sekai | kaihun

ตอนที่ 17 : as long as you love me ㅡ 07

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 307
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    8 พ.ย. 59

 







 

As long as you love me

We're under pressure, seven billion people in the world trying to fit in.
Keep it together, smile on your face even though your heart is frowning.
We both know it's a cruel worldBut I will take my chances.

#aslongfic

 

 

 

-07-

 

 

 

 

 

          อีกไม่กี่นาทีก็จะเที่ยงคืนแล้ว

 

 

            จงอินทิ้งตัวลงนอนบนเตียงไม้หลังกว้างด้วยความเหนื่อยอ่อน ขายาวห้อยกับปลายเตียงปล่อยตามแรงโน้มถ่วง เขาเพิ่งไปหาชานยอลมาแล้วบอดี้การ์ดก็เป็นคนไปรับไปส่งเสียด้วย แน่นอนว่าแทมินแฝดน้องไม่ยอมให้เขาเดินเข้าออกได้ตามใจชอบ แทมินบอกตั้งแต่แรกแล้วว่าจงอินอยู่ในสถานะเสี่ยงทีเดียว ถึงเป้าหมายหลักของตำรวจนั้นจะเป็นพ่อของเราเองก็ตาม แต่เรื่องเช่นนี้มันหลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับคนเป็นลูกหรือคนที่เกี่ยวข้องเลย แทมินที่พัวพันกับเรื่องเช่นนี้มาตลอดจึงวางใจไม่ได้ แน่นอนว่าตำรวจรู้ดีว่าอีซอนวุคมีลูก แต่เจ้าพวกนั้นรู้ว่ามีเพียงหนึ่งคนและภรรยาได้หายสาบสูญไปเมื่อใดก็ไม่อาจสืบได้ชัด แทมินจึงต้องระวังตัวตลอดเวลา ไปไหนต้องมีบอดี้การ์ดตลอด และนั้นเป็นเรื่องรบกวนใจแทมินเหลือเกิน ด้วยความที่แทมินเองก็เป็นมนุษย์ที่มีความต้องการส่วนตัวและอิสระเฉกเช่นคนทั่วไป การมีอำนาจและบริวารขนาดนี้จึงเป็นเรื่องที่แทมินเกลียดด้วยเช่นกัน จงอินที่พื้นเพเป็นคนธรรมดามีชีวิตปกติ จู่ๆจะให้บอดี้การ์ดตามมาเป็นฝูงคงเป็นความคิดที่ไม่เข้าท่านัก ถึงแม้จะมีอิสระมากกว่าแทมินอยู่บ้างแต่แทมินก็ไม่วางใจอยู่ดี เพราะความรู้ไม่ทันการณ์เกมของธุรกิจ จงอินจึงตกเป็นเป้าที่นำมาสู่ความซวยได้ง่ายอยู่เช่นกัน คงไม่น่าแปลกใจนักหากพบว่าต้นสนหลายสิบต้นหลังบ้านเป็นรอยกระสุนขนาดใหญ่ ไม่รวมถึงซากนกที่ทำรังอยู่แถวนั้นเพราะแฝดผู้น้องฝึกให้ผู้พี่ชำนาญปืนให้เร็วที่สุดเพื่อที่เขาจะได้ไม่ต้องตัวติดกันไปตลอด แทมินคิดว่าหากจงอินทำทุกอย่างได้อย่างที่เขาทำได้ เขาจะได้รับอิสระที่โหยหามานาน มันเกินไปแล้วสำหรับเขาที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ภายกำมือและเงินทองของพ่อตัวเอง

 

 

 

 

 

            จะว่าไปนั้นจงอินเองก็ฝีมือไม่ได้เลวร้าย มันเกือบจะเหมือนกิจกรรมฝึกความสามารถให้จงอินอยู่หน่อยๆ ยกเว้นก็แต่ตอนที่ผู้สอนนั้นหงุดหงิดง่ายและไม่แยแสอะไรสุดๆ บางทีแทมินเองก็ทำให้เขาหวั่นใจว่าจะหันปืนมาที่เขาแทนไหมเพราะความไม่ได้เรื่องในบางครั้ง เขารู้ดีว่าแทมินความอดทนต่ำสุดๆ ในเวลายามปกติที่ไม่ได้พูดถึงธุรกิจ แทมินก็ดูเหมือนมีแต่เรื่องชั่วร้ายในสมองอย่างเห็นได้ชัด ช่วงเวลาที่เขาอยู่กับแทมินมันรู้สึกไม่ปลอดภัยอยู่เสมอ เหมือนกับว่าเจ้าตัวนั้นพร้อมจะทำอะไรบางอย่างให้เขากลัวได้ตลอดเวลา แต่เขาเองก็ต้องข่มใจเพื่อเป้าหมายที่เขาเลือกเดินตั้งแต่แรก

 

 


 

            เพื่อให้ชีวิตของเซฮุนดีขึ้น เพื่อเงินที่จะทำให้เซฮุนไม่ต้องลำบาก

 

 

 

 

            เขาเตือนตัวเองอยู่เสมอเมื่อตอนที่นึกอยากเดินหันหลังให้กับความน่ากลัวของแฝดผู้น้องที่มาพร้อมกับรอยยิ้มแสยะเจ้าเล่ห์ มันวางใจไม่ได้เลย

 

 

 

 

 

            และเซฮุนเองก็ไม่ได้รู้เรื่องราวอะไรเหมือนเดิม

 

 

 

 

 

            ใครจะกล้าบอกในเมื่อตอนนี้เองจงอินก็ยังคิดไม่ตกว่าการตัดสินใจครั้งนี้มันไม่ได้เสี่ยงเกินไปนักสำหรับตัวเขาและคนรัก จงอินก็หวังว่าสุดท้ายแล้วหลังจากมีเงินมากพอเขาจะสามารถเดินออกจากวงโคจรนี้ได้อย่างง่ายดาย

 

 

 

 

 

 

            ร่างสูงหลับตาลง เสียงสูดหายใจเฮือกใหญ่เข้าปอดเมื่อเจ้าของร่างพยายามจะผ่อนคลายโดยที่ไม่รู้ว่ามีร่างกายขาวที่กำลังโน้มตัวมาคร่อมกักอยู่ไม่ห่าง สายตาไล่มองพี่ชายที่นอนหลับตาทั้งที่คิ้วขมวดราวกับว่ามีเรื่องให้หนักใจ แทมินไล่มองใบหน้าอย่างละเอียดยิบตั้งแต่เปลือกตายันริมฝีปากหนา ไม่รู้ว่าลมหายใจของเขามันดังเกินไปหรืออย่างไรเพราะหลังจากนั้นไม่นานจงอินก็ลืมตาขึ้นมา คิ้วหนาขมวดเป็นปม

 

 

 
 

 

 

            ทำอะไรน่ะจงอินสะดุ้งเล็กน้อย ดวงตาจับจ้องน้องแฝดที่อยู่ไม่ไกล ริมฝีปากคู่นั้นยกยิ้มขึ้นบางๆก่อนจะผละตัวออกไปยืนที่ปลายเตียง จงอินหยัดตัวขึ้นนั่ง เขาสงสัยว่าทำไมแทมินถึงได้เข้ามาโดยที่เขาไม่ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวใดๆแม้แต่น้อย

 

 

 

 

 

 

            แค่จะบอกว่าพรุ่งนี้จะพาไปเล่นสนุก แทมินว่าก่อนเดินยิ้มมุมปากออกไปจากห้องนอน ได้แต่ทิ้งให้คนผิวแทนอยู่ในอาการแปลกใจ

 

 

 

 

 

 

            นอกจากจะเป็นลูกมาเฟียแล้วก็เป็นนินจาด้วยหรือไง ทำไมไม่ได้ยินเสียงตอนเข้ามานะ?

 

 

 

 

 

 

            จงอินตื่นขึ้นในตอนเช้าจวนจะแปดโมง ตอนที่สายตาปรับโฟกัสได้ก็ประหลาดใจว่าที่นี้คือที่ไหน อ่าที่นี้คือบ้านพ่อ บ้านแทมิน ที่ๆครอบครัวของเขาอยู่ไง มันอาจจะไม่ชินในระยะแรกที่ได้ลืมตาภายในบ้านของตัวเอง ตอนนี้เขาเรียกแบบนั้นได้แล้วใช่ไหม?  เขาเกาท้ายทอยที่ดูเหมือนจะเจ็บจี๊ดด้วยเหตุผลประการใดก็ไม่อาจทราบได้ มือหนาเกามันและคิดว่าคงเป็นยุงหรืออะไรสักอย่างกัดเข้าให้ หันคอให้กระจกดูร่องรอยประหลาดก็พบว่ามันคล้ายสีช้ำๆเหมือนไปกระแทกอะไรมา แต่เขาไม่ยักกะเจ็บ เขาไม่รู้ตัวขนาดนั้นเชียวหรือแต่มองอีกทีก็เหมือนรอยจูบเวลาที่เขามีอารมณ์กับเซฮุนเลยแหะ แต่มันเกิดขึ้นได้ยังไงละ จงอินสะบัดหน้าไล่ความคิดที่ไม่น่าเป็นไปได้ เขาหลับลึกจนไม่รู้ว่าอะไรเกิดขึ้นเลยรึยังไง ยังไม่ทันเดินพ้นเข้าประตูห้องน้ำแม่บ้านก็ไขกุญแจเข้ามาเพื่อวางเสื้อผ้าชุดใหม่ให้โดยไม่มีแม้คำพูดใดๆสักคำ จงอินมองด้วยความสงสัยก่อนแม่บ้านจะเดินออกจากห้องไป ตั้งแต่นาทีแรกที่ได้พบกับเธอเขาเองก็ยังไม่ได้ยินแม้แต่เสียงทักทาย ที่นี้เขาห้ามแม่บ้านพูดกันหรือไงนะ

 

 

 

 

 

 

          เขานั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารใหญ่กว้างกลางห้อง เก้าอี้ไม้แข็งแรงมันเงาเกือบสิบตัวว่างเปล่าไร้คนนั่งมานานนม เจ้าบ้านที่มักไม่ค่อยอยู่กับร่องกับรอยด้วยความที่หวงแหนกิจการยิ่งกว่าลูกในไส้ไม่ค่อยมีเวลาได้อยู่ในบ้านหลังโตนัก ห้องทานอาหารพนังสูงยาวมีรูปกรอบไม้เหนือเตาผิงตรงกลางระหว่างหน้าต่างยาวด้านข้างทำให้ห้องดูสูงสง่าขึ้นไปอีก ชายหนุ่มผิวสีแทนจดจ้องในรูปนั้นและมั่นใจมากว่าคือแม่ของเขาเองถูกโอบด้วยมือหนึ่งข้างของชายกลางคน นั้นก็คือพ่อเขา ทั้งสองยิ้มอย่างอบอุ่น ยิ้มของแม่นั้นไม่แปลกเพราะเขาเคยได้สัมผัสมันมาก่อนแต่หากเป็นเพราะรอยยิ้มบนใบหน้าพ่อที่ทำให้เขารู้สึกแปลกใจว่าเหตุใดจึงทำให้ชายผู้นั้นที่มักจะยิ้มเจ้าเล่ห์สร้างรอยยิ้มอบอุ่นให้ตัวเองได้ แบบที่ไม่เคยได้เห็นกระทั่งครั้งแรกที่เจอกัน มือของทั้งคู่โอบอุ้มเด็กน้อยที่ร่างสูงเองก็ไม่รู้ว่าใครเป็นใครเพราะหน้าคล้ายกันเหลือเกิน จงอินมองดูรูปภาพนั้นอยู่นาน จนผู้เป็นแฝดน้องที่นั่งอยู่ทางด้านนั้นพอดีได้เอ่ยทำลายความเงียบขึ้น

 

 

 

 

 

 

            นายคงยังไม่ได้เจอพ่อในเร็วๆนี้หรอก

 

 

 

 

 

          “ช่วงนี้ก็เชื่อฟังฉันไปก่อนแล้วกัน

 

 

 

 

 

          แทมินนั่งไขว้ห่วงในชุดคล้ายกันแต่หากชุดของแทมินนั้นกลับเน้นสีขาวสะอาดตามากกว่า เขาที่อยู่ในชุดสีดำสนิทตัดกับเสื้อเชิ้ตด้านในขาวสะอาด หนุ่มในชุดสูทสีขาวที่วันนี้สวมแว่นตาเลนส์สีม่วงพูดขึ้นเปรยๆแต่หากสายตาไม่ได้จับจ้องผู้ฟัง จงอินเบือนหน้าสำรวจห้องทานอาหารต่อเมื่อเห็นว่าเจ้าตัวไม่ถามอะไร แต่มันก็น่าแปลกใจว่าพ่อของเราอยู่ไม่ติดที่ขนาดนั้นเชียวหรือ ทั้งที่วันนี้ก็เกือบสองสัปดาห์ที่จงอินได้เข้าออกคฤหาสน์ต้นสนนั้นแล้ว

 

 

 

 

 

 

            ชานยอลยอมช่วยปกปิดความลับของจงอินให้ เมื่อวันก่อนนั้นเขาได้กลับไปร้านปารค์สตีลและเจอชานยอลกำลังทำหน้าหนักใจกับแบคฮยอน ยังไม่ทันได้เอ่ยปากถามดี ชานยอลก็เสียงดังถามว่าหายไปไหนกลัวว่ามีปัญหากับชายชุดดำหรือไม่ ถึงตอนนั้นแม้ไม่ได้อยากให้แบคฮยอนต้องรู้แต่เขาก็จำเป็นต้องบอกว่ามันเป็นเรื่องลำบากใจซึ่งหากจงอินไม่เดือดร้อนจริงๆเขาคงไม่ทำอะไรลับๆล่อๆแบบนี้

 

 

 

 

 

            แต่ถึงเหตุการณ์มันจะเลยเถิดมาขนาดนี้แล้วจงอินก็ไม่ได้บอกความจริงไปหมดเสียอยู่ดี เขาแค่ขอร้องให้ชานยอลช่วยบอกกับเซฮุนว่าเขามีงานพิเศษเกี่ยวกับร้านปาร์คสตีลซึ่งอาจจะต้องไปๆมาๆที่ต่างจังหวัด ชานยอลหน้าถอดสีทันทีเมื่อรู้ว่าเขาต้องร่วมปิดบังเซฮุน

 

 

 

 

 

            มันไม่มีปัญหาหรอกนะถ้าจะให้ช่วย แต่เรื่องนี้มันถึงขั้นคอขาดบาดตายไหมวะชานยอลถามเพราะเขาไม่เคยไว้ใจชายชุดดำเลย จงอินใช่คนที่พัวพันกับใครน่ากลัวที่ไหน

 

 

 

 

 

            คนพวกนี้ไว้ใจได้ แล้วมันก็ต้องทำจริงๆว่ะ แค่อย่าบอกเซฮุนก็พอจงอินถอนหายใจเฮือกใหญ่หากแต่สงบนิ่งไม่ได้ร้อนรนก่อนเอามือสางผมช้าๆคล้ายคนรวบรวมสมาธิ

 

 

 

 

 

            ใครว่าเขาไว้ใจ อยู่กับคนมีปืนตลอดเวลาแบบนั้น ลั่นมาก็ตาย

 

 

 

 

 

          “นายยังไม่ได้บอกเราเลยนะจงอินว่าพวกมันเป็นใครแบคฮยอนว่าพลางชำเลืองมองชายชุดดำที่ยืนอยู่หน้าประตูร้านเหล็ก แม้จะยืนหันหลังให้แบคฮยอนก็ไม่กล้าจ้องนานอยู่ดี

 

 

 

 

 

            การ์ดที่ฉันทำงานให้ เอาเป็นว่าฉันจะดูแลตัวเองอย่างดี แล้วก็ฝากนายดูแลเซฮุนตอนที่ฉันไม่อยู่ด้วย แค่นี้แหละที่อยากบอก จงอินหยัดตัวขึ้น ที่จริงสมองมันสั่งให้เขาพูดว่า ดูแลเซฮุนหากเขาไม่กลับมาแต่นั้นน่าจะเป็นคำพูดที่ทำให้ทุกคนวิตกเกินไป อีกอย่าง ไม่ว่าเรื่องมันจะเป็นไปตามที่เขาตั้งใจไว้ไหมเขาก็ต้องกลับมาเจอเซฮุนให้ได้อย่างแน่นอน

 

 

 

 

 

          “ได้ฟังที่ฉันพูดไปบ้างรึป่าวเสียงตรงข้ามดังขึ้นฉุกให้ชายหนุ่มผิวสีน้ำผึ้งเบนความสนใจมาที่แฝดน้อง จงอินเอ่ยขอโทษไปเบาๆก่อนโดนมองหน้าประเมินโทษ แทมินอธิบายอีกครั้งว่าวันนี้จะไปหาลูกค้าที่สั่งปืนล๊อตใหญ่รวมเป็นเงินหลายแสนดอลล่าร์

 

 

 

 

 

            อืมจงอินรับคำแล้วก้มหน้าลงเพื่อทานอาหารเช้า แม่บ้านยุคโบราณที่ตอนนี้ยกขนมปังก้อนโตมาวางไว้ตรงหน้า แฝดน้องเลื่อนโทรศัพท์เครื่องโตไปเรื่อยเปื่อย จงอินคิดว่าแทมินก็คงเช็คข่าวสารโซเชียลทั่วไปเหมือนวัยรุ่นปกติ แต่ครั้นจะเอ่ยปากถามในสิ่งที่อยากรู้ก็ดูเหมือนไม่มั่นใจเพราะตัวแทมินก็ไม่เคยเอ่ยอะไรใกล้เคียงกับสิ่งที่เขาอยากรู้  เขาจึงตัดสินใจนั่งกัดขนมปังไปอย่างเงียบๆ

           

 

 

 

 

 

จงอินและแทมินออกจากคฤหาสน์ต้นสนในตอนสายๆ เขานึกในใจว่าแทมินทำไมถึงได้เลือกออกบ้านในยามนี้ ทั้งที่มันเป็นเวลาที่รถก็ติดแถมยังเสี่ยงต่อการตกเป็นเป้าสายตา แต่แล้วแทมินก็พลิกแผนราวกับว่าได้ยินสิ่งที่จงอินกำลังสงสัย แทมินไม่ได้เลือกไปรถคันใหญ่ลีมูซีนหรือโรซารอยส์เหมือนปกติ แทมินปลดล็อดรถด้วยกุญแจอัตโนมัติเป็นรถยนต์สองที่นั่งบีเอ็มดับเบิ้ลยูสีน้ำเงิน จงอินตาวาวเล็กน้อย มันเป็นรถที่เจ๋งมากในยุคนี้ แต่อย่างเขาคนเดียวคงไม่มีปัญญาครอบครองหรอก

 

 

 

 

 

            เดี๋ยวจะแยกกับบอดี้การ์ดไปจะได้ไม่น่าสงสัยแทมินว่า เขาเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ ยังไม่ได้ถามอะไรสักหน่อย ทำไมรู้ละว่าเขาสงสัยอยู่

 

 

 

 

 

 

          สงสัยที่เขาพูดว่าฝาแฝดมักมีพลังจิตคงจะเป็นเรื่องจริงละมั้ง

 

 

 

 

 

 

            เซฮุนลืมตามาในวันรุ่งขึ้นเพราะเสียงปวดหูที่ดังมาจากถนนด้านล่าง ทั้งที่จริงๆเขาเองพักอยู่ในห้องเดี่ยวชั้นสูงแล้ว แต่ก็ยังไม่พ้นภาวะรถติดและเสียงแตรลั่นในตอนเช้าของเมืองโซลได้เลย ตอนแรกเขาก็อยู่ห้องพักรวมนั้นแหละ แต่จงอินก็ไม่รู้ว่าไปทำเรื่องย้ายขึ้นมาบนนี้ได้ยังไง นึกอดแปลกใจไม่ได้กับความกังวลบนใบหน้าจงอินที่ถึงแม้จะปิดบังเท่าไหร่แต่ก็ยังเห็นได้ชัด สีหน้าที่กังวลว่าเงินไม่พอสำหรับการรักษาเซฮุน หรือที่กล้าพาเซฮุนขึ้นมาบนนี้เป็นเพราะว่ารายได้จากงานที่ชานยอลแวะมาเล่าให้ฟังกันนะ

 

 

 

 

               เออเซฮุน ช่วงนี้อ่ะ จงอินมันอาจจะยุ่งๆหน่อยนะ

 

 

          ‘ทำไมละ

 

 

          ‘อื้อ ก็พอดีมีเรื่องต้องดีลกับลูกค้าต่างจังหวัดหน่ะ อาจจะไม่ค่อยได้กลับบ้าน

 

 

          ‘ร้านนายมีแบบนี้ด้วยหรอ แล้ว จะไปนานเท่าไหร่ละ

 

 

          ‘ก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่มันก็คงแวะไปแวะมาจนกว่างานจะเสร็จแหละ

 

 

          ‘อือ ไม่ชอบห่างจากจงอินนานๆเลย หวังว่างานของจงอินจะใช้เวลาไม่นานนะ

 

 

          ‘ก็คิดว่าอย่างนั้นแหละเซฮุน

 

 

 

 

 

 

          พยาบาลเพิ่งแจ้งเขาเมื่อตอนเอาอาหารเช้าพร้อมวิตามินต่างๆมาให้ทานว่าเขาคงต้องรักษาตัวอยู่อีกสักระยะยาวๆ ซึ่งนั้นทำให้ใบหน้าใสมีคิ้วผูกเป็นปมดูไม่เป็นมิตร ความคิดที่แล่นในหัวว่าแค่แขนหักมันต้องรักษาตัวกันนานเป็นเดือนหรืออย่างไร แต่ครั้งพยาบาลจะอธิบายเหตุผลที่ดูวกไปวนมาก็ทำให้เซฮุนต้องออกปรามว่าไม่เป็นไร เขาไม่อยากเข้าใจพวกศัพท์หมอหรืออะไรแบบนั้นให้รกหัว ห่วงก็แต่จงอินต้องมาเจอค่าใช้จ่ายมหาศาลนั้นแหละ

 

 

 

 

 

            เซฮุนทานข้าวเป็นคำสุดท้ายก่อนคว้ามือถือมาเล่นเรื่อยเปื่อย ที่จริงเขาเองก็แทบจะปกตินะ เว้นก็แต่แขนข้างซ้ายที่ยังเข้าเฝือกและแผลที่ถูกเย็บตรงศรีษะ (ถ้าไม่ได้ใช้สมองคิดอะไรหนักๆเขาพบว่ามันจะไม่ปวดตึบๆ) นิ้วเรียวพิมพ์ข้อความหาคนรักซึ่งตอนนี้ไม่รู้ว่าอยู่ที่ใดของเกาหลี ไม่ได้อยากงอแงหากจงอินต้องทำงาน แต่เขาไม่ชอบใจเวลาที่ต้องห่างกันแบบนี้เลย

 

 

 

 

 

          พี่ยุนฮีบอกว่าวันสองวันนี้จะแวะมาเยี่ยม อันที่จริงคงต้องบอกก่อนว่าแวะเอางานมาให้ทำเพิ่มเติมเนื่องจากขาดคนไปจริงๆ มินวูก็ยังไม่กลับจากสิงค์โปร์ เขาเองที่ไม่ค่อยมีอะไรทำอยู่แล้วก็เลยไม่ปฏิเสธ อย่างน้อยก็มีอะไรทำฆ่าเวลาแก้เหงาที่ไม่เจอคนรัก

 

 

 

 

 

 

            มือถือเครื่องน้อยสั่นก่อนปลายนิ้วยาวสีแทนจะหยิบมันออกมาจากกระเป๋ากางเกงสูทสีเข้ม ครั่นมองเห็นข้อความของคนรักที่แสนคิดถึงก็อดไม่ได้ที่จะรีบตอบทั้งที่จริงๆอยากได้ยินเสียงใจจะขาด เสียงกดปุ่มดังขึ้นไวมากเพราะคนพิมพ์ร้อนใจเหลือเกิน ทำเอาคนขับรถผิวขาวอดไม่ได้ที่จะเหลือบมองเป็นระยะด้วยความรู้สึกอย่างไรก็ไม่อาจขาดเดาได้

 

 

 

 

 

 

            แทมินไม่เคยได้พบเจอกับเหตุการณ์ ปกติเช่นจงอิน ชีวิตแบบที่คนอื่นนั้นมีกัน เขาไม่เคยได้สัมผัสความรู้สึกคิดถึงหรือโหยหาใคร จะเอาเวลาที่ไหนไปสนใจเรื่องพรรค์นั้นเมื่อโตมายังไม่ทันเป็นวัยรุ่นดี สิ่งที่ได้เห็นทุกวันคือชายฉกรรจ์ ปืน และพ่อ แทมินหงุดหงิดให้กับความรู้สึกที่ไม่สามารถอธิบายได้และไม่ได้เจอบ่อยๆ มือเรียวขาวที่ประดับไปด้วยแหวนหลายวงเอื้อมหมุนวิทยุในรถให้ดังกลบเสียงแป้นพิมพ์ในมือแฝดพี่จนอีกคนนึกขุ่นใจเพราะไม่ชอบเสียงดัง แฝดผู้น้องไม่ได้สนใจเลยแม้แต่น้อย มือท้าวกระจกข้างรถก่อนเสมองไปด้านนอกด้วยความรู้สึกไม่เข้าใจจนไม่รู้ว่าตัวเองรู้สึกอะไร แทมินจับจุดไม่ได้เลย

 

 

 


 

 

 

-07-

 

 

 

 

 

 

 

            รถเข้าเทียบท่าที่สถานที่แห่งนึงซึ่งดูเหมือนผับหากแต่ตอนนี้เป็นเวลาไม่เกินเที่ยงทำให้ดูผิดตาไปขนัด รถหรูสี่คันทั้งแทมินและบอดี้การ์ดดับเครื่องสนิทแล้วทุกร่างจึงเยื้องย่างออกมาจากธรณีรถ ยามหน้าประตูเหล็กบุด้วยหนังสีแดงดูตกใจเมื่อเห็นชายชุดดำร่างกำยำเดินดุ่มเข้ามา แทมินว่าเสียงเรียบว่าต้องการเจอใคร ยามผู้นั้นก้มหัวเชื้อเชิญให้แทบไม่ทัน ทั้งที่แทมินและจงอินที่นิ่งเงียบนั้นดูเป็นฝ่ายอ่อนกว่าคราวลูกของยามได้ แต่กลับทำให้ยามผู้ต่ำต่อยรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลของคนกลุ่มนี้จนอดไม่ได้ต้องก้มหัวให้

 

 

 

 

 

 

            มูซูจิแทมินว่าเมื่อมีคนออกมาต้อนรับด้านใน บรรยากาศในร้านดูเงียบลงกว่าเดิมไปอีกตอนที่แทมินปรากฎกายให้เด็กในร้านเห็น จากที่กวาดเช็ดถูร้านเพื่อเปิดให้บริการในช่วงดึกวันนี้ ต่างคนต่างค่อยๆวางอุปกรณ์ทำความสะอาดแล้วทำเหมือนว่าตัวเองยุ่งจึกต้องไปทำอย่างอื่นที่หลังร้านแทน เหมือนจะมีเรื่องเกิดขึ้นแทมินไม่ได้สนใจชีวิตน้อยๆของเหล่าลูกจ้าง ขาเรียวยาวก้าวขึ้นบันไดวนชั้นสองตามโฮสต์สาวที่ดูจะเป็นคนกล้าหาญที่สุด ก่อนถูกเชื้อเชิญอีกครั้งให้นั่งบนออฟฟิสชั้นบน ซึ่งดูเหมือนจะมีไว้เพื่อต้อนรับแขกวีไอพีของคลับมากกว่า ลังไม้สองถึงสามลังที่ถูกยกมาถูกวางไว้บนพื้นพรมสีน้ำเงินตัดกับพนังสีส้มแสบของห้อง ไฟดิสโก้ขนาดย้อมตอนนี้ได้ถูกปิดไว้ แทมินเหลือบตามองไปรอบห้องก่อนทิ้งตัวลงนั่งที่โซฟาหนังสีจ้าพร้อมหมอนพืงสามใบก่อนมองนาฬิกาอีกครั้ง จงอินถือวิสาสะนั่งตามเมื่อแทมินเพยิดหน้าที่ข้างๆให้ จงอินรู้สึกว่าเขายังไม่ประสีประสาอะไรจึงได้แต่ตามดูแทมินผู้น้องไปเงียบๆ

 

 

 

 

 

            ครั้นเวลาผ่านไปเกือบสิบนาที แทมินเช็คนาฬิกาข้อมือเรือนแพงอีกครั้งก่อนออกคำสั่งในบอดี้การ์ดไปตามคนที่ต้องการพบมา ซึ่งพอดิบพอดีกับตอนที่ชายมีอายุคราวสี่สิบปลายๆเดินเข้ามาพร้อมกับบอดี้การ์ดของเขาถึงสี่คน

 

 

 

 

 

            ชายที่ว่าเอ่ยทักแทมินก่อนถูกเชิญให้นั่ง ถ้าจงอินเข้าใจไม่ผิดสถานที่แห่งนี้เป็นของชายผู้ที่นั่งตรงหน้าไม่ใช่หรือ แต่ทำไมถึงได้ทำเกรงกลัวแทมินหนักหนา?

 

 

 

 

 

            ถ้าคุณไม่สะดวกก็น่าจะบอกผมว่าไม่ใช่วันนี้ แทมินเอ่ยทำลายความเงียบ ขายาวพาดไขว้ห่างพลางเช็คนาฬิกาอีกรอบ สิบห้านาที…”

 

 

 

 

 

          “พอดีเจอตำรวจเรียก เด็กใหม่หน่ะ แต่ไม่ต้องห่วง ตำรวจย่านนี้ฉันเลี้ยงเองทั้งนั้นชายแก่ว่าแล้วยิ้มกริ่มให้กับความมีอำนาจของตัวเอง

 

 

 

 

 

            เลี้ยงเอง? แต่ฉันเพิ่งได้ข่าวว่าจินโฮเพิ่งให้ตำรวจมาค้นผับนายไม่ใช่หรอ วันไหนนะ? อาทิตย์ที่แล้ว?” แทมินว่า ชายหนุ่มตีริมฝีปากนิ่งเรียบเป็นเส้นตรง คิ้วหนาและจมูกโตนั้นย่นลงมาบ่งบอกถึงความไม่ชอบใจ แทมินรู้เรื่องลูกค้าหมดแหละ เจ้าของผับไหนไม่ถูกกันหรือพื้นที่นี้ใครกันที่ส่งส่วยให้ตำรวจ ของแบบนี้มันอยู่ที่เงินและอำนาจในการต่อรองล้วนๆ

 

 

 

 

 

            ไอ้จินโฮมันเล่นสกปรก มันส่งยาเข้ามาในร้านหาว่าฉันเป็นเอเย่นต์! ฉันถึงได้เดือดถึงกับต้องสั่งปืนหลายล็อตจากนายไง! ฉันจะเอามันให้ตำรวจทั้งกรมถือเป็นของกำนัลจากมูซูจิ! คราวนี้ในเมืองนี้ก็ไม่มีใครกล้าหืออือกับฉันแล้วชายแก่อ้วนพลุยนั้นว่าแล้วหัวเราะอย่างสะใจราวกับตัวร้ายในฉบับการ์ตูน แทมินยกยิ้มขึ้นบางๆ เจ้าหมูแก่นี้มันบ้าอำนาจแถมยังโง่ชัดๆ ทำไมเขาจะไม่รู้ว่ามันสมองกลับแถมช่วงนี้การเงินชายแก่นั้นก็ไม่ได้คล่องดีเสียหน่อย ผิดกับเจ้าของร้านเมืองข้างๆที่ไฟแรงแถมยังมีสมอง แผนของมูซูจิคือการซื้ออาวุธจากเขาเพื่อแจกจ่ายให้ตำรวจ แล้วไง? ถึงปืนของเขาจะมีอานุภาพรุนแรงแต่มันกินแทนข้าวไม่ได้ไง แล้วถ้าวันนึงพวกตำรวจนั้นโดนซื้อไปด้วยเงินของจินโฮละหรือเกิดมีใครกบฏ อาวุธร้ายแรงนั้นจะไม่นำพาให้เขาซวยไปด้วยหรอ? กลับกันกับจินโฮที่เคยได้พูดคุยธุรกิจด้วย เจ้านั้นนะฉลาดอยู่ ซื้อปืนให้ตัวเองแหละลูกน้องแล้วเอาเงินฟาดตำรวจหนาๆ แบบนี้ใครเป็นใหญ่? จินโฮไง ใครๆก็รู้ว่าตำรวจหน่ะเงินน้อย ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้กับธุรกิจค้ายาแล้วกินนานๆอยู่ยาวๆกับจินโฮปลอดภัยกว่าเป็นไหน

 

 

 

 

 

          แทมินยิ้มเย้ยหยัยแต่ไม่ได้พูดอะไร มือเรียวกระดิกนิ้วให้บอดี้การ์ดเปิดลังที่ขนมา ภายในเป็นปืน AK47 สัญชาติอิสราเอล อัตรายิง 650-700 นัดต่อนาที ความเร็ว 900 เมตรต่อวินาทีซึ่งเหมาะแก่การออกสงคราม เมื่อรูปโฉมถูกเปิดเผยแก่ชายแก่และการ์ดของเขา รอยยิ้มกว้างน่าเกลียดบนใบหน้าของชายแก่ก็เผยให้เห็นฟันทองในปากนั้น แทมินยิ้มบางก่อนปืนอีกสองลังจะถูกเปิดออกต่อมา จงอินสะดุดตาที่ปืนสั้น pistol ที่เขาจำได้จากหนังเรื่องนึง หากแต่ว่าปลายไม้ของมันสวยงดงามมาก เขามองไม่ชัดว่ามันเป็นลายวิจิตราอย่างไร แต่หากว่าถูกใจชายแก่มากแค่ไหนก็คงสังเกตได้จากรอยยิ้มที่กว้างไปถึงหูตอนนี้

 

 

 

 

 

            ถูกใจมาก! ถูกใจจริงๆ!” ตาแก่ว่าแล้วหยิบปืนนั้นอย่างวิสาสะ บอดี้การ์ดของแทมินทำท่าจะเอาคืนแต่หากถูกแทมินส่ายหน้าเบาๆเหมือนเป็นเชิงอนุญาตว่าเป็นไร จงอินก็เพิ่งรู้จากแฝดน้องเมื่อไม่นานมานี้ว่าเวลาเอาของไปให้ลูกค้าดูเขาจะไม่ให้ลูกค้าแตะสินค้าโดยเด็ดขาด เพราะนอกจากมันจะถูกบรรจุกระสุนจำนวนนึงแล้วเขาอยากให้เงินมันวางอยู่ตรงหน้าด้วยต่างหาก บอดี้การ์ดกลับไปยืนสงบเช่นเดิม จงอินฉงนใจกับสิ่งที่ไม่เป็นไปตามที่แทมินเคยพูดแต่ก็ไม่กล้าพูดอะไร และอีกครั้งที่แทมินเอ่ยขึ้นก่อน

 

 

 

 

 

            สวยดีใช่ไหมละ

 

 

 

 

 

          “สวยมาก มันถูกทำมาเพื่อฉันชายแก่ว่าเหมือนคนหลุดไปอยู่ในภวังค์

 

 

 

 

 

            ดีใจที่คุณชอบ เรามาว่ากันเรื่องตัวเลขกันต่อ ผมเห็นว่าคุณไม่ได้เอากระเป๋าเงินมา เพราะงั้นห้าแสนดอลล่าร์โอนเข้าธนาคารฮ่องกงภายในสองชั่วโมง ต้องการเลขบัญชีไหม?” แทมินว่าแล้วหยิบนามบัตรอะไรสักอย่างออกมาจากกระเป๋า รอยยิ้มของชายแก่หายไปครึ่งนึงจนทุกคนสังเกตได้ จงอินเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง

 

 

 

 

 

            ฉันขอเวลาอาทิตย์นึงชายแก่พูดเสียงเบาลงต่างจากเมื่อนาทีที่แล้วอย่างเห็นได้ชัด แทมินเลิกคิ้วขึ้นข้างนึงก่อนนั่งตัวตรงไม่ได้ไขว้ห่างอีกต่อไป สีหน้าขาวซีดตอนนี้เริ่มตึงเครียดเหมือนไม่พอใจจนจงอินอดรู้สึกเกร็งตามไปด้วยไม่ได้ แทมินมองหน้าชายแก่แม้ว่าในมือเหี่ยวหนานั้นจะยังถือปืนที่จงอินชอบก็ตาม แทมินดูไม่เกรงกลัวว่าอีกฝ่ายจะตุกติกหรือยังไงนะ

 

 

 

 

 

            นายคิดว่านายกำลังเล่นขายของอยู่รึไงน้ำเสียงเรียบนิ่งของแทมินทำเอาคนฟังขนลุกเกรียวไม่น้อย

 

 

 

 

 

            ไม่ใช่อย่างนั้นนะแทมิน เอ่อคุณแทมิน ผมต้องการเวลาสักนิดจริงๆชายแก่ว่า มือหนานั้นวางปืนด้ามสวยลงตรงกลางโต๊ะ เขาถูมือไปมาคล้ายกับพยายามหาทางคิด จ่ายครึ่งนึงก่อนได้ไหมชายแก่ว่าต่อ

 

 

 

 

 

            แทมินกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างและกำลังจะเอ่ยปากขึ้น หากแต่บอดี้การ์ดคนนึงของชายแก่นั้นกลับขยับมือด้านหลัง แทมินตาไวมาก เขารู้สึกถึงความผิดปกติ สายตาเบนออกไปที่หน้าต่างด้านล่างอย่างระมัดระวังก่อนเห็นตำรวจห้านายที่เหมือนกับสายตรวจจอดรถเข้าพอดี เขารู้ทันทีว่านี้ไม่ใช่การซื้อขาย อยากจะสถบดังๆว่าโดนชายแก่เล่นงานเสียแล้ว มือขวาคว้าปืนด้ามเมื่อครู่ที่ชายแก่วางก่อนมืออีกข้างจะคว้าหมอนที่พิงอยู่ด้านหลังบังปลายกระบอกปืนแล้วยิงมันกลางอกของบอดี้การ์ดผู้ไม่ซื่อสัตย์ ปัง! ร่างชายชุดดำนั้นทรุดลงกับพื้นไม่ทันได้ตั้งตัว เพราะหมอนที่บังไว้นั้นทำหน้าที่กันเสียงได้มากถึง 80% เหมือนกับว่าคุณได้ยินเสียง ป๊อบ! ขึ้นมาในหัวเวลาที่คิดอะไรออก แล้วแทมินจึงเล็งมันอีกครั้งที่กลางหัวของชายแก่

 

 

 

 

 

            ยะอย่าทำฉันเลยแทมิน ฉันไม่เกี่ยวนะ มันคนเดียว ฉันไม่เกี่ยวจริงๆ ตอนนี้ชายแก่ทั้งการหน้าซีดและมือสั่นแบบนั้นไม่ได้สร้างความเห็นใจให้แก่แทมินเลยแม้แต่น้อย ... เล่นไม่ซื่อเองนะลุง

 

 

 

 

รอยยิ้มแสยะปรากฏบนหน้าแทมิน ดวงตาเรียวโตนั้นปรายมาทางแฝดพี่เหมือนถามว่าเอาไงดี แต่ผู้พี่ที่บัดนี้สติแทบจะหายสิ้นไม่ได้ให้คำตอบ ร่างผอมเพรียวนั้นจึงเหนี่ยวไกอีกครั้งผ่านหมอน ชายแก่นิ่งงันคาโซฟาตรงข้าม ร่างกายขาวสะอาดของผู้ลั่นไกยังคงยืนอยู่อย่างนั้นก่อนปรายสายตาอีกครั้งมาที่แฝดผู้พี่ที่บัดนี้ดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกใจอย่างขีดสุด เขาไม่คิดว่าจะได้เห็นใครตายต่อหน้าต่อตาถึงสองรายในนาทีเดียว หัวใจเต้นแรงเพราะความกลัวและตื่นเต้นก่อนแทมินจะเอ่ยช้าๆอีกครั้ง ตกใจหรอก่อนบอดี้การ์ดจะจัดการคนทรยศที่เหลือ

 

 

 

 

 

            ตำรวจลาดตะเวนนั้นเหมือนตั้งใจจะขึ้นมาตรวจตามที่บอดี้การ์ดได้ส่งสัญญาณผ่านเครื่องมือสื่อสารไป แทมินรู้ทันจึงจัดแจงให้บอดี้การ์ดของตัวเองนั้นสวมรอยเป็นกบฏและบอกว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี ทุกอย่างเป็นไปอย่างง่ายดายเพราะตำรวจพวกนั้นก็โง่และเห็นแก่เงินเสียเหลือเกิน รวมไปถึงเด็กๆในผับด้วย แทมินจึงเดินออกมาโดยที่ไม่มีใครรู้ว่าเขาได้ฆาตกรรมชายแก่และกบฏนั้นไปเรียบร้อย ภายหลังแทมินรู้ว่าชายแก่นั้นถังแตกมาไม่นานและยังโดนตำรวจชั้นสูงขู่เล่นงานเข้า ปากตาแก่จึงเผยออกไปว่าเขารู้จักอีซอนวุคพ่อของแทมิน หากนำจับตัวได้เขาและพวกบอดี้การ์ดเองจะได้ลดโทษ น่าสมเพชสิ้นดี แต่ก็ถือว่าตำรวจฉลาดพอควรที่ไม่ไว้ใจชายแก่มากนัก ถึงได้ส่งเพียงหน่วยลาดตะเวนกับนายตำรวจชั้นน้อยมาจัดการเขาที่นี้ ถึงสุดท้ายแล้วตาแก่นั้นจะตายไปแล้วก็เถอะ

           

 

 

 

 

 

            จงอินนั่งนิ่งเงียบ เขาไม่มีสติเหลือกับตัวเองเท่าใดนัก สองขายาวที่กว่าจะก้าวขึ้นรถได้ก็ยากลำบากถึงขนาดว่าแทมินต้องออกเสียงเรียกสติ

 

 

 

 

 

 

เอาไงดีจงอิน คนตายเลยนะเว้ย ต้องทำไง ต้องบอกใครไหม ไม่ได้คิดว่าจะมาเจอแบบนี้จริงๆ

 

 

 

 

 

 

 สายตาของจงอินแทบจะว่างเปล่า แทมินรู้สึกรำคาญใจเหลือเกิน เขาไม่ได้กำลังพาเด็กใหม่มาฝึกงานหรอกใช่ไหม? ขายาวเรียวเหยียบคันเร่งรถออกไปถนนที่ไม่ได้ลาดยางด้วยคววามเร็วจนฝุ่นดินตีขึ้นมาตามหลัง เสียงท่อดังสนั่นแต่ไม่อาจเรียกความสนใจอะไรจากจงอินได้เลยแม้แต่น้อย

 

 

 

 

 

 

            พอเหอะจงอิน นายทำเหมือนกับมันเป็นเรื่องใหญ่ไปได้ แทมินจิ๊ปากอย่างรำคาญใจ

 

 

 

 

 

            “…” จงอินไม่ได้ตอบอะไร เขาเพียงหันหน้าช้าๆมาทางคนพูด แทมินปรายตามองแต่หากพบแต่ความว่างเปล่า เมื่อทนไม่ไหวเพราะไม่เคยมีใครมาทำให้เขารำคาญใจบ่อยๆและไม่เคยมีใครข้องใจกับการกระทำของเขา เท้าขวานั้นกระแทกเบรกอย่างแรงจนจงอินหัวโขลกกับหน้ารถเสียงดัง จากตอนแรกที่ขับมาเป็นร้อยเล่นเอารถบอดี้การ์ดข้างหลังเหยียบเบรกกันไม่ทัน ดีที่ว่าถนนโล่งไม่มีรถตามหรือสวนไปมา ควันจากฝุ่นถนนขึ้นลอยฟุ้งเพราะรถทั้งหมดเบรคกะทันหัน แทมินจ้องหน้าจงอิน มือขาวนั้นกระชากเสื้อคนที่หัวโขลกเมื่อครู่ให้หันมาเผชิญหน้ากับตัวเอง

 

 

 

 

 

            อย่าทำเป็นอึ้งเหมือนกับมันไม่ใช่เรื่องจริงสักทีได้ไหม! นายกำลังทำฉันประสาทนะไอ้พี่เวร!” แทมินตะโกนออกไปอย่างเหลืออด เขาเกลียดการที่จงอินมีปฏิกิริยาไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เขาทำ

 

 

 

 

 

            แต่นายเพิ่งฆ่าคนไปนะ! นายทำได้ยังไง!” เมื่อถูกตะโกนมาแบบนั้นจงอินก็ได้สติพูดในสิ่งที่ก่อนหน้านี้กลัวที่จะพูด

 

 

 

 

 

            ถ้าไม่ทำมันก็ได้เอาเราเข้าคุกนะสิ! ไอ้เวรเอ้ย! ให้ตายสิ นายไม่เข้าใจหรือไงว่ะว่าธุรกิจมันต้องเป็นแบบนี้! ถ้านายฝันถึงห้องออฟฟิสที่ทุกคนจิบน้ำชาฉันว่านายมาผิดที่แล้ว!” แทมินว่าอย่างหัวเสียก่อนเอามือข้างซ้ายกุมขมับอย่างเหลืออด

 

 

 

 

 

            “…” จงอินไม่ได้ตอบอะไร ในที่สุดแทมินก็ปล่อยคอเสื้อเขาออกก่อนไล่ให้เขาไปนั่งรถบอดี้การ์ดและไปไหนก็ตามใจ เขาทำอะไรไม่ได้นอกจากเดินลงรถมาแล้วขึ้นรถที่ใกล้ที่สุด ยังไม่ทันขึ้นรถอีกคันดี แทมินก็เหยียบคันเร่งฝ่าออกไปทันที จงอินมองรถสีน้ำเงินของแทมินลับตาไปก่อนพยายามรวบรวมสติสิ่งที่แทมินได้พูดออกมาให้ฟังอย่างเงียบๆ

 

 

 

 

 

 

            ร่างกายผิวสีซีดยกเว้นก็เพียงแต่ช่วงมือที่ตอนนี้กำพวงมาลัยรถแน่นจนเกรงว่ามันจะเริ่มแดงเกินไปกำลังโมโหอย่างหาสาเหตุที่แน่ชัดไม่ได้ เพราะว่ามันเป็นความรู้สึกที่เขาไม่ได้ปล่อยให้มันเกิดขึ้นบ่อยๆอย่างนั้นใช่ไหม ถึงไม่ได้รู้วีธีจัดการความรู้สึกที่กำลังเล่นงานอยู่

 

 

 

ทำไม? ก็ยิงคนชั่วๆสักคนเพื่อให้ตัวเองรอดนี่มันเป็นเรื่องประหลาดนักรึไง?

 

 

 

 

 

            พี่ชายฝาแฝดของเขามากกว่าที่ไม่ประสีประสากับโลกมืดแบบนี้ เขาไม่ได้ทำอะไรผิดเสียหน่อย แม่เลี้ยงนายมาแบบไหนนะคิมจงอิน ถึงได้แลดูอ่อนต่อโลกขนาดนี้ ในขณะที่เขาถูกเลี้ยงมากับผู้ชายห่ามๆแบบพ่อที่ไม่ว่าจะหันไปทิศทางใดก็มักจะพบเจอกับด้านแข็งกร้าวต่อโลก นี่ไงมันเลยเป็นความรู้สึกหงุดหงิดที่เวลาจงอินทำหน้าไม่เข้าใจใส่กับการกระทำของเขา ที่สำคัญคือเขาไม่รู้จะจัดการตัวเองยังไงเมื่อพ่อไม่เคยสอนเสียด้วย

 

 

 

 

 

 

            รถสีดำบีเอ็มของบอดี้การ์ดจอดลงที่โรงพยาบาลกลางเมืองในเวลาถัดมา ร่างกายสมส่วนผิวสีน้ำผึ้งก้าวลงจากรถพร้อมถอดเสื้อสูทชั้นนอกออกเหลือเพียงเสื้อเชิ้ตสีขาวและสแลคสีดำ เพื่อไม่ให้ดูแปลกตาไปสำหรับคนที่พบเจอจงอินจึงต้องทำตัวให้เรียบง่ายที่สุด แต่ก็ไม่รวมถึงบอดี้การ์ดที่ถึงแม้ตอนนี้จะไม่ได้เต็มใจเสี่ยงตายเข้ามาในกลางเมืองที่ตำรวจเดินเพ่นผ่านแต่จะให้เลือกกลับก็ไม่ได้ เพราะคำสั่งเบื้องบนของพ่อเด็กแฝดสั่งมาให้รับใช้และ เสี่ยงตายแทนลูกชายทั้งคู่ บอดี้การ์ดกำยำนั่งรอในรถและยืนยันจะไม่ไปไหนทั้งที่จงอินเอ่ยปากด้วยความเกรงใจก็ตาม

 

 

 

 

 

            ขายาวก้าวผ่านเค้าท์เตอร์พยาบาลเมื่อได้รับคำตอบว่าสามารถเยี่ยมผู้ป่วยได้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ยกเว้นก็แต่กรณีฉุกเฉินจริงๆเช่นคนไข้ชักเดี๋ยวนั้นก็ต้องปล่อยให้หมอดูแล จงอินนึกเปรียบเทียบในใจ เพราะว่าก่อนหน้านี้ที่เซฮุนยังอยู่ห้องรวมผู้ป่วย เขาจำได้ว่ามันจำกัดเวลาเพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนผู้ป่วยคนอื่น และถึงแม้จะอยู่ห้องเดี่ยวก็ยังเข้าเยี่ยมตามอำเภอใจไม่ได้อยู่ดีนิหน่า แล้วล่าสุดที่เขาเยี่ยมได้ตลอดนี่เพราะอะไร? เพราะเงินก้อนใหม่ที่เขาเพิ่งชำระการรักษาของเซฮุนก้อนโตนั้นรึป่าว อำนาจของเงินมันส่งผลไวขนาดนี้เชียวหรอ?

 

 

 

 

 

          ฟังไม่ผิดหรอกที่เขาเพิ่งมีเงินก้อนจ่ายไป ไม่รู้ว่าพ่อเขาคิดอะไรแต่รู้ว่าเดี๋ยวคงมีเหตุผลตามมาบอกทีหลังแน่นอน บัญชีของเขามีเงินเข้าถึงหลายล้านวอนเมื่อไม่นานมานี้ อาจจะเป็นเงินรับขวัญลูกชายที่หายไปแบบนั้นมั้ง เขาคิด

 

 

 

 

 

            เสียงรองเท้าหนังที่ร่างสูงยาวสวมอยู่เกิดเสียงดังสะท้อนไปทั่วบริเวณโถงทางเดิน นานๆทีจะเห็นพยาบาลเดินสวนกันไปแล้วก็หยุดโค้งให้เป็นมารยาท จงอินหยุดยืนอยู่ตรงหน้าห้องของคนไข้ที่แสนรัก ตอนนี้ก็เวลาบ่ายกว่าๆ เซฮุนคงไม่ได้นอนกลางวันเป็นแน่แท้ เขาผลักประตูเข้าไปอย่างเบามือ เมื่อพบว่าคนรักกำลังเลื่อนโทรศัพท์ไปมาคล้ายหงุดหงิดใจอะไรบางอย่าง จงอินยิ้มบางๆลอบมองคนตัวขาวที่ไม่ได้เจอกันหลายวัน ความรู้สึกอบอุ่นหัวใจค่อยๆทำลายความกลัวเมื่อครู่ที่ตนได้พบเจอทีละน้อย หางตาเรียวของคนที่นอนอยู่บนเตียงเห็นคล้ายเงาที่ลอบมองจนต้องหยัดตัวเล็กน้อยจึงเจอกับคนที่กำลังคิดถึง ยิ้มหวานปานน้ำตาลและพร้อมเรียกเสียงออดอ้อนงอแงเพราะความคิดถึงมันทำงานทันที

 

 

 

 

 

            จงอินนนนเรียกเสียงยานคางเหมือนเด็กจนคนที่ถูกเรียกก็อดไม่ได้ที่จะต้องเข้าไปกอดกันโยเย ด้วยความคิดถึง จงอินประทับจูบบนศีรษะกลมๆนั้น

 

 

 

            กลับมาแล้วหรอเซฮุนอู้อี้อยู่ใต้แผงอกแกร่ง

 

 

 

            ครับ วันนี้ทำงานเสร็จแล้ว จงอินว่าแล้วนั่งเบียดบนเตียงคนป่วยอย่างไม่เกรงใจ

 

 

 

            หมายความว่ายังต้องไปอีกใช่ไหมคนตัวขาวผละออกจากอ้อมกอดก่อนคิ้วสวยจะขมวดด้วยความไม่ชอบใจ เซฮุนหน่ะหมายถึงเสร็จและไม่ต้องไปๆกลับๆต่างจังหวัดอีกแล้วใช่ไหมต่างหากละ

 

 

 

            อือ ก็งานยังไม่เสร็จ จงอินว่าเสียงเบา สายตาช้อนมองคนรักที่บัดนี้อารมณ์ขุ่นน้อยๆ ปกติเซฮุนไม่ค่อยเห็นผิดกันไม่ว่าเขาจะทำอะไรหรอก แต่คงเป็นเพราะเจ้าตัวเหงาแล้วก็อยู่ในโรงพยาบาลด้วยแหละมั้งเลยอยากเอาแต่ใจ

 

 

 

            อย่างนี้จงอินก็ต้องไปกลับแบบนี้เรื่อยๆหรอ ไม่มีวันสิ้นสุดรึยังไงออกจะประชดประชันไปหน่อยแต่จงอินก็เข้าใจ เสียงนุ่มประโลมปลอบว่าไม่นานและจะหมั่นมาหาบ่อยๆ คนตัวขาวที่ทำอะไรไม่ได้กับการตัดสินใจของคนรักก็เลยได้แต่เออออไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

 

 

 

 

            กว่าจะยิ้มได้ก็เกือบครึ่งชั่วโมงก็ตอนที่จงอินเอาของกินสุดโปรดของมาหลอกล่อ สปาเก็ตตี้เจ้าตัวยิ้มร่าลงมือกินเองโดยไม่ร้องขอให้ร่างสูงป้อน ทำไงได้ละ อาหารโรงบาลมันแย่ซะยิ่งกว่าอะไร แล้วต้องอยู่นานขนาดไหนก็ไม่รู้ เซฮุนต้องผอมตายแน่ๆ ร่างสูงยิ้มด้วยความโล่งใจ อะไรๆที่ทำให้รู้สึกไม่ดีก็จางหายเป็นปลิดทิ้ง แม้ว่าตอนที่หลับตาลงจะได้ยินเสียงปังอยู่ในหัวและภาพนั้นจะรันขึ้นมา เขาตกใจมากเมื่อตอนที่แทมินไม่ได้มีความรู้สึกกลัวอยู่ในแววตานั้นเลย ไม่มีแม้แต่จะฉุกคิดสักนิดก่อนปลิดชีวิตของคนพวกนั้น ทำไมละ ทำไมแทมินถึงได้ทำเหมือนกับว่ามันเป็นเรื่องปกติแบบนั้น ชีวิตคนทั้งคนเลยนะ

 

 

 

 

 

ความมืดมัวบางอย่างกำลังทำให้จงอินรู้สึกไม่ดี ขมขื่นที่ต้องอยู่ในเหตุการณ์เช่นนั้น และเขารู้ดีว่ามันคงต้องเกิดขึ้นอีกไม่ช้าก็เร็ว เพียงแต่เขาคงมีความกลัวน้อยลงกว่านี้ เขามองเซฮุนที่บัดนี้หลับไหลไปแล้ว ร่างบางหายใจเป็นจังหวะช้าๆเพราะกินอิ่มนอนหลับ ขยับตัวเล็กน้อยเมื่อรู้สึกว่าร่างกายทุกเบียดด้านข้างเนื่องจากคนผิวแทนส่งตัวเองขึ้นมานอนกอดร่างกายนั้นด้วยความรักราวกับเซฮุนเป็นที่พึ่งพิงให้แก่เขา หน้าคมซุกอยู่ที่อกขาวของคนป่วย จูบเบาๆที่อกนั้นไม่จาบจ้วงก่อนหลับตาลง มือขาวโอบกอดคนรักไว้แนบชิดก่อนดวงตาปรือนั้นจะหนักอึ้งจนหลับใหลตาม จงอินทลายความกลัวไปอีกครั้งเพราะอ้อมกอดอันแสนอบอุ่นของเซฮุน ที่พึ่งพิงของเขา

 

 

 

 

 

จงอินจะเคยคิดไหมว่าเส้นทางของจงอินที่ได้เลือกไว้มันเริ่มเขวโดยที่เขาไม่รู้ตัว จงอินจะรู้ไหมว่าความตั้งใจแรกที่อยากจะมีเงินดูแลคนรักได้มันเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น เพราะว่าความรัก ความต้องการจากสิ่งที่ตนไม่เคยมี มันทำให้จงอินนั้นเริ่มหลุดนอกกรอบที่ละนิดโดยไม่รู้ตัว

           

 

 

 

 

 

 

Talk;

ไม่ได้อัพในรอบหลายปี ตอนนี้ฟิตได้ไงไม่รู้

อยากออกมาแต่งฟิคแล้วลาออกจากงานมากเลย ขำ *

Ps; ไม่รู้ว่ามีใครยังอยากอ่านอยู่ไหม แต่ถ้าอ่านก็เป็นกำลังใจให้ด้วยเด้อ แทงคิว<3

#aslongfic – สกรีมมานะ J  *รักและขอบคุณ*

 

 

ฟีดแบคจากคนอ่านคือกำลังใจชั้นดีของคนเขียน
:)

 

 

 

 

(c) Chess theme

161 ความคิดเห็น

  1. #155 ftantect (@ftantect) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2559 / 09:41
    กลัวใจแทมิน กลัวใจจงอิน สงสารเซฮุน จะเป็นแบบแม่จงอินไหมอ่ะ ถ้าหนีไปมีคนลงแดงแหงๆ ฮรือออ อยากอ่านต่อแล้วววว คิดถึงงง
    #155
    0
  2. #151 summerbb (@reddddcrab) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2559 / 08:40
    จงอินอย่าเปลี่ยนไปนะฮือ นี่เริ่มกลัวแทมินแล้วอ่ะ รอยที่คอจงอินก็แทมินแน่เลย
    #151
    0