แรกรักบรรณาการ

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 41,226 Views

  • 107 Comments

  • 314 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    1,385

    Overall
    41,226

ตอนที่ 34 : ตอนที่ 13 รักสี่เศร้าของเราสี่คน 2 60%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2595
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 73 ครั้ง
    9 มี.ค. 62


แม้พิชชุดาจะเข้าใจในความสัมพันธ์ของชายหญิง ซึ่งผู้ชายที่เป็นรักแรกของเธอมีเพื่อนเก็บเอาไว้ในเพนต์เฮาส์ หากเป็นเพื่อนปกติเธอก็คงไม่ได้เจ็บหนึบที่ใจทุกครั้งที่นึกถึง แต่อัลลี่จางเป็นอะไรที่มากกว่าเพื่อน แต่ยังไม่ใช่แฟนนี่สิ!

เธออกหักรักคุดจนต้องนอนฟังเพลง Adele มาจนถึงทุกวันนี้

หากคำปลอบโยนที่ว่า ไม่เป็นไร สักวันฉันคงพบเจอคนดีเช่นเธอแต่พิชชุดาก็คงหาคนคนนั้นไม่พบสักที ตราบใดที่ยังอยู่บ้านเดียวกัน ได้เห็นหน้า ได้ใกล้ชิดกับโจเวยอยู่แบบนี้

คิดวกไปวนมาแล้วต้องตกใจ เมื่อจู่ๆ ถูกรัดข้อมือเอาไว้แน่นแล้วยังออกแรงรั้งให้เดินตามหลังเขาด้วย

“เฮียเวย จะทำอะไร”

โจเวยไม่ตอบแต่กระชับข้อมือเธอแน่นขึ้น อีกมือดึงประตูห้องให้เปิดออกกว้างแล้วพาเดินตรงไปยังลิฟต์ แม้แต่เลขานุการหน้าห้องก็มองอย่างตกใจเพราะตั้งแต่เข้ามาทำงานในโจกรุ๊ป ยังไม่เคยเห็นท่านประธานฉุดกระชากผู้หญิงคนไหนสักครั้ง

ส่วนเทียนหมิงก็ลุกจากเก้าอี้ เร่งฝีเท้าไปกดลิฟต์อำนวยความสะดวกให้เจ้านาย

“ไม่ต้องตามนะ”

นั่นยิ่งทำให้พิชชุดารวบรวมแรงบิดข้อมือออกจากการเกาะกุมมากขึ้น แต่เมื่อไม่ได้ผลก็ต้องย้ำถามเขาอีกครั้ง “จะพาพลับไปไหน ไม่ไปนะ”

โจเวยได้แต่เหล่มองพลางส่ายหน้า ยังไม่รู้ว่าเขาจะพาไปไหนก็ยังไม่วายที่จะต่อต้าน

“ถ้าพาไปขายคิดว่าจะมีคนซื้อไหม ปัญหาเยอะแบบนี้”

พิชชุดาทำได้แค่เผยอปากกำลังจะเถียง แต่ประตูลิฟต์นั้นเปิดออกเสียก่อน ทั้งคู่จึงหันไปมองคนที่ยืนอยู่หน้าลิฟต์ซึ่งเป็นชั้นของฝ่ายกฎหมาย แล้วการที่ประตูเปิดค้างไว้เกือบนาทีก็ทำให้อัลลี่จางมองเห็นร่างสูงใหญ่ของโจเวยกำลังจับข้อมือสาวน้อยคนหนึ่งเอาไว้

โดยปกติแล้วโจเวยจะใช้ลิฟต์ส่วนตัวที่มีเพียงตัวเดียวที่เริ่มจากลานจอดรถขึ้นมายังชั้นผู้บริหารและเพนต์เฮาส์ชั้นสูงสุดของตึก เมื่อผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายเห็นท่านประธานอยู่ในลิฟต์ทั่วไป จึงก้มศีรษะให้เป็นการขอโทษ

“ไม่เป็นไร เข้ามาสิ ทนายเยี่ยน” โจเวยบอกแล้วรั้งคนข้างกายให้มายืนชิดกับตนเองมากขึ้น ก่อนจะก้มลงแนะนำเธอให้รู้จักกับนักกฎหมายที่ได้ชื่อว่าฉลาด รอบคอบที่สุดคนหนึ่งของไต้หวัน

“รู้จักทนายเยี่ยนฉือเอาไว้ ถ้าเราอ่านตำราไม่เข้าใจตรงไหน ก็ลงมาถามทนายเยี่ยนได้ตลอดเวลา”

แววตาที่เคยมองมาอย่างขุ่นเคืองกลับเลือนหายด้วยรอยยิ้มและความดีใจ คล้ายๆ ฝนหลงฤดูที่ตกลงมาสร้างความชุ่มชอุ่มให้ผืนป่าอันแห้งแล้ง จนเขาพลอยมีความสุขไปกับเธอด้วย

ได้มีโอกาสเรียนรู้จากทนายความชื่อดังซึ่งเกือบจะเป็นตำนานแล้ว มีหรือที่พิชชุดาจะปล่อยโอกาสอันดีให้หลุดลอยไป

“ทนายเยี่ยนไม่รังเกียจใช่ไหมคะ”

เยี่ยนฉือซึ่งรู้จักใบหน้าค่าตาของสาวน้อยชาวไทยเป็นอย่างดี ตอบรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “ถ้าไม่ติว่าห้องทำงานผมมีแต่เอกสารกองพะเนินแล้วล่ะก็ ยินดีต้อนรับคุณพลับเสมอครับ”

พิชชุดาส่ายหน้าดิก พร้อมยังอาสาตัวเองอย่างกระตือรือร้น “ไม่เลยค่ะ ถ้าพลับอยู่ว่างๆ จะลงไปหา หยิบนั่นจับนี่คงเป็นประโยชน์บ้าง”

ทนายเยี่ยนฉือก้มศีรษะเป็นการตอบรับอย่างสุภาพ ก่อนจะหันไปเปรยกับท่านประธาน “เห็นอย่างนี้แล้ว คุณนายคงวางใจนะครับ”

โจเวยก้มลงไปมองคนที่แหงนหน้าขึ้นมาสบสายตาตนเองพอดี ก่อนจะยิ้มกริ่ม “ก็หวังว่าจะเป็นอย่างนั้น”

พอถึงชั้นกราวนด์โจเวยก็ยังจับข้อมือเธอเดินออกจากบริษัท เรียกความสนใจจากสายตาพนักงานโจกรุ๊ปได้เป็นอย่างดี


ดูๆ ไปแล้วก็เหมือนพี่ชายที่กำลังจมอยู่กับงานกองท่วมหัวจนต้องปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตสองเม็ดแรกออก พับแขนเสื้อทั้งสองข้างขึ้นมาไว้ตรงท่อนแขน กำลังลากสาวน้อยเจ้าปัญหาที่เขย่าแขนไม่หยุด จนเขาต้องหันกลับมามอง

“อะไรอีก” โจเวยถามทั้งที่ยังก้าวเดินต่อไป

“พลับสงสัยว่าทนายเยี่ยน รู้จักชื่อเล่นพลับได้ยังไง เพิ่งเคยเจอหน้ากันแท้ๆ”

นอกจากจะรู้ว่าเธอขี้อ้อน เจ้าปัญหาแล้ว โจเวยยังต้องหาคำตอบมาอธิบายกับเธออย่างมีเหตุผล นั่นคงเป็นนิสัยอีกอย่างที่ทำให้เธอเลือกเรียนกฎหมาย

“ก็...”

เหมือนจะอธิบาย แต่แล้วก็เดินนำหน้าเธอลงบันไดสถานีรถไฟใต้ดิน “ก็อะไรคะ”

“ก็ทนายเยี่ยนคงได้ยินแม่พูดถึงเราบ่อยๆ เลยรู้จักชื่อเราล่ะมั้ง” ตอบแล้วเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น พลางคิดถึงเหตุผลที่แท้จริงว่า เธอคือลูกสาวคนเดียวของเจ้าสัวสันต์ที่ยังไม่มีคู่ครอง ซึ่งเขาต้องแต่งงานด้วยตามความประสงค์ของพ่อผู้ล่วงลับ เช่นนี้แล้วทนายเยี่ยนฉือจะไม่รู้จักพิชชุดาได้อย่างไร

แม้จะไม่ใช่คำตอบที่คลายความสงสัยได้ดีนัก แต่การที่เขาลากเธอเดินผ่านผู้คนมากมายจนมาหยุดยืนอยู่หน้าตู้จำหน่ายตั๋วรถไฟอัตโนมัติ แล้วใช้นิ้วจิ้มสถานีปลายทางให้เห็นก็ดึงความสนใจของพิชชุดาได้มากกว่าเรื่องอื่นใด

“จะไปไหนคะ”

โจเวยไม่ตอบ แต่ชี้นิ้วลงบนเมโทรแมปอีกครั้ง “กดซื้อตั๋วให้ที”

พิชชุดาลอบถอนหายใจเมื่อเห็นประธานแห่งโจกรุ๊ปยื่นธนบัตรที่มีค่ามากที่สุดให้เธอหนึ่งใบ เพื่อหยอดลงตู้จำหน่ายตั๋วรถไฟอัตโนมัติ เธอจึงหยิบอีซี่การ์ดจากกระเป๋าของตัวเองมายื่นให้เขา

“แล้วเราล่ะ”

“พลับมีบัตรนักศึกษาค่ะ”

“โอเค งั้นไปกัน”

ไปก็ไป เพราะถ้าถามว่าจะพาเธอไปไหนก็คงไม่ได้คำตอบอีกเช่นเคย หรือถ้าจะพาเธอไปขายอย่างที่พูดจริงๆ ก็ให้รู้กันไป!

 

เวลาใกล้เลิกงานเป็นช่วงที่พนักงานในโจกรุ๊ปเดินอยู่ในชั้นกราวนด์หนาตาที่สุด นั่นทำให้พวกเขาเห็นว่าท่านประธานแขนลากสาวน้อยหน้าใสคนหนึ่งเดินออกจากบริษัท ภาพดังกล่าวจึงกลายเป็นหัวข้อสนทนาอย่างหนาหู คาดเดากันไปต่างๆ นานา บ้างว่าอาจเป็นผู้หญิงคนล่าสุดของท่านประธาน บ้างก็แย้งว่าอาจจะเป็นญาติผู้น้องเสียมากกว่า

ทว่าคนที่เคยเป็นผู้หญิงของโจเวยมาก่อนย่อมรู้ และคุ้นเคยกับสายตาที่เขาจะใช้มองผู้หญิงที่เสน่หาได้เป็นอย่างดี

แม้จะไม่ได้สัมผัสกับแววตารักใคร่ ห่วงใยเช่นนั้นมาหลายปีแล้ว แต่อัลลี่จางก็จดจำได้อย่างแม่นยำ ที่สำคัญยังรู้ว่าโจเวยกำลังมองสาวน้อยข้างกายด้วยความรู้สึกที่ตนนั้นเคยสัมผัสมาแล้ว

ตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่เธอกัดฟัน อดทนกับความยากลำบาก กลับมาเริ่มงานในโจกรุ๊ปซึ่งกินเงินเดือนพนักงานขั้นแรกเท่านั้น

เลื่อนลงไปล่างสุดฝากนิยายเรื่องใหม่ด้วยค่า "กามเทพล่าหัวใจ" อัปให้อ่าน มีนาคมนี้

มีโปรยแซบให้อ่านด้วยนะคะ


สั่งซื้อ "แรกรักบรรณาการ" จากเว็บสนพ. www.romantic-publighing.com

หรือสั่งในกล่องข้อความของเพจโรแมนติค รับส่วนลด 20% (ราคาเต็ม 349 บาท ลดเหลือ 279 บาท)

ลงทะเบียน 40 + 279 = 319 บาท

เคอรี่/EMS 60 + 279 = 339 บาท


โปรยแซ่บๆ "กามเทพล่าหัวใจ"

“อ่อ... ไม่ชอบให้นอนทับ แต่ชอบนั่งทับผมเหมือนตอนที่อยู่ริมทะเลเหรอจ๊ะ”

“กรี๊ด... ไอ้บ้า มันก็แค่เรื่องผิดพลาดที่ฉันไม่เคยแยแส แต่ก็น่าแปลกที่คุณยังจำได้ขึ้นใจ”

“ก็แหงล่ะ เลือดอาบโชกทั้งตัวอย่างนั้น มันใช่ประสบการณ์ที่ลืมกันได้ง่ายๆ เสียเมื่อไหร่”

ทั้งที่อยากร้องไห้ ปล่อยโฮออกมาให้สาแก่ใจ ที่เขายกเอาเรื่องในอดีตขึ้นมาพูดหน้าตาย แต่ชนม์นารากลับต้องข่มใจ โต้กลับออกไปอย่างเอาชนะ

“คุณอาจจำฝังใจ แต่รู้เอาไว้เถอะว่านั่นมันแค่ประสบการณ์ในชีวิต ถ้าเทียบกับคนอื่นแล้วละก็ คุณมันห่วยแตก” ได้ผล เพราะชนม์นาราเห็นแววตาลุกวาวที่เต็มไปด้วยเพลิงโทสะ

“เออ ก็แตกไปสองรอบ เลยได้มาย้ำถามอยู่นี่ไงว่าที่เหวี่ยงสะบัดเนี่ย มีไอ้ที่ผมแตกเอาไว้ติดท้องไปด้วยไหม”

ถ้าไม่มีใครบอกว่าลูกยังมีชีวิตอยู่ วันนี้เขาก็จะทำให้เธอตาสว่าง ลูกขึ้นมารับผิดชอบร่วมกันสักที

“ชั่วร้าย ไร้ความรับผิดชอบแบบคุณ คงไม่มีเด็กที่ไหนอยากเกิดมาหรอก” ทั้งที่เธอสั่งตัวเองให้ลืมเลือนความเจ็บปวดในช่วงเวลานั้นไปแล้ว แต่เขาก็ยังจะย้ำถาม รื้อฟื้นความชอกช้ำเหล่านั้นมาซ้ำเติมกันเพื่อนอะไร

ชนม์นาราคิดแล้วผงกศีรษะขึ้นตวาดออกไปสุดเสียง “เด็กมันรู้สิ ว่าถ้าเกิดมาแล้วมีเลือดร้ายๆ ปนอยู่ในตัวเอง สู้ไม่ต้องเกิดเลยเสียดีกว่า”

“เออ... ก็พ่อมันชั่ว แม่มันร้าย ลูกมันก็ต้องกลายเป็นเด็กมีปัญหาอยู่แล้ว”



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 73 ครั้ง

0 ความคิดเห็น