้นฐาน ที่ใครก็รู้แล้วแหละ  ดังนั้นด้วยปัจจัยสารพัดอย่างที่ว่ามานี่  ฉันก็ไม่เห็นจะมีเหตุจำเป็นอะไรต้องเก็บมันไว้เป็นความลับเลยว่าไหมล่ะ”

            อธิบายเสร็จวัชระก็ไหวไหล่  ส่วนพิณก็เอียงคอไปเล็กน้อย

            “นั่นคือเหตุผลของคุณเหรอคะ”

            “อืม  ใช่  ว่าไงล่ะ”

            “ฟังไม่ขึ้นค่ะ”

            “ห๊ะ!”  วัชระหน้าเหลอไปทันตาที่เหตุผลของตนถูกตัดสินว่า ฟังไม่ขึ้น อย่างไม่มีการลังเล 

            “มันฟังไม่ขึ้นยังไง”

            “ก็ฟังไม่ขึ้นตรงที่มันใช่อ้างเรื่องที่คุณยอมเสียเวลามาสอนเวทให้กับคนที่เพิ่งได้พบกันครั้งแรกไม่ได้น่ะสิคะ”  พิณพูดเสียงเรียบ  “ถึงคุณจะถือว่ามนตราประยุกต์มันไม่ใช่วิชาที่จำเป็นต้องเก็บเป็นความลับ  แต่มันก็ไม่เห็นเกี่ยวกับที่คุณยอมเสียแรงไปสอนมันให้กับคนที่เพิ่งจะเคยพบหน้ากะรอยู่ดี  ถ้าคุณอยากยืนยันว่าตัวเองไม่ใช่พวกใจดีก็ช่วยให้เหตุผลที่ฟังขึ้นกว่านี้ด้วยค่ะ”

            “ทำไมเหมือนฉันกำลังโดนตำรวจสอบสวนในฐานะคนร้ายอยู่ล่ะเนี่ย”  วัชระกรอกตาขึ้นฟ้าพลางพูดโพลงออกมา  จากนั้นจึงเบนสายตามาจ้องที่ใบหน้านิ่ง ๆ ของพิณ  และเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเอือม ๆ  “ฉันล่ะชักสงสัยแล้วนะว่าทำไมเธอถึงต้องพยายามยัดเยียดให้ฉันเป็นคนใจดีถึงขนาดนี้ด้วยน๊า?

            “งั้นทำไมคุณถึงได้พยายามปฏิเสธว่าตัวเองเป็นคนใจดีขนาดนั้นด้วยล่ะคะ?

            เป็นการถามตอกกลับที่มีได้ผลชะงัดเสียนี่กระไร  วัชระถึงกับนิ่งไปเลยพอโดนถามย้อนอย่างนี้

            กระทั่งผ่านไปได้หลายวินาที  วัชระก็พ่นลมออกจากจมูกแรง ๆ แล้วยกมือขึ้นขยี้ผม  ทำหน้ายุ่ง  ปิดท้ายด้วยการถอนหายใจ

            “ทำไมฉันถึงปฏิเสธว่าตัวเองเป็นคนใจดีน่ะเหรอ...อา  คงเพราะฉันไม่อยากเป็นมันล่ะมั้ง  ไอ้คนที่ถูกขึ้นหัวว่าชอบทำอะไรเพื่อคนอื่นแบบนั้นน่ะ  ก็ในความคิดของฉัน  ฉันมันก็ไม่ใช่คนดีเดออะไรนี่หน่า”  อย่างเมื่อเร็ว ๆ นี้ก็ก่อเรื่องซะจนทำให้เมือง ๆ หนึ่งแทบพินาศไปนี่เอง  “แต่...ก็นะ...”

            วัชระเผยรอยยิ้มอ่อนใจขึ้นมาบาง ๆ 

            “ถ้าเธอยืนยันขนาดนั้นว่าฉันเป็นคนใจดี  ฉันก็อาจจะใจดีจริง ๆ ก็ได้...ล่ะมั้งนะ  เอาเป็นว่าฉันยอมแพ้เธอก็แล้วกัน  เถียงกันแบบนี้มันชวนให้เหนื่อยชอบกล”

            พิณมองวัชระที่เงยหน้าขึ้นไปดูดาวบนฟ้า  ส่งเสียงที่คล้าย ๆ กับเสียงหัวเราะออกมาเบา ๆ ครั้งหนึ่งแล้วก็ว่าขึ้นมา

            “คุณนี่สุดท้ายก็ยังไม่ยอมรับความจริงซินะคะ”

            “เธอเองก็เหมือนกัน  ขนาดฉันขอยอมแพ้แล้วยังตื้อไม่เลิกเลย”

            “ก็เราไม่ได้แข่งอะไรกันอยู่นี่คะ  แค่คุณขอยอมแพ้เรื่องมันจะได้จบ”

            “จะว่าไปก็จริงของเธอ”

            กล่าวแล้วชายหนุ่มก็หัวเราะร่าขึ้นมาอย่างกะทันหัน  จนพิณเห็นแล้วต้องเอียงคอเป็นนัยว่าสงสัย  เขาเลยต้องรีบตัดหน้าอธิบายต่อทันใด

            “นี่พิณ  เธอคิดบ้างไหม  ที่เราโต้เถียงกันตั้งนานเพราะเรื่องพรรค์เนี้ย  มันดูไร้สาระชะมัดเลย  ถ้ามีใครมาเห็นเข้าล่ะก็คงคิดว่าเราบ้ากันแหง ๆ”

            จบคำวัชระก็ส่ายหน้าเหมือนจะระอาตัวเอง  พิณเองพอได้ยินเขาทักอย่างนั้นก็มานึกย้อนดู  มันก็จริงอย่างที่เขาว่า  แค่เถียงกันเรื่องที่ว่าวัชระเป็นคนใจดีหรือไม่ใช่  พวกเธอก็เล่นลากบทสนทนากันมาซะยาวเหยียด  แถมยังมีการยกเหตุผลมาอ้างอย่างนู้นอย่างนี้อย่างกับกำลังโต้วาที  คิดแล้วมันก็ดู...บ้าจริง ๆ นั่นแหละ

            “ก็จริงของคุณนะคะ”  พิณเอ่ยเสริม

            ถึงตรงนี้บทสนทนาก็ขาดช่วง  ทั้งวัชระและพิณเงียบเสียงลงอย่างพร้อมเพรียงด้วยความที่หมดเรื่องจะพูด  บนดาดฟ้าเรือแห่งนี้จึงกลับสู่ความเงียบสงบอีกครั้งหลังจากที่ถูกแทรกด้วยเสียงพูดคุยของชายหญิงคู่นี้มาพักใหญ่  แต่ก็สงบได้ไม่นานเมื่อวัชระได้เปิดบทสนทนาขึ้นอีกครั้งในไม่ช้า

            “นี่  คุยเรื่องอื่นกันบ้างดีไหม” 

            “จะคุยเรื่องอะไรล่ะคะ”

            “เอาเป็นเรื่อง...การฝึกมนตราประยุกต์ของเธอเป็นไงล่ะ  ถ้ามีปัญหาอะไรก็ลองถามฉันมาสิ”

            “หืม?”  พิณที่ถูกชวนคุยในเรื่องที่ผิดคาดสุด ๆ ส่งเสียงขึ้นในลำคอ  เธอมองหน้าวัชระระคนประหลาดใจ  “คิดยังไงถึงชวนฉันคุยเรื่องนี้คะเนี่ย”

            “เผอิญนึกได้ถึงเรื่องเมื่อเช้าน่ะ  ตอนที่ฉันคุยกับแอนเรื่องวิธีการฝึกมนตราประยุกต์ให้เก่งอยู่  ฉันสังเกตเห็นว่าเธอขยับปากทำท่าจะถามอะไรสักอย่างกับฉันอยู่หลายครั้งแต่ไม่กล้าพูด  มาตอนนี้ฉันก็เลยลองถามดู  เผื่อเธอจะมีเรื่องที่อยากได้คำแนะนำ”  วัชระยิ้มเย้าใส่เด็กสาวด้วยมาดของผู้เหนือกว่า

            พิณที่รู้ตัวว่าถูกอีกฝ่ายลอบสังเกตในเรื่องที่ว่าเข้าก็สีหน้าเปลี่ยนไปชั่วครู่ก่อนที่เธอจะชักสีหน้ากลับมาให้นิ่งเรียบเหมือนเดิมอย่างรวดเร็วจนวัชระแทบไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกตินั่นเลย

            “ช่างสังเกตจังนะคะ”  เธอหรี่ตาว่า 

            “คำพูดนั่นน่ะฉันขอคืนให้เธอดีกว่า  ฉันมันก็แค่บังเอิญเหลือบตาไปเห็นพิรุธของเธอเข้าพอดีก็แค่นั้นแหละ  ไม่ได้ช่างสังเกตอะไรหรอก”  วัชระแย้งกลับยิ้ม ๆ 

            “แล้วว่าไงล่ะ  ตกลงเธอมีเรื่องสงสัยอะไรอยากจะถามฉันเกี่ยวกับการฝึกมนตราประยุกต์ไหม”

            คนถูกถามก้มหน้าลงราวกับจะชั่งใจ  เธอมีท่าทีลังเลว่าจะถามดีหรือไม่  ก่อนที่จะตัดสินใจได้และตอบกลับไปว่า

            “ฉันมีจริง ๆ นั่นแหละค่ะ  ปัญหาเกี่ยวกับการฝึกที่อยากขอคำแนะนำจากคุณน่ะ  ถ้าไม่รังเกียจจะช่วยฉันหน่อยได้ไหมล่ะคะ”

            วัชระคลี่ยิ้มขบขันขึ้นมากับคำพูดอันเป็นพิธีการของอีกฝ่าย

            “ถ้ารังเกียจฉันก็คงไม่ชวนเธอคุยเรื่องนี้หรอกพิณ  สงสัยอะไรอยากถามอะไรก็ถามมาเถอะน่าไม่ต้องอ้อมค้อมเสียเวลา”  เขาบอกเด็กสาวไปอย่างนั้น

            “งั้นฉันก็ต้องขอรบกวนด้วยนะคะ” 

            กระนั้นคุณเธอก็ยังพูดเป็นพิธีการไม่เลิก  เขาเลยได้แต่ทำหน้าเจื่อนแล้วไม่ว่าอะไรออกมาอีก  เพราะไม่อยากจะขัดในสิ่งที่เธอกำลังจะพูด

            “ตัวฉันน่ะ  ใช้เวทแปรพลังธาตุไม่ได้ค่ะ”  พิณเริ่มบอกกับเขาด้วยสีหน้าที่หมองลงจนเห็นได้ชัด  ”ไม่ว่าจะพยายามฝึกแค่ไหนก็ทำไม่ได้สักที  ทั้ง ๆ ที่เวทชนิดอื่น ๆ ทั้งผนึกพลัง  เกราะเวท  และกระสุนพลังเวทฉันก็ทำได้หมดแท้ ๆ  แต่ก็มีแต่เวทแปรพลังธาตุนี่เท่านั้นที่ฉันยังทำไม่ได้  ฉันไม่เข้าใจเหตุผลในเรื่องนี้เลยค่ะ  ขนาดทิมกับแอนที่มีทักษะควบคุมเวทต่ำกว่าฉันแถมยังใช้มนตราประยุกต์อื่น ๆ ได้แย่กว่าก็ยังทำได้  ทำไมถึงมีแต่ฉันคนเดียวที่ทำไม่ได้  ถามเซ็นไปเขาก็บอกอะไรไม่ได้เพราะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ  ฉะนั้นฉันก็เลยอยากจะถามคุณหน่อยน่ะค่ะว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำฉันถึงใช้เวทแปรพลังธาตุไม่ได้อยู่คนเดียวแบบนี้”

            “พูดง่าย ๆ ก็คือเธออยากฝึกเวทแปรพลังธาตุให้ได้เหมือนเพื่อนเขาสินะ”  วัชระย่อใจความคำพูดของพิณลงให้สั้น  จากนั้นก็ยกมือขึ้นลูบคางอย่างครุ่นคิด  และเริ่มตั้งคำถามขึ้นมาเพื่อหาข้อมูล

            “จะแก้ปัญหานี้  อย่างแรกที่ฉันอยากรู้เลยก็คือเธอเลือกฝึกแปรพลังธาตุอะไรล่ะนะ”

            “ฉันเลือกฝึกแปรพลังธาตุน้ำน่ะค่ะ”

            คำถามหลุดจากปากของวัชระไปได้ไม่ทันไรพิณก็รีบตอบกลับมาให้อย่างไว  ดูเธอจะกระตือรือร้นมากแม้จะทำหน้านิ่งอยู่เสมอต้นเสมอปลายก็ตาม

            “เหตุผลที่เลือกธาตุนี้ล่ะ”  วัชระถามต่ออีก 

            “ไม่มีเป็นพิเศษหรอกค่ะ  ฉันก็แค่ชอบน้ำเลยเลือกฝึกธาตุนี้น่ะค่ะ”

            “เลือกด้วยรสนิยมส่วนตัวสินะ” 

            วัชระพยักหน้าน้อย ๆ ในข้อมูลที่ได้รับ  หากก็ยังถามซักไม่หยุดปาก

            “เวลาฝึกแปรพลังธาตุน้ำ  เธอได้จินตนาการถึงภาพของน้ำไปด้วยหรือเปล่าพิณ”

            “ค่ะ  ฉันทำค่ะ  เซ็นแนะนำให้ฉันทำแบบนั้นตั้งแต่ตอนเริ่มฝึกแล้ว  แต่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรน่ะค่ะ”

            “งั้นเธอจินตนาการภาพน้ำที่ว่านั่นแบบไหน”

            “จินตนาการว่ามันลอยอยู่เหนือฝ่ามือของฉันเวลาที่ฝึกน่ะค่ะ”

            พิณตอบวัชระแล้วก็ยกฝ่ามือขึ้นเบื้องหน้า  ทำท่าจำลองเวลาฝึกให้เขาดู

            นั่นส่งให้ชายหนุ่มย่นคิ้วแล้วพึมพำออกมาว่า  “แบบนั้นก็ไม่ผิดจากหลักการฝึกที่ถูกต้องเลยน่ะสิ”  เขายกมือขึ้นลูบคางตัวเองอีกครั้งแล้วก็หลับตาลง  “จากที่เห็นนี่เธอก็ฝึกได้ถูกหลักแล้วนะพิณ  ถ้าเธอมีสมาธิ  ขยันฝึก  และสร้างอิมเมจของธาตุที่ต้องการฝึกตามที่ว่ามาด้วยแล้วล่ะก็  จริง ๆ เธอก็น่าจะใช้เวทแปรพลังธาตุได้ตั้งนานแล้วล่ะ  แต่ที่ยังทำไม่ได้นี่คิดว่าน่าจะเป็นเพราะ...” 

            วัชระลืมตาขึ้นมาพิณพร้อมกับบอกสาเหตุที่ทำให้เธอใช้เวทแปรพลังธาตุให้เธอรู้

            “...พิณ  เธอไม่เหมาะกับธาตุน้ำ”

            พิณขมวดคิ้ว  “ช่วยขยายความหน่อยได้ไหมคะ”  เธอขอเพื่อไขข้อข้องใจ

            วัชระก็เลยขยายความให้ตามที่เธอต้องการ

            “เรื่องนี้เธอกับพวกเพื่อน ๆ ที่ไม่ได้ศึกษามาโดยตรงคงไม่รู้  แต่คนแต่ละคนน่ะจะมีธาตุที่เหมาะสมและไม่เหมาะสมกับตัวเองอยู่น่ะ  คน ๆ หนึ่งใช้ว่าจะใช้เวทได้ทุกธาตุไป  ซึ่งถ้าจะให้เปรียบเทียบมันก็เหมือนกับที่คนเรามีทั้งเรื่องที่ถนัดและไม่ถนัดอยู่นั่นแหละ  ตัวเธอน่ะอาจจะไม่ถนัดในการแปรพลังธาตุน้ำก็ได้  ไม่ว่าจะพยายามฝึกแค่ไหนมันก็เลยใช้เวทแปรพลังธาตุนั้นไม่ได้สักทีไงล่ะ  แต่ถ้าลองเปลี่ยนธาตุที่ต้องการแปรพลังให้มันเหมาะสมกับเธอดู  เธอก็อาจจะทำมันได้เลยก็ได้นะ”

            “เปลี่ยนธาตุที่ฝึกงั้นเหรอคะ  วิธีนี้ฉันไม่เคยคิดถึงมาก่อนเลย”  พิณรำพึงพร้อมกับประกายตาที่ดูคาดหวังไม่น้อย  “หวังว่าจะสำเร็จได้นะคะ”

            “ไม่ลองก็ไม่รู้ล่ะนะ  เธอมีธาตุอื่นที่สนใจนอกจากธาตุน้ำบ้างรึเปล่าล่ะ  ถ้ามีก็ลองทดสอบแปรพลังด้วยธาตุนั้นดูสิเผื่อจะได้  แต่จะให้ดีล่ะก็ฉันขอแนะนำให้ใช้ธาตุที่เธอสามารถจินตนาการภาพของมันได้ชัดเจนที่สุดจะดีกว่านะ  แบบนั้นส่วนใหญ่จะได้ผลดีกว่า”

            “ฉันจะลองดูค่ะ”

            เด็กสาวตอบรับคำแนะนำของวัชระแล้วสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะปล่อยลมหายใจออกมายาว ๆ ครั้งหนึ่งเป็นการผ่อนคลาย  จากนั้นก็ยกฝ่าที่หงายขึ้นของตนมาไว้ในระดับอก  วางจ้องสายตาไว้ที่กลางฝ่ามือนั้นเป็นจุดศูนย์รวมสมาธิ

            “จินตนาการ  จินตนาการ  จำลองภาพไว้ในใจ  สมาธิ  มีสมาธิ”

            วัชระได้ยินพิณพึมพำออกมาราวกับท่องคาถา  แล้วก็ปิดริมฝีปากบางนั่นลงจนสนิทและไม่พูดอะไรออกมาอีก  เธอจดจ่อสมาธิอยู่กับการใช้เวทแปรพลังธาตุอย่างเต็มที่  จนตัวเขาเองก็ยังอดลุ้นไม่ได้ว่าเธอจะทำสำเร็จหรือไม่

            เวลาผ่านไปได้หลายนาที  พิณยังคงยืนยกฝ่ามือค้างไว้นิ่งเป็นรูปปั้น  แต่ก็ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้น  เวทแปรพลังธาตุยังไม่แสดงผลใด ๆ ออกมา  ผ่านไปอีกได้ชั่วครู่  เด็กสาวก็จึงถอนหายใจเบาแล้วลดมือลงไปไว้ที่ข้างลำตัว

            “ธาตุลมก็...ไม่ได้สินะ”  เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ดูหดหู่น้อย ๆ

            “เอาน่ายังเหลือธาตุอื่นอีกตั้งเยอะให้เธอลอง  สุ่ม ๆ ไปเดี๋ยวก็เจอธาตุที่ใช่เองนั่นแหละ”  วัชระให้กำลังใจ

            “อือ”

            ได้ยินที่เขาพูดแล้วพิณก็รับคำสั้น ๆ และหันไปลองแปรพลังธาตุอื่น ๆ ต่อ  เริ่มจากธาตุดิน  ที่ลองพยายามดูเกือบสิบนาทีแล้วก็ไม่เห็นผล  จึงสรุปได้ว่าใช้ไม่ได้  ตามด้วยธาตุพื้นฐานคือไฟ  ซึ่งก็ได้ลองเพ่งสมาธิอยู่ตกยี่สิบนาทีหากน่าเสียดาย  ธาตุนี้เองก็ใช้ไม่ได้เช่นกัน  ถึงตรงนี้วัชระก็สังเกตเห็นได้ว่าสีหน้าที่เคยมีประกายคาดหวังของพิณดูท้อแท้ลงไปมาก  ดูเหมือนว่าการลองผิดลองถูกแล้วพลาดไปทั้ง  3  ครั้งจะตัดกำลังใจเธอไปกว่าครึ่งเลยทีเดียว

            “เฮ้ ๆ แค่  4  ธาตุหลักไม่เหมาะกับเธอก็อย่าเพิ่งทำหน้าท้อสิ  ยังมีธาตุแยกย่อยอีกตั้งเยอะ  ไม่ว่าจะเป็นน้ำแข็ง  หิน  พืช  สายฟ้า  และอีกสารพัด  หนทางยังอีกยาวไกลน่า”  วัชระพยายามปลอบให้กำลังใจเด็กสาว

            “เรื่องนั้นฉันรู้ค่ะ”  ซึ่งพิณก็บอกกลับมาเสียงอ่อนฟังแล้วห่อเหี่ยวใจ  “แต่ฉันก็อดท้อไม่น่ะค่ะ  เพราะคาดเดาไม่ออกเลยว่าตัวเองจะเหมาะสมกับธาตุไหนจนกลัวว่าสุดท้ายก็จะหาธาตุที่เหมาะกับตัวเองนั่นไม่เจอ...”

            “เวทแปรพลังธาตุมันไม่ได้ฝึกยากขนาดนั้นหรอกน่า  แค่ธาตุที่เหมาะกับตัวเธอน่ะเดี๋ยวก็หาเจอ”  วัชระพูดแทรกขึ้นมากำลังใจเธออีกหนึ่งคำรบ

            “งั้นคุณคิดว่าฉันเหมาะกับธาตุไหนล่ะคะ”  พิณสวนเขากลับมาด้วยคำถามที่ทำเอาชะงัก

            วิธีการดูให้ออกว่าใครเหมาะสมกับธาตุอะไรนั้น  ในแง่ทฤษฎีทางเวทมนตร์แล้วเป็นสิ่งที่ไม่ตายตัวเลยแม้แต่น้อย  เพราะบางกรณีก็อาจจะดูได้จากลักษณะนิสัยของผู้ฝึก  บางกรณีก็ดูได้จากสิ่งที่ชอบ  และบางกรณีก็ไม่มีจุดสังเกตไหนบ่งชี้ได้เลย  ต้องลองผิดลองถูกไปเรื่อยจนกว่าจะเจอเข้าเอง  จะพูดว่าต้องพึ่งดวงก็ไม่ผิด     

            ดังนั้นพอโดนถามใส่แบบนี้วัชระก็เลยแทบไปไม่เป็น  ไอ้ครั้นจะเงียบไม่ตอบให้เลยก็ใช่ที่  อีหรอบนี้ก็มีแต่ต้องลองคิดดูเท่านั้น  เขาจึงได้ยกมือขึ้นกอดกรอกตาขึ้นฟ้า  เงยหน้าขึ้นนิด ๆ แบบใช้ความคิด  กระทั่งเหลือบไปเห็นดวงจันทร์กับหมู่ดวงดาวที่อยู่เหนือหัวเข้าเขาก็ถามพิณออกไป

            “นี่พิณ  เธอชอบดวงจันทร์กับดาวไหม”

            เด็กสาวทำหน้าสงสัยแต่ก็ตอบให้  “ค่ะ  ฉันชอบ”

            “ถ้าอย่างนั้นก็ลองแปรพลังธาตุแสงดูสิ”  วัชระก้มหน้าลงมาดั่งเดิมพร้อมบอกให้

            “แสง...แสงจันทร์กับแสงดาวงั้นเหรอคะ”  พิณยกฝ่ามือขึ้นมา  ก่อนจะเงยหน้าขึ้นไปมองดวงจันทร์และเหล่าดาราบนท้องฟ้า 

            “ใช่  ลองมองพวกมันแล้วใช้ภาพเป็นตัวอย่างแทนการจำลองดูสิ  ถ้าบังเอิญนี่เป็นธาตุที่เหมาะสมกับเธอมันก็อาจจะสำเร็จก็ได้”

            พิณฟังแล้วก็พยักหน้าน้อย ๆ และลองใช้เวทแปรพลังธาตุแสงโดยใช้ภาพแสงจันทร์กับแสงดาวเป็นตัวอย่างตามที่วัชระว่า  ซึ่งตอนแรกเธอก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมากมายนักหรอกเพราะจากที่วัชระพูดมามันก็เหมือนเป็นการตอบคำถามของเธอแบบขอไปทีจากการลองเลือกธาตุที่เกี่ยวโยงกับสิ่งที่เธอชอบก็เท่านั้น  ด้วยก่อนหน้านี้ตอนลองแปรธาตุน้ำที่เธอชอบมันก็เหลวมาทีหนึ่งแล้ว         

            วิ้ง...

            แต่ทว่าพริบตาที่เริ่มตั้งสมาธิแปรพลังธาตุแสงนั่นเอง  เธอที่แหงนหน้ามองดูแสงจันทร์และแสงดาวเป็นตัวอย่างอยู่ก็รับรู้ได้ถึงแสงที่สาดส่องมาจากตรงบริเวณฝ่ามือของเธอ  จึงต้องรีบก้มหน้าลงมามองที่มือของตัวเองในทันควัน 

            ...ดวงแสงเล็ก ๆ

            นั่นคือสิ่งที่ลอยอยู่เหนือฝ่ามือของเธอ  เป็นต้นกำเนิดของแสงดังกล่าว  และถ้ามองให้ชัดก็จะเห็นด้วยว่าโดยรอบดวงแสงนั่นมีประกายแสงล้อมรอบอยู่ด้วย  ซึ่งเมื่อดูดีก็จะเห็นว่ามันเป็นเหมือนกับแบบจำลองของดวงจันทร์และดวงดาวที่ลอยอยู่บนท้องฟ้าในตอนนี้ไม่มีผิด  ยิ่งมองมันแล้วเงยหน้าขึ้นไปมองบนฟ้าก็ยิ่งใช่  ตำแหน่งของประกายแสงที่ล้อมรอบดวงแสงไว้ตรงกับตำแหน่งดวงดาวที่ล้อมรอบดวงจันทร์อยู่เลย

            ...เธอทำได้  เธอทำมันได้แล้ว  แปรพลังธาตุแสง               

            ...แสงคือธาตุที่เหมาะสมกับเธอ

            “ทำได้แล้ว”  พิณเอ่ยขึ้นอย่างไม่อยากเชื่อสายตา 

            “ฉันทำได้แล้ว” 

            เธอพูดซ้ำขึ้นอีกครั้งเหมือนต้องการตอกย้ำตัวเอง  จากนั้น  ริมฝีปากบางค่อย ๆ แย้มกว้าง  กลายเป็นรอยยิ้มสดใสให้วัชระที่ยืนดูเธออยู่ได้เห็น  เป็นรอยยิ้มกว้างที่เขาไม่เคยเห็นประดับอยู่บนใบหน้าที่ปกติจะเรียบเฉยนั่นมาก่อน  ความยินดีฉายชัดออกมาผ่านรอยยิ้มนั้นอย่างซื่อตรงและไร้เดียงสา  มันดูบริสุทธิ์  งดงาม  และส่องประกายจนเขาได้แต่มองค้างด้วยอาการที่บอกไม่ถูก

            ประหลาดใจ?  ชื่นชม?  หรืออะไรก็ไม่รู้แหละ  แต่แม่สาวหน้านิ่งที่ช่างพูดคนนี้...

            ยิ้มสวยชะมัด

            ยิ้มสวยซะจนน่าเสียดายที่เธอมีนิสัยชอบทำหน้าตายเป็นนิจอย่างนั้นเลย

            “คุณวัชระคะ  ฉันทำได้แล้วค่ะ  แปรพลังธาตุได้แล้ว  ขอบคุณค่ะ  ขอบคุณ” 

            ทันใดนั้นเอง  พิณก็หันมาเอ่ยกับเขาอย่างดีอกดีใจพลางขอบคุณเขาโพย ๆ ทั้งที่ยังยิ้มไม่หุบอยู่อย่างนั้น  ภาพใบหน้าเปื้อนยิ้มของเธอมันดูแปลกตาจนเขาต้องแสดงความยินดีกลับไปให้เธอด้วยรอยยิ้มเจื่อน ๆ โดยปริยาย 

            “อา  ยินดีด้วยนะ”

            รู้สึกน้ำเสียงเขามันจะลอย ๆ แฮะ  วัชระก็เลยรีบกระพริบตาถี่ ๆ ไล่อาการที่คล้าย ๆ อาการมึนของเขาออกไปให้ตัวเองกลับสู่สภาวะปกติ  จากนั้นจึงกล่าวเสริมจากเมื่อครู่ไปว่า

            “ดีแล้วล่ะที่เจอธาตุที่เหมาะสมกับตัวเองได้”

            “เพราะได้คุณแนะนำนั่นแหละค่ะ  ว่าแต่รู้ได้ยังไงกันล่ะคะเนี่ยว่าแสงเป็นธาตุที่เหมาะสมกับฉัน” 

            “คือ...ฉันไม่รู้หรอก  แค่เห็นดาวแล้วนึกได้ว่าความชอบเองก็เป็นตัวบ่งชี้ธาตุที่เหมาะสมได้เหมือนกันก็เลยลองเสี่ยงถามเธอดูและแนะนำออกไปน่ะ”

            “มั่วเอาว่างั้นเถอะค่ะ”

            “ถ้าเรียกว่าเป็นเซนส์ฉันจะขอบคุณมากเลย”

            “ตรงไหนกันล่ะคะนั่นน่ะ”

            พิณหัวเราะออกมาเบา ๆ ด้วยสีหน้าสดใสดูต่างจากปกติเป็นหน้ามือกับหลังมือ  ความดีใจคงทำให้เธออารมณ์ดีจนคงอาการนิ่งเงียบไว้ไม่อยู่แล้วล่ะมั้งถึงได้หลุดมุมที่แตกต่างออกมาให้คนที่ไม่สนิทสนมอะไรด้วยอย่างเขาเห็นแบบนี้  ซึ่งยิ่งมองเขาก็ยิ่งกลั้นยิ้มขำอย่างเอ็นดูไว้ไม่ได้    

            “จะว่าไป  จะยิ้มก็เป็นนี่หน่า  เธอน่ะ  นึกว่าจะยิ้มไม่เป็นซะแล้ว”  วัชระทักเด็กสาวขึ้นมายิ้ม ๆ

            “หืม?  ก็แน่นอนสินะคะ  ฉันก็ต้องยิ้มเป็นอยู่แล้ว  มีใครบ้างล่ะคะที่ยิ้มไม่เป็นน่ะ”  พิณย้อนถามเขาพลางย่นคิ้วเพราะตัวเองถูกหาว่ายิ้มไม่เป็น    

            “ฮ่ะฮ่ะ  นั่นสินะ  โทษที”  วัชระยกมือขึ้นกล่าวขอโทษยิ้ม ๆ แบบดูไม่ค่อยสำนึกอย่างที่พูดเท่าไหร่  “เห็นปกติทำหน้านิ่งเหมือนพวกอารมณ์ตายด้านตลอดก็เลยเผลอคิดไปว่าอย่างนั้นน่ะ”   

            “ฉันแค่คิดว่าถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ ก็ไม่เห็นต้องแสดงสีหน้าอะไรมากมายให้เหนื่อยต่างหากล่ะคะถึงได้ทำหน้านิ่งเรียบเป็นนิจแบบนั้นน่ะ  ไม่ได้อารมณ์ตายด้านอย่างที่คุณว่าซะหน่อย  ไม่งั้นที่ฉันดีใจเมื่อกี้จะยิ้มและหัวเราะออกมาได้ยัง”  เด็กสาวเอ่ยแก้ข้อกล่าวหาที่ได้รับ

            “คร้าบ ๆ เข้าใจแล้วคร้าบ”  วัชระพูดรับไปทั้งรอยยิ้มกวน ๆ

            “งั้นดีค่ะ”  พิณว่าพลางถอนใจให้กับนิสัยแอบกวนของชายหน้าดุตรงหน้า

            และวินาทีต่อมา  จู่ ๆ เธอก็ส่งเสียง  “หือ?”  ออกมาจนวัชระต้องขมวดคิ้วสงสัย  แต่พอเห็นเธอยกมือขึ้นวาดนิ้วไปมากกลางอากาศเขาก็พอเดาได้ว่าเธอคงกำลังใช้หน้าต่างข้อมูลในระบบ Hiding ที่ทำคนอื่นนอกจากเจ้าตัวมองไม่เห็นมันอยู่  และดูจากที่เธออุทานเป็นเสียงในลำคอเมื่อครู่  คิดว่าคงมีข้อความส่งมาถึงเธอล่ะมั้ง

            พิณกวาดสายตาดูอะไรสักอย่างบนหน้าต่างข้อมูลของเธอที่เขาเห็นเพียงความว่างเปล่าอยู่ชั่วประเดี๋ยวก็หันมามองทางเขาที่กำลังทำหน้าสงสัย

            “เซ็นส่งข้อความมาหาน่ะค่ะ  เขาเรียกให้ฉันกลับไปรวมกลุ่มประชุมเรื่องสำคัญ  สงสัยว่าเราจะคุยกันได้แค่นี้แหละค่ะ”  เธอกล่าวด้วยสีหน้าที่ดูเรียบเฉย  แต่วัชระก็สัมผัสได้ถึงความเสียดายในน้ำเสียงของเธอเล็กน้อย 

            “งั้นเหรอ  อืม  ถ้ามีธุระก็ไปเถอะ  คุยกับเธอวันนี้สนุกมากจนน่าแปลกใจเลยล่ะ  ไว้คราวหน้าถ้ามีโอกาสก็มาคุยกันใหม่นะ”  วัชระกล่าวกับเด็กสาวแบบยิ้ม ๆ  ถึงจะมีบางเรื่องชวนปวดจิตไปบ้างแต่การคุยกับพิณมันก็ทำให้เขารู้สึกสนุกจริง ๆ  เขากับเธอคุยกันได้ถูกคออย่างน่าประหลาดเลยล่ะ

            “ฉันเองก็เหมือนกันค่ะ  คุยกับคุณแล้วสนุกมากจริง ๆ  นอกจากครอบครัวแล้วก็เพิ่งจะมีคุณเป็นคนแรกนี่แหละค่ะที่คุยด้วยแล้วทำให้ฉันพูดมากได้ขนาดนี้  ขนาดคุยกับพวกเซ็นฉันยังไม่พูดขนาดนี้เลย” 

            “เป็นคำชมรึเปล่าล่ะนั่น” 

            “ก็แล้วแต่คุณจะคิดค่ะ”

            พิณเอ่ยกับเขาด้วยริมฝีปากที่ขยับเชิดขึ้นมานิดหน่อยเป็นยิ้มบาง ๆ

            “ลาล่ะนะคะ  คุณวัชระ  ไว้เจอกันใหม่”

            “อืม  แล้วเจอกันใหม่”

            บอกลากันตามมารยาทแล้ว  พิณก็แยกตัวจากวัชระไป  เขาจึงได้ครอบครองพื้นที่ของดาดฟ้าเรือไว้แต่เพียงผู้เดียวอีกครั้ง

            “เธอเป็นเด็กที่น่ารักดีนะคะ”  เมื่อปราศจากผู้อื่นอยู่ด้วยแล้ว  เร็ทสึที่เงียบฟังวัชระพูดคุยกับพิณมาตลอดก็เอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงหวานใสชวนฟังที่แฝงไว้ด้วยความเอ็นดูตามแบบฉบับของเธอ

            “ผมก็ว่างั้นแหละครับ”  วัชระไม่ขัดอะไรกับสิ่งที่เร็ทสึพูด  เขาหันกลับไปเท้าราวกันด้านหลังอีกครั้ง  จากนั้นก็ทอดสายตาไปยังพื้นทะเลกว้างที่มองเห็นจนสุดขอบฟ้า  พลางนึกเรื่องที่ชวนตะขิดตะขวงใจบางอย่างขึ้นได้

            ...จะว่าไป  หน้าตาของพิณนี่...คุ้น ๆ เหมือนเขาเคยเห็นที่ไหนมาก่อนเลยแฮะ

            หากเขาก็สาวความทรงจำไปต่อจากนี้ไม่ได้  รู้แค่ว่าคุ้น ๆ หน้า  แต่ไม่รู้ว่าคุ้นจากใคร  ที่เจอกันทีไหน  เมื่อไหร่  อย่างไร  เพราะฉะนั้นเขาก็เลยได้แต่วางเรื่องนี้ลงไป  และเปลี่ยนมาทำหัวให้ว่างเพื่อยืนรับลมเย็นยามรัตติกาลต่ออย่างสงบจนพอใจ  เรียบร้อยแล้วก็กลับไปพักผ่อนที่ห้องพัก

            ...ขณะนี้เขาไม่ได้รู้ตัวเลยว่า  ก่อนผ่านพ้นคืนนี้ไป  เขาจะต้องผวากับอิทธิฤทธิ์คำพูดของออกัส  ออสทริก อีกครั้ง...

 

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

         ก่อนอื่นเลย  หลังจากหายไปนานมาก  ผมต้องขออภัยในความล่าช้าไว้ก่อนเลยนะครับ  เผอิญว่าช่วงปิดเทอมแบบนี้งานมันมักจะเข้าตัวผมบ่อย ๆ  บางทีพิมพ์นิยายอยู่ดี ๆ ก็มีคนมาเรียกไปเข้าไร่  ไป ๆ มา ๆ ก็เลยไม่ค่อยมีเวลาเขียนนิยายซะเท่าไหร่จนช้าไปเป็นเดือนในที่สุด
             
อนึ่งเพราะเหตุผลที่ว่าในตอนนี้ผมก็เลยเขียนด้วยช่วงเวลาที่ไม่ปะติดปะต่อกันเท่าไหร่  แถมบางช่วงยังฝืนไปเขียนตอนตีหนึ่งตีสองที่หัวกำลังมึน ๆ ได้ที่  ดังนั้นอาจจะมีหลาย ๆ ช่วงที่ศัพท์มึน ๆ หน่อยนะครับ  ถ้าตอนนี้ไม่ไหวจริง ๆ ก็ช่วยแจ้งกันด้วย  ผมจะได้รีไรต์ทีหลัง  ขออภัยอีกครั้งในความล้าช้านะครับ  ต่อจากนี้จะพยายามอัพให้เร็วขึ้นครับ (ถึงงานจะยังไม่ว่างก็เถอะ)

ขอบคุณครับ     
   By           
__FeoNesS__    
 Writer         

Now  Writing...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 29 ครั้ง

901 ความคิดเห็น

  1. #863 mag 77 (@mag77) (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2558 / 17:09
    นี่แสดงว่าการเดินทางครั้งนี้ของวัชระ เจอบอส 2 ตัวยังไม่ฉ่ำปอดยังมีรอรับหน้าอยู่อีก เป็นงานให้เร็ทสึอีกแล้ว
    #863
    0
  2. #635 นักอ่านเงา Zero (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 25 เมษายน 2558 / 18:32
    ไม่มี item drop เหรอครับ

    เรื่องแนว online นี่ สเน่ห์ของมันอย่างนึงเลยคือข้อมูลของItem drop นะครับ
    #635
    0
  3. #616 The Golden Fleece (@fnaklggewrwrweq) (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 20 เมษายน 2558 / 19:01
    สนุกมากคับ ^ ^
    #616
    0
  4. #614 Akkarawat Sirisuwan (@ball1334) (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 18 เมษายน 2558 / 11:13
    กำลังมันส์เลยอัพต่อไวไวนะครับ
    #614
    0
  5. #613 รามิเรส (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 17 เมษายน 2558 / 22:57
    ขอบคุนคับ
    #613
    0
  6. #612 RoseBlack18 (@RoseBlack18) (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 17 เมษายน 2558 / 12:17
    สนุกค่าาาา
    #612
    0
  7. #611 ShounenMe (@shounen) (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 17 เมษายน 2558 / 04:24
    ยังรออยู่นะไรท์เตอร์ รีบๆกลับมานะ!!
    #611
    0
  8. #610 21633 (@mo21633216332163) (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 17 เมษายน 2558 / 03:53
    ตัวอะไรอีกนะ
    #610
    0
  9. #609 KurouNeko (@blackcat013) (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 17 เมษายน 2558 / 02:02
    จะเจอศึกหนักอะไรอีกหนอ
    #609
    0