StoryFiction EXO-KaiDo,HunHan,KrisYeol,SuLay,TaoBaek,ChenMin

ตอนที่ 50 : Because of Love...เพื่อเธอที่รัก [TaoBaek] - Chapter twenty six

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 254
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    30 พ.ย. 58

Title :: Because of love...เพื่อเธอที่รัก 
Category:: Drama /Romance / Mpreg
Author:: imagine_me
Couple:: Huang Zitao x Byun Baekhyun
.
.
.
.
.
ห้องอาหารขนาดใหญ่สำหรับแขกผู้เข้าพักถูกจัดตกแต่งอย่างสวยงามให้เข้ากับบรรยากาศในฤดูหนาวซึ่งใกล้เข้ามาถึงเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองสิ้นปีเข้าทุกที ห้องโถงขนาดใหญ่ทางปีกซ้ายถูกจัดวางด้วยโต๊ะอาหารแบบหลากหลายที่นั่ง บริเวณโดยรอบกว่าครึ่งเป็นบาร์อาหารนานาชนิดซึ่งถูกจัดแบบค็อกเทล บุฟเฟต์ โดยมีเชฟฝีมือดีประจำโรงแรมเป็นผู้ปรุงให้แขกที่เข้าพักได้เลือกลิ้มลองเองตามใจชอบ ส่วนทางด้านปีกขวานั้นเป็นประตูไม้ขนาดสูงใหญ่ที่เมื่อเปิดเข้าไปแล้วจะพบกับห้องอาหารที่ถูกแบ่งเอาไว้สำหรับแขกซึ่งต้องการความเป็นส่วนตัว มีบริกรคอยดูแลประจำอยู่แต่ละห้องเพื่อให้สะดวกในการเรียกใช้บริการ


นอกเหนือจากนี้หากเดินออกจากห้องอาหารลงบันไดเลื่อนไปยังชั้นที่อยู่ใต้ดินก็จะพบกับผับขนาดกลางสำหรับผู้ชื่นชอบงานปาร์ตี้สนุกสนาน แสงไฟหลากสี ดนตรีการแสดงสด ฟลอเต้นรำ บาร์เครื่องดื่ม หรือจะเป็นส่วนตัวขึ้นมาหน่อยก็มีห้องคาราโอเกะ หรือแม้กระทั่งห้องเล่นพูล แต่ถ้าหากเป็นผู้รักความความสงบต้องการเสียงเพลงคลอเบาๆคงต้องเลือกไปทางด้านนอกอาคารอีกฝั่งหนึ่งซึ่งมีบาร์เครื่องดื่มและโต๊ะมากมายทั้งแบบในร่มและลานโล่งซึ่งสามารถรับลมทะเลที่อยู่สุดทางนั้นได้


กลับมาที่คนตัวเล็กและเพื่อนร่วมงานในขณะนี้ต่างกำลังเดินเลือกตักอาหารที่บาร์ก่อนจะกลับมานั่งทานร่วมกันที่โต๊ะทรงกลมขนาดใหญ่ เสียงพูดคุยเคล้ากับเสียงดนตรีมีให้ได้ยินอยู่ตลอด โดยเฉพาะเสียงสนทนาที่เกิดจากผู้ร่วมโต๊ะอาหารเดียวกันที่กำลังพูดคุยอย่างสนุกถึงรสชาติอาหารไปจนกระทั่งแผนการที่จะทำในวันพรุ่งนี้ทั้งแผนในเรื่องงานและแผนการพักผ่อนยามค่ำคืนสำหรับการสังสรรค์เล็กๆน้อยๆก่อนเดินทางกลับในอีกวัน แต่แล้วเสียงพูดคุยนั้นก็ค่อยๆเงียบลง พาให้คนตัวเล็กในจังหวะที่กำลังก้มตักอาหารต้องช้อนสายตาขึ้นมอง 

"ท่านประธาน" หนึ่งในบรรดาพนักงานที่ร่วมโต๊ะอาหารเอ่ยขึ้น ก่อนที่หลายคนจะก้มหัวทักทาย แต่ไม่วายเจ้านายตัวสูงผู้ไม่ถือตัวก็ก้มหัวทักทายกลับเมื่อหลายคนเป็นผู้ที่อาวุโสกว่า พร้อมกับส่งยิ้มกว้างให้กับพนักงานในความปกครองของตนทุกคน ก่อนดวงตาคมจะสะดุดเข้ากับดวงตาเรียวของคนตัวเล็กเข้า ยกยิ้มมุมปากเล็กน้อยแล้วจึงเอ่ยทักทาย


"วันนี้เป็นยังไงบ้าง?"


"เรียบร้อยดีค่ะ ท่านประธานไม่ต้องห่วงนะคะ" พนักงานหญิงซึ่งคนตัวสูงเองก็ไม่แน่ใจนักว่าอยู่แผนกใดเป็นฝ่ายเอ่ยตอบ


จะให้เขาจำพนักงานของตนเองทั้งหมดก็คงเป็นไปได้ยาก อย่างมากก็คงจะแค่พอคุ้นหน้าคุ้นตากับบุคคลที่ต้องพบกันในที่ทำงานอยู่บ่อยครั้งเท่านั้น และดูเหมือนผู้ที่นั่งร่วมโต๊ะกันอยู่นี้จะมีที่คุ้นหน้าอยู่ไม่กี่คนเสียด้วย แต่เพราะมีคนที่เขารู้จักคุ้นเคยอย่างดีนั่งร่วมอยู่ด้วยจึงกลายเป็นจุดสนใจให้เขากล้าเข้ามาทักทาย 


"ผมเชื่อในความสามารถของพวกคุณ ยังไงก็ฝากความหวังไว้ที่พวกคุณด้วยนะ" คนตัวสูงยังคงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม ด้วยไม่อยากเป็นฝ่ายที่ทำให้พนักงานของตนรู้สึกไม่เป็นกันเอง


"จะทำให้เต็มที่เลยครับ" เป็นพนักงานชายที่นั่งเคียงข้างคนตัวเล็กเป็นฝ่ายเอ่ยให้ความมั่นใจแก่ผู้มีตำแหน่งสูงที่ยืนอยู่


คนตัวสูงพยักหน้ารับด้วยความเชื่อมั่น ก่อนสายตาคมจะเหลือบไปเห็นเลขาส่วนตัวของตนกำลังเดินตรงเข้ามา


"ขอโทษที่ให้ท่านประธานรอนะครับ" คนแก้มป่องเอ่ยบอกอย่างนึกเกรงใจ แต่คนตัวสูงกลับส่ายหน้า


"ไม่เป็นไรเลขาคิม ผมต่างหากที่มาก่อนเวลา" 


พอได้ฟังเจ้านายของตนพูดเช่นนั้นก็ใจชื้นขึ้นมา ส่งยิ้มแห้งกลับไป ก่อนจะเหลือบมองเพื่อนพนักงานด้วยกันแล้วส่งยิ้มกว้างแทนคำทักทาย


"ถ้าอย่างนั้นตามสบายนะทุกคนผมไม่รบกวนพวกคุณแล้ว เลขาคิมจะอยู่นี่ก่อนก็ได้นะ เดี๋ยวผมจะเข้าไปรอที่ห้องอาหาร เหลือเวลาอีกสิบห้านาทีใช่มั้ย" ประโยคแรกเอ่ยกับพนักงานที่นั่งร่วมโต๊ะกันอยู่ ก่อนจะหันมาเอ่ยกับเลขาแก้มป่องของตน


"ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมไปพร้อมท่านประธานเลยก็ได้ อีกสักครู่คุณลีคงจะมาถึงแล้วล่ะครับ" เอ่ยจบก็ได้รับการพยักหน้ารับจากเจ้านาย ก่อนจะโบกมือลาแล้วเดินตามเจ้านายของตนไปยังห้องอาหารที่ถูกจัดเป็นส่วนตัวเอาไว้โดยเจ้าของโครงการรายใหม่


...ไม่มีผู้ใดทันสังเกตเห็นสายตาคมที่จ้องมองคนตัวเล็กที่นั่งนิ่งเงียบคอยหลบสายตากันอยู่เป็นระยะ ก่อนที่เจ้าของดวงตาคมจะเผยรอยยิ้มมุมปากส่งให้คนตัวเล็กโดยเฉพาะแล้วจึงเดินจากไป เหลือทิ้งไว้เพียงผู้ที่ได้รับรอยยิ้มนั้นที่ใจสั่นอยู่ที่เดิม พร้อมดวงตาเรียวที่มองตามแผ่นหลังนั้นไป...
.
.
.
.
.
"เฮ้อ! ถึงสักที"


"อ้า~หนาวชะมัด" 


และเสียงพูดคุยอีกมากมายที่ดังขึ้นมาจนไม่อาจจับใจความได้เท่าใดนัก เมื่อทีมงานใช้เวลาเดินร่วมชั่วโมงกว่าจะถึงสถานที่ที่ต้องสำรวจพื้นที่เพื่อเตรียมงานในครั้งนี้ ซึ่งตั้งห่างออกมาจากที่พักพอสมควร แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังอยู่ตลอดแนวชายฝั่งของทะเลลัดเลาะมาจนถึงทะเลชายฝั่งทางตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งที่ดินโดยรอบยังไม่ค่อยมีสถานที่พักสักเท่าไรนัก จะมีให้เห็นก็แต่เพียงบ้านเรือนที่อยู่ห่างกันออกไป และด้วยความที่ค่อนข้างเป็นธรรมชาติผิดกับทะเลฝั่งตอนใต้ที่พวกเขาเข้าพัก จึงยังพบเห็นต้นไม้สูงใหญ่ที่ขึ้นอยู่มากมายเกือบตลอดเส้นทาง


คนตัวเล็กและเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆต่างนำอุปกรณ์ที่ตนต้องใช้งานพกติดตัวเอาไว้ ก่อนจะแยกกันเดินสำรวจบริเวณ ซึ่งคนตัวเล็กเองก็แยกตัวออกมาเพียงลำพังอย่างเช่นทุกคราเพื่อความสะดวกในการทำงาน


กระเป๋าสะพายสองใบถูกมือเรียวสวยกระชับไว้บนบ่า ใบหนึ่งเป็นกระเป๋าซึ่งบรรจุสมุดพกพาขนาดเอสี่และกระเป๋าเครื่องเขียนเอาไว้ ส่วนอีกใบนั้นก็เป็นอุปกรณ์สำหรับถ่ายภาพ 


กล้องDigital Single-Lens Reflex หรือที่รู้จักกันโดยย่อว่าDSRLซึ่งถูกเปลี่ยนเลนส์ให้เหมาะแก่การใช้งานเรียบร้อยแล้ว ถูกเจ้าของยกขึ้นคล้องคอก่อนจะเก็บภาพโดยรอบพร้อมกับสองเท้าที่ก้าวเดินสำรวจบริเวณไปเรื่อยๆ


แสงแดดยามสายสาดส่องลงมาให้รู้สึกอบอุ่น เพราะมีสายลมหนาวคอยช่วยพัดพาให้บรรยากาศไม่ร้อนระอุจนเกินไปอย่างเช่นฤดูอื่นๆมากนัก การทำงานจึงค่อนข้างราบรื่นเลยทีเดียว อาจมีบ้างที่คนตัวเล็กเผลอเก็บภาพธรรมชาติที่นอกเหนือจากการใช้ประกอบการทำงาน และรอยยิ้มผ่อนคลายก็ปรากฏออกมาให้เห็นอยู่เป็นระยะเช่นกัน 


เวลาผ่านไปกว่าครึ่งชั่วโมงดูเหมือนว่าสถานที่ที่ถูกล้อมรอบเขตแดนกรรมสิทธิ์จะกว้างใหญ่เสียเหลือเกิน พื้นที่ที่ถูกแบ่งปันกันนั้นคนตัวเล็กยังเดินไปได้ไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำก็ต้องหยุดพักเสียก่อน 


"เหนื่อยแล้วหรอ?"


เสียงทุ้มดังมาจากทางด้านหลัง ภายหลังจากที่คนตัวเล็กหย่อนตัวนั่งลงที่พื้นใต้ต้นไม้ ขวดน้ำดื่มถูกยื่นมาตรงหน้า ก่อนที่สายตาจะเคลื่อนจากขวดน้ำมายังเจ้าของผู้หวังดี แต่แล้วกลับต้องตกใจเมื่อบุคคลที่อยู่ด้านหลังนั้นคือคนที่ทำให้หัวใจของตนเต้นแรงเพียงแค่สบสายตาอยู่เสมอ

 

 

 

 







"ท่านประธาน..." 


พอได้ยินเสียงเรียกจากปากของคนตัวเล็ก รอยยิ้มมุมปากของผู้ที่ถูกเอ่ยถึงก็ยกขึ้นมา ก่อนที่จะตัดสินใจนั่งลงเคียงข้างคนตัวเล็ก 


ดวงตาเรียวเบิกกว้างด้วยความแปลกใจ ร่างกายขยับหนีเล็กน้อยโดยอัตโนมัติ


"อ่ะ!" คนตัวสูงส่งขวดน้ำดื่มให้กับคนตัวเล็กอีกครั้ง แต่คราวนี้พอตั้งสติได้คนตัวเล็กกลับส่ายหน้าปฏิเสธพร้อมกลับคำถามที่เอ่ยออกมา


"ท่านประธานมาที่นี่ได้ไงครับ?" คนตัวเล็กเอียงคอจ้องมอง แต่กลับได้รับรอยยิ้มกว้างปนเสียงหัวเราะในลำคอส่งมาให้ก่อนจะได้คำตอบ


"ก็นั่งรถมาสิ" คนตัวสูงยักไหล่ แต่เมื่อเห็นคนตัวเล็กหน้าเหวอไปเล็กน้อยก็ชวนให้เขารู้สึกอารมณ์ขันขึ้นมา 




กวน...



คำสั้นๆที่ดังอยู่ในใจพาลให้คนตัวเล็กต้องถอนหายใจแรง ก่อนจะทำท่าลุกขึ้นเพื่อเดินออกจากบริเวณนี้ แต่กลับถูกมือหนาของคนตัวสูงคว้าไว้ได้ก่อนจะดึงให้นั่งลงที่เดิม


"ท่านประธานมีอะไรหรือเปล่าครับ?" คนตัวเล็กถามออกไป แต่กลับได้รับเพียงความเงียบจากบุคคลซึ่งนั่งอยู่ด้วยกัน


"ถ้าไม่มีธุระอะไรก็ช่วยปล่อยด้วยครับ ผมต้องไปทำงานต่อ" คนตัวเล็กพูดพลางแกะมือหนาที่จับตนเองไว้ให้หลุดออก


"ให้ฉันช่วยนะ" คนตัวสูงเอ่ยพร้อมกับมองคนตัวเล็กที่พยายามแกะมือของเขาออก บัดนี้กลับหยุดชะงัก แววตาสงสัยฉายออกมาอย่างเห็นได้ชัด


"ช่วยอะไรครับ?" 


"ไม่หนักหรือไง สะพายขนาดนี้เดี๋ยวก็ปวดไหล่กันพอดี" เอ่ยพูดพร้อมกับชี้ไปยังกระเป๋าสะพายและกระเป๋ากล้องที่คนตัวเล็กสะพายอยู่ ก่อนจะคว้าแล้วดึงให้หลุดลงจากไหล่เล็กมาอยู่ในมืออย่างที่เจ้าของไม่ทันตั้งตัว


"จื่อเทา!" คนตัวเล็กร้องออกมา คำเอ่ยเรียกเปลี่ยนไปอย่างลืมตัว แต่นั่นกลับทำให้คนที่ฟังยิ้มกว้างออกมา ก่อนที่สติของคนตัวเล็กจะกลับมาอีกครั้งจึงได้รู้สึกตัวขึ้นมา 


"ช่วยคืนของของผมด้วยครับท่านประธาน" คนตัวเล็กเอ่ยพลางคว้ากระเป๋าในมือของคนตัวสูงตรงหน้า แต่กลับถูกคนตัวสูงเบี่ยงหลบและยกขึ้นมาสะพายที่ไหล่ตนแทน ทำเอาคนตัวเล็กจ้องมองด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง ในหัวพยายามนึกหาคำพูดที่จะทำให้คนตรงหน้ายอมคืนของให้เพื่อที่ตนเองจะได้ออกไปจากตรงนี้เสียที


"ก็แค่อยากช่วยทำไมต้องทำหน้าแบบนั้นด้วยล่ะ"


"ขอของของผมคืนด้วยครับ ผมต้องรีบทำงานต่อ" คนตัวเล็กยังคงว่าเสียงเรียบ แต่คนตัวสูงกลับส่ายหน้า


"ไม่ชอบแบบนี้เลย" คนตัวสูงจ้องมองดวงตาเรียวที่สบตากัน คิ้วสวยของคนตัวเล็กขมวดมุ่นด้วยความไม่เข้าใจประโยคในเอ่ยออกมา ก่อนที่ปมนั้นจะถูกคลายด้วยประโยคต่อมาจากคนตัวสูง






"เรียกกันเหมือนเดิมได้มั้ย..." 


ทุกสิ่งรอบกายราวกับหยุดเคลื่อนไหว ไม่รู้ว่าหัวใจที่สั่นรัวเป็นเพราะสายลมหนาวที่พัดผ่านจนพากายสั่นสะท้านทะลุไปถึงภายในหรืออย่างไรก็ไม่แน่ใจนัก ลมหายใจผ่อนออกมาก่อนที่เสียงหวานของคนตัวเล็กจะเอ่ยขึ้น


"เรียกแบบนั้นไม่ได้หรอกครับ ผมเป็นลูกน้อง คุณเป็นเจ้านาย เรียกท่านประธานน่ะถูกแล้ว ก่อนหน้านี้ที่เผลอเรียกแบบนั้นต้องขอโทษด้วยนะครับ" คนตัวเล็กเอ่ยอย่างสุภาพก่อนริมฝีปากบางจะคลี่ยิ้มออกมา


ก็แค่รอยยิ้มที่ทำเหมือนว่าไม่ได้รู้สึกอะไร...ทั้งที่ภายในใจยังคงเต้นระรัว


แบคฮยอนดื้อเหมือนเดิมเลย...


คนตัวสูงถอนหายใจออกมา ก่อนที่จะกระตุกยิ้มมุมปากเมื่อนึกบางอย่างขึ้นมา


"ถ้าอย่างนั้นในฐานะที่ฉันเป็นเจ้านายของนาย ฉันสั่งให้นายเรียกฉันเหมือนเดิม" คนตัวสูงเอ่ยอย่างเด็ดขาด แต่คนตัวเล็กที่ได้ฟังกลับเบิกตากว้าง


คำว่า'ไม่เข้าใจ'ลอยวนเวียนอยู่ในความคิดมากมาย


"แต่ว่า..."


"ลูกน้องที่ดีต้องทำตามที่เจ้านายสั่งรู้มั้ย" คนตัวสูงขัดขึ้นก่อนที่คนตัวเล็กจะเอ่ยเถียง


"ท่านประธะ..."


"อ่ะๆๆ เรียกเหมือนเดิมสิ" คนตัวเล็กที่ถูกขัดอีกครั้งกลับทำหน้างอข่มอารมณ์เอาไว้ ก่อนจะเอ่ยปากพูดอีกครั้ง


"นายกำลังแกล้งฉันใช่มั้ย" คนตัวเล็กเอ่ยถามเสียงเรียบ คำเรียกเปลี่ยนไปอย่างที่คนตัวสูงต้องการด้วยความจำยอม


ในเมื่ออยากบังคับให้เขาเรียกนัก เขาก็จะเรียก...แต่ที่ยอมเรียกก็เพื่อจะถามหาสาเหตุที่จู่ๆก็บังคับกันเสียดื้อๆเช่นนี้


แต่ดูเหมือนคำตอบที่ได้รับกลับทำให้ความสงสัยวิ่งแล่นเข้ามาในหัวเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก


"เปล่านี่"


"ไม่แกล้งแล้วทำแบบนี้ทำไม ที่ผ่านมาก็เรียกแบบนั้น จู่ๆจะให้เรียกเหมือนเดิมเพื่ออะไร" 


"......" คนตัวสูงนิ่งไป เมื่อดวงตาคมสบเข้ากับดวงตาเรียวที่รอฟังคำตอบอย่างใจจดจ่อ


"ว่ายังไง จะให้เรียกแบบนี้ทำไม?"


"แลกกันมั้ย?"


"อะไร?"


"ถ้าฉันบอกเหตุผลนายต้องยอมทำตาม ห้ามปฏิเสธ" 


"ข้อเสนออะไรของนาย"


"แล้วยอมตกลงมั้ยล่ะ?"


"ฉันจะทำหรือไม่ทำมันก็ขึ้นอยู่ที่เหตุผลของนาย" คนตัวเล็กเอ่ยอย่างเด็ดขาดในความคิดของตนเอง


"ก็ได้ๆ" คนตัวสูงถอนหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยใจ


บอกแล้วว่าแบคฮยอนยังดื้อรั้นไม่เปลี่ยน...


คนตัวเล็กเอียงคอ รอคอยคำจากคนตัวสูงอย่างใจจดจ่อ ดวงตาเรียวก็จ้องมองใบหน้าคมอย่างไม่ยอมละสายตา


อยากรู้...


อยากรู้ว่าทำไมต้องทำแบบนี้...ไม่เข้าใจ



คนตัวสูงที่เห็นว่าถูกจ้องมองก็รู้สึกประหม่าขึ้นมาเล็กน้อย แต่ในเมื่อคนตัวเล็กเปิดโอกาสให้เอ่ยออกมาเช่นนี้แล้ว เขาก็จะลองเสี่ยงดู










"ฉันแค่อยากให้เราเป็นเหมือนเดิม" 


"……!"


คนตัวเล็กสะอึกไป หัวใจเต้นถี่รัวกับคำพูดตรงไปตรงมาของคนตัวสูง ก่อนจะดึงสติกลับมาอีกครั้ง


"ขอโทษครับ แต่ผมคงทำตามที่ท่านประธานต้องการไม่ได้" คำเรียกเช่นเดิมถูกนำกลับมาใช้อีกครั้ง และเมื่อเอ่ยจบก็เบนหน้าหนีไปอีกทาง ไม่กล้าพอจะสบตากับคนตรงหน้าที่ทำให้หัวใจของเขาในเวลานี้อ่อนยวบลงกับคำพูดนั้น 


"ว่าแล้วว่านายต้องปฏิเสธ" คนตัวสูงเอ่ยเสียงเรียบ ดวงตาคมยังคงจ้องมองใบหน้าของคนตัวเล็กนิ่ง 


"ท่านประธานคืนของให้ผมเถอะครับ ผมต้องไปทำงานต่อแล้ว" คนตัวเล็กหันมาเอ่ยขัดหัวข้อสนทนาและวกกลับมาที่เรื่องเดิมด้วยเหตุเพราะไม่อยากเอ่ยถึงอดีตอีก 


"ให้ฉันช่วยถือเถอะนะ นายจะได้ทำงานสะดวก มีของพวกนี้อยู่จะคอยเกะกะเปล่าๆ"


"ไม่เป็นไรครับ ผมชินแล้ว"


"เถอะน่า ไม่ขัดสักอย่างจะได้มั้ย" คนตัวสูงเอ่ยอย่างอ่อนใจแต่ก็แฝงไปด้วยความเด็ดขาด ทำเอาคนตัวเล็กเองก็จนปัญญาที่จะหาเหตุผลมาต่อล้อต่อเถียงกับคนตัวสูง จึงยอมพยักหน้ารับในที่สุด


"ก็ได้ครับท่านประธาน" คนตัวเล็กเน้นในคำสุดท้ายราวกับจะย้ำเตือนสถานะระหว่างตนเองและคนตัวสูงให้เข้าใจอีกครั้ง ก่อนจะเดินตรงไปยังบริเวณพื้นที่ส่วนที่เหลือที่เขายังไม่ได้เก็บภาพต่อไป


คนตัวสูงมองตามแผ่นหลังเล็กนั้นก่อนจะแค่นยิ้มออกมาอย่างนึกผิดหวัง ตำหนิตัวเองในใจที่ไม่ใจเย็นให้มากกว่านี้ แต่กลับเอาแต่ใจวิ่งเข้าหาคนตัวเล็กเร็วเกินไป ไม่รู้จักค่อยเป็นค่อยไปและคิดไตร่ตรองให้ดี นั่นอาจเป็นเพราะเขาคิดเข้าข้างตัวเองเกินไปเพียงแค่ช่วงเวลาที่ผ่านมาคนตัวเล็กยอมให้เขาพบหน้า ยอมพูดคุยด้วย ยอมให้เขาร่วมโต๊ะอาหารกลางวัน หรือแม้กระทั่งยอมให้เขาคอยไปส่งที่รถในเวลาเลิกงานแม้ว่าที่ทำทั้งหมดเขาจะแอบอ้างถึงเด็กตัวเล็กอย่างไป๋เซียนก็ตาม แต่เขาก็ยืนยันว่าเรื่องของเด็กตัวเล็กมันก็แค่ส่วนหนึ่ง เพราะเหตุผลแท้จริงก็แค่อยากใกล้ชิดทั้งคนตัวเล็กและเด็กตัวเล็กให้มากที่สุดเท่าที่จะมีโอกาสทำได้จนไม่ทันได้เจียมตัวเองว่าบางทีการที่คนตัวเล็กยอมอ่อนให้อาจไม่ใช่ว่ายอมเปิดใจให้กันแต่อาจเป็นเพราะความสบายใจของเด็กตัวเล็กก็เป็นได้


ยิ่งในช่วงนี้สังเกตเห็นได้ว่าชายหนุ่มผมสีทองไม่ได้มาให้เห็นเลยก็ยิ่งทำให้เขาได้ใจ คิดไปไกลว่าคนตัวเล็กยังไม่ได้ตกลงปลงใจกับใคร และไหนจะรุ่นพี่ตัวขาวที่ช่วงนี้หายหน้าไป พอได้ทราบความจากเลขาของตนมาบ้างว่าเป็นเพราะติดงานแสดงภาพวาดผลงานอะไรสักอย่างซึ่งเขาก็ไม่ได้สนใจนัก 


เมื่อเห็นว่าสบโอกาสที่คนตัวเล็กไม่ได้มีใครข้างกาย หัวใจก็รู้สึกพองโตขึ้นมา ยิ่งมีกำลังใจให้อยากที่จะพยายามเพื่อให้ได้คนตัวเล็กกลับมาเคียงข้างกายอีกครั้ง...แม้จะรู้อยู่ว่าไม่อาจแทนที่บุคคลซึ่งเป็นผู้ให้กำเนิดของเด็กตัวเล็กได้อย่างที่เด็กตัวเล็กเคยเอ่ยไว้ แล้วไหนจะคำพูดร้ายๆที่ตัวเขาเองเคยเอ่ยตอกกลับไปใส่คนตัวเล็กให้รู้สึกเจ็บช้ำกับพูดนั้นบ้าง แต่วันนี้ก็คงต้องยอมกลืนน้ำลายตัวเอง เพียงเพื่อจะได้มีโอกาสกลับไปยืนเคียงข้างกันเช่นเดิมอีกครั้งอย่างที่หัวใจปรารถนา...


คนตัวเล็กยังคงเก็บภาพไปเรื่อยๆด้วยความตั้งใจ แม้บางคราวจะรู้สึกได้ถึงสายตาที่จ้องมองมาจนรู้สึกเกร็งไปบ้าง ยิ่งพอมองกลับไปก็พบกับดวงตาคมที่จ้องมองมาอย่างไม่ปิดบังก็ยิ่งทำหัวใจเต้นรัว แต่ก็ต้องแสดงสีหน้านิ่งเรียบไม่ให้เจ้าของดวงตาคมรู้ได้ว่าเขากำลังหวั่นไหว


ผิดกับคนตัวสูงที่เดินตามหลัง เว้นระยะห่างอยู่บ้างสองสามก้าวเพื่อที่เขาจะได้มองคนตัวเล็กได้อย่างที่ใจต้องการ 


ท่าทางตั้งอกตั้งใจในการทำงาน รอยยิ้มที่เผลอหลุดออกมาเป็นระยะกับความพึงพอใจในธรรมชาติรอบกายของคนตัวเล็ก ทำเอาหัวใจเต้นถี่รัวเหมือนยามแรกพบที่เคยรู้สึก ราวกับเขากำลังตกหลุมรักคนตัวเล็กคนนี้ซ้ำไปซ้ำมาทั้งที่ในหัวใจกลับรักคนๆนี้อย่างหมดหัวใจ


ความรักช่างน่าขำเสียจริง...แค่คิดเช่นนี้ก็พาให้ใจพองโต เผลอยกยิ้มกว้างให้กับตัวเองอย่างน่าไม่อาย จนคนที่อยู่ในความคิดและหัวใจต้องหันมองด้วยท่าทีแปลกใจ


"ท่านประธานหัวเราะอะไรครับ?" คนตัวเล็กเอียงคอถาม ดวงตาใสซื่อที่แสดงออกว่าสงสัยเสียเต็มประดา ยิ่งเหมือนเครื่องกระตุ้นให้หลุดหัวเราะออกมาอย่างไม่ปิดบัง


"มีอะไรน่าขำหรอครับ?" คนตัวเล็กยังคงส่งคำถามออกมา พลางหันซ้ายแลขวามองหาสาเหตุที่ทำให้คนตัวสูงมีอาการเช่นนี้ แต่หารู้ไม่ว่าสาเหตุนั้นก็คือตัวเอง


"เปล่าหรอกๆ ขอโทษที่เสียงดังรบกวน ฉันแค่คิดอะไรไปเรื่อย" บอกปัดก่อนจะส่งยิ้มกว้างให้คนตรงหน้า ดวงตาเรียวจ้องจับผิดแต่เมื่อเห็นว่าถึงอย่างไรก็ไม่อาจเข้าใจได้จึงปล่อยเลยไปและหันกลับมาสนใจหน้าที่ตนเองอีกครั้ง


กระทั่งคล้อยบ่าย คนตัวเล็กเดินกลับมายังจุดที่นัดรวมกันอีกครั้งหนึ่งก็เห็นว่าเพื่อนร่วมงานต่างทยอยกลับมากันบ้างแล้ว 


เพื่อนร่วมงานรุ่นพี่ที่อยู่แผนกเดียวกันอย่างวูยองกำลังเดินตรงเข้ามาแต่กลับต้องหยุดนิ่ง เว้นระยะห่างเอาไว้เล็กน้อยเมื่อพบว่าด้านหลังของคนตัวเล็กมีเจ้านายอายุน้อยกว่าตนเองเดินตามมาด้วย สร้างความแปลกใจให้แก่ตนเองและพนักงานคนอื่นๆที่อยู่บริเวณนั้นอยู่ไม่น้อย เพราะช่วงเช้าหลังจากที่พบกับเจ้านายคนนี้ที่ห้องอาหารแล้ว พวกเขาก็รีบตรงมาที่แห่งนี้เลยทันที และไม่มีทีท่าว่าเจ้านายจะตามมาด้วยแต่อย่างใด 


เพียงแค่สบตากันกับพนักงานแต่ละคนที่จ้องมองมา คนตัวสูงก็ยกยิ้มให้ เล่นเอาพนักงานทั้งหลายต่างชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะเรียกสติคืนมาแล้วรีบก้มหัวทักทายเป็นการใหญ่ 


"พี่วูยองครับ เรื่องรูปวันนี้จะส่งให้หลังจากกลับถึงโรงแรมแล้วนะครับ" เป็นคนตัวเล็กที่เปิดประเด็นขึ้นมาก่อน พร้อมกับเปิดภาพจากกล้องที่ห้อยคอของตนให้รุ่นพี่ตรงหน้าได้ดูคร่าวๆ


"ได้สิ พอไปถึงแล้วลงมาเจอกันที่ห้องรับรองมั้ย เราจะได้คุยงานกันสักหน่อย"


"ได้ครับ" 


"ดีเลย ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวพี่ไปนัดดายองก่อนนะ" เพื่อนร่วมงานรุ่นพี่เอ่ยบอกเมื่อเห็นว่าเพื่อนร่วมงานสาวรุ่นน้องกำลังเดินมาทางนี้พอดี จึงแยกตัวออกไป แม้อยากจะคุยกับคนตัวเล็กในเรื่องของเจ้านายให้ได้ความเพื่อคลายข้อสงสัย แต่ก็เลือกเก็บเอาไว้ในใจก่อนดีกว่า เกรงว่าหากถามออกไปต่อหน้าคงไม่ดีเป็นแน่


แล้วก็ดูเหมือนว่าความสงสัยเกี่ยวกับคนตัวสูงจะยังไม่คลายจนทำให้คนตัวเล็กที่ยืนอยู่รับรู้ได้ถึงสายตาของเพื่อนร่วมงานคนอื่นที่ยังคงจ้องมองมา แต่ก็ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากถามออกมาแต่อย่างใด ได้แต่คอยมองสังเกตการณ์อยู่ไม่ไกล 


"เอ่อ...ท่านประธานครับ" 


"หืม?" คนตัวสูงเลิกคิ้วสูงมองไปยังคนตัวเล็กที่หันกลับมาเอ่ยเรียกตน


"ขอคืนด้วยครับ" คนตัวเล็กชี้ไปยังกระเป๋าสะพายของตนเองที่ถูกสะพายอยู่บนไหล่ของคนตัวสูงอย่างเก้ๆกังๆ


"อ่อ เอาไปสิ" พอรู้ตัวแล้วก็รีบส่งคืนให้คนตัวเล็กทันที เพราะดูเหมือนว่าแค่การปรากฏตัวของเขาในวันนี้ก็เรียกความสนใจจากพนักงานในความปกครองของตนได้มากเลยทีเดียว


คนตัวเล็กรับมาก่อนจะเก็บกล้องถ่ายภาพของตนเองลงในกระเป๋าอย่างเรียบร้อย แล้วหันไปเผชิญหน้ากับเพื่อนร่วมงานที่ดูเหมือนว่าในเวลานี้จะมากันครบเสียแล้ว และก็ไม่รอช้าต่างเอ่ยลาเจ้านายของตนเองที่กำลังจะแยกไปที่รถยนต์ส่วนตัว ส่วนพวกเขานั้นก็กลับไปที่รถสวัสดิการที่ทางโรงแรมได้จัดเตรียมไว้ให้เช่นกัน


แต่ดูเหมือนว่าตั้งแต่ก้าวขึ้นมาบนรถ หัวข้อสนทนากลับเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเจ้านายที่แยกกันไปเมื่อครู่นี้มากกว่า และผู้ที่ต้องไขข้อสงสัยก็ไม่ใช่คนอื่นไกล แต่เป็นคนตัวเล็กที่อุตส่าห์หลบสายตาจากเพื่อนร่วมงานโดยการเอนตัวพิงเบาะที่นั่งแล้วปิดเปลือกตาลง


"นี่ๆๆแบคฮยอนอ่า อย่าเพิ่งหลับสิ" เสียงหวานของหญิงสาวเพื่อนร่วมงานเอ่ยเรียก ทำให้คนตัวเล็กจำใจต้องลืมตาขึ้นมอง แล้วก็พบกับสายตาหลายคู่ที่หันมองมา


"เอ่อ...มีอะไรหรอครับ?" คนตัวเล็กเอ่ยเสียงเบา รู้สึกเหมือนกำลังโดนสอบสวนหลังจากถูกจับได้ว่ากระทำความผิดมาอย่างไรอย่างนั้น ทั้งๆที่เขาก็ไม่ได้ทำอะไรเสียหายเสียหน่อย


"ทำไมพี่ถึงมากับท่านประธานได้ครับ?" คราวนี้เป็นคนสนิทที่สุดอย่างชายหนุ่มรูปหล่อที่เอ่ยถามขึ้น พร้อมกับทุกคนที่พยักหน้าเห็นด้วยเป็นการเสริม


"...ทำไมหรอ?" คนตัวเล็กมีท่าทีอึกอักเล็กน้อย แต่ก็ลองเอ่ยถามหยั่งเชิงดูเสียก่อน แต่ชายหนุ่มรูปหล่อกลับยักไหล่ก่อนจะขยายความให้เข้าใจ


"เปล่าหรอกครับ แค่สงสัยว่าท่านประธานมาได้ยังไง เมื่อเช้ายังเห็นพี่มินซอกบอกว่าจะไปพบเจ้าของโครงการอยู่เลย" ชายหนุ่มรูปหล่อเอ่ยบอก แต่ประโยคความเช่นนั้นกลับทำให้คนตัวเล็กผ่อนคลายลงได้มากทีเดียว


"ก็ไม่รู้เหมือนกัน พี่ก็เจอท่านประธานตอนที่เราแยกกันไปสำรวจพื้นที่แล้วเนี่ยแหล่ะ"

"อ่อ ฉันก็นึกว่าท่านประธานตั้งใจจะมาหานายซะอีก" คราวนี้เป็นหญิงสาวเพื่อนร่วมงานแผนกเดียวกันที่เอ่ยขึ้นมาบ้าง 


"ทำไมคิดแบบนั้นล่ะ?" 


"เอ้า! ใครๆก็รู้ว่าท่านประธานเอ็นดูลูกชายนายขนาดไหน ก็เห็นกันอยู่บ่อยๆว่าไปทานข้าวกลางวันด้วยกันนี่นา จนแผนกอื่นเขาคิดว่านายเป็นพนักงานคนโปรดของท่านประธานไปด้วยแล้ว" หญิงสาวไขข้อสงสัยให้แก่คนตัวเล็กที่เอ่ยถาม พร้อมกับส่งรอยยิ้มกว้างกลับมาให้ด้วย ก่อนที่เพื่อนร่วมงานแผนกเดียวกับคนรูปหล่อจะเอ่ยขึ้นบ้าง


"นายรู้มั้ยว่าฉันตกใจหมดเลยตอนที่เห็นท่านประธานลงมาคุมงานเองขนาดนี้ ฉันก็กลัวว่าจะทำอะไรผิดพลาดไปบ้างหรือเปล่า ว่าแต่ท่านไม่ได้สั่งงานอะไรมาเพิ่มใช่มั้ย" ปิดท้ายด้วยคำถามอย่างเป็นกังวล แต่พอเห็นว่าคนตัวเล็กส่งยิ้มกลับมาพร้อมกับส่ายหน้าปฏิเสธแทนคำตอบก็รู้สึกโล่งใจกันขึ้นมาก่อนที่ต่างคนจะกลับเข้าสู่โลกส่วนตัวของตนเองเมื่อหมดข้อสงสัยแล้ว


เช่นเดียวกับคนตัวเล็กที่เมื่อรู้ว่าเพื่อนร่วมงานต่างกังวลในเรื่องใดแล้วได้พูดคุยกันจนคลายกังวลแล้วก็เข้าสู่โลกส่วนตัวของตนเองบ้าง 


ดวงตาเรียวทอดมองออกไปทางหน้าต่าง รถตู้ที่เคลื่อนผ่านธรรมชาติชวนให้ใจล่องลอยไปไกล หวนนึกถึงช่วงเวลาพิเศษในวันนี้ที่ไม่คาดคิดว่าจะมีโอกาสได้ชิดใกล้กับคนตัวสูงตามลำพังกันอีกคราว แถมในครั้งนี้บรรยากาศระหว่างกันก็ไม่อึดอัดใจอย่างช่วงแรกที่เคยผ่านมา 


อาจเป็นเพราะตัวเขาเรียนรู้ที่จะต้องเผชิญหน้ากับคนตัวสูงมากขึ้น ด้วยเหตุเพราะช่วงที่ผ่านมาได้มีโอกาสพบกับคนตัวสูงอยู่บ่อยครั้งอย่างที่เพื่อนร่วมงานต่างเห็นกันก็เป็นได้ แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ควรให้เกิดขึ้นบ่อยนักเพราะเขาก็ยังไม่มั่นใจตัวเองสักเท่าไรว่าหัวใจจะเข้มแข็งพอ ไม่หวั่นไหวกับสายตาและท่าทางอย่างเช่นวันนี้ที่หลายครั้งเกือบจะหลุดออกมาจนเกินควบคุม
.
.
.
.
.
คนหน้าหวานเจ้าของลักยิ้มสวยที่กำลังเดินลงมาจากบันไดเพื่อไปทำงานกลับต้องชะงักไป เมื่อพบว่าบิดามารดานั่งอยู่ภายในห้องนั่งเล่นร่วมกับบุคคลแปลกหน้าชายหญิงคู่หนึ่งที่นั่งโซฟาถัดไป ซึ่งเขาจำต้องเดินผ่าน


"อี้ชิง! ป๊ากำลังจะเรียกให้คนไปตามเราอยู่พอดี มานั่งนี่สิลูก" ชายวัยกลางคนเอ่ยเรียกเมื่อหันมาพบลูกชายหน้าหวานของตนเองยืนมองอยู่ 


คนหน้าหวานมีท่าทีแปลกใจเล็กน้อย แต่ก็ยอมทำตามที่บิดาเอ่ย และเมื่อนั่งลงเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็ไม่รอช้าที่ผู้เป็นมารดาจะเอ่ยแนะนำ 


"นี่คือคุณคิมซอกจินและคุณลีแชอาเจ้าของสตูดิโอเอสเอมาร์เย" 


คนหน้าหวานพยักหน้ารับรู้เมื่อบิดาเอ่ยถึงสตูโอจัดงานที่มีชื่อเสียงอยู่ในขณะนี้อย่าง S.A.Marié ซึ่งคำว่า มาร์เย(Marié) เป็นการเขียนและออกเสียงเป็นภาษาฝรั่งเศสแปลว่าแต่งงาน


"ยินดีที่ได้รู้จักครับ" คนหน้าหวานเอ่ยทักทายพร้อมกับส่งยิ้มกว้างอย่างเป็นมิตร 


"ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันค่ะ แล้วก็ยินดีด้วยนะคะ" หญิงสาวนามว่าแชอาเอ่ยด้วยรอยยิ้มเช่นกัน แต่เมื่อเอ่ยจบกลับทำเอาคนฟังเลิกคิ้วสูงด้วยความไม่เข้าใจ


คำยินดีที่ได้พบกันครั้งแรกเขาก็พอเข้าใจอยู่หรอกนะ แต่คำยินดีในประโยคต่อมานี่สิที่เขาไม่เข้าใจเอาเสียเลย


"ยินดีเรื่องอะไรครับ?" เอ่ยถามออกมาอย่างซื่อตรง ทำเอาคนฟังที่เหลือหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ


"ก็ยินดีเรื่องการแต่งงานไงครับ" คราวนี้เป็นชายหนุ่มที่ชื่อซอกจินเอ่ยขึ้นมาบ้างเพื่อขยายความจากที่ภรรยาสาวได้เอ่ยไปก่อนหน้านี้


แต่ดูเหมือนยิ่งขยายความก็ยิ่งทำให้คนที่ฟังต้องขมวดคิ้วด้วยความสงสัย ก่อนจะหันไปสบตากับบิดามารดาเพื่อขอคำอธิบายที่มากขึ้น 






"ก็เรื่องงานแต่งงานของลูกกับจื่อเทาไงล่ะ"


"......!" และคำตอบที่ได้รับกลับมาจากปากของมารดากลับทำให้เขาต้องเบิกตากว้างขึ้น


น่าจะฉุกคิดได้ตั้งแต่ทีแรกที่ได้ยินชื่อสตูดิโอนี้แล้วว่าสตูดิโอชื่อดังนี้รับงานที่เกี่ยวกับการจัดงานแต่งงานเพียงเท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้นที่ไม่ได้คาดคิดไว้คงเป็นเพราะเขาไม่คิดว่าการแต่งงานระหว่างเขากับคนรักจะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้ได้ เมื่อฝ่ายคนรักไม่ได้มีท่าทีที่พร้อมจะใช้ชีวิตร่วมกัน อีกทั้งการพูดคุยกันในหัวข้อนี้ก็ดูจะเว้นไว้นานแล้วหลังจากที่เอ่ยครั้งสุดท้ายและได้รับคำตอบจากคนรักว่ายังไม่พร้อมอย่างที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายเห็นควร แม้ว่าตัวของเขาเองกลับพร้อมที่จะใช้ชีวิตที่เหลือร่วมกับคนรักแล้วก็ตาม แต่ในเมื่อถูกปฏิเสธเช่นนั้นแล้วจะให้เขาบังคับฝืนใจอีกฝ่ายคงไม่ได้


แต่ดูเหมือนว่าคราวนี้คงได้สมใจหมายของผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย อาจจะรวมถึงตัวเขาเองด้วย มิเช่นนั้นในวันนี้เขาคงไม่ได้พบกับเจ้าของสตูดิโอชื่อดังที่มาพูดคุยรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดงานในครั้งนี้ได้หรอก 


แต่ถึงอย่างนั้นก็อดที่จะสงสัยในความสมัครใจของคนรักตัวสูงอยู่ดี และเมื่อสบโอกาสหลังจากที่ยืนส่งเจ้าของสตูดิโอกลับเรียบร้อยแล้ว คนหน้าหวานก็รีบเดินเข้าหามารดาและเอ่ยถามทันที แต่คำตอบที่ได้รับกลับมาก็ต้องยอมรับว่าเขากังวลอยู่บ้างเหมือนกัน


"ยังไงงานแต่งงานก็ต้องเกิดขึ้นอยู่แล้วไม่ใช่หรอ เพียงแต่ป๊ากับม๊าตัดสินใจจัดการให้มันเร็วขึ้นเท่านั้น"


"แต่ม๊าครับ..."


"ไม่มีแต่แล้วอี้ชิง พวกลูกศึกษากันมานานแล้วนะมันก็ควรถึงเวลาที่จะต้องใช้ชีวิตด้วยกันสักที แล้วป๊าม๊าก็เห็นว่าความสัมพันธ์ของลูกไปด้วยกันได้ดีจะแต่งงานกันก็คงไม่เป็นอะไรหรอก" 





ความสัมพันธ์ของพวกเรามันไปได้ดีหรอ?...




จู่ๆคำถามนี้ก็แล่นเข้ามาในหัวพร้อมกับความหวาดกลัวที่ตามมา หากทบทวนให้ดีแล้วภายนอกอาจจะใช่แต่เนื้อแท้ในจิตใจย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจว่ามันกำลังมีบางอย่างที่เปลี่ยนไป...


ไม่ใช่แค่ความเคลือบแคลงใจอย่างที่เคยเป็น แต่เขาได้รู้ถึงสาเหตุนั้นแล้วว่าคนตัวสูงเคยมีอดีตคนรักมาก่อน ซึ่งก็ไม่น่าแปลกอะไรหากว่าในวันนี้พวกเขาไม่ได้กลับมาพบกันอีกครั้ง และเพราะความใกล้ชิดของทั้งคู่ทำให้เขารู้สึกเหมือนว่าตนเองกำลังถูกดึงความสัมพันธ์ระหว่างเขากับคนตัวสูงให้ห่างไกลกันออกไปทุกที


หรือบางที...เขาอาจจะไม่ได้ใกล้ชิดหัวใจคนตัวสูงตั้งแต่ทีแรกแล้วกันแน่ เขาเองก็ชักจะไม่แน่ใจนัก...


แต่ถ้าอยากรักษาความสัมพันธ์นี้เอาไว้ อยากไขว่คว้าให้คนตัวสูงอยู่เคียงข้างกายก็คงมีเพียงวิธีนี้เท่านั้นสินะที่จะผูกมัดคนตัวสูงไว้ได้...










"ผมจะแต่งงานครับ..."
.
.
.
.
.
"ขอตัวก่อนนะครับ" คนตัวเล็กเอ่ยขึ้นในระหว่างที่เพื่อนร่วมงานกำลังนัดแนะกันเพื่อไปสังสรรค์ยังสถานที่ซึ่งอยู่ชั้นล่างสุดของอาคาร หลังจากจบมื้อค่ำเป็นที่เรียบร้อยแล้ว


คนตัวเล็กเดินแยกออกมาภายนอกอาคารผ่านบริเวณลานโล่งสำหรับแขกผู้ชื่นชอบดนตรีเบากับบรรยากาศสบาย ก่อนจะเดินเลยมาถึงทางเดินซึ่งถูกปูด้วยพื้นหินสลับกับต้นหญ้าตลอดแนว สองข้างทางมีทั้งพุ่มไม้ประดับและเสาไฟที่ส่องสว่างเพียงพอให้มองเห็นได้อย่างชัดเจน


ทางด้านขวามือมีสระว่ายน้ำขนาดใหญ่ซึ่งถูกแบ่งแนวเขตเป็นสองสระสำหรับเด็กฝั่งหนึ่งและอีกฝั่งสำหรับผู้ใหญ่ ดวงไฟที่ส่องสว่างพอให้มองเห็นได้ว่าขณะนี้ยังคงมีแขกผู้เข้าพักลงเล่นน้ำกันอยู่จำนวนหนึ่งแม้อากาศยามค่ำคืนจะหนาวเย็นกว่าปกติ แต่ก็พอได้ยินมาบ้างว่าสระน้ำที่นี่มีระบบปล่อยน้ำสองระบบ ซึ่งในช่วงฤดูนี้ก็คงจะหนีไม่พ้นระบบการทำความร้อนเพื่อลดอุณหภูมิน้ำให้อุ่นขึ้น และหากเลือกที่จะเดินตรงไปอีกสักหน่อยก็จะพบว่ามีบันไดเพื่อเดินลงไปสู่หาดทรายได้ ซึ่งคนตัวเล็กก็กำลังทำเช่นนั้น


"หนาวจัง..." 



...แต่ก็รู้สึกดี



คนตัวเล็กเอ่ยกับตัวเองเบาๆและต่อประโยคหลังในใจ พร้อมกับสองแขนที่ยกขึ้นมากอดตัวเองเอาไว้ยามเมื่อลมหนาวพัดสัมผัสผิวกาย ดวงตาเรียวจ้องมองน้ำทะเลที่ซัดเข้าหาฝั่งอยู่เบื้องหน้าสักพัก ก่อนจะก้มลงมองนาฬิกาข้อมือของตนเอง


เมื่อเห็นว่าได้เวลาเหมาะสมแล้วคนตัวเล็กจึงควักโทรศัพท์ออกจากกระเป๋ากางเกงก่อนจะกดโทรออกหาหมายเลขที่ตั้งเป็นสายสำคัญเอาไว้ รอเพียงไม่นานปลายสายก็กดรับด้วยน้ำเสียงสดใส


[แม่แบค~]


"ไป๋เซียน?" แปลกใจอยู่เล็กน้อยที่ลูกชายตัวเล็กเป็นคนรับสายเสียเองแทนที่จะเป็นคุณตาหรือไม่ก็คุณยายของเจ้าตัว 


[เมื่อไหร่แม่แบคจะกลับ ไป๋เซียนคิดถึงแล้ว] ยังไม่ทันที่จะได้เอ่ยถามใดๆ ปลายสายก็ส่งเสียงเง้างอนออกมา เพียงเท่านี้ก็พอจะเดาได้ไม่ยากว่าคนพูดกำลังแสดงสีหน้าเช่นไร


"แม่แบคก็คิดถึงไป๋เซียนเหมือนกัน"


[แต่ไป๋คิดถึงมากๆๆๆ] ปลายสายเอ่ยย้ำซ้ำๆ จนคนฟังอดไม่ได้ที่จะเผยยิ้มกว้าง


"แม่แบคคิดถึงมากกว่าอีก" 


[ไม่ๆ ไป๋เซียนคิดถึงที่สุด] พอได้ฟังก็ยิ่งทำให้หัวใจของผู้เป็นแม่พองโต 


"ถ้าอย่างนั้นก็เสมอกันน่ะสิ เพราะแม่แบคก็คิดถึงไป๋เซียนที่สุดเหมือนกัน"


[คิดถึงแล้วแม่แบคต้องรีบกลับสิครับ เมื่อไหร่...ฮึก! จะกลับฮะ?] จู่ๆน้ำเสียงสดใสก็หมองลงเสียอย่างนั้น แถมยังมีเสียงสะอื้นหลุดออกมาให้ได้ยินเสียอีก เล่นเอาคุณแม่คนสวยที่กำลังหวั่นไหวกลายเป็นหวั่นใจเสียแทน


"ไม่เอาสิครับ ไม่ร้องนะ พรุ่งนี้แม่แบคก็กลับแล้ว" คุณแม่คนสวยเอ่ยปลอบ ทั้งที่ใจแทบอยากจะกลับไปหาและดึงมากอดเอาไว้ในอกเสียให้ได้เดี๋ยวนั้นเลยหากไม่ติดว่ามีระยะทางเป็นอุปสรรค


[......]


"ไป๋เซียนอ่า คุยกับแม่แบคก่อนสิลูก" 


[...ฮึก!]


"ไม่เอาไม่ร้องนะ ไหนบอกแม่หน่อยสิครับว่าวันนี้ลูกทำอะไรบ้าง" คุณแม่คนสวยเมื่อคาดได้ว่าปลายสายอาการเริ่มหนักขึ้นจึงเปลี่ยนประเด็นสนทนาใหม่เสียแทน


[ฮึก แม่แบคอ่า~] ทำเสียงโอดครวญออกมาให้ได้ยินเล็กน้อย ก่อนจะยอมเอ่ยตอบคุณแม่คนสวยของตน 


[...วันนี้ไป๋เซียนไปเล่นที่สนามเด็กเล่นมา] 


"หรอครับ แล้วไปกับใครหืม?" 


[ไปกับคุณตาแล้วก็จีฮุนฮยองฮะ...] 


"อ่า~" คุณแม่คนสวยส่งเสียงตอบรับเพื่อยืนยันว่าตนตั้งใจฟังเรื่องที่ลูกชายกำลังเล่าอยู่ ก่อนจะปล่อยให้ปลายสายเอ่ยเล่าเรื่องราวต่อไปโดยที่เขาเองก็คอยส่งเสียงตอบรับอยู่เป็นระยะอาจจะมีเอ่ยถามบ้างไปตามประสา แต่ก็พอจับประเด็นได้ว่าวันนี้ลูกชายของเขายังมีเพื่อนรุ่นพี่ที่สนิทสนมกัน ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่อดีตเคยเป็นลูกศิษย์ตัวเล็กของเขานั่นเองที่คอยดูแลและอยู่เป็นเพื่อนเล่นด้วยก็พอให้เขาเบาใจได้มากทีเดียว อย่างน้อยก็คงช่วยทำให้ลูกชายของเขาไม่ร้องไห้เอาแต่ใจกับคุณตาคุณยาย


หลังจากเอ่ยกับลูกชายจนพอใจแล้วก็ได้คุยกับผู้เป็นบิดามารดาอีกเล็กน้อยก่อนจะวางสายกันไปเมื่อคุณตาคุณยายของลูกชายอยากพาเจ้าตัวเล็กไปเข้านอนเสียแล้ว คนตัวเล็กจึงเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋ากางเกง แล้วตัดสินใจเดินเล่นเลียบชายหาดอีกสักหน่อยก่อนจะเข้าที่พัก 


อาจเป็นเพราะไม่ค่อยได้มีเวลาอยู่กับตัวเองสักเท่าไรนัก ด้วยเวลาที่หมดไปกับหน้าที่การงานและการดูแลลูกชายตัวเล็กจึงทำให้เขาดูเหมือนคนที่ต้องใช้ชีวิตอย่างมีแบบแผนมากกว่าคนในวัยเดียวกัน เปรียบเทียบคนใกล้ตัวอย่างชานยอลที่แผนการในชีวิตส่วนใหญ่จะมีเพียงแค่เรื่องหน้าที่การงานเท่านั้น และเวลานอกเหนือจากนั้นก็เป็นการให้เวลากับตนเอง เพื่อนฝูงและครอบครัว ซึ่งดูจะผิดกันกับเขาโดยสิ้นเชิงเลยทีเดียว


แต่ถึงอย่างนั้นเขากลับไม่นึกเสียใจนักกับการตัดสินใจปล่อยทิ้งความฝันที่เคยมีและเลือกอยู่ในจุดเล็กๆที่อย่างน้อยก็ยังดีที่ได้ทำในสิ่งที่รัก ในเมื่อชีวิตคนเราไม่มีทางให้เลือกมากนัก บางครั้งก็ต้องยอมแลกกับบางสิ่งที่มีคุณค่ามากกว่า...อย่างเช่นความฝันที่เขาต้องเสียไป กลับถูกแทนที่ด้วยการที่ในวันนี้เขาได้มีลูกชายอยู่เคียงข้าง เท่านี้ก็มีค่ามากเสียจนไม่อาจมีสิ่งใดมาทดแทนได้อีกแล้ว...


คนตัวเล็กปล่อยจิตใจล่องลอยไปตามความคิด สองเท้ายังคงก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างช้าๆ ยิ่งเวลาผ่านพ้นไปนานเท่าไรอุณหภูมิก็ยิ่งต่ำลงเท่านั้น สองมือที่ยกขึ้นกอดตัวเองเปลี่ยนเป็นแนบชิดริมฝีปากก่อนจะผ่อนลมร้อนในร่างกายออกมาให้รู้สึกอุ่นขึ้น 


ดวงตาเรียวกวาดมองเบื้องหน้าไปพลาง กลับกลายเป็นวางสายตานิ่ง สองเท้าก็หยุดเคลื่อนไหวอย่างฉับพลัน เมื่อร่างของบุคคลหนึ่งที่กำลังลุกขึ้นยืนและเดินมาทางเขาพอดี 


สายตาฝ่ายนั้นที่ช้อนมองมายังเบื้องหน้าสะดุดลงเมื่อปะทะกับดวงตาเรียวของคนตัวเล็กเข้าให้ด้วยความบังเอิญ


เมื่อรู้ว่าถูกมองกลับมา คนตัวเล็กกลับยืนเก้ๆกังๆอย่างคนไม่รู้ตัวไปชั่วขณะ แต่พอนึกขึ้นได้ว่าควรทำอย่างไรก็รีบก้มหัวให้บุคคลตรงหน้าทันที 


"มาเดินเล่นเหมือนกันหรอ?" คำถามแรกถูกส่งมาให้คนตัวเล็กพร้อมกับสองขายาวที่ก้าวเข้ามาใกล้เรื่อยๆ


"ครับ..." คนตัวเล็กตอบรับเสียงเบา แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังดังพอที่อีกฝ่ายจะได้ยินเพราะเป็นจังหวะที่เดินเข้ามาถึงตัวคนตัวเล็กพอดี


"ถ้าอย่างนั้นก็ดีเลย ไปเดินด้วยกันมั้ย?" คำเอ่ยชวนธรรมดาแต่กลับทำให้คนตัวเล็กใจสั่น คงมีเพียงแค่คนเดียวที่ทำได้...


"ไม่รบกวนเวลาส่วนตัวของท่านประธานดีกว่าครับ" 


"ไม่หรอก เดินคนเดียวมันเหงามีนายเดินด้วยกันคงรู้สึกดีกว่า"


คำอธิบายความรู้สึกในคราวนี้ฟังแล้วอาจเป็นคำทั่วไป แต่นั่นกลับไม่ใช่สำหรับคนตัวเล็กที่บัดนี้หัวใจกลับเต้นรัวขึ้นกว่าเก่า 


อาจเป็นเพราะยังรู้สึก...ถึงได้คิดไปไกล...แต่ใครจะรู้ว่าผู้พูดเองก็แฝงความรู้สึกไว้ในประโยคนั้นจริงๆ


และแล้วก็ไม่รู้อะไรดลใจให้คนตัวเล็กยอมทำตามคำขอของคนตัวสูงทั้งที่ควรเดินออกห่าง แต่กลับกลายเป็นใกล้ชิดกันเสียยิ่งกว่าเก่า เฝ้าพร่ำบอกตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่าว่าไม่ควรปล่อยให้ความใกล้ชิดมีโอกาสได้เข้ามาเพราะรู้ดีว่าข้างในใจยังไม่เข้มแข็งพอ แต่ ณ เวลานี้ทุกอย่างดูจะตรงข้ามกันเสียเหลือเกิน...


"หนาวมากเลยสินะ" คนตัวสูงทำลายความเงียบระหว่างเขาและคนตัวเล็กที่เดินอยู่ข้างกายลง ดวงตาคมมองใบหน้าของคนตัวเล็กข้างกาย 


ท่าทางสั่นเล็กน้อยที่เผยออกมาเป็นระยะ มือเรียวสวยที่ยกขึ้นลูบแขนตัวเองอย่างต่อเนื่องแล้วไหนจะเป็นแก้มใส จมูกและริมฝีปากที่ขึ้นสีแดงจัดเพราะอากาศที่หนาวเย็น


คนตัวสูงจับไหล่เล็กให้หันมาเผชิญหน้ากัน คิ้วเรียวยกสูงขึ้นอย่างแปลกใจในการกระทำ ก่อนที่ดวงตาเรียวเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจเมื่อคนตัวสูงจับสองมือเรียวสวยขึ้นมาอยู่ในระดับริมฝีปาก ไอความร้อนในร่างกายของคนตัวสูงถูกส่งมาที่มือเรียวสวยเพื่อคลายความหนาวเย็น 


หัวใจเต้นระรัวเมื่อภาพความทรงจำในอดีตถูกซ้อนทับกับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ ความอบอุ่นจากฝ่ามือหนาและลมหายใจกลับเทียบไม่ได้กับความรู้สึกราวกับน้ำในแก้วที่ถูกการกระทำที่แสนอ่อนโยนแกว่งจนตะกอนความรู้สึกที่นอนนิ่งอยู่ก้นใจตีตื้นขึ้นมา


คนตัวเล็กจ้องมองการกระทำของคนตัวสูงอย่างไม่ละสายตา ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันเป็นเส้นตรง ก่อนจะรับรู้ได้ถึงอาการพร่ามัวบริเวณรอบดวงตา 


คนตัวเล็กรีบชักมือกลับก่อนจะไขว้หลังเอาไว้ ทำเอาคนตัวสูงที่เผลอปล่อยมือเรียวให้หลุดมือชะงักค้างอยู่เช่นนั้น คนตัวเล็กหลุบสายตาต่ำลงเมื่อดวงตาคมจ้องมองมา


"ขะ...ขอบคุณนะ แต่คราวหลังอย่าทำแบบนี้อีก" เสียงสั่นเล็กน้อยที่เปล่งออกมาจากริมฝีปากบาง ประโยคที่เอ่ยก็เพื่อเตือนใจตนเองไม่ให้หวั่นไหวอีก หากแต่คนที่ได้ยินกลับเข้าใจว่าเป็นการสื่อสารกับตนเองจึงได้นิ่งไปชั่วครู่ก่อนจะพยักหน้ารับ


"เข้าใจแล้ว ขอโทษที่ทำแบบนี้..."


ใบหน้าเรียวสวยก้มต่ำลงยิ่งกว่าเก่าเพียงแค่ได้ยินประโยคจากคนตัวสูง ในใจร่ำร้องอยากตะโกนออกไปว่า 


ไม่ใช่...


ความรู้สึกของเขาไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย...ไม่ได้อึดอัด ลำบากใจ แต่เพราะกำลังหวั่นไหวจนกลัวว่าจะไม่อาจปิดบังความรู้สึกนั้นได้อีกแล้วต่างหาก


เหมือนกำแพงที่สร้างขึ้นในใจค่อยๆเกิดรอยร้าว ซึ่งหากไม่รีบแก้ไข รอยร้าวนั้นคงขยายออกไปจนทำให้กำแพงนั้นพังทลายลงก็ได้


แต่ดูเหมือนคนตัวสูงคงจะมีค้อนปอนด์ใหญ่ที่คอยทุบกำแพงที่เขาสร้างขึ้นมาอยู่ร่ำไปด้วยประโยคที่ชวนให้ใจหวั่นไหวขึ้นอีกครา


"นายอาจสงสัยกับสิ่งที่ฉันทำ..."


"......"


"แต่เหตุผลของฉันก็แค่อยากดูแลนาย..."



"......!"










"อยากเป็นคนที่นายรักอีกครั้ง เหมือนที่ฉันยังรู้สึกกับนายเหมือนเดิม..."
.
.
.
.
.
ในความมืด...เข็มบนหน้าปัดนาฬิกาแขวนผนังเรือนใหญ่ยังคงเดินไปเรื่อยๆ บ่งบอกเวลาที่ล่วงเลยมานานกว่าสองชั่วโมง 


เจ้าของห้องยังคงนั่งอยู่ที่เก้าอี้ตัวเดิม ศอกตั้งบนโต๊ะทำงานตัวใหญ่ สองมือยกขึ้นกุมศีรษะเอาไว้ ใบหน้าเหยเก พยายามข่มความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ภายในอกจนสุดท้ายร่างกายก็ระบายออกมาเป็นหยดน้ำตา


ไม่รู้ว่านานเพียงใดที่ต้องนั่งร้องไห้อยู่เช่นนี้ ความอ่อนแอค่อยๆกัดกินหัวใจจนแทบไร้เรี่ยวแรงจะหายใจ


คอยตอกย้ำถึงความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากการตัดสินใจของตนเอง...


จนกระทั่งเสียงเคาะประตูดังขึ้น เรียกสติให้กลับมาอีกครั้ง สองมือยกขึ้นปาดน้ำตาออกอย่างรีบร้อนเพราะประตูบานใหญ่ถูกเปิดออกมา ด้วยแสงจากภายนอก พอทำให้เห็นร่างของชายวัยกลางคนผู้เป็นสามีกำลังเดินเข้ามา


"ทำไมไม่เปิดไฟล่ะคุณ?" 


"อย่าค่ะ! อย่าเปิดไฟนะ!" 


เสียงของสามีเอ่ยทัก แต่กลับต้องชะงักเมื่อเสียงร้องห้ามของภรรยาดังขัดขึ้น แต่ที่ยิ่งไปกว่านั้นคือน้ำเสียงขึ้นจมูกของภรรยาที่เขาสัมผัสมันได้ทันที


"ลี่จูคุณร้องไห้หรอ!?" ชายวัยกลางคนเอ่ยทักด้วยความตกใจ รีบกดเปิดสวิตซ์ไฟให้ทั้งห้องทำงานนั้นดูสว่างขึ้น ก่อนจะมองร่างของภรรยาที่รักซึ่งบัดนี้กลับยกมือขึ้นปิดบังใบหน้าของตนเอง แต่ถึงจะไม่ได้คำตอบเขาก็รู้ได้อยู่ดีเพราะไหล่บางกำลังสั่นไหวและเสียงสะอื้นที่ดังเล็ดลอดออกมาให้ได้ยิน 


"คุณร้องไห้ทำไม? เป็นอะไรบอกผมสิ" ชายวัยกลางคนรีบสาวเท้าเข้าใกล้ที่นั่งของภรรยา มือหนาหมุนเก้าอี้ให้ภรรยาหันมาหาตนก่อนพยายามแกะมือบางที่ยกขึ้นปิดหน้าเอาไว้ แต่หญิงวัยกลางคนกลับไวกว่าเข้าสวมกอดร่างของสามีเอาไว้ ใบหน้าซุกลงที่หน้าท้องของสามีเพื่อหลบซ่อนหยดน้ำตาทั้งที่รู้ว่าไม่อาจปิดบังได้อยู่ดี


"ผมไม่รู้ว่าคุณเป็นอะไร ได้โปรดช่วยบอกผมเถอะนะที่รัก" ชายวัยกลางคนที่ได้ยินน้ำเสียงสะอื้นของภรรยาก็ยิ่งกอดรัดร่างนั้นไว้ให้แนบแน่นกว่าเดิม 


ยิ่งหญิงวัยกลางคนได้ยินคำพูดจากสามีเช่นนั้น หัวใจก็ยิ่งอ่อนแอมากกว่าเก่า น้ำตาไหลลงไม่ขาดสาย สัมผัสได้ถึงความอ่อนโยนจากรอยจูบที่ขมับซ้ำๆเพื่อปลอบประโลม 


จนกระทั่งสติเริ่มคืนกลับมา มือบางยกขึ้นเช็ดน้ำ สูดลมหายใจเข้าจนลึกก่อนจะผละออกจากอ้อมกอดของผู้เป็นสามี 


"ไม่ร้องแล้วนะคุณ มีอะไรก็บอกผมได้" น้ำเสียงอ่อนโยนจากสามีเอื้อนเอ่ยออกมาให้ได้ยิน แต่นั่นกลับทำให้น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ตีตื้นขึ้นมาอีกครั้ง


รู้สึกผิดเหลือเกินที่ทำให้สามีที่แสนดีต้องผิดหวัง...แต่นั่นคงเทียบไม่ได้กับพวกเขา...


หญิงวัยกลางคนเปิดลิ้นชักโต๊ะทำงาน ก่อนจะหยิบซองกระดาษสีน้ำตาลออกมาแล้วส่งให้สามีด้วยมือที่สั่นเทา ก่อนที่จะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สั่นไม่แพ้กันพร้อมกับน้ำตาที่ไหลออกมาอีกครั้ง



"ฉะ...ฉันขอโทษ" 






 

 


TBC.





*****************************
อันนยองนะคะทุกคน 
คือพอรีดเดอร์อ่านกันจบแล้วคงเกิดคำถามว่า  'ไหนล่ะที่บอกว่าเป็นจุดเปลี่ยน?'
ก็....ไม่มีคำแก้ตัวใดๆทั้งสิ้น เพราะจริงๆตั้งแต่ตอนที่แล้วมาพล็อตที่วางไว้มันดูเป็นจุดเปลี่ยนแปลงของเรื่องจริงๆ แต่พอเขียนออกมามันคนละอย่างกันเลย แต่ก็พยายามให้มันไม่ออกนอกพล็อตที่วางไว้มากเกินไป แต่เอาเข้าจริงจะออกมายังไงมันอยู่ที่ฟิลแต่ละตอนซะงั้น คือพลอยยอมรับนะว่าจริงๆอยากให้ตอนนี้ออกแนวหวานๆละมุนๆให้มีโมเมนท์ของป่ะป๊ากับแม่แบคมากขึ้น หลังจากที่ดูเหมือนว่าแค่ละตอนแทบจะไม่มีโมเมนท์กันเลย (นี่ป่ะป๊ายังเป็นพระเอกอยู่มั้ย ถามใจตัวเองแปป ถถถถ) แต่ก็นั่นแหละค่ะ พอเขียนไปเขียนมาไมมันกลายเป็นดราม่าอ่อนๆ(?)ได้ก็ไม่รู้ แฮ่ะๆๆ เอาเป็นว่าไหนๆก็ออกมาในรูปแบบนี้แล้วก็ปล่อยเลยตามเลยอ่ะเนอะ 
มาพูดถึงตัวเนื้อหากันบ้าง ตอนนี้ก็ขยับไปอีกนิด(?) ป่ะป๊าเริ่มรุกแม่แบคออกมาตรงๆแล้ว แต่ว่ากลับมีเรื่องการแต่งงานของป่ะป๊ากับอี้เข้ามาซะงั้น ได้กลิ่นกันใช่มั้ยคะ กลิ่นมาม่าลอยมาเบาๆ ฮ่าๆ แล้วไหนจะเรื่องคุณย่าของน้องไป๋อีกเนอะ คงเดาออกใช่มั้ยว่าในซองนั้นคืออะไร เอาเป็นว่าตอนหน้าก็จะค่อยๆขยับไปเรื่อยๆอีก ยังไงก็รอลุ้นกันต่อไปนะคะ 

แล้วสิ่งที่ลืมพูดไม่ได้เลยก็คือ ขอบคุณที่ยังคงติดตามและเป็นกำลังใจให้กันนะคะ ยังไงก็อยู่ด้วยกันจนถึงตอนสุดท้ายเลยน้าาา ขอบคุณรีดเดอร์ทุกคนจริงๆนะคะ

แถมอีกนิด:สุขสันต์วันลอยกระทงย้อนหลังนะคะ แล้วก็สุขสันต์วันปีใหม่ล่วงหน้าเลยนะคะ เพราะพลอยไม่แน่ใจว่าจะปั่นตอนต่อไปเสร็จเมื่อไหร่ ช่วงนี้วนกลับมาไฟนอลอีกแล้วก็คงต้องหนีไปทำภารกิจเพื่อชาติต่อไป แต่จะพยายามเข้ามาเรื่อยๆนะคะ ใครที่ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันก็สู้ๆนะคะ 

สุดท้ายถ้าอยากพูดคุยกันก็ช่องทางเดิม Twitter:@ploy_chaiprom เลยนะคะ 
แต่ถ้าพูดคุยเกี่ยวกับฟิคเรื่องนี้ก็ฝากติด #BecauseTB ด้วยน้า

แล้วพบกันตอนต่อไปนะคะ ^^

:) Shalunla

374 ความคิดเห็น

  1. #313 OH.MyHunHan (@linonan) (จากตอนที่ 50)
    วันที่ 5 มกราคม 2559 / 22:59
    ชอบตรงที่จื่อเทาเป็นคนคิดอะไรก็พูดออกไปแบบนั้นอ่ะ มันจะได้พุ่งตรงไปจึกที่หัวใจแบคบ้าง
    #313
    0
  2. #273 justadot (@dotmean) (จากตอนที่ 50)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2558 / 10:33
    ฮือออออ เป็นนิยายที่ดีงามมากอ่ะไรท์เตอร์
    ตามมาเกือบปีแล้ว แต่ความพยายามในการรอคอยและความสุขเวลาไรท์อัพมันไม่ได้คลายลงเลย
    หลงน้องไป๋เซียนมากตอนนี้ 5555555555555
    สู้ๆนะไรท์ รออยู่นะคะ จุ้บ
    #273
    0
  3. #269 piggy07 (@piggyeollie) (จากตอนที่ 50)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2558 / 01:56
    ขอบคุณที่เอาเวลาอ่านหนังสือมาอัพฟิคให้อ่าน
    ถ้าจะดราม่าอ่อนๆขนาดนี้ ก็ดีนะเทาก็ชัดเจนดี น้องไป๋นี่คิดถึงแม่แบคมากใช่มั้นสงสารเลยอะ 
    ตอนต่อไปต้องดราม่ากว่านี้แน่ๆเลย 

    แต่ยังไงก็สู้ๆแล้วกันเนอะ
    #269
    0
  4. #268 Pavena Naensanthia (@whanpavena) (จากตอนที่ 50)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2558 / 22:44
    คุณนายรู้ความจริงแล้วซินะ อยากรู้จริงตอนต่อไปจะเป็นยังไง
    #268
    0
  5. #259 นัก_อ่าน_เงา_ (@thanakim) (จากตอนที่ 50)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2558 / 22:07
    เกร๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด
    อิป๊าจะรุกแม่แบคหรอออออออ 
    ชอบก็จีบ ชอบก็จีบเลบเซ่ ชูวับ ชูวับ ~~~
    โอ๊ยยยยยยยยยย ตอนนี้ให้ใจอิป๊าเทานะ ชอบง่ะ แบบว่าตรงๆกันไปเลย
    แต่แบบไหนๆก็จะมาม่าแล้ว ป้าขอรสต้มยำกุ้งน้ำข้นนะ ป้าชอบ #ไม่ใช่แระ
    ยัยคุณนายนี่รู้แล้วสินะว่าตัวเองทำผิดอะไรไว้ 
    เป็นไง สาแก่ใจดีมั๊ยจ๊ะ ที่พลากลูกพลากพ่อเค้าน่ะ
    ดีนะเนี้ยที่แม่แบคยังคงรักอิป๊าอยู่ ไม่งั้นล่ะ หลานไป๋มีพ่อใหม่ไปนานแร้ววววว
    หมั่นตับมากกกกกกก ทีงี้ล่ะทำมาเป็ร้องห่มร้องไห้ 
    ตอนนั้นล่ะทำไปไม่รู้จักคิด นี่แหละน๊า ไม่รู้จักใช้สมองเองตั้งแต่แรก
    ปล....เค้ากะยังรอตัวเองที่แม่น้ำอยุธยา(?!?)เหมือนเดิมนะ
    #259
    0
  6. #258 Hasalcherlona (@tonporsupaluck) (จากตอนที่ 50)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2558 / 06:50
    เย้ๆๆๆๆๆ มาอีกตอนนึงแล้ว พี่เทาเรารุกแรง ขอให้ได้ดั่งใจไวๆ นะคะพี่เทา แหม่....แม่แบคเราก็ดื้อและใจแข็งไม่เปลี่ยนเลย แต่เรา #ทีมพี่เทา นะ 5555 ขอโทษด้วยที่ไม่ทีมแม่แบค น้องไป๋เซียนนี่ก็น่ารักไม่เปลี่ยนเลย น่ารักเสมอ น่ารักที่สู้ดดดดดดดดเลย พอถึงจึดเปลี่ยนแล้วดราม่ามากไหมอ่ะ? ไม่ต้องมากก็ได้นะ ยังไม่อยากกินน้ำตาเท่าไหร่ แต่พอเป็นมาม่ารสเย็นตาโฟก็โอเค กำลังดีเลย 55555
    #258
    0