ตอนที่ 37 : บทที่ ๑ : อาทิตย์ดวงที่สาม [RE-UP]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8145
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 58 ครั้ง
    29 มี.ค. 61




บทที่ ๑ อาทิตย์ดวงที่สาม

“จันทร์เอ๋ยจันทร์เจ้า ขอข้าวขอแกง

ขอแหวนทองแดง ผูกมือน้องข้า

ขอช้างขอม้า ให้น้องข้าขี่ ขอเก้าอี้ให้น้องข้านั่ง

ขอเตียงตั้งให้น้องข้านอน ขอละครให้น้องข้าดู

ขอยายชูเลี้ยงน้องข้าเถิด ขอยายเกิดเลี้ยงตัวข้าเอง”

คงเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้วสำหรับลูกค้าที่มาอุดหนุนร้านขนมไทยของปางสิตางศุ์ เพราะในทุกๆ วันจะได้ยินเสียงเพลงกล่อมเด็กซึ่งร้องชัดบ้างไม่ชัดบ้างดังลอดมาจากหลังร้านเสมอ บางครั้งถ้าอารมณ์ดี นักร้องตัวน้อยวัยสี่ขวบกว่าก็จะออกมาโชว์ตัว นั่งยิ้มแป้นแล้นร้องเพลงโปรดอยู่หน้าเคาน์เตอร์คอยช่วยแม่ของเธอขายของด้วย ซึ่งเด็กน้อยก็มักจะเป็นขวัญใจของเหล่าลูกค้า เพราะความน่ารักน่าเอ็นดู อย่างไรก็ตาม วันนี้คงเป็นวันสุดท้ายแล้วที่ร้านจะเปิดกิจการ เพราะวันพรุ่งนี้ ปางสิตางศุ์จะต้องสลัดคราบจากเจ้าของร้านขนมเล็กๆ ในทาวน์เฮาส์เก่าๆ คูหาเดียว ไปเป็นเชฟขนมไทยในบริษัทครัวการบิน[1]ใหญ่แห่งหนึ่งแทน

หากจะถามว่าเหตุใดเธอจึงตัดสินใจเช่นนี้ เหตุผลเดียวที่คนเป็นแม่อย่างเธอยึดถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดมาตลอด ก็คงหนีไม่พ้น ลูกๆ ของเธอนั่นเอง คู่ฝาแฝดชายหญิงตัวน้อยซึ่งเปรียบเสมือนแก้วตาดวงใจของเธอ

“คุณแม่ขา คุณแม่ขา ดูสิ จันทร์เจ้าวาดรูปสวยไหมคะ”

จันทร์เจ้าหรือในชื่อจริงว่าเด็กหญิง พรพระจันทร์ เอ่ยเสียงเจื้อยแจ้ว มือน้อยๆ ยื่นส่งกระดาษที่ตนบรรจงขีดเขียนด้วยสีเทียนเป็นรูปตัวการ์ตูนให้มารดาดูอย่างหมายจะอวดในความสามารถ และก็ได้การตอบรับที่ดี เมื่อคุณแม่ยังสาวในชุดเดรสยาวสีลาเวนเดอร์ชะโงกหน้ามาหอมแก้มพองๆ นั้นแทนรางวัลคนเก่ง

“โอ้โห ลูกวาดเองเลยเหรอ เก่งมากเลยจ้ะ สวยมากๆ”

พอได้รับคำชม ใบหน้าเล็กจิ้มลิ้มราวตุ๊กตาของเด็กหญิงวัยสี่ขวบก็แต่งแต้มไปด้วยรอยยิ้มสดใส ก่อนเท้าเล็กจะวิ่งเร็วตื๋อกลับไปยังหลังร้านเพื่อไปอวดพริ้งเพราป้าพี่เลี้ยงคนเก่าคนแก่ซึ่งคงกำลังวุ่นกับการเคลียร์ของลงลังเพื่อเตรียมปิดร้านต่อ

“ผมก็วาดมาเหมือนกันฮะ”

ปางสิตางศุ์หันไปทาง ตะวันแฝดผู้พี่ของจันทร์เจ้าที่กำลังยืนตัวลีบ กล้าๆ กลัวๆ อยู่ที่หลังประตู เด็กชายมีใบหน้าที่น่าเอ็นดู ละม้ายคล้ายคลึงกับน้องสาวของเขาอยู่ไม่น้อย แต่สิ่งที่สองแฝดแตกต่างกันคงเป็นอุปนิสัยและท่าทีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นมากกว่า ตะวันเป็นเด็กพูดน้อย มักจะกลัวคนแปลกหน้า และไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง แตกต่างจากจันทร์เจ้าที่ช่างพูดช่างคุย มีความมั่นใจ และไม่เคยกลัวที่จะปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นเลย

ครั้นพอเห็นว่าลูกชายแสดงท่าทีแบบนั้น หญิงสาวจึงกวักมือเรียกเขามาหอมฟอดใหญ่พลางเอ่ยชมเชย ซึ่งก็ได้ผลดี เพราะในนาทีถัดมาเด็กชายก็เริ่มยิ้มได้ มีความมั่นใจที่จะแสดงผลงานของตัวเองมากขึ้น

“พ่อศิลปินตัวน้อยของแม่ วาดสวยจังเลย นี่แม่เหรอจ๊ะ” ปางสิตางศุ์หัวเราะอารมณ์ดี เมื่อเด็กน้อยยืนยันว่า ลายเส้นรูปผู้หญิงแก้มแดงนั้นคือ ตัวเธอจริงๆ “สวยกว่าตัวจริงเยอะเลย เอ แล้วเด็กผู้หญิงผูกโบว์ที่ยืนข้างๆ คือ น้องสาวลูกใช่ไหมเอ่ย”

“ใช่ฮะ นี่จันทร์เจ้า ส่วนคนนี้ก็ยายพริ้ง” เด็กชายจิ้มนิ้วเรียงตามลำดับบุคคลในภาพจนกระทั่งหยุดที่คนสุดท้าย เป็นรูปอัศวินตัวน้อยกำลังยกดาบชี้ไปบนฟ้าที่มีอาทิตย์ดวงโตกำลังฉายแสง “ส่วนนี่ผมเองฮะ”

“เท่จังเลย ลูกอยากเป็นอัศวินเหรอจ๊ะ”

“ฮะ เป็นอัศวินดี”

“ดียังไงหรือจ๊ะ”

“จะได้ปกป้องจันทร์เจ้าได้” เด็กชายอุบอิบตอบ สร้างทั้งความประหลาดใจและชื่นใจแก่คนเป็นแม่มาก ยังไม่ทันจะได้พูดอะไรมากกว่านี้ อัศวินตะวันก็เผ่นแผล็วหายไปยังหลังร้าน คาดว่าคงไปรวมกลุ่มกับน้องสาว อวดภาพเขียนมาสเตอร์พีซกับพี่เลี้ยงเป็นแน่

ปางสิตางศุ์ยิ้มเรื่อมองตามลูกน้อยจนลับสายตา อีกไม่นานเด็กๆ ก็จะต้องเข้าโรงเรียนแล้ว แม้การทำร้านขนมจะเป็นความฝันของเธอ แต่มันไม่เพียงพอที่จะแบกรับค่าใช้จ่ายที่นับวันจะยิ่งมากขึ้นได้ หนี้สินเริ่มพอกพูนจนเคลียร์ไม่ได้

ในระหว่างที่กำลังมองหาลู่ทางใหม่ๆ เพื่อเพิ่มรายได้ให้ครอบครัวอยู่นั่นเอง จักรพันธ์ลูกค้าขาประจำคนหนึ่งของร้านก็แนะนำให้เธอเข้าทำงานในบริษัทครัวการบินแห่งหนึ่งที่เขาทำงานอยู่ เป็นโชคดีหรือเหตุบังเอิญก็ไม่อาจทราบ ที่เจ้านายของเขาเกิดติดอกติดใจในรสชาติขนมของเธอ จนเชื้อชวนให้เข้าไปร่วมงานในฐานะ เชฟขนมไทยคนใหม่ของบริษัท เธอลองเข้าไปรับการประเมินทักษะการทำอาหารตามที่จักรพันธ์แนะนำ และเมื่อผลออกมาว่า เธอผ่านการประเมินและมีสิทธิเข้าทำงานในบริษัท หญิงสาวจึงตัดสินใจปิดร้านขนม เพราะต้องการทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับงานใหม่ การเป็นเชฟในบริษัทใหญ่ที่มีรายได้สูงและมั่นคง คงจะแก้ปัญหาเรื่องหนี้สิน เนรมิตอนาคตที่ดีให้กับลูกเธอได้

เสียงโทรศัพท์ในร้านที่ดังขึ้นทำให้หญิงสาวซึ่งง่วนอยู่หลังเคาน์เตอร์คิดเงิน จำต้องผละจากงานตามปกติตรงไปรับสายที่มุมหนึ่งในห้อง

“สวัสดีค่ะ มีอะไรให้รับใช้หรือเปล่าคะ”

“ไม่บังอาจหรอกครับ ผมเองต่างหากที่รอรับใช้คุณ”

เสียงทุ้มๆ ซึ่งตอบกลับมา พร้อมด้วยเสียงหัวเราะลงลูกคอชุดใหญ่ เป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่ทำให้เจ้าของร้านสาวเดาได้ไม่ยากว่า ปลายสายเป็นใคร

“คุณเหม?” สาวเจ้าทวนถามอย่างแปลกใจ “ทำไมไม่โทรเข้ามือถือฉันล่ะคะ โทรเข้ามาที่ร้านทำไม”

“นานๆ ครั้งผมก็อยากลองเป็นลูกค้าของคุณลูกจันสักทีน่ะครับ ได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างมานานแล้วว่า ร้านนี้นอกจากขนมอร่อยแล้ว เจ้าของร้านยัง หวานไม่แพ้ขนมที่ทำอีกด้วย ผมอยากรู้เหลือเกินว่า จริงหรือเปล่า เมื่อไรคุณจะใจอ่อนยอมให้ผมพิสูจน์เสียทีล่ะครับ”

สาวใจแข็งผ่อนลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่

“พอเลยค่ะ คุณเหม หยุดเล่นได้แล้ว วันนี้ไม่มีบินหรือคะ”

ปางสิตางศุ์ปรามคนชอบเกี้ยว เธอและ เหมรัชต์รู้จักกันโดยบังเอิญเมื่อหกเดือนก่อน เขาเป็นหนุ่มเจ้าเสน่ห์หน้าตาดี ทำงานเป็นนักบิน ซึ่งบังเอิญเหลือเกินที่สายการบินที่เขาทำงานอยู่นั้นคือ บริษัท ซันแอร์ไลน์ บริษัทแม่ของ ซันแอร์ไลน์แคทเทอริ่งที่เธอกำลังจะเข้าไปทำงานในส่วนของครัวการบินนั่นเอง

 ตั้งแต่ที่รู้จักกันมา เหมรัชต์มักจะแสดงออกชัดเจนว่า มีใจให้เธอเสมอ แถมยังคอยเอาใจใส่ลูกน้อยของเธอโดยไม่รังเกียจ แต่คุณแม่ยังสาวก็ยังเว้นระยะห่างให้ความสัมพันธ์นี้เป็นเพียงมิตรภาพของเพื่อนเท่านั้น เพราะยังไม่พร้อมเปิดรับความสัมพันธ์ในแบบที่พิเศษกว่านี้

หัวใจของเธอถูกปิดตายไปหลายปีแล้ว และไม่รู้ว่าเมื่อไรที่จะพร้อมรับใครเข้ามาอีก เธอหวาดกลัวเกินกว่าจะเริ่มต้นใหม่ กลัวว่าสุดท้ายแล้วเรื่องราวจะลงเอยเช่นเดิม

 “ไม่มีครับ ผมบินต่อไปซูริคพรุ่งนี้ คิดถึงเลยโทรมาหา น่าเสียดายที่ตารางบินช่วงนี้ผมแน่นมาก กว่าจะได้กลับไทยก็คงอีกสองสัปดาห์โน่นเลย ไม่อย่างนั้นคงได้แวะไปช่วยคุณจัดของแล้ว คุณลูกจันอุตส่าห์จะเริ่มงานใหม่ทั้งที”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ทางนี้เรียบร้อยดี ฉันจัดการได้ค่ะ” ปางสิตางศุ์กล่าวขอบคุณตามมารยาท เป็นช่วงจังหวะเดียวกับที่เสียงกรุ๊งกริ๊งของกระดิ่งบนบานประตูหน้าร้านดังขึ้น เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า มีลูกค้ารายใหม่เข้ามา

“ยินดีต้อนรับค่ะ รอสักครู่นะคะ” เธอตะโกนต้อนรับ ตั้งใจจะรีบวางสายจากเหมรัชต์และออกไปรับรองลูกค้าตามหน้าที่ แต่ปลายสายไม่ยอมให้เธอทำแบบนั้น เขาอิดออดไม่ยอมวางสาย จนหลายนาทีผ่านไป เธอจำเป็นต้องใจร้าย ตัดบทสนทนาเขาเสียอย่างนั้น เพราะไม่อยากให้ลูกค้ารอนานมากไปกว่านี้ ต่อให้วันนี้เป็นวันสุดท้ายของกิจการ แต่เธอก็อยากจะจบทุกอย่างด้วยความประทับใจ

“ขอโทษที่ทำให้รอนาน สนใจขนมชนิดไหนเป็นพิเศษไหมคะ”

แต่คำถามของเธอคงไม่ได้รับคำตอบเสียแล้ว เพราะเมื่อเธอโผล่กลับเข้ามาอีกครั้ง บานประตูหน้าร้านก็ปิดตามหลังพอดี ทันเห็นแค่แผ่นหลังไวๆ ในชุดสูทเนี้ยบกริบของคุณลูกค้าเท่านั้นเอง

หญิงสาวคิดปลงตก เดาเอาว่า คงต้องเสียลูกค้าไปอีกหนึ่งรายแน่แล้ว แต่ไม่เป็นอย่างนั้น เมื่อสายตาพลันสังเกตเห็นว่า กระเช้าขนมไทยที่เธอบรรจงจัดไว้ตามออร์เดอร์ของจักรพันธ์หายไปจากเคาน์เตอร์แล้ว ที่เหลือไว้คงมีเพียงเงินแนบด้วยกระดาษโน้ตเท่านั้น

มารับแล้วตามสัญญา

เป็นข้อความเขียนด้วยลายมือสั้นๆ ที่ทำให้เจ้าของร้านถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก แม้จะมองไม่ชัดนัก แต่ผู้ชายคนเมื่อครู่ไม่ใช่จักรพันธ์แน่นอน เพราะหากเป็นเขาแล้วล่ะก็ เขาคงไม่จากไปโดยไม่กล่าวทักทายเช่นนี้ บางทีเขาอาจวานให้คนอื่นมารับขนมแทนกระมัง แต่ก็นั่นล่ะ มารับขนมที่สั่งจองไว้แทนยังพอเข้าใจได้ แต่เหตุใดต้องเขียนโน้ตแบบนี้กันเล่า เธอเคยไปสัญญาอะไรกับเขาเมื่อไรกัน

ปางสิตางศุ์นึกบ่นในใจไปพลาง คลี่นับเงินที่ถูกทิ้งไว้ไปพลาง พอเห็นว่าจำนวนเงินที่ได้รับมาสูงเกินกว่าราคาขนมหลายเท่า เธอก็ไม่รอช้าที่จะวิ่งออกไปนอกร้าน ตั้งใจจะคืนเงินส่วนที่เกินมาให้ลูกค้า แต่ช้าไปหน่อย เพราะเมื่อวิ่งออกไป รถยนต์สีขาวไข่มุกคันหนึ่งซึ่งน่าจะเป็นของลูกค้าคนดังกล่าวก็แล่นจากไปเสียแล้ว ทันได้เห็นแค่ท้ายรถหรูราคาเหยียบแปดหลักผ่านหน้าไปแวบหนึ่งเท่านั้นเอง

แปลกคนจริง! สาวเจ้านึกค่อนขอดในใจ ก้มลงมองกระดาษโน้ตในมืออีกครั้ง กลิ่นหอมจางๆ ลอยจากกระดาษมาแตะจมูก ไม่ใช่กลิ่นจากตัวกระดาษเอง แต่น่าจะเป็นกลิ่นน้ำหอมชั้นดีจากชายแขนเสื้อของผู้บรรจงเขียนข้อความนี้ต่างหาก

กลิ่นหอมจัง

กลิ่นหอมละมุนอบอุ่น ช่างคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด มันทำให้เธอนึกถึงทุ่งดอกหญ้าแสนสวยในฤดูร้อนอันสว่างไสว แล้วยังลายมือนั่นอีก ราวกับว่าเมื่อนานแสนนานมาแล้ว เธอเคยสัมผัสกับสิ่งเหล่านี้จนคุ้นชิน

แต่ที่ไหนและเมื่อไรกัน?

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะนึกอะไรออก พริ้งเพราก็ออกมาตามเธอให้กลับเข้าไปในร้านเสียก่อน คงถึงเวลาอันสมควรที่จะต้องปิดร้านแล้ว เพราะหนูน้อยจันทร์เจ้าวิ่งออกมาเกาะขามารดา ส่งเสียงออดอ้อนร้องขออาหารเย็น ส่วนตะวันนั้นแม้จะเดินตามมาห่างๆ เงียบๆ แต่ดูจากสีหน้าแล้วคงจะหิวไม่แพ้กัน

“คุณแม่ขา จันทร์เจ้าจ๊อกๆ แล้วค่ะ”

“ท้องร้องจ๊อกๆ แล้วเหรอจ๊ะ” หญิงสาวหัวเราะให้กับความไร้เดียงสาของบุตรสาว อดไม่ได้ที่จะจั๊กจี้พุงกลมๆ ของหนูน้อยอย่างหมั่นไส้ “นี่แน่ะ หิวแล้วสิท่า งั้นแม่จะทำอะไรให้กิน นะ ลูกอยากกินอะไรจ๊ะเย็นนี้”

“ทุกอย่างเลยค่ะ ยิ่งหนมๆ ของคุณแม่ อาหย่อยที่สุดในโลก!

“จ้า มาเถอะ เข้าบ้านกัน ทานข้าวแล้วจะได้หม่ำหนมๆ ที่ลูกชอบนะจ๊ะ”

มารดารับคำเจ้านายน้อยเสียงใส ก่อนอุ้มกระเตงเจ้าตัวเล็กเข้าเอวและพากลับเข้าไปในบ้าน คืนนั้นเธอรีบทำกิจวัตรประจำวันให้เสร็จสิ้นเร็วกว่าปกติ ตั้งใจเตรียมร่างกายและจิตใจให้พร้อมรับวันสำคัญ

หลังจากเล่านิทานและส่งลูกน้อยเข้านอนแล้ว หญิงสาวจึงค่อยออกมาจากห้อง เพิ่งจะแง้มประตูปิดสนิท ยังไม่ทันเดินไปไหน ก็หันมาพบกับพริ้งเพรา หล่อนยืนรีรออยู่หน้าห้อง ในมือถือถาดบรรจุนมร้อนมาด้วย

“เจ้าตัวเล็กหลับแล้วหรือคะ”

“เพิ่งหลับไปเมื่อกี้นี่เองค่ะ” ว่าแล้วก็ก้มลงมองแก้วนมทั้งสองแก้วอย่างสงสัย “ป้าจะยกเครื่องดื่มมาให้พวกเด็กๆ ดื่มก่อนนอนหรือคะ”

“ใช่ค่ะ แต่ดูท่าจะช้าเกินไป”

ปางสิตางศุ์ยิ้มเรื่อ เห็นนมร้อนแบบนี้แล้วก็ชวนให้นึกถึงเรื่องในอดีต สมัยเธอเป็นเด็ก ยังเป็นคุณหนูที่ถูกประคบประหงมอย่างดีในตระกูลศศิลักษณ์ เวลาที่งอแงหรือหลับยาก พริ้งเพราก็จะนำนมอุ่นๆ มาให้เธอดื่มก่อนนอนเสมอ

“ถ้าอย่างนั้น ก็เอามานี่เถอะค่ะ เด็กๆ หลับกันหมดแล้ว เดี๋ยวลูกจันจัดการเอง”

ว่าแล้วก็เอื้อมมือไปหยิบแก้วนมมาดื่มแทนจนหมด เครื่องดื่มที่นำมาให้เด็กๆ นั้นไม่เคยร้อนมานานแล้ว มันเย็นชืดราวกับไม่เคยถูกอุ่นมาก่อน ซึ่งเธอก็ไม่ทราบเหมือนกันว่า เป็นเพราะเหตุใด ทุกครั้งที่ถามถึงเรื่องนี้ พริ้งเพราก็มักจะอึกอัก ทำหน้าลำบากใจทุกครั้งไป หล่อนรับคำว่าจะปรับปรุงให้ดีในคราวหน้า แต่มันไม่เคยเกิดขึ้น เพราะทุกค่ำคืน นมในแก้วก็ยังคงเย็นเหมือนเคย แม้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่เธอก็อดกังวลไม่ได้ เพราะไม่แน่ใจว่าพริ้งเพรามีปัญหาส่วนตัวอะไรหรือเปล่า หากมี...เธอก็อยากจะช่วยเหลือหล่อน

“เรื่องปิดร้าน คุณลูกจันคิดดีแล้วใช่ไหมคะ”

คงไม่ได้มีเพียงปางสิตางศุ์เท่านั้นที่กังวลกับเรื่องนี้ เพราะพริ้งเพราเองก็กังวลไม่แพ้กัน คงจะเป็นห่วง เพราะรู้ดีว่า การเปิดร้านขนมเป็นความฝันของเธอตั้งแต่ครั้งเยาว์วัย การทำใจปิดร้านเพื่อมุ่งหน้าสู่เส้นทางใหม่ ซึ่งไม่รู้ว่าจะมีอะไรรออยู่ คงเป็นเรื่องยากเหมือนกัน

“คิดดีแล้วค่ะ ถึงแม้จะต้องปิดร้าน แต่การเข้าไปทำงานในซันแอร์ไลน์ ทำให้มีรายได้มั่นคงขึ้น ตะวันกับจันทร์เจ้าเองก็โตขึ้นทุกวัน อีกไม่นานก็ต้องเข้าโรงเรียนแล้วด้วย ลูกจันไม่อยากให้พวกเด็กๆ ต้องลำบาก”

“แต่ร้านนี้ เป็นความฝันของคุณไม่ใช่หรือคะ”

“ความฝันของคนเป็นแม่ คือ การเห็นลูกอยู่ดี มีสุขต่างหากล่ะคะ ลูกจันไม่เป็นไรหรอก ป้าพริ้งอย่าห่วงเลย อีกอย่างดีเสียอีก คิดในอีกแง่ ขนมของลูกจันจะแพร่หลายมากขึ้น เพราะได้ขึ้นไปอยู่บนเครื่อง ทุกคนไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือต่างชาติจะได้มีความสุขกับขนมที่ลูกจันทำ ดีจะตายไป”

พอได้ฟังอย่างนั้น พริ้งเพราก็คลายความกังวลลง เห็นได้จากรอยยิ้มบางๆ ของหล่อน แต่ยังไม่ทิ้งแววความเป็นห่วงใยในน้ำเสียง

“คุณจะทำได้ดีค่ะ” หล่อนให้กำลังใจ “ยังไงก็พยายามเข้านะคะ ป้าจะเป็นกำลังใจให้คุณค่ะ”

ปางสิตางศุ์ยิ้มรับคำพี่เลี้ยง ก่อนจะกลับไปยังห้องของตัวเอง ล้มตัวลงนอนบนฟูกเก่า โดยหารู้ไม่ว่า อีกไม่กี่ชั่วโมงต่อจากนี้ เรื่องราวในอดีตที่เธออยากลืมเลือนนักหนา กำลังจะหวนกลับมาอีกครั้งเพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตของเธอและลูกน้อยไปตลอดกาล!

 

 

เช้าวันต่อมา หากไม่นับเรื่องที่อากาศร้อนจัดเป็นพิเศษ ก็ถือเป็นเช้าอันสดใสเหมาะแก่การเริ่มต้นทางเดินใหม่เป็นอย่างมาก ปางสิตางศุ์ในชุดกางเกงทำงานทะมัดทะแมงลงมารับประทานอาหารเช้าพร้อมกับลูกๆ ของเธอ มือหนึ่งคอยใช้ผ้ากันเปื้อนซับมุมปากเด็กๆ ที่ช่างกินเลอะเทอะ ส่วนอีกมือก็ตักอาหารเข้าปากตัวเองสลับกับตรวจเช็คสภาพตัวเองในกระจก เพื่อให้มั่นใจว่า ตนจะดูดีที่สุดในวันสำคัญ

“วันนี้อากาศร้อนจริงๆ ไม่รู้ว่าโลกนี้มีพระอาทิตย์กี่ดวงกันแน่” เป็นคำบ่นลอยๆ ที่เธอไม่ได้หวังว่าจะได้รับคำตอบ แต่เด็กชายตัวน้อยกลับช่วยตอบให้เสียอย่างนั้น

“สามดวงฮะ”

“สามดวงยังไงหรือจ๊ะ”

เด็กชายตะวันเงยหน้าจากชามโจ๊ก ชี้ไปบนเพดานก่อนจะเริ่มนับอย่างขะมักเขม้น “ก็...หนึ่ง” เขาว่า แล้วเปลี่ยนมาชี้ที่ตัวเอง “สอง”

หญิงสาวอมยิ้ม เริ่มสนใจในความช่างคิดของบุตรชายคนโต

“แล้วดวงที่สามล่ะ ไปอยู่ที่ไหน”

“อยู่กับคุณแม่ไงฮะ”

คิ้วเรียวสวยขมวดมุ่น และก็ถึงบางอ้อหัวเราะร่วน เมื่อนิ้วเล็กชี้ไปที่กระดาษวาดเขียนที่ถูกแปะไว้บนฝาผนังด้านหลังเธออย่างเฉลยคำตอบ อัศวินตะวันกับครอบครัว และอาทิตย์ดวงโตสีแดงกำลังเปล่งรัศมีอยู่บนท้องฟ้า

“จริงด้วยจ้ะ ถูกของลูก มีสามดวงจริงๆ ตะวันของแม่เก่งจังเลย”

“ทำไมชมแต่พี่ตะวันคะ จันทร์เจ้าก็เก่งนะ ดูสิคะ” คราวนี้เสียงใสของแฝดผู้น้องประท้วงขึ้นมาบ้าง คงอยากจะหาอะไรอวดบ้าง เลยยกชามข้าวที่ทานเสียเกลี้ยงขึ้นอวดมารดา

“โอ้โห จันทร์เจ้าก็เก่งไม่แพ้กัน หม่ำๆ ข้าวหมดด้วย ไหนมานี่ซิทั้งสองคน มาให้แม่หอมหน่อยเร้ว คนเก่ง”

เด็กหญิงพรพระจันทร์ยิ้มแก้มปริเมื่อถูกชม ยื่นแก้มมาให้มารดาหอมอย่างรู้งาน ส่วนเด็กชายตะวันยังคงนั่งนิ่ง คงจะเขินเลยไม่ยอมขยับตัวมาให้มารดากอดหรือหอมง่ายๆ แต่สุดท้ายก็หนีไม่พ้น โดนขโมยหอมฟอดใหญ่อยู่ดี

พอเก็บเกี่ยวกำลังใจจนเต็มที่แล้ว ปางสิตางศุ์จึงเดินทางไปทำงาน ตลอดการเดินทางบนรถประจำทาง เธอเฝ้าภาวนาให้การเริ่มงานวันแรกเป็นไปด้วยดี และคำภาวนาก็เป็นผล เพราะทุกอย่างราบรื่นมาก อาจจะมากเกินไปด้วยซ้ำ เพียงแค่ก้าวมาถึงหน้าบริษัท ยังไม่ทันเข้าไปด้านใน จักรพันธ์ซึ่งยืนรีรออยู่แถวศาลพระภูมิหน้าบริษัท ก็ปราดมาต้อนรับเธอราวกับเป็นบุคคลสำคัญก็ไม่ปาน

“มาแล้วหรือครับ”

“คุณจักร”

จักรพันธ์เป็นชายหนุ่มร่างสันทัด บุคลิกปราดเปรียว เขาก้าวมาด้านหน้า ยิ้มแฉ่งจนดวงตาเล็กหยีเป็นเส้นตรง เอื้อมมือมาจับมือเธอเขย่าเร็วๆ หลายครั้งเป็นการทักทาย คงจะตื่นเต้นไม่แพ้กัน เพราะเขาเองที่เป็นคนช่วยแนะนำงานนี้ให้เธอ

“ผมรอคุณอยู่เลย เชิญข้างในดีกว่าครับ เชฟ อ้อ ต่อไปนี้ผมขออนุญาตเรียกคุณแบบนี้นะครับ”

หญิงสาวยิ้มเขิน คงจะยังไม่ชินกับคำเรียกขานแบบใหม่ เธอเดินตามเจ้าถิ่นเข้ามาด้านในอาคาร ราวกับเป็นอาณาจักรบนสวรรค์ย่อมๆ ทุกอย่างในที่แห่งนี้ล้วนถูกตกแต่งอย่างหรูหรา สะดวกสบาย และเป็นสัดส่วน เหล่าพนักงานเดินกันครึกครื้นขวักไขว่

“ที่นี่ใหญ่โตดีนะคะ คนก็เยอะด้วย”

“ครับ เรามีพนักงานหลายพันชีวิต ออฟฟิศเลยต้องกว้างขวางหน่อย”

“อ้อ แล้วส่วนของครัวการบินอยู่ตรงส่วนไหนของตึกหรือคะ”

“จริงๆ ครัวผลิตอาหารของเราอยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิครับ เชฟอาจต้องแวะไปที่นั่นบ้างเหมือนกัน เวลาเช็คสเป๊ควัตถุดิบหรือเกิดปัญหาอะไรอื่น แต่หลักๆ ออฟฟิศเชฟจะอยู่ที่นี่”

ปางสิตางศุ์พยักหน้ารับรู้ ขณะเดินตามคนนำทางเข้าไปในลิฟต์ตรงไปยังชั้นที่สามสิบ คงจะกลัวบรรยากาศเงียบเชียบจนเกินไป จักรพันธ์จึงชวนคุยต่ออย่างคนอัธยาศัยดี

“ว่าแต่เดินทางมาลำบากหรือเปล่า ความจริงให้รถของบริษัทไปรับที่บ้านจะสะดวกสบายกว่านะครับ”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ รบกวนเปล่าๆ แค่นี้ฉันก็เกรงใจจะแย่แล้ว คุณอุตส่าห์เป็นธุระให้ตั้งหลายเรื่อง ขอบคุณมากเลยนะคะ”

“โอ๊ย ไม่ต้องขอบคุณผมหรอกครับ ผมไม่ได้ทำอะไรเลย ทั้งหมดเป็นเพราะความสามารถของเชฟเอง” ชายหนุ่มรีบออกตัวปฏิเสธ  แต่ก็ไม่ได้ทำให้สาวเจ้ารู้สึกติดค้างน้อยลงเสียเมื่อไร

“ได้ยังไงล่ะคะ ถ้าไม่มีคุณ ฉันคงไม่ได้ทำงานที่นี่แน่ ไม่รู้จะตอบแทนยังไงดี”

 “เอาอย่างนี้ ถ้าเชฟอยากจะขอบคุณใครสักคน นอกจากตัวเชฟเองล่ะก็ คนๆ นั้นไม่ใช่ผมหรอกครับ เพราะถ้าหากนี่เรียกว่าโชคชะตา ผมก็เป็นแค่คนนำพาโชคชะตาของเชฟและเจ้านายให้มาพบกันเท่านั้นเองครับ เจ้านายของผมน่ะ ท่านชื่นชมฝีมือการทำขนมของเชฟมากเลยครับ”

พอกล่าวถึง เจ้านาย ปางสิตางศุ์ก็อมยิ้ม แม้จะไม่เคยเห็นตัวจริง แต่จากคำบอกเล่าพฤติกรรมอันน่าประทับใจจากปากของเลขานุการอย่างจักรพันธ์ เธอจินตนาการไว้ว่า ท่านประธานแห่งซันแอร์ไลน์น่าจะเป็นคุณปู่ใจดี ทว่ายังไม่ทิ้งเขี้ยวเล็บของนักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จ แหลมคมและ มีวิสัยทัศน์

“ขนาดนั้นเลยหรือคะ”

“ใช่ครับ ปกติท่านประธานจะเข้มเรื่องขนมไทยมาก ไม่ว่าจากฝีมือของเชฟท่านไหนๆ ก็ไม่เห็นถูกใจท่านสักรายเลย ตำแหน่งเชฟขนมไทยถึงได้ว่างมานานแล้ว จนกระทั่งท่านได้มีโอกาสชิมฝีมือของเชฟนี่แหละครับ ยังกับรักแรกพบแน่ะ ท่านหลงรักในรสชาติขนมมาก ถึงกับต้องตามตัวด่วนกันเลยทีเดียว”

“เป็นเกียรติอย่างยิ่งค่ะ ถ้ามีโอกาส ฉันคงได้ขอบคุณเจ้านายของคุณด้วยที่อุตส่าห์ให้โอกาสดีๆ แบบนี้กับฉัน อ้อ ว่าแต่ กระเช้าขนมเมื่อวานเป็นยังไงบ้างคะ ถูกใจคนรับหรือเปล่า”

 “กระเช้าขนม?

“กระเช้าขนมที่คุณจักรสั่งจัดไงคะ” ครั้นขยายความเพื่อเตือนความจำ จักรพันธ์ที่ดูงงๆ เมื่อครู่ จึงค่อยตบหน้าผากตัวเอง อย่างถึงบางอ้อ

“อ๋อใช่! ผมสั่งจัดกระเช้าไว้ให้ท่านประธานนี่นา แย่จริง ผมยุ่งจนลืมไปเสียสนิท ไว้ผมจะแวะไปรับของวันพรุ่งนี้นะครับ”

คราวนี้เป็นปางสิตางศุ์บ้างที่ขมวดคิ้วมุ่นอย่างไม่เข้าใจ

“เมื่อวานมีคนรับกระเช้าไปแล้วค่ะ ฉันก็นึกว่าคุณจักรวานให้ใครมารับของแทนเสียอีก เพราะเขาทิ้งเงินกับโน้ตไว้ด้วย”

“เปล่านี่ครับ ผมไม่ได้วานใครไปรับแทน” จักรพันธ์ตอบตามตรง ยังงุนงงไม่หาย เพราะนอกจากตัวเขากับเจ้านายแล้ว ก็ไม่มีใครรู้เรื่องที่เขาสั่งจัดกระเช้าขนมไว้

เป็นไปได้หรือไม่ว่า บางที...?

“บางทีอาจจะเกิดความเข้าใจผิดกันขึ้นค่ะ” ปางสิตางศุ์กล่าวสรุป ตัดประเด็นข้อสันนิษฐานต่างๆ นาๆ ของอีกฝ่ายแทบจะในทันที “ในเมื่อเรื่องนี้เป็นความผิดพลาดของฉันเอง  ฉันจะจัดกระเช้าให้คุณใหม่นะคะ”

เป็นอันยุติประเด็นดังกล่าวอย่างเรียบร้อย กระนั้นเลยชายหนุ่มก็ไม่ลืมที่จะกล่าวขอบคุณเธออีกครั้ง

“ขอบคุณนะครับ ต้องลำบากเชฟอีกครั้งแล้วสิ”

“ไม่ลำบากหรอกค่ะ ว่าแต่คราวนี้ยังจะรับขนมแบบไหนดี แบบเดิมหรือว่า...” ยังไม่ทันถามจบประโยคด้วยซ้ำ จักรพันธ์ก็ตอบอย่างรวดเร็วโดยไม่เสียเวลาคิด

“แบบเดิมครับ เจ้านายของผมชอบขนมของคุณ โดยเฉพาะเสน่ห์จันกับบุหลันดั้นเมฆด้วยแล้ว ชอบมากเป็นพิเศษ ท่านมีความหลังกับขนมพวกนี้น่ะครับ”

 “เหรอคะ ถ้าอย่างนั้นก็เหมือนฉันเลยน่ะสิ”

“จริงหรือครับ ดูท่าจะเป็นความหลังที่น่าจดจำน่าดู”

เชฟสาวเผยอยิ้มขมขื่น

“ตรงกันข้ามเลยต่างหากค่ะ เป็นความทรงจำเลวร้ายที่ฉันไม่ปรารถนาที่จะจดจำเลยสักนิด”

จักรพันธ์คงอยากจะถามอะไรต่ออีกมาก หากแต่ในตอนนั้นลิฟต์ได้เดินทางมาถึงจุดหมายปลายทางเสียก่อน เขาจึงเปลี่ยนจากการตั้งคำถาม มาเป็นพี่เลี้ยงคอยอธิบายสิ่งต่างๆ ในบริษัทแทน ชั้นสามสิบเป็นที่ตั้งของแผนกเธอ เชฟทุกคนมีห้องทำงานเป็นของตัวเอง แยกเป็นสัดส่วนตามกลุ่มอาหาร ในห้องทำงานกว้างขวางสะดวกสบาย แบ่งเป็นส่วนของออฟฟิศและส่วนของห้องครัว มีอุปกรณ์ทำครัวครับครัน ไว้ให้เชฟทดสอบทำเมนูใหม่ได้ตลอดเวลา

หญิงสาวแทบจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่า ตนถูกแนะนำให้รู้จักกับใครบ้าง เพราะมากจนจำในคราวเดียวไม่หวาดไม่ไหว กระนั้นเลยเห็นเพื่อนร่วมงานส่วนใหญ่เป็นมิตรก็ชวนโล่งใจแล้ว

หลังจากเซ็นสัญญาจ้างกับบริษัทเรียบร้อยแล้ว เธอก็หมดเวลาเกือบทั้งวันไปกับการเดินทัวร์สถานที่ทำงาน สมเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งยุคจริงๆ เพราะแม้จะเดินขาขวิดตั้งแต่เช้าจนเย็นย่ำ ก็ยังเดินไม่ทั่ว คาดว่าอาจต้องใช้เวลาอีกเป็นสัปดาห์ หรือแย่หน่อยอาจเป็นเดือน กว่าจะสำรวจครบ

กว่าจะเสร็จสิ้นการทัวร์และมีโอกาสกลับมาพักในห้องทำงานตามลำพังก็ได้เวลาเลิกงานแล้ว ปางสิตางศุ์กำลังสาละวนกับการจัดของ เตรียมจะกลับบ้านแล้ว ก็พอดีที่เชฟอาหารไทย ห้องข้างๆ มาโผล่หน้าเคาะเรียก คงมีเรื่องสำคัญเพราะท่าทางขึงขังน่าดู

“พอดีผมเพิ่งได้รับแจ้งว่า อีกประเดี๋ยวคณะผู้บริหารจะแวะมาที่แผนกของเราน่ะครับ เห็นว่าท่านประธานก็มาด้วย อยากให้เราอยู่ต้อนรับก่อนครับ”

 “ท่านประธาน?” สาวเจ้าทวนคำอย่างประหลาดใจ คาดไม่ถึงว่าตนจะโชคดีได้พบตัวจริงของผู้มีพระคุณเร็วขนาดนี้ “ท่านแวะมาตรวจงานหรือคะ”

“คงอย่างนั้นครับ” เชฟอาหารไทยพูดไปหัวเราะไปอย่างอารมณ์ดี “ปกติผู้บริหารจะไม่ค่อยลงมาด้วยตัวเองเท่าไร ถ้าไม่ใช่เรื่องด่วนหรือสำคัญจริงๆ ยิ่งท่านประธานด้วยแล้ว งานยุ่งมาก คราวนี้แปลกดี ไม่รู้ลมอะไรหอบมา สงสัยจะมีเรื่องสำคัญจริงๆ”

แม้จะไม่รู้ว่าเรื่องสำคัญที่ว่าคืออะไร แต่ปางสิตางศุ์ไม่ได้มีปัญหากับการมาเยือนของเบื้องบน กลับยินดีเสียอีก เพราะเธอจะได้ถือโอกาสขอบคุณท่านประธานด้วยตัวเองวันนี้เลย

ท่านประธานคงจะเป็นที่รักนับถือของพนักงานน่าดู เห็นได้จากอากัปกิริยายิ้มแย้ม ตื่นเต้น และต่างพากันจัดขบวนต้อนรับคณะผู้บริหารอย่างอบอุ่น ไม่มีใครแสดงท่าทีอึดอัดไม่เต็มใจเลย ส่วนนี้เองที่ทำให้เธอแอบนึกชื่นชมในใจ ประธานของซันแอร์ไลน์เป็นคนแบบไหนกันนะ คงเป็นคนที่ยอดเยี่ยมมากแน่ จึงครองใจของผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาได้อย่างนี้

เชฟสาวคนใหม่แทรกตัวเข้าไปยืนเป็นคนสุดท้ายของแถวขบวน รอไปได้ราวๆ สิบนาที ในที่สุดผู้มาเยือนก็เดินทางมาถึง คณะผู้บริหารประกอบไปด้วยชายและหญิงสูงวัยแลดูฉลาดเฉลียว มีมาดสมเป็นผู้บังคับบัญชา

“คนไหนคือ เชฟขนมไทยที่มาใหม่?

คำถามมาจากชายชราอ้วนกลมคนหนึ่งที่ยืนอยู่หน้าขบวน เขาไว้หนวดสีขาวและมีแววตาที่ดูใจดี การที่จักรพันธ์คอยเดินตามติดเขามาตลอดทาง เดาได้ไม่ยากว่า เขาต้องเป็นคนสำคัญของที่นี่ คงเป็นใครอื่นไปไม่ได้ นอกจากประธานบริษัทที่เธอรอพบ จินตนาการของเธอช่างใกล้เคียงความจริงจนน่ากลัว

“ฉันเองค่ะ” หญิงสาวกล่าวยิ้มๆ ก่อนจะก้าวออกมาจากแถว ตั้งใจจะบอกขอบคุณฝ่ายนั้นอย่างเป็นทางการ แต่ต้องชะงักเมื่อเขาเอ่ยประโยคถัดมา

“ดีใจที่ได้พบคุณครับ ได้ยินว่าในรอบการประเมินคุณทำได้ดีมาก น่าเสียดายที่ผมติดธุระเลยไม่ได้เข้าร่วมด้วย แต่ขนมของคุณถูกอกถูกใจกรรมการหลายท่านเลยทีเดียว บริษัทซันแอร์ไลน์ต้องการคนมีความสามารถอย่างคุณนี่แหละ ท่านประธานของเราตาแหลมคมเหมือนเคย”

แม้จะยิ้มตอบ แต่คิ้วเรียวสวยยังไม่คลายจากการขมวดมุ่น หากตีความจากคำพูดของเขาแล้ว แสดงว่าชายชราคนนี้ไม่ใช่ประธานบริษัทอย่างนั้นหรือ โชคดีที่เธอไม่ต้องสงสัยนานกว่านี้ เพราะในนาทีถัดมาจักรพันธ์ก็ช่วยแถลงไขให้

“ผมขอแนะนำให้เชฟรู้จักนะครับ ท่านนี้คือ คุณวิฑูรย์ ผู้จัดการแผนกอินไฟลท์เซอร์วิส[2]

“ยินดีที่ได้พบคุณค่ะ”

เชฟสาวกล่าวทักทายผู้จัดการด้วยรอยยิ้ม ที่แท้ชายคนนี้คือ ผู้จัดการแผนกอินไฟลท์เซอร์วิสนั่นเอง ถ้าอย่างนั้นประธานบริษัทที่ว่าจะแวะมาด้วยล่ะอยู่ที่ไหน

“ท่านประธานติดลูกค้าอยู่ เดี๋ยวท่านลงมาครับ”

จักรพันธ์กล่าวต่อ ราวกับเดาใจเธอได้ เธอเพิ่งจะพูดคุยกับวิฑูรย์เกี่ยวกับการทำงานไปได้ครู่หนึ่ง จู่ๆ เสียงกริ๊งจากลิฟต์ก็ดังขึ้น พร้อมกับบานประตูลิฟต์ที่เลื่อนเปิดออก พนักงานหยุดเสียงจ้อกแจ้กพูดคุยกะทันหัน กลับเข้าแถว ไม่เว้นแม้แต่ผู้บริหารคนอื่นก็ด้วย พวกเขาเงียบเสียง จากที่ยืนกระจัดกระจายก็เข้ามาเกาะกลุ่มอย่างเป็นระเบียบ เพื่อเตรียมต้อนรับเจ้านายที่เพิ่งตามมาสมทบ

เสียงฝีเท้าของผู้มาใหม่ก้องสะท้อนไปทั่วทั้งชั้นทางเดิน หญิงสาวเองก็กลับเข้าแถวเช่นเดียวกับคนอื่นๆ พนักงานทุกคนค้อมศีรษะลงอย่างนอบน้อมยิ่งกว่าเดิมเป็นทิวทาง บ่งบอกสถานะของเขาได้เป็นอย่างดี พอเห็นอย่างนั้น เธอก็ค้อมศีรษะลงเช่นกัน ไม่กล้าจะแหงนมองผู้มาใหม่เลย ได้แต่ก้มมองปลายเท้าตัวเองอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งรองเท้าหนังขัดมันเงาวับของชายคนหนึ่งมาหยุดที่ตรงหน้าเธอ ใกล้จนกลิ่นหอมอบอุ่นจากเรือนกายของเขาลอยมาแตะจมูก

กลิ่นหอมๆ แบบนี้ หรือว่าที่ร้านขนมในวันนั้น...?

 “ไม่ได้พบกันนานเลยนะ ลูกจัน”

เสียงทุ้มเข้มปลุกเธอตื่นจากภวังค์ความคิด เธอเงยหน้าขึ้นมองตามเสียง พลันดวงตาก็เบิกโต หัวใจแทบหยุดเต้น เมื่อมองเห็นใบหน้าของอีกฝ่าย

 กลิ่นหอมอันคุ้นเคยและลายมืออันคุ้นตา บัดนี้เธอรู้ซึ้งแล้วว่า เคยสัมผัสมาจากไหน ทำไมถึงคิดไม่ออกก่อนหน้านี้นะ

ดวงตาคู่สวยจ้องมองใบหน้าคมคาย ที่แม้เวลาผ่านไปกี่ปี เธอก็จำได้ไม่เคยลืมเลือน เธอจะลืมมันไปได้อย่างไรเล่า ก็ในเมื่อมันคือ ใบหน้าของปิศาจที่ทำลายหัวใจเธอจนย่อยยับเมื่อห้าปีก่อน!

ปางสิตางศุ์มองดูชายหนุ่มตรงหน้าอย่างไม่อยากจะเชื่อ เขาดูเปลี่ยนไป ไม่เหมือนผู้ชายที่เธอเคยรู้จัก ดูภูมิฐานและวางตัวได้ดีสมเป็นนักธุรกิจพันล้าน ไม่ใช่ชายหนุ่มแสนธรรมดาและยากจนอีกต่อไป

ร่างสูงสง่าอยู่ในชุดสูทสีน้ำเงินเข้มกรอบหน้าได้รูปภายใต้เรือนผมที่ถูกจัดแต่งอย่างเรียบร้อยทำให้ใบหน้าของเขาดูเป็นผู้ใหญ่ สุขุมแต่ก็หล่อเหลาราวเจ้าชายในภาพฝัน หากจะมีสิ่งหนึ่งที่แลดูไม่เปลี่ยนไปเลย เห็นจะเป็นดวงตาคมคู่นั้นที่ทอประกายหวานซึ้งเป็นนิจ ดวงตาที่ครั้งหนึ่งเคยหลอกล่อให้เธอติดกับ แล้วฉีกกระชากเธอให้ตายทั้งเป็น

หญิงสาวรู้สึกว่า ตัวเองกำลังจะล้มทั้งยืน สมองมึนงง มือเผลอกำรวบแน่น ทุกสิ่งทุกอย่างในสายตาพร่าเลือน เพราะม่านน้ำตาแห่งความคับแค้นในอดีตเริ่มเข้ามาบดบัง

 “สุภาพสตรีสาวสวยท่านนี้คือ เชฟปางสิตางศุ์ ศศิลักษณ์ เชฟขนมไทยคนใหม่ของเราครับ เธอจะเข้ามาทำงานในส่วนของครัวการบิน นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ส่วนท่านนี้ ผมขอถือโอกาสนี้ แนะนำให้เชฟรู้จักอย่างเป็นทางการนะครับ”

จักรพันธ์หันมาผายมือแนะนำเจ้านายหนุ่ม โดยไม่สนใจสีหน้าซีดขาวอย่างคนตายของสาวเจ้าเลยสักนิด

“ท่านนี้คือ คุณภากร วราทิตย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทซันแอร์ไลน์”

 



[1] ครัวการบิน (Catering) ฝ่ายผลิตอาหารและเครื่องดื่มเพื่อให้บริการบนเครื่องบิน

[2] In Flight Service แผนกที่ดูแลจัดการเรื่องต่างๆ บนเครื่องบิน เช่น ทำหน้าที่คัดเลือกเมนูอาหารเครื่องดื่มแต่ละเที่ยวบิน เลือกภาพยนตร์ที่ฉาย เลือกหนังสือให้ผู้โดยสารอ่าน ตลอดจนคัดเลือกแอร์โฮสเตสและสจ๊วต เป็นต้น


นวตา

ฮั่นแน่ รออ่านกันอยู่หรือเปล่า มาต่อกันเลยค่ะ สำหรับบทนี้ก็น่าตึงเครียดแทนลูกจัน เพราะเธอได้พบกับคนใจร้ายอีกครั้ง และก็จุดไต้ตำตอจริงๆ เพราะเขาไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นประธานบริษัทเสียอย่างนั้น ทำไมเขาถึงร่ำรวยมาได้ในเวลาเพียงไม่กี่ปีกันหนอ แปลกดี แล้วลูกจันล่ะ เธอจะตัดสินใจอย่างไรกับเรื่องงาน จะอยู่หรือจะไป มาติดตามกันได้ในบทต่อไป

 บ่วงบริมาสวางแผงแล้วตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป หรือสั่งซื้อบ่วงบริมาสกับทางสนพ.ได้ทางลิงค์ข้างล่างค่ะ  ฝากอุดหนุนเจ้าแฝดกันเยอะๆ น้า 

https://goo.gl/TZRoV4



ในรูปแบบ E-Books ก็มาแล้วนะ โหลดกันได้เลยค่ะ


อย่าลืมกดไลค์แฟนเพจเพื่อติดตามข่าวสารกันด้วยนะ


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 58 ครั้ง

1,942 ความคิดเห็น

  1. #1941 Pun Arun (@A-Arungomes) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2561 / 17:28

    อย่าใจอ่อนนะน้องลูกจัน

    เขาทำกับเราไว้มากนัก

    #1941
    1
    • #1941-1 น ว ต า (@naughtyprincess) (จากตอนที่ 37)
      28 กรกฎาคม 2561 / 23:02
      หนักหนาสาหัสค่ะ ตามอ่านต่อได้ในเล่มและอีบุ๊คนะคะ ^^
      #1941-1
  2. #1177 MeLazyNi (@MeLazyNi) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 9 มกราคม 2561 / 02:05
    ผู้ชายขายตัว เปลี่ยนนามสกุลเลยรวยใช่ไหม?
    #1177
    1
    • #1177-1 นวตา (@naughtyprincess) (จากตอนที่ 37)
      10 มกราคม 2561 / 00:33
      ขายตัวให้ใครคะ สงสัยจะเกาะเมียกิน...รึเปล่า
      #1177-1
  3. #1175 Celideazy (@CelideaOrmet) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 9 มกราคม 2561 / 01:56
    เราว่าไม่น่าตั้งชื่อลูกตามที่คนเลวนั่นบอกเลย ไม่สมควรให้มีส่วนร่วม
    #1175
    1
    • #1175-1 นวตา (@naughtyprincess) (จากตอนที่ 37)
      10 มกราคม 2561 / 00:31
      นั่นสิคะ ตั้งทำไม หรือจริงๆ แล้วนางอาจจะไม่ได้ตั้งจากชื่อที่พี่กรเคยบอกก็ได้น้าา
      #1175-1
  4. #1150 Papa24579 (@Papa24579) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 4 มกราคม 2561 / 20:06
    สนุกมากค่ะ. เคยอ่านมาบ้างแล้ว ก้อยังอยากอ่านอีก. รอมาต่อนะค้า
    #1150
    1
    • #1150-1 นวตา (@naughtyprincess) (จากตอนที่ 37)
      5 มกราคม 2561 / 00:18
      ขอบคุณค่ะ รออ่านต่อได้เลย
      #1150-1
  5. #1149 Pearl_blooms (@mookflower) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 4 มกราคม 2561 / 18:36
    สงสารลูกจันมากค่ะ เอาใจช่วย
    #1149
    1
    • #1149-1 นวตา (@naughtyprincess) (จากตอนที่ 37)
      5 มกราคม 2561 / 00:17
      คงต้องส่งแรงใจให้เธอมากๆ นะคะ
      #1149-1
  6. #1148 Kefkef (@554433221515) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 4 มกราคม 2561 / 12:55
    ลำบากแน่ลูกจัน
    #1148
    1
    • #1148-1 นวตา (@naughtyprincess) (จากตอนที่ 37)
      5 มกราคม 2561 / 00:17
      นั่นสิคะ จะถอยก็ลำบาก แต่หากจะเดินหน้าก็คงลำบากยิ่งกว่า ไม่รู้ทำไงดี
      #1148-1
  7. #1147 kanokradaparima (@kanokradaparima) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 4 มกราคม 2561 / 10:17
    พี่ซันกลับมาทำให้ลูกจันเสียใจอีกทำไมคะ
    #1147
    1
    • #1147-1 นวตา (@naughtyprincess) (จากตอนที่ 37)
      5 มกราคม 2561 / 00:16
      ลูกจันก็คงอยากพูดแบบนี้เหมือนกันค่ะ จะมาทำไม คนเขาไม่ได้อยากเจอสักหน่อย
      #1147-1
  8. #1146 vajungg (@vajungg) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 4 มกราคม 2561 / 06:44
    พึ่งได้เข้ามาอ่าน สนุกดีค่ะแอบสงสารลูกจัน
    #1146
    0
  9. #1145 vajungg (@vajungg) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 4 มกราคม 2561 / 06:43
    พึ่งได้อ่าน สนุกดีแอบสงสารลูกจัน
    #1145
    0
  10. #1144 vajungg (@vajungg) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 4 มกราคม 2561 / 06:43
    พึ่งได้อ่าน สนุกดีแอบสงสารลูกจัน
    #1144
    1
    • #1144-1 นวตา (@naughtyprincess) (จากตอนที่ 37)
      5 มกราคม 2561 / 00:15
      ยินดีต้อนรับนะคะ นั่นสิเนอะ นางน่าสงสาร หลายๆ ตัวละครในนี้ก็มีมุมที่น่าสงสารเหมือนกันนะ
      #1144-1
  11. #1143 namfon-1971 (@namfon-1971) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 4 มกราคม 2561 / 05:56
    อ่านกี่ครั้ง ก่อยังเกลียดภากรอยู่ดี
    #1143
    1
    • #1143-1 นวตา (@naughtyprincess) (จากตอนที่ 37)
      5 มกราคม 2561 / 00:14
      เข้าทำนองอ่านกี่ครั้งก็ยังเกลียดเธอ 555 พอเข้าใจได้ค่ะ
      #1143-1
  12. #1141 นวตา (@naughtyprincess) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 4 มกราคม 2561 / 00:53
    แอบย่องมาอัพต่อตอนดึกๆ หุหุ เรื่องราวกำลังจะเริ่มเข้าสู่ความตึงเครียดและงงงวยแล้วเจ้าค่ะ
    #1141
    0