StoryFiction EXO-KaiDo,HunHan,KrisYeol,SuLay,TaoBaek,ChenMin

ตอนที่ 47 : Because of Love...เพื่อเธอที่รัก [TaoBaek] - Chapter twenty three

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 192
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    8 ส.ค. 58

Title ::  Because of love...เพื่อเธอที่รัก

Category:: Drama /Romance / Mpreg

Author:: imagine_me

Couple:: Huang  Zitao x Byun Baekhyun

.

.

.

.

ชายหนุ่มผมสีทองยืนมองตนเองในกระจกเพื่อสำรวจความเรียบร้อย ก่อนจะหันหลังเผชิญหน้ากับเจ้าของใบหน้าน่ารักที่ยืนอมยิ้ม กอดอกพิงกรอบประตูห้องนอนของตนอยู่

 

"มีอะไร?" ชายหนุ่มผมทองเอ่ยถาม แต่คนถูกถามกลับยักไหล่

 

"เปล๊า"

 

แม้จะเอ่ยคำปฏิเสธแต่คนฟังก็ไม่คิดจะเชื่ออยู่ดี

 

ก็จะให้เชื่อได้อย่างไรในเมื่อคนพูดเอ่ยเสียงสูงเสียอย่างนั้น แถมยังหลุดยิ้มกว้างออกมาเสียอีก

 

"มีอะไรก็รีบพูดมา" ชายหนุ่มผมสีทองเอ่ยจบ ก็หันกลับไปมองกระจกอีกครั้งเพื่อความมั่นใจ ทิ้งให้คนน่ารักต้องเบะปากใส่ ก่อนจะเดินเข้ามาภายในห้องและทิ้งตัวนั่งลงที่เตียงนอน

 

"เฮียนี่ไม่ค่อยตื่นเต้นเลยเนอะ" คนน่ารักเอ่ยบอก พลางจ้องมองสำรวจการแต่งกายของพี่ชาย

 

แต่พอถูกเอ่ยทัก ชายหนุ่มผมทองก็หันมองพร้อมกับเดินตรงเข้ามาใกล้

 

"รู้ดีนะเรา"

 

"โหย! ไม่รู้ได้ไง นัดหนึ่งทุ่มแต่เฮียเล่นแต่งตัวเสร็จตั้งแต่ห้าโมงเย็น เป็นใครก็รู้ว่าเฮียตื่นเต้น" คนน่ารักเอ่ยบอก

 

"ไม่ใช่ เฮียต้องไปที่อื่นก่อนต่างหาก" ชายหนุ่มผมทองเอ่ยบอก พร้อมกับคว้าเสื้อโค้ชสีดำตัวหนาขึ้นสวมใส่ ก่อนจะหยิบกุญแจรถ โทรศัพท์และกระเป๋าเงินใส่กระเป๋าเสื้อโค้ชด้านในไปด้วย

 

"ไปไหนเฮีย?" คนน่ารักที่ได้ฟังคำตอบก็เอียงคอจ้องมอง แต่ชายหนุ่มผมทองกลับยกยิ้มพร้อมกับยื่นหน้าเข้าไปใกล้ ใบหน้าหล่ออยู่ใกล้กับใบหน้าน่ารักเพียงไม่กี่เซน ก่อนที่มือหนาจะเลื่อนจับสองแก้มเนียนและดึงไว้

 

"ไม่บอกหรอก!" เอ่ยจบก็ยักคิ้วให้พร้อมกับเดินหันหลังเตรียมออกจากห้อง ทิ้งให้คนน่ารักโวยวายออกมาพร้อมกับลูบแก้มตนเองป้อยๆ

 

"เจ็บนะเฮีย!"

 

"อ่อ!ก่อนนอนก็หัดบำรุงผิวซะบ้างนะ รู้สึกรอยย่นเริ่มมาแล้วนะ" พอแกล้งน้องชายจนหน้าเหวอเสร็จ ชายหนุ่มผมทองก็รีบเดินออกจากห้องและปิดประตูลงทันที ก่อนจะได้ยินเสียงโวยวายจากภายในห้องดังลอดออกมา

 

"ย๊า!ไอ้เฮียบ้า!คอยดูนะจะฟ้องม๊าแน่!"

 

ชายหนุ่มผมทองขับรถออกจากบ้านมาอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังจุดหมายปลายทางที่ตั้งใจไว้...

 

พอมาถึงก็ไม่รอช้า รีบลงจากรถทันทีก่อนจะผลักประตูกระจกเข้าไปภายใน

 

"เฮ้าส์คาเฟ่ยินดีต้อนรับค่ะ" เสียงหวานของพนักงานเอ่ยทัก พร้อมกับส่งยิ้มกว้าง

 

ชายหนุ่มผมทองกวาดสายตามองหาบุคคลร่างโปร่งที่ตนตั้งใจมาพบ ก่อนสายตาจะสะดุดกับบุคคลดังกล่าวเมื่อเจ้าตัวเดินถือถาดเค้กออกมาจากในครัวและนำไปเสิร์ฟให้ลูกค้าโต๊ะหนึ่ง

 

"นี่นาย" ชายหนุ่มผมทองเดินเข้าไปทักทันทีที่ร่างโปร่งเดินกลับไปยังเคาเตอร์บาร์

 

"ไอ้เงิง" ร่างโปร่งหันมองอย่างแปลกใจ เพราะเขาไม่ทันได้สังเกตเห็นชายหนุ่มผมทองตั้งแต่แรก

 

"โห่!มาถึงก็ทักแบบนี้เลยนะไอ้หูกางตัวแสบ" ชายหนุ่มผมทองชี้นิ้วใส่

 

"ถ้านายจะกวนประสาทฉันก็กลับไปเลยนะ!" ร่างโปร่งยู่ปากเอ่ยบอก

 

"เออๆไม่เถียงก็ได้"

 

"ก็ดี มาถึงที่นี่มีอะไรอีกล่ะ?" พอเห็นชายหนุ่มผมทองบอกปัด ร่างโปร่งจึงเอ่ยถามกลับทันทีอย่างรู้ทัน

 

จริงๆเขาก็รู้อยู่แล้วล่ะว่ามีแค่เรื่องเดียวเท่านั้นแหล่ะที่จะทำให้ชายหนุ่มผมทองมาถึงที่นี่ได้

 

"เรื่องแบคฮยอน..."

 

นั่นไง!เขาคาดการณ์ไว้ไม่ผิดจริงๆด้วย

 

"แบคฮยอนทำไม?" ร่างโปร่งเอ่ยถามกลับ แต่ชายหนุ่มผมสีทองกลับเผยยิ้มออกมา

 

"คือฉันอยากรู้ว่าแบคฮยอนเขาชอบกินอะไร ไม่ชอบอะไร ฉันควรซื้ออะไรติดมือไปให้เขาบ้างดีมั้ย แล้วก็..."

 

"หยุด!" ร่างโปร่งเอื้อมมือปิดปากชายหนุ่มผมทองอย่างลืมตัว

 

ชายหนุ่มผมทองจับมือบางของร่างโปร่งที่ปิดปากตนเอาไว้ สองสายตาเผลอสบเข้าด้วยกัน จู่ๆหัวใจก็เต็นรัวขึ้นมาจนไม่รู้ว่าเป็นเสียงของฝ่ายใดกันแน่

 

ชายหนุ่มผมทองค่อยๆดึงมือบางออก ทำให้เรียกสติของร่างโปร่งกลับคืนมาได้

 

"เอ่อคือ...โทษที"

 

"เค็ม" ชายหนุ่มผมทองเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ แกล้งให้ร่างโปร่งที่หลบตาต้องรีบหันมอง

 

พอเห็นสายตามองค้อนของร่างโปร่ง ชายหนุ่มผมทองก็หลุดยิ้มออกมาเล็กน้อยอย่างนึกสนุก

 

"หัวเราะอะไร?"

 

"เปล่านี่...นายเอาแต่ชวนทะเลาะอยู่นั่นแหล่ะ เมื่อไหร่จะตอบคำถามฉันสักที" ชายหนุ่มผมทองส่ายหน้าช้าๆ สองแขนวางพาดบนเคาเตอร์พร้อมกับสายตาที่จ้องมองบุคคลตรงหน้า

 

"ก็นายเล่นถามเยอะขนาดนั้นฉันจะไปตอบทันได้ยังไงเล่า!" 

 

"จะให้ฉันทวนใหม่อีกรอบมั้ยล่ะ?"

 

"ไม่ต้องหรอกน่า เพราะคำถามของนายมันมีแค่คำตอบเดียว" ร่างโปร่งเอ่ยบอก ชายหนุ่มผมทองเลิกคิ้วสูงทันทีที่ได้ฟัง

 

"อะไร?"

 

"ทุกอย่างมันขึ้นอยู่ที่นาย"

 

"เนี่ยนะคำตอบของนาย?" ชายหนุ่มผมทองเอ่ยอย่างผิดหวัง แต่ร่างโปร่งกลับพยักหน้ารับ

 

"ใช่..."

 

"......"

 

"ทำตามความรู้สึกของนาย แสดงความจริงใจออกมาก็แค่นั้นเอง"

.

.

.

.

ยามค่ำคืนในเมืองหลวงกับดวงไฟสีส้มอ่อนละมุนที่ถูกประดับประดากำลังฉายแสงสว่างไสวไปทั่วบริเวณ ร้านค้าต่างเปิดเพลงกันอย่างสนุกสนานต้อนรับเทศกาลที่กำลังใกล้เข้ามาในอีกไม่นาน แม้ในค่ำคืนนี้สายลมจะพัดพาความหนาวเย็นมาให้สักเพียงใด แต่ย่านการค้าชื่อดังก็ยังมีผู้คนมากมายอยู่เช่นเคย

 

และหนึ่งในนั้นก็มีชายหนุ่มผมทองที่เดินเคียงคู่มากับคนตัวเล็กหลังจากทานมื้อค่ำจบลง ซึ่งข้างกายคนตัวเล็กก็ยังมีเจ้าของมือน้อยที่สวมถุงมือสีน้ำเงินเข้มกำลังจับมือตนเอาไว้อยู่

 

"หูวววว!แม่แบคคืนนี้หน๊าวหนาวเนอะ" เด็กตัวเล็กทำปากยื่น พวงแก้มใสแดงระเรื่อด้วยความเย็นที่กระทบผิว แขนเล็กข้างที่ว่างยกขึ้นมากอดตัวเองเอาไว้เพื่อประกอบท่าทาง

 

"หนาวหรอครับ?" คนตัวเล็กก้มลงเอ่ยกับลูกชายตัวเล็ก ก่อนที่เจ้าตัวจะพยักหน้าหงึก

 

"แม่แบคอุ้มหน่อย" เด็กชายตัวเล็กชูมือจนสุดแขน ก่อนที่คนตัวเล็กจะยอมย่อตัวลงแล้วอุ้มเด็กตัวเล็กเข้าสู่อ้อมกอด มือเล็กก็ทำหน้าที่กระชับโอบรอบคอคนเป็นแม่เอาไว้ทันที

 

"แม่แบคไม่หนาวหรอ?" ลูกชายตัวเล็กเอ่ยถามเสียงใส ดวงตาเรียวจ้องมองไม่วางตา หากแต่จมูกและริมฝีปากเริ่มขึ้นสีระเรื่อเช่นเดียวกับพวงแก้มใส

 

"หนาวสิครับ" คุณแม่คนสวยพยักหน้ารับ ลูกชายตัวเล็กจึงเลื่อนมือไปแนบแก้มเนียนของคุณแม่คนสวยทั้งสองข้าง

 

"หม่ามี๊อุ่นมั้ย?" เด็กตัวเล็กเอียงคอถาม เปลี่ยนสรรพนามที่ใช้เรียกคุณแม่คนสวยตามแต่อารมณ์ของตน

 

"ก็...อุ่นนิดหน่อย" คุณแม่คนสวยทำท่านึกก็จะเอ่ยบอก ลูกชายตัวเล็กยู่ปากอย่างขัดใจ

 

"ยังไม่อุ่นหรอฮะ ถ้าอย่างนั้นทำแบบนี้นะจะได้อุ่นๆ" พอเอ่ยจบก็เลื่อนมือที่แนบแก้มเนียนใสมาโอบรอบคอคุณแม่ของตนเอาไว้

 

"กอดกันนะครับจะได้อุ่นๆ" เสียงใสดังขึ้นข้างหูของคุณแม่คนสวย ประโยคที่ได้ยินกลับทำให้หัวใจของผู้เป็นแม่เต้นแรงขึ้นมา พร้อมกับกระชับกอดเอาไว้แน่นขึ้น

 

ไป๋เซียนจะกอดแม่แบคเอง เหมือนเวลาที่ไป๋เซียนนอนหนาวๆแม่แบคก็กอดให้อุ่น...

 

คุณแม่คนสวยยกยิ้มกว้างพอกับชายหนุ่มผมสีทองที่เดินอยู่ข้างกายและจ้องมองเหตุการณ์นั้นด้วยความรู้สึกประทับใจเด็กตัวเล็กเช่นกัน

 

ลูกชายของแม่แบคกลายเป็นเด็กอบอุ่นแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ

 

คนตัวเล็กกดจูบลงที่ผมนุ่มของลูกชายที่ยังคงอยู่ในท่าเดิม ก่อนจะร้องเสียงหลงออกมา พร้อมกับหันมองชายหนุ่มผมสีทองด้านข้างด้วยความแปลกใจ

 

"เห อะไรครับเนี่ย?" คนตัวเล็กเอ่ยถามชายหนุ่มผมสีทองด้านข้างที่ถอดเสื้อคลุมตัวนอกของตนคลุมไหล่คนตัวเล็ก

 

"ใส่ไว้นะจะได้หายหนาว" ชายหนุ่มผมทองเอ่ยด้วยรอยยิ้มบาง แต่คนตัวเล็กกลับส่ายหน้าปฏิเสธ

 

"ไม่ต้องหรอกครับ"

 

"ใส่เถอะ แบคฮยอนหน้าแดงมากเลยรู้มั้ย เดี๋ยวจะไม่สบายนะ" ชายหนุ่มผมทองเอ่ยด้วยความห่วงใย แต่คนตัวเล็กกลับมีสีหน้าลำบากใจ

 

"พี่อี้ฟานมากกว่านะครับที่จะไม่สบายเอาได้ ใส่เสื้อบางขนาดนี้ผมว่าพี่เอากลับไปใส่เถอะครับ" คนตัวเล็กพูดพลางยื่นเสื้อคืนกลับไปให้ชายหนุ่มผมทอง แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยอะไรต่อเด็กตัวเล็กก็ละจากไหล่บางของคุณแม่คนสวยหันมาหาคุณลุงผมสีทองของตนเอง

 

"ลุงอี้ฟานต้องใส่เสื้อหนาๆนะฮะถ้าป่วยแล้วต้องกินยาขมๆนะครับ" เด็กตัวเล็กเอ่ยบอกพร้อมกับย่นจมูกเมื่อเอ่ยถึงรสชาดยาที่ตนเองไม่โปรดปราน

 

"ลุงใส่ก็ได้ครับ" ชายหนุ่มผมทองพยักหน้ารับ ก่อนจะรับเสื้อคืนมาจากคนตัวเล็กและสวมใส่เหมือนเดิม

 

"ใส่แล้วนะ พอใจแล้วใช่มั้ยหืม?"

 

"ครับ" เสียงใสของเด็กตัวเล็กเอ่ยออกมาพร้อมกับรอยยิ้มกว้างพึงพอใจ ไม่ต่างจากคุณแม่คนสวยที่ปรากฏรอยยิ้มกว้างเช่นกัน

 

ระหว่างทางคนตัวเล็กและชายหนุ่มผมสีทองยังคงเดินเคียงข้างกันไปอย่างไม่เร่งรีบ ต่างถือโอกาสเดินเที่ยวชมบรรยากาศช่วงใกล้เทศกาลที่น้อยครั้งนักพวกเขาจะมีเวลามาเดินเล่นเช่นนี้ จนกระทั่งเสียงทุ้มของคนข้างกายดังขึ้น

 

"แบคฮยอนเมื่อยหรือเปล่า?" ชายหนุ่มผมทองเอ่ยถาม เพราะเขาสังเกตเห็นว่าบัดนี้เด็กตัวเล็กได้หลับในอ้อมแขนคนตัวเล็กไปเสียแล้ว

 

"...ก็นิดหน่อยครับ" คนตัวเล็กพยักหน้ารับอย่างตรงไปตรงมาพร้อมด้วยรอยยิ้มกว้าง

 

"ให้พี่อุ้มแทนมั้ย?"

 

"ไม่เป็นไรครับ"

 

"...ถ้าอย่างนั้นเรากลับกันมั้ย?" ชายหนุ่มผมทองเอ่ยชวน เพราะเห็นว่าเวลาล่วงเลยมานานพอสมควรแล้วและดูใบหน้าเรียวของคนตัวเล็กก็เริ่มขึ้นสีจัดด้วยอากาศที่ลดลง...

 

 

 

 

 

"พี่อี้ฟาน" คนตัวเล็กเอ่ยทักชายหนุ่มผมสีทองที่เดินมองดูรูปถ่ายภายในบ้านที่ตั้งวางอยู่ ก่อนจะหันมาทางต้นเสียงพบกับคนตัวเล็กที่กำลังเดินเข้ามาหาตนเอง หลังจากพาเด็กตัวเล็กเข้านอนแล้ว

 

"ไป๋เซียนหลับแล้วหรอ?"

 

"ครับ" คนตัวเล็กพยักหน้ารับ ก่อนที่ชายหนุ่มผมสีทองจะหันมองรูปคู่ใบหนึ่งซึ่งเป็นรูปของเขาที่กำลังนั่งอยู่บนชิงช้าและอุ้มลูกชายตัวเล็กในวัยหนึ่งปีเอาไว้

 

"ไป๋เซียนน่ารักจังเลยนะ" ชายหนุ่มผมทองเอ่ยชม ทำเอาคนตัวเล็กยิ้มกว้างออกมา ก่อนที่ชายหนุ่มผมสีทองจะเอ่ยประโยคต่อมาที่ทำให้คนตัวเล็กต้องยิ้มค้าง

 

 

 

 

 

"น่ารักเหมือนแม่ของไป๋เซียนเลย" พอเอ่ยจบชายหนุ่มผมทองก็หันมาสบตาคนตัวเล็กด้วยรอยยิ้มบาง จนคนตัวเล็กต้องเป็นฝ่ายหลบสายตาก่อน

 

"พี่อี้ฟานชอบพูดเล่นอยู่เรื่อยเลย" คนตัวเล็กเอ่ยออกมาอย่างไม่คิดมาก แม้จะรู้อยู่ว่าชายหนุ่มตรงหน้ารู้สึกเช่นไรกับตน แต่คำเอ่ยชมนั้นก็ยังไม่อาจทำให้เขาหวั่นไหวได้

 

ชายหนุ่มผมสีทองจึงหันกลับไปมองรูปภาพเหล่านั้นอีกครั้ง ก่อนจะหันมาเผชิญหน้ากับคนตัวเล็ก

 

"แบคฮยอนครับ"

 

"...ครับ?"

 

"พี่ถามอะไรสักอย่างได้มั้ย?" ชายหนุ่มผมสีทองเอ่ยขึ้นให้คนตัวเล็กต้องเอียงคอมองพร้อมกับเลิกคิ้วสูง

 

"อะไรครับ?"

 

"ในรูปน่ะพี่เห็นส่วนใหญ่มีแค่แบคฮยอนกับไป๋เซียน..."

 

"......"

 

"แล้วพ่อของไป๋เซียนล่ะครับ?" ชายหนุ่มผมสีทองเอ่ยคำถามที่ค้างคาใจมานาน

 

เพราะเขาเองก็รู้จักกับคนตัวเล็กมานานพอสมควร เคยเข้าออกบ้านหลังนี้อยู่สองสามครั้ง แต่เขาก็ไม่เคยพบกับคนที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ให้กำเนิดอีกคนของเด็กตัวเล็กเลยเสียที พอถามจากน้องชายซึ่งเป็นหัวหน้าของคนตัวเล็กก็ไม่ได้คำตอบใดๆเช่นกัน อาจเป็นเพราะว่าคนตัวเล็กไม่เคยพูดถึงพ่อของเด็กตัวเล็กให้ใครฟังเลยก็ได้...

 

"...ก็อย่างที่พี่อี้ฟานเห็นนั่นล่ะครับ" คนตัวเล็กเลี่ยงที่จะเอ่ยออกมาตามตรง ดวงตาเรียวเสมองทางอื่น

 

แต่แล้วมือเรียวสวยทั้งสองข้างก็สัมผัสได้ถึงไออุ่นจากมือหนาของชายหนุ่มผทองที่เอื้อมกุมมือเอาไว้ สายตาจ้องมองเข้าไปยังดวงตาเรียวอย่างสื่อความนัย

 

"ถ้าคำตอบนั้นหมายความว่าแบคฮยอนยังไม่มีใคร" ชายหนุ่มผมทองเอ่ยด้วยท่าทางและน้ำเสียงจริงจัง ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าปอดจนลึก รวบรวมความกล้าและเอ่ยประโยคต่อมา

 

 

 

 

"ให้พี่เป็นคนดูแลแบคฮยอนได้มั้ย?"

.

.

.

.

"ได้ๆ แม่แบคไม่ต้องห่วงไป๋หรอกครับ" เด็กตัวเล็กเอ่ยเสียงใสพร้อมกับส่งยิ้มกว้างจนตาหยีให้กับคุณแม่คนสวยที่หรี่ตามอง

 

ส่วนข้างกายของเด็กตัวเล็กก็มีรุ่นพี่ตัวขาวยืนอยู่ ในขณะที่ด้านข้างของตนเองก็มีคนแก้มป่องยืนมองเหตุการณ์อยู่ด้วยเช่นกัน

 

"แน่นะครับ" คุณแม่คนสวยเอ่ยถามซ้ำอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ ก่อนจะหลุดยิ้มออกมาเมื่อลูกชายพยักหน้าหงึก

 

"ถ้าไป๋เซียนไม่เชื่อฟังก็ดุได้เลยนะครับ" คุณแม่คนสวยเอ่ยบอกคนตัวขาวที่เผยยิ้มกว้าง พร้อมกับพยักหน้ารับ

 

"ดูแลหลานดีๆนะซูโฮ" คนแก้มป่องเอ่ยบอก

 

"รู้แล้วครับไม่ต้องเป็นห่วง แล้วเย็นนี้เจอกันนะ" คนตัวขาวรับปากก่อนจะเอ่ยตัดบทและจูงมือเด็กตัวเล็กออกจากอาคารไป

 

เป็นจังหวะเดียวกันกับที่คนตัวสูงเดินสวนเข้ามาในตัวอาคารและหันมาเห็นเข้าพอดี แต่ด้วยความที่ใช้ประตูทางออกคนละฝั่งทำให้ระยะทางที่ไกลกัน เขาจึงไม่ได้เอ่ยทักทายเด็กตัวเล็ก แต่ก็ยังทันเห็นคนตัวเล็กและเลขาแก้มป่องเดินเข้าลิฟต์ไปก่อนลิฟต์จะปิดลง...

 

 

 

"ตอนเย็นพี่รอที่ล็อบบี้นะ" คนแก้มป่องเอ่ยบอกคนตัวเล็กข้างกายก่อนที่คนตัวเล็กจะออกลิฟต์ไปเมื่อถึงชั้นทำงานของตน

 

วันนี้คนรักของเขามาส่งเขาที่ทำงาน ก่อนจะออกไปกับหลานชายตัวเล็ก และนัดพบกันอีกครั้งหลังจากเขาเลิกงาน เพื่อที่คนตัวเล็กจะรับลูกชายกลับบ้านไป ส่วนเขาเองก็กลับพร้อมกับคนรักเช่นกัน...

 

ทุกอย่างยังคงดำเนินไปอย่างปกติตามสิถีทางของคนวัยทำงาน ทุกคนต่างมีหน้าที่ของตนเองที่ต้องรับผิดชอบ รวมถึงภายในแผนกออกแบบที่ทุกคนก็ยังคงดูพร้อมหน้าพร้อมตาเช่นเคย ยังคงมีเสียงพูดคุยหัวเราะหรือยิ้มให้กันอย่างเป็นมิตร ไม่ได้มีความเคร่งเครียดมากนัก แม้ว่าช่วงสายของวันนี้จะมีการประชุมย่อยภายในแผนกก็ตาม

 

"มากันพร้อมแล้วนะ อย่างนั้นผมชี้แจงเลยแล้วกัน" คนน่ารักเอ่ยอย่างจริงจังกับเพื่อนร่วมงานทุกคนในแผนกที่ฟังกันอย่างตั้งใจ

 

"ผมเพิ่งได้รับโปรเจคต์ใหม่มา เป็นรีสอร์ทแถบชานเมือง ซึ่งโครงการนี้ก็ค่อนข้างเป็นโครงการใหญ่พอสมควร ดังนั้นเราจึงต้องทำงานเป็นทีมเหมือนกับโครงการอื่นที่ผ่านมา ผมเลยอยากรู้ว่าตอนนี้ใครที่ไม่ติดโปรเจคต์อื่นอยู่บ้าง?" คนน่ารักเอ่ยรายละเอียดพร้อมกับถามในสิ่งที่ตนต้องการออกมา

 

"ฉันคงไม่ได้ค่ะ" หญิงสาวคนหนึ่งรีบเอ่ยปฏิเสธออกมา คนน่ารักจึงพยักหน้ารับเพราะเขาจำได้ว่าเพิ่งมอบงานให้หญิงสาวคนนี้ทำเมื่อสองวันก่อน 

 

"แล้วคนที่ว่างล่ะ?" คนน่ารักเอ่ยถามอีกครั้ง

 

"ผมว่างครับ" พนักงานชายซึ่งมีอายุมากกว่าคนน่ารักเอ่ยบอก ก่อนที่จะมีพนักงานหญิงอีกคนเอ่ยตามขึ้นมา

 

"ตอนนี้ฉันก็ว่างค่ะ"

 

เมื่อได้ฟังคำตอบแล้ว คนน่ารักจึงพยักหน้ารับอีกครั้ง ก่อนจะเหลือบไปเห็นคนตัวเล็กที่นั่งถัดจากหญิงสาวที่เพิ่งเอ่ยออกมาพอดี

 

"แล้วแบคฮยอนล่ะ ไม่ว่างหรอ?" คนน่ารักเอ่ยถามพร้อมกับจ้องมอง ก่อนที่คนถูกเอ่ยทักเงยหน้าขึ้นมองกลับ

 

"ผมยังเหลือโปรเจคต์ของคุณแฮจินครับ" คนตัวเล็กเอ่ยตอบ

 

"อืม...คุณแฮจินหรอ อ่า!เหลือแค่ส่งงานใช่มั้ย?" คนน่ารักเอ่ยถามออกมาถึงความคืบหน้าที่เขาพอจะรู้อยู่บ้าง

 

"ครับ แต่ไม่แน่ใจว่าทางนั้นจะต้องการแก้ไขอะไรเพิ่มอีกมั้ย"

 

"ผมว่าคงไม่มีแล้วล่ะ ถ้าอย่างนั้นคุณร่วมโปรเจคต์นี้ด้วยเลยนะ" คนน่ารักเอ่ยบอกด้วยรอยยิ้ม

 

"ครับ" คนตัวเล็กพยักหน้ารับ

 

"พวกคุณอยู่ทีมเดียวกันไม่ขัดข้องนะ" คนน่ารักเอ่ยถาม พนักงานทั้งสามพยักหน้ารับพร้อมกัน ทำเอาคนน่ารักเผยยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจก่อนจะมอบงานดังกล่าวให้ไปดำเนินการต่อ

.

.

.

.

"ว้าววว!" เด็กตัวเล็กร้องออกมาอย่างตะลึง ดวงตาเรียวเบิกกว้างขึ้น หลังจากที่คนตัวขาวไขประตูห้องเปิดออกมา

 

ภาพวาดมากมายทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ถูกตั้งวางเรียงกัน ทางด้านซ้ายมือมีโต๊ะไม้ที่วางแก้วเซรามิกลวดลายต่างๆ บนผนังมีภาพถ่ายที่ใส่กรอบแขวนติดอยู่ ส่วนทางด้านขวามีโต๊ะและชุดโซฟาสีครีมวางอยู่

 

"ที่นี่เป็นที่ทำงานลุงซูโฮจริงๆหรอครับ?" เด็กตัวเล็กเงยหน้าขึ้นถาม

 

"ใช่ครับ" คนตัวขาวเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้มบางก่อนจะพาเด็กตัวลูกเดินเข้าไปภายใน

 

"ไป๋เซียนไปนั่งตรงนั้นก่อนนะ เดี๋ยวลุงหาอะไรให้กิน" คนตัวขาวชี้ไปยังโซฟาตัวยาวก่อนจะเดินไปยังอีกมุมหนึ่งของห้องที่อยู่แยกโซนออกไป

 

เหลือทิ้งไว้เพียงเด็กชายตัวเล็กที่ยอมเดินไปที่โซฟาอย่างช้าๆ เพราะสายตายังคงให้ความสนใจกับงานศิลปะรอบตัวอยู่ แต่เมื่อเดินมาถึง มือน้อยก็วางแหม่ะอยู่บนโซฟาก่อนจะยกขาปีนขึ้นไปนั่งบนโซฟาได้สำเร็จ

 

แต่แล้วสายตาเรียวที่ถอดแบบจากคุณแม่คนสวยก็เหลือบไปเห็นกรอบรูปลายไม้สีอ่อนที่ตั้งวางไว้บนชั้นไม้สีน้ำตาลเข้มด้านข้างเหนือโซฟาชุดเดียวกัน

 

ด้วยความสนใจเด็กตัวเล็กก็ลุกขึ้นยืนบนโซฟาก่อนจะเดินเหยียบไปจนถึงหน้าชั้นไม้ ซึ่งอยู่สูงเหนือหัวไปอีกเล็กน้อย พยายามแหงนหน้าขึ้นมองแล้วแต่ก็ไม่สำเร็จ เด็กตัวเล็กจึงหันซ้ายแลขวามองหาคุณลุงตัวขาวเพื่อดูสถานการณ์ ก่อนจะตัดสินใจลองเอื้อมมือไปคว้าผลงานนั้นมาดูให้เต็มตา

 

ภาพถ่ายบรรยากาศยามเย็นอันแสนร่มรื่น ใบไม้ที่กำลังปลิวร่วงหล่นจากต้นไม้ใหญ่ แสงสีส้มอ่อนที่กำลังทอแสงสว่างทำให้ภาพนั้นดูสบายตาเสียเหลือเกิน...

 

"ทำอะไรครับไป๋เซียน?"

 

เพล้ง!

 

เด็กชายตัวเล็กที่ก้มมองภาพถ่ายในมืออย่างสนใจ เมื่อถูกเอ่ยทักก็รีบหันหลังมองด้วยความตกใจก่อนจะเผลอทำกรอบรูปนั้นหลุดจากมือและกระเด็นตกบนพื้นเข้าให้

 

"ขอโทษครับ!" เด็กตัวเล็กรีบกล่าวออกมา พร้อมกับเตรียมกระโดดลงจากโซฟาตัวยาวที่ตนยืนเหยียบอยู่ แต่โชคดีที่คนตัวขาวกลับปรามได้ทัน

 

"ยืนอยู่ตรงนั้นแหล่ะไป๋เซียน อย่าลงมานะ!"

 

เด็กตัวเล็กชะงักก่อนจะถอยหลังไปชิดติดพนักโซฟา ใบหน้าเรียวหมองลงถนัดตา สายตาพลางจ้องทองใบหน้าคุณลุงตัวขาวที่ถอนหายใจยาวออกมาอย่างโล่งอก

 

"ไม่ต้องลงมาข้างล่างนะครับ เดี๋ยวเศษกระจกจะบาดเอา" คนตัวขาวเอ่ยอย่างเป็นห่วง ก่อนจะวางถาดอาหารว่างไว้ที่โต๊ะหน้าโซฟาและเดินกลับไปหยิบอุปกรณ์เพื่อเก็บกวาดเศษกระจกที่แตกกระจายอยู่ให้เรียบร้อย โดยมีเด็กตัวเล็กที่ยืนมองอย่างเงียบๆด้วยความรู้สึกผิด

 

"ลุงซูโฮฮะ..." เด็กตัวเล็กเอ่ยเรียกคนตัวขาวที่เตรียมนำเศษกระจกไปทิ้งด้วยเสียงแผ่วเบา

 

"ว่ายังไงครับ?" คนตัวขาวขานรับ

 

"ขอโทษครับ ไป๋เซียนไม่ได้ตั้งใจลูงซูโฮอย่าโกรธนะฮะ" เด็กตัวเล็กลงจากโซฟามาหยุดอยู่หน้าคุณลุงตัวขาวที่เผลอหลุดยิ้มออกมา

 

"ไม่เป็นไรนะครับ" คนตัวขาวลูบผมนุ่มของเด็กตัวเล็กเพื่อปลอบใจ

 

ไม่มีอะไรให้เขาต้องโกรธเคืองเลยสักนิด ในเมื่อรูปถ่ายไม่ได้เสียหายใดๆมีเพียงแค่กระจกกรอบรูปเท่านั้นที่แตก แต่เมื่อเทียบกับที่หลานชายตัวเล็กไม่ได้เป็นอะไรก็ถือว่าโชคดีแค่ไหนแล้ว

 

เด็กชายตัวเล็กก้มหน้าต่ำลง เหลือบไปเห็นภาพถ่ายที่ตกอยู่ใต้โต๊ะหน้าโซฟาเข้าโดยบังเอิญ เด็กตัวเล็กเอียงคอมองอย่างพินิจ ชั่งใจว่าควรหยิบขึ้นมาหรือเปล่า ในขณะที่คุณลุงตัวขาวผละออกไปทิ้งเศษกระจกในครัว เด็กชายตัวเล็กจึงตัดสินใจก้มลงหยิบรูปนั้นขึ้นมาเพื่อหวังจะเก็บคืนให้คุณลุงตัวขาว

 

รูปถ่ายที่ถูกคว่ำหน้าเอาไว้ เมื่อมือเล็กหยิบขึ้นมาและพลิกดูกลับปรากฏภาพของผู้ชายคนหนึ่งที่ริมฝีปากบางฉีกยิ้มกว้างจนดวงตาเล็กแทบปิดสนิท พร้อมทั้งรูปหน้าเรียวสวยที่เด็กตัวเล็กคุ้นเคย

 

 

 

"แม่แบค?"

 

เด็กชายตัวเล็กหลุดเรียกชื่อบุคคลในภาพนั้นออกมาอย่างแปลกใจ แล้วก็เป็นจังหวะเดียวกับที่คนตัวขาวเดินกลับมาได้ยินเข้าพอดี

 

คนตัวขาวเพียงแค่ได้ยินและเห็นสิ่งที่อยู่ในมือของเด็กตัวเล็กก็รู้ได้ทันทีว่าความลับในอดีตของเขาถูกเปิดเผยเข้าเสียแล้ว

 

เมื่อรูปภาพนั้นเป็นภาพถ่ายฝีมือของเขาเองที่เคยถ่ายเอาไว้เมื่อหลายปีก่อน ในสมัยที่เขายังเป็นเพียงนักศึกษาเท่านั้น

 

ภาพถ่ายใบนี้ถูกซ่อนอยู่หลังรูปภาพทิวทัศน์ที่จำได้ดีว่าเป็นสถานที่หนึ่งภายในมหาวิทยาลัยของเขาเอง...

 

 

 

'อ๊ะ! พี่ซูโฮทำอะไรเนี่ย?'

 

'ก็ถ่ายรูปน้องแบคฮยอนไงครับ ดูสิทำหน้าเศร้าแบบนี้ไม่น่ารักเลย'

 

'...ถ้าผมยิ้มพี่จะหยุดถ่ายจริงๆนะ?'

 

'อื้ม! ไม่ถ่ายแล้วแน่นอน'

 

'ก็ได้ๆครับ ชีทททท!'

 

 

 

"ลุงซูโฮ!"

 

"ครับ!"

 

คนตัวขาวขานรับ หลังจากที่เขายืนนิ่งอยู่นาน ในขณะที่เด็กชายตัวเล็กที่เห็นคุณลุงดูเงียบไปก็พยายามเอ่ยเรียกอยู่หลายครั้ง จนกระทั่งครั้งสุดท้ายที่เปล่งเสียงออกมาดังกว่าครั้งไหนพร้อมกับมือเล็กที่เขย่าแขนสุดจึงทำให้คุณลุงตัวขาวได้สติกลับมา

 

"ลุงซูโฮเป็นอะไรฮะ?" เด็กชายตัวเล็กเอียงคอจ้องมอง แต่คุณลุงตัวขาวกลับส่ายหน้าพร้อมกับส่งยิ้มบางให้แทนคำตอบ

 

"ไป๋เซียนกินนมอุ่นๆกับคุกกี้สิครับ" คนตัวขาวเอ่ยบอก หยิบภาพที่อยู่ในมือหลานชายมาถือไว้เอง ก่อนจะเดินไปนั่งที่โซฟา สายตาจ้องมองรูปภาพในมือ

 

เด็กตัวเล็กเดินไปนั่งลงเคียงข้าง หยิบคุกกี้ส่งให้คุณลุงตัวขาว ทำเอาคนตัวขาวต้องหันมองก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาเสียงเบา

 

"ไป๋เซียนกินเถอะครับ" พูดจบก็ดันคุกกี้ในมือน้อยๆนั้นจ่อที่ปากของเด็กตัวเล็กแทน

 

เด็กตัวเล็กจึงกินคุกกี้ในมือจนหมด แก้มป่องก็เคี้ยวจนเกิดเสียง ริมฝีปากเล็กเลอะไปด้วยเศษคุกกี้ จนอดไม่ได้ที่คุณลุงตัวขาวต้องเอื้อมเช็ดให้

 

พอกลืนลงคอแล้ว เด็กตัวเล็กก็ส่งยิ้มกว้าง ก่อนที่สายตาจะเหลือบมองภาพถ่ายที่ยังคงอยู่ในมือของคุณลุงไม่ยอมวาง

 

"ลุงซูโฮครับ ใครถ่ายหรอ?" เด็กตัวเล็กเอียงคอถาม นิ้วเล็กจิ้มไปที่ภาพถ่ายในมือคุณลุงตัวขาว

 

"ลุงถ่ายเองครับ" คนตัวขาวเอ่ยบอก เด็กตัวเล็กที่มีความสงสัยอยู่เต็มเปี่ยมก็เอ่ยคำถามต่อมาให้คุณลุงตัวขาวตอบ

 

"ทำไมไม่มีไป๋เซียน?"

 

"ก็ตอนนั้นไป๋เซียนยังไม่เกิดนี่ครับ" เอ่ยตอบด้วยรอยยิ้มบางอย่างเอ็นดู แต่นั่นก็ยังไม่พอให้เด็กตัวเล็กคลายสงสัย

 

"ลุงซูโฮเคยเจอกับแม่แบคก่อนหรอฮะ?"

 

"อืม...ก็ลุงเรียนที่เดียวกับแม่ของไป๋เซียนครับ" ตอบเพียงเท่านั้น เด็กตัวเล็กก็ตาลุกวาวทันที เพราะว่า

 

 

 

 

 

"จริงหรอ แม่แบคเคยบอกว่าแม่แบคก็เรียนที่เดียวกับป่ะป๊า ลุงซูโฮรู้จักป่ะป๊าของไป๋เซียนมั้ย?"

.

.

.

.

"ไม่รู้" ร่างโปร่งเอ่ยบอกพลางเสมองไปอีกทางหนึ่ง หลบสายตาคมเข้มของชายหนุ่มผมทองที่จ้องมองมา

 

"ไม่รู้จริงๆหรือไม่อยากบอกกันแน่" ชายหนุ่มผมทองเอ่ยถามเสียงเรียบ สายตายังคงจ้องมองร่างโปร่งเช่นเดิม

 

"บอกว่าไม่รู้ก็คือไม่รู้สิ ถามมากแบบนี้กลับไปเลย" ร่างโปร่งหันมาพูดแสร้งทำหน้าตาและน้ำเสียงติดรำคาญออกมา ก่อนจะเดินหนีเข้าครัวไป แต่ไม่วายก็ต้องหันกลับมามองค้อนส่งให้ชายหนุ่มผมทอง

 

"ไม่ต้องตามมานะ ฉันจะทำเค้ก!" เอ่ยสั่งก่อนจะสะบัดหน้าหนีและรีบเดินเข้าครัวไปทันที แต่ก็ไม่ลืมปิดประตูบานใหญ่พร้อมกับล็อคกลอนไม่ให้ใครเข้ามาในพื้นที่ส่วนบุคลนี้ด้วย

 

จริงๆก็ไม่ได้จะทำเค้กอะไรอย่างที่เอ่ยออกไปหรอก เขาก็แค่ต้องการบ่ายเบี่ยงคำถามของชายหนุ่มผมทองที่เอ่ยออกมาเป็นครั้งที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ในรอบสองสามวันมานี้เท่านั้นเอง

 

แล้วถ้าถามว่าคำถามนั้นมันสำคัญถึงขนาดที่เขาจะตอบออกไปให้แล้วเรื่องกันไม่ได้เลยหรือ เขาก็ตอบได้โดยไม่ต้องคิดเลยว่าใช่ ในเมื่อคำตอบของคำถามที่ชายหนุ่มผมสีทองเอ่ยถามมันเป็นความลับที่เขาไม่สามารถพูดออกไปได้น่ะสิ...

 

 

ทางด้านชายหนุ่มผมทองที่ถูกห้ามแบบนั้นก็ได้แต่ยอมจำนนและถอนหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยใจ

 

ทำไมการที่เขาอยากจะรู้เรื่องราวของคนที่เขามีใจให้มันถึงได้ยากเย็นเพียงนี้ ทั้งที่ผ่านมาเขาเคยเป็นฝ่ายที่ถูกเข้าหามาตลอด แต่ก็ไม่มีใครถูกใจสักคน จนกระทั่งมาพบกับเพื่อนรักของร่างโปร่งคนนี้ที่ทำให้เขาค่อยๆรู้สึกดีได้ พอรู้ตัวอีกทีหัวใจของเขาก็มีคนตัวเล็กคนนั้นแล้ว

 

แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็อยากพยายามทำให้คนตัวเล็กได้เห็นถึงความจริงใจและความใส่ใจของเขาบ้าง แต่ครั้นจะให้น้องชายต่างบิดาช่วยเหลือก็ดูจะไม่ค่อยได้เรื่องเท่าไหร่ เขาถึงต้องมาพึ่งพาให้ร่างโปร่งที่เป็นเพื่อนรักของคนตัวเล็กคอยช่วยเหลือแทน

 

ก็เพราะทั้งคู่เป็นเพื่อนรักกันเนี่ยแหล่ะ เขาถึงมองว่าร่างโปร่งน่าจะรู้จักนิสัยใจคอและเรื่องราวของคนตัวเล็กได้ดีกว่าใคร

 

แต่ก็ดูเหมือนว่าตัวช่วยของเขากลับไม่ค่อยให้ความร่วมมือสักเท่าไหร่ แค่คำถามที่เขาถามไปสั้นๆแต่ร่างโปร่งกลับเลือกที่จะหลีกเลี่ยงตอบคำถามนั้น

 

เขาดูออก...

 

ก็แค่อยากรู้จักคนที่ได้ชื่อว่าเป็นพ่อของไป๋เซียนเท่านั้นเอง

 

หากพูดกันตามตรงแล้วก็เพราะเขาเชื่อว่าคนๆนั้นจะต้องเคยเป็นคนที่ได้ครอบครองหัวใจของคนตัวเล็กยังไงล่ะ เขาถึงอยากที่จะรู้จักว่าคนๆนั้นเป็นคนแบบไหน มีนิสัยอย่างไร คนตัวเล็กถึงได้ยอมยกให้ทั้งหัวใจ

 

 

และถ้าเป็นคนอย่างเขาบ้างล่ะ จะต้องทำอย่างไรเมื่อในคืนนั้นเขาเพิ่งถูกปฏิเสธมา...

.

.

.

.

"ลุงซูโฮบอกไป๋หน่อยสิฮะ" เด็กตัวเล็กที่เอ่ยถามเอาไว้ในประโยคก่อน เมื่อเห็นว่าคุณลุงตัวขาวนิ่งเงียบไปก็เอ่ยซ้ำอีกครั้ง แต่คุณลุงกลับทำเพียงแค่จ้องมองกลับมาเท่านั้น

 

เด็กชายตัวเล็กเริ่มขมวดคิ้วยุ่ง เกิดคำถามขึ้นในใจว่าทำไมเรื่องของป่ะป๊าถึงไม่ค่อยมีใครอยากเล่าให้เขาฟังนัก

 

ไป๋เซียนแค่อยากรู้ว่าป่ะป๊าชื่ออะไร แล้วป่ะป๊าอยู่ที่ไหน?

 

มือหนาของคุณลุงตัวขาวเอื้อมไปลูบหัวหลานชายตัวเล็กด้วยความเอ็นดู แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ตอบคำถามนั้นไม่ได้อยู่ดี เพราะในครั้งแรกที่เขาเข้าใจก็คือ น้องรหัสคนนี้คงจะคืนดีกับคนรักซึ่งเป็นรุ่นน้องร่วมมหาวิทยาลัยของเขา ถึงแม้ว่าเขากับรุ่นน้องคนนั้นจะดูไม่ค่อยลงรอยกันสักเท่าไร แต่ในเมื่อน้องรหัสเขาเลือกรักคนๆนั้นแล้ว เขาในฐานะรุ่นพี่ก็ทำได้เพียงแค่เฝ้าดูอยู่ห่างๆ และแสดงความยินดีหากทั้งสองคนเลือกจะสร้างครอบครัวร่วมกัน

 

แต่สิ่งที่เขาเข้าใจกลับไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อเขาบังเอิญได้ยินบทสนทนาระหว่างคนตัวเล็กและคนตาโตเข้าให้ จึงได้รู้ว่าความเข้าที่ถูกต้องคงมีแค่ตัวตนของผู้ให้กำเนิดหลานตัวเล็กเท่านั้น แต่สาเหตุที่ทั้งสามคนไม่ได้ใช้ชีวิตร่วมกันนั้นจนถึงตอนนี้เขาก็คิดไม่ตกจริงๆว่ามันเพราะเหตุใด

 

เขาจึงไม่แน่ใจนักว่าควรจะตอบคำถามของหลานชายตัวเล็กที่จ้องมองมาได้อย่างไร

 

"แล้วแม่แบคบอกกับไป๋เซียนว่ายังไงบ้างล่ะครับ?" คุณลุงตัวขาวเอ่ยถามออกมาแทนคำตอบ ซึ่งมันคงเป็นคำพูดที่ดีที่สุดแล้วในตอนนี้ เพราะเขาไม่รู้ตื้นลึกหนาบางของเรื่องนี้จะให้เขาพูดออกไปคงไม่ดีนัก

 

"แม่แบคแค่เล่าให้ไป๋ฟังเฉยๆว่าป่ะป๊ากับแม่แบคเจอกันยังไงแล้วก็...แล้วก็รักกันยังไง" เด็กตัวเล็กเอ่ยตอบเสียงใส ก่อนจะยู่ปากอย่างขัดใจแล้วค่อยเอ่ยต่อ

 

"แต่ไป๋เซียน...ไม่รู้จักชื่อป่ะป๊าเลย ไม่เคยเห็นป่ะป๊าด้วย" เด็กตัวเล็กเริ่มเอ่ยเสียงเบาลง สีหน้าหมองลงอย่างชัดเจน

 

คุณลุงตัวขาวที่ได้ฟังเช่นนั้นก็สะท้านขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ความสงสารทำให้เขาอดที่จะดึงหลานตัวเล็กเข้าสู่อ้อมกอด พร้อมกับประโยคหนึ่งที่หวังว่าจะเข้าใจได้สักวันหนึ่ง

 

"...ป่ะป๊าของไป๋เซียนอยู่ไม่ไกลจากไป๋เซียนหรอกครับ..."

.

.

.

.

คนแก้มป่องที่แม้จะง่วงอยู่กับการทำงาน แต่พอเห็นว่าเจ้านายของตนกำลังเดินตรงมาก็รีบลุกขึ้นทักทายทันที พร้อมกับรายงานความคืบหน้าของงานที่เจ้านายสั่งไว้ก่อนพัก

 

"เรื่องงบผมกำลังรีบตรวจเอกสารให้ ท่านประธานรอสักครู่นะครับ" พอเลขาแก้มป่องเอ่ยขึ้นมาก็เรียกให้สายตาคมต้องหันมอง

 

"ค่อยๆตรวจให้ละเอียดเถอะ ไม่ต้องรีบ ผมไม่อยากให้พลาด" เอ่ยสั่งจบก็เดินเข้าห้องไปทันที พาเอาคนแก้มป่องถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก แต่ก็ไม่วายต้องเหลือบมองบานประตูที่ปิดสนิทลง

 

ทางด้านคนตัวสูงที่เดินเข้ามาภายในห้องทำงานแล้วก็ทิ้งตัวนั่งลงที่โซฟาตัวยาว พยายามระงับความรู้สึกที่ติดค้างมาตั้งแต่ช่วงเช้า

 

ภาพของเด็กชายตัวเล็กที่อยู่ข้างกายของรุ่นพี่ตัวขาวที่เขารู้จัก รอยยิ้มที่สดใสของเด็กน้อยทำให้เขาอดที่จะรู้สึกไม่ได้

 

เพราะรอยยิ้มนั้นไม่ใช่เขาคนเดียวที่ได้รับ เฉกเช่นเดียวกับรอยยิ้มของคนตัวเล็กที่ก็คงไม่มีโอกาสได้เป็นของเขาอีก...

 

ที่พาลให้คิดสับสนอยู่นั้นก็เพราะเขา

 

 

 

หวง

 

คำๆนี้คงแทนความรู้สึกของเขาได้เป็นอย่างดีในขณะนี้ ทั้งๆที่เขาไม่มีสิทธิ์จะคิดเลยด้วยซ้ำแล้วทำไมถึงมีอาการนี้ได้

 

แล้วการกระทำและคำพูดในช่วงบ่ายที่ผ่านมานั้นอีก

 

เขาบังเอิญพบกับคนตัวเล็กที่ร้านกาแฟภายในศูนย์อาหาร แต่เมื่อเห็นคนตัวเล็กก็อดไม่ได้ที่จะถามถึงเด็กชายตัวเล็ก ทั้งที่ช่วงเช้าก็รู้และเห็นว่าเด็กตัวเล็กออกจากอาคารไปพร้อมกับรุ่นพี่ตัวขาวก็ตาม

 

'นั่งด้วยคนสิ' เอ่ยจบก็นั่งลงตรงข้ามกับคนตัวเล็กที่ง่วนอยู่กับการกดเครื่องมือสื่อสารทันที รอยยิ้มบางปรากฎให้เห็นบนใบหน้าสวย ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นอาการตกใจเมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าคือใคร

 

'ท่านประธาน!' คนตัวเล็กรีบกดล็อคเครื่องมือสื่อสารนั้นทันที

 

'ไป๋เซียนไม่มาหรอ?'  คนตัวสูงทำทีหันซ้ายแลขวาเป็นการมองหาเด็กชายตัวเล็กที่เอ่ยถึง แต่ก็รู้ดีว่าอย่างไรก็คงไม่พบเพราะเด็กตัวเล็กนั้นไม่ได้กับอยู่ผู้เป็นแม่

 

'ไป๋เซียนไม่อยู่หรอกครับ ผม...ขอตัวนะครับ' คนตัวเล็กที่กำลังหลีกเลี่ยงจากสถานการณ์นี้กลับต้องชะงักเมื่อคนตัวสูงพูดขึ้นมา

 

'เลือกสักคนเถอะแบคฮยอน'

 

'เห? เลือกอะไร?' คนตัวเล็กขมวดคิ้วยุ่ง จ้องมองด้วยความแปลกใจ

 

'เหอะ!เรื่องพ่อของไป๋เซียนไงคนตัวสูงพูดเข้าเรื่อง ไม่มีอ้อมค้อมใดๆ แต่คำๆนั้นทำเอาคนตัวเล็กนิ่งงันไม่เข้าใจว่าจู่ๆคนตัวสูงจะพูดถึงพ่อของไปเซียนทำไม

 

'นะ...นายกำลังจะพูดอะไร?' สรรพนามในอดีตหลุดออกมาอีกครั้ง เสียงที่สั่นอย่างกังวลไม่เท่ากับมือเรียวที่บีบเข้าหากันใต้โต๊ะ

 

เขาเหมือนคนโกหกที่กำลังร้อนตัว กลัวความจริงที่ปิดซ่อนเอาไว้จะถูกเปิดเผยออกมา

 

'นายควรจะเลือกระหว่างรุ่นพี่ซูโฮกับผู้ชายในลิฟต์ที่นายไปเดทด้วยคนนั้นนะ ฉันสงสารไป๋เซียนจริงๆที่ต้องมีแม่แบบนี้ เลือกไม่ได้สักคนว่าจะให้ใครเป็นพ่อของไป๋เซียน หรือว่า...'

 

ในขณะที่คนตัวสูงพูดออกมา คนตัวเล็กก็ทำได้เพียงนั่งเงียบ ก้มหน้าฟังในสิ่งที่คัดค้านกับหัวใจแต่ไม่อาจพูดออกไปได้

 

จะให้เลือกได้อย่างไรว่าเขาอยากจะให้ใครเป็นพ่อของลูกชาย ในเมื่อตำแหน่งนั้นไม่อาจถูกแทนที่ด้วยใครอื่นได้เลย...

 

แต่อย่างไรเสียนั่นคงเป็นได้เพียงแค่ความคิดเท่านั้น ไม่อาจเอ่ยให้อีกฝ่ายรับรู้คำตอบนี้ได้...

 

'...ที่ไม่ยอมเลือกก็เพราะผู้ชายพวกนั้นคงยังไม่ถูกใจนายมากพอสินะ นายถึงไม่รู้จักพอ'

 

คนตัวสูงเน้นในประโยคสุดท้าย ก่อนจะได้รับสายตาที่เงยขึ้นมาจ้องมองของคนตัวเล็ก ก่อนที่เจ้าตัวจะพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆเพื่อระงับความรู้สึกเจ็บปวดที่แล่นเข้ามากระทบจิตใจ

 

'ฉันจะเลือกหรือไม่เลือกใครก็เป็นเรื่องของฉัน นายไม่ต้องมาบอกฉันหรอก' คนตัวเล็กเอ่ยเสียงเรียบข่มความรู้สึกเอาไว้

 

'ฉันก็ไม่ได้อยากยุ่งนักหรอก แต่ที่พูดเพราะสงสารไป๋เซียนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวก็เท่านั้นเอง' คนตัวสูงก็เอ่ยตอบเสียงเรียบเช่นกัน ดวงตาคมจ้องมองเข้าไปยังดวงตาเรียวที่จ้องมองมา

 

'อย่างนั้นหรอ ฉันนึกว่านายสนใจอยากจะมาให้ฉันเลือกด้วยอีกคนซะอีก' พอถูกคนตัวเล็กตรอกกลับมาด้วยประโยคนี้ก็ทำเอาคนตัวสูงนิ่งไปทันที ราวกับคำพูดนั้นคือความรู้สึกที่แท้จริงในส่วนลึกของตนเอง

 

'...คนหลายใจแบบนาย ฉันไม่หลงไปเป็นตัวเลือกให้นายอีกเป็นครั้งที่สองแน่ โง่แค่ครั้งเดียวก็เกินพอแล้ว'

 

'ถ้าอยากนั้นก็ดี...นายควรรู้ไว้นะว่านายคือเจ้านาย ส่วนฉันก็แค่พนักงาน ถ้ามันไม่ใช่เรื่องงานนายก็ไม่จำเป็นจะต้องสนใจ เพราะมันเป็นเรื่องส่วนตัวและนายก็ไม่มีสิทธิ์  ขอตัวนะครับท่านประธาน' พูดจบก็คว้าแก้วกาแฟเย็นแล้วลุกเดินออกมาทันที  ทิ้งให้คนตัวสูงนั่งนิ่งด้วยความรู้สึกปวดหนึบที่หัวใจ โดยไม่รู้เลยว่าคำพูดนั้นก็ย้อนกลับไปทิ่มแทงใจของคนที่เอ่ยออกมาด้วยเช่นกัน...

 

 

 

"หึ!"

 

นึกแล้วก็ช่างน่าสมเพชตนเองเสียจริง ไม่รู้ว่าทำไมสองแม่ลูกนั้นถึงทำให้เขาเป็นได้ขนาดนี้  ทั้งที่เราไม่ได้มีความสัมพันธ์ใดๆต่อกันเลยด้วยซ้ำ

 

เขาคงเป็นคนไม่มีสิทธิ์ที่เผลอคิดไปไกล...

 

แบบนี้มันช่างน่าขำเสียจริง!

.

.

.

.

ประตูกระจกถูกเลื่อนออกอย่างอัตโนมัติ ขาเรียวสวมรองเท้าส้นสูงสีดำเงาก้าวเข้ามาภายใน กางเกงแสลคสีดำพร้อมเสื้อเชิ้ตที่ถูกสวมทับด้วยสูทเข้ารูปให้ความคล่องตัว รูปร่างและกริยาท่าทางที่ดูสง่า แม้กาลเวลาก็ไม่อาจทำลายภาพลักษณ์นั้นได้ คงมีเพียงหญิงไม่กี่คนและหนึ่งในนั้นก็คือ คุณผู้หญิงตระกูลฮวัง

 

หญิงวัยกลางคนตรงไปยังโต๊ะไม้สีอ่อนที่มีบุคคลหนึ่งนั่งรออยู่ บุคคลนั้นเมื่อเห็นว่าหญิงวัยกลางกำลังเดินตรงมาก็รีบลุกขึ้นยืนและโค้งหัวให้ทันที ก่อนที่หญิงวัยกลางคนจะเดินมาถึงที่โต๊ะและผายมือเป็นการเชื้อเชิญให้นั่งลงที่เดิม

 

ไร้ซึ่งคำพูดใดๆนอกจากบุคคลตรงหน้ายื่นซองสีน้ำตาลที่ถูกปิดผนึกอย่างดีให้หญิงวัยกลางคนตรงหน้า

 

"นี่เป็นข้อมูลที่คุณต้องการ" เสียงทุ้มของชายหนุ่มตรงหน้าเอ่ยบอกให้หญิงวัยกลางคนรับรู้ ก่อนที่หญิงวัยกลางคนจะพยักหน้ารับและหยิบซองสีน้ำตาลที่เตรียมไว้ในกระเป๋าส่งให้ไป

 

"ค่าตอบแทนตามที่เราตรงลงกันไว้ ขอบใจมากนะ"

 

"ครับ"

 

หลังจากสิ้นเสียงนั้น หญิงวัยกลางคนก็หยิบซองสีน้ำตาลที่เพิ่งได้รับมาใส่ไว้ในกระเป๋าสะพายก่อนจะลุกออกมา...

 

 

เพียงไม่นานรถยนต์คันหรูก็เข้าจอดภายในโรงรถของบ้าน ก่อนที่หญิงวัยกลางคนจะรีบตรงไปยังห้องทำงานที่อยู่ชั้นสองของบ้านทันที และไม่ลืมที่จะล็อคประตูเอาไว้เป็นการส่วนตัว

 

ซองข้อมูลสีน้ำตาลที่เพิ่งได้รับมาถูกเปิดออกทันทีเมื่อนั่งลงที่เก้าอี้เบาะหนังสีดำตัวใหญ่ เพียงแค่สิ่งที่ถูกบรรจุอยู่ภายในซองปรากฎแก่สายตาให้ได้รับรู้

 

หัวใจที่เต้นเป็นปกติแทบสะดุดลง มือเรียวสั่นจนเกินจะควบคุม ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ ก่อนที่เสียงสั่นเครือจะเปล่งออกมาเบาๆ

 

 

 

 

"...ฉะ...ฉันจะทำยังไงดี..."

.

.

.

.

บรรยากาศหนาวเย็นยามค่ำคืนที่มีแสงสว่างถูกประดับตกแต่งเพื่อต้อนรับเทศกาลที่กำลังมาถึงทุกขณะ

 

เสียงเพลงบางเบาที่เปิดคลออยู่ภายในร้านไม่ได้ช่วยให้เจ้าของลักยิ้มนั้นคลายเหงาได้เลยแม้แต่น้อย

 

นาฬิกาบนข้อมือยังคงบอกเวลาที่เดินไปเรื่อยๆ หากแต่มันล่วงเลยกว่าครึ่งชั่วโมงแล้วกับการรอคอย...

 

และแล้วการรอคอยก็สิ้นสุดลงเมื่อคนตัวสูงในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวที่ถูกพับแขนขึ้น พร้อมกับเนคไทที่คลายลงเล็กน้อยเพื่อสร้างความผ่อนคลายลง

 

แขนยาวผลักประตูร้านเข้ามาก่อนจะกวาดตามองหาบุคคลที่นัดเขาไว้

 

เมื่อเห็นจุดหมาย ขายาวก็ก้าวตรงไปหาทันที พร้อมกับรอยยิ้มกว้างที่ส่งให้ไป

 

"ขอโทษนะครับที่ให้รอ" คนตัวสูงเอ่ยบอกพร้อมกับนั่งลงตรงข้ามกับคนหน้าหวานเจ้าของลักยิ้มที่ส่งยิ้มบางกลับมาให้

 

แม้จะมีความน้อยใจอยู่บ้างก็ตาม เพราะความสัมพันธ์ระหว่างเขากับคนรักในขณะนี้ไม่ต่างจากการที่เขาพยายามจะใกล้ชิดให้มากขึ้น แต่กลับรู้สึกเหมือนมีช่องว่างที่กว้างขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกับคำที่ว่า

 

ยิ่งใกล้เท่าไหร่ก็ยิ่งห่างไกลออกไปทุกที...

 

 

"คุณสั่งอาหารหรือยัง?" คนตัวสูงเอ่ยถาม แต่คนหน้าหวานกลับส่ายหน้าเล็กน้อย

 

"ฉันอยากรอคุณก่อน" คนหน้าหวานเอ่ยบอก

 

"ถ้าอย่างนั้นก็สั่งเถอะ" คนตัวสูงเอ่ยออกมา ก่อนจะหยิบเมนูขึ้นเปิดดู

 

แม้จะเหนื่อยล้าจากการทำงานและการใช้ความคิดที่หมดไปกับเรื่องของเด็กตัวเล็กและอดีตคนรักก็ตาม แต่เขาก็พยายามมีเวลาให้กับคนรักหน้าหวานให้มากที่สุดเท่าที่คนหน้าหวานต้องการและเขาพอจะทำให้ได้

 

"อี้ชิงครับเดี๋ยวผมขอไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ" คนตัวสูงพูดกับคนหน้าหวาน หลังจากเอ่ยสั่งเมนูอาหารแล้ว คนหน้าหวานทำได้แค่พยักหน้ารับรู้ก่อนที่คนตัวสูงจะลุกเดินออกไป

 

แต่แล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อคนตัวสูงที่กำลังเดินตรงไปตามทางเดิน ซึ่งต้องผ่านโต๊ะอาหารอีกหลายโต๊ะด้วยกัน แต่โต๊ะที่สะดุดตาเขาที่สุดเห็นจะเป็นโต๊ะริมสุดด้านในที่มีบุคคลสองคนนั่งทานอาหารและพูดคุยกันด้วยรอยยิ้มสดใส

 

 

 

 

 

 

 

 

รุ่นพี่ซูโฮกับเลขาคิม!?

 

 

 

TBC.

****************

ฮันนยองนะคะรีดเดอร์ทุกคน คิดถึงมากๆๆๆๆๆ 

พลอยกลับมาอัพให้แล้วน้า 

หลังจากที่หายไปนานมากกกกกกกก

ไม่มีคำแก้ตัวใดๆทั้งสิ้น ขอโทษด้วยจริงๆนะคะที่ผิดคำพูดที่เคยบอกไว้ว่าสอบเสร็จจะกลับมาอัพให้

ตอนนี้กลับมาอัพให้แล้วนะคะ ยังไงก็ฝากติดตามกันต่อด้วยเนอะ อย่าเพิ่งทิ้งกันน้า 

**ส่วน[OS] Special TaoBaek's Day ::Magic Love จะรีบมาต่อให้นะคะ** 

ขอบคุณสำหรับคอมเม้นท์ ทุกกำลังใจนะคะ แล้วพบกันตอนหน้าค่ะ ^^ 


 

:) Shalunla

374 ความคิดเห็น

  1. #303 OH.MyHunHan (@linonan) (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 3 มกราคม 2559 / 14:14
    ทำไมเทาชอบพูดจาชวนทะเลาะ ทำไมต้องดูถูกแบคด้วยเนี่ย!
    #303
    0
  2. #247 Sefiro (@byunsiara) (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 12 กันยายน 2558 / 15:31
    รีบมาต่อน้า เค้ารออยู่
    #247
    0
  3. #246 aXXm (@aoomnutkamon) (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 9 สิงหาคม 2558 / 11:21
    เย้ๆๆๆ ไรต์มาต่อแว้วว คิดถึงแม่แบคกับนุ้งไป๋มากๆเลยย TT แอบสงสารพ่อนุ้งไป๋จุง คำพูดแต่ละคำย้อนเข้าตัวเง 55555 แม่แบคก็ปากแข็ง้กิ๊น แม่จื่อเทาตัวดีก็เริ่มรู้ความจริงละ ลุ้นค่ะๆๆ
    #246
    0
  4. #244 Achi.iD (@radanuth) (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 8 สิงหาคม 2558 / 22:37
    อยากให้เทารุ้แล้ววว่าเปนพ่อออ สงสารจิตใจแบค แม่เทาทำไมใจร้ายยยงั้นอ้ะ เส้าาาา
    #244
    0
  5. #243 PCY_ (@25012544) (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 8 สิงหาคม 2558 / 18:39
    ยังรอเสมอนะพี่พลอยยย
    #243
    0
  6. #241 Hasalcherlona (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 8 สิงหาคม 2558 / 15:43
    เค้าไม่เคยลืมเรื่องนี้เลยจริงๆ เค้ารักแล้วก็ชอบเรื่องนี้มากๆ เราเป็นกำลังใจให้ไรเตอร์เสมอนะคะ ตามเรื่องนี้ตลอดเลย สู้ๆ นะคะไรเตอร์ เราเชียร์ไรต์นะ!
    #241
    0