ตอนที่ 39 : บทที่ ๓ : คืนเดือนมืด [RE-UP]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6785
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 58 ครั้ง
    29 มี.ค. 61



บทที่ ๓ คืนเดือนมืด

ปางสิตางศุ์รู้สึกว่า ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวกลายเป็นสีดำไปจนหมดสิ้น ได้แต่ยืนตัวแข็งทื่อเป็นรูปสลัก

แม่จันทร์ดวงน้อยงั้นหรือ น่าขยะแขยงสิ้นดี!

ความโกรธแค้นล้นปรี่อยู่ข้างในอกจนแทบจะระเบิดออกมาอยู่รอมร่อ เธอไม่รู้ว่าภากรต้องการอะไร แต่เธอจะไม่ปล่อยให้เขามาหลอกปั่นหัวหรือดูถูกเธออีก ครั้งแรกอาจจะเรียกว่า พลาดแต่ถ้ามีครั้งที่สองเมื่อไรมันจะถูกเรียกว่า โง่ทันที ครั้นคิดได้อย่างนั้น พอใบหน้าคมคายเงื้อมเข้าใกล้ หญิงสาวก็ไม่รอช้า รวบรวมแรงทั้งหมดผลักอีกฝ่ายออกไปอย่างแรง

 “เผื่อคุณอาจจะยังไม่ทราบ โลกนี้มันไร้จันทร์มานานแล้ว ขอต้อนรับสู่คืนเดือนมืดนะคะ ท่านประธาน ลาก่อนค่ะ!” หญิงสาวเอ่ยเสียงกระด้าง ไม่สนใจแม้ว่าเขาจะคิดอย่างไร เธอทันได้เห็นริมฝีปากของภากรเผยอขึ้นเล็กน้อย คล้ายอยากจะพูดอะไรบางอย่างเท่านั้น ก่อนที่ภาพทั้งหมดจะพ้นจากสายตาเพราะเธอเดินตึงๆ ออกมาจากห้อง

ครั้นพอร่างบางหายไปพร้อมกับบานประตูที่ปิดดังปังอย่างแรงตามหลัง ภากรจึงทอดถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน

เขาไม่เคยคิดว่าจะได้มีโอกาสกลับมาพบกับผู้หญิงคนนี้อีก แต่แล้วโชคชะตาก็นำพาให้พวกเขากลับมาได้พบกัน...ผู้หญิงที่เป็นดั่งดวงจันทร์ในดวงใจของเขา

จักรพันธ์ เป็นผู้นำพาโชคชะตาของพวกเขากลับมาเชื่อมกันอีกครั้ง เขาไม่เคยทราบเลยว่า เลขานุการของเขาเป็นลูกค้าประจำร้านขนมของปางสิตางศุ์ มาทราบก็เมื่อไม่นานมานี้ ที่จักรพันธ์หอบเอาขนมจากร้านมาฝาก

เสน่ห์จันและบุหลันดั้นเมฆ

ร่างสูงก้าวไปยังมุมห้องที่ซึ่งกระเช้าขนมไทยถูกตั้งไว้บนโต๊ะ ปลายนิ้วเรียวเอื้อมแตะขนมสีสวยในกล่องและหยิบมันขึ้นมารับประทานอย่างแสนคิดถึง รสหวานฉ่ำละมุนลิ้นทำให้เขาหวนนึกถึงวันดีๆ ระหว่างเขาและเธอ

ในครั้งแรกที่เขาได้ชิมขนมเหล่านี้ เขาก็เกิดคำถามทันทีว่า ใครกันที่เป็นคนทำ เพราะรสชาติช่างคุ้นเคย เหมือนรสมือของใครคนหนึ่งที่เขาไม่เคยลืม ในตอนแรกคิดว่าคงเข้าใจผิด แต่ก็ยั้งความสงสัยไม่ได้จึงลองสอบถามจากจักรพันธ์ และได้คำตอบว่า ซื้อมาจากร้านขนมเล็กๆ แห่งหนึ่งแถบย่านชานเมือง เขาคงจะไม่สนใจเลย หากเจ้าของร้านคนนั้นไม่ได้เป็นหญิงสาวนามว่า ปางสิตางศุ์ หรือ ลูกจัน หากนี่เรียกว่า เรื่องบังเอิญ ก็คงเป็นการบังเอิญอย่างน่าเหลือเชื่อ แต่มันจะเป็นไปได้หรือ เพราะปางสิตางศุ์ อดีตคนรักของเขานั้น เป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ผู้ร่ำรวย ไม่ได้มีวิถีชีวิตใกล้เคียงกับเจ้าของร้านขนมคนนี้เลย

ภากรตัดสินใจไปยังร้านขนมแห่งนั้นเพื่อพิสูจน์ให้เห็นกับตา แล้วก็เห็นจริงว่า ไม่ใช่เพียงความเข้าใจผิด เพราะเจ้าของร้านคือ ปางสิตางศุ์คนเดียวกับที่เขารู้จักจริงๆ แม้เวลาจะผ่านไปนานถึงห้าปีแล้ว แต่ใบหน้าของเธอยังคงดูสะสวยไม่แตกต่างจากครั้งสุดท้ายที่จากกัน จะมีก็แต่เพียงแววความเหนื่อยล้าระคนตึงเครียดที่แฝงในรอยยิ้มของเธอเท่านั้น ที่ทำให้ผู้เฝ้ามองไกลๆ อย่างเขาไม่สบายใจ

เขาได้ยินมาจากจักรพันธ์ว่า เธอเป็นแม่ม่าย เลิกกับสามี ตอนนี้เธอกำลังประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนัก เขาไม่ทราบว่าเหตุใด อดีตสามีของเธอจึงไม่ส่งเสียค่าเลี้ยงดูให้เธอ ปล่อยให้เธอมาตกระกำลำบากอย่างนี้ แต่ในส่วนตัวของเขาแล้วไม่อาจทนดูเฉยๆ ได้ จึงเปรยเรื่องนี้กับจักรพันธ์ให้ชักชวนเธอเข้ามาทำงานกับซันแอร์ไลน์ เพราะทราบดีว่าความสามารถในการทำขนมไทยของเธอไม่เป็นสองรองใคร นอกจากบริษัทจะได้บุคลากรมีคุณภาพแล้ว เขายังสบายใจเพราะได้ช่วยเหลือเธออีกด้วย ปางสิตางศุ์ไม่ทำให้เขาผิดหวัง เพราะสามารถผ่านการประเมินจากคณะกรรมการคัดเลือกได้อย่างไม่ยาก และก็ถึงวันที่เธอพร้อมจะก้าวเข้ามาทำงานในบริษัทเขาในฐานะเชฟ

เขายังจดจำภาพเมื่อวันก่อนได้เป็นอย่างดี เขาแวะไปที่ร้านเพื่อรับกระเช้าขนมไทยแทนจักรพันธ์ แต่นั่นเป็นเพียงข้ออ้างเพราะแท้จริงแล้ว เขารู้ดีว่าตัวเองต้องการมาทำอะไร

ร่างบอบบางในชุดเดรสสีม่วงลาเวนเดอร์ขับผิวขาวของเธอให้สวยโดดเด่นเหมือนเคย แม้ในขณะนั้นเธอกำลังง่วนกับการสนทนาโทรศัพท์อยู่ในร้าน และไม่ได้หันมองมาทางเขาก็ตาม แต่เพียงแค่ได้ลอบมองใบหน้าด้านข้างของเธอชั่วเวลาสั้นๆ ก็ทำให้เขารู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก รอยยิ้มหวานๆ แบบนั้นแม้จะไม่ได้มอบให้เขาโดยตรง แต่ยังจับใจเขาไม่เคยเปลี่ยน

ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด แต่การที่ทราบว่า เธอเลิกกับสามีแล้ว ทำให้เขาทั้งเศร้าและโล่งใจไปพร้อมกัน แม้จะรู้ว่าเป็นไปได้ยาก และเขาอาจไม่มีสิทธิอีกแล้ว แต่ก็ไม่อาจห้ามใจตัวเองไหว

มารับแล้ว ตามสัญญา

มันเป็นความคิดชั่ววูบที่เขาเผลอเอ่ยสิ่งที่เก็บกักอยู่ในใจผ่านโน้ต เขาไม่รู้ว่า ปางสิตางศุ์จะยอมรับหรือรังเกียจเขาหรือเปล่า แต่เขาห้ามตัวเองได้ยากเหลือเกิน

จะช้าเกินไปหรือไม่ หากเขาจะกลับมาทำตามสัญญาเก่าก่อนนั้นอีกครั้ง

พี่สัญญา พี่จะทำให้น้องมีความสุขที่สุด

 ต่อให้เธอเกลียดเขา แต่เขาคงปล่อยให้เธอลำบากไม่ได้ เหมือนสมัยก่อนที่เธอไม่เคยปล่อยให้เขาเผชิญกับความยากลำบากเพียงลำพังเช่นกัน

ร่างสูงเดินกลับมานั่งยังโต๊ะทำงาน ก่อนกดอินเตอร์โฟนเรียกเลขานุการมาสั่งการ

“ครับ ท่านประธาน”

“บอกฝ่ายกฎหมายเราเตรียมตัวให้พร้อม คอยดูเชฟปางสิตางศุ์ ถ้าพรุ่งนี้เธอไม่มาทำงาน ให้ทีมทนายส่งโนติสไปหาเธอทันที”

“อะไรนะครับ?!” จักรพันธ์หน้าเหวอ พอได้ยินการสั่งการย้ำจากเจ้านายอีกครั้ง จากความตกใจจึงแปรเปลี่ยนเป็นความไม่เข้าใจ “ผมขออนุญาตเรียนถามได้ไหมครับว่า ทำไมท่านต้องทำแบบนี้”

“ฉันยังไม่อนุมัติให้เธอลาออก เธอจะไปจากที่นี่ไม่ได้ การลาออกของเธอแบบกะทันหัน ทั้งๆ ที่ยังไม่ครบเวลาในสัญญาจ้าง เป็นการผิดสัญญา ทำให้บริษัทเสียหาย สูญเสียเวลาและโอกาสที่จะได้บุคลากรคนอื่นมาทำงาน อีกอย่างเธอควรได้เรียนรู้ว่า ที่นี่ไม่ใช่โรงแรมที่คิดจะอยากมาก็มา อยากจะไปก็ไปตามใจชอบ”

จักรพันธ์ฟังเหตุผลของเจ้านายด้วยความงุนงง เขาคอยรับใช้เจ้านายมาหลายปีแล้ว ตั้งแต่ครั้งที่ท่านศึกษาปริญญาโทและหลักสูตรนักบินพาณิชย์อยู่ต่างประเทศ จวบจนย้ายกลับมารับช่วงตำแหน่งต่อจากท่านประธานคนเก่าที่สาขาใหญ่แห่งนี้ เขายังไม่เคยเห็นท่านสนอกสนใจพนักงานคนใดในบริษัทมากเท่านี้มาก่อนเลย พนักงานคนใดจะลาออก จะอยู่หรือไป ก็ไม่เห็นเคยคัดค้านสักที แต่พอเป็นเชฟปางสิตางศุ์เท่านั้นแหละ ท่านประธานกลับค้านหัวชนฝาเสียอย่างนั้น

 “ก็เลยต้องดำเนินการทางกฎหมายกับเธอหรือครับ ไม่น่าต้องทำถึงขั้นนั้นเลย สงสารเชฟออกครับ เธอกำลังมีปัญหาเรื่องเงินด้วย”

“ก็แค่หนังสือทวงหนี้ เธอจะมีเพิ่มมาอีกสักฉบับคงไม่เป็นไร”

พอได้ฟังอย่างนั้น เลขานุการหนุ่มยิ่งมีสีหน้าประหลาดใจมากขึ้นไปอีก

น่าแปลกจริง ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ ท่านดูจะห่วงใยเธอเป็นพิเศษ ให้เขาชักชวนเธอเข้าทำงาน เป็นธุระให้หลายเรื่อง ไม่เว้นแม้กระทั่งเรื่องหนี้สิน ท่านก็คอยเจรจาช่วยเหลืออย่างลับๆ ด้วย จนเขาอดสงสัยไม่ได้ว่า ผู้หญิงคนนี้มีความสัมพันธ์อย่างไรกับท่านประธานกันแน่ บางทีอาจจะเป็น คนพิเศษของท่านหรืออะไรทำนองนั้นก็เป็นได้ แต่พอมาวันนี้ท่านประธานกลับเปลี่ยนท่าที จากหน้ามือเป็นหลังมือ คิดจะทำให้เธอเดือดร้อนเสียอย่างนั้น

“ผมไม่เข้าใจเลย ท่านประธานคอยช่วยเชฟมาตลอดนี่ครับ แต่ทำไมถึง...”

“ฉันยังคงช่วยเธออยู่ ด้วยวิธีของฉัน” นายหนุ่มยืนยันหนักแน่น เพราะเขารู้จักปางสิตางศุ์ดีพอที่จะทราบว่า เธอไม่ใช่คนที่จะยอมรับเงินใครฟรีๆ หากว่าเขาเสนอจะช่วยปลดหนี้ให้เธอ เธอคงปฏิเสธแน่นอน เพราะอย่างนั้นคงเหลือเพียงวิธีเดียว คือการดึงเธอมาทำงานกับซันแอร์ไลน์เท่านั้น ต่อให้จะเป็นการบังคับกลายๆ ก็ตาม

“ฉันไม่อยากให้เธอสูญเสียโอกาสดีๆ ในการทำงาน เพียงเพราะทิฐิส่วนตัว ถ้าทำตามใจแบบนั้น เธอยิ่งจะปลดหนี้ได้ลำบาก ทั้งหมดนี้เพื่อตัวของเธอเอง”

คำชี้แจงจากเจ้านาย ทำให้คนช่างสงสัยถึงบางอ้อ ที่แท้ก็ไม่ได้ต้องการคัดค้าน ตั้งป้อมเป็นศัตรูจริงจัง เพียงแต่อยากหาเรื่องให้เธออยู่ทำงานที่นี่ต่อเท่านั้นสินะ

“อย่างนี้นี่เอง แต่ถ้าทำแบบนั้นแล้ว เชฟจะไม่เกลียดท่านหรือครับ”

“เธอเกลียดฉันอยู่แล้ว จะเกลียดมากขึ้นอีกหน่อย คงไม่ต่างกัน ฝากจัดการให้เรียบร้อยด้วย” แม้น้ำเสียงของผู้สั่งการจะราบเรียบ แต่แววตากลับสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง เพียงแค่เห็นแววตาของเจ้านาย จักรพันธ์ก็ทราบได้ทันทีถึงสิ่งที่สงสัยมาตลอด เธอคนนั้นคงเป็นคนสำคัญของท่านประธานจริงอย่างที่สันนิษฐาน

“ได้ครับ ท่านประธาน ผมจะจัดการให้”

 

 

อีกด้านหนึ่ง เธอคนนั้นที่ถูกกล่าวถึง ก็มุ่งหน้ากลับบ้านด้วยอารมณ์ที่ทั้งโกรธขึ้งและตึงเครียดอย่างมาก แต่ความเครียดของเธอคงยังไม่ถึงที่สุด เพราะในวันต่อมา หลังจากที่เธอตัดสินใจหักดิบไม่ไปทำงาน หนังสือแจ้งให้ชำระหนี้จากซันแอร์ไลน์ก็ร่อนส่งตรงถึงบ้านอย่างทันใจ ใจความว่า ให้เธอชำระหนี้สองล้านบาท เป็นค่าเสียหายและสูญเสียโอกาสในด้านต่างๆ ของซันแอร์ไลน์ ภายในเจ็ดวัน มิเช่นนั้นแล้วจะดำเนินการตามกฎหมาย

สองล้านงั้นหรือ ให้เธอจ่ายเงินมากขนาดนั้นภายในเจ็ดวัน เพียงเพราะเธอไม่ต้องการทำงานกับเขาเนี่ยนะ นี่มันจงใจกลั่นแกล้งกันชัดๆ

มือบางขยำใบทวงหนี้ทิ้ง แล้วปามันไปที่สุดมุมห้องด้วยความขุ่นเคือง เป็นจังหวะเดียวกับที่ลูกๆ ของเธอเข้ามาในห้องพร้อมกับพี่เลี้ยงพอดี เธอใจหายวูบ เพราะก้อนกระดาษนั้นเฉียดผ่านใบหน้าของเด็กๆ ไปอย่างหวุดหวิด

“ตะวัน จันทร์เจ้า!” เธอร้องออกมาอย่างตกใจ พุ่งตรงเข้าไปดูอาการลูกทันที “แม่ขอโทษ แม่ขอโทษ แม่ไม่ได้ตั้งใจ ลูกเจ็บตรงไหนหรือเปล่า” เธอพร่ำถามไม่หยุดปาก แม้เด็กน้อยจะยิ้มร่า ยืนยันว่า ไม่ได้บาดเจ็บอะไร แต่เธอก็ยังรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ดี เธอเกือบจะทำร้ายลูกๆ เพราะความโกรธขาดสติเสียแล้ว

“คุณแม่ขา คุณแม่เป็นอะไรคะ หน้าบึ้งเหมือนคุณยักษ์ในนิทานเลย”

“เปล่าจ้ะ แม่ไม่ได้เป็นอะไร”

“คุณยักษ์จะทำหน้าแบบนี้ตอนโมโห คุณแม่กำลังโมโหเหมือนคุณยักษ์หรือเปล่าคะ”

พอถูกลูกถามอย่างนั้น มารดาคนสวยจึงจำต้องเปลี่ยนท่าที ยอมตอบอ้อมแอ้มตามตรง

“จ้ะ อันที่จริงแม่ก็โมโหอยู่นิดหน่อย”

“ใครทำคุณแม่โมโหคะ ใช่คุณแจ็คที่ปีนต้นถั่วขึ้นมาหรือเปล่า” เด็กหญิงถามเสียงซื่อ เรียกเสียงหัวเราะจากเธอได้อย่างน่ามหัศจรรย์

“ไม่ใช่จ้ะ ไม่ใช่แจ็คหรอก”

แม้ไม่ใช่แจ็ค ผู้ฆ่ายักษ์ แต่ภารกิจของภากรคงใกล้เคียง เพราะตั้งใจจะฆ่าเธอให้ตายเหมือนกัน

“ถ้าไม่ใช่คุณแจ็ค แล้วใครหรือคะ”

ปางสิตางศุ์ตั้งใจจะปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปแล้วด้วยการไม่ตอบคำถาม เพราะมันจะทำให้เธอกลับมาอารมณ์เสียได้ อย่างไรก็ตาม ลูกชายของเธอที่ยืนอยู่ด้านหลังพริ้งเพรากลับเอ่ยแทรกขึ้นมาก่อน สร้างความฉงนให้กับเธอมาก

“ดวงอาทิตย์”

“ลูกว่าอะไรนะจ๊ะ”

“ดวงอาทิตย์ใช่ไหมฮะ ที่ทำคุณแม่โมโห” เด็กชายตะวันกล่าวถาม พลางชี้มือไปยังหนังสือทวงหนี้ที่เธอเพิ่งจะขยำทิ้งไป ตอนนี้พริ้งเพรากำลังคลี่ออกอ่านด้วยมือสั่นเทา ต้นตอของการคาดเดาของเด็กน้อย คงจะมาจากภาพตราประทับของบริษัทซันแอร์ไลน์

เธอไม่อยากยอมรับเลยว่า การคาดเดาของลูกชายนั้น ตรงตามความจริงแค่ไหน เพราะหวนนึกถึงทีไร ก็สร้างความหงุดหงิดให้เธอทุกที ใช่...ดวงอาทิตย์ดวงโตดวงนั้นล่ะ ที่เป็นต้นเหตุของเรื่องราวไม่เข้าท่านี่ทั้งหมด!

“คุณแม่โมโหใครหรือคะ คุณแม่ยังไม่บอกจันทร์เจ้าเลย”

“ก็แค่คนๆ หนึ่งน่ะจ้ะ ไม่ได้สำคัญพอที่ลูกจะต้องสนใจหรอกเนอะ สาวน้อยของแม่” เธอตัดสินใจตอบไปลูกอย่างนั้นเพื่อตัดปัญหา แต่สาวน้อยที่ว่ากลับยื่นมือเล็กๆ มาแตะที่ข้างแก้มของเธอ

“งั้นก็ยิ้มสิคะ ชีส”

พอถูกลูกติงเข้าให้ หญิงสาวจึงผ่อนคลายอารมณ์คุกกรุ่นลง ด้วยการแย้มริมฝีปากเล็กน้อย แต่รอยยิ้มของคงยังไม่ถูกใจเด็กหญิงพรพระจันทร์พอ มือน้อยจึงช่วยประคองดึงแก้มของเธอขึ้น คงต้องการให้แม่ยิ้มกว้างกว่านี้

“ชีส ชีส”

เสียงใสๆ กระตุ้นให้เธอคลายยิ้มได้ตามสั่ง ราวกับมนต์วิเศษ

“ชีส ยิ้มแบบนี้ใช้ได้หรือยังจ๊ะ”

แทนคำตอบ เด็กน้อยก็ยิ้มร่า กระโดดโลดเต้นพอใจ

“เย้ๆ คุณยักษ์ไปแล้ว คุณยักษ์ไปแล้ว”

ปางสิตางศุ์หัวเราะ เห็นได้ชัดว่าคราวนี้เธอสอบผ่านในการยิ้ม และสามารถขับไล่คุณยักษ์ออกไปจากห้วงอารมณ์ได้แล้ว แม้จะชั่วคราวก็ตามที

เมื่อบุตรสาววิ่งตื๋อไปเล่นกับพี่ชายที่มุมห้องแล้ว พริ้งเพราจึงมีโอกาสเข้ามาสอบถามถึงปัญหาคราวนี้บ้าง

“คุณลูกจัน ทางซันแอร์ไลน์จะฟ้องร้องคุณหรือคะ”

“ค่ะ ก็อย่างที่เห็น”

“แบบนี้ก็แย่น่ะสิ เงินตั้งเยอะ เราจะไปหามาจากไหน”

คุณภากรหนอ ไม่น่าทำกันอย่างนี้เลย คนเคยรักเคยชอบกันแท้ๆ

“แล้วคุณจะทำยังไงต่อไปล่ะคะ ไม่ต้องพูดถึงเจ็ดวัน ต่อให้ใช้เวลาอีกเป็นปี ก็ยังไม่แน่ว่าจะหาเงินมากขนาดนั้นมาจ่ายได้หรือเปล่า”

จริงอย่างที่พริ้งเพรากล่าว เธอมีแต่หนี้ท่วมหัว ไม่มีปัญญาจะหาเงินมากขนาดนั้นจ่ายให้ซันแอร์ไลน์ได้หรอก ต่อให้เรื่องไปถึงขั้นขึ้นโรงขึ้นศาล และสุดท้ายเธออาจจะชนะคดี แต่กว่าจะถึงขั้นนั้นก็คงต้องเสียเวลาและเงินทองไปมาก จะมองในแง่ไหน เธอก็มีแต่เสียกับเสียเท่านั้น ในสถานการณ์อย่างนี้ เธอควรจะทำอย่างไรดีนะ ในระหว่างที่กำลังคิดไม่ตกอยู่นั้นเอง สายตาก็พลันเหลือบไปมองลูกๆ ของเธอที่มุมห้อง เธอคิดว่าพวกเขากำลังนั่งเล่นกันอยู่ตามประสา แต่ครั้งนี้ไม่ใช่ นอกจากเด็กชายตะวันที่กำลังวาดภาพเงียบๆ เป็นรูปอัศวินและอาทิตย์ดวงโตอย่างเคยแล้ว เด็กหญิงจันทร์เจ้าก็กำลังกำลังขะมักเขม้นกับการฝึกเขียนหนังสืออยู่เช่นกัน

“ก. เอ๋ย ก๊าบๆ” แม้จะยังเขียนไม่คล่อง ต้องอาศัยการลากเส้นตามรอยประ แต่ท่าทางมุ่งมั่นในการหัดเขียนหนังสือของเธอตามแบบฝึกหัดที่มารดาซื้อไว้ให้น่าประทับใจมาก ทำให้ปางสิตางศุ์ต้องเข้าไปช่วยประคองมือน้อยๆ ลากเส้นฝึกเขียนหนังสืออีกแรง ยิ่งเห็นลูกตั้งอกตั้งใจแบบนี้ ก็ยิ่งสะท้อนใจตัวเองเพราะตนเกือบหลงลืมหน้าที่ของคนเป็นแม่ไป

“คุณแม่ขา จันทร์เจ้าเขียน ก.ก๊าบ สวยไหมคะ” เด็กหญิงยิ้มแฉ่ง พอลากเส้นเสร็จ ก็ชูสมุดแบบฝึกหัดอวดมารดา คงอยากจะให้เห็นชัดๆ ว่าเธอเขียนหนังสือได้เก่งแค่ไหน

“สวยจ้ะลูก แต่นี่เรียกว่า ก.ไก่นะ”

“ก.เอ๋ย ก๊าบๆ!

“โธ่ จันทร์เจ้า ลูกท่องแบบนั้นเวลาไปโรงเรียนไม่ได้นะจ๊ะ”

“ทำไมล่ะคะ ก.เอ๋ย ก๊าบๆ ส่วนนี่ ข.ไข่อร่อยจัง!

หญิงสาวหัวเราะให้กับความน่ารักไร้เดียงสาของลูก จริงสิ เธอกำลังทำอะไรอยู่ อีกไม่นานลูกๆ ของเธอก็ต้องเข้าโรงเรียนแล้ว พวกเขาเติบโตขึ้นทุกวัน ค่าใช้จ่ายก็มากขึ้นตาม เธอจะสร้างอนาคตที่ดีให้ลูกได้อย่างไร หากมัวแต่ยึดทิฐิเป็นที่ตั้งอย่างนี้ ครั้งหนึ่งเธอเคยเกือบสูญเสียเด็กๆ ไปแล้ว ในเมื่อฟ้าให้โอกาสเธอดูแลพวกเขาอีกครั้ง เธอก็ควรทำให้ดีที่สุดไม่ใช่หรือ

“คุณแม่ขา ที่โรงเรียนจะน่ากลัวไหมคะ”

“ไม่น่ากลัวหรอกจ้ะ ที่โรงเรียนสนุกมากๆ ลูกจะมีเพื่อนเยอะแยะเลย”

“จริงหรือคะ จันทร์เจ้าจะมีเพื่อนเยอะแยะเลยใช่ไหมคะ”

“จริงสิจ๊ะ แล้วยังมีคุณครูใจดีที่จะคอยดูแลลูกด้วย ลูกจะได้ทำอะไรสนุกๆ เยอะมากที่โรงเรียน”

พอได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าจิ้มลิ้มก็มีรอยยิ้มประดับ ทำให้เธอดูเหมือนเทพธิดาองค์น้อยๆ มากขึ้นไปอีก พวงแก้มใสนั้นพองขึ้นอย่างน่ารักน่าหยิกทุกครั้งที่เธอยิ้มกว้างแบบนี้

“จันทร์เจ้าอยากไปโรงเรียนเร็วๆ!

อาการกระตือรือร้นที่จะไปโรงเรียนของลูก ทำให้แม่อย่างเธอต้องกลับมาคิดทบทวนถึงสิ่งที่ควรทำอีกครั้ง เธอไม่อยู่ในฐานะที่จะทำอะไรตามอำเภอใจได้มานานแล้ว เธอเป็นแม่ และสิ่งที่แม่ทุกคนควรคำนึงก็คือ การทำเพื่อลูกไม่ใช่หรือ ต่อให้ต้องเสียสละทุกอย่างก็ตามที สละทุกสิ่ง...แม้แต่ ศักดิ์ศรีที่จะต้องกลับไปก้มหัวให้ผู้ชายที่เธอเกลียดที่สุดในชีวิต

“ลูกจันตัดสินใจได้แล้วค่ะ ว่าเราจะทำยังไงกันต่อไปดี”

“ทำยังไงหรือคะ”

หลังจากที่เงียบกันไปครู่ใหญ่ พริ้งเพราคิดว่าปางสิตางศุ์คงไม่ยอมตอบอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้แน่แล้ว แต่หลังจากได้เฝ้ามองดูลูกน้อย เธอก็หาทางออกที่ดีที่สุดได้

“ลูกจันจะกลับไปทำงานที่ซันแอร์ไลน์ค่ะ”

“คุณลูกจัน” หญิงชราเรียกชื่อเธอเสียงโหวง คงจะเข้าใจความรู้สึกกระอักกระอ่วนใจของอีกฝ่ายดี เพียงพบหน้ากับอดีตคนรักก็คงเป็นเรื่องยากพอแล้ว นี่ยังต้องมาทำงานร่วมกันอีก คงยากเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว “คุณไหวแน่หรือคะ”

“ไม่ไหวก็ต้องไหวค่ะ อนาคตของเด็กๆ ต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง”

แม้จะไม่น่าอภิรมย์ แต่เธอจำเป็นต้องเลือกทางนี้เพื่อลูก การทำงานกับภากรอาจจะเป็นเรื่องยาก แต่ถือเสียว่าแค่คนเคยรู้จักคนหนึ่งจะเป็นไรไป เธอไม่จำเป็นต้องรู้สึกอะไร หากทุกอย่างยังอยู่ในขอบเขตของเรื่องงาน เธอจะพิสูจน์ให้เขาเห็นชัดๆ ว่า ตัวเธอในตอนนี้เธอได้ผ่านการเรียนรู้และเติบโตขึ้น ไม่ใช่เด็กน้อยให้เขามาสบประมาทอีกแล้ว เวลานี้เธอเป็นผู้ใหญ่ที่แยกแยะเรื่องงานออกจากเรื่องส่วนตัวจากกันได้อย่างเด็ดขาด

คุณแม่ยังสาวเหลือบตามองพระอาทิตย์บนหน้ากระดาษซึ่งเด็กชายบรรจงวาด

“ดวงอาทิตย์ร้อน มีแสงแสบตา...ไม่ชอบเลย”

นาทีนั้นปางสิตางศุ์รู้สึกเห็นด้วยในคำบ่นพึมพำของบุตรชายเป็นอย่างยิ่ง เธอเองก็ไม่ชอบดวงอาทิตย์ดวงโตนั่นเช่นกัน

หากเป็นไปได้...ดับเร็วได้เท่าไรยิ่งดี!

 

 

“เชฟปางสิตางศุ์กลับมาทำงานแล้วครับ”

อาทิตย์ดวงโตที่กำลังถูกแช่งให้ดับไวๆ รับฟังการกระซิบรายงานจากลูกน้องด้วยความพอใจ นับว่าเป็นข่าวดีสำหรับเช้านี้ เพราะทำให้บรรยากาศตึงเครียดในการประชุมบอร์ดบริหารผ่อนคลายลง จนกรรมการอื่นยังสังเกตเห็นถึงความเปลี่ยนไปนี้ได้ ต้องเอ่ยปากถาม

“มีเรื่องอะไรดีๆ หรือเปล่าครับ วันนี้ท่านประธานดูอารมณ์ดีเป็นพิเศษ”

 “อืม ก็นิดหน่อย” เขาตอบเสียงสดใส “พวกคุณคิดว่า คืนนี้เราจะมองเห็นดวงจันทร์ได้ไหม”

แม้จะไม่เข้าใจว่าเหตุใดจู่ๆ เจ้านายถึงตั้งคำถามแบบนี้ขึ้นมา แต่พวกเขาก็ยังมีแก่ใจจะตอบตามตรง

“เอ ถ้าจำไม่ผิด คืนนี้เป็นคืนเดือนมืด คงจะมองไม่เห็นหรอกครับ”

“แค่คืนนี้มองไม่เห็น ไม่ใช่มันไม่มีไม่ใช่หรือ เพราะแต่ไหนแต่ไรโลกนี้ไม่เคยไร้จันทร์อยู่แล้ว” ประธานหนุ่มผ่อนลมหายใจเล็กน้อย แย้มริมฝีปากอย่างพร้อมอดทนรอคอย  “ฉันรอได้ จนกว่าจะถึงวันที่...ดวงจันทร์กลับมาส่องแสงให้ฉันอีกครั้ง”

 

 

แม้จะพยายามปลอบใจตัวเองให้คิดถึงอนาคตของลูกมาบ้างแล้ว แต่ปางสิตางศุ์ก็ยังรู้สึกอัปยศอยู่ลึกๆ อยู่ดี เธอหอบข้าวของกลับมายังห้องทำงานเดิมตั้งแต่เช้า เฝ้าตอบคำถามเดิมๆ จากเพื่อนร่วมงาน ที่คงจะสงสัยกับการหายหน้าหายตาไปของเธอ ข่าวลือเรื่องที่เธอลาออกและถูกเบื้องบนบังคับให้กลับมาทำงานกระจายไปทั่ว เธอเองก็อยากจะยืนยันข่าวนั้นอยู่หรอก หากแต่หัวหน้าแผนกไม่ปล่อยให้เธอทำเช่นนั้น เขาสยบข่าวลือด้วยการชี้แจงกับทุกคนว่า เธอมีปัญหาสุขภาพ จึงขอลาป่วยไปเท่านั้น คงไม่อยากให้มีปัญหายุ่งยากตามมา ซึ่งแม้จะน่าเจ็บใจในตอนแรก ที่เธอไม่ได้เผยความจริงว่า ท่านประธานที่ทุกคนมองเป็นนักบุญน่าเลื่อมใส ใช้อำนาจบาตรใหญ่กับพนักงานตัวเล็กๆ อย่างเธอเพียงใด แต่มาคิดดูอีกครั้ง มันคงจะดีกว่า หากเธอจะยอมเออออตามน้ำไปก่อน เพราะหากเธอตั้งใจจะอยู่ทำงานที่นี่ต่อ  การมีปัญหากับภากรไม่ใช่เรื่องดี สิ่งที่เธอควรทำในเวลานี้คือ ก้มหน้าก้มตาทำงานในส่วนของเธอไปเงียบๆ โดยหลีกเลี่ยงกับพบปะหรือติดต่อกับเขาโดยไม่จำเป็น อดทนอีกหน่อย รอให้เธอตั้งตัวได้มากกว่านี้ เมื่อนั้นเธอจะรีบจากไป โดยไม่แม้แต่จะเหลียวกลับมามองที่นี่อีกเลย อย่างไรก็ตาม ภากรทำให้ความหวังที่จะอยู่อย่างเงียบๆ ของเชฟสาวสลายลง เมื่อบ่ายวันนั้นเธอได้รับช่อดอกทิวลิปช่อใหญ่จากเด็กส่งของ แม้จะไม่ได้ระบุชื่อผู้ส่ง แต่การ์ดที่แนบมาพร้อมกับกลิ่นหอมๆ ที่คุ้นจมูก ทำให้เธอรู้ได้ทันทีว่า เจ้าของช่อดอกไม้นั้นเป็นใคร

ยินดีต้อนรับกลับมาทำงาน

ยินดีต้อนรับงั้นหรือ นี่ใจคอเขาคิดจะเยาะเย้ยเธอไปถึงไหน

 “ดอกไม้สวยดีนะครับ” แม้แต่เชฟอาหารไทยที่เข้ามาคุยกับเธอเรื่องงานในห้องก็ยังอดชมเชยไม่ได้ “ทิวลิปสีแดง หมายถึง คำมั่นสัญญาแห่งรัก อ้อ ภรรยาของผมเปิดร้านดอกไม้น่ะครับ ผมเลยพอทราบความหมายมาบ้าง” เขาชี้แจงต่อเมื่อเห็นสีหน้าสงสัยของผู้ฟัง “เป็นดอกไม้ที่สวยและความหมายดี ไม่ทราบว่าแฟนคุณให้มาหรือครับ”

“ไม่ใช่หรอกค่ะ คิดว่าคงจะส่งผิดเสียมากกว่า” หญิงสาวรีบตอบปฏิเสธ

คำสัญญาอะไร เรื่องเหลวไหลทั้งเพ ทั้งหมดก็แค่ลมปากจากคนหลอกลวงก็เท่านั้น ยิ่งรู้อย่างนี้เธอยิ่งรู้สึกสะอิดสะเอียนจนอยากจะโยนช่อดอกไม้นั้นทิ้งโดยเร็ว แต่ทำไม่ได้ เพราะเกรงสายตาจากแขกในห้อง ในเมื่อเขาคลุกคลีอยู่ในวงการดอกไม้ เขาอาจจะรู้สึกไม่ดี หากต้องเห็นพวกมันลงไปในถังขยะต่อหน้าต่อตา ปางสิตางศุ์รอจนกระทั่งอีกฝ่ายออกไปจากห้องเรียบร้อย จึงจัดการโยนช่อดอกไม้แสนสวยลงถังขยะอย่างไม่คิดเสียดาย เธอเพิ่งจะหมุนตัวกลับ ยังไม่ทันไปนั่งที่ด้วยซ้ำ เสียงทุ้มๆ ก็ดังขึ้นจากทางด้านหลังเสียก่อน

“ดอกไม้ถ้ามันไม่อยู่กับต้น ก็ควรจะอยู่ในแจกัน ไม่ใช่ในถังขยะ”

เชฟสาวหันกลับไปมองตามเสียงทันที และก็ต้องถลึงตาอย่างไม่ชอบใจ เมื่อเห็นว่าใครถือวิสาสะเข้ามาในห้องเธอโดยไม่แม้แต่จะเคาะประตูขออนุญาตกันก่อนด้วยซ้ำ

“คุณภากร ทำไมคุณถึงมาอยู่ที่นี่ได้”

ดวงตาของชายหนุ่มดูพริบพราวเช่นเคย ไม่มีความสลดในแววตาและน้ำเสียงแม้แต่น้อย คงไม่คิดว่าตัวเองทำผิดมารยาทตรงไหน

“พี่เป็นเจ้าของบริษัท พี่ย่อมมีสิทธิไปได้ทุกที่ที่ต้องการ” เขากล่าวหน้าตาเฉย ก่อนจะก้มลงหยิบช่อดอกไม้ที่เธอเพิ่งทิ้งสดๆ ร้อนๆ กลับขึ้นมาจากถังขยะอย่างทะนุถนอม “พี่จำได้ว่า น้องชอบดอกทิวลิป ทำไมทิ้งมันเสียล่ะ”

“นั่นมันเรื่องในอดีต ฉันเลิกชอบดอกทิวลิปมานานแล้ว”

“จริงหรือ?” ทวนคำอย่างไม่อยากจะเชื่อ แต่ยังมีแก่ใจจะถามต่อ “ถ้าอย่างนั้นตอนนี้ชอบดอกไม้อะไร เผื่อคราวหน้าพี่จะได้หามาได้ถูกใจ”

พอได้ยินคำถามของอีกฝ่าย หญิงสาวจึงต้องแก้คำพูดตัวเองเสียใหม่ หากเขาจะพยายามขนาดนี้ ก็ช่วยไม่ได้

“ก็ได้ค่ะ ถ้าจะให้พูดตรงๆ เพราะฉันไม่ชอบเจ้าของดอกไม้เสียมากกว่า”

พอได้ฟังคำตอบที่ตรงไปตรงมาเช่นนั้นแล้ว เขาก็คลายยิ้มอย่างเข้าอกเข้าใจ

“ถ้าปัญหาอยู่ที่ตัวพี่ ก็อย่าไปลงกับดอกไม้สิ” เขาเอ่ยนิ่มๆ พลางวางช่อดอกไม้สดสวยลงบนโต๊ะทำงานของเธอ “ดอกไม้พวกนี้ไม่ได้ทำอะไรผิด ไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วยเลยด้วยซ้ำ อย่าใจร้ายกับมันนักเลย”

เธอต้องขอชมเชยว่า ผู้ชายคนนี้ยังคงมีวาทศิลป์เป็นเลิศไม่เคยเปลี่ยน เพราะสามารถทำให้เธอกลายเป็นผู้ร้ายใจดำได้เพียงแค่ชั่วพริบตา เธออยากจะหาคำมาโต้แย้งกับเขาอยู่หรอก แต่รู้สึกเหนื่อยเกินกว่าจะทำเช่นนั้น ทำได้เพียงถามถึงจุดประสงค์ของการมาเยือนของเขาครั้งนี้

“ว่าแต่อุตส่าห์มาถึงที่นี่ มีธุระอะไรด่วนหรือคะ”

“ต้องมีอะไรด่วนด้วยหรือ ถึงจะมาได้”

“ท่านประธาน”

ภากรอมยิ้ม เมื่อดวงตาสวยๆ ที่เขาจ้องสบอยู่นั้นเปลี่ยนเป็นสีเขียวปั๊ดจากความไม่พอใจ “ซันแอร์ไลน์กำลังจะเปิดเส้นทางการบินเพิ่ม เป็นรูทบินไปญี่ปุ่นสิงคโปร์ ฮ่องกง ทางผู้บริหารมีนโยบาย อยากให้อาหารและขนมไทยเป็นที่รู้จักมากขึ้น เลยอยากให้ไปอยู่บนเที่ยวบินด้วย ในส่วนของขนมไทยเป็นความรับผิดชอบของน้อง พี่เลยอยากมาบอกให้เตรียมตัวสำหรับเรื่องนี้ พอจะรู้ขั้นตอนในกระบวนการนี้หรือยัง”

หญิงสาวฟังการอธิบายของเขาด้วยคำถามค้านเล็กๆ อยู่ในใจ กับเรื่องสั่งงานอย่างนี้ ถึงกับต้องลงมากำชับด้วยตัวเองเลยหรืออย่างไร สั่งผ่านตามระบบสายงานไม่ได้เลยหรือ ทำอะไรตามอำเภอใจ ทั้งยังเที่ยวใช้คำพูดเป็นกันเองกับเธอแบบนี้ พนักงานคนอื่นจะคิดอย่างไรกันล่ะ แม้จะอยากถามออกไปเช่นนี้ แต่เธอก็ข่มใจให้ตั้งคำถามกลับไปเรียบๆ เท่านั้น

“ค่ะ ฉันพอจะทราบมาจากหัวหน้าแผนกบ้างแล้วว่า ในส่วนของครัวการบินมีหน้าที่ผลิตอาหารส่งให้สายการบินต่างๆ ทั้งตัวซันแอร์ไลน์และสายการบินอื่นๆ ด้วย ในส่วนของซันแอร์ไลน์เอง ฉันต้องเตรียมเมนูมานำเสนอให้ทางคุณวิฑูรย์ ผู้จัดการแผนกอินไฟลท์เซอร์วิสเลือกและเทสก่อนนำขึ้นเครื่องใช่ไหมคะ”

“ถูกแค่ครึ่งเดียว ปกติแล้วเป็นหน้าที่ของฝ่ายอินไฟลท์เซอร์วิสที่จะเลือกของขึ้นเครื่องก็จริง แต่สำหรับในเรื่องนี้ เป็นข้อยกเว้น คุณวิฑูรย์ไม่ได้มีหน้าที่เลือกและเทสอาหารขึ้นเครื่องด้วย เพราะทางผู้บริหารจะเป็นคนเลือกเองทั้งหมด และส่วนใหญ่คนที่จะเลือกเมนูและเทสรสชาติอาหารพวกนี้ก็จะเป็นตัวพี่เอง”

ปางสิตางศุ์นิ่งอึ้ง อย่างไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง

“อะไรนะคะ คุณต้องเลือกและเทสเองทุกอย่างเลยหรือ”

“ใช่ ทุกอย่าง ทั้งอาหารคาว อาหารหวาน และเครื่องดื่ม พี่ต้องแน่ใจว่ารสชาติและคุณภาพอยู่ในระดับที่ดีพอที่จะประทับใจผู้โดยสารบนเครื่องได้ พี่ไม่ไว้ใจคนอื่นให้ดูแลในส่วนนี้ เรื่องอาหารการกินเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้นๆ ของสายการบิน พอๆ กับเรื่องความปลอดภัยและการให้บริการ มันทำให้สายการบินเรามีชื่อเสียงได้ และถ้าผิดพลาดไปนิดเดียว มันก็ดับชื่อเสียงเราได้ชั่วพริบตาเหมือนกัน”    

ก็จริงอย่างที่ภากรว่า แม้จะตะขิดตะขวงใจที่ต้องทำงานร่วมกับเขาแบบประจันหน้า แต่เหตุผลของเขาก็ฟังดูดีและมีน้ำหนักพอจนเธอไม่อาจคัดค้านอะไรได้ เฝ้าปลอบตัวเอง หากทุกอย่างอยู่ในขอบเขตของเรื่องงาน คงไม่เป็นไร

“เข้าใจแล้วค่ะ ถ้าอย่างนั้นฉันจะรีบเตรียมเมนูขนมมานำเสนอ ว่าแต่คุณจะมาเทสในช่วงไหนหรือคะ”

“พี่จะมาเทสสัปดาห์หน้า คิดว่าพอทำทันไหม เพราะหลังจากคัดเลือกเมนูได้แล้ว ต้องมีเรื่องส่งรายการสเป๊ควัตถุดิบที่ต้องใช้อีก คงต้องเผื่อเวลาไว้หน่อย”

หนึ่งสัปดาห์อาจเป็นเวลากระชั้นชิดไปหน่อยที่หญิงสาวจะเลือกเฟ้นเมนูต่างๆ มาขึ้นโต๊ะนำเสนอ แต่ครั้นจะให้ขอขยายเวลาไปอีก ก็เกรงจะถูกหาว่า ไม่มีประสิทธิภาพในการทำงาน เธอจึงตอบตกลงอย่างฉะฉาน

“ได้ค่ะ ฉันจะเตรียมทุกอย่างให้พร้อม”

“ต้องแบบนี้สิ ถึงค่อยสมเป็นลูกจันของพี่หน่อย”

คำเรียกขานอย่างเป็นกันเองคงจะไม่ถูกใจหญิงสาวเป็นอย่างมาก เห็นได้จากการที่ต้องติงเรื่องนี้อย่างอดทนต่อไปไม่ไหว

“ก่อนที่เราจะเริ่มทำงานร่วมกัน ฉันมีอะไรอยากขอคุณอย่างหนึ่ง”

“อะไรหรือ”

“ถ้าไม่รบกวนเกินไป ฉันอยากให้คุณเลิกใช้คำพูดสนิทสนมกับฉันเสียที บอกตรงๆ คนอื่นอาจจะมองไม่ดี และฉันเองก็รู้สึกอึดอัด”

“ใครจะมองยังไงก็ช่างเขา เราไปห้ามความคิดคนอื่นได้ที่ไหน ลูกจันก็คือลูกจัน เป็นน้องน้อยของพี่เสมอ จะให้พี่เรียกอะไรได้ ถ้ารู้สึกไม่เท่าเทียม พี่ก็ไม่ถือหรอก ถ้าน้องจะเรียก พี่กรเหมือนเดิมคืนบ้าง”

น้องน้อยขบริมฝีปากอย่างลำบากใจ การรับมือกับผู้ชายคนนี้ยากจริงๆ เพราะเขาไม่พยายามทำความเข้าใจอะไรเลย เธอสูดหายใจเข้าลึกยาวสองสามครั้งเพื่อระงับสติอารมณ์ และผายมือออกไปยังประตู

“หมดธุระแล้ว ก็เชิญคุณเถอะค่ะ ท่านประธานคงจะงานยุ่งน่าดู อย่ามาเสียเวลากับพนักงานตัวเล็กๆ อย่างฉันเลย อาทิตย์หน้าค่อยพบกัน ฉันจะเตรียมทุกอย่างให้เรียบร้อย” เธอค่อนขอดส่งท้าย แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่สะทกสะท้านว่ากำลังถูกไล่อยู่เลย เขายังคงยิ้มนิ่มนวล เป็นรอยยิ้มที่เธอก็ไม่อาจทราบได้เหมือนกันว่า ไปขุดค้นมาจากที่ไหนมากมายนัก ต่อให้เธอพูดหรือทำอะไร เขาก็ไม่ได้มีท่าทีจะโกรธเลย อาการสงบเกินไปของเขา ทำให้เธอนึกสงสัยว่า เขามีแผนอะไรในใจหรือเปล่า หรือเพียงแค่หน้าหนา ไร้ยางอายมากเสียจนคำต่อว่าต่อขานก็ไม่อาจทำอะไรได้

“ถ้าอย่างนั้นค่อยพบกัน” เขาเอ่ยเสียงเย็น เตรียมจะหันหลังจากไปอยู่แล้ว หากตอนนั้นสายตาไม่บังเอิญเหลือบไปเห็นกรอบรูปเล็กๆ ซึ่งตั้งอยู่บนโต๊ะทำงานของเชฟสาวเข้าพอดี จนทำให้ร่างสูงใหญ่นั้นต้องหยุดนิ่งกะทันหัน เพราะภาพในกรอบรูปนั้นเป็นรูปของปางสิตางศุ์ถ่ายคู่กับเด็กหญิงตัวน้อยน่ารักกำลังยิ้มแป้น

“เด็กในภาพนั่น...”

แย่ล่ะสิ หัวใจของหญิงสาวแทบหล่นวูบ ตอนแรกเธอตั้งใจนำรูปภาพของตะวันและจันทร์เจ้ามาตั้งไว้บนโต๊ะเพื่อเป็นกำลังใจในการทำงาน ใครจะคาดถึงล่ะว่า ภากรจะบุกเข้ามาสั่งงานถึงห้องเธอด้วยตัวเอง จึงไม่ทันได้เก็บภาพให้พ้นจากสายตาของเขา

“นั่นลูกของฉันเองค่ะ”

“ลูก?

“ค่ะ ลูกของฉันกับคุณอรรถพล สามีของฉัน” หญิงสาวพยายามข่มอาการร้อนใจของตัวเองไว้ข้างในเพราะเกรงว่าจะมีพิรุธ รีบตะปบกรอบภาพทั้งสองบานคว่ำหน้าลงกับโต๊ะทันที คงไม่อยากให้เขามีเวลาพินิจพิจารณานานกว่านี้ หรือกระทั่งเลื่อนสายตาไปอีกหน่อยเพื่อจะได้เห็นแฝดผู้พี่ของเด็กหญิงจากกรอบภาพข้างกัน ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะทันกาลหรือไม่ เพราะเขายังตั้งคำถามต่อด้วยความสนใจ

“ชื่ออะไรหรือ อายุกี่ขวบแล้ว”

“ฉันจะขออนุญาตตอบคำถามแค่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับงานเท่านั้นค่ะ”

เมื่อเธอยืนยันที่จะไม่ให้คำตอบกับเขา ภากรจึงทำอะไรไม่ได้ นอกเสียจากยอมจากมาแต่โดยดี แต่เป็นการจากมาด้วยความสงสัยอยู่ในใจ

แม้จะมองเห็นแค่เพียงแวบเดียว แต่ใบหน้าเล็กจิ้มลิ้มราวกับตุ๊กตาของเด็กหญิงตัวน้อยสะกิดใจเขามาก เขาพอทราบมาบ้างแล้วว่า ปางสิตางศุ์เลิกกับสามีและตกพุ่มม่าย แต่ไม่ทราบเรื่องที่เธอมีลูกกับสามีเก่าด้วย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร แปลกเหลือเกิน แต่เขารู้สึกเอ็นดูและถูกชะตากับเด็กในรูปอย่างบอกไม่ถูกทั้งๆ ที่ยังไม่เคยพบตัวจริง ในบ่ายวันนั้นเขาจึงเรียกจักรพันธ์มาสอบถาม ซึ่งเลขานุการก็ยืนยันให้หายสงสัยว่า ทั้งหมดเป็นเรื่องจริง

“ครับ เชฟมีลูกแล้ว เธออาศัยอยู่กับลูกและป้าพี่เลี้ยงอีกคนหนึ่งครับ”

“งั้นหรือ เมื่อครู่ฉันมีโอกาสได้เห็นภาพของเด็กคนนั้นแวบหนึ่ง เป็นเด็กผู้หญิงที่น่ารักมาก รู้หรือเปล่าว่า เธอชื่ออะไร”

“แน่นอนครับ เธอดังมาก เป็นขวัญใจลูกค้าของร้านเลยก็ว่าได้ เธอชื่อ น้องจันทร์เจ้า ชื่อจริงชื่อ พรพระจันทร์ เพราะมากเลยใช่ไหมล่ะครับ”

ดวงตาคู่คมของผู้ฟังสั่นไหวชั่ววินาที พร้อมกับความทรงจำในอดีตที่หวนกลับเข้ามาในความคิด เด็กคนนี้ชื่อ จันทร์เจ้า...เด็กหญิงพรพระจันทร์ อย่างนั้นหรือ!

แม้รู้ว่ามันฟังดูไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย แต่เขาก็อดถามต่อไม่ได้ เขาต้องแน่ใจว่า เขาไม่ได้อุปทานอะไรไปเอง

“เด็กคนนี้อายุเท่าไร”

“เอ ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน น่าจะประมาณสี่ห้าขวบ อ้อ น้องจันทร์เจ้ามีพี่ชายด้วยนะครับ เป็นฝาแฝดกัน แต่ดูเหมือนจะเป็นเด็กขี้อายมากๆ ไม่ค่อยกล้าออกมาโชว์ตัวหน้าร้านเหมือนน้องสาว ผมเองก็ยังไม่เคยเห็นเขาเลย แต่เคยฟังวีรกรรมมาจากเชฟบ้าง น่ารักไม่แพ้กัน รู้สึกจะชื่อน้องตะวัน”

อีกครั้งแล้วที่ชื่อของเด็กน้อย ทำให้ภากรสะดุดกึกไป เขาขบริมฝีปากอย่างครุ่นคิด เด็กชายตะวัน และเด็กหญิงจันทร์เจ้างั้นหรือ หากจะเป็นเรื่องบังเอิญก็คงบังเอิญอย่างเหมาะเจาะเกินไป เพราะทั้งชื่อและอายุอานามก็ชวนให้คิดสงสัย ต่อให้อ้างว่าเป็นลูกกับสามีเก่าก็ตามที

“จักร ฉันมีเรื่องอยากจะขอให้ช่วย” เขาร้องเรียกคนสนิทอย่างตัดสินใจได้ “ไม่ใช่เรื่องงานหรอก แต่เป็นเรื่องส่วนตัว พอจะช่วยจัดการเป็นธุระให้หน่อยได้ไหม”

“ได้ครับ ผมยินดีรับใช้ท่านประธานทุกเรื่องอยู่แล้ว ไม่ทราบว่าจะให้ผมจัดการเรื่องอะไรหรือครับ”

“ฉันอยากรู้เรื่องเกี่ยวกับอรรถพล อดีตสามีของเชฟปางสิตางศุ์และลูกของเธอ ช่วยสืบให้หน่อย”

แม้จะไม่เข้าใจว่าเจ้านายต้องการข้อมูลนี้ไปทำไม แต่เลขานุการก็รับคำอย่างว่าง่าย 

“ครับ ผมจะสืบให้”

“สืบให้เงียบและเร็วที่สุด” เจ้านายหนุ่มย้ำคำสั่ง “ฉันอยากได้ข้อมูลที่ชัดเจน เพราะเรื่องนี้สำคัญกับฉันมาก ฝากด้วยนะ”

จักรพันธ์ค้อมศีรษะรับคำสั่ง ก่อนจะหายออกไปจากห้องทำงาน พอคนสนิทลับหายไปแล้ว ภากรจึงลุกขึ้นยืน เดินข้ามห้องไปหยิบเสื้อนอกมาสวมใส่เพื่อเตรียมตัวออกไปข้างนอก

ในระหว่างที่เขาให้เลขานุการไปสืบเรื่องของอดีตสามีของปางสิตางศุ์ เขาเองก็ควรจะเริ่มสืบอีกเรื่องที่คาใจด้วยตัวเองไปพลางๆ พิสูจน์ให้เห็นด้วยตา กับเรื่องราวที่เขาอยากรู้ที่สุด

 เรื่องราวของเด็กน้อยฝาแฝดที่ชื่อว่า ตะวันและจันทร์เจ้า!


นวตา

ทิวลิปสีแดง หมายถึง คำมั่นสัญญาแห่งรัก ดอกไม้เกือบทุกสีและชนิดมีความหมายซ่อนอยู่ นวตาชอบดอกลิลลี่ค่ะ ไม่ใช่ลิลลี่สีเลือดนะคะ เอ๊ะ คุ้นๆ มั้ย ฮี่ๆๆ ลิลลี่สีขาวธรรมดานี่ล่ะค่ะ แล้วท่านผู้อ่านล่ะมีดอกไม้ในดวงใจกันมั้ยเอ่ย ชอบดอกไม้อะไรกันบ้างคะ ^^

เรามาพูดถึงลูกจันของเรากันต่อ คุณพี่ดั๊นรู้ตัวไว เริ่มระแคะระคายเสียแล้วสิ โดนรุกหน้าตามสืบหาความจริงแบบนี้ ลูกจันจะปฏิเสธได้ไหมว่า น้องแฝดไม่ใช่ลูกของคุณพี่จอมเผด็จการ ในเมื่อมันเป็นเพียงอดีตที่เธออยากจะลืมไป งานนี้ท่าทางจะลำบากกว่าที่คิดแน่เชียว ต้องมาติดตามดูและให้กำลังใจเธอกันต่อในบทต่อไปให้ได้

 บ่วงบริมาสวางแผงแล้วตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป หรือสั่งซื้อบ่วงบริมาสกับทางสนพ.ได้ทางลิงค์ข้างล่างค่ะ  ฝากอุดหนุนเจ้าแฝดกันเยอะๆ น้า 

https://goo.gl/TZRoV4



ในรูปแบบ E-Books ก็มาแล้วนะ โหลดกันได้เลยค่ะ


กดไลค์แฟนเพจเพื่อพูดคุยและติดตามข่าวสารก่อนใคร


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 58 ครั้ง

1,942 ความคิดเห็น

  1. #1187 หนังสือ น่าอ่าน (@kulrat) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 10 มกราคม 2561 / 12:44
    ก็ยังสงสัยค่ะ ว่านางเอกเราจะตั้งชื่อที่เคยเลือกกับอดีตคนรักไว้ทำไม พรพระจันทร์ จันทร์เจ้า ทำให้คิดถึงเรื่องเก่าๆเพื่อเตือนใจตัวเองหรือว่าเคยเจ็บจากผู้ชายคนนั้น 
    #1187
    1
    • #1187-1 นวตา (@naughtyprincess) (จากตอนที่ 39)
      10 มกราคม 2561 / 19:10
      นั่นสิคะ เป็นไปได้ทั้งสองอย่างคือ ไม่รู้สึกอะไรแล้วก็เลยตั้ง หรือไม่ก็ลึกๆ แล้วนางยังรู้สึก อันนี้ต้องคิดเอาเองว่าตกลงแล้วเป็นยังไงเนอะ
      #1187-1
  2. #1186 หนังสือ น่าอ่าน (@kulrat) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 10 มกราคม 2561 / 12:41
    อ่านรอบสองก็เกลียดพระเอกเหมือนเดิมค่ะ แต่ว่าใช่พระอกหรือเปล่าไม่แน่ใจ กลางเรื่องไรท์ อาจจะหักมุมหรือมีพระเอกคนใหม่หรือเปล่าเพราะเราไม่ชอบภากร ไข่แล้วทิ้งน้องน้อยของพี่ไป ยังมีหน้ามาทำดีกะว่าจะมาแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดไปแล้วเหรอ อิน ฟินเหมือนเดิมค่ะ เกลียดตัวละคร นายภากร ตัวหลักนี้จัง
    #1186
    1
    • #1186-1 นวตา (@naughtyprincess) (จากตอนที่ 39)
      10 มกราคม 2561 / 19:09
      ทบทวนกันรอบสองค่ะ ไม่แปลกน้าที่จะเกลียดภากร 555 ก็นางทำเสียแสบ เรื่องราวจะเป็นยังไง ต้องมาติดตามดูกันต่อ หวังว่าลูกจันจะมีความสุขเนอะ
      #1186-1
  3. #1178 MeLazyNi (@MeLazyNi) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 9 มกราคม 2561 / 02:12
    เมียมันล่ะ? แต่งงานเพราะเจ้าสาวรวยไม่ใช่เหรอ? ถึงได้ทิ้งนางเอกไปแต่งงานกับคนอื่น เลวมาก! โคตรเกลียดผู้ชายแบบนี้เลย
    #1178
    1
    • #1178-1 นวตา (@naughtyprincess) (จากตอนที่ 39)
      10 มกราคม 2561 / 00:34
      จริงๆ แต่ก่อนนางเอกก็รวยนะคะ แต่ก็ยังทิ้งได้ลงคอ
      #1178-1
  4. #1169 25262350 (@25262350) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 8 มกราคม 2561 / 19:35
    รอบแรกอ่านไม่ทัน แต่รอบนี้ไม่พลาดแน่นอนค่ะ รอๆๆๆๆ
    #1169
    1
    • #1169-1 นวตา (@naughtyprincess) (จากตอนที่ 39)
      8 มกราคม 2561 / 21:16
      รอติดตามอ่านได้ค่ะ มาต่อเนื่องๆ
      #1169-1
  5. #1168 Babenat (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 8 มกราคม 2561 / 18:01
    ถึงว่าพี่พัชรของรีดมีนิกเนมว่า 'ลิลลี่' ตอนแรกนึกว่าตั้งตามชื่อ ลลิน ซะอีก ^○^

    แหม อยากรู้จังว่าท่านประธานจะรู้ว่าน้องแฝดเป็นลูกตัวเองแล้วจะโกรธลูกจันกับตัวเองมากมั้ย? คงต้องรอลุ้นอีกทีนะเรา
    #1168
    1
    • #1168-1 นวตา (@naughtyprincess) (จากตอนที่ 39)
      8 มกราคม 2561 / 21:15
      อุ๊บส์ คุณ Babenat แอบสปอย์ 555
      ลิลลี่ของเรื่องก่อน มาจากดอกไม้ที่แม่พระเอกชอบด้วยค่ะ (แต่นวตาก็ชอบด้วยนะเป็นการส่วนตัว)
      ส่วนท่านประธาน นางมีสิทธิโกรธใครด้วยหรือคะ ลูกจันสิที่ต้องเป็นฝ่ายโกรธถึงจะถูกต้อง ฮึ่มๆ
      #1168-1
  6. #1167 kanokradaparima (@kanokradaparima) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 8 มกราคม 2561 / 00:23
    เราอยากรู้ว่าพี่ทิ้งน้องไปทำไม เรารู้สึกโกรธพี่แทนลูกจันแล้วอ่ะ
    #1167
    1
    • #1167-1 นวตา (@naughtyprincess) (จากตอนที่ 39)
      8 มกราคม 2561 / 21:13
      ก็พี่ปันใจให้สาวอื่นไงคะ ในตอนบทนำ เรื่องมันเศร้า
      #1167-1
  7. #1166 Thunyaporn10826 (@Thunyaporn10826) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 7 มกราคม 2561 / 23:50
    กลับมาอ่านอีกรอบก็ยังหมั่นไส้พระเอกเหมือนเดิม55555
    #1166
    1
    • #1166-1 นวตา (@naughtyprincess) (จากตอนที่ 39)
      8 มกราคม 2561 / 21:12
      งี้แหละค่ะ คนมั่นหน้า จอมบงการ จะถูกหมั่นไส้ก็ไม่แปลก
      #1166-1
  8. #1165 Athidtaya (@Athidtaya) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 7 มกราคม 2561 / 21:52
    ติดตามตั้งแต่ยังไม่ รี มาอ่าตอน รี ก็ยังสนุกเหมือนเดิม หน่วงได้ใจค่ะ
    #1165
    1
    • #1165-1 นวตา (@naughtyprincess) (จากตอนที่ 39)
      8 มกราคม 2561 / 21:12
      หน่วงๆ หัวใจ ปนอึดอัดและงงหน่อยๆ นี่ล่ะงานนวตาของแท้ 555 คงต้องเตรียมทิชชู่ไว้บ้างนะคะ
      #1165-1
  9. #1164 namfon-1971 (@namfon-1971) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 7 มกราคม 2561 / 21:46
    อยากบอก นวตา ว่า อยากได้เล่มแล้วคะ
    #1164
    1
    • #1164-1 นวตา (@naughtyprincess) (จากตอนที่ 39)
      8 มกราคม 2561 / 21:11
      เล่มมาปีนี้แน่นอนค่ะ น่าจะงานหนังสือเมษานะคะ เดี๋ยวแจ้งข่าวอีกครั้ง
      #1164-1
  10. #1163 Color Ful (@darin-oo) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 7 มกราคม 2561 / 15:55
    อ่านรอบ 2 ก็ยังสนุกอยู่ดี สำนวนของนวตาสวยมาก อ่านเพลินเลย ^ ^
    #1163
    1
    • #1163-1 นวตา (@naughtyprincess) (จากตอนที่ 39)
      8 มกราคม 2561 / 21:11
      ขอบคุณนะคะ อย่าเพิ่งเบื่อกับการอ่านรอบสองนะคะ เพราะอ่านคราวนี้อาจค้นพบอะไรใหม่ๆ ที่เคยอ่านผ่าตาไปก็ได้นา
      #1163-1
  11. #1162 KittyNice (@KittyNice) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 7 มกราคม 2561 / 15:01
    รอมานาน...จนไม่อยากรออีกต่อไป...อยากอ่านเป็นเล่มจบเลยจ้า
    #1162
    1
    • #1162-1 นวตา (@naughtyprincess) (จากตอนที่ 39)
      8 มกราคม 2561 / 21:10
      รออีกแป๊บ ได้อ่านฉบับรูปเล่มแน่นอนค่ะปีนี้ เก็บเงินรอก่อนนะ
      #1162-1
  12. #1161 ITSNOTFINE (@tannychanidapa) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 7 มกราคม 2561 / 14:12
    ไม่ชอบดอกไม้ที่มีกลิ่นค่ะ555แต่ชอบดอกเดซี่ไม่รู้ความหมายแต่น่ารักดี
    #1161
    1
    • #1161-1 นวตา (@naughtyprincess) (จากตอนที่ 39)
      8 มกราคม 2561 / 21:09
      ดอกเดซี่น่ารักจริงๆ ค่ะ แต่หายากนะคะนี่ชอบดอกไม้ที่ไม่มีกลิ่น
      #1161-1
  13. #1160 Papa24579 (@Papa24579) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 7 มกราคม 2561 / 13:42
    คนเห็นแก่ตัว ชิ!!! นายดวงอาทิตย์เอ๊ยยย
    #1160
    1
    • #1160-1 นวตา (@naughtyprincess) (จากตอนที่ 39)
      8 มกราคม 2561 / 21:08
      น่าแช่งให้ดับจริงๆ เลยเนอะ
      #1160-1
  14. #1159 Winsley A. Hermine (@Wawatsanuna) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 7 มกราคม 2561 / 13:29
    รู้สึกได้ว่าพี่ภากรจะมีอะไรๆซ่อนอยู่
    #1159
    1
    • #1159-1 นวตา (@naughtyprincess) (จากตอนที่ 39)
      8 มกราคม 2561 / 21:08
      มีความลับซ่อนอยู่ในใจ~ เพลงเก่าบ่งบอกอายุ
      #1159-1
  15. #1158 นวตา (@naughtyprincess) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 7 มกราคม 2561 / 13:15
    สวัสดีวันอาทิตย์ นวตามาส่งลูกจันกับน้องแฝดต่อค่ะ 
    #1158
    0