ดุจเรือนใจ (ตีพิมพ์โดยพิมพ์คำ)

ตอนที่ 34 : ....บทที่ ๓๒.... (๗/๗)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,379
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 33 ครั้ง
    18 เม.ย. 59

ตอนนี้ e-book โอ้ใจเอย วางขายที่ meb แล้ว
หากอยากรู้ว่าเพราะอะไร 'อีสี่' ถึงเป็นที่รักของคนอ่าน
และทำไมเฮียตรัยถึงแค้นน้องนัก
ไปอ่านเรื่องราวน่ารักของ 'พี่ตรัย' กับ แพน ได้ที่ โอ้ใจเอย เลยค่ะ
(คลิกที่รูปได้เลยนะ)













 

บทที่ ๓๒

 

จตุรวัชรหยุดจากงานทุกอย่าง จริงๆ

เขาไม่รับโทรศัพท์ ไม่สนใจเทกซ์ทั้งหลาย เว้นแต่งานที่เร่งด่วนจริงๆ เลขานุการจะนำมาให้ถึงที่บ้าน ซึ่งชายหนุ่มก็จะพิจารณาและจัดการไปทีละเรื่อง ความตั้งใจของเขาคือใช้เวลาหลังจากตรากตรำทำงานหนักด้วยการอยู่กับครอบครัว พาพ่อกับแม่เที่ยวนิวยอร์ก พาพวกท่านไปเยี่ยมบ้านเพื่อนสนิทของตรัยอย่างเจเรมี่ยังในเจอร์ซี่ ซึ่งทั้งสองคนให้ครอบครัวของตรัยกับอนุตดาพักที่นี่เพราะมีห้องว่างเหลือเฟือ อีกทั้งยังอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติ ไม่มีเสียงรบกวน เหมาะสำหรับเด็กชายกานท์ชวินตัวน้อย ที่รักสายลม ต้นไม้ สุนัข แมว และเสียงชัตเตอร์กล้องยี่ห้อนิคอน

แน่นอนว่ากานท์ชวินขโมยหัวใจใครหลายคนไปได้ รวมถึงลุงทั้งสอง

‘ทำไมมี่ถึงเป็นลุง’ เจเรมี่โวยพ่อของหลาน

‘ก็แก่เดือนกว่าไม่ใช่หรือไง’ ตรัยอธิบาย

‘มี่เป็นอาได้มั้ย จะได้ดูแข็งๆ’

‘แข็งๆ?’ เพื่อนสนิทย้อนถาม ‘ยังไงวะ’

‘อามี่!’ คนพูดตวัดมือแตะขมับเลียนแบบทหาร ‘ขรับพ้ม! เซอร์ เยสเซอร์!’

‘ต้องบอกว่าดูเข้มแข็ง...’ กวีแก้ให้อย่างอ่อนอกอ่อนใจ

จากนี้ทั้งครอบครัวจะเดินทางไปเยี่ยมบ้านของทวิที่แคลิฟอร์เนีย และเนื่องจากเป็นคณะใหญ่เกินไป ส่วนหนึ่งเลยต้องพักที่โรงแรม ทีแรกตรัยคิดว่าอยากจะพาลูกและครอบครัวไปเยี่ยมเพื่อนๆ ที่นิวออร์ลีนส์ แต่ด้วยยังเป็นหน้าร้อนและถ้าลงไปทางใต้จากนิวยอร์กที่อากาศเย็นกว่าก็กลัวว่าอากาศร้อนชื้นจะทำให้ลูกป่วย จึงต้องพับแผนนี้ตั้งแต่อยู่ไทยอย่างน่าเสียดาย ทว่าเมื่อเพื่อนนักดนตรีแดนใต้รู้เข้าเลยบอกในทันทีว่าจะบินไปหาหลานที่แคลิฟอร์เนียเอง บ้านของทวิเลยจะกลายเป็นสถานที่รวมพลจัดงานปาร์ตี้ใหญ่

แต่แผนนั้นต้องปรับเปลี่ยนเล็กน้อย เมื่อภามินบอกว่าบริษัทที่ทำโปรเจคต์ออกแบบนิทรรศการอยากพูดคุยด้วย เนื่องจากทางคนติดต่องานทราบเข้าว่าหญิงสาวอยู่นิวยอร์กจึงติดต่อเชิญไปเลี้ยงกาแฟอย่างกระตือรือร้น เลยกลายเป็นว่าจตุรวัชรและภามินจะอยู่นิวยอร์กอีกวันหนึ่ง ก่อนบินตามไปที่แคลิฟอร์เนียในช่วงสายของวันถัดไป

หลังจากส่งทุกคนขึ้นเครื่องในตอนเช้ามืด ทั้งจตุรวัชรและภามินกลับมายังบ้านที่เงียบเหงาลงไปถนัดใจ จากเดิมจะมีเสียงคนพูดคุยไม่ให้ว่างเว้น ตอนนี้กลับมีแต่เสียงกรนเบาๆ ของสุนัขและเสียงโวยวายหาของกินของแมวตัวใหญ่ แถมคนอาศัยบ้านหลังเดียวกันอย่างสวิตรก็ติดงานที่ยุโรปยาว กระทั่งจะปลีกตัวมางานสำคัญของพี่ชายร่วมบ้านยังทำไม่สามารถทำได้ 

“สี่อยู่บ้านคนเดียวเหงาไหม” หญิงสาวถามขึ้นมาระหว่างทั้งสองนั่งดูข่าวในโทรทัศน์ด้วยกัน

เขาเลิกคิ้วเล็กน้อย “ไม่นะ ก็ทำงานไปเรื่อยๆ ส่วนใหญ่ก็อยู่ออฟฟิศ ไม่ก็หอบงานกลับมาทำบ้าน”

“เหนื่อยมากล่ะสิ”

“เหนื่อย” ชายหนุ่มตอบสั้นๆ

“โอ๋ๆ” ภามินดึงศีรษะแฟนหนุ่มมาซบบ่าและใช้มือตบเบาๆ “หมดไปงานแล้วนะ จากนี้ก็เหนื่อยจากความคาดหวังของตัวเองก็พอละ ไม่ต้องเหนื่อยเพราะความคาดหวังคนอื่นแล้ว”

“รู้เหรอว่าสี่เหนื่อยอะไร” เขาหัวเราะก่อนพลิกตัวและสอดแขนโอบเอวอีกฝ่ายไว้

“ก็พอรู้ ถ้าเรื่องความคาดหวังของตัวเองสี่จัดการได้อยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นความคาดหวังของคนอื่นสี่ชอบแบกเอาไว้ จะดีก็ดี จะแย่ก็แย่ แต่อย่าทำเยอะเกินไปรู้ไหม”

“ครับๆ” จตุรวัชรตอบก่อนหลับตาและงีบหลับไปเกือบสิบห้านาที

เขารู้สึกตัวอีกทีก็เกือบเที่ยงแล้ว จึงรีบลุกตั้งใจจะไปเปลี่ยนเสื้อผ้าพร้อมพาภามินไปพบคนที่นัดเอาไว้ แต่เมื่อเห็นแฟนทำท่าคล้ายเมื่อยไหล่ข้างที่ตนซบหลับไปพัก ชายหนุ่มเลยเดินไปข้างหลังและนวดให้เป็นการไถ่โทษ 

ทั้งสองคนออกไปยัง บิสโทร หรืออาหารฝรั่งเศสแนวเรียบง่าย สบายๆ เหมาะสำหรับครอบครัว ร้านประจำของเขานั้นอยู่ใกล้บ้านในระยะเดินถึงและไม่ไกลถ้าจะเดินต่อไปสถานีรถไฟใต้ดิน ร้านตั้งอยู่ที่ถนนคริสโตเฟอร์ เปิดตั้งแต่แปดโมงเช้าจนถึงตีหนึ่ง จึงมีผู้คนมากมายเดินเข้าออกเพื่อใช้บริการ ทางร้านใช้โต๊ะอาหารเป็นโต๊ะเล็กๆ เพื่อลูกค้าที่มาลำพังจะได้ใช้เวลาส่วนตัว บางรายถึงกับเอาคอมพิวเตอร์มานั่งทำงานเหมือนนั่งในร้านกาแฟ

หน้าต่างกระจกบานยาวทำให้แสงจัดจ้าของหน้าร้อนส่องให้ความสว่างกับทั้งร้าน แอร์คอนดิชั่นเนอร์เย็นฉ่ำกับอาหารฝรั่งเศสรสดียิ่งเป็นตัวดึงดูดให้มีคนเข้ามาไม่ขาดสาย จตุรวัชรและภามินได้เข้ามานั่งก็สั่งอาหารไปรวดเดียวและทางร้านก็นำมาเสิร์ฟตามลำดับขั้น เริ่มด้วยอาหารเรียกน้ำย่อย
(๑/๗)

ภามินสั่ง ราตาตูย* เน้นผัก อันได้แก่ ซูคินี มะเขือม่วงและมะเขือเทศ ส่วนของจตุรวัชรนั้นเป็นซุปใสที่เรียกว่า บุยยาแบส* เมื่อมันถูกเสิร์ฟตรงหน้า...สีสันและส่วนประกอบอันเป็นอาหารทะเลของมัน พลันชวนให้แฟนสาวนึกถึงโป๊ะแตกของไทยอยู่ไม่น้อย ส่วนจานหลักของทั้งสองคนเป็นสเต็กทูน่าและสเต็กเนื้อวัว หลังจัดการอาหารทั้งหมดแล้ว ภามินยังสั่ง แครมบูเล่ มาด้วยที่หนึ่ง ส่วนจตุรวัชรไม่สั่งของหวาน

“ผู้หญิงนี่มีกระเพาะของหวานงอกออกมาตอนท้องอิ่มจริงๆ ด้วยเนาะ” เขาเอนหลังมองคนนั่งตรงข้ามใช้ช้อนปักลงไปในแผ่นน้ำตาลเผาไฟที่เคลือบผิวขนมอยู่

“ทำมาพูด” ภามินย่นจมูกใส่ “ถ้าร้านนี้มีพวกเค้กครีมหรือขนมไทยจะสั่งไหม”

“โอ๋ย ถ้ามีทองหยิบทองหยอด ฝอยทอง ทองเอก เม็ดขนุน นี่จัดมาเลยถาดนึง แต่เค้กก็ได้”

คำตอบของอีกฝ่ายทำให้เธอหัวเราะ “สี่นี่ชอบกินของหวานเนาะ ไม่อายด้วยที่จะบอกว่าชอบ ตั้งแต่หนที่นัดเจอกันในห้างละ ที่ชีคเอาลูกนิมิตดอกไม้ให้สี่”

“ทำไมต้องย้อนความกันด้วยอีเวนท์นี้เนี่ย” เขาทำหน้ามุ่ย

“แหม ก็มันน่าตื่นตาตื่นใจ” หญิงสาวตอบพลางทำไม้ทำมือเป็นขนาดของช่อดอกไม้นั่น “ตอนนั้นก็ประทับใจสี่นะ นอกจากไม่ว่าเรื่องถ่ายรูปของกิน ยังช่วยจัดพร็อพอีก”

“ไหมล่ะ คนหล่อแสนดีอย่างสี่ หาไม่ได้แล้ว” คนพูดชมตัวเองได้อย่างหน้าไม่อาย “คุณแพร์ไม่ได้สักแต่จะถ่ายจนทำให้คนอื่นกินอาหารช้าไปนี่นา เรียกว่าก็รู้กาลเทศะ แล้วจะไปว่าอะไรได้ คนเราเวลากินอาหารมันก็ต้องเสพสุนทรีย์ด้วยประสาทสัมผัสทั้งหมด ลิ้นรับรู้รสกับเทกซ์เจอร์ของวัตถุดิบ จมูกรับรู้กลิ่น แล้วก็มองความงามของการจัดวางจานอาหารด้วยสายตา นี่แหละอาหารจานหนึ่งถึงสนองความต้องการมนุษย์ได้ครบ”

“พูดอย่างกับเป็นคอมเมนเตเตอร์รายการแข่งทำอาหาร” 

“สมัยเรียนโทอยู่ฝรั่งเศสมีเพื่อนรุ่นพี่ชอบทำอาหาร” จตุรวัชรรำลึกความหลัง “บริษัทแม่ที่เป็นต่างชาติส่งมาเรียนปริญญาโทที่เดียวกับสี่ ด้านมาร์เก็ตติ้ง วางแผนธุรกิจอะไรงี้ แต่พอเรียนจบ ไปสอบเรียนต่อกอร์ดองเบลอเฉย บริษัทก็ไม่ว่าอีก บอกว่าไว้เป็นเชฟหาเงินใช้คืนทุนค่าเรียนได้ก็ไม่เป็นไร”

“โอ้โห...บริษัทไหนเนี่ย อยากสมัครเหลือเกิน” ภามินก็เพิ่งนึกได้ว่าเมื่อครู่ตอนสั่งอาหาร อีกฝ่ายเรียกชื่อเมนูต่างๆ ด้วยสำเนียงแบบฝรั่งเศสมากกว่าที่จะเป็นภาษาอังกฤษปกติ จากการออกเสียง ตัว อาร์ ด้วยการผสมเสียงขากเบาๆ ในลำคอ

แหม...ทักษะเยอะจนน่าหมั่นไส้

“อืม...” เขาพยายามหาคำอธิบาย “เครือเดียวกับพี่วิแหละ แต่ไม่ใช่สายโปรแกรมเมอร์นะ สายอื่น คือเจ้าของคนนี้มีบริษัทในเครือเยอะมาก ที่สี่ไปเรียนนั่นก็เพราะพี่วิแนะนำเหมือนกัน บอกว่าที่นั่นเป็นสถาบันเพี้ยนๆ คนบ้าอย่างสี่ควรไปเรียนที่นั่น”

“รักกันดีจริง” เธอหัวเราะ “อิจฉาคนอยู่บริษัทใหญ่แล้วให้ทุนเรียนจังน้า...”

“คุณแพร์อยากเรียนหรือไง”

“มันก็มีคิดน่ะแหละ อยากลองทำอะไรใหม่ๆ บ้าง แต่จะให้เรียนต่อ สำหรับคนทำงานสายนี้ถ้าไม่ได้จะไปเป็นอาจารย์ก็ไม่รู้จะเรียนไปทำไม” หญิงสาวถอนหายใจ “พอได้ลองทำงานนอกช่วงหลังๆ อย่างออกแบบแพ็คเกจจิ้ง โลโก้ ร้านอาหาร มันก็สนุกดีล่าสุดที่ออกแบบนิทรรศการ ยิ่งรู้สึกสดชื่นดีนะ แบบว้าว ท้าทายจัง ได้ทำอะไรใหม่ๆ แล้ว เพลิน แล้วยิ่งเขาชอบงาน ชมเราด้วยนะ ยิ่งดีใจใหญ่” เธอยิ้มให้คนที่เข้าใจความสุขของนักออกแบบด้วยกันดี

จตุรวัชรมองแฟนสาวอย่างครุ่นคิดก่อนเอ่ยออกมา “คุณแพร์คิดบ้างไหมว่าที่เขาเชิญไปคุยเนี่ย เขาจะหว่านล้อมให้ไปทำงานด้วย”

ภามินเบิกตากว้าง “นี่เลี้ยงกุมารเหรอ! รู้ได้ยังไงว่าเขาเคยชวนแพร์ให้ไปทำงานด้วย”

“ดูก็รู้แล้ว ไม่อย่างนั้นคงไม่อยากคุยไม่อยากเจอหน้าหรอกน่า”

“ด้วยเงื่อนไขชีวิตหลายๆ อย่างมันทำไม่ได้อะเนาะ” เธอถอนหายใจด้วยความเสียดาย ก่อนตักขนมกินต่อ

 

ทั้งสองออกจากร้านและขึ้นรถไฟใต้ดินตรงไปยังสถานีที่ใกล้กับ ไบรแอนท์พาร์ค ซึ่งเป็นสวนสาธารณะใหญ่อีกแห่งหนึ่งในเกาะแมนฮัตตัน หลังขึ้นมาจากสถานีพวกเขาพบว่าตัวเองมาถึงก่อนเวลานัดนานเอาการ เลยเดินเข้าไปเล่นในสวน เมื่อใกล้เวลาเลยเดินต่อไปอีกราวสิบนาที จึงถึงอาคารหลังใหญ่ซึ่งโดดเด่นจากตึกปูนรอบข้างด้วยโครงสร้างจากเหล็กและกระจก

เมื่อไปถึงภามินก็ติดต่อกับผู้ที่นัดเอาไว้ ไม่นานนักชายผมแดงอายุราวสี่สิบสวมเสื้อเชิ้ตสีฟ้าพับแขนก็เดินตรงมาหาทั้งคู่ ด้วยรอยยิ้มที่เป็นมิตรอย่างยิ่ง

“คุณภามิน! ดีใจที่ได้เจอตัวจริง โชคดีมากเลยที่รู้ว่าคุณมานิวยอร์ก!” เขาเขย่ามือทักทายหญิงสาว จนให้ความรู้สึกว่าคนๆ นี้ ดีใจ๊ ดีใจ ที่ได้พบกัน

“ยินดีเช่นกันค่ะคุณพอล” เธอตอบ ก่อนปล่อยมือและผายมือไปด้านข้าง “นี่แฟนแพร์ค่ะ เขาทำงานอยู่ที่นี่”

“เจสซี่ครับ” จตุรวัชรจับมือทักทาย

“ทำงานที่นี่ โอ้ ดีเลย ผมจะได้ยกคุณเจสซี่มาโน้มน้าวคุณภามินได้”

ในตอนนี้เองที่จตุรวัชรรู้ชัดว่าอีกฝ่ายอยากได้ภามินไปทำงานด้วยมากแค่ไหน ดูท่าทางแล้วคงพยายามชวนมาพักใหญ่ ไม่ใช่เพิ่งพูดคุยแน่ๆ 

“คุณเจสซี่ทำงานฟิลด์เดียวกับคุณแพร์หรือเปล่าครับ น่าจะสายออกแบบเหมือนกัน”

“จิเวลรี่ดีไซเนอร์ครับ”

“เยี่ยมเลย การออกแบบกับความงามนี่เป็นศิลปะของชีวิตจริงๆ ล่ะนะ ปะ เดี๋ยวผมพาขึ้นไปเที่ยวข้างบน สั่งของว่างจากร้านมารอแล้ว เชิญเลยครับ” อีกฝ่ายพูดเสร็จก็เดินนำคนที่ติดบัตรผู้เยี่ยมชมทั้งสองไป

“ดีนะไม่กินขนมมาก่อน ได้กินของฟรีละ” จตุรวัชรพึมพำเป็นภาษาไทย ทำให้คนเดินข้างใช้กำปั้นต่อยสีข้างไปเบาๆ หนึ่งที

 



 

ถ้าไม่นับว่าวันนี้เป็นการออกจากบ้านมาเพื่อการนัดหมาย ทั้งสองคนอาจจะเรียกว่ามันเป็นการทัวร์สวนสาธารณะก็ไม่ผิดนัก เพราะก่อนเข้าไปในบริษัทออกแบบใหญ่ก็เดินเล่นที่ไบรแอนท์พาร์ค แล้วพอเสร็จงานก็ยังนั่งรถไฟใต้ดินกลับมายังสถานีเดิม และเดินเลยไปยัง วอชิงตัน สแควร์ พาร์ค สวนสาธารณะใหญ่อีกแห่งที่อยู่ไม่ไกลจากบ้าน

จตุรวัชรเคยพาภามินมาที่นี่หลายหนแล้ว ส่วนใหญ่เป็นการจูงแม่บ้านมากับพวกเขาด้วยเพื่อให้เธอได้เดินเล่นเปลี่ยนบรรยากาศ เนื่องจากส่วนหนึ่งของสวนเป็นเขตที่อนุญาตให้สุนัขเข้าได้ จึงเห็นคนมากมายพาสัตว์เลี้ยงของตนเองมาออกกำลังกาย บ้างก็มานั่งฟังวงดนตรีเปิดหมวกบรรเลงเพลงด้วยเครื่องดนตรีหลากชนิด 

แต่ในยามบ่ายแก่ของวันธรรมดาทุกอย่างเลยดูเงียบเหงา เหลือเพียงเสียงลมแรงพัดใบไม้กรูเกรียวแทนการประโคมดนตรี ทว่าโชคดีที่ยังมีรถขายไอศกรีมอยู่

ชายหนุ่มถือไอศกรีมโคนมาข้างละอัน ข้างหนึ่งเป็นสีชมพู อีกข้างเป็นสีทราย เขายื่นรสกาแฟให้กับผู้ที่นั่งอยู่บนม้านั่ง ก่อนประทับริมฝีปากลงบนก้อนหวานเย็นรสสตรอว์เบอร์รี่ด้วยสีหน้าเป็นสุข ราวกัปตันทีมฟุตบอลโลกจูบถ้วยรางวัลหลังได้แชมป์

“ชอบของหวานเนาะ...” ภามินมองแฟนหนุ่มที่ตั้งอกตั้งใจกินไอศครีมอย่างยิ่ง “แล้วรสที่เลือกก็ขนมสุดอะไรสุด”

“สี่ไม่เข้าใจคนที่กินรสกาแฟมากกว่า คือกาแฟมันต้องกินไม่หวานสิ แล้วกินไอติมกาแฟหวานๆ รู้สึกว่ามันไม่ใช่”

“ก็มันไม่มีรสกะทิ...” หญิงสาวพึมพำก่อนเริ่มกินบ้าง

“เออ...” เหมือนอีกฝ่ายจะเห็นด้วย “จะว่าไปอยากกินไอติมกะทิอร่อยๆ แถวนี้ก็ไม่ได้หาง่ายเหมือนบ้านเราเลย หาได้แต่เจลาโต้ ไม่ใช่แนวสี่ ไว้ซื้อเครื่องทำไอศครีมเล็กๆ ทำกินที่บ้านดีกว่า”

“นี่ก็ทุ่มเทไป” เธอถอนหายใจ ก่อนเอนหลังกินขนมหวานเย็นต่อ 

สายตาของภามินจับจ้องไปยังน้ำพุเบื้องหน้า พ่อแม่จำนวนไม่น้อยพาลูกตัวเล็กๆ มาเล่นน้ำพุและลงไปแช่น้ำตื้นๆ เพื่อคลายร้อน โดยรอบขมีผู้ใหญ่หลายคู่นอนพาดขั้นบันไดขอบสระเอาเท้าแช่น้ำคล้ายคนกำลังอาบแดดอยู่ริมหาด เป็นการต่อสู้กับอากาศร้อนอย่างไม่ค่อยได้เห็นในไทยนัก หญิงสาวคิดว่าถ้าเป็นที่ประเทศตนเองการนอนกับพื้นเช่นนั้น จะกลายเป็นเนื้อย่างหินภูเขาไฟเสียมากกว่า เพราะแดดเมืองไทยไม่เคยปรานีใครจริงๆ

ไอศกรีมและไอน้ำเย็นช่วยคลายร้อนกายไปได้มาก แต่ความว้าวุ่นและร้อนใจนั้นยังคงกรุ่นอยู่ภายในหลังจากได้ไปเยี่ยมชมบริษัทที่เคยร่วมโปรเจคค์ด้วย การตกแต่งภายในดูอย่างไรก็เป็นบริษัทสายออกแบบซึ่งมีพร้อมด้วยเงิน ฝีมือ และรสนิยม ที่นั่นพรักพร้อมด้วยผู้คนและมันสมอง จนไม่่น่าจะต้องจ้างดีไซเนอร์ภายนอกให้มาออกแบบนิทรรศการร่วมกัน เมื่อเธอถามเขาก็ตอบว่าเพราะเห็นงานภามินที่ได้รางวัลรองของงานประกวดหนึ่งเข้า และไม่สามารถลืมดีไซน์ที่ดีนั้นได้ พอมีโปรเจกต์ซึ่งคิดว่าน่าจะสอดคล้องกัน เลยติดต่อมาเพื่อจะได้สร้างผลงานร่วมกัน

‘แล้วพอได้ทำงานด้วยกัน ทีมก็สร้างงานสนุกๆ ออกมาได้จริงๆ’ พอลชื่นชม ‘ผมพูดอย่างตรงไปตรงมานะครับ คุณภามินอยากมาทำงานด้วยกันไหมครับ บริษัทเราเบสอยู่ที่ชิคาโก้ มีสาขาที่นิวยอร์กและที่อื่นๆ ทั่วโลก ถ้าคุณภามินสนใจผมจะให้คุณทำงานที่นิวยอร์กนี่เลย ลองเอาข้อเสนอของผมไปคิดดูนะครับ’

หญิงสาวคิดแล้วก็ถอนหายใจออกมา

“หนักใจเรื่องที่คุณพอลชวนมาทำงานล่ะสิ”

เธอเงยหน้ามองแฟนหนุ่มที่กินไอศครีมหมดไปเกือบครึ่งโคนแล้ว

“แล้วก็กำลังเครียดว่าถ้ามาทำจริงแล้วบริษัทที่ไทยจะทำยังไงดี จะเหมือนทิ้งเพื่อนที่ทำงานกันมาทั้งสองคนรึเปล่า”

“อื้อหือ รู้ดี” ภามินปรายตามองคนนั่งข้าง “เป็นหมอดูจิตสัมผัสหรือยังไง มาเดาใจคนอื่นได้”

(๒+๓/๗)

 

“เปล่า เป็นแฟนต่างหาก ถึงเข้าใจนิสัยคุณแพร์ ว่าคนที่รับผิดชอบและใส่ใจเรื่องหน้าที่และความรับผิดชอบมากกว่าความอยากได้ อยากทำ คงต้องเครียดแบบนี้แหละ สี่ก็เคยเป็น” เขาแทะกัดโคนกรอบจนเหลืองส่วนปลายสั้นกว่านิ้วก้อย

“แล้วสี่ทำยังไง”

“เลิกมโน” จตุรวัชรตอบสั้นๆ หลังจากกลืนขนมลงคอไป ก่อนกินคำสุดท้ายและปัดมือไปมาไล่เศษผงที่ติดมือ ก่อนหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับปากด้วยท่าทางเรียบร้อย 

ขณะที่แฟนเลิกคิ้ว...ทั้งด้วยไม่เข้าใจรายละเอียดเรื่องที่เขาพูดมา และประทับใจท่าทางละเอียดลออของชายหนุ่ม แม้จะเห็นมาตลอดระยะเวลาคบกันก็ตามที

“ยังไงนะสี่”

“เลิกคิดเองเออเองว่าเขาจะมีปัญหาแน่เลย เราจะทำเขาเดือดร้อนแน่เลย ไปถามซะ เดี๋ยวก็ได้คำตอบ ทางแก้ปัญหามันช่างแสนง่าย” จตุรวัชรขยายความ “ตอนสี่ได้รับข้อเสนอให้มาทำงานที่นี่สี่ก็ห่วงพ่อแม่ ห่วงย่า ทุกคนแก่หมดแล้ว พี่ชายคนนึงก็อยู่อเมริกา อีกคนก็กำลังจะแยกครัวออกไป น้องสาวก็ออกเรือนไปอยู่กระบี่แล้ว แล้วจะให้เหลือแต่คนแก่ๆ อยู่เหงาๆ น่ะเหรอ เฮ้ย ทำไม่ได้หรอก คนแก่อ่อนไหวจะตาย อยากให้ลูกหลานอยู่ใกล้ๆ”

“โอ...” ภามินเผลอครางออกมาด้วยความประทับใจคนที่ใช้คำว่า ‘แยกครัว-ออกเรือน’ ได้คล่องปาก อันที่จริงพออยู่กับแฟนหนุ่มบ่อยเข้าจะเห็นอีกฝ่ายใช้สำนวนแบบที่เด็กรุ่นหลังต้องถามว่า อะไรนะ บ่อยครั้ง

 “ถึงเรื่องรักษาพยาบาลอะไรจะไม่ต้องห่วงก็เถอะ ประกันพร้อม เงินทองมีพร้อม แต่ด้านจิตใจล่ะ คนแก่เขาต้องการการเอาใจใส่ ชอบให้ลูกหลานไปอยู่ใกล้ชิด ปรนนิบัติพัดวีได้ แล้วสี่ก็เป็นคนที่สนิทกับทุกคนที่สุด สี่เลยห่วง” เขาถอนหายใจ “แต่คนส่วนมากคงมองว่าเหมือนเป็นลูกแหง่ ไม่เลิกติดบ้านเสียที ได้ยินอยู่หรอก แต่ก็ห้ามความคิดคนไม่ได้อะนะ ก็ปล่อยเขาไป บริบทความผูกพันในครอบครัวต่างกัน เนี่ย พอเป็นงี้เลยคิดมาก คิดเยอะคิดแยะ จนพ่อบอกว่าไปเหอะ พ่อแม่จะได้ไปเที่ยวกัน”

“ฮะ...”

“นั่นแหละ พ่อไล่ บอกไปซะ พ่อแม่จะไปสวีทกันสองคน เกษียณแล้ว แถมมีเงิน แม่ก็เป็นแม่บ้านมาตลอด ได้เวลาพ่อพาเที่ยวละ” เขาตอบ “ก็เลยแบบ เออ...มันมีแบบนี้ด้วยนะ รูปแบบความสัมพันธ์และทางเลือกของคนเรามันหลากหลายกว่าที่เราคิดเองเออเองในหัวเยอะ ถ้าลองเปิดรับข้อมูลใหม่ๆ เดี๋ยวก็ได้ทางออกเอง ของคุณแพร์ก็คงคล้ายกันแหละ ไปถามเอาข้อมูลมาก่อน แล้วค่อยคิดอีกที”

ภามินถอนหายใจยาว “แพร์ก็ห่วงจริงๆ ด้วยแหละนะ มันเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องหุ้นน่ะ ส่วนการงานไม่ห่วงหรอก ทำด้วยกันสามคน เท่ากัน เสมอกัน แพร์ไม่ได้แบกคนเดียวแพร์เลยรู้ว่าเพื่อนแพร์ทั้งสองคนน่ะเก่ง เอาบริษัทรอดอยู่แล้ว แต่คิดแล้วมันก็เหมือนเอาเปรียบกันถ้าจะย้ายมา...”

“ก็หุ้นเงินเอา ให้สัดส่วนการตัดสินใจน้อยลงหน่อย สองคนทำด้วยกันอาจจะกลายเป็นกิจการครอบครัวในอนาคตก็ได้นะ”

สิ่งที่อีกฝ่ายพูดทำให้ภามินคล้อยตามได้เล็กน้อย “ก็จริง...แต่ก็ยังมีเรื่องอื่นอีกนะ การย้ายมาอยู่ต่างประเทศมันเรื่องใหญ่มากเลยนะ ที่พัก วิถีชีวิต ภาษา”

“เและวีซ่าทำงานจะผ่านมั้ย”

คำพูดของแฟนหนุ่มทำเอาคนฟังถอนหายใจด้วยความห่อเหี่ยว

“นี่คุณแพร์เคยมีประวัติเสียอะไรบ้างมั้ย เกี่ยวข้องกับองค์กรไม่ดีรึเปล่า หน่วยเอ็นเอสเอ ของอเมริกาเขามีข้อมูลหมดนะ” เขาถึงกับอ้างหน่วยสอดแนมและรักษาความมั่นคงภายในของสหรัฐอเมริกาเพื่อแหย่อีกฝ่าย “ถ้าเคยทำไว้นี่ไม่ผ่านแหง แบบเคยไปช่วยเอเลี่ยนโจมตีโลกอะไรแบบนี้ ถ้าไม่มีก็ไม่น่ายากอะไรนะ”

ภามินฟาดแขนคนที่แกล้งให้เธอกังวลไปทีหนึ่ง “กลับบ้านกัน”

“ปะ”

ทั้งสองคนจูงมือกันเดินอ้อมน้ำพุไปยังประตูชัยซึ่งเป็นทางออกที่เชื่อมกับถนนฟิฟท์อเวนิว และตรงไปยังบ้านของจตุรวัชรได้ในระยะเดินไม่กี่นาทีเท่านั้น ผู้สร้างจำลองแบบซุ้มโค้งนี้มาจากประตูชัยของฝรั่งเศสด้วยขนาดที่ย่อมลงมา เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบร้อยปีการสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาของ จอร์จ วอชิงตัน และมันกลายเป็นจุดเด่นของสวนสาธารณะแห่งนี้ รวมถึงเป็นที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ทั้งด้านการเมืองและเชิงสังคม เพราะคนหลายกลุ่มใช้ที่แห่งนี้เพื่อรวมตัวกันในการประท้วง เรียกร้อง และแสดงออกถึงความคิดเห็นของตน

ตลอดทางหญิงสาวเห็นผู้คนไม่น้อยยกมือทักทายแฟนหนุ่ม ไม่ใช่เพราะเขาเป็นดีไซเนอร์ชื่อดัง แต่เพราะอีกฝ่ายเป็นเพื่อนบ้านและคนที่เห็นหน้าค่าตากันบ่อย เธอต้องหยุดมากกว่าหนึ่งครั้งเพื่อให้จตุรวัชรเดินไปจูบแก้มหญิงชรา อุ้มเด็กน้อยซึ่งหัวเราะเอิ้กอ้าก จนทั้งสองเดินลอดประตูชัยออกมา สุนัขของชายหนุ่มคนหนึ่งพุ่งและเหินเข้ามาหาจนแฟนหนุ่มต้องไปช้อนตัวเอาไว้

“โอ้ย ใจเย็น เบเกิ้ล ใจเย็น” จตุรวัชรบอกสุนัขลูกผสมเทอร์เรียขนยาวไร้ระเบียบ ขณะที่เจ้าของได้แต่ถือสายจูงหัวเราะ

“มันรักเจสซี่จริงๆ”

“ก็เบเกิ้ลหาญกล้ามาจีบแม่บ้านของผม!” เขาประกาศกร้าวด้วยน้ำเสียงของพ่อที่หวงลูกสาว “รู้แหละว่าความรักไม่เกี่ยวกับขนาดตัวหรือเชื้อสาย แต่ผมก็หวงลูกสาวผมนะ ไม่ต้องมาปะเหลาะเลยไอ้ตัวดี”

สุนัขตัวจิ๋วส่งเสียงงื้ดๆ เมื่อพ่อแฟนสาววางมันลงกับพื้น ทั้งสามต้องแยกย้ายเมื่อเจ้าของบอกลาเพื่อพามันไปวิ่งเล่นในส่วนที่อนุญาตให้สุนัขเข้าได้

จตุรวัชรฉวยเอามือแฟนมาจับอีกหนหนึ่ง ก่อนพาข้ามถนนและเดินกลับบ้าน เธอมองหน้าคนข้างกาย พลางครุ่นคิดอะไรหลายอย่าง ไล่เรียงถึงการใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันในช่วงสั้นๆ แล้วก็ต้องถอนหายใจอีกครั้ง หญิงสาวเปลี่ยนไปควงแขนอีกฝ่าย เอนศีรษะซบกับบ่าผู้ที่เดินเคียงข้าง

“จริงๆ แพร์ก็อยากอยู่ใกล้ๆ กันนะ แต่มันยากจัง”

เขาหันมามองแล้วยิ้มน้อยๆ ก่อนใช้มือตบเบาๆ บนศีรษะ และไม่ได้พูดอะไรมากไปกว่าเรื่องสัพเพเหระจนกระทั่งทั้งคู่ถึงบ้าน และแยกย้ายกันไปเก็บกระเป๋าเพราะต้องเดินทางไปแคลิฟอร์เนียพรุ่งนี้ในช่วงสาย





 

ปาร์ตี้ฉลองการพบหน้ากันของคนในครอบครัวและเพื่อนฝูงที่บ้านของทวิ จู่ๆ ก็กลายเป็นงานสังสรรค์ของคนในละแวกนั้นไป เริ่มจากการที่เจ้าของบ้านต้องโทรศัพท์ไปแจ้งเพื่อนบ้านว่าจะมีงานเลี้ยง อาจจะส่งเสียงรบกวนการพักผ่อนของทุกคนได้ แต่อย่างไรก็ตามทางบ้านที่จัดงานจะระวังไม่ให้งานนั้นยืดยาวไปจนดึกมากนัก

ทว่าพอไถ่ถามกันไปมาว่าทำไมถึงจัดงาน พวกเขาเลยได้ทราบว่าครอบครัวของทวิจากเมืองไทยมาเยี่ยม เพื่อนบ้านส่วนใหญ่ซึ่งไม่ได้มีธุระอะไรในวันนั้นเลยออกปากว่าจะไปทักทายทุกคน และด้วยเหตุที่แต่ละครอบครัวนั้นเอื้ออารีกันดีเลยมาพร้อมกับอาหาร พออาหารรวมกันหลายๆ อย่างเข้า ทั้งที่แขกนำมา อาหารไทยซึ่งจตุรวัชรและหลานชายช่วยกันทำ รวมถึงอาหารพื้นเมืองฝีมือคนนิวออร์ลีนส์อย่างมาเกอริต ตรัย และผองเพื่อนที่บินข้ามทวีปมาจากทางใต้

มันก็เริ่มเป็นงานใหญ่...

เมื่อแขกจากต่างทิศได้สนทนาและทราบว่าชาวใต้ทั้งหลายนั้นเป็นนักดนตรีอาชีพ เพื่อนบ้านคนหนึ่งถึงกับกวักมือเรียกพรรคพวกเดินไปเอากลองสแนร์*พร้อมขาตั้งมาจากบ้าน เมื่อคนไม่ได้เป็นนักดนตรีเช่นทวิเห็นเลยตะโกนทักว่ามันคือกลองแต๊กแบบวงโยธวาทิต คนเล่นเลยต้องอธิบายว่าถ้าเป็นกลองแต๊กสำหรับเดินสวนสนามจะยาวกว่านี้อีก เจ้าบ้านจึงพยักหน้าเหมือนว่าเข้าใจแล้ว

ความพยายามของเพื่อนบ้านอีกคนก็ช่างน่าชื่นชม เขาโทรศัพท์ยืมกีตาร์เบสจากญาติที่อยู่ไม่ไกลกันอย่างกะทันหัน เด็กหนุ่มที่สะพายกระเป๋าเบสสีดำมาแม้จะดูงงๆ แต่เขาก็นั่งร่วมวงด้วยความเต็มใจ เพราะอยากรู้เหมือนกันว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น แล้วผู้ที่มาใหม่ก็ต้องสบถออกมาเมื่อเห็นคนในบ้านช่วยกันเข็นเอาอัพไรท์เปียโนออกมาจากห้องนั่งเล่น

ได้วงทริโอแจซ

จริงจังกว่านี้เป็นไม่มี

เสียงเพลงแจซบรรเลงสร้างให้บรรยากาศดูครึกครื้นยิ่งกว่าเดิม ดนตรีเรียกให้คนมาทักทายครอบครัวของเพื่อนบ้านเชื้อสายจีนและไทยเพิ่มขึ้นจากทีแรกเสียด้วยซ้ำ

ทศเดชและพิมพ์สุรางค์ดูมีความสุขที่มีลูกหลานอยู่ด้วยกันเกือบพร้อมหน้า ขาดก็แค่พัชรเบญจ์กับสามีพร้อมหลานตายายทั้งสองคน ผู้เป็นพ่อเลยออกคำสั่งว่าให้ทวิกลับไทยอีกในช่วงปลายปี โดยที่ตนเองจะเป็นผู้สนับสนุนค่าตั๋วเครื่องบินทั้งหมดให้เอง

“โหย รอพ่อพูดคำนี้แหละ!” ลูกชายคนรองเอ่ยด้วยความรื่นเริง “ไปอยู่กระบี่กันสักสามสี่วันให้เบญจ์เลี้ยง แล้วก็ไปต่อที่เชียงใหม่ ให้น้องแพนเลี้ยงบ้าง”

“ยินดีเลยค่ะ” อนุตดาตอบ “พ่อสิงห์ชอบให้เพื่อนๆ มาเยี่ยมอยู่แล้ว ยิ่งไปปาร์ตี้หมูกระทะกันนะ โอ๊ย สั่งคนลงครัวเตรียมแต่เช้า”

“ปีนี้ก็จะจัดลานหมูกระทะขี้เมาต้านภัยหนาวเหรอ” จตุรวัชรถามด้วยความคาดหวัง เขายังจำได้ว่าสมัยก่อนที่พี่ชายและพี่สะใภ้ยังไม่ได้แต่งงานกัน พวกเขาก็เคยขึ้นไปฉลองปีใหม่กันกลางลานรีสอร์ท ตั้งวงหมูกระทะกันด้วยความปรีดิ์เปรม

“จัดทุกปี เมื่อต้นปีพี่มี่ก็มา” เธอเล่า “มีแต่สี่แหละ ปีใหม่ไม่กลับบ้าน”

“แหม คนเขาติดงานปะล่ะ”

“ปีนี้ว่างแล้วสี่กลับมานะ แพร์อยากไปเชียงใหม่” ภามินยิ้มหวาน ทำให้แฟนหนุ่มพยักหน้าหงึกหงัก

“เฮ้อ...” เสียงถอนหายใจของทศเดชทำให้ทุกคนหันมอง “พอพูดถึงเรื่องกระบี่ เชียงใหม่ คิดถึงปันตาลิโอเน่ บ้านที่ทำกันใกล้จะเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ก็ไม่ได้มาพักร้อนสมความตั้งใจเขา”
 

(๕+๖/๗)
 

ทศเดช ปันตาลิโอเน่ และชัยสิงห์พ่อเลี้ยงของอนุตดา ร่วมลงทุนทำบ้านพักของผู้สูงวัยที่อยากจะแยกมาใช้ชีวิตลำพังอย่างมีความสุขในช่วงบั้นปลาย โดยมีบ้านพักทั้งที่เชียงใหม่และจังหวัดกระบี่ ให้ผู้อยู่ได้เลือกพักผ่อนในสถานที่ที่ใช่ตลอดช่วงเวลาที่ชอบ เมื่อหลายปีก่อนทั้งสามเคยวางแพลนด้วยกัน ลงทุน และสร้างมันขึ้นมา ทว่าตอนนี้คนที่ตั้งใจล่มหัวจมท้ายกันแต่แรกคนหนึ่งกลับจากไปเสียแล้ว

“ก็โชคดีที่ปาป้ายกให้พี่มี่นะครับ” จตุรวัชรยิ้ม

ปันตาลิโอเน่ระบุยกกรรมสิทธิ์ในหุ้น ผลประโยชน์ของโครงการนี้ รวมถึงบ้านส่วนตัวที่สร้างเอาไว้ในบริเวณเดียวกันให้เจเรมี่ลูกบุญธรรม ซึ่งผู้เป็นพ่อรู้ว่าอีกฝ่ายรักเมืองไทยอย่างหมดหัวจิตหัวใจ เขาถึงน่าจะมีความสุขกับการได้มาเยี่ยมเยียนกิจการ รวมถึงพบปะเพื่อนสนิทอย่างตรัยบ่อยๆ 

“ปาป้ายกให้มี่ก็ดี แต่จะมีปัญหาที่พ่อกับพ่อสิงห์สิ” ตรัยถอนหายใจ

“ยังไง” ทวิขมวดคิ้ว

“จะคุยกันรู้เรื่องมั้ย...ไอ้มี่ก็กระสันจะคุยภาษาไทยแน่ๆ ละ แล้วมันคุยรู้เรื่องดีเชียว” เพื่อนสนิทประชด

ทุกคนเลยนึกขึ้นได้ว่าทักษะภาษาไทยของเจเรมี่นั้น ‘โดดเด่น’ อย่างยิ่ง ชนิดที่ว่าเจ้าของภาษายังเกิดอาการงงได้ในบางที

“เดี๋ยวพ่อจะคุยภาษาอังกฤษ...ชัยสิงห์ก็พูดได้นี่” ข้อสรุปของทศเดชทำให้ทุกคนโล่งใจ

“แต่พี่มี่คงอยากเรียนภาษาเหนือแน่เลยค่ะ” อนุตดาสันนิษฐาน

แล้วเค้าลางแห่งหายนะทางภาษาซึ่งเจเรมี่น่าจะใช้ผสมปนเผจนมั่วก็ปรากฏในหัวสมองทุกคน

บทสนทนาดำเนินต่อไปอีกพักใหญ่ จนกระทั่งพิทบุลสีแชมเปญวิ่งออกมาจากบ้าน พร้อมเห่าใส่ตรัยและอนุตดาเสียงดังด้วยท่าทางเร่งเร้า ก่อนวิ่งกลับไป

“สงสัยลูกไม้ตื่น” อนุตดาหัวเราะ “ขนาดพี่เลี้ยงอยู่ด้วยบุญหมายังต้องวิ่งมาบอกเราเลยนะ ท่าทางชอบเด็กจริงๆ”

“งั้นเดี๋ยวพวกผมมานะครับ” ตรัยขอตัวก่อนจูงมือภรรยาเข้าไปดูลูกชายตัวน้อยซึ่งหลับอยู่ในบ้าน ตอนพวกเขาออกมาพี่เลี้ยงที่เป็นคนนั้นกำลังนั่งประกบ ส่วนพี่เลี้ยงพิทบุลนอนเฝ้าอยู่ไม่ห่าง

ตั้งแต่วันที่พวกเขามาถึงบ้านของทวิ บุญหมาเดินเข้ามาดมเด็กชายกานท์ชวินด้วยความสนอกสนใจ ครอบครัวของทวิแม้รู้ว่าบุญหมาเป็นสุนัขดีแต่อย่างไรเสียก็ควรระวังไว้ เพราะไม่รู้ว่าเด็กอาจจะส่งเสียงร้องหรือทำอะไรให้สัตว์ตกใจจนเผลอทำร้ายเพื่อป้องกันตัว ตรัยจึงเอาลูกชายนั่งอยู่บนตักให้สัตว์เลี้ยงของพี่ชายได้เข้ามาทำความรู้จักด้วยการดม ไม่ต่างจากที่ให้ลูกชายคลุกคลีกับสุนัขไทยหลังอานของที่บ้าน เรียกได้ว่าลูกหัดคลานโดยมีแรงจูงใจเพื่อไปกอดพี่ๆ สี่ขาก็ไม่ผิดนัก

วันแรกมาถึงอนุตดาบอกลูกชายตัวน้อยเป็นภาษาไทย ‘พี่เขาชื่อบุญหมา’ เธอเชื่อว่าเขารู้ความแล้ว จึงเลี้ยงและพูดคุยไม่ต่างจากเลี้ยงเด็กโต เธอย้ำอีกครั้งเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อให้สุนัขที่โตในต่างประเทศได้เข้าใจด้วย ‘บุญหมา บุญหมาใจดี เป็นพี่ลูกไม้นะครับ’

ดวงตากลมโตจับจ้องไปที่บุญหมาอย่างสนอกสนใจ จนวันต่อมาที่ทั้งบ้านนั่งเล่นกันอยู่ในสวนหลังบ้าน บุญหมาก็เดินมานอนเลียบเก้าอี้ที่อนุตดานั่งอยู่ มันผงกหัวมองเด็กตัวน้อยให้แน่ใจว่ายังอยู่ดี ทว่าพอผู้เป็นแม่อุ้มกานท์ชวินเดินไปไหนบุญหมาก็จะเดินตามและกลับมานอนเมื่อเธอกลับมานั่งเช่นกัน

‘บูวว...หมาาาา’

ตรัยเบิกตากว้างมองลูกชายซึ่งชี้นิ้วไปยังพิทบุลสีทอง

‘หมาาาา บูวว หมาาา’ เด็กชายพูดจบก็หัวเราะเอิ้กอ้าก เพราะว่าพี่สี่ขาลุกขึ้นยืนและเดินมาหาใกล้ๆ เนื่องจากคิดว่าน้องตัวน้อยเรียกชื่อตัวเอง

และดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ

นับแต่วันนั้นสายสัมพันธ์ของกานท์ชวินและบุญหมาก็แน่นแฟ้นขึ้น จนพิทบุลตัวนี้กลายเป็นพี่เลี้ยงของเด็กชายไปในที่สุด

“เฮียกลับไทยบุญหมาร้องไห้ตายเลย...” จตุรวัชรตั้งข้อสังเกต

“โถ...” ภามินนึกสงสารมันขึ้นมา หญิงสาวโดนหันเหความสนใจด้วยเสียงเตือนจากโทรศัพท์มือถือว่ามีอีเมลเข้า “เดี๋ยวแพร์ขอเข้าไปใช้คอมในบ้านหน่อยนะคะ เป็นเมลงาน”

“เอาเลย” ทวิตอบ บ้านของทวิมีคอมพิวเตอร์เรียกได้ว่า เหลือเฟือ ทั้งรุ่นเก่า รุ่นใหม่ และรุ่นเก่าผสมใหม่ซึ่งเกิดจากการถอดประกอบโดยเจ้าของบ้าน

พอแฟนเดินคล้อยไป จตุรวัชรจึงเดินไปนั่งข้างๆ พ่อ ซึ่งกำลังเพลิดเพลินกับไก่บาร์บีคิวฝีมือลูกสะใภ้ ทศเดชมองลูกชายด้วยหางตา “มีอะไรล่ะ มาขอแบ่งไม่ให้นะ”

“แหม ทำมาหวงกิน เดี๋ยวจะไปฟ้องแม่” ชายหนุ่มเบ้ปากใส่พ่อ พลางพยักพเยิดไปทางมารดาซึ่งกำลังคุยอยู่กับลูกสะใภ้และหลานสาวอีกทางหนึ่ง “พ่อ เดี๋ยวสี่กลับไทยด้วย เคลียร์งานหมดละ คงไปได้สักอาทิตย์”

ผู้เป็นพ่อเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ “ทำไมจู่ๆ กลับ ตั๋วล่ะ”

“เลขาจัดการตั๋วละ ได้เที่ยวเดียวกัน บิสสิเนสเหมือนกัน” เขาตอบ “สี่มีเรื่องที่ต้องให้พ่อช่วยล่ะ”

ทศเดชมองลูกชายคนเล็ก ก่อนเช็ดมือเลอะกับเสื้อและเอานิ้วถ่างตาตี่ๆ นั้นให้กว้างอีกนิด “โอเค้ เห็นความจริงจังในแววตาชัดละ” 

“แม่ฮะ พ่อแกล้งสี่!” 

ผู้เป็นพ่อรีบปล่อยมือในทันที เมื่อมองแล้วว่าภรรยาไม่ได้หันมาตามเสียงเขาค่อยพูดต่อ “มีอะไรว่ามา”

 

 

ช่วงเวลาแห่งการทำงานไล่ตามหลังทุกคนมาอย่างไม่ลดละหลังจากได้ลางานไปอเมริกาเกือบสองสัปดาห์ ถ้ากรรมเก่าหรือเจ้ากรรมนายเวรมันมีหน้าตาก็คงดูคล้ายๆ อีเมลมหาศาลและงานกองพะเนิน 

ภามินได้ยินจตุรวัชรล่าว่าพี่ชายของเขานั้นแม้จะมีความสุขที่ได้เจอหน้าเพื่อนมากแค่ไหน แต่เมื่อกลับมาก็ต้องจัดการสะสางธุระต่างๆ อย่างจริงจัง โดยมีลูกชายและภรรยาเป็นกำลังใจ

หญิงสาวเองก็มีสภาพไม่ต่างกันนัก เธอนั้นแสนจะเกรงใจเพื่อนหุ้นส่วนทั้งสองคนที่แบ่งเบางานในส่วนของตนเองไปดูแล ชัชวงศ์ที่ปกติจะแขวะเอาสนุกคราวนี้ไม่ว่าอะไรเธอสักคำ เขาเพียงเดินมาที่โต๊ะเพื่อเอาของฝากกลับไปที่ห้องทำงาน ก่อนเดินย้อนกลับมา

“เดือนพฤศจิกาแกไปไหนอีกปะ”

ภามินกะพริบตาปริบๆ “ไม่นะ ทำไมเหรอ”

“ดี ฉันจะพามุกไปฮันนีมูน”

“ออๆ ตามสบาย... เอ๊ะ ไอ้เหี้ย!” หญิงสาวผรุสวาทอย่างที่ไม่ค่อยหลุดพูดในออฟฟิศ “ตั้งแต่เมื่อไหร่ อะไร ยังไง เพิ่งเป็นแฟนกันมั้ย จะจัดงานเหรอ เฮ้ย ไปอเมริกามาอาทิตย์กว่า ขอมุกแล้วเหรอ”

“ยัง” ชายหนุ่มนั่งลงยังเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม “แต่ว่าจะขอ เร็วๆ นี้แหละ เอาจริงๆ รู้จักกันมานานแล้วนะเว้ย พอคบกันก็คุยกันจริงจังนะว่าจะใช้ชีวิตด้วยกัน มุกบอกว่าแค่จดทะเบียนไม่ต้องจัดงานแต่งก็ได้ แต่พอไปบอกม้าม้าไม่ยอมเว้ย อย่างน้อยก็ต้องยกน้ำชาในบ้านก็ได้ แล้วก็รดน้ำสังข์ ง่ายๆ เชิญแต่ญาติ เพื่อนสนิทไรงี้”

“เชิญฉันไหมแก”

“เชิญตัวเองตามสบายเลย” ชัชวงศ์หัวเราะ 

“จองแต่งหน้าเจ้าสาวนะ เป็นเพื่อนเจ้าสาวด้วย เอาไว้ประตูท้ายสุดเลย เดี๋ยวเอาโซ่มากั้น แบบโซ่ล่ามช้าง แต่พ่นสีทอง”

“นิสัย...” ชายหนุ่มหรี่ตามอง

“ว่าแต่มีแหวนรึยัง...” คนพูดยิ้มหวาน

“โอ้โห นี่ก็งานขายดี ขายของให้แฟนยัน” เขาแขวะด้วยความชื่นชม “ยัง กำลังมองๆ อยู่เลย”

“ดี เดี๋ยวหาเบอร์เลขาเก่าของสี่ให้ จะได้จัดการเรื่องนัดไปดูแบบแหวน อันนี้แบรนด์ของบ้านสี่เขานะ ไม่ใช่ของตัวเขาเอง”

“อื้อหือ ถ้าเป็น เจสซี่ วัชระ สู้ไม่ไหวครับ บอกเลย แบรนด์ดีไซน์ระดับนั้น” ชัชวงศ์ยกมือยอมแพ้ “กำลังอินเลยสิช่วงนี้ เห็นมุกชี้ให้ดูว่ามีดาราใส่ไปเดินพรมแดง ไปเปิดตัวหนังหลายคน”

“ก็มีทั้งที่ซื้อจริงและยืมจากแบรนด์แหละนะ” ภามินเอ่ยอย่างภาคภูมิใจ “เดี๋ยวหาเบอร์แล้วจะส่งข้อความไปให้แกละกันนะ ขอจัดการงานกะหาเบอร์แป๊บ”

“ได้ๆ ขอบใจมาก เออ แล้วนี่แฟนอยู่ไทยนี่ ไม่ไปสวีทกันเหรอ”

“เดี๋ยววันอาทิตย์ไปอยุธยา”

“อื้อหือ เดทต่างจังหวัดกันสองต่อสองงงง” ชัชวงศ์ล้อเลียนด้วยเสียงน่าหมั่นไส้จนเธอต้องหยิบไม้บรรทัดขึ้นมาทำท่าจะเฉาะศีรษะ

“ไปสองน่ะใช่ แต่ไม่ใช่สองคน เป็นรถตู้สองคันกับสองครอบครัวต่างหาก”
 

(จบบทที่ ๓๒)

 


ไม่แน่ใจว่าจะโพสต์ได้อีกเมื่อไหร่ กรุณาติดตามอัพเดทที่เพจนะคะ https://www.facebook.com/4brownsucre



 

Theme
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 33 ครั้ง

922 ความคิดเห็น

  1. #915 Tomazzu ครับ (@brother) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2559 / 12:33
    เฮร้อ แต่งงาน แต่งงาน...
    #915
    0
  2. #912 CR.NO SKY (black falcon) (@nopompam-09) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 20 เมษายน 2559 / 15:25
    เย้ๆ. กลับมาแล้ว  คิดถึงเจสี่มากกกก. ❤❤
    #912
    0
  3. #911 jessamin_e (@jessamin_e) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 19 เมษายน 2559 / 08:44
    มาบ่อยๆนะคะ คิดถึงครอบครัวนี่ตลอดเลย
    #911
    0
  4. #910 mynameis123 (@kkarn) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 19 เมษายน 2559 / 03:28
    สี่ขอคุณแพรแต่งงานแน่เลยยยย ลุ้นๆๆๆ
    #910
    0
  5. #909 Janmintira (@minniesp) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 18 เมษายน 2559 / 21:11
    พาไปทั้งบ้านเลย
    #909
    0
  6. #908 pnui19 (@pnui19) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 18 เมษายน 2559 / 20:49
    ขอบคุณมากมายค่ะ
    #908
    0
  7. #906 ตุ๊กแกกินตับ (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 15 เมษายน 2559 / 11:54
    มาเติมเต็มความสุข "วันครอบครัว"



    ขอบคุณค่ะที่ทำให้หายเหงา หายคิดถึงครอบครัวที่ห่างไกล จุ๊พๆ



    ....



    คิดถึงสามดอนเนาะ

    #906
    0
  8. #905 pnui19 (@pnui19) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 14 เมษายน 2559 / 21:36
    ขอบคุณมากค่ะ
    พอมีวงดนตรี คิดถึง
    #โอ้ใจเอย เลยทีเดียว
    #905
    0
  9. #904 Janmintira (@minniesp) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 14 เมษายน 2559 / 16:05
    ถ้าแพร์มาทำงานที่นิวยอร์ค แพร์ก็จะโตขึ้นอ่านะ เพื่อนไม่ขัดหรอก มันไม่ได้มีอะไรน่าห่วง อย่างที่สี่บอก เลิกมโน
    #904
    0
  10. #903 Orangese (@uptoorangese) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 11 เมษายน 2559 / 11:33
    อ่านแล้วอิ่มเอมเนอะ #แม่ยกแพร์ //ชูป้ายไฟ
    #903
    0
  11. #902 DESZCZ (@whitebaby) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 10 เมษายน 2559 / 19:25
    คิดถึงสี่ คิดถึงแพร
    อยากให้แพรมาทำงานที่นิวยอร์กนะเหมือยกับโตขึ้นอีกระดับ แต่ก็นะบริษัทที่ไทยอีก หวังว่าจะมีทางแก้ดีๆนะ
    #902
    0
  12. #901 pnui19 (@pnui19) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 10 เมษายน 2559 / 08:31
    เย้ๆๆๆ มาแล้วๆๆ ขอบคุณมากค่ะ

    หนักใจแทนน้องแพร์จริงๆ  
    #901
    0
  13. #900 miNAMizu (@minami0189) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 10 เมษายน 2559 / 00:22
    อ่านกี่ครั้งก็รู้สึกดีทุกครั้ง ไม่เคยมีนิยายเรื่องไหนทำให้ รู้สึกดีได้ขนานนี้เลย นี้มันจัดเข้าหมวดวรรณกรรมได้เลยน่ะ

    เป็นกำลังใจให้ค่ะ อย่าเลิกแต่งแนวนี้นะค่ะ คุณนักเขียน
    #900
    0
  14. #899 Janmintira (@minniesp) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 9 เมษายน 2559 / 03:16
    นิยายเรื่องนี้คือมีแต่คนดีๆอะ ชอบบบบบบ ถึงจะเทามีข้อเสียบ้างแต่ก็คือคนดี คนปกติธรรมดาที่มีทั้งข้อดีข้อเสีย(ข้อเสียเยอะหน่อยก็อีพี่อ๊อด)

    ปล. นิยายเรื่องนี้ทำให้เรารู้จักนิวยอร์คมากขึ้นจริงๆ อยากไปตามรอยมากกกกก
    #899
    0
  15. #884 zesas (@zesas) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 7 เมษายน 2559 / 00:03
    รอได้เสมอค่ะ
    #884
    0
  16. #883 goszyboong (@goszy) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 6 เมษายน 2559 / 19:40
    รอจ้าาาา
    #883
    0
  17. #881 ja_aey (@ja-aea) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 6 เมษายน 2559 / 08:25
    อีสี่กลับมาแล้ว ดีใจที่ยังได้เจอกันอีก
    #881
    0
  18. #880 pnui19 (@pnui19) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 5 เมษายน 2559 / 20:38
    ขอบคุณค่ะ
    รออิสี่อยู่เสมอ จุ๊ฟๆ

    เฮียตรัยสนุกมากกกกฟันเฟิม 555
    #880
    0