StoryFiction EXO-KaiDo,HunHan,KrisYeol,SuLay,TaoBaek,ChenMin

ตอนที่ 56 : Because of Love...เพื่อเธอที่รัก [TaoBeak]-Chapter thirty two

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 377
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    10 ก.พ. 59

Title :: Because of love...เพื่อเธอที่รัก 
Category:: Drama /Romance / Mpreg
Author:: imagine_me
Couple:: Huang Zitao x Byun Baekhyun

.

.

.

.

.

"ดีโอ"

 

 

"หืม?"

 

 

"……"

 

 

"มีอะไรหรือเปล่าไค?" คนตัวเล็กเงยหน้าจากคู่มือการสอนขึ้นมองชายหนุ่มผิวสีแทนผู้เป็นสามีที่จู่ๆก็มายืนเรียกกันอยู่หน้าประตูห้องเรียน แต่แล้วก็ไม่ยอมเอ่ยพูดคำใดออกมาจนเขาต้องเป็นฝ่ายเอ่ยถามเสียแทน

 

 

"เมื่อเช้าฉันเจอแบคฮยอนด้วยล่ะ" เอ่ยด้วยรอยยิ้มกว้างหลังจากที่เงียบไปเพราะกำลังเรียบเรียงคำพูดออกมาเล่าให้คนตาโตได้ฟัง คงเพราะคนที่เอ่ยถึงคือเพื่อนเก่าที่ไม่ได้พบหน้ากันนาน แถมยังเป็นเพื่อนสนิทที่สุดในคณะที่เขาเรียนอีกด้วย การได้มาพบเจอกันอีกครั้งจึงทำให้เขารู้สึกดีได้มากเลยทีเดียว แม้ว่าเพื่อนตัวเล็กคนนี้จะเป็นคนเดียวกับที่ทำให้เพื่อนสนิทตัวสูงของเขาเคยแทบกินไม่ได้นอนไม่หลับเพราะถูกทิ้งไปก็ตาม แต่อย่างไรเสียนั่นก็เป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองคนนั้น สำหรับเขาในฐานะเพื่อนแล้วอย่างไรก็ตามก็ยังคงคิดถึงอยู่เสมอ

 

 

ผิดกับคนตาโตที่เป็นผู้ฟังเมื่อได้ยินถ้อยคำบอกเล่านั้นกลับต้องเลิกคิ้วสูง นิ่งค้างไปเล็กน้อย ก่อนจะปิดคู่มือการสอนลงเป็นจังหวะเดียวกับที่ชายหนุ่มผิวสีแทนเดินเข้ามานั่งเก้าอี้เรียนที่ว่างอยู่ ยังโชคดีที่ขณะนี้เป็นช่วงเวลาพักกลางวันจึงไม่หลงเหลือนักเรียนอยู่แล้ว จะมีอีกครั้งก็เป็นนักเรียนกลุ่มที่ลงเรียนในช่วงบ่ายเสียแทน

 

 

"ตอนเลิกคลาสเมื่อกี๊ก็เจอแบคฮยอนเป็นแม่ของไป๋เซียน อ่า!หลานของชานยอลที่ฉันเล่าให้ฟังไง" ชายหนุ่มผิวสีแทนยังเอ่ยเล่าเรื่องราวออกมาให้คนตาโตได้รับรู้ พลางนึกย้อนไปยังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างตนเองกับคนตัวเล็กที่ไม่ได้พบหน้ากันมาหลายปี

 

 

"อย่างนั้นหรอแล้วนายได้คุยอะไรกับแบคฮยอนบ้างหรือเปล่า?" คนตาโตเอ่ยถามอย่างระแวงระวังหากแต่ใบหน้าก็ยังคงตีสีหน้าเรียบนิ่งพร้อมกับพยักหน้ารับด้วยความเข้าใจกับสิ่งที่ชายหนุ่มผิวสีแทนกำลังเอ่ยเล่า อย่างน้อยก็เพื่อไม่ให้ดูเป็นที่สงสัยมากนักว่าเขาได้ทราบข่าวคราวของคนตัวเล็กนั้นอยู่แล้ว เพราะเขาไม่แน่ใจนักว่าการที่สามีของเขาและคนตัวเล็กได้พบกันนั้นเกิดเหตุการณ์ใดขึ้นบ้าง

 

 

"เมื่อกี๊แค่ได้ทักทายกันนิดหน่อย เพราะตอนเช้าดูเหมือนแบคฮยอนจะรีบไปธุระต่อ ส่วนฉันเองก็ถึงเวลาสอนพอดี"

 

 

"อ่อ" คนตาโตยังคงพยักหน้ารับด้วยความเข้าใจ ภายในใจกลับรู้สึกโล่งอกขึ้นมาบ้างเมื่อได้รู้คำตอบ แต่ก็วางใจได้ไม่นานนักเมื่อได้เห็นท่าทีต่อมาของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นสามี

 

 

"อืมได้คุยกันนิดหน่อยเลยได้รู้ว่าช่วงที่แบคฮยอนหายไปเขากลับไปช่วยงานที่บ้าน แต่ตอนนี้ก็ทำงานอยู่ที่โซลเนี่ยแหล่ะ แต่ก็น่าแปลกนะไม่คิดว่าแบคฮยอนจะมีครอบครัวเร็วขนาดนี้ ตอนนั้นยังเพิ่งละ" ชายหนุ่มผิวสีแทนเล่าเรื่องราวที่รับรู้มาผสมกับความคิดของตนเอง หากแต่ไม่ทันเอ่ยออกมาจบประโยคกลับหยุดคำพูดเอาไว้กลางคันเสียอย่างนั้น และเลือกที่จะเอ่ยประโยคนั้นต่อเพียงแค่ในใจ

 

 

ตอนนั้นยังเพิ่งเลิกกับเทาอยู่เลย

.

.

.

.

.

"ไคอ่า"

 

 

"ดีโอไปสอนเถอะ ฉันแค่อยากจะรู้ให้หายสงสัยสักหน่อย" ชายหนุ่มผิวสีแทนเอ่ยกับภรรยาของตนเอง ในทีแรกดูเหมือนว่าฝ่ายภรรยาจะไม่ยอมทำตามแต่พอผู้เป็นสามีพยักหน้าส่งให้อีกครั้งเป็นการยืนยันในคำพูดของตนเองผู้เป็นภรรยาจึงยอมกลับขึ้นไปยังห้องเรียนเดิมเพื่อทำหน้าที่สอนหนังสือให้กับนักเรียนต่อไป

 

 

ถึงจะรับปากเป็นอย่างดิบดีว่าจะไม่ยอมให้เรื่องของหลานชายแพร่งพรายให้ใครได้รู้แม้กระทั่งสามีของตนเองก็ตามแต่สุดท้ายแล้วเมื่อถึงเวลาที่เหมาะที่ควรทุกสิ่งก็จะเป็นไปตามอย่างที่มันควรจะเป็นไป

 

 

 

 

 

ทางด้านชายหนุ่มผิวสีแทน หลังจากที่จบบทสนทนาในห้องเรียนนั้นแล้ว เขาก็เลือกที่ละทิ้งความเคลือบแคลงใจนั้นไปเสียแล้วใช้เวลาที่เหลืออยู่ก่อนชั่วโมงสอนในภาคบ่ายจะเริ่มต้นขึ้นโดยการชวนภรรยาไปทานอาหารกลางวัน หากแต่ก็เป็นเขาเองที่ไม่สามารถละทิ้งความรู้สึกแคลงใจนั้นไปได้จึงยกประเด็นนี้ขึ้นมาเอ่ยคุยกับภรรยาอีกครั้ง

 

 

แล้วก็ได้ข้อสรุปที่เขาเองเป็นผู้ตัดสินใจ!

 

 

"คุณซอนอา ผมขอแฟ้มข้อมูลประวัติของเด็กที่ลงเรียนกับผมหน่อยสิ" ชายหนุ่มผิวสีแทนเอ่ยความต้องการของตนเองไปยังพนักงานในความปกครองให้กระทำตามคำบอกกล่าวของตน จนในที่สุดแฟ้มประเภทห่วงขนาดใหญ่สีดำสนิท ขอบสันแฟ้มมีกระดาษทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าแบบยาวสีชมพูอ่อนที่สอดไว้ในช่องพลาสติกใส บนกระดาษถูกพิมพ์ด้วยหมึกสีดำเขียนไว้ว่า ข้อมูลนักเรียน

 

 

ชายหนุ่มผิวสีแทนไล่เปิดหาประวัติของนักเรียนที่ได้ลงเรียนในวิชาที่ตนเองเป็นผู้สอนไปเรื่อยๆ กระดาษแผ่นเอสี่ถูกเปิดต่อไปเมื่อรูปถ่ายฝีมือพนักงานประจำสถาบันเป็นผู้ถ่ายไว้ให้ซึ่งจะถูกแปะอยู่ที่มุมขวามือด้านบนของกระดาษแต่ละแผ่นยังไม่ใช่บุคคลที่ตนต้องการทราบข้อมูล กระทั่งเปิดมาอีกแผ่นรูปภาพของเด็กตัวเล็กที่ตนตามหาก็ปรากฏขึ้น ไล่สายตาอ่านประวัติส่วนตัวในส่วนแรกของข้อมูลที่ให้กรอก ลายมือเรียบร้อยที่เขาสามารถคาดเดาได้ไม่ยากเลยว่าผู้เขียนคือใคร

 

 

ทันทีที่อ่านประวัติเรียบร้อยแล้วชายหนุ่มผิวสีแทนกลับต้องนิ่งไปกับสิ่งที่ได้รับทราบ ฝ่ามือหนายกขึ้นลูบหน้าผากของตนเอง ความคิดต่างๆแล่นเข้ามาในหัวจนตัวเขาเองไม่อาจจับทิศทางได้ว่าควรทำอย่างไรต่อไป….

 

.

.

.

.

.

ภายในห้องทำงานชั้นบนของสถาบันสอนศิลปะและภาษามีชายหนุ่มผิวสีแทนที่นั่งประจำอยู่ที่โต๊ะทำงานของตนเพียงลำพัง เพราะยังไม่จวนจะถึงเวลาเลิกสอนของภรรยา

 

 

แผ่นกระดาษเอสี่ซึ่งเป็นฉบับถ่ายเอกสารสีขาวดำยังคงถูกถืออยู่ในมือ และดวงตาก็ยังจ้องมองตัวอักษรที่ปรากฏบนกระดาษแผ่นนั้นเช่นเดิม ไม่รู้อะไรที่ดลใจให้เขาอยากจะรู้เรื่องราวของเพื่อนสนิทตัวเล็กมากมายเสียขนาดนี้  รู้เพียงแค่ว่าเรื่องของเพื่อนตัวเล็กหลังจากได้ฉุกคิดขึ้นมาแล้วก็ติดอยู่ภายในใจจนเขาต้องหาคำตอบ อาจเป็นเพราะในส่วนลึกเขาเองก็ยังเชื่อว่าเพื่อนตัวเล็กซื่อสัตย์ต่อความรักมากพอก็เป็นได้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าเขาจะไม่เชื่อในคำพูดของเพื่อนสนิทตัวสูงที่เคยได้เอ่ยบอกให้รับรู้ว่าถูกความรักหักหลังโดยการที่คนตัวเล็กเปลี่ยนใจ  

 

 

เพราะสุดท้ายผู้ที่รับรู้อย่างเขาก็คงไม่อาจพิสูจน์ความจริงได้อย่างแน่แท้ คงทำได้เพียงแค่ไตร่ตรองชั่งน้ำหนักสิ่งที่ได้รับรู้มากับสิ่งที่ภายในใจเชื่อมาตลอด จึงได้จบลงที่การตัดสินใจลองค้นหาคำตอบดูเผื่อว่าจะคลายความสงสัยลงได้บ้าง แต่กลับตรงกันข้ามที่พอได้ลองค้นหาคำตอบแล้วกลับยิ่งไม่สามารถตอบได้ว่าสุดท้ายแล้วเหตุใดเขาจึงขอให้พนักงานคัดลอกฉบับถ่ายเอกสารนี้มาให้ ก็ไม่เข้าใจการกระทำของตนเองนักหรอกว่าทำเช่นนี้ไปเพื่ออะไร บางทีอาจเป็นเพราะเอามาเพียงเพื่อนั่งจ้องมอง อ่านมันซ้ำไปซ้ำมาจนกว่าตัวอักษรเหล่านี้จะทะลุออกมาและขยายความตอบคำถามมากมายภายในความคิดของเขาล่ะมั้ง

 

 

หรือไม่ก็เก็บเอาไว้ใช้เป็นสำเนาหลักฐานเพื่อยื่นให้กับใครบางคน

 

 

ชายหนุ่มผิวสีแทนสะดุ้งเล็กน้อย เมื่อจู่ๆคำว่าใครบางคนที่เขาคิดไปนั้นกลับมีใบหน้าของใครบางคนฉายเข้ามาพอดีราวกับเป็นดวงไฟที่สว่างขึ้นมาในความคิดที่กำลังมืดมนสับสนในขณะนี้

 

 

หยิบโทรศัพท์มือถือปลดล็อคหน้าจอแล้วกดเลื่อนหารายชื่อของบุคคลที่อยู่ในความคิดทันที เมื่อชื่อปรากฏขึ้นก็ไม่รีรอที่จะกดโทรออกหาบุคคลนั้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

"มึงว่างมั้ย ออกมาเจอกูหน่อยสิเทา"

.

.

.

.

.

ร้านคาเฟ่สไตล์อบอุ่นยิ่งในช่วงเวลานับถอยหลังเข้าสู่เทศกาลสิ้นปี ผู้คนก็ยิ่งหนาตาเกือบทุกช่วงเวลาจนบางคราวแทบไม่มีโต๊ะที่ว่างพอรองรับแขกผู้ใช้บริการเลยก็มี ส่วนพนักงานด้วยความที่มีจำนวนไม่มากนักก็ยิ่งยุ่งจนแทบหัวหมุนเป็นธรรมดา ตำแหน่งหน้าที่ที่เคยได้รับมอบหมายไว้ก็ไม่ใช่ต้องทำเพียงเท่านั้นอย่างที่ผ่านมา แต่กลับต้องกลายเป็นว่าทุกครั้งในงานส่วนของตนเองว่างลงแล้วต้องไปช่วยหยิบจับงานในส่วนอื่นๆกันต่อแต่นั่นก็ทำกันด้วยความเต็มใจ เพื่อที่ว่าจะให้บริการแก่ลูกค้าได้อย่างทั่วถึง รวดเร็วและให้เป็นที่น่าประทับใจที่สุด

 

 

"เฮ้าส์คาเฟ่ยินดีต้อนรับครับ" พนักงานชายคนใหม่ซึ่งเข้ามาทำงานได้เพียงสัปดาห์เดียวยืนต้อนรับลูกค้ารายใหม่เอ่ยด้วยรอยยิ้มกว้างก่อนจะผายมือเชิญเข้าไปยังโต๊ะที่ว่างเพียงตัวเดียวในร้าน ก่อนที่พนักงานหญิงอีกคนหนึ่งจะเป็นผู้รับให้บริการแทน ส่วนพนักงานชายก็รีบมาต้อนรับลูกค้าต่อทันทีเมื่อพบว่ามีลูกค้าที่กำลังเดินเข้ามาภายในร้าน

 

 

"เฮ้าส์คาเฟ่ยินดีต้อนรับครับ" พนักงานชายคนเดิมเอ่ยกับคนตัวเล็กที่จูงมือมาพร้อมกับเด็กตัวเล็กทันทีที่ตนเองเปิดประตูต้อนรับ

 

 

คนตัวเล็กที่เห็นว่าเป็นพนักงานใหม่จึงเริ่มต้นด้วยการส่งยิ้มกว้างให้อย่างเป็นมิตร ก่อนจะกวาดสายตามองหาเพื่อนสนิทร่างโปร่งที่นัดให้เขามาพบในวันที่ดูเหมือนว่าเจ้าตัวจะยุ่งเสียเหลือเกิน

 

 

"โต๊ะด้านในเต็มหมดแล้วครับ เหลือแต่โต๊ะว่างทางด้านนอก ยังไงเชิญดูเมนูที่เคาเตอร์ก่อนแล้วค่อยไปนั่งที่โต๊ะก็ได้ครับ" พนักงานชายยังคงทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด

 

 

"ไม่เป็นไร แค่จะมาหาชานยอลน่ะเขาอยู่ไหนหรอ?" คนตัวเล็กเอ่ยปฏิเสธไปก่อนจะเอ่ยถามพนักงานชายที่พอได้ฟังแล้วก็จ้องมองด้วยความแปลกใจเสีย แต่ถึงอย่างนั้นก็เอ่ยตอบออกมาอย่างสุภาพ

 

 

"พี่ชานยอลอยู่ในครัว ผมไปบอกให้นะครับว่าคุณ…?" พนักงานชายเว้นวรรคคำพูดเอาไว้ ก่อนจะมีเสียงของพนักงานหญิงที่รู้จักคุ้นเคยกันเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นมาพร้อมกับพาตนเองมายืนข้างผู้พูด

 

 

"พี่แบคฮยอนสวัสดีค่ะ" เอ่ยทักทายคนตัวเล็กเสร็จก็มีเสียงใสของเด็กตัวเล็กเอ่ยทักกลับขึ้นมา พร้อมกับมือเล็กข้างที่ว่างที่ยกขึ้นมาโบกทักทาย

 

 

"ซอนมีนูน่า!"

 

 

"หวัดดีไป๋เซียน!" พนักงานหญิงโบกมือทักทายกลับด้วยรอยยิ้มกว้างเช่นกัน ก่อนจะกลับมาสนใจคนตัวเล็กอีกครั้ง

 

 

"พี่ชานยอลบอกหนูไว้ก่อนแล้วว่าถ้าพี่แบคฮยอนมาให้เข้าไปในครัวได้เลยนะคะ"

 

 

คนตัวเล็กพยักหน้ารับ ก่อนจะเดินตรงเข้าไปยังส่วนของด้านหลังร้านซึ่งมีห้องครัวพื้นที่ใช้สอยกว้างขวาง ให้ผู้ใช้สามารถใช้งานได้สะดวก

 

 

ประตูห้องครัวถูกปิดไว้พร้อมกับป้ายที่แปะไว้ว่าเป็นพื้นที่ส่วนบุคคล เสียงพูดคุยที่ดังเล็ดรอดออกมาเรียกให้คนตัวเล็กชะงักไปเล็กน้อยด้วยความแปลกใจยามที่กำลังจะยกมือขึ้นเพื่อเคาะประตู แต่ยังไม่ทันได้คิดไปไกล ประตูก็ถูกเปิดออกเสียก่อนพร้อมกับบุคคลที่ทำให้คนตัวเล็กแปลกใจได้มากขึ้นกว่าเดิม เพราะไม่เคยได้คาดคิดมาก่อนว่าจะพบเจอในสถานที่นี้ได้ แถมภายในมือก็มีถาดอลูมิเนียมซึ่งเต็มไปด้วยของหวานเมนูหนึ่งที่คาดว่าเพิ่งจะทำเสร็จอยู่ด้วย ส่วนบริเวณเอวก็ผูกด้วยผ้ากันเปื้อนสีน้ำตาลเข้มของทางร้านอีกต่างหาก

 

 

"พี่อี้ฟาน!?"

 

 

"แบคฮยอน!?"

 

 

ต่างฝ่ายต่างเอ่ยเรียกชื่ออีกฝ่ายออกมาในเวลาไล่เลี่ยกัน ดวงตาเรียวสื่อออกมาได้อย่างปิดไม่มิดว่ากำลังแปลกใจอยู่มากเพียงใด ยิ่งมองผ่านไหล่กว้างของคนตัวสูงนี้ไปแล้วพบกับเพื่อนร่างโปร่งที่พอเขาสบตาก็รีบหลบสายตากันเสียอย่างนั้นก็ยิ่งสร้างความแปลกใจมากยิ่งขึ้น

 

 

"ลุงอี้ฟาน น้าชานยอล ฮันนยองฮาเซโย" เด็กตัวเล็กที่รอจังหวะจะเอ่ยทักทาย เมื่อสบโอกาสว่าผู้ใหญ่ต่างไม่มีใครเอ่ยคำใดออกมาจึงรีบทักทายออกมาตามมารยาททันที และถือว่าเสียงใสของเด็กตัวเล็กนี้ช่วยทำลายบรรยากาศที่เงียบลงไปชั่วคราวเมื่อครู่ได้ดีทีเดียว

 

 

"อ่า!ไป๋เซียนอ่า เข้ามาหาน้าชานยอลเร็ว!" ร่างโปร่งรีบกวักมือเรียกหลานชายตัวเล็กให้เข้าไปหาตนเองทันที รอยยิ้มกว้าง ท่าทาง คำพูดนั้นดูออกได้ไม่ยากสักนิดว่ากำลังหลีกเลี่ยงความสงสัยจากสายตาเรียวของเพื่อนสนิทอยู่

 

 

เด็กตัวเล็กคลายมือออกจากมือของคุณแม่คนสวยของตน แทรกตัวผ่านประตูเข้าไปหาคุณน้าร่างโปร่งผู้ใจดีของตนเองทันทีที่ถูกเอ่ยเรียก เมื่อถึงตัวของคุณน้าร่างโปร่งแล้วก็ถูกดึงเข้าหาอ้อมกอดทันทีพร้อมกับแก้มใสที่ถูกริมฝีปากแดงนั้นกดจูบซ้ำๆสลับกับเอ่ยออกมาว่าคิดถึงนักหนา

 

 

"พี่เอาขนมออกไปก่อนนะ" ทางด้านชายหนุ่มผมสีทองเองก็หลีกเลี่ยงความสงสัยจากคนตัวเล็กด้วยการรีบเอ่ยออกมาพร้อมกับเดินออกจากบริเวณนั้นทันที เพราะไม่ทันได้คาดคิดว่าจะพบกับคนตัวเล็กคนนี้เข้าให้ในช่วงเวลาที่เขายังไม่พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับคนตัวเล็กสักเท่าใดนัก ทำเอาคนตัวเล็กเองได้แต่มองตาแผ่นหลังกว้างนั้นไปด้วยความแปลกใจในท่าที เพราะปกติแล้วผู้ชายคนนี้มักจะมีรอยยิ้มส่งมาให้เขาเสมอพร้อมกับคำพูดมากมายที่เป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นมาก่อน หากแต่คราวนี้กลับมีเพียงคำหลีกเลี่ยงสั้นๆ

 

 

จะว่าไปแล้วก็ตั้งแต่ในคืนวันนั้นที่เขาไม่ได้พบหน้าชายหนุ่มผมทองอีกเลยมีเพียงความห่วงใยที่ฝากผ่านมาทางเพื่อนสนิทร่างโปร่งเท่านั้นให้พอได้รับรู้ว่าชายหนุ่มผมทองยังคงไม่ได้หายไปไหน

 

 

"อร่อยฮะ!" เด็กตัวเล็กส่งเสียงออกมาพร้อมกับพยักหน้ารัว หลังจากที่ได้ชิมขนมปังทรงกลมเนื้อแป้งหนานุ่มหอมกลิ่นเนย ทางด้านบนโรยด้วยน้ำตาลให้พอมีรสหวานตัดกับความมันของรสเนย เรียกสายตาของคุณแม่คนสวยให้หันกลับมามองอีกครั้ง ก่อนจะเดินเข้าไปภายในห้องครัวดังกล่าวแล้วไม่ลืมที่จะปิดประตูให้สนิทด้วย

 

 

"กินขนมของน้าชานยอลอีกแล้วน้า" คุณแม่คนสวยเอ่ยแซวลูกชายที่ยืนเคี้ยวเต็มสองแก้ม พลางย่อตัวลงไปเกลี่ยเศษน้ำตาลและเศษขนมปังที่เลอะบริเวณมุมปากและข้างแก้มออกให้

 

 

"กินไปเถอะน่า ฉันทำให้หลานต่างหากอยู่แล้ว" ร่างโปร่งเอ่ยบอกพร้อมกับจัดเรียงขนมปังวางบนถาด เพื่อที่จะเตรียมนำออกไปขาย ซึ่งเขาเองพอชวนให้เพื่อนตัวเล็กมาพบหน้ากันพร้อมกับให้พาหลานชายมาด้วยแล้ว ก็ตั้งใจว่าทำขนมเผื่อเอาไว้ให้หลานชายบางส่วนต่างหากอยู่แล้ว ไม่ได้นำขนมที่ต้องขายมาให้อย่างที่เป็นกังวล

 

 

"ขอบใจนะชานยอล" คนตัวเล็กเอ่ยบอก สบตากับร่างโปร่งที่ส่งยิ้มกว้างมาให้ก่อนจะหันไปสนใจงานตรงหน้าต่อ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังสนใจที่จะพูดคุยกับเพื่อนตัวเล็กไปด้วยเช่นกัน

 

 

"ช่วงนี้งานยุ่งมากเลยหรอ?"

 

 

"อืม บริษัทกำลังทำโครงการใหม่แล้วฉันอยู่ในทีมนี้พอดี" คนตัวเล็กเอ่ยบอกพร้อมกับอุ้มลูกชายนั่งบนเก้าอี้ทรงสูงเพื่อให้นั่งทานขนมในมือได้สะดวกขึ้น

 

 

"ถึงว่าช่วงนี้ไม่มาที่ร้านเลย แถมยังไม่ค่อยได้ติดต่อมาอีกนะ" ร่างโปร่งมองค้อนเล็กน้อยพร้อมกับปากอวบอิ่มที่ยื่นออกมา

 

 

"วันนี้ก็มาหาแล้วไง" คนตัวเล็กหลุดยิ้มกว้างกับท่าทีที่แกล้งงอนของเพื่อนสนิทร่างโปร่ง

 

 

"ถ้าฉันไม่โทรให้มา นายก็ไม่มาหรอก"

 

 

"นายเองก็ยุ่งนี่นาฉันก็ไม่อยากรบกวน ยิ่งวันนี้คนแน่นร้านเลยนะ" คนตัวเล็กเอ่ยตอบพร้อมกับอุ้มลูกชายตัวเล็กไปยังอ่างล้างมือ เมื่อเห็นว่าเจ้าตัวทานขนมในมือจนหมดเกลี้ยงแล้ว

 

 

"ช่วงเทศกาลน่ะเลยมีลูกค้ามาตลอด ถ้าเป็นช่วงปกติก็อย่างที่นายรู้นั่นแหล่ะ อ่อ!ไป๋เซียนเอาขนมอีกมั้ยลูก มีคัพเค้กอีกชิ้นที่น้าทำให้ด้วยนะ" ร่างโปร่งเอ่ยกับคนตัวเล็กเสร็จก็หันมาเอ่ยถามหลานชายที่กำลังถูกคุณแม่อุ้มให้ล้างมืออยู่พอดี แต่คนตัวเล็กก็ปฏิเสธแทนออกมาเสียก่อนที่ร่างโปร่งจะเปิดตู้เย็นแล้วหยิบเมนูBrownie Cheese Cupcakeออกมาให้กับหลานชายตัวเล็ก

 

 

"พอแล้วล่ะชานยอล กินขนมมากเดี๋ยวจะไม่ได้กินข้าวเย็น"

 

 

"ถ้าอย่างนั้นใส่กล่องกลับไปกินที่บ้านนะ ฉันทำเผื่อนายด้วย" ร่างโปร่งเอ่ยตอบก่อนจะกดกริ่งเป็นสัญญาณเรียกให้พนักงานมารับถาดขนมที่ตนเองเตรียมไว้ออกไปจัดวาง เพราะเขาเองยังมีขนมอีกหนึ่งเมนูซึ่งเป็นเมนูพิเศษต้อนรับเทศกาลอย่าง Red  Velvet Cupcake ที่ต้องลงมือทำ

 

 

เป็นประตูห้องครัวถูกเคาะส่งสัญญาณก่อนจะถูกเปิดออกมา ร่างโปร่งที่เห็นว่าเป็นพนักงานหญิงที่แสนคุ้นเคยเสียแทนที่จะเป็นบุคคลที่เดินออกไปก่อนหน้านี้ก็ถอนหายใจยาวออกมา

 

 

ทำไมเขาจะจำไม่ได้ว่าชายหนุ่มผมสีทองเคยเอ่ยเอาไว้หากเมื่อใดที่พร้อมจะเผชิญหน้ากับคนตัวเล็กแล้วก็จะพยายามเอาชนะใจคนตัวเล็กนี้อีกครั้ง ก็ไม่รู้ว่าการพบกันโดยบังเอิญเช่นนี้จะทำให้ชายหนุ่มผมสีทองยังรู้สึกคับข้องใจอยู่หรือไม่

 

 

ความจริงเขาเอ่ยห้ามไปแล้วเสียด้วยซ้ำว่าไม่ต้องมาช่วยงานที่ร้านก็ได้ แค่งานในฐานะกัปตันของสายการบินหนึ่งของประเทศก็แทบจะไม่มีเวลาพักผ่อนอยู่แล้ว กลับยังมาคอยช่วยงานที่ร้านของเขาโดยไม่รับค่าตอบแทนเป็นเงินหรือสิ่งของอื่นใดนอกจากให้เขาเป็นคนกลางที่คอยช่วยเหลือเรื่องของเพื่อนสนิทตัวเล็กแทน และนอกจากเรื่องการพักผ่อนแล้วก็มีเรื่องของคนตัวเล็กเนี่ยแหล่ะที่วันนี้เขาตั้งใจว่าอยากจะพบกับเพื่อนเสียหน่อยจึงได้ปรามชายหนุ่มผมสีทองเอาไว้แล้วว่าไม่จำเป็นต้องมาช่วยงาน ตอนแรกก็เหมือนว่าจะเข้าใจตรงกันตั้งแต่เมื่อวานแล้ว แต่พอวันนี้กลับโผล่หน้ามาพบกันเมื่อชั่วโมงก่อนเสียอย่างนั้น คงผิดที่เขาเองไม่ทันได้บอกไปว่าวันนี้คนตัวเล็กจะเข้ามาที่ร้าน

 

 

"แม่แบค ไป๋เซียนไปกับซังมีนูน่าได้มั้ย?" เสียงใสของเด็กชายตัวเล็กเอ่ยถามออกมาพร้อมกับพลิกตัวเพื่อที่จะปีนลงจากเก้าอี้ทรงสูงที่ตนนั่งอยู่ ขาเล็กห้อยไปมาพยายามเอื้อมแตะขอบเก้าอี้ลงให้ได้ หากแต่คุณแม่คนสวยที่เห็นท่าทางนั้นก็จับอุ้มลงสู่พื้นแทน

 

 

"ห้ามซนกับนูน่านะครับ" คุณแม่คนสวยเอ่ยบอก ลูกชายตัวเล็กก็รีบพยักหน้ารัวพร้อมกับวิ่งไปยืนรอพนักงานหญิงที่ประตู

 

 

"ซังมีหาเครื่องดื่มอุ่นๆให้ไป๋เซียนกินด้วยนะ" ร่างโปร่งเอ่ยสั่งก่อนที่พนักงานหญิงจะเอ่ยรับคำแล้วพากันเดินออกไปจากห้องครัว

 

 

"แล้วนายจะไม่ออกไปดูนอกร้านหรอ?" คนตัวเล็กเอ่ยถามเพื่อนสนิทร่างโปร่ง หลังจากที่ขณะนี้เหลือเพียงแค่เขาสองคนอยู่ภายในห้องครัว

 

 

"ยังเหลือขนมอีกอย่างที่ต้องทำขาย" ร่างโปร่งเอ่ยตอบ พร้อมกับเริ่มลงมือเตรียมส่วนประกอบสำหรับเมนูที่เหลืออยู่ ซึ่งจะเป็นเมนูสุดท้ายในช่วงเย็นของวันนี้

 

 

 "ให้ฉันช่วยมั้ย?"

 

 

"ก็ดีนะ ผ้ากันเปื้อนอยู่ในตู้" ร่างโปร่งเอ่ยตอบรับด้วยรอยยิ้มกว้างอย่างไม่ขัด คนตัวเล็กจึงเดินไปเปิดตู้ที่มีผ้ากันเปื้อนสีน้ำตาลเข้มวางพับอยู่เป็นระเบียบออกมาสวมไว้ก่อนจะกลับมายืนรอเพื่อนร่างโปร่งเตรียมส่วนผสมให้ และปล่อยให้ตนเองผสมแป้งกับส่วนผสมอื่นตามอัตราส่วนที่ร่างโปร่งบอก ก่อนจะนำเข้าเครื่องตีแป้งเพื่อให้ส่วนผสมเข้ากัน

 

 

"จริงสิ นายกับพี่อี้ฟานดีกันแล้วหรอ?" คนตัวเล็กที่ในระหว่างว่างมืออยู่ เมื่อนึกขึ้นมาได้จึงได้เอ่ยถามออกมา หากแต่ร่างโปร่งกลับชะงักไปด้วยใจที่เต้นรัวราวกับกำลังกลัวถูกจับได้ว่าได้ทำผิดต่อเพื่อนสนิทอย่างไรอย่างนั้น

 

 

"เฮ้!ชานยอลอ่าทำไมต้องทำหน้าเครียดด้วยล่ะ?"

 

 

ด้วยความไม่รู้ตัว พอถูกคนตัวเล็กเอ่ยทัก ร่างโปร่งก็มีอาการตื่นเล็กน้อยก่อนจะรีบส่ายหน้าปฏิเสธ

 

 

เผลอทำหน้าเครียดไปจริงๆหรอ?

 

 

"ฉันตกใจมากเลยนะพอเห็นว่าคนที่เปิดประตูออกมาคือพี่อี้ฟาน ไม่คิดว่าจะมีโอกาสได้เห็นนายอยู่กับพี่อี้ฟาน ตอนแรกก็เห็นทะเลาะกันแทบแย่ แต่จะว่าไปพักนี้ก็ดูนายสนิทกับพี่อี้ฟานขึ้นเยอะเลยนี่นา" คนตัวเล็กเอ่ยพลางอมยิ้มล้อเลียน หากแต่ร่างโปร่งที่ได้ฟังกลับเผยยิ้มไม่ออกนัก สายตาลอกแลกไปมา สมองกำลังหาทางเพื่อแก้ตัวจากเพื่อนตัวเล็กก่อนจะเอ่ยออกมา

 

 

"มะไม่ขนาดนั้นหรอกน่า"

 

 

"ไม่ขนาดนั้นอะไรล่ะ คราวก่อนก็เป็นนายที่รับของฝากจากพี่อี้ฟานมาให้ นายกับพี่อี้ฟานนี่ยังไงเนี่ย?" คนตัวเล็กยกยิ้มกว้าง ยังคงเอ่ยแซวไม่หยุดเพราะนานๆทีเพื่อนร่างโปร่งของเขาจะมีเรื่องทำนองนี้มาให้ล้อบ้าง

 

 

"ไม่มีอะไรหรอก ยังไงไอ้เงิงนั่นก็มองฉันเป็นคู่กัดเหมือนเดิมแหล่ะน่า คงไม่เปลี่ยนใจจากนายง่ายๆหรอกอย่าทำมาเป็นล้อฉันเลย" ร่างโปร่งเอ่ยบอกก่อนจะก้มหน้าก้มตาทำเมนูขนมหวานต่อไป

 

 

คำพูดที่สื่อออกมาไม่ใช่เพียงแค่ให้เพื่อนสนิทตัวเล็กได้รับรู้เท่านั้น หากแต่มันคือการเอ่ยเพื่อเตือนใจตนเองเช่นกันว่าไม่ให้เผลอไผลจนลืมตัว

 

 

คนตัวเล็กที่ได้ฟังและได้เห็นท่าทีนั้นกลับเปลี่ยนเป็นยกยิ้มบางเสียแทน ดวงตายังคงจ้องมองเพื่อนร่างโปร่งที่ไม่ยอมสบสายตากัน

 

 

ท่าทางที่ควรจะต้องโวยวายแก้ตัวให้จงได้นั้นควรจะต้องมีให้เห็นหากคำพูดของเพื่อนร่างโปร่งเอ่ยออกมาอย่างแท้จริง แต่นี่กลับนิ่งเสียจนดูไม่ใช่นิสัยของเพื่อนสนิทร่างโปร่งคนนี้เสียเลย แล้วจะให้เขาเชื่อได้อย่างไรบางทีระหว่างสองคนนี้อาจจะมีอะไรบางอย่างที่เขาเองไม่รู้ก็เป็นได้

 

 

"แล้วนายล่ะชานยอล ตอนนี้มองพี่อี้ฟานเป็นแบบไหน เปลี่ยนไปบ้างหรือเปล่า?"

.

.

.

.

.

"เรื่องแบคฮยอนมีอะไรวะ?" คนตัวสูงเอ่ยถามทันทีเมื่อนั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับชายหนุ่มผิวสีแทนผู้เป็นเพื่อนสนิท ซึ่งหลังจากได้รับโทรศัพท์จากชายหนุ่มผิวสีแทนแล้ว แผนการในวันหยุดที่เขาตั้งใจจะพักผ่อนจากงานที่เมื่อคืนโหมทำจนเกือบรุ่งสางเป็นอันต้องพับเก็บไป ทั้งที่ตั้งใจว่าจะปฏิเสธออกไปแต่พอถูกคะยั้นคะยอมากเข้าแถมยังอ้างชื่อของคนตัวเล็กอดีตคนรักขึ้นมาอีกก็ทำให้เขาไม่อาจปฏิเสธได้และต้องยอมมาหาเพื่อนสนิทคนนี้ในที่สุด

 

 

ทางด้านชายหนุ่มผิวสีแทนมองหน้าเพื่อนสนิทของตนเองที่เอ่ยถามถึงอดีตคนรักด้วยสีหน้าและน้ำเสียงที่เรียบนิ่ง หากแต่เขาก็รู้ดีว่าภายในใจเจ้าตัวคงร้อนรนอยู่ไม่น้อย ไม่เช่นนั้นคงไม่ยอมมานั่งอยู่ที่นี่หลังจากวางสายกันไปได้เพียงยี่สิบนาทีหรอก แต่ความกังวลใจของเพื่อนสนิทตัวสูงของเขาก็ไม่ได้ต่างกันเสียเท่าไรนัก เพราะเรื่องที่เขาครุ่นคิดอยู่นี้ตีกันอยู่ภายในจนไม่รู้ว่าจะเริ่มเอ่ยอย่างไรก่อนดี

 

 

"กูมีอะไรจะถามหน่อย" ชายหนุ่มผิวสีแทนเมื่อเรียบเรียงคำพูดตนเองได้แล้วจึงได้เริ่มเอ่ยออกมา

 

 

"ถามอะไร?" คนตัวสูงเอ่ยสวนกลับพร้อมกับคิ้วหนาที่เลิกขึ้นสูงด้วยความสงสัยในคำพูดและท่าที

 

 

"มึงเชื่อจริงๆหรอว่าแบคฮยอนเลิกกับมึงเพราะรุ่นพี่ซูโฮ?" ชายหนุ่มผิวสีแทนจ้องมองดวงตาคมของคนตัวสูงที่พอได้ฟังคำถามของเขาแล้วก็ดูเหมือนว่าเจ้าตัวจะนิ่งไป แต่ดวงตากลับไม่ได้หลบสายตาไปแต่อย่างใด กลับเป็นว่าดวงตาคมนั้นกำลังสื่อออกมาเป็นคำถามว่าสิ่งที่เขาถามไปนั้นเพราะกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่ แล้วเขาเองก็ไม่ขัดหากจะเอ่ยตอบให้กระจ่างชัด

 

 

"กูสงสัยเรื่องนี้มาตลอดมึงกับเขาก็ดูจะไปด้วยกันได้ดี แต่จู่ๆมึงก็มาบอกว่าแบคฮยอนทิ้งมึงไป กูไม่เคยคิดเลยว่าแบคฮยอนจะเป็นคนแบบนั้นจริงๆคนใจร้ายที่ทิ้งมึงไปง่ายๆ" ชายหนุ่มผิวสีแทนเอ่ยในส่งที่ตนเองคิดและรู้สึกเช่นนั้นมาตลอด หากแต่เมื่อหลายปีก่อนที่เขาไม่ได้เอ่ยมันออกมาก็เพราะเขาไม่เข้าใจเรื่องราวจนไม่กล้าพอที่จะเอ่ยออกมาให้เพื่อนต้องเจ็บช้ำใจ ในเมื่อเพื่อนเขาเป็นฝ่ายที่ต้องเผชิญกับเหตุการณ์นั้นไม่ใช่เขา ก็คงไม่มีใครรู้ดีไปกว่าคนที่ประสบพบเจอกับตัว

 

 

"มึงจะพูดเรื่องนี้อีกทำไม" คนตัวสูงเป็นฝ่ายเลี่ยงหลบสายตาที่จ้องมองมาของคู่สนทนาพร้อมกับเอ่ยเป็นเชิงคำถามหากแต่แท้จริงมันคือคำพูดเพื่อสื่อให้เข้าใจว่าเขาไม่ได้อยากจะพูดถึงเรื่องอดีตเสียเท่าไรนัก และเขาก็ไม่เข้าใจเหตุผลด้วยว่าทำไมเพื่อนของเขาจึงหยิบยกเรื่องนี้มาพูดโดยเฉพาะ แต่จะว่าไปแล้วก็คงไม่แปลกนักเพราะเรื่องของคนตัวเล็กไม่ใช่หรือไรที่เป็นสาเหตุให้เขายอมออกมาพบกับเพื่อนสนิทในวันนี้ และมันก็คงมีไม่กี่เรื่องนักหรอก หากแต่เขาก็คงคิดง่ายเกินไปที่ว่าอาจจะเป็นเรื่องอื่น นึกไม่ถึงว่าจะเป็นเรื่องนี้ก็เท่านั้น

 

 

"วันนี้กูเจอแบคฮยอนด้วย" ชายหนุ่มผิวสีแทนเปลี่ยนเป็นการเอ่ยเล่าเรื่องราวที่น่าจะเป็นปัจจุบันมากกว่าแทนคำตอบเขาคงจะเรียบเรียงคำพูดผิดไปจริงๆ ไม่แปลกที่เพื่อนของเขาเลือกที่จะเอ่ยเช่นนั้นในเมื่อสิ่งที่เขาถามก็ไม่ได้เกริ่นที่มาที่ไปใดๆเสียเท่าไร

 

 

ดวงตาจ้องมองท่าทีที่เรียบนิ่งของเพื่อนสนิทตัวสูงหลังจากที่เขาเอ่ยออกมา คิดว่าพอได้ยินแล้วเพื่อนของเขาอาจมีท่าทีตกใจเพราะคาดไม่ถึงว่าเขาจะมีโอกาสได้พบกับคนตัวเล็กอีกครั้งในรอบหลายปี หรือไม่ก็แสดงท่าทีอื่นใดให้เห็นบ้าง ที่ไม่ใช่ท่าทีเรียบนิ่งเช่นเดิมแบบนี้

 

 

ผิดคาดไหนว่ายังมีใจให้แบคฮยอนอยู่ไง แต่ทำไมพอพูดถึงแบคฮยอนกลับเฉยได้ขนาดนี้ทั้งที่ปกติแค่พูดถึงก็หลุดอาการให้เห็นแล้วว่ายังมีเยื่อใย

 

 

"ฉันเองก็เจอเขาแล้ว" คนตัวสูงตัดสินใจเอ่ยออกมาด้วยท่าทางเดิม เมื่อเห็นว่าเพื่อนสนิทมีท่าทางแปลกใจเสียเหลือเกินที่เขาเงียบไปครู่หนึ่ง แต่เพราะคำพูดนี้กลับทำให้คนฟังเป็นฝ่ายเบิกตากว้างด้วยความตกใจ

 

 

ผิดคาดยิ่งกว่าเดิมซะอีก

 

 

"เจอแล้ว!?" ชายหนุ่มผิวสีแทนทวนคำถามนั้นอีกครั้งเพื่อให้รู้ชัดว่าเขาไม่ได้ฟังผิดไป และเมื่อคนตัวสูงพยักหน้ายืนยันนั่นยิ่งสร้างความตกใจให้เขาได้ยิ่งขึ้นเสียอีก ก่อนจะพยายามตั้งสติแล้วเอ่ยถามด้วยความอยากรู้แทน

 

 

"เจอได้ยังไง ที่ไหน เมื่อไหร่ มึงเล่ามาให้หมด" ไม่ใช่ประโยคคำถามแต่เป็นประโยคคำสั่งที่เขาต้องการคำตอบ แต่กลับกลายเป็นเขาที่ต้องตอบคำถามคนตัวสูงเสียแทน

 

 

"อย่าบอกนะว่าเรื่องแบคฮยอนที่มึงจะพูดคือเรื่องนี้?"

 

 

"ก็ไม่ใช่ซะทีเดียว แต่มึงน่ะตอบมาก่อนว่าเจอแบคฮยอนได้ยังไง ทำไมไม่เห็นเล่าให้กูฟังบ้างเลย" ชายหนุ่มผิวสีแทนวางแขนลงกับโต๊ะพลางยื่นหน้าเข้าไปใกล้กับเพื่อนสนิทตัวสูงแล้วจึงเอ่ยออกมาพร้อมกับดวงตาที่จ้องมองไม่ละสายตา ทำเอาคนตัวสูงที่เห็นท่าทีเช่นนี้ก็รีบเอนหลังพิงพนักเก้าอี้เพื่อเว้นระยะห่าง แล้วจึงยอมเอ่ยออกมา

 

 

"เขาเป็นพนักงานบริษัทกู" คำตอบสั้นๆได้ใจความยังคงเรียกให้ชายหนุ่มผิวสีแทนมีอาการตกใจได้ไม่น้อยกับสิ่งที่เพิ่งรับรู้มา

 

 

"ตั้งแต่เมื่อไหร่?" ชายหนุ่มผิวสีแทนซักต่อด้วยความอยากรู้ และคนตัวสูงเองก็ไม่ได้ขัดแต่กลับยินดีที่จะเอ่ยเล่าให้ฟังเมื่อเพื่อนเอ่ยถาม เพราะถึงอย่างไรก็ไม่ได้คิดจะปิดบังอยู่แล้ว เพียงแต่ที่ไม่ได้เอ่ยเล่าก็เพราะไม่ได้ถูกเอ่ยถาม

 

 

"ทำงานก่อนที่กูจะเข้ารับตำแหน่ง แต่วันแรกที่เจอกันก็ตอนงานเลี้ยงรับตำแหน่งนั่นแหล่ะ"

 

 

ชายหนุ่มผิวสีแทนพยักหน้ารับด้วยความเข้าใจ เมื่อนึกย้อนไปถึงงานเลี้ยงในวันนั้นที่คนตัวสูงเอ่ยขึ้นมา จำได้ว่าในคืนวันนั้นเขาไม่ได้ไปร่วมงานตามคำเชิญของเพื่อนสนิทเพราะติดธุระสำคัญกับทางบ้าน กว่าจะสะสางเสร็จก็เลยเวลาไปมากแล้วเขาจึงไม่ได้ไปร่วมงานนั้น

 

 

"แล้วเรื่องแบคฮยอนที่มึงจะพูดคืออะไร คงไม่ใช่แค่จะถามเรื่องนี้หรอกนะ" พอเห็นว่าตอบคำถามเพื่อนสนิทไปแล้ว คราวนี้คนตัวสูงจึงเป็นฝ่ายเอ่ยถามกลับบ้าง และพอชายหนุ่มผิวสีแทนถูกถามก็ไม่ลังเลที่จะเอ่ยต่อในทันทีเช่นกัน

 

 

"ก็เรื่องที่ถามไปตอนแรกไง มึงเชื่อแบบนั้นจริงๆหรอวะ?" ชายหนุ่มผิวสีแทนเอ่ยถาม อาการตกใจแปรเปลี่ยนเป็นความจริงจังผ่านทางแววตาและท่าทาง

 

 

"ตอนนั้นกูเชื่อ" คนตัวสูงเอ่ยตอบออกมา พร้อมกับความคิดที่นึกย้อนไปในเหตุการณ์นั้นอีกครั้ง ความรู้สึกเสียใจที่ได้รับ ความเชื่อที่เกิดขึ้นในเวลานั้นทุกสิ่งกำลังย้อนกลับเข้ามาในความคิดอีกครั้ง

 

 

หากแต่เรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นหลังจากที่ได้กลับมาพบกันอีกครั้งหนึ่งทำให้ความเชื่อที่เคยมี เคยยึดติดนั้นมลายไปบ้างในบางส่วน แต่ส่วนที่เหลือกลับกลายเป็นความสับสนมึนงงที่เขาไม่เข้าใจ เพราะสิ่งที่เชื่อตลอดมาในอดีตวันนี้กลับไม่ได้เป็นอย่างที่เห็น อย่างที่เข้าใจเช่นนั้นเลย

 

 

"แต่ตอนนี้กูไม่รู้" คนตัวสูงเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่เบาลง ดวงตาคมเลือนลอยไปกับความคิดที่สับสนอีกครั้งยามที่พยายามนึกหาคำตอบกับเรื่องนี้

 

 

"หมายความว่ามึงเองก็ไม่มั่นใจว่าแบคฮยอนทิ้งมึงเพราะเขามีคนอื่นใช่มั้ย?" ชายหนุ่มผิวสีแทนเอ่ยถามเพื่อความแน่ใจ แต่คำตอบที่ได้กลับเป็นเพียงแค่สายตาคมที่ฉายแววสับสนจนเห็นได้ชัดพร้อมกับท่าทางยักไหล่อย่างไม่รู้ว่าควรจะตอบว่าอย่างไรเสียแทน

 

 

ชายหนุ่มผิวสีแทนถอนหายใจออกมา ก่อนจะเปิดลิ้นชักหยิบแผ่นกระดาษที่เขาเพิ่งได้มาเมื่อช่วงบ่ายยื่นไปให้คนตัวสูงตรงหน้า

 

 

คนตัวสูงเพียงแค่มองสิ่งที่ยื่นให้เล็กน้อย ไม่มีอาการลังเลอยู่ในสายตา หากแต่เป็นความสงสัยที่เต็มเปี่ยมจึงได้หยิบกระดาษแผ่นนั้นมาถืออยู่ในมือ แต่เพียงแค่ดวงตาคมมองเห็นภาพบุคคลที่อยู่หัวมุมกระดาษกลับเลิกคิ้วสูง

 

 

"ไป๋เซียน..." เสียงที่เปล่งออกมาไม่ได้ศัพท์นักเพราะราวกับผู้พูดเพียงแค่เอ่ยกับตนเองเท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้นด้วยสายตาของอีกฝ่ายที่จ้องมองทำให้เดาได้ไม่อยากว่าคนตัวสูงเอ่ยอะไรออกมา

 

 

"มึงรู้จักไป๋เซียนด้วยหรอ?" ชายหนุ่มผิวสีแทนเอ่ยถาม ความแปลกใจแสดงออกมาอีกครั้งในรอบวัน

 

 

"อืม" ตอบรับสั้นๆอีกครั้งพร้อมกับวางกระดาษแผ่นนั้นลงโดยที่ยังไม่ทันได้สนใจในรายละเอียดอื่นใด ก่อนที่ชายหนุ่มผิวสีแทนจะพยักหน้าช้าๆด้วยความเข้าใจก่อนจะเอ่ยต่อ

 

 

"ไป๋เซียนเป็นนักเรียนที่กูสอนอยู่ กูถึงได้มีโอกาสเจอแบคฮยอน แต่มึงรู้มั้ยว่าคลาสที่ไป๋เซียนเรียนอยู่ในระดับอนุบาล ซึ่งก็คือเฉลี่ยอายุตั้งแต่สี่ถึงหกปี"

 

 

"แล้วยังไง?" คนตัวสูงเริ่มขมวดคิ้วด้วยความสงสัย หากแต่คำพูดที่เอ่ยถามออกไปไม่ได้มีความหมายตรงตัวเช่นนั้นหรอก แต่เป็นการถามตั้งคำถามที่ว่าชายหนุ่มผิวสีแทนต้องการจะสื่อความหมายจากสิ่งที่เอ่ยเล่าว่าอย่างไรต่างหาก

 

 

"มึงดูตรงนี้สิ" ชายหนุ่มผิวสีแทนชี้ไปยังประวัติส่วนตัวในส่วนแรกที่เป็นช่องระบุไว้ว่าวัน/เดือน/ปีเกิด ซึ่งมีลายมือเขียนกรอกข้อมูลลงไปแล้วว่า24 มีนาคม 2010

 

 

 

 

!!!

 

 

 

 

วันเกิดของไป๋เซียน….

 

 

 

 

คือ

 

 

 

 

วันแรกที่เขาคบกับจาง อี้ชิงในฐานะคนรัก!?

 

 

คนตัวสูงที่อ่านข้อความตามที่ชายหนุ่มผิวสีแทนชี้ให้เห็นแล้ว กลับมีท่าทีที่นิ่งไป สายตายังคงจ้องมองอยู่ที่ตัวหนังสือนั้นไม่ละไปไหนด้วยหัวใจที่จู่ๆก็เกิดเต้นระรัวขึ้นมา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับคนตรงหน้าอีกครั้งเมื่อคนตรงหน้าเอ่ยพูดออกมา

 

 

"แล้วมึงดูตรงช่องนี้" ชายหนุ่มผิวสีแทนเองก็สบตาเพื่อนตัวสูงเช่นกันพร้อมกับเอ่ยออกมา นิ้วมือชี้ไปยังข้อมูลส่วนที่สอง และคนตัวสูงเองก็ไม่ลังเลที่จะเชื่อฟังคำพูดของเพื่อนสนิทเลยแม้แต่น้อย ดวงตาคมละจากคนตรงหน้ามากวาดสายตาอ่านตามที่ชายหนุ่มผิวสีแทนชี้นำ เพียงแค่อ่านจบดวงตาคมกลับวูบไหวเฉกเช่นเดียวกับอาการที่อกด้านซ้ายซึ่งกำลังเต้นถี่รัวขึ้นกว่าเก่า มือหนามีอาการสั่นเล็กน้อย เมื่อข้อความที่ปรากฏนั้นเขียนระบุไว้เพียงชื่อของผู้เป็นมารดาอย่างบยอน แบคฮยอนเท่านั้น ส่วนผู้เป็นบิดา….ไม่ได้ระบุเอาไว้!

 

 

 

"มะมึงกำลังจะพูดอะไรกันแน่?" เสียงทุ้มที่เคยนิ่งเรียบในเวลานี้กลับสั่นไหวเสียจนคนฟังเองยังรับรู้ได้อย่างชัดเจน พอๆกับสายตาและท่าทางที่หวั่นไหว หัวใจเต้นถี่รัวจนเกินควบคุมคำถามที่เอ่ยออกมามีคำตอบหนึ่งที่แวบเข้ามาในหัว แต่ถึงอย่างนั้น

 

 

เขาก็ยังไม่กล้าพอที่จะคิดเข้าข้างตัวเองอยู่ดี

 

 









 

 

"ก็หมายความว่าไป๋เซียนมีอายุไม่เกินหกปี แล้วที่น่าสงสัยก็คือไป๋เซียนอายุพอๆกับช่วงเวลาที่แบคฮยอนหายไป"

 










 

"……!!!"

.

.

.

.

.

บรรยากาศที่เย็นลงในยามค่ำคืน นาฬิกาที่หมุนไปเรื่อยๆตามรอบของมันบ่งบอกช่วงเวลาจวนที่ประตูกระจกบานใสจะพลิกป้ายอีกด้านหนึ่งว่าปิดให้บริการแล้ว พอดีกับลูกค้าภายในร้านที่กลับออกไปเป็นรายสุดท้ายพร้อมกับเมนูประจำวันที่หมดเกลี้ยงตามจำนวนยอด

 

 

พนักงานแต่ละคนต่างแบ่งหน้าที่กันทำในส่วนของตนเองอย่างรู้งาน รวมถึงร่างโปร่งผู้เป็นเจ้าของร้านและชายหนุ่มผมสีทองผู้ที่อาสามาช่วยงานตั้งแต่ช่วงบ่ายจนกระทั่งเวลานี้ก็เช่นเดียวกัน ที่ต่างก็หยิบจับงานอื่นๆเพื่อช่วยย่นระยะเวลาในการปิดร้านให้เร็วขึ้น และทุกคนจะได้กลับไปพักผ่อนเติมพลังให้กับร่างกายที่เหนื่อยล้ามาทั้งวันเพื่อเตรียมตัวมาทำงานใหม่ในวันรุ่งขึ้น

 

 

จนกระทั่งงานเก็บต่างๆภายในร้านเสร็จเรียบร้อย พนักงานประจำร้านก็ทยอยกลับออกไปกันเรื่อยๆจนหมด เหลือเพียงแต่เจ้าของร้านร่างโปร่งที่ยังคงจัดการกับบัญชีรายได้ประจำวันอยู่ที่เคาเตอร์ โดยมีชายหนุ่มผมทองที่นั่งอยู่เป็นเพื่อนบริเวณโต๊ะริมกระจกตัวหนึ่ง ทั้งร้านไร้เสียงของบทสนทนาของทั้งคู่ มีเพียงเสียงเครื่องคิดเลขมาจากฝีมือของร่างโปร่งและเสียงเครื่องทำความร้อนภายในร้านที่ดังให้ได้ยินในเวลาที่ไม่ถูกเสียงอื่นๆกลบไป

 

 

ดวงตาคมเข้มของชายหนุ่มผมสีทองทอดมองออกไปภายนอก แสงไฟที่ถูกประดับประดาส่องสว่างไปทั่วตามต้นไม้ริมทาง  ยกเว้นก็เสียแต่ร้านค้าในละแวกใกล้เคียงที่ค่อยๆดับไฟลงเรื่อยๆและร้านแห่งนี้ที่เขานั่งอยู่อีกไม่นานก็คงดับดวงไฟในค่ำคืนนี้ลงด้วยเช่นกัน

 

 

แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่ดีอย่างหนึ่ง เพราะเมื่อไรก็ตามที่แสงจากดวงไฟมืดมิดดับลงเราก็จะเห็นแสงจากดวงดาวสว่างมากขึ้นเท่านั้นแต่เขาก็คงลืมไปว่าช่วงฤดูที่แสนหนาวเหน็บนี้ต่อให้พยายามเพ่งมองเท่าไรก็อาจไม่เห็นดวงดาวได้อยู่ดี

 

 

แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็เลือกที่จะมอง

 

 

"วันนี้นายโอเคใช่มั้ย?" เสียงหวานทุ้มจากร่างโปร่งเอ่ยถามทำลายความคิดที่ล่องลอยของชายหนุ่มผมสีทองให้กลับคืนมาอีกครั้ง พร้อมกับแก้วกระเบื้องถูกยื่นมาตรงหน้าแก้วหนึ่ง ส่วนอีกแก้วถูกร่างโปร่งยกขึ้นจิบเพื่อคลายความหนาวเย็นในร่างกาย ก่อนจะนั่งลงตรงข้ามกัน

 

 

"ก็ไม่ได้เป็นอะไรนี่" ชายหนุ่มผมสีทองมองแก้วกระเบื้องตรงหน้าของตน ไอความร้อนจากเครื่องดื่มละเหยออกไปเรื่อยๆจนสังเกตได้ มือหนาคว้าหูแก้วเอาไว้ก่อนจะยกขึ้นจิบคาราเมลมัคคิอาโต้ร้อนฝีมือร่างโปร่ง

 

 

"ไม่เป็นอะไรจริงๆหรอ?" ร่างโปร่งยังคงเอ่ยถามย้ำเพื่อความแน่ใจ ดวงตากลมจ้องมองอาการของคนตรงหน้าอย่างไม่วางตา ริมฝีปากแดงเม้มเข้าหากันเล็กน้อยเช่นเดียวกับคิ้วที่ขมวดเข้าหากัน

 

 

"จะให้ฉันเป็นอะไรได้ล่ะหืม" ชายหนุ่มผมสีทองยกยิ้มมุมปากเล็กน้อยหลังจากเอ่ยตอบออกมา หากแต่ส่วนลึกแล้วก็รู้ดีแก่ใจว่าสิ่งที่ร่างโปร่งเอ่ยถามนั้นหมายถึงเรื่องใด 

 

 

หากแต่ร่างโปร่งที่เห็นท่าทีเช่นนั้นกลับยิ่งรู้สึกเป็นกังวลมากยิ่งกว่าเก่าเสียอีก ดูก็รู้ว่าแค่ยิ้มยังฝืนใจเลย

 

 

ร่างโปร่งกัดริมฝีปากตัวเอง คิ้วขมวดเข้ากันเช่นเดิม ดวงตากลมกรอกไปมาด้วยความลังเลใจพร้อมกับมือบางที่กอบกุมถ้วยกระเบื้องเครื่องดื่มร้อนนั้นเอาไว้แน่นขึ้น ก่อนจะเอ่ยคำพูดต่อมาที่ทำเอาชายหนุ่มผมสีทองหลุดอาการที่ปิดบังเอาไว้ได้ดี

 

 

 

"แต่ฉันเห็นวันนี้นายไปคุยกับแบคฮยอนนายโอเคมั้ย?"

.

.

.

.

.

รถยนต์คันหรูเลี้ยวเข้าจอดยังลานจอดรถกว้างหลังจากที่วนรถอยู่นานกว่าจะได้ที่ว่างพอที่จะสามารถจอดรถได้ แม้ว่าสถานที่แห่งนี้จะไม่เป็นที่น่าพิศมัยสำหรับคนส่วนใหญ่เท่าใดนักก็ตามแต่ลานจอดรถก็ยังคงเต็มไปด้วยรถยนต์จำนวนมากที่ขับเข้าออกกันอยู่เป็นระยะ เครื่องยนต์ดับสนิทก่อนที่ประตูรถจะถูกเปิดออกด้วยฝีมือของเจ้าของรถตัวสูง

 

 

เพียงแค่ลงมายืนเต็มความสูงนอกตัวรถ กลิ่นประจำของสถานที่แห่งนี้ที่ลอยคละคลุ้งอยู่ในอากาศก็ชวนให้รู้สึกคัดจมูกขึ้นมาได้เสียทุกครั้ง หากแต่ครั้งนี้ความว้าวุ่นใจทำให้คนตัวสูงแทบหลงลืมไปว่าเขาไม่ชอบกลิ่นนี้เอาเสียเลย ขายาวก้าวเข้าไปยังตัวอาคารสูงก่อนจะตรงไปยังลิฟต์ตัวหนึ่งเพื่อมุ่งไปยังชั้นจุดหมายที่เขาตั้งใจเอาไว้ โดยไม่ได้คิดจะใส่ใจสิ่งรอบข้างเท่าใดนัก

 

 

เมื่อถึงชั้นที่หมาย ความเงียบกลับปกคลุมแทบทั้งชั้นจนเขาแทบไปต่อไม่ถูก แต่นั่นอาจเป็นเพราะชั้นที่เขามานั้นค่อนข้างมีความเป็นส่วนตัวอยู่บ้างก็เป็นได้ คนตัวสูงเดินตรงไปตามทางที่ทอดยาว ผ่านห้องต่างๆที่อยู่เรียงรายพร้อมกับสายตาคมที่คอยไล่อ่านตัวอักษรที่ติดเอาไว้หน้าประตูแต่ละบาน จนกระทั่งมาถึงตัวอักษรที่เรียงร้อยเป็นข้อความที่บ่งบอกให้รับรู้ว่าห้องนี้คือห้องที่เป็นเป้าหมายของเขา

 

 

 

 

 

ห้องพักส่วนตัว นายแพทย์คิม จงแด  แผนกศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์

 

 

 

 

คนตัวสูงยกมือเคาะเป็นการขออนุญาตเจ้าของห้องเล็กน้อย ก่อนที่ตนเองจะเปิดประตูเข้าไปภายในทันทีโดยไม่รอให้ผู้เป็นเจ้าของห้องได้ส่งเสียงตอบกลับมา แต่ก็ไม่เป็นที่ถือสานักเพราะเจ้าของห้องนั้นได้รับโทรศัพท์จากคนตัวสูงมาก่อนหน้านี้สักยี่สิบนาทีเห็นจะได้ว่าเจ้าตัวจะเข้ามาพบ

 

 

"ไงมึง ลมอะไรหอบมึงมาหากูกะทันหันขนาดนี้?" นายแพทย์หนุ่มเงยหน้าขึ้นจากตำราแพทย์เล่มหนาภาษาอังกฤษที่ตนกำลังศึกษาอยู่ขึ้นมาเอ่ยทักคนตัวสูงที่ถือวิสาสะนั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามของตน สายตาคมกวาดมองบรรยากาศรอบห้องพักที่นอกจากจะมีเตียงนอนแล้ว ยังพบกับราวแขวนเสื้อผ้าที่มีเพียงไม่กี่ชุด ใกล้กันเป็นกระจกสี่เหลี่ยมผืนผ้าทรงสูงตั้งอยู่ที่พื้น ถัดมาเป็นตู้หนังสือเกี่ยวกับทางการแพทย์และสรีระต่างๆอีกมากมายซึ่งเขาไม่เคยจะสนใจมันเท่าไรนัก ถัดมาอีกหน่อยก็เป็นชั้นที่จัดเก็บอุปกรณ์การแพทย์ ข้างกันมีโครงกระดูกแบบจำลองที่ตั้งอยู่ และบริเวณอื่นรอบๆห้องที่เป็นผนังสีขาวกลับมีภาพโปสเตอร์เกี่ยวกับสรีระร่างกายเอย หรือภาพอวัยวะที่แยกเป็นส่วนให้ได้ศึกษาเอย เพียงแค่มองก็รู้สึกไม่ชอบขึ้นมาเสียเท่าไรก็ไม่รู้ว่าเพื่อนของเขาใช้ชีวิตอยู่ไปได้อย่างไร หากเป็นเขาคงสติแตกเข้าสักวันถ้าต้องให้มองภาพพวกนี้ทุกๆวัน

 

 

"ตกลงมีอะไรก็ว่ามา กูอุตส่าห์รีบมาจากบ้านเพื่อมารอมึงก่อนจะราวด์วอร์ดเกือบชั่วโมงเลยนะ"

 

 

"คือกูมีเรื่องอยากให้มึงช่วยหน่อย" ไม่มีอ้อมค้อมใดๆทั้งสิ้นจากคนตัวสูงที่เอ่ยออกมาพร้อมกับกระดาษแผ่นหนึ่งที่ได้รับมาจากชายหนุ่มผิวสีแทนก่อนหน้านี้ถูกยื่นไปให้คนตรงหน้า

 

 

"อะไรวะ?" นายแพทย์หนุ่มเอ่ยถามด้วยความสงสัย หากแต่มือก็เอื้อมรับกระดาษแผ่นนั้นจากคนตัวสูงมาคลี่อ่านไปด้วย

 

 

"บยอน ไป๋เซียน มารดา….บยอน แบคฮยอน?" นายแพทย์หนุ่มอ่านออกเสียงเบาก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาคมของคนตัวสูงด้วยความไม่เข้าใจในการกระทำนัก และเขาก็ต้องการการอธิบายขยายความเพิ่มเติม หากแต่คนตัวสูงก็ยังคงเอ่ยอย่างตรงไปตรงมาถึงจุดประสงค์ของตนเองอยู่ดี

 

 

"กูอยากให้มึงช่วยข้อมูลของแบคฮยอนกับเด็กคนนี้ให้หน่อย ขอตั้งแต่ปีที่แบคฮยอนเรียนจบ"

 

 

"หา?ให้กูที่เป็นหมอกระดูกหาข้อมูลคนเนี่ยนะ? กูเป็นหมอนะเว้ยไม่ใช่เจ้าพนักงานทะเบียนราษฎร์" คำพูดประชดจากนายแพทย์หนุ่มถูกพ่นออกมาพร้อมกับความไม่เข้าใจในการกระทำของเพื่อนสนิทตัวสูงที่มีเพิ่มมากขึ้น  หากแต่คนตัวสูงก็ทำได้เพียงยักไหล่เล็กน้อยแล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเดิม

 

 

"มึงไม่ใช่แต่น้าสาวมึงใช่ แถมพี่เขยมึงก็เป็นนักสืบด้วย"

 

 

จบคำพูดของคนตัวสูงแล้ว นายแพทย์หนุ่มแทบจะยกมือขึ้นตบหน้าผากตัวเองด้วยความหนักใจเขาคงลืมไปว่าคนตรงหน้าคือเพื่อนสนิทกลุ่มเดียวกัน ไม่แปลกที่จะรู้ข้อมูลส่วนตัวทางบ้านของเขาพอสมควร  หากแต่เขาก็ยังไม่มั่นใจพอว่าตนเองจะช่วยได้ตามที่คนตัวสูงคาดหวังนัก

 

 

"แล้วทำไมมึงไม่เอาไปให้พวกสำนักงานนักสืบดีๆสักที่หาข้อมูลให้วะ?"

 

 

"เพราะกูไม่แน่ใจว่าจะได้ข้อมูลจริงๆหรือเปล่า แต่ถ้ามันมาจากแหล่งข้อมูลโดยตรงมันก็น่าจะเป็นไปได้กว่าไม่ใช่หรอ" คนตัวสูงเอ่ยตอบ ดวงตาคมจ้องมองสบตากับคนตรงหน้านิ่ง ราวกับเป็นการกดดันผ่านทางสายตาจนสุดท้ายแล้วนายแพทย์หนุ่มก็ถอนหายใจยาวออกมาแล้วยอมพยักหน้ารับในที่สุด

 

 

แบบนี้เขาเรียกมัดมือชกกันชัดๆ

 

 

"กูไม่รับปากนะว่าน้ากับพี่เขยจะทำให้ได้ แต่กูจะพยายามขอร้องเขาให้แล้วกัน"

.

.

.

.

.

เวลาที่ล่วงเลยไปมากกว่าสองสัปดาห์หลังจากที่ได้ทราบข้อมูลที่บรรจุอยู่ภายในซองกระดาษสีน้ำตาลนี้ เขามีโอกาสได้แวะเวียนไปพบหน้ากับเด็กผู้ชายตัวเล็กผู้มีความเกี่ยวพันทางสายเลือดกับเขาอยู่บ้าง ซึ่งในครั้งแรกนั้นก็ได้เห็นหน้าดีอยู่หรอก แต่ครั้งต่อๆมากลับกลายเป็นว่าเขาถูกห้ามไม่ให้พบกับเด็กผู้ชายตัวเล็กนี้อีก ด้วยเหตุเพราะผู้เป็นมารดาของเด็กตัวเล็กไม่ให้พบหน้า นั่นจึงเป็นเหตุให้เขาไม่สามารถทำตามดังใจตนเองได้อีก

 

 

ดวงตาคมจ้องมองรูปถ่ายของเด็กตัวเล็กในมือ รอยยิ้มสดใสที่ปรากฏบนใบหน้าทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะใช้ข้อนิ้วลูบไปมาราวกับได้สัมผัสรอยยิ้มนั้นจริงๆ  ในใจก็ได้แต่เอ่ยคำขอบคุณซ้ำไปซ้ำมาเพื่อหวังลมๆแล้งๆว่ามันจะส่งไปถึงผู้เป็นมารดาของเด็กตัวเล็กที่ได้เลี้ยงดูมาอย่างดี และสักวันเขาจะเป็นฝ่ายได้มีโอกาสเลี้ยงดูเด็กคนนี้บ้าง

 

 

"เราจะปล่อยให้เป็นแบบนี้จริงๆหรอคะ?" หญิงวัยกลางที่นั่งมองผู้เป็นสามีที่เอาแต่จ้องมองภาพถ่ายใบนั้นก็ตัดสินใจเอ่ยขึ้นมาด้วยความกังวลใจ

 

 

"ไม่หรอก" ชายวัยกลางคนเงยหน้าเอ่ยตอบผู้เป็นภรรยา

 

 

"แต่เรื่องมันไม่ง่ายขนาดนั้นเลยนะคะ ขนาดฉันเองยังพูดอะไรมากไม่ได้เลย" หญิงวัยกลางคนยังคงเอ่ยออกมาด้วยความกังวลใจ ยิ่งคิดก็ยิ่งกังวลกับหนทางที่จะแก้ปัญหานี้

 

 

"ผมรู้ แต่ครั้งนี้เราต้องทำ" ชายวัยกลางคนเอ่ยตอบกลับด้วยความตั้งใจตามที่ตนคิดเอาไว้ ถึงแม้ว่าภายในใจส่วนลึกแล้วเขาเองก็ไม่ได้มีความมั่นใจนักว่าจะแก้ปัญหาได้เช่นกัน แต่ในเมื่อเขาคิดจะทำแล้วก็ไม่มีอะไรที่จะเปลี่ยนแปลงมันได้อีกแล้วนี่คงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้วเท่าที่เขาคิดได้

 

 

"แล้วถ้า" หญิงวัยกลางคนเว้นคำพูดไว้เพียงเท่านั้นและเปลี่ยนมาใช้สายตาที่สื่อความต่อแทน ซึ่งผู้ฟังก็สามารถเข้าใจได้จึงได้เอ่ยต่อ

 

 

"ถ้ามันจะมีอะไรเกิดขึ้น ผมพร้อมที่จะรับผิดชอบทุกอย่างเอง คุณอย่าห่วงเลย" ชายวัยกลางคนเอ่ยอย่างหนักแน่นกับการตัดสินใจของตนเองให้ภรรยาฟัง อย่างน้อยความมั่นใจของเขาก็อาจจะช่วยให้ภรรยาคลายความกังวลใจลงไปได้บ้าง ก่อนจะเอ่ยเหตุผลของการตัดสินใจในครั้งนี้ด้วยประโยคต่อมา

 

 

"เพราะพวกเขาไม่ควรต้องมาเจ็บปวดเพราะเราอีกแล้ว"

 

แม้จะเน้นเรียกสรรพนามว่าพวกเขาแต่ก็เป็นที่เข้าใจได้ไม่ยากนักสำหรับหญิงวัยกลางคนว่าชายผู้เป็นสามีเอ่ยถึงบุคคลใดบ้างก็ได้ถอนผ่อนลมหายใจเพื่อสงบจิตใจไม่ให้ฟุ้งซ่านคิดไปต่างๆนานากับสิ่งที่ยังไม่เกิด ก่อนที่ดวงตาคู่สวยจะเลื่อนมองผู้เป็นสามีที่บัดนี้กำลังให้ความสนใจภาพถ่ายในมือนั้นอีกครั้ง

.

.

.

.

.

"ฉันขอโทษจริงๆนะ" หญิงวัยกลางคนเอ่ยออกมาด้วยความรู้สึกเช่นเดียวกับที่ตนเอ่ยไป  ดวงตาหลุบต่ำลงมือบางประสานกันไว้ที่ตัก บีบเข้าหากันแน่นจนกลัวว่าปลายเล็บยาวอาจจะจิกลงไปที่ผิวเนื้อบ้างแล้วก็ได้ ไม่ได้ต่างจากชายวัยกลางคนข้างกายที่ก็เอ่ยคำเดียวกันด้วยความรู้สึกผิดอยู่เต็มหัวใจไม่ได้ต่างกัน


ผิดกับชายและหญิงวัยกลางคนอีกคู่หนึ่งที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ชายวัยกลางคนตระกูลจางจ้องมองใบหน้าของหญิงวัยกลางคนผู้ที่ตนนับเป็นเพื่อนด้วยสีหน้าและท่าทางที่เรียบนิ่ง แตกต่างไปจากหญิงวัยกลางคนตระกูลจางที่บัดนี้กำลังผ่อนลมหายใจเข้าออกเพื่อระงับอาการโกรธที่ปะทุขึ้นมาในใจจนทำให้หน้าสวยแดงก่ำ แต่สุดท้ายความอดทนก็ขาดสะบั้นลง


"ขอโทษหรอ? ฉันไม่น่ายอมให้ลูกชายของฉันคบกับลูกพวกคุณเลยจริงๆ คนเห็นแก่ตัว!" คำพูดด่าทอชัดเจนเอ่ยออกมาจากปากของหญิงวัยกลางคนตระกูลจาง ก่อนที่หล่อนจะลุกพรวดออกไปจากห้องอาหารแบบส่วนตัวทันทีโดยไม่สนใจผู้เป็นสามีที่มองตามแผ่นหลังบางไปเล็กน้อยแล้วจึงค่อยหันกลับมาเอ่ยกับชายหญิงวัยกลางคนตระกูลฮวัง


"ผมผิดหวังในตัวคุณมากจริงๆลี่จู" ทิ้งคำพูดไว้เพียงเท่านี้แล้วลุกขึ้นเดินตามผู้เป็นภรรยาออกไปจากห้องอีกคน สายตาที่สบกันกันหน้านั้นสื่อได้ดีว่าผู้พูดรู้สึกผิดหวังกับสิ่งที่ได้รับรู้จากหญิงวัยกลางคนมากเพียงใด 


เหมือนความไว้เนื้อเชื่อใจที่เคยมีให้ถูกทำลายลงไป...ทดแทนด้วยความผิดหวัง 


แต่บางที...จะโทษเพียงแค่หญิงวัยกลางคนคนเดียวก็อาจไม่ถูกนัก ในเมื่อเรื่องความสัมพันธ์ของลูกชายเขาและฝ่ายนั้นเกิดจากความยินยอมพร้อมใจกันทั้งสองฝ่าย ทุกสิ่งพวกเขาแค่ปูทางเอาไว้ให้ทั้งคู่ได้รู้จักและพบเจอกัน ที่เหลือก็ปล่อยให้ความใกล้ชิดได้ทำหน้าที่ของมัน...

 




ได้ทำในสิ่งที่เขาทั้งคู่ไม่มีโอกาสได้เริ่มต้นมัน...โดยให้ลูกๆของพวกเขาเป็นตัวแทน...
.
.
.
.
.
แฟ้มงานและเอกสารที่วางตั้งอยู่บนโต๊ะถูกเปิดอ่านได้ไม่นานก็ต้องปิดลง เปลี่ยนเป็นเอกสารอีกชุดหนึ่งที่ถูกหยิบออกมาเปิดอ่านแทนแต่แล้วในที่สุดก็ถูกปิดลงอีกครั้ง เป็นอยู่แบบนี้ซ้ำๆกับเอกสารและแฟ้มอื่นๆ จนสุดท้ายผู้ที่อ่านเลือกที่จะวางปากกาและรวบเก็บเอกสารทั้งหมดแทน นั่นเพราะสมาธิในการทำงานถูกรบกวนด้วยเรื่องที่เขาคับข้องใจ จะหยิบโทรศัพท์ต่อสายหาเพื่อนสนิทที่ไหว้วานให้ช่วยเหลือก็ดูจะเป็นการรบกวนเกินไป เพราะเรื่องที่ไหว้วานเพิ่งผ่านมาได้เพียงวันเดียว อีกทั้งเพียงแค่ครึ่งค่อนวันเขากลับโทรศัพท์เพื่อไถ่ถามความคืบหน้าไปมากกว่าสี่ห้าสายได้จนเพื่อนของเขาบ่นเอาให้ว่าไม่เป็นอันได้ทำงานเพราะคอยรับสายของเขา...แต่จะให้ทำอย่างไรได้เล่า ถ้าไม่อยากให้เขาโทรถามบ่อยๆก็ควรจะรีบมีคำตอบให้เขาได้เสียที ไม่ใช่ตอบเพียงว่าให้เขารอก่อน ให้เขาใจเย็น เรื่องแบบนี้เย็นอยู่ได้ที่ไหนกัน!


คนตัวสูงเลือกที่จะลุกออกจากเก้าอี้ในห้องทำงานของตน เดินลงมายังชั้นล่างของตัวบ้าน บางทีเขาควรจะลงมือทำอะไรบ้างที่ไม่ใช่เพียงแค่รอคอยอยู่แบบนี้...


คิดได้ดังนั้นช่วงขายาวก็ก้าวไปยังรถยนต์ของตนเองทันที แต่แล้วกลับต้องชะงักมือที่กำลังควาญหากุญแจรถเพื่อปลดล็อคประตู



เพราะความคิดหนึ่งที่วิ่งแล่นเข้ามาในหัว และเขาก็ลืมตั้งรับมือกับคำตอบที่ตามหาไปเสียสนิท


 


แล้วถ้าไป๋เซียนไม่ใช่...






ไม่ปล่อยให้ความคิดนี้ประกอบกันจนครบ เขาก็สะบัดหัวเบาๆไล่ความคิดนี้ทิ้งไปทันที แต่ก็ดูเหมือนว่ามันจะไม่ได้หลุดออกไปจากร่างกายอย่างถาวรแต่กลับเลื่อนจากความคิดมาอยู่ที่ความรู้สึกเสียแทน...เพียงเท่านี้หัวใจก็ปวดหนึบขึ้นมาราวกับถูกบีบรัดด้วยเชือกเส้นหนาที่ไม่อาจหลุดพ้นไปได้ง่ายดาย



"อาเทาอยู่นี่เอง..." เสียงคุ้นหูที่ได้ฟังมาตั้งแต่เล็กจนโตเอ่ยทักอยู่ที่ปลายบันไดหน้าประตูบ้าน สีหน้าที่เรียบนิ่งเบนหลบต่ำ หากแต่ดวงตาที่สะท้อนออกมาแลดูมีเรื่องทุกข์อยู่ในใจ



"ม๊ามีอะไรหรือเปล่าครับ?" คนตัวสูงเอ่ยถามกลับพร้อมกับเดินกลับไปหามารดาที่ยืนอยู่ ก่อนจะได้รับคำตอบจากมารดาที่ทำให้เขาต้องแปลกใจ

















"ม๊ามีเรื่องจะบอก ตามมาที่ห้องทำงานหน่อยสิ"














 

TBC.


*********

ต้องขอโทษรีดเดอร์ทุกคนด้วยนะคะที่ตอนนี้มาอัพให้ทีละนิดๆ พอเปิดเทอมก็วุ่นวายอยู่หลายเรื่องเลยเหมือนกัน เลยไม่ได้มีเวลามาเขียนให้เลยช่วงนี้ แต่สุดท้ายก็เขียนได้จนจบตอน เย้ๆๆๆ  คราวนี้ก็เลยมาอัพให้จนครบเลย 

 

สำหรับตอนนี้ที่ทุกคนรอคอย ป่ะป๊าเทาเริ่มสงสัยมาบ้างแล้วอ่ะเนอะ แต่จะรู้ความจริงในสิ่งที่ตามหามั้ย ถ้ารู้แล้วจะเป็นยังไงต่อไป หรือว่าถ้าไม่รู้ล่ะจะเป็นยังไงต่อ แล้วคุณย่าเรียกป่ะป๊าไปทำไมหนอ จะบอกเรื่องอะไรกันแน่ แล้วเรื่องครอบครัวจางอีกจะเป็นยังไงต่อไป แล้วถ้าสังเกตจะเห็นว่ามีคู่ของคุณลุงคริสกับคุณน้าชานยอลแทรกๆเข้ามาด้วย แต่คู่นี้จะเป็นยังไง………มารอลุ้นไปพร้อมๆกันตอนหน้านะคะ ^^


 



 

*************

บูม! 

 

มาวางระเบิดไว้ก่อน20% ส่วนที่เหลือจะทยอยเอามาลงให้อีกนะคะ ขอเวลาปั่นก่อนน้า ยิ่งช่วงนี้เปิดเรียนแล้วด้วยต้องเป็นเด็กดี(?)นิดนึง ฮ่าๆๆๆๆ

 
*************
 

ตอนนี้ไม่ขอพูดอะไรมากเอาเป็นว่าฝากรีดเดอร์ให้ช่วยพูดแทนแล้วกันนะคะ มาอัพเพิ่มอีก30%ก่อนนะคะ ส่วนที่เหลือจะทยอยตามมา ช่วงนี้ค่อนข้างจะทำตัวเกเรนิดโหน่ยยยย ยอมรับก็ได้ว่าจริงๆติดซีรี่ย์หนักมาก แต่ก็มีเรียนหนักด้วยเหมือนกันน้า แฮ่ๆ ตอนนี้ก็เลยใช้เวลานิดนึง แต่พอว่างก็จะรีบมาต่อให้อีกนะ จะพยายามเร่งปั่นให้ได้อ่านกันให้เร็วที่สุดแน่นอน


สำหรับตอนนี้ไม่รู้ว่าต้องขอบคุณเพื่อนคุณป๊าเทายังไงดีเนอะ เหมือนเป็นแสงสว่าง(?) ฮ่าๆๆ แต่จริงๆถ้ายังจำได้คุณป๊าเราก็ไม่ไใช่ว่าจะไม่เคยสงสัยเรื่องน้องไป๋น้า เพียงแต่มันไม่ได้มีอะไรให้เป็นที่น่าสังเกตอย่างตอนนี้ แต่ว่าตอนนี้ก็เหมือนว่าคุณครูคิมคือคนที่ช่วยบอกใบ้ให้คุณป๊าแล้วอ่ะเนอะ ก็ต้องมาดูกันต่อว่าจะเป็นยังไงต่อไป คุณป๊าเราจะคิดได้? อันนี้รอตอนที่เหลือต่อนะคะ







***************

 

**สำหรับคนที่สนใจอยากให้รวมเล่มหากต้องการจริงๆพลอยก็ขอฝากให้ลองพิจารณาดูนะคะ

 

สำหรับรวมเล่มที่คิดไว้ก็มีเนื้อหาทุกตอนของเรื่องนี้ตามที่ลงไว้ในเว็บเลย+ตอนพิเศษ(ซึ่งคาดว่าอย่างน้อยประมาณ5ตอนแต่อาจมีมากกว่านั้น)+ตอนพิเศษฉบับของน้องไป๋เซียนอีก(แต่อันนี้ยังไม่ได้วางจำนวนตอนไว้)+ตอนพิเศษของคุณลุงคริสคุณน้าชานยอล(อันนี้ก็ยังไม่ได้วางจำนวนตอนไว้เหมือนกัน)

 

ถ้าใครสนใจก็ลองส่งเสียงบอกกันบ้างนะคะ ทั้งคนที่เคยลงชื่อว่าอยากให้ทำรวมเล่มไปก่อนหน้านี้แล้วและคนใหม่ๆด้วยนะคะ 

 

**ซื้อเถอะรับรองว่าคุ้มแน่นอน ^++++^ ** 

 

สุดท้ายก็ฝากเรื่องนี้เอาไว้ด้วยนะคะ อยู่ด้วยกันต่อไปจนสุดทางเนอะ

 

ขอบคุณสำหรับทุกๆคอมเมนท์ทุกๆกำลังใจด้วยนะคะ พูดคุยกันได้ที่ช่องทางเดิม ตรงคอมเมนท์ในเว็บนี้แล้วก็ในทวิตเตอร์ @ploy_chaiprom  หากเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็ฝากติดแท็กกันบ้างน้า #BecauseTB 

 

แล้วพบกันในส่วนที่เหลือนะคะ ^^


 

:) Shalunla

374 ความคิดเห็น

  1. #344 Huntunya (@nan-is-happy) (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 28 มีนาคม 2559 / 16:32
    ขะบอกแล้วใช่มั๊ยๆ ติดตามอยู่นะค่ะ
    #344
    0
  2. #342 meawchin (@patcharidachinno) (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2559 / 09:20
    รอคอยๆ
    #342
    0
  3. #341 piggy07 (@piggyeollie) (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2559 / 16:17
    อ๊ายยยยยยป๊าเทาจะรู้แล้วอะ รออยู่นะคะ
    รีบๆมาต่อนะไรท์
    #341
    0
  4. #339 Huntunya (@nan-is-happy) (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2559 / 21:51
    ป๊าเทารู้สักที
    #339
    0
  5. #338 Huntunya (@nan-is-happy) (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2559 / 21:51
    ป๊าเทารู้สักที
    #338
    0
  6. #337 Born 2B AngeL (@krispy-kung) (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 29 มกราคม 2559 / 11:52
    ไคฉลาดคนเดียวอะ มีฉุกคิด 55555555555 เทากินแบรนด์ซุปไก่เยอะๆนะ เผื่อฉลาดบ้าง ก่อนแบคจะหนีเพราะความเป็นคนดีค้ำคอไปอีก ถ้าแบคสงสารอี้ชิงขึ้นมาละหนาวเลย
    #337
    0
  7. #336 piggy07 (@piggyeollie) (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 29 มกราคม 2559 / 02:13
    อ๊ายยยยยยยยยยยยยยยยมาต่อด้วยนะคะ อย่าทิ้งไปนานนะ สู้ๆนะคะ
    #336
    0