ตอนที่ 42 : บทที่ ๖ : หาความจริง [RE-UP]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7764
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 53 ครั้ง
    29 มี.ค. 61





บทที่ ๖ หาความจริง

ทันทีที่ปางสิตางศุ์ได้รับแจ้งข่าวจากพริ้งเพราว่า เกิดอะไรขึ้น หญิงสาวก็รีบตรงดิ่งกลับบ้านทันที เธอทั้งตกใจ ตื่นกลัว และโมโหเป็นอย่างมาก ไม่รู้ว่าภากรคิดอะไรกันแน่ แต่การที่เขากล้าใช้แผนหลอกล่อเธอ จับตัวพี่เลี้ยงและเอาตัวลูกสาวของเธอไปอย่างอุกอาจ แม้จะเพื่อซักถามไม่กี่นาทีก่อนส่งตัวเด็กน้อยกลับอย่างปลอดภัยก็ตาม แต่เธอรู้สึกไม่ชอบใจกับเหตุการณ์นี้มาก เขาคิดว่าตัวเองเป็นใคร ใหญ่คับฟ้ามาจากไหน มีสิทธิอะไรถึงมาเอาตัวลูกเธอไปแบบนั้น

“คุณแม่ขา กลับมาแล้วหรือคะ”!

เด็กหญิงพรพระจันทร์วิ่งออกมาต้อนรับเธอด้วยอาการร่าเริงเช่นเคย ในขณะที่เด็กชายตะวันเดินตามออกมาด้วยท่าทางงัวเงีย หาวหวอด อย่างคนเพิ่งตื่นนอน

“กลับช้าจังฮะ”

ถึงเด็กทั้งสองจะดูไม่มีอาการผิดปกติอะไร แต่คนเป็นแม่ก็อดห่วงไม่ได้ เธอรีบพลิกตัวลูกน้อยทั้งสองตรวจดูอยู่หลายนาทีเพื่อให้แน่ใจว่า ไม่มีใครบาดเจ็บตรงไหน โดยเฉพาะกับจันทร์เจ้าที่โชคไม่ดี ถูกผู้ชายคนนั้นพาตัวไป ใครจะรู้ว่า เขาทำอะไรน่ากลัวกับลูกเธอได้บ้าง

“จันทร์เจ้า ลูกเจ็บตรงไหนหรือเปล่าจ๊ะ”

“จันทร์เจ้าไม่เจ็บค่ะ”

“ผู้ชายคนนั้นทำร้ายลูกหรือเปล่า บอกแม่มาซิ”

“ไม่ค่ะ คุณลุงใจดีกับจันทร์เจ้ามากๆ คุณลุงเป็นเพื่อนกับคุณหมีด้วย เราเล่นกับคุณหมีด้วยกัน สนุกมากเลยค่ะ”

แม้จะไม่เข้าใจเรื่องคุณหมีที่บุตรสาวพูด แต่ความจริงที่ว่าฝ่ายนั้นพยายามเข้ามาตีสนิทกับจันทร์เจ้า ทำให้เธอเป็นกังวลมาก เพราะภากรคงเข้ามาเพื่อค้นหาคำตอบในสิ่งที่เขาอยากรู้ ในเมื่อค้นหาจากผู้ใหญ่ไม่ได้ การหาคำตอบเอาจากเด็ก ที่เปรียบเสมือนผ้าขาว โกหกไม่เป็น คงเป็นเรื่องง่ายกว่า และเมื่อสอบถามจากลูกในเรื่องนี้ว่าคุยอะไรกันบ้าง ก็ได้ความว่า เขามาเพื่อจุดประสงค์นี้จริงๆ เสียด้วย

ชื่อ อายุ และวันเกิด!

เขาคงไม่อยากรู้เรื่องเหล่านี้หรอก หากไม่ต้องการนำไปวิเคราะห์หาคำตอบบางอย่าง พอคิดได้อย่างนั้น ปางสิตางศุ์ก็ระงับอารมณ์แทบไม่ไหว แค่เขาเข้ามาในชีวิตเธออีกครั้งในฐานะเจ้านายก็น่าอดสูมากพอแล้ว เธอไม่ได้ต้องการให้เขาเข้ามายุ่มย่ามในฐานะอื่นด้วย อย่างที่เธอเฝ้าบอกลูกๆ มาตลอดนั่นล่ะ พ่อของพวกเขา ตายไปตั้งนานแล้ว เธอไม่ได้หวังจะเรียกร้องหาความรับผิดชอบอะไรจากคนที่ตายไปแล้วหรอก

พอคิดได้อย่างนั้นหญิงสาวก็ยืดตัวลุกขึ้น คว้ากระเป๋าสะพายมาคล้องแขน อย่างเตรียมพร้อมจะออกไปข้างนอกทันที พอเห็นอาการรีบร้อนเช่นนั้น พริ้งเพราก็เอ่ยปากถามอย่างเป็นห่วง

“นี่ก็ค่ำมืดแล้ว คุณลูกจันจะออกไปไหนอีกหรือคะ”

“ไปสถานีตำรวจค่ะ”

แม้แต่พริ้งเพราก็ยังตกใจเมื่อได้ฟัง

“คุณจะไปทำอะไรที่นั่นหรือคะ”

“ไปแจ้งความค่ะ ผู้ชายคนนั้นควรจะได้รับบทเรียนเสียบ้าง ไม่ใช่คิดอยากจะจับใครไปทำอะไรที่ไหนก็ได้ตามใจชอบ ทำตัวเหมือนพวกเหมือนพวกมาเฟียไม่มีผิด คิดว่าตัวเองเป็นหัวหน้าแก๊งอะไรหรือยังไง น่ารังเกียจที่สุด ไม่เกรงกลัวกฎหมายเลย ป้าพริ้งเองก็ควรจะไปกับลูกจันด้วยนะคะ พาเด็กๆ ไปด้วย จะได้เป็นพยานให้กันได้”

“มันรุนแรงเกินไปหรือเปล่าคะ” พริ้งเพราดูมีท่าทีลังเล คงจะเกิดสงสารอีกฝ่ายขึ้นมา

“ถ้าป้าคิดว่าวิธีที่ลูกจันกำลังทำอยู่ เป็นวิธีที่รุนแรงล่ะก็ แล้วเขาล่ะคะ เพื่อสนองความอยากรู้อยากเห็นของตัวเอง เล่นพาตัวลูกสาวคนอื่นไปแบบนี้ ไม่สนใจว่าเด็กจะรู้สึกยังไง จะตกใจกลัวแค่ไหน ทั้งหมดนี้ไม่ใช่วิธีที่รุนแรงกว่าหรือคะ”

พริ้งเพราถอนหายใจเฮือกใหญ่

“ป้าเข้าใจนะว่า สิ่งที่คุณภากรทำอาจจะไม่ถูกต้อง ป้าเองก็ไม่เห็นด้วย แต่ป้าไม่อยากให้คุณทำถึงขั้นนี้เลย ใจเย็นๆ ก่อนเถอะค่ะ แค่เตือนเขาว่าอย่าทำแบบนี้อีกก็น่าจะพอ ยังไงก็คนเคยระ...เอ่อ” หญิงชรายั้งคำพูดตัวเองไว้แค่นั้นเพราะเกรงว่าอีกฝ่ายจะอารมณ์เสียมากขึ้น “ป้าหมายถึง เคยรู้จักกันน่ะค่ะ ค่อยพูดค่อยจากันดีกว่า”

“แค่เตือน? จะมีอะไรมารับประกันล่ะคะว่า เขาจะไม่ทำเรื่องแบบนี้อีก”

“ถึงตอนนั้น เราค่อยไปแจ้งความก็ได้นี่คะ”

ปางสิตางศุ์นิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ คงกำลังครุ่นคิดหาเหตุผลมาหักล้างอยู่ แต่ในที่สุดเธอก็ตัดสินใจได้ว่า ควรจะลองเชื่อคำแนะนำของผู้ใหญ่อย่างพริ้งเพราดูก่อน

“ก็ได้ค่ะ คราวนี้จะยอมให้สักครั้ง แต่ถ้าเขายังทำแบบนี้กับป้าพริ้งกับเด็กๆ อีกล่ะก็ เรื่องไม่จบแค่การเตือนแน่”

ปางสิตางศุ์จบประเด็นดังกล่าวด้วยอารมณ์ไม่สู้ดี ก่อนจะหันไปทางบุตรสาวเพื่อเรียกเธอมาอบรม

“จันทร์เจ้า มานี่หน่อยลูก”

“ขา~คุณแม่”

“ผู้ชายคนนั้น คนที่พาตัวลูกไป ต่อไปนี้ลูกอย่าเข้าไปใกล้เขาอีกนะ”

“ทำไมล่ะคะ”

“เพราะเขาเป็นคนไม่ดีน่ะสิ...ตะวันด้วยนะจ๊ะ ลูกต้องระวัง อย่าไปใกล้คนแปลกหน้า รับปากแม่สิ” ว่าแล้วก็หันไปทางบุตรชายเพื่อกำชับในเรื่องนี้ด้วย ซึ่งก็ได้ผลดีเพราะเขาพยักหน้ารับอย่างว่าง่ายโดยไม่อิดออดอะไรสักคำ ตรงกันข้ามกับน้องสาวที่โต้ขึ้นมาอย่างไม่เชื่อฟังง่ายๆ

 “คุณลุงคนนั้นเป็นคนดี” เด็กหญิงยืนยันหนักแน่น “คุณลุงเป็นเพื่อนกับคุณแม่ เป็นเพื่อนกับคุณหมีด้วย คนไม่ดีเป็นเพื่อนกับคุณหมีไม่ได้หรอกค่ะ!

“จันทร์เจ้า” คุณแม่ยังสาวอดไม่ได้ที่จะเอ็ดลูกเสียงเข้ม “แม่ไม่รู้ว่า ผู้ชายคนนั้นพูดอะไรกับลูกบ้าง เขาอาจจะหลอกล่อลูกด้วยเรื่องคุณหมีอะไรนี่ แต่สิ่งที่เขาพูดเป็นเรื่องโกหก เขาไม่ใช่เพื่อนของแม่”

 “ถ้าไม่ใช่เพื่อน แล้วคุณลุงเป็นอะไรกับคุณแม่คะ”

ปางสิตางศุ์ชะงักไปกับคำถามของลูก ภากรเป็นอะไรกับเธอน่ะหรือ ครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นครึ่งหนึ่งของชีวิต เป็นหัวใจของเธอ แต่นั่นมันก่อนที่เขาจะทำลายหัวใจเธอจนแหลกละเอียด ทำลายทุกอย่างในชีวิตของเธอด้วยความมักมาก ไม่รู้จักพอของเขา

“เขาจะเป็นอะไรได้ นอกจากคนไม่ดีอย่างที่คุณแม่บอก” ตะวันออกความเห็นมาจากมุมห้อง “คุณแม่ไม่เป็นเพื่อนกับคนไม่ดีหรอก และผมก็เกลียดคนไม่ดีด้วย”

เป็นอีกครั้งแล้วที่บุตรชายของเธอ ออกความเห็นได้ตรงใจเธอดีเสียจริง ราวกับล่วงรู้ความในใจเธออย่างไรอย่างนั้น

“อย่างที่พี่ตะวันพูดนั่นแหละจ้ะ ผู้ชายคนนั้นเป็นแค่คนไม่ดี เขาไม่ได้เป็นอะไรกับแม่ทั้งนั้น ถ้าจะเป็น...” เธอหยุดเว้นช่วงอย่างเจ็บแค้น  “ก็เป็นได้แค่ศัตรู”

“ศัตรูคืออะไรคะ?

แต่หญิงสาวไม่มีเวลาพอจะตอบคำถามของลูก เพราะในวินาทีถัดมา เสียงกริ่งที่หน้าประตูก็ดังขึ้น

ใครกันที่มาในเวลาแบบนี้ หรือว่าจะเป็น...?!

 “เดี๋ยวก่อนค่ะ ป้าพริ้ง” เชฟสาวยกมือขึ้นห้าม เมื่อป้าพี่เลี้ยงตั้งใจจะเปิดประตูตามปกติ หากเป็นก่อนหน้านี้ เธอคงจะไม่คิดระแวงนัก ทว่าตั้งแต่ภากรพยายามขุดคุ้ยชีวิตส่วนตัวของเธอ มันทำให้เธอต้องระวังตัวมากกว่าเดิม ใครจะรู้ว่า แขกผู้มาเยือนอาจเป็น ศัตรูที่ว่านั่นก็ได้

“ขอลูกจันดูก่อนนะคะว่าใคร” พูดแล้วก็ขยับไปแง้มผ่าม่านเปิดออกเล็กน้อยเพื่อตรวจสอบดูว่าแขกเป็นใคร และก็อย่างที่คาด ทันทีที่เห็นใบหน้าคมๆ ของท่านประธานหนุ่ม และสบตากับเขาชั่ววินาที ยังไม่ทันที่อีกฝ่ายจะได้พูดอะไรเลยด้วยซ้ำ เธอก็รูดผ้าม่านปิดฉับทันที

“ใครมาหรือคะ” พริ้งเพราเอ่ยถาม แต่ปางสิตางศุ์ก็เพียงไหวไหล่ปฏิเสธ

“ไม่มีใครเลยค่ะ สงสัยจะเป็นพวกมือบอน กดกริ่งแกล้งเฉยๆ” ว่าแล้วก็ตวัดสายตาไปยังนาฬิกาแขวนผนังในห้อง “นี่ก็ดึกแล้วค่ะ เราพาเด็กๆ เข้านอนกันดีกว่า พรุ่งนี้วันหยุดมีอะไรต้องทำอีกเยอะ ไหนจะต้องไปจ่ายตลาดอีก”

“อ้อ พรุ่งนี้คุณเหมจะบินกลับไทยแล้วใช่ไหมคะ เขาคงคิดถึงอาหารฝีมือของคุณน่าดูเลย” หญิงชราคลายยิ้มเอ็นดู เมื่อกล่าวถึงชายหนุ่มอย่างเหมรัชต์ เพราะหล่อนเองก็ทราบดีว่า เขามาเทียวไล้เทียวขื่อคุณหนูของหล่อนนานหลายเดือนแล้ว เป็นผู้ชายที่ครบเครื่องทั้งหน้าตา กิริยามารยาท และอาชีพการงาน หล่อนเองก็อยากให้ปางสิตางศุ์รีบเปิดใจและยอมรับเขาไว้เป็นคนสำคัญเสียที เพราะเท่าที่เห็น เหมรัชต์ก็ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร “คุณเหมนัดไว้ว่าจะมากี่โมงคะ”

“เห็นบอกว่าตอนค่ำๆ น่ะค่ะ”

ปางสิตางศุ์ตอบคำถามแม่บ้านด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ก่อนแยกย้ายไปทำกิจวัตรประจำวัน ส่งเด็กๆ เข้านอนตามปกติ ภากรไม่ได้กดกริ่งซ้ำอีกก็จริง แต่เขายังไม่ยอมไปไหน ประมาณตีสองกว่าที่ปางสิตางศุ์ลุกขึ้นมาเข้าห้องน้ำ และแอบมองลอดผ่านช่องหน้าต่างชั้นบนลงไปอีกครั้ง เธอก็ยังเห็นชายหนุ่มยืนปักหลักอยู่ที่เดิม จวบจนกระทั่งฟ้าเกือบสางนั่นล่ะ จึงยอมจากไปได้เสียที โชคยังดีที่เธอไม่ต้องถึงขั้นออกไปตะโกนไล่อย่างที่คิดไว้

หากเป็นเมื่อก่อน เธออาจจะนึกซาบซึ้งในความพยายามของเขาอยู่หรอก แต่ในตอนนี้ ตอนที่เธอตาสว่างแล้ว การกระทำของเขาไม่ได้สร้างความน่าประทับใจให้เธอเลย นอกเสียจากความสมเพช เพราะเธอรู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมมนุษย์มากขึ้น ทั้งหมดก็แค่การเสแสร้งทั้งนั้น เขาอาจจะมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น ความรู้สึกผิด หรืออะไรก็ตามที แต่เธอจะไม่หลงกลผู้ชายอย่างเขาอีกเป็นครั้งที่สอง!

 

 

รุ่งเช้าปางสิตางศุ์ พริ้งเพราและเด็กๆ ออกไปจ่ายตลาดตั้งแต่เช้าตรู่ ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะต้องเตรียมการทำอาหารมื้อใหญ่ต้อนรับเหมรัชต์ และอีกส่วนหนึ่งซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญยิ่งกว่านั้น การออกไปตั้งแต่ไก่ยังไม่ทันโห่ ซื้อหาของที่ต้องการแล้วรีบกลับบ้าน ช่วยลดความเสี่ยงที่จะเผชิญหน้ากับภากรที่อาจจะมาดักรอเธออีก ต่อให้ที่บริษัทฯ จะหลบเลี่ยงยาก แต่มันคงดีกว่า เธออยากจะยืดเวลาเจอคำถามน่ากวนใจออกไปอีกสักหน่อย

“กลิ่นหอมจังเลย คุณลูกจันทำอะไรอยู่หรือคะ”

พริ้งเพราตามกลิ่นหอมของอาหารเข้ามาถึงในครัว วางมือจากการหั่นผักใส่ตะกร้า แล้วชะโงกหน้ามาดูเมนูในหม้อที่ปางสิตางศุ์กำลังตั้งหน้าตั้งตาเคี่ยวคนอยู่

“กำลังทำต้มจิ๋ว[6]อยู่น่ะค่ะ คราวก่อนที่คุณเหมเคยมาทานอาหารที่บ้านเรา เขาติดใจกับเมนูนี้มาก ถึงกับขอเติมซ้ำหลายถ้วยเลย เลยคิดว่าคราวนี้จะทำให้ทานอีก”

“อ้อ คุณเหมต้องชอบแน่เลยค่ะ ก็คุณตั้งใจทำให้เขาสุดฝีมือขนาดนี้แล้ว ว่าแต่ของหวานล้างปากล่ะคะ เป็นอะไร”

“ลูกจันคิดเอาไว้ว่า จะทำขนมโค[7] เพราะวัตถุดิบน้อย ทำง่าย ใช้เวลาไม่นาน เจ้าตัวเล็กก็ชอบทานด้วยค่ะ”

และเนื่องจากอาหารที่เตรียมไว้ให้แขกหนุ่มมีหลายเมนู ปางสิตางศุ์และพริ้งเพราจึงหมดเวลาไปกับการทำอาหารเหล่านั้นเสียหลายชั่วโมง พอเสร็จจากอาหารคาว ปางสิตางศุ์จึงให้หญิงชราไปพักผ่อนและเล่นกับเด็กๆ บนห้องข้างบน ส่วนตัวเองรับหน้าที่ทำขนมหวานต่ออย่างที่ตนถนัด

หญิงสาวจัดการเทแป้งข้าวเหนียวใส่ในอ่างผสม ตามด้วยน้ำลอยดอกมะลิ แล้วจึงค่อยๆ นวดแป้งให้เข้ากันจนเหนียวนุ่ม พักแป้งทิ้งไว้เล็กน้อย แล้วจึงแบ่งส่วนแป้งมาผสมสีต่างๆ ทั้งสีขาวธรรมชาติ สีเขียวจากใบเตย และสีฟ้าอ่อนที่ได้จากการแช่ดอกอัญชันในน้ำร้อน ได้สีที่ต้องการครบถ้วนแล้วจึงพักแป้งไว้อีกรอบ ในระหว่างที่รอน้ำในกระทะทองเดือดได้ที่ ก็มาจัดการห่อตัวขนม โดยนวดแป้งเป็นก้อนกลมเล็กสอดไส้ด้วยน้ำตาลโตนดหั่นแว่น อย่างไรก็ตาม ยังไม่ทันจะได้นำตัวขนมที่ห่อเรียบร้อยแล้วลงต้ม เสียงกริ่งที่หน้าประตูก็ดังขึ้นเสียก่อน ทำให้แม่เชฟสาวต้องรามือจากงานที่ทำ ปิดเตาแก๊ส และออกไปตรวจดูว่าแขกคนใดที่มาเยือน

เธอภาวนาให้แขกคนนั้นไม่ใช่ภากร และไม่ใช่เหมรัชต์ที่มาก่อนเวลาด้วย ไม่ใช่เพราะนึกรังเกียจ แต่เพราะเธอยังเตรียมการต้อนรับเขาไม่เสร็จดี

ปางสิตางศุ์เอื้อมมือไปแง้มผ้าม่านแอบเปิดดูเหมือนอย่างเคย แขกที่ยืนอยู่ด้านนอกไม่ใช่หนึ่งในสองหนุ่มที่เธอกำลังกังวลอยู่ อันที่จริงไม่ใช่ใครที่เธอรู้จักด้วยซ้ำ เด็กชายคนหนึ่ง กำลังยืนร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่หน้าประตูบ้าน

เด็กหลงทางหรือ?

ด้วยความเป็นแม่ พอเห็นเด็กน้อยออกอาการน่าสงสารเช่นนั้นแล้ว หญิงสาวก็ใจอ่อน ไม่รอช้าเลยที่จะเปิดประตูออกไปหาเด็กคนนั้นทันที

“เกิดอะไรขึ้นหรือจ๊ะ หนูร้องไห้ทำไม เจ็บตรงไหนมาหรือเปล่า หรือว่าหลงทางกับพ่อแม่มา บอกน้าสิจ๊ะ น้าจะช่วยหนูเองนะ”

เธอยอบตัวลงไปสอบถามเด็กคนนั้น แต่อีกฝ่ายไม่ยอมพูดอะไรกับเธอเลย จนเธอคิดว่า เด็กอาจยังมีอาการตื่นกลัวอยู่ จึงไม่สามารถอธิบายอะไรกับเธอก็ได้ แต่ไม่ใช่เลย เพราะในอีกไม่กี่วินาทีถัดมา เด็กคนที่กำลังร้องไห้จ้าเมื่อครู่ ก็เงยหน้ายิ้มเผล่ใส่เธอหน้าตาเฉย

“ขอโทษนะฮะคุณน้า แต่ผมไม่ได้เป็นอะไรหรอกฮะ”

“เอ๊ะ?

“คุณลุงคนนี้เขาให้ผมช่วยเรียกคุณน้าออกมา แล้วจะให้ค่าขนมผมน่ะฮะ”

ปางสิตางศุ์แทบหยุดหายใจ เมื่อคุณลุงที่ว่าโผล่พรวดออกมาจากข้างตึก

“คุณภากร!

“คิดไว้ไม่ผิด ยังใจดีกับเด็กๆ เหมือนเคยเลยนะ ลูกจันของพี่”

“นี่....คุณ!” คนใจดีกับเด็กหน้าชา มองตามร่างของเด็กตัวแสบที่โบกมือลาและเผ่นแผล็วไปแล้วพร้อมค่าขนมงามๆ อย่างเจ็บใจ ก่อนจะหันมาทางคนเจ้าแผนการอย่างเอาเรื่อง “กล้าดียังไงคะ มาหลอกกันแบบนี้ สนุกนักหรือไง”

“ไม่ได้สนุกหรอก แต่ถ้าไม่ทำแบบนี้ น้องก็จะไม่ยอมออกมาคุยกับพี่สักที”

“ตอนนี้ฉันยุ่งมากและไม่มีอะไรจะคุยกับคุณหรอกค่ะ เชิญคุณกลับไปได้แล้ว” เธอกล่าวอย่างฉุนเฉียว และรีบหันหลังเข้าบ้านทันที แต่ไม่สามารถปิดประตูหนีได้ดังใจ เพราะชายหนุ่มยื่นแขนมาสอดงัดเอาไว้ อย่างไม่กลัวว่าเธอจะออกแรงกดบานประตูจนหนีบแขนเขาบาดเจ็บเพียงใด

 “เลิกหลบหน้าพี่ได้แล้ว ออกมาคุยกันให้รู้เรื่อง เรามีเรื่องต้องคุยกันยาว”

ดวงตาเข้มที่จ้องสบนิ่งอย่างแน่วแน่นั้นเป็นสิ่งที่ยืนยันชัดว่า เขาจะไม่ยอมถอยจากตรงนี้แน่ ต่อให้เธอใช้แรงทั้งหมดผ่านบานประตูหนีบแขนเขาจนขาดเสียตรงนี้ เขาก็คงหาได้ยี่หร่ะไม่ ตราบใดที่ยังไม่ได้คำตอบที่อยากรู้กลับไป

พอเห็นอย่างนั้น หญิงสาวเลยจำใจรามือจากประตู ไม่ใช่เพราะยอมแพ้ แต่ถ้าไม่ทำอย่างนี้แล้วเขาก็ไม่เลิกตามตื๊อเธอเสียที

“ก็ได้ค่ะ ทุกเรื่องที่คุณอยากรู้ ฉันจะตอบให้หมด แต่ต้องไม่ใช่ในบ้านของฉัน เราไปคุยกันที่อื่นดีกว่า”

เมื่อภากรพยักหน้าตกลงแล้ว เธอจึงตามเขาไปด้านนอก ในตอนแรกเขาเสนอให้ไปคุยกันที่ร้านอาหารหรือร้านกาแฟ แต่เพราะไม่อยากทำให้เรื่องมันยุ่งยากและเสียเวลานานโดยไม่จำเป็น ครั้นจะคุยกันข้างถนนก็เกรงว่า คนอื่นอาจจะได้ยิน เธอจึงเสนอให้คุยกันในรถของเขาที่จอดอยู่หน้าทาวเฮาส์ของเธอนั่นล่ะ เป็นส่วนตัวดี ทว่าหากมีอะไรที่เกินจะรับมือ เธอก็ยังมีโอกาสร้องขอความช่วยเหลือจากคนผ่านไปผ่านมาได้

“เมื่อวานคุณก็พาตัวลูกสาวฉันมาสอบปากคำในนี้สินะ” หญิงสาวเปิดฉากสนทนาด้วยคำประชดประชัน ความจริงที่เขารุกหาคำตอบอย่างอุกอาจสร้างความไม่พอใจให้เธอมาก “ฉันไม่รู้ว่าคุณคิดอะไร แต่คุณไม่ควรพาลูกสาวฉันไปไหนต่อไหนตามใจชอบ เธอยังเด็กมาก และคงตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะคุณเป็นคนแปลกหน้าสำหรับเธอ ฉันคงไม่ต้องบอกซ้ำใช่ไหมว่า สิ่งที่คุณทำมันผิดกฎหมาย และฉันสามารถเอาเรื่องคุณได้เลย”

“พี่รู้ พี่เองก็ไม่ได้สบายใจเลยที่ต้องทำแบบนี้ แต่เพราะมันจำเป็น”

แม้จะไม่เชื่อว่า อีกฝ่ายรู้สึกผิดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ แต่หญิงสาวก็ยอมจะปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปสักครั้งตามที่รับปากไว้กับพริ้งเพรา

“ครั้งนี้ฉันจะยกให้สักครั้ง แต่ถ้าคุณทำแบบนี้กับลูกสาวฉันอีก ฉันจะเดินหน้าเอาเรื่องคุณให้ถึงที่สุด เข้าใจไว้ด้วยนะคะ”

 “คำก็ลูกสาวของฉัน สองคำก็ลูกสาวของฉัน พี่ถามจริงๆ เถอะ เด็กคนนี้ ไม่สิ เด็กแฝดสองคนนี้ ทั้งตะวันและจันทร์เจ้า เกิดมาจากน้องคนเดียวหรือยังไง”

เป็นคำถามที่ทำเอาปางสิตางศุ์ต้องชะงัก ไม่ใช่เพียงที่เขารู้ว่าเธอมีลูกแฝด แต่การที่เขารู้ข้อมูลแม้กระทั่งชื่อของเด็กๆ ด้วย ทำให้เธอรู้สึกไม่ปลอดภัย แม้จะเตรียมใจมาบ้างแล้วก็ตาม แต่พอถึงเวลาจริง มันกลับไม่ง่ายเลย ที่จะฉาบความเฉยชาบนใบหน้า ทั้งๆ ที่ในใจหวาดวิตกจนแทบคลั่ง

“คุณพูดอย่างนี้ หมายความว่ายังไง”

ภากรเงียบไป ชั่วอึดใจหนึ่งที่มีแต่ความเงียบงันล่องลอยในบรรยากาศ และแล้วเขาก็ตัดสินใจเอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง เป็นคำถามช้าชัดที่มาพร้อมกับดวงตาคมๆ ที่จ้องสบนิ่งลึกเข้าไปในดวงตาของเธออย่างหมายจะค้นหาความจริง

 “พี่ถามตรงๆ นะ เด็กสองคนนี้ พวกเขาเป็นลูกของพี่ใช่ไหม”

ปางสิตางศุ์นิ่งอึ้ง ลำคอแทบจะตีบตัน ความกังวลและหวาดกลัวแล่นพล่านไปทั้งร่าง พอตั้งสติได้ก็ข่มอารมณ์ตอบกลับเสียงแข็ง

“ไม่ใช่ค่ะ” เธอตอบกลับอย่างรวดเร็ว “นี่น่ะหรือสิ่งที่คุณอยากจะถามจากฉันให้ได้ ฉันไม่รู้หรอกนะว่าคุณไปได้ยินอะไรมา แต่คุณกำลังเข้าใจผิด เพราะเด็กสองคนนี้ ไม่ใช่ลูกของคุณแน่นอน พวกเขาเป็นลูกของฉันกับ...”

“สามีของน้องที่ชื่อ อรรถพลใช่ไหม” ชายหนุ่มช่วยต่อให้ “แปลกดีนะ ตะวันกับจันทร์เจ้า...น้องเอาชื่อที่เคยตั้งกับพี่ มาตั้งให้ลูกๆ ที่เกิดกับคนรักใหม่แบบนี้ก็ได้ด้วยหรือ?

คนถูกหาว่าแปลกชะงักไปอย่างแปลกใจตัวเองเหมือนกัน นั่นสิ เธอไม่รู้ว่าเหตุใดเธอจึงตั้งชื่อเด็กๆ แบบนี้ อาจเป็นเพราะเธอ ไม่รู้สึกอะไรอีกแล้วกระมัง ชื่อเป็นเพียงคำเรียกขาน เป็นเพียงคำที่เธอตั้งตามความต้องการ ไม่ใช่เพื่อยึดโยงใครในอดีต ไม่ใช่...อย่างแน่นอน เมื่อคิดหาเหตุผลได้อย่างนั้นเธอจึงตอบกลับไป

 “ชื่อที่มีความหมายสื่อถึงอาทิตย์และดวงจันทร์ เป็นชื่อที่ฉันชอบเป็นการส่วนตัวอยู่แล้ว เพราะมีความหมายที่สอดคล้องกับฉัน ฉันไม่ได้ตั้งชื่อลูกเพียงเพราะเห็นว่า มันเป็นชื่อที่เคยคิดไว้กับใคร คุณอย่าโมเม คิดเข้าข้างตัวเองดีกว่า มันก็จริงอย่างที่คุณบอกนั่นแหละ ไม่มีเหตุผลอะไรที่ฉันต้องตั้งชื่อลูกตามคนรักเก่าหรอกค่ะ”

น้ำเสียงของเธอนั้นช่างเย็นชาจนทำให้ภากรอดใจหายไม่ได้ แม้จะรู้ดีว่า เธอเกลียดเขาแค่ไหน แต่เขากลับหยุดตัวเองไม่ได้สักที

“ถ้าอย่างนั้นเรื่องอายุของเด็กแฝดคู่นี้ล่ะ น้องจะตอบพี่ว่ายังไง เด็กสองคนนี้อายุเท่าไร”

“สี่ขวบค่ะ”

“สี่ขวบ กี่เดือน” ภากรรุกหนักด้วยคำถาม

“จะกี่เดือน คุณจะสนใจอยากรู้ไปทำไม”

เมื่อเห็นว่าสาวเจ้ายังยืนกรานที่จะไม่ตอบคำถามเขา ชายหนุ่มจึงช่วยแถลงไขให้เสียเลย จะได้รู้กันเสียทีว่า เขาเองก็เตรียมข้อมูลมาเช่นกัน

 “พวกเด็กๆ อายุสี่ขวบกับอีกหกเดือน ข้อมูลนี้ถูกต้องใช่ไหม”

ปางสิตางศุ์ขบริมฝีปาก คงจะไม่ได้ชอบใจนักที่ถูกรุกไล่ แต่ก็พยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้

“ใช่ค่ะ พวกเขาอายุสี่ขวบกับอีกหกเดือน แล้วมันทำไมหรือคะ?

“ไม่ทำไมหรอก แต่ในเมื่อรู้อายุชัดเจนขนาดนี้ เด็กๆ จะเป็นลูกของอรรถพลได้ยังไง มันไม่เมคเซนส์ เพราะช่วงเวลานั้นเราคบกันอยู่ มันมีความเป็นไปได้สูง ที่เด็กๆ จะเป็นลูกของพี่”

“เพ้อเจ้อกันไปใหญ่ มันไม่มีความเป็นไปได้อะไรทั้งนั้นหรอกค่ะ”

“ทำไมจะเป็นไปไม่ได้ ก็ในเมื่อตอนนั้นพี่ไม่ได้...”

 “คุณภากร ฉันจะบอกอะไรคุณไว้อย่างนะ” เธอตัดบทอย่างไม่ต้องการให้เขารื้อฟื้นบทรักวาบหวามอะไรขึ้นมาอีก “ตอนนั้นคุณไม่ใช่ผู้ชายคนเดียวที่ฉันคบ ฉันกับคุณอรรถแอบคบกันมานานแล้ว และเขานี่ล่ะที่เป็นพ่อของลูกฉัน ทีนี้หยุดจินตนาการได้หรือยังคะ”

แต่ปางสิตางศุ์ก็ต้องผิดหวัง แม้จะสวนกลับอย่างแสบสัน หวังเพียงยุติประเด็นนี้ให้เร็วที่สุด ภากรก็ยังไม่ยอมรามือง่ายๆ ยังคงกล่าวด้วยน้ำเสียงแน่วแน่

“พี่ไม่เชื่อ”

“ไม่เชื่อ?

“ใช่ พี่ไม่เชื่อ ถ้าน้องกำลังจะบอกว่า น้องคบผู้ชายคนอื่นซ้อนในระหว่างที่คบกับพี่อยู่จนตั้งท้องล่ะก็ มันไม่จริงหรอก น้องไม่ใช่คนแบบนั้น”

“คุณยังไม่รู้จักฉันดีพอหรอกค่ะ ในเมื่อคุณเองยังทำได้ ทำไมฉันจะทำบ้างไม่ได้...เรื่องทรยศคนรักตัวเองน่ะ รู้ไว้ด้วยว่า ฉันถนัดเรื่องพวกนี้เสียยิ่งกว่าคุณเสียอีก หมดธุระแล้วใช่ไหมคะ ถ้าหมดแล้ว ฉันขอตัว!” เธอโต้กลับเผ็ดร้อน แม้ดวงตาคมๆ ของคู่สนทนาจะไหววูบเปลี่ยนไป แต่เธอไม่มีเวลาพอจะมาสนใจหรือกระทั่งแปลความหมายในอาการของเขา ครั้นพอเขาพยายามเอื้อมมือมารั้งเธอเอาไว้ เธอก็สะบัดอย่างแรง ก่อนจะรีบลงจากรถ ตั้งใจจะกลับเข้าบ้านให้เร็วที่สุด แต่ภากรไวกว่าเธอมาก ยังไม่ทันได้ขยับไปไหนไกล คนตัวโตก็ไล่ตามเธอทัน พร้อมข้อมือบางที่ถูกฉวยจับไว้มั่น

“ทำไมถึงพูดกับพี่แบบนี้ ลูกจัน!

“ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ คุณภากร!

แต่เศรษฐีหนุ่มดูจะไม่สนใจคำร้องขอของเธอ ยิ่งเธอพยายามออกแรงสะบัดมากเท่าไร ภากรกลับยิ่งออกแรงบีบข้อมือเธอแน่นมากขึ้น ในขณะที่นัยน์ตาของผู้ฉุดรั้งเธอไว้นั้นเต็มไปด้วยความโกรธขึ้งระคนรวดร้าวอย่างที่สุด

ความรวดร้าวงั้นหรือ ดูท่าเธอคงจะพูดแทงใจดำเขามาก ไม่รู้หรอกว่ามันเป็นเพียงละครเสแสร้งหรือไม่ แต่ต่อให้จริง คนสารเลวอย่างเขาไม่ควรได้รับสิทธิที่จะรู้สึกอย่างนั้น เพราะที่เขารู้สึกนั้น...

ยังเจ็บไม่ถึงเศษเสี้ยวที่เธอเคยเจ็บเลยด้วยซ้ำ!

ปางสิตางศุ์กังวลว่า ตัวเองอาจต้องยื้อยุดฉุดกระชากกับภากรอยู่อย่างนั้นไปอีกพักใหญ่ เธอจึงคิดจะตะโกนขอความช่วยเหลือจากคนบริเวณนั้น อย่างไรก็ตาม ยังไม่ทันได้ทำเช่นนั้น อุ้งมือหนาของชายหนุ่มคนหนึ่งที่ก้าวฉับตรงมาขวางก็กดลงบนท่อนแขนของภากรเสียก่อน พร้อมด้วยน้ำเสียงเข้มๆ ที่ทวงถามขึ้นอย่างพร้อมจะเอาเรื่องได้ทุกเมื่อ

“ผู้หญิงเขาบอกให้ปล่อย ไม่ได้ยินหรือยังไงครับ!

เจ้าของเสียงอันคุ้นหู ทำให้หญิงสาวต้องเงยหน้าขึ้นมอง และก็ต้องแปลกใจเมื่อวีรบุรุษผู้นั้นคือใคร

“คุณเหม!

นวตา

บ่วงบริมาสวางแผงแล้วตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป หรือสั่งซื้อบ่วงบริมาสกับทางสนพ.ได้ทางลิงค์ข้างล่างค่ะ  ฝากอุดหนุนเจ้าแฝดกันเยอะๆ น้า 

https://goo.gl/TZRoV4



ในรูปแบบ E-Books ก็มาแล้วนะ โหลดกันได้เลยค่ะ





[6] ต้มจิ๋วหรือต้มจิ่ว เป็นอาหารไทยโบราณ เป็นต้มรสเผ็ดร้อน เค็มนำเปรี้ยว ใส่ใบโหระพา หอมหัวใหญ่ นิยมต้มกับเนื้อวัวที่ติดเอ็นหรือเนื้อน่องลาย ใส่อบเชย มันฝรั่งหรือมันเทศ มะเขือเทศ โรยหอมเจียว ลักษณะคล้ายซุปหางวัวหรือต้มแซ่บแต่รสอ่อนกว่า



[7] ขนมโค เป็นขนมพื้นบ้านทางภาคใต้ ลักษณะภายนอกคล้ายขนมต้มขาวของทางภาคกลาง  แต่จะแตกต่างกันที่ไส้ด้านใน  โดยไส้ของขนมต้มขาวนั้นจะทำจากมะพร้าวทึนทึกขูดเป็นเส้นผัดกับน้ำตาลมะพร้าว  ในขณะที่ไส้ของขนมโคนั้นจะเป็นน้ำตาลแว่นที่ทำจากตาลโตนดหั่นเป็นชิ้นเล็ก



ท่านประธานช่างพยายามจริ๊ง รุกหนักขึ้นทุกที ก่อนที่ลูกจันจะจนมุม ว้ายๆ ฮีโร่ขี่ม้าขาวก็โผล่มาแล้วค่า คุณเหมหล่อมากนาทีนี้ เขาจะช่วยเหลือลูกจันจากสถานการณ์นี้ได้หรือเปล่า อย่าลืมติดตามในบทต่อไปค่ะ

กดไลค์แฟนเพจเพื่อพูดคุยและติดตามข่าวสารก่อนใคร


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 53 ครั้ง

1,942 ความคิดเห็น

  1. #1235 ลายหมึก (@sunonwater) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 23 มกราคม 2561 / 00:17
    นางเอกใจแข็งมาก เราชอบ
    #1235
    1
    • #1235-1 นวตา (@naughtyprincess) (จากตอนที่ 42)
      24 มกราคม 2561 / 00:27
      เจออะไรมามาก ต้องสตรองเหมือนกันค่ะ
      #1235-1
  2. #1206 kanokradaparima (@kanokradaparima) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 13 มกราคม 2561 / 22:33
    ถึงพี่จะรู้สึกผิดกับลูกจันแต่เราก็ยังโกรธพี่อยู่นะ ยังไม่ให้อภัยง่ายๆ หรอกค่ะ ง้อลูกจันยาวๆ เลย
    #1206
    1
    • #1206-1 นวตา (@naughtyprincess) (จากตอนที่ 42)
      14 มกราคม 2561 / 14:09
      ถ้าง้อยาวๆ จะให้อภัยหรือคะ แบบนี้คุณพี่ก็ยังมีความหวังน่ะซี่
      #1206-1
  3. #1205 ITSNOTFINE (@tannychanidapa) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 13 มกราคม 2561 / 21:57
    อยากรู้ทำไมถึงทิ้งลูกจันไป
    #1205
    1
    • #1205-1 นวตา (@naughtyprincess) (จากตอนที่ 42)
      14 มกราคม 2561 / 14:08
      ก็เจอผู้หญิงคนใหม่ไม่ใช่หรือคะ
      #1205-1
  4. #1203 Kefkef (@554433221515) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 13 มกราคม 2561 / 16:59
    ตอนแรกทำทำไมไม่คิดตอนนี้จะมาตามหามารังควนกันทำไมอีกเลือกที่จะทำให้แฟนเจ็บก็จบกันไปสิ
    #1203
    1
    • #1203-1 นวตา (@naughtyprincess) (จากตอนที่ 42)
      14 มกราคม 2561 / 14:07
      ลูกจันก็คงอยากให้เจ็บแต่จบเหมือนกันค่ะ แต่ท่านประธานไม่ยอมปล่อยเล้ยย
      #1203-1
  5. #1202 ฉันสวยสุด (@111-222) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 13 มกราคม 2561 / 16:38
    รอe-bookค่ะ
    #1202
    1
    • #1202-1 นวตา (@naughtyprincess) (จากตอนที่ 42)
      14 มกราคม 2561 / 14:06
      อีบุ๊คมาพร้อมเล่มนะคะ น่าจะเมษาหรือพ.ค.ค่ะ
      #1202-1
  6. #1201 Papa24579 (@Papa24579) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 13 มกราคม 2561 / 14:28
    แหมแหม ทำมัยถึงคิดจะกลับมา ไม่เข้าใจ จริงๆแล้วถ้าไม่มีความบังเอิญว่ารู้จากเลขาว่าแม่ค้าขนมไทยเป็นลูกจัน. ภากรเคยคิดจะกลับมาตามหาลูกจันมั้ย มันตงิดใจง่ะ. พอได้คืบก้อจะเอาศอก อยากได้ลูกอี้ก ไม่มีเหตุผลเลย ทิ้งเค้าไปแล้ว แล้วจะหวังให้เค้าคืนดีด้วยได่งัยอ่า พ่อเอ๊ย ขอให้รับทานแห้วไปเยอะๆก่อนนะ
    #1201
    1
    • #1201-1 นวตา (@naughtyprincess) (จากตอนที่ 42)
      14 มกราคม 2561 / 14:06
      นั่นสิคะ มาทำไม งงเนอะ คุณภากรสงสัยรอบนี้จะทานแห้วจนอิ่มเลยค่ะ เพราะเจ้าชายขี่ม้าขาวของลูกจันเขามาแล้ววว
      #1201-1
  7. #1200 veraya2099 (@veraya2099) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 13 มกราคม 2561 / 13:36
    นี่แอบงงมาตั้งแต่ตอนตั้งชื่อลูกนางแร่ะ ปากนางก็บอกว่าเกลียดเค้าแต่เอาชื่อลูกมาตั้งตามที่เคยคิดไว้กับเค้าทำไม? ถ้าไม่มีเยื่อใย
    #1200
    2
    • #1200-1 veraya2099 (@veraya2099) (จากตอนที่ 42)
      13 มกราคม 2561 / 13:38
      ชอบนางเอกสตรอง อย่ากลับไปคืนดีง่ายๆเดี๋ยวเค้าจะคิดว่าเป็นของตาย
      #1200-1
    • #1200-2 นวตา (@naughtyprincess) (จากตอนที่ 42)
      14 มกราคม 2561 / 14:04
      นางก็งงกับตัวเอง หาคำตอบไม่ได้เหมือนกันว่าตั้งทำไม นึกออกตอนภากรทักนี่แหละค่ะ โถวถัง
      #1200-2
  8. #1199 นวตา (@naughtyprincess) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 13 มกราคม 2561 / 13:20
    มาต่อแล้วค่ะ ลูกจันรู้แล้วว่าลูกสาวของเธอถูกหลอกล่อไปถามคำถาม แล้วทีนี้เธอจะทำยังไงต่อไป งานนี้ท่านประธานรุกหนักอีกแล้วสิ
    #1199
    0