บ่วงบริมาส (สนพ.พิมพ์คำ)

ตอนที่ 38 : บทที่ ๒ : สโนว์ไวท์ คนแคระ และเจ้าชาย [RE-UP]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6777
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 52 ครั้ง
    29 มี.ค. 61



บทที่ ๒ สโนว์ไวท์ คนแคระ และเจ้าชาย

เมื่อได้ฟังการแนะนำ ดวงตาของหญิงสาวกลับยิ่งเบิกโตอย่างสับสนและตกใจมากขึ้นไปอีก ภากร วราทิตย์ เหตุใดนามสกุลเขาถึงกลายเป็น วราทิตย์ไปได้ ตระกูลวราทิตย์เศรษฐีใหญ่ของเมืองไทยนั่นน่ะหรือ

ไม่เข้าใจ นี่มันเรื่องตลกร้ายอะไรกัน!?   

ในระหว่างที่กำลังคิดวุ่นวายอยู่นั้นเอง ภากรก็ยื่นมือมาข้างหน้า คงจะหมายจะทักทายและต้อนรับเธออย่างเป็นทางการ

“น้องเป็นยังไงบ้าง สบายดีไหม”

ริมฝีปากหยักน่าหลงใหลแย้มเป็นรอยยิ้มเป็นมิตร แต่เธอกลับรู้สึกรังเกียจมันมาก เพราะยังจำได้ดีว่า ริมฝีปากนี้แหละที่เขาใช้พูดคำลวงออกมามากมาย

เชฟสาวกำมือแน่น ไม่ยอมยื่นมือไปจับตอบ และไม่ยอมเอ่ยอะไรออกไปแม้แต่คำเดียว  ภาพความทรงจำร้ายๆ ในอดีตวิ่งหวนกลับในหัวราวกับจอภาพยนตร์ยักษ์ เธอรู้สึกว่าร่างกายกำลังสั่นเทิ้ม สติกระพริบติดๆ ดับๆ และวูบหนึ่ง ร่างน้อยก็ทำท่าจะทรุดฮวบลงไป แต่ก่อนที่จะลงไปกองกับพื้น ประธานหนุ่มก็คว้ารวบตัวเธอไว้ได้ทัน

เพียงแค่โอบเอวบางนั้นชั่ววินาที ดวงตาคู่คมซึ่งยังแฝงความห่วงหาอาทรก็หม่นแสงลง ตระหนักได้ทันทีถึงความเปลี่ยนไปบางอย่างซึ่งแม้น้อยคนนักจะทราบ หากไม่ใช่ผู้ที่เคยสัมผัสใกล้ชิดกันมาก่อนอย่าง ลึกซึ้ง

ผอมลงไปมากเลยนะ น้องน้อยของพี่ ไม่ยอมทานข้าวทานปลาตามที่เขาเคยย้ำนักหนาเลยหรืออย่างไร

“เชฟ เป็นอะไรหรือเปล่าครับ!” แม้แต่พนักงานคนอื่นๆ ก็ตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พวกเขาตั้งท่าจะเข้ามาดูอาการ แต่ปางสิตางศุ์ดึงสติตัวเองกลับได้ทัน เธอปัดมือของภากรออกอย่างรังเกียจ แม้ดวงตาจะยังมีประกายน้ำตาจับ แต่แววตาข้างในนั้นกลับกร้าวแข็ง ห่างเหินอย่างเห็นได้ชัด เธอรีบพยุงร่างออกจากอ้อมแขนเขาทันที

 “ฉันรู้สึกไม่ค่อยสบาย ขออนุญาตนะคะ ฉันขอตัวกลับก่อนค่ะ” เธอเอ่ยเบาๆ ค้อมศีรษะเล็กน้อยเป็นเชิงบอกลาทุกคน ก่อนจะรีบเร่งจากมาโดยเร็วที่สุด ไม่สนใจแม้ใครจะมองหรือคิดอย่างไร เธอไม่อยากจะอยู่ตรงนั้นนานกว่านี้ เผชิญหน้ากับผู้ชายที่เธอเกลียดชังที่สุดในชีวิต!

 

 

ปางสิตางศุ์กลับมาบ้านด้วยสีหน้าไม่สู้ดี การพบกับคนที่ไม่อยากพบในรอบหลายปีนั้น นอกจากจะสร้างความอึดอัดให้เธอแล้ว ยังนำพาปัญหาใหญ่ให้ต้องขบคิดอีก เธอไม่รู้หรอกว่า เหตุใดภากรจึงรับเธอเข้าทำงาน เหตุใดเขาจึงร่ำรวย ทั้งมีสิทธิใช้นามสกุลดัง อาจเพราะได้ภรรยาไฮโซของเขาเกื้อหนุน หรือจะเพราะอะไรก็ตามแต่ เธอไม่สนใจและไม่อยากจะรับรู้ด้วย สิ่งที่เธอสนใจมีเพียงอย่างเดียวคือ ต่อจากนี้ชีวิตของเธอจะดำเนินไปในทิศทางใดกัน?

 หากเธอรู้ก่อนว่า ภากรเป็นเจ้าของบริษัทนี้ เธอคงไม่คิดจะมายุ่งเกี่ยวตั้งแต่แรก ไม่รู้ว่าที่เธอผ่านการประเมินมาได้ เป็นเพราะความจงใจของเขาด้วยหรือเปล่า ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง เธอยิ่งไม่อาจรับตำแหน่งนี้เอาไว้ได้ แต่ครั้นจะให้ตัดสินใจอะไรตามอำเภอใจก็คงยาก แม้จะลำบากใจอย่างไร แต่เธอไม่ได้ตัวคนเดียวอีกแล้ว ในฐานะแม่ เธอต้องคำนึงถึงอนาคตของลูกมาเป็นอันดับหนึ่ง ยังไม่รวมถึงปัญหาหนี้สินที่ยังสะสางไม่หมด

อาการเครียดของเธอคงจะน่าเป็นห่วงมาก เพราะแม้แต่พริ้งเพราก็สังเกตเห็นความผิดปกตินี้ได้ จึงสอบถามในค่ำวันเดียวกัน

“เริ่มงานวันแรกเป็นยังไงบ้างคะ มีเรื่องอะไรไม่สบายใจหรือเปล่า”

พริ้งเพรารู้จักเธอดีเกินกว่าจะซ่อนปัญหาพ้นจากสายตาได้ ด้วยความที่บิดากับมารดาหย่าขาดกันตั้งแต่เธอเป็นเด็ก และบิดาก็มักจะยุ่งกับธุรกิจที่ต่างประเทศ เธอจึงเติบโตมาด้วยการเลี้ยงดูของคนรับใช้ หนึ่งในนั้นคือ พริ้งเพรา ซึ่งรับบทเป็นทั้งแม่บ้านและพี่เลี้ยงคนสนิทของเธอ จะเรียกว่าหล่อนเป็นเหมือนแม่คนที่สองของเธอก็ว่าได้ แม้ในเวลาต่อมาเธอจะมีปัญหากับบิดาจนแตกหัก ทำให้ต้องออกมาใช้ชีวิตตามลำพังกับลูก พริ้งเพราก็ยังอุตส่าห์ตามมาช่วยเหลือ ดูแลลูกน้อยของเธอด้วย ไม่รู้จะขอบคุณอย่างไรถึงจะพอ

สำหรับผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่ต้องหันหลังให้ครอบครัวอันเป็นที่รัก แบกรับความทุกข์แสนสาหัสเอาไว้เพียงคนเดียว มันยาก...ยากมากเหลือเกิน ถ้าไม่มีพริ้งเพรามาช่วยเหลือเธอในวันนั้น เธออาจจะสูญเสียลูกไปตลอดกาลแล้วก็ได้

ปางสิตางศุ์ตัดสินใจเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้พี่เลี้ยงฟัง พอได้ยินว่า เธอบังเอิญไปพบใครวันนี้เข้า พริ้งเพราก็ประหลาดใจไม่แพ้กัน

“เอ๊ะ คุณภากรน่ะหรือคะ ทำไมถึงไปพบกับเขาได้ล่ะ”

“เขาเป็นเจ้าของบริษัทซันแอร์ไลน์น่ะสิคะ ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น แต่ตอนนี้เขากลายเป็นภากร วราทิตย์ เศรษฐีพันล้านไปแล้ว”

หญิงชราเบิกตาโตอย่างคาดไม่ถึง จนเผลอปล่อยทัพพีที่กำลังคนหม้ออาหารค่ำให้เด็กๆ หล่นลงพื้นดังแกร๊ง

“อะไรนะคะ ตระกูลวราทิตย์น่ะหรือ!

“ใช่ค่ะ ป้าเป็นอะไรไปหรือเปล่า” เธอสอบถามอย่างเป็นห่วงพลางก้มเก็บทัพพีล้างทำความสะอาดแล้วส่งคืนให้

“มะ...ไม่เป็นไรค่ะ ป้าแค่ตกใจ เพราะไม่คิดว่าจะเป็นไปได้”

หล่อนตอบเบาๆ พลางนึกสงสัยกับการเล่นตลกของโชคชะตา ทำไมหล่อนจะจำตระกูลนี้ไม่ได้ ก็ในเมื่อคุณศศิน บิดาของปางสิตางศุ์เกลียดชังตระกูลนี้ยิ่งกว่าใคร เพราะตระกูลนี้ทำให้ท่านต้องสูญเสียคุณนายไป แล้วนี่อดีตคนรักของคุณหนูไปเกี่ยวข้องกับตระกูลศัตรูได้อย่างไร แม้จะสงสัยแต่หล่อนก็ไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ออกไป

“ใช่ไหมล่ะคะ ลูกจันก็คิดเหมือนกัน ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง”

 ภากร ภีรธารา อดีตแฟนหนุ่มของเธอ ไม่ได้มีวิถีชีวิตใกล้เคียงกับ ภากร วราทิตย์ในปัจจุบันเลย เขาเป็นลูกแม่ค้าขายข้าวแกงในตลาด ฐานะไม่ร่ำรวย แต่ตอนนี้หนุ่มธรรมดาคนนั้นกลับกลายเป็นมหาเศรษฐีติดอันดับประเทศไปแล้ว ตรงกันข้ามกับชีวิตเธอโดยสิ้นเชิง

 “ในเมื่อเรื่องกลายเป็นแบบนี้แล้ว คุณคิดจะทำยังไงต่อไปคะ”

เป็นคำถามที่ตอบได้ยากเสียจริง ความคิดสองด้านมันตีกันวุ่นวายไปหมด ปางสิตางศุ์นิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาอย่างตัดสินใจได้ แม้เธออยากจะคำนึงถึงความสุขสบายของลูกมาก่อนเป็นอันดับแรก แต่จะให้เธอทนเจอหน้าผู้ชายพรรค์นั้นในที่ทำงานได้อย่างไร ยิ่งเจอ ภาพในอดีตที่ไม่อยากจำก็ยิ่งตามมาหลอกหลอนทุกครั้ง

“พรุ่งนี้ลูกจันจะไปทำเรื่องขอลาออกค่ะ”

เธอรู้ว่า นี่อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีสำหรับครอบครัวเท่าไร แต่จะให้ทำใจรับเงินจากผู้ชายสารเลวแบบนั้น ก้มหัวเคารพเขาในฐานะเจ้านาย เธอทำไม่ได้หรอก ทางออกของปัญหานี้ คงมีแต่การออกจากบริษัท แล้วกลับมาเปิดร้านขนมอีกครั้ง อาจจะต้องมีไปกู้เงินนอกระบบ มีหนี้สินเพิ่มบ้าง แต่มันคงดีกว่าการไปคุกเข่าขอเงินจากผู้ชายใจร้ายที่เคยทิ้งขว้างเธอกับลูกไปราวกับเศษขยะใช่หรือไม่

“ถ้าคุณตัดสินใจแล้ว ป้าก็เคารพการตัดสินใจของคุณค่ะ ป้าจะช่วยอีกแรง”

หญิงสาวกล่าวขอบคุณแม่บ้านด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะไปทำกิจวัตรของตนตามปกติ ในคืนนั้น หลังจากเสร็จสิ้นการคำนวณบัญชีรายรับรายจ่ายประจำวันเรียบร้อยแล้ว ปางสิตางศุ์จึงเดินขึ้นบันไดไปชั้นสอง ตั้งใจจะไปส่งเด็กๆ เข้านอน แต่ยังไม่ทันเดินถึงห้องเลยด้วยซ้ำ เสียงเล็กใสก็ร้องเรียกขึ้นมาเสียก่อน

“จ๊ะเอ๋ คุณแม่ขา อยู่ตรงนี้เอง!

ปางสิตางศุ์ก้มลงมองเด็กหญิงตัวน้อยที่พุ่งมาเกาะขาเธอเอาไว้ แนบแก้มยุ้ยๆ กับขาของมารดาอย่างขี้อ้อน ได้มองลูกชัดๆ อย่างนี้แล้วก็ชวนให้ตระหนักถึงความจริงว่า เด็กน้อยมีหน้าตาที่ละม้ายคล้ายคลึงกับพ่อของเธอมากเพียงใด

เด็กชายตะวันและเด็กหญิงพรพระจันทร์ พวกเขาจะรู้ไหมนะว่า ตอนนี้บิดาแท้ๆ ที่เธอเคยโกหกไว้ว่า ตายไปนานแล้วนั้น ได้ปรากฏตัวอีกครั้ง

เธอไม่รู้หรอกว่า ภากรต้องการอะไร หรือมีแผนร้ายอะไรในใจ แต่เธอไม่ต้องการเขาอีกแล้ว เรื่องลูกก็เช่นกัน เด็กสองคนนี้เป็นลูกของเธอ เธออุ้มท้องและเลี้ยงดูพวกเขามาด้วยตัวเอง ดังนั้นเธอย่อมมีสิทธิตัดสินใจว่าอะไรดีสำหรับเด็กๆ และเรื่องที่ควรทำอย่างแรกก็คือ การปล่อยให้พวกเขาเชื่อต่อไปว่า พ่อนั้นเป็นคนดีที่ตายไปแล้ว ดีกว่าเป็นคนเลวที่ยังมีชีวิตอยู่

 เมื่อได้ข้อสรุปกับตัวเอง หญิงสาวจึงคลายยิ้มให้ลูก เป็นรอยยิ้มที่เธอพยายามปั้นแต่งให้ดูเป็นปกติโดยไร้ข้อปิดบังใดๆ

“ว่าไงจ๊ะ ตัวเล็กของแม่ ดึกแล้วยังไม่นอนอีกหรือ”

“ยังค่ะ จันทร์เจ้ารอคุณแม่มาอ่านนิทานให้ฟัง” พูดแล้วมือเล็กก็ยื่นหนังสือนิทานสำหรับเด็กสุดแสนคลาสสิคมาให้

“หืม สโนว์ไวท์กับคนแคระทั้งเจ็ดหรือจ๊ะ แม่เคยอ่านเรื่องนี้ให้ลูกฟังแล้วนี่”

“เคยแล้วค่ะ แต่จันทร์เจ้าชอบสโนว์ไวท์กับคุณคนแคระมากๆ อยากฟังอีก อ๊ะ จันทร์เจ้าคิดว่าพี่ตะวันก็อยากฟังเหมือนกัน คุณแม่อ่านให้พวกเราฟังนะคะ...นะคะ”

“ขี้อ้อนตลอดเลยลูกคนนี้ ก็ได้จ้ะ แม่จะอ่านให้ฟัง”

เด็กหญิงพรพระจันทร์กระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ ขาเล็กสั้นวิ่งเร็วตื๋อกลับไปยังเตียงนอน กระโดดผลุบลงไปใต้ผ้าห่มและโผล่หน้าออกมาทำตาแป๋วรอฟังอย่างเตรียมพร้อม เคียงข้างพี่ชายที่นอนสงบเรียบร้อย

ปางสิตางศุ์นั่งลงที่เก้าอี้ข้างเตียง ก่อนจะเริ่มต้นอ่านนิทานตามปกติ คิดว่าอ่านไปสักครึ่งเรื่อง พวกเขาคงจะตาปรือและผล็อยหลับ แต่ไม่เป็นอย่างนั้น พวกเขาตั้งใจฟังจนจบ

“และสโนว์ไวท์ก็ได้อยู่กับเจ้าชายอย่างมีความสุขตลอดไปใช่ไหมคะ” เด็กหญิงเอ่ยถาม โดยไม่สนใจแฝดผู้พี่ซึ่งงึมงำแทรกขึ้นมาทำนองว่า แน่อยู่แล้ว ก็ฟังมาตั้งหลายรอบแล้วนี่

 “ใช่จ้ะ สโนว์ไวท์ก็ได้อยู่กับเจ้าชายตลอดไป”

พอได้ฟังคำยืนยันเช่นนั้น เด็กน้อยก็ยิ้มแฉ่ง

“ดีจังเลยค่ะ จันทร์เจ้าอยากให้สโนว์ไวท์ได้คู่กับเจ้าชาย”

“ทำไมล่ะจ๊ะ”

“จันทร์เจ้าชอบเจ้าชายค่ะ เจ้าชายเป็นคนดี”

 “แต่ผมคิดว่าเจ้าชายเป็นคนไม่ดีฮะ” คราวนี้เด็กชายเป็นฝ่ายแสดงความเห็นบ้าง เขาเบือนสายตาจากโมบายรูปดาวที่แขวนอยู่บนเพดานมามองผู้เป็นแม่ “เจ้าชายแย่งสโนว์ไวท์ไปจากคุณคนแคระ คุณคนแคระต้องเสียใจมากแน่ๆ สโนว์ไวท์ไม่น่าไปอยู่กับเจ้าชายในวังเลย”

“ตะวันคิดว่า สโนไวท์ควรอยู่กับคนแคระมากกว่าอยู่กับเจ้าชายหรือจ๊ะ”

“ใช่ฮะ คุณคนแคระรักสโนว์ไวท์ พวกเขาดูแลสโนว์ไวท์และอยู่ด้วยกันมาตลอด ผมอยากให้เป็นแบบนั้นตลอดไปมากกว่าฮะ” ท้ายประโยคเริ่มแผ่วเบาตามความง่วงงุน ตาปรือลง ตรงกันข้ามกับน้ำเสียงของน้องสาวซึ่งยังค้านประเด็นนี้ด้วยเสียงดังฟังชัด

“ไม่ๆ จันทร์เจ้าไม่ชอบแบบที่คุณแม่พูด สโนว์ไวท์รักเจ้าชาย และเจ้าชายก็รักสโนว์ไวท์ เพราะงั้นพวกเขาต้องได้อยู่ด้วยกันสิคะ”

“ฟังดูดี แต่ถ้าทำแบบนั้น ลูกไม่สงสารคนแคระหรือจ๊ะ”

“สงสารทำไมคะ” เด็กหญิงถามกระพริบตาปริบอย่างไม่เข้าใจ “ก็สโนว์ไวท์ทิ้งคนแคระ หนีไปอยู่กับเจ้าชายในวังน่ะสิ”

“สโนว์ไวท์ไม่ได้ทิ้งคุณคนแคระค่ะ เพราะเจ้าชายมารับทั้งสโนว์ไวท์และคุณคนแคระเข้าไปอยู่ในวังด้วยกัน และทุกๆ คนก็อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขตลอดไปไงคะ”

ปางสิตางศุ์นิ่งอึ้ง แม้จะเป็นเพียงจินตนาการของเด็กน้อย แต่เธอก็อดยิ้มไม่ได้ มือบางปิดหนังสือนิทานลง ลุกขึ้นกระชับผ้าห่มลูกๆ ก่อนประทับจุมพิตบนหน้าผากพวกเขา

“ตอนนี้สโนว์ไวท์กับเจ้าชายน้อยของแม่ต้องนอนได้แล้ว ราตรีสวัสดิ์จ้ะ”

เมื่อเด็กๆ เข้าสู่นิทรากันไปหมดแล้ว หญิงสาวจึงเตรียมออกมาจากห้อง เธอนำนิทานไปเก็บไว้ที่ชั้นหนังสือตามเดิม แต่ก่อนเก็บ มือบางกลับชะงักเล็กน้อย

สโนว์ไวท์กับคนแคระ ช่างเหมาะเป็นนิทานเพ้อฝันสำหรับเด็กจริงๆ เพราะลงเอยด้วยความสุขของตัวละครเสมอ ทั้งที่ในความเป็นจริงเจ้าชายขี่ม้าขาวและเจ้าหญิงตกยากคงไม่มีวันได้ครองคู่กัน ไม่มี ความรักและ ความสุขชั่วนิรันดร์อะไรทั้งนั้น

ในนิทานสโนว์ไวท์กัดกินแอบเปิ้ลอาบยาพิษแล้วตายลง แต่หล่อนฟื้นคืนชีวิตได้เพราะจุมพิตของเจ้าชาย ทว่าในโลกของความจริง สโนว์ไวท์ไม่มีทางฟื้นคืนชีวิต ก็เหมือนกับตัวเธอนั่นเอง สาวน้อยแสนอ่อนแอคนนั้นตายไปนานแล้วด้วยยาพิษ

สโนว์ไวท์กลายเป็นคนใหม่ เริ่มเรื่องราวบทใหม่ที่ไม่เหมือนในนิทาน

ตะวันพูดถูก สโนว์ไวท์ควรจะใช้ชีวิตเงียบๆ อยู่กับเหล่าคนแคระต่อไปอย่างมีความสุข โดยไม่ต้องข้องแวะกับเจ้าชายอีก

ใช่ อย่างนั้นล่ะ ดีที่สุดแล้ว สำหรับบทสรุปของนิทานเรื่องนี้...เธอนิ่งคิด ก่อนจะดันหนังสือเล่มดังกล่าวกลับเข้าไปในชั้นอย่างรวดเร็ว

 

 

วันรุ่งขึ้นปางสิตางศุ์ตรงไปบริษัทตามปกติ ไม่ใช่เพื่อไปทำงาน แต่ไปเพื่อทำเรื่องขอลาออกให้ถูกต้อง หัวหน้าแผนกคงจะตกใจกับการตัดสินใจอย่างปัจจุบันทันด่วนของเธอมาก เขาพยายามคัดค้าน ถามหาเหตุผลในการลาออกครั้งนี้ แต่เธอก็ให้เหตุผลว่า เป็นเรื่องของความขัดข้องส่วนตัวเท่านั้น อย่างไรก็ตาม การลาออกของเธอไม่ได้รับการอนุมัติง่ายดายอย่างที่คิด หัวหน้าแผนกนำจดหมายลาออกของเธอมาคืนในตอนสายของวันนั้นเอง พร้อมด้วยเหตุผลที่ฟังแล้วน่าโมโหที่สุด

ท่านประธานไม่อนุมัติการลาออกของคุณ

หากนี่คือ การจงใจยั่วโมโห ก็ถือว่าเขาทำสำเร็จอย่างสวยงาม ปางสิตางศุ์พยายามสอบถามจากหัวหน้าแผนกถึงเหตุผลในการไม่อนุมัติดังกล่าว แต่เขาก็ไม่ได้รู้อะไรมากไปกว่าที่เธอรู้ แนะนำได้เพียงว่า หากเธอมีข้อติดใจสงสัย ขอให้ไปพบประธานด้วยตัวเองจะดีกว่า ดังนั้นแม้ไม่เต็มใจอย่างไร แต่หญิงสาวก็ตัดสินใจไปพบตัวต้นเรื่องด้วยตัวเองในช่วงบ่าย ตั้งใจจะเคลียร์ปัญหาให้จบเรื่องจบราว

ห้องทำงานของภากรตั้งอยู่ชั้นบนสุดของตึก เพียงแค่เธอเหยียบย่างออกจากลิฟต์ก็เห็นถึงความอลังการสมฐานะแล้ว ร่างบอบบางเดินอย่างระมัดระวังไปบนทางเดินที่ถูกปูด้วยพรมสีแดงเข้มอย่างดี เดินผ่านภาพเขียนราคาแพง และแจกันดอกไม้ขนาดใหญ่ที่ตั้งประดับไปตลอดแนว ตรงไปยังสุดปลายทางเดิน

จักรพันธ์นั่งประจำอยู่ที่โต๊ะหน้าห้องเจ้านาย พอได้ยินเสียงฝีเท้า เขาก็หันมองตามเสียง ครั้นเห็นว่าเป็นใคร เขาก็รีบลุกขึ้นต้อนรับด้วยรอยยิ้มกว้าง

“อ้าว เชฟนั่นเอง อุตส่าห์มาถึงที่นี่ มีเรื่องอะไรหรือเปล่าครับ”

“ฉันอยากจะมาขอพบท่านประธานน่ะค่ะ ไม่ทราบว่าท่านอยู่หรือเปล่า”

“อยู่ในห้องครับ ไม่มีแขกพอดี แต่ท่านกำลังพักทานอาหารกลางวันอยู่ อาจต้องรออีกสักพัก เรื่องด่วนหรือเปล่าล่ะครับ”

พักทานอาหารกลางวัน? ในเวลาบ่ายสามกว่าอย่างนี้น่ะหรือ น่าขันสิ้นดี ฟังดูเป็นข้ออ้างหลบเลี่ยงเธอเสียมากกว่า

“เรื่องด่วนค่ะ” เธอตอบด้วยน้ำเสียงเข้ม คงพยายามอย่างยิ่งที่จะข่มความไม่พอใจเอาไว้ในอกมากที่สุด จะไม่ด่วนได้อย่างไร ในเมื่อเรื่องนี้เกี่ยวกับความเป็นความตายของเธอ  เธอไม่อยากเสียเวลาติดอยู่ที่นี่นานกว่านี้เสียด้วย “ฉันมีข้อสงสัยที่อยากจะหารือกับท่านประธานให้ได้ ไม่ทราบว่าคุณจักรพอจะติดต่อให้ฉันได้ไหมคะ”

พอได้รับการยืนยันเสียงแข็งเช่นนั้น เลขานุการหนุ่มจึงยินยอมที่จะลองกดอินเตอร์โฟนติดต่อเจ้านายให้โดยไม่ได้หวังผลเท่าใดนัก เกือบจะต้องทำใจว่าอาจจะถูกต่อว่าแล้ว เพราะทราบดีว่า เจ้านายไม่ชอบให้ใครมาขัดจังหวะระหว่างรับประทานอาหาร แต่คราวนี้มาแปลก เพราะเขาไม่ว่าอะไรสักคำ มิหนำซ้ำกลับดูอารมณ์ดีมาก ราวกับรออยู่แล้วว่า เธอจะมาเมื่อไร

“ท่านประธาน เชฟปางสิตางศุ์มาขอพบท่านครับ ไม่ทราบว่าจะให้เธอรอก่อน หรือว่า...”

“ให้เข้ามาได้เลย”

แปลกแต่จริง เชฟคนสวยท่านนี้ คงเป็นคนแรกเลยกระมังที่เจ้านายยินดีให้ขัดจังหวะได้ในเวลาส่วนตัวแบบนี้ จักรพันธ์เกาศีรษะแกรกๆ กดวางสายเจ้านาย แล้วหันมาทางแขกสาว

“ท่านประธานให้เชฟเข้าพบได้ เชิญทางนี้เลยครับ”

“ขอบคุณค่ะ”

เลขานุการหนุ่มเดินนำมาเธอเข้ามาด้านใน ที่ถูกจัดไว้เป็นห้องรับรองแขกที่มาติดต่อ และเดินต่อไปยังประตูบานใหญ่ เขาบรรจงเคาะไปบนประตู และเมื่อได้ยินเสียงอนุญาตจากเจ้านายหนุ่ม เขาจึงเปิดประตูให้เธอเข้าไปเพียงลำพัง

แม่แขกสาวกวาดสายตาไปรอบห้องอย่างพิจารณา ข้างในนี้ก็ไม่ได้หรูหราแตกต่างจากภายนอก ห้องทำงานกว้างขวาง พร้อมเฟอร์นิเจอร์จำเป็นครบครับถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบและลงตัว เธอชะงักไปเล็กน้อย เมื่อสายตาพลันสะดุดกับกระเช้าขนมไทยเสน่ห์จัน[i]-บุหลันดั้นเมฆ[ii]ซึ่งตั้งอยู่บนโต๊ะในห้อง เพียงแค่เห็นแวบเดียวเธอก็จำมันได้ทันที เพราะมันคือกระเช้าขนมที่เธอจัดกับมือเอง ที่แท้ชายหนุ่มปริศนาที่มารับกระเช้าไปแทนก็คือ ภากรอย่างนั้นสินะ ถ้าอย่างนั้นการที่เธอได้เข้ามาทำงานที่นี่ก็คงจะเป็นความตั้งใจของเขาตั้งแต่แรก

ร่างบางก้าวต่อไปได้อีกเพียงสองสามก้าว ก็ต้องหยุดกึก เมื่อสายตาสะดุดกับสำรับอาหารที่ยังตั้งค้างอยู่บนโต๊ะทำงาน พร้อมกับท่านประธานหนุ่มที่เพิ่งจะวางช้อนส้อมในมือลง

ทานข้าวอยู่จริงๆ สินะ ดูท่าจะไม่ใช่แค่ข้ออ้างหลบเลี่ยงเธออย่างที่คาดการณ์

“ขอโทษค่ะ ทานให้เสร็จก่อนก็ได้ เดี๋ยวฉันมาใหม่”

แม้จะไม่เป็นมิตรต่อกัน แต่เธอก็มีมารยาทพอที่จะยอมรับผิด อย่างน้อยเธอก็ไม่ควรบุกเข้ามารบกวนเวลาส่วนตัวของเขา อย่างไรก็ดี ภากรกลับอมยิ้ม ส่ายหน้าไปมาเป็นเชิงว่า เขาไม่ขัดข้องกับเรื่องนี้

“ไม่เป็นไร พี่ทานอิ่มแล้ว” เขาว่าก่อนจะใช้ผ้าซับมุมปากอย่างเรียบร้อย คงจะเห็นจากสีหน้าแปลกใจของสาวเจ้า เขาจึงขยายความต่อ “พอดีพี่เพิ่งประชุมกับลูกค้าเสร็จ ตั้งแต่เช้ายังไม่ได้ทานอะไรเลย เพิ่งได้ทานนี่ล่ะ อาจจะช้ากว่าคนอื่นไปหน่อย”

ไม่หน่อยกระมัง อีกไม่กี่ชั่วโมงก็จวนเจียนจะเลิกงานอยู่แล้ว ไม่รู้ว่าเขาทำงานหนักจนลืมกินข้าวกินปลาแบบนี้ทุกวันเลยหรือเปล่า แต่ก็นั่นล่ะ ต่อให้เป็นแบบนั้นจริง เธอก็ไม่จำเป็นต้องสนใจเลยไม่ใช่หรือ ในเมื่อมันไม่ใช่เรื่องของเธอสักหน่อย ปางสิตางศุ์คิดในใจ ก่อนจะเริ่มเข้าประเด็นสำคัญ เธอก็ไม่ลืมที่จะยื่นธนบัตรจำนวนหนึ่งให้เขา ครั้นพอคิ้วเข้มเลิกขึ้นอย่างมีคำถาม เธอจึงแถลงไข

“เงินค่ากระเช้าขนมค่ะ คุณให้เกินไว้เมื่อคราวก่อน”

แต่ดูเหมือนภากรจะไม่ต้องการรับเงินส่วนที่เกินคืน เห็นได้จากการที่เขาไม่ยอมเอื้อมมือมารับ ทั้งยังเตือนให้เธอเก็บเงินส่วนนี้ไว้ด้วย แต่มีหรือที่เธอจะยอมรับ เธอไม่ใช่ขอทานสักหน่อย หญิงสาวกระแทกธนบัตรลงบนโต๊ะ อย่างไม่ต้องการมันเช่นกัน

“เก็บเงินของคุณไว้เถอะค่ะ ฉันไม่ต้องการ”

“น้องดื้อแบบนี้ ตั้งแต่เมื่อไร”

ปางสิตางศุ์ทำเป็นไม่ได้ยินวาจาอันแสนกวนใจนั้น และเข้าประเด็นแห่งการมาเยือนครั้งนี้ทันที

 “คุณคงทราบดีอยู่แล้วใช่ไหมคะว่า ฉันมาพบคุณที่นี่ทำไม”

อาการแสนเย็นชาและห่างเหิน คงไม่ใช่ปฏิกิริยาที่ภากรหวังจะได้เห็นจากอดีตคนรักเป็นแน่ เห็นได้จากดวงตาเข้มซึ่งราแสงลงวูบหนึ่ง จำต้องฉาบปิดความเศร้าด้วยรอยยิ้มบาง เก็บงำความรู้สึกไว้ในส่วนลึกที่สุดของหัวใจ

“เรื่องลาออกหรือ?

 “ค่ะ”

“นั่งลงก่อนสิ” เขาผายมือไปยังเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม “จะดื่มหรือทานอะไรหน่อยไหม น้องควรทานข้าวให้เยอะกว่านี้ ตัวผอมบางยังกับกระดาษแล้ว ใช้ได้ที่ไหน”

ปางสิตางศุ์ขบริมฝีปากแน่น เธอไม่ยอมนั่งลงตามคำเชื้อเชิญ และแน่นอนไม่ยอมรับข้อเสนอให้ดื่มหรือกินอะไรจากเจ้าห้องด้วย ยิ่งเขาแสร้งทำเป็นห่วงใย ความเกลียดชังก็ยิ่งถาโถมเข้าใส่หัวใจเธออย่างรุนแรง คิดว่าตัวเองเป็นใครกัน ทั้งๆ ที่ทำกับเธอไว้สารพัด ยังมีหน้ามาแสร้งห่วงเธออีกงั้นหรือ คิดว่าเธอหน้าโง่มากถึงขั้นยอมเชื่อคำโกหกเขาอีกหรืออย่างไร

“ขอโทษนะคะ แต่ฉันว่าเรามาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า” เธอเริ่มต้นอีกครั้ง พยายามข่มเสียงไม่ให้สั่นจากความโมโห “ทำไมคุณถึงไม่ยอมอนุมัติให้ฉันลาออก”

ประธานหนุ่มเพียงนิ่งและยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่เธอเกลียดที่จะมองที่สุด ราวกับเขากำลังเยาะเย้ยหรือยั่วประสาทเธออยู่อย่างไรอย่างนั้น

 “เพราะเหตุผลในการลาออกของน้องยังไม่ดีพอ”

ยังไม่ดีพอ? นี่เขาหมายความว่าอย่างไร?

“ถ้าลาออกแล้ว น้องจะไปทำอะไร มีแผนอื่นที่ดีกว่านี้งั้นหรือ”

“ฉันทำเพื่อความสบายใจค่ะ ส่วนต่อจากนี้ฉันจะไปทำอะไร หรือมีแผนที่ดีกว่านี้หรือไม่ มันเป็นเรื่องส่วนตัวของฉันทั้งนั้น ไม่เกี่ยวกับท่านประธานเลยสักนิด” เธอว่าใส่อย่างอดรนไม่ไหว และแทนที่จะโกรธจนรีบไล่เธอออกตามที่คาดการณ์ อีกฝ่ายกลับอมยิ้มอย่างนึกขันปนเอ็นดูเธอเสียอีก

“น้องยังเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนไปเลยนะ”

หญิงสาวสะดุดกึกกับคำว่า ไม่เปลี่ยนพร้อมอารมณ์ฉุนเฉียวที่แล่นปราดมาจับในอก

 “ฉันเป็นยังไง?

 “ก็เป็นอย่างนี้ เป็นเด็กน้อยของพี่”

แม้น้ำเสียงนั้นจะนิ่มนวลไม่ต่างอะไรจากเมื่อก่อน แต่มันไม่ได้ช่วยให้เธอเคลิ้มจนรู้สึกอยากเสวนากับเขามากขึ้น ตรงกันข้ามกลับรู้สึกว่าเขากำลังเปิดสงครามทางจิตวิทยากับเธอมากกว่า เหลือเชื่อจริงๆ เธอไม่ใช่สาวน้อยไร้เดียงสาที่จะหลงใหลในถ้อยคำหวานหูแต่เชื่อถือไม่ได้นั่นอีกต่อไปแล้ว

“ขอโทษนะคะ แต่ฉันคิดว่า คุณคงเข้าใจอะไรผิด”

“เข้าใจผิด? พี่คิดว่าไม่นะ ดูจากการตัดสินใจเรื่องลาออกก็พอจะรู้ ไม่มีผู้ใหญ่คนไหน ใช้ความรู้สึกส่วนตัวมาตัดสินอนาคตดีๆ ของตัวเอง ตามอำเภอใจกันหรอก”

คนถูกหาว่าไม่เป็นผู้ใหญ่ถึงกับชะงัก ถลึงตามองอีกฝ่ายอย่างไม่พอใจ แต่เขาทำเป็นมองไม่เห็น ครั้นเห็นอย่างนั้นโทสะในอกก็ยิ่งระอุจนอดไม่ได้ที่จะยอกย้อนกลับไปทันที

“แล้วคุณล่ะคะ ท่านประธาน ฉันไม่ทราบว่าคุณมีแผนอะไรหรอกนะ แต่คุณจงใจเลือกฉันแบบนี้ ทั้งที่มีเชฟเก่งๆ กว่าฉันตั้งมากมาย กล้าพูดหรือเปล่าล่ะว่า ไม่ได้ใช้เส้นสาย ไม่ได้ใช้ความรู้สึกส่วนตัวมาเกี่ยวข้องเหมือนกัน”

พอถูกสวนกลับอย่างนั้น ชายหนุ่มก็หัวเราะในคอเบาๆ โคลงศีรษะไปมา

 “สำหรับเรื่องนี้ พี่ไม่ปฏิเสธหรอก ก็จริงที่ว่าในตอนแรกพี่ชวนน้องเข้ามาทำงานที่นี่เพราะความรู้สึกส่วนตัว” เขายอมรับอย่างตรงไปตรงมา ทำเอาปางสิตางศุ์ ต้องชะงัก “แต่อย่างน้อยความรู้สึกของพี่ก็ผ่านการกลั่นกรองจากบอร์ดบริหารมาอย่างถี่ถ้วนแล้ว กรรมการเลือกน้องเป็นเชฟเพราะความสามารถ เพราะน้องทำผลงานได้ดีในการประเมิน ไม่ใช่เพราะเหตุอื่น พี่ขอยืนยัน พี่ไม่ได้ทำอะไรตามอำเภอใจอย่างแน่นอน และน้องเองก็ควรจะทำแบบเดียวกับพี่ด้วย ระวังหน่อย ตำแหน่งเชฟของซันแอร์ไลน์ เป็นตำแหน่งที่ใครๆ ก็อยากได้ อย่าให้ใครตำหนิน้องได้ว่า น้องไม่มีวุฒิภาวะ อยากจะมาก็มา อยากจะไปก็ไป ทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลัง พี่เป็นห่วง”

“นี่คุณ...!

“คิดให้มาก มองให้รอบด้าน วันนี้กลับไปพักให้ใจเย็นๆ ก่อน ถ้าน้องยังยืนเหมือนเดิม เราค่อยมาคุยกันใหม่ในวันพรุ่งนี้ แต่อย่าลืมว่า น้องกำลังมีปัญหาเรื่องเงิน การตัดสินใจลาออก กลับไปเปิดร้านแล้วเจอปัญหาเดิมๆ ลงท้ายด้วยการเป็นหนี้นอกระบบเพิ่มอีก ไม่ใช่ทางเลือกที่ฉลาด”

แม้จะโกรธอย่างไร แต่ปางสิตางศุ์จำต้องข่มใจ ไม่โต้ตอบอะไรกลับไป เธอตัดสินใจหันหลังและรีบออกมาจากห้อง เพราะรู้ดีว่า ต่อให้โต้อะไรกลับไปตอนนี้ เขาก็คงไม่ยอมเลิกคัดค้าน  เธอไม่รู้ว่า จักรพันธ์รายงานชีวิตส่วนตัวเธอให้เจ้านายทราบไปกี่เรื่องและละเอียดแค่ไหน ลำพังแค่เขารู้ถึงปัญหาหนี้สินของเธอ ก็ชวนน่าสมเพชมากพอแล้ว หากเขารู้เรื่องครอบครัวเธอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องลูก เธอคงยิ่งน่าเวทนามากขึ้นอีก เธอไม่ต้องการความช่วยเหลือ ไม่ต้องการดูน่าสงสารในสายตาของผู้ชายพรรค์นั้นเสียด้วย

ในเมื่อเธอยืนยันที่จะลาออกแล้ว แต่เขาไม่ยอมอนุมัติก็ช่างสิ อยากจะรู้เหมือนกันว่า พรุ่งนี้หากเธอไม่มาทำงานเสียอย่าง เขาจะมีปัญญาทำอะไรเธอได้ หญิงสาวคิดอยากเผ็ดร้อน แต่ก็นั่นล่ะ ความคิดของเธอมีอันต้องสะดุดไป เพราะเสียงทุ้มๆ เปล่งตามหลังมา ราวกับเดาใจเธอได้อย่างไรอย่างนั้น

“พรุ่งนี้พี่หวังว่า จะได้พบน้องที่ทำงาน”

“หึ ถ้าไม่ล่ะคะ คุณจะทำอะไรฉันได้”

“ตัวพี่อาจจะไม่ แต่ฝ่ายกฎหมายของซันแอร์ไลน์อาจจะทำ”

คำกล่าวเย็นๆ ของภากร ทำให้คนที่ตั้งใจจะออกไปจากห้องอยู่แล้ว ชะงักตัวแข็งทื่อ เธอหันขวับกลับมามองทันที ตั้งใจจะถามว่า มันหมายความว่าอย่างไร แต่คำพูดที่เหลือก็กลืนหายลงคอไปเพียงเท่านั้น เมื่อคนที่ควรจะนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานอย่างเคย ลุกขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไรไม่ทราบ และเข้ามาประชิดตัวเธอ ใกล้จนร่างน้อยเกือบจะหันไปชนกับแผ่นอกแข็งแรงอยู่รอมร่อ จนเธอต้องเป็นฝ่ายก้าวถอยหลังมาเอง จนหลังสัมผัสกับกำแพงเย็นๆ ทางด้านหลัง

“บอร์ดบริหารคงไม่ปลื้มนัก ถ้าต้องสูญเสียบุคลากรมีคุณภาพอย่างน้องไปเร็วกว่าเวลาที่ตกลงกันไว้ในสัญญา เราลงทุนและเสียโอกาสไปหลายอย่างเพื่อจะคัดเลือกน้องเข้ามาทำงาน ใครจะรับผิดชอบกับความเสียหายในส่วนนี้”

 “นี่คุณกำลังขู่ฉันหรือคะ”

“พี่เรียกสิ่งนี้ว่าคำเตือน แต่ถ้าน้องจะคิดว่ามันคือคำขู่ก็แล้วแต่ละกัน ยังไงก็ตาม อย่าลืมว่า บริษัทต้องหาคนรับผิดชอบถ้าเกิดการผิดสัญญากันขึ้น และคงหลีกเลี่ยงการฟ้องร้องไม่ได้ พี่ไม่อยากให้เรื่องเลยเถิดไปถึงขั้นนั้น เพราะลำพังตอนนี้น้องก็คงมีปัญหามากพออยู่แล้ว น้องเป็นเชฟ เชฟต้องอยู่ในครัว ไม่ใช่อยู่ในโรงในศาล” พูดแล้วแขนข้างหนึ่งของชายหนุ่มก็ยกขึ้นค้ำกำแพงด้านหลังเธอ

ปางสิตางศุ์ผวาวูบ พยายามขยับหนี แต่ทำไม่ได้ เพราะแขนอีกข้างของเขายกตามขึ้นกั้นเธอไว้อย่างรวดเร็ว คราวนี้ยิ่งย้ำชัดว่า เธอถูกตกอยู่ในกรงขังเสร็จสรรพ ตามด้วยดวงตาคมๆ ที่จ้องประสานนิ่ง

“ทีนี้น้องรู้หรือยังว่า ควรทำอะไรต่อไป เลือกสิ่งที่ดีให้ตัวเองไม่ดีกว่าหรือ”

“สิ่งที่ดีของฉัน ไม่หมายรวมถึงคุณ!

“น้องอาจจะเกลียดพี่ และคงไม่สบายใจที่ต้องทำงานร่วมกัน แต่งานก็คืองาน แยกแยะให้ได้ อย่านำอคติมาตัดอนาคตตัวเองเลย”

ใบหน้าคมคายค่อยๆ เงื้อมมาใกล้ ใกล้จนลมหายใจร้อนผ่าวเป่าผ่านผิวแก้มอ่อนใส น้ำเสียงทุ้มนุ่มทอดแผ่วจนเกือบจะเป็นเสียงกระซิบที่ข้างหูเธอ แม้จะบางเบาแต่กลับหนักแน่นและเจิดจ้าอยู่ในที

“อยู่ที่นี่เถอะนะ แม่จันทร์ดวงน้อยของพี่”


นวตา



[i] เสน่ห์จัน ขนมไทยโบราณ ทำจากแป้งข้าวเหนียว ข้าวเจ้า กะทิและไข่ ผสมเนื้อลูกจันยี ปั้นเป็นรูปกลมแบน เลียนแบบผลจันอิน


[ii] บุหลันดั้นเมฆ ขนมชาววังคล้ายขนมน้ำดอกไม้ เป็นขนมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเพลงพระราชนิพนธ์ บุหลันลอยเลื่อนพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ ๒) ทำจากแป้งข้าวเจ้า แป้งมัน แป้งถั่วเขียวผสมกันนึ่ง คำว่า บุหลัน หมายถึงดวงจันทร์ ลักษณะตัวขนมจึงแต่งสีแป้งด้วยน้ำดอกอัญชันสีครามแทนเมฆ วางไข่แดงตรงกลางแทนดวงจันทร์ เหมือนดวงจันทร์ที่กำลังลอยเลื่อนท่ามกลางหมู่เมฆยามค่ำคืน




 


โอ๊ย ปวดหัวแทนลูกจันจริงจริ๊ง โดนต้อนหน้าต้อนหลังเสียขนาดนี้ สโนว์ไวท์ 2018 จะตอบโต้กลับได้ไหม แล้วตระกูลวราทิตย์อีก ทำไมภากรถึงกลายเป็นคนตระกูลวราทิตย์ไปได้นะ ตระกูลนี้มีความหลังอย่างไรกับคุณพ่อของลูกจัน ยิ่งคิดก็ยิ่งงง ห้ามพลาดค้นหาความจริงในบทต่อๆ ไป เด็ดขาด!

บ่วงบริมาสวางแผงแล้วตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป หรือสั่งซื้อบ่วงบริมาสกับทางสนพ.ได้ทางลิงค์ข้างล่างค่ะ  ฝากอุดหนุนเจ้าแฝดกันเยอะๆ น้า 

https://goo.gl/TZRoV4



ในรูปแบบ E-Books ก็มาแล้วนะ โหลดกันได้เลยค่ะ


 

ฝากไลค์แฟนเจเพื่อติดตามข่าวสารการอัพเดทก่อนใครด้วยค่า


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 52 ครั้ง

1,942 ความคิดเห็น

  1. #1942 Pun Arun (@A-Arungomes) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2561 / 17:37

    เกลียดดดดดดดดดดดด พระเอกหน้าซึนคนนี้มากๆๆ

    #1942
    1
    • #1942-1 น ว ต า (@naughtyprincess) (จากตอนที่ 38)
      28 กรกฎาคม 2561 / 23:03
      ไม่แน่ว่าต่อไปอาจจะมีคนให้เกลียดยิ่งกว่านะคะ 555
      #1942-1
  2. #1718 psh (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 15 มีนาคม 2561 / 14:48


    เพิ่งเข้ามาอ่าน เป็นครั้งแรกค่ะ น่าติดตามมาก หลายๆคนบอกว่าเกลียดพระเอก อิอิ แต่ทำไมเหมือนเราจะชอบพระเอกจังพูดเพราะ หวานระรื่นหู ฟิน 555 หรือฮีจะร้ายจริง
    #1718
    1
    • #1718-1 นวตา (@naughtyprincess) (จากตอนที่ 38)
      15 มีนาคม 2561 / 20:41
      นางก็มีมุมหวานละมุนละเนาะ ตกลงนางดีหรือร้าย ค่อยๆ อ่านแล้วจะทราบเองค่ะ แต่ทุกอย่างไม่ง่ายแน่นอน 555
      #1718-1
  3. #1217 destinyzi (@destinyzi) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 19 มกราคม 2561 / 20:45
    ขนมน่าทานนมากกกก เดี๋ยวต้องไปหาทานบ้างแล้วค่ะ 555 ขอนอกประเด็นเรื่องพระนางนิดนึงนะคะ
    #1217
    1
    • #1217-1 นวตา (@naughtyprincess) (จากตอนที่ 38)
      19 มกราคม 2561 / 21:39
      ต้องลองชิมให้ได้ค่ะ ขนมไทยมีเยอะแยะเลย แต่ละอย่างทั้งสวยทั้งอร่อยทั้งนั้นค่ะ ^^
      #1217-1
  4. #1198 นักสืบ HipsTer (@tooktar28) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 12 มกราคม 2561 / 01:36
    ทำไหมอ่านแล้วเกลียดพระเอก
    #1198
    1
    • #1198-1 นวตา (@naughtyprincess) (จากตอนที่ 38)
      12 มกราคม 2561 / 20:48
      เรื่องปกตินี่คะ 555
      #1198-1
  5. #1197 Pinkrabbit15 (@1975kanyabut) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 11 มกราคม 2561 / 13:36
    พระเอกน่าหมั่นไส้มากๆ กวนประสาทจริงๆ
    #1197
    1
    • #1197-1 นวตา (@naughtyprincess) (จากตอนที่ 38)
      12 มกราคม 2561 / 00:30
      จริงค่ะ กวนได้โล่ไปเลยแบบนี้
      #1197-1
  6. #1176 MeLazyNi (@MeLazyNi) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 9 มกราคม 2561 / 01:59
    บางทีเราก็อยากให้นางเอกคู่คนดีๆที่รักนางไม่ใช่คู่กับพระเอกเลวๆที่กลับใจได้ในภายหลัง
    #1176
    1
    • #1176-1 นวตา (@naughtyprincess) (จากตอนที่ 38)
      10 มกราคม 2561 / 00:33
      คิดเห็นเช่นกันค่ะ คนดีๆ ควรได้คู่กับสิ่งที่ดีและคู่ควร แต่อย่างที่ย้ำไว้ตั้งแต่ตอนต้นๆ นิยายเรื่องนี้มันไม่ปกติค่ะ นวตาไม่เคยเขียนเหมือนชาวบ้าน ต้องมาตามลุ้นเองว่าสุดท้ายแล้วเรื่องราวจะจบอย่างไร อิอิ
      #1176-1
  7. #1157 kanokradaparima (@kanokradaparima) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 6 มกราคม 2561 / 19:47
    รู้สึกว่าอยากข่วนหน้าพี่ยังไงไม่รู้ค่ะ
    #1157
    1
    • #1157-1 นวตา (@naughtyprincess) (จากตอนที่ 38)
      7 มกราคม 2561 / 00:55
      ตะกุยไปเลยค่ะ มั่นหน้าดีนัก ต้องจัดการ
      #1157-1
  8. #1156 Pearl_blooms (@mookflower) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 5 มกราคม 2561 / 22:37
    มีความหนั่นไส้ในความมั่นหน้าของภากรนิดๆ 555 รอตอนต่อไปอยู่นะคะ
    #1156
    1
    • #1156-1 นวตา (@naughtyprincess) (จากตอนที่ 38)
      6 มกราคม 2561 / 16:54
      เนอะ มั่นจริงๆ น่าจะโดนตบกะโหลกสักที คิคิ
      #1156-1
  9. #1155 Nickyvara (@Nickyvara) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 5 มกราคม 2561 / 22:19
    อ่านแล้วแบบเกลียดพระเอกอ่ะ พกความมั่นใจมาจากไหน
    #1155
    1
    • #1155-1 นวตา (@naughtyprincess) (จากตอนที่ 38)
      6 มกราคม 2561 / 16:53
      นางมั่นหน้ามากค่ะ ต้องมีคนกำราบนางสักที อิอิ
      #1155-1
  10. #1153 นวตา (@naughtyprincess) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 5 มกราคม 2561 / 21:19
    มาอ่านและเป็นกำลังใจให้ลูกจันกันต่อเลยค่ะ ^^
    #1153
    0