ME! THE ONLY ONE (เปิดพรีฯ ถึง 6 ธ.ค. 62)

ตอนที่ 12 : Chapter 9 หลบหน้าหลบตา [1] [2] [3]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 326
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 47 ครั้ง
    9 พ.ย. 62

 

:: คำเตือน ::

นิยายเรื่องนี้มีเนื้อหาเหมาะสำหรับผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป

มีเนื้อหายั่วยวนกระแทกใจและใช้ความรักแรง

อาจมีภาพ คำพูดหรือฉากไม่เหมาะสมด้านพฤติกรรม เพศ และภาษา

โปรดใช้วิจารณญาณในการเสพติด... อ่านให้สนุกนะคะ

ด้วยรักและล่อลวง

- CHERMADA -


 

Chapter 9

หลบหน้าหลบตา

 

Music: Lauv - f*ck, i'm lonely (with Anne-Marie)


 

 

1



 

พอออกจากร้านข้าวแล้วผมกับเมี่ยงก็กลับเข้ามหาวิทยาลัย ทีแรกก็ตั้งใจว่าจะเดินไปส่งมันที่คณะนั่นแหละ แต่ดูมันจะลำบากใจแปลกๆ ผมเลยยอมปล่อยให้อีกฝ่ายไปคนเดียว ซึ่งน่าจะทำให้มันหายใจได้ทั่วท้องมากกว่าต้องเดินไปกับผม เออ มันผิดที่ผมเองแหละจะโทษใครได้ล่ะ จะโทษที่มันทำตัวแปลกไปก็ไม่ได้ เป็นผมเองที่ดันคิดทะลึ่งตึงตังก่อน

“เฮ้อออ”

ผมถอนหายใจยาวเหยียดในตอนที่เดินฟึดฟัดคนเดียวมาจนถึงตึกคณะตัวเอง พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นเพื่อนสนิทที่กำลังจะเดินเข้าตึกไป ผิดวิสัยมากที่เห็นมันตอนเช้าแบบนี้

“ไอ้เซฟ!”

ผมตะโกนเรียกคนที่เห็นหลังกันไวๆ เจ้าตัวชะงักเท้าก่อนหันมาทางนี้แล้วยกมือขึ้นทักทาย ผมจึงวิ่งเหยาะๆ เพื่อเร่งจังหวะให้มาถึงตัวเพื่อนเร็วขึ้นกว่าเดินปกติ

“วันนี้มาเร็วนี่หว่า” ผมพูดทักหลังมาหยุดอยู่ใกล้ๆ มันแล้ว

“ลองมาเร็วหน่อย คะแนนเข้าห้องกูจะไม่เหลือให้นับแล้ว” มันตอบขำๆ ก็นะ คลาสของเช้านี้เป็นหนึ่งในไม่กี่คลาสที่มีการเก็บคะแนนเข้าห้อง แน่นอนว่าคนนอนขี้เซาอย่างมันไม่ค่อยจะมาเรียนทันกับเขาหรอก “ว่าแต่มึงเถอะ ทำไมหน้าตาไม่สดชื่นเลยวะ ไม่ได้กินข้าวเช้าเหรอ”

ผมส่ายหน้าปฏิเสธ

“เปล่า กูกินแล้ว นี่หน้ากูหม่นหมองขนาดที่มึงสังเกตได้ด้วยตาเปล่าเลยเหรอ”

“เออ หน้าเหมือนคนอกหัก” มันพูดติดตลก

…เชี่ย!

แอบตกใจอยู่ไม่น้อยที่ได้ยินเรื่องสะเทือนความรู้สึกแบบนั้น ไอ้บ้านี่ไม่ได้กำลังแช่งกันอยู่ใช่ไหมวะ อย่างผมที่จริงก็ไม่เรียกว่าอกหักสักหน่อย แค่มันยังไม่เสร็จเรียบร้อยต่างหาก ปกติจะเป็น Work in process ใช่ไหมล่ะ ของผมน่ะ Love in process เข้าใจไหม

ไม่ได้อกหักแต่เป็นรักที่อยู่ระหว่างดำเนินการโว้ย!

“อกหักบ้าอะไร คนอย่างกูน่ะเหรอ ไม่มีทาง” …ที่จริงคือไม่แน่ใจ

“ก็นั่นน่ะสิ กูไม่เห็นมึงจะคุยกับผู้หญิงคนไหนเลยจะไปอกหักจากใครได้ เอาจริงกูเคยได้ยินพวกสาวๆ บอกว่านึกว่ากูกับมึงเป็นคู่รักกันนะเนี่ย” ไอ้เซฟทำหน้ากะลิ้มกะเหลี่ยจนน่าหมั่นไส้

“เออ คนอย่างกูกินกับใครก็อร่อยทั้งนั้นแหละ”

ผมตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงติดหัวเราะ ไม่ได้ซีเรียสกับสิ่งที่คนอื่นมองเท่าไรนัก แค่ตัวผมและคนสนิทรอบข้างเข้าใจว่าผมเป็นคนยังไงก็พอแล้ว ผมไม่มีเวลามานั่งสนใจคำวิจารณ์ของคนที่ไม่ได้รู้จักกันหรอก

“แล้วยังไง มีเรื่องอะไรหรือเปล่าถึงทำหน้ายับแต่เช้า” มันถามอีกในตอนที่เราสองคนเริ่มขยับตัวเดินเข้าไปในตึก

“นอนไม่พอมั้ง” ผมบอกปัด

“ฮั่นแน่ ใช่หรือเปล่า”

“มึงจะมาฮั่นแน่ทำไม ไม่มีอะไรทั้งนั้นแหละ”

“แล้วเมี่ยง…”

“เมี่ยงทำไม”

ผมถามสวนกลับไปเสียงแข็งทันทีที่ได้ยินชื่อนั้น เรียกว่าแทรกขึ้นแบบไม่ทันที่มันจะได้พูดจบด้วยซ้ำ สิ่งที่เกือบลืมไปชั่วขณะกลับมาชัดเจนทันที ไอ้บ้านี่สนใจเพื่อนสนิทผมอยู่นี่หว่า ไอ้เพื่อนบ้าที่ผมไม่อยากให้เป็นแค่เพื่อนแล้ว…

“อย่ามองกูแบบนั้นสิวะ ถ้ามีมีดคือมึงแทงกูแล้วรู้ตัวปะไอ้เชี่ยแมตต์” ไอ้เซฟทำหน้าสยดสยอง ก่อนรีบอธิบายต่อ “กูแค่จะถามสารทุกข์สุกดิบของเมี่ยงเฉยๆ แต่ถ้าถามมึงไม่ได้เนี่ย ไว้เดี๋ยวกูทักไปในไอจีเมี่ยงเองแล้วกัน กูเข้าไปฟอลมาจากของมึงนั่นแหละ เป็นไง ด่วนปะ”

“มึงชอบเมี่ยงจริงๆ เหรอวะ”

เริ่มจะซีเรียสขึ้นมาแล้วนะโว้ย จากตอนแรกที่หวงเฉยๆ กลายเป็นว่าไม่ค่อยตลกแล้วที่มันคิดจะสานสัมพันธ์กับยัยนั่น ยิ่งเห็นยิ้มหน้าบานๆ เป็นจานข้าวหมาของแม่งแล้วยิ่งเครียด

“ก็…” ไอ้เซฟเงียบไปด้วยสีหน้าคิดไม่ตก ทว่าไม่นานความกังวลใจบนใบหน้านั้นก็อันตรธานหายไปกลายเป็นสายตาและรอยยิ้มกรุ้มกริ่มเข้ามาแทนที่ แถมมันยังถามว่า “ทำไม มึงชอบเมี่ยงล่ะสิ”

“…!!!”

“ทำหน้าแบบนั้นแปลว่ากูเดาถูก”

เอาแล้ว หรือว่าผมต้องเสียเพื่อนไปทีเดียวพร้อมกันถึงสองคนวะ

“คือกูแค่…แม่งเอ๊ย” เล่นเอาผมไปต่อไม่ถูกเลย

“มึงสบายใจได้ไอ้แมตต์ กูไม่จีบเมี่ยงแล้วล่ะ กูรู้ว่ามึงชอบยัยนั่น”

“มึงรู้ได้ยังไง ใครบอกมึง”

ถึงจะถูกต้อนจนกระทั่งจนมุมแล้วผมก็ยังทำเป็นปากแข็ง แม้หัวใจจะไม่ได้แข็งเหมือนปากเลยสักนิดก็ตาม ดูเอาเถอะ แค่เมื่อกี้คิดว่าไอ้เซฟจริงจังกับเมี่ยงผมก็กระวนกระวายใจไปหมดแล้ว

“มึงนั่นแหละบอกกู”

ผมส่ายหน้าพรืดพร้อมปฏิเสธเสียงแข็ง “ไม่ได้พูด ไม่เคย”

“เออ มึงไม่เคยพูด แต่สีหน้ามึงบอกกูหมดเปลือกเลยล่ะ”

“จริงเหรอ นี่มึงอ่านกูออกอีกแล้วเหรอ”

“หึ!” ไอ้เซฟแค่นหัวเราะอย่างผู้ชนะก่อนจะเดินตัวปลิวหนีไปตรงหน้าลิฟต์ เล่นเอาผมต้องรีบสับเท้าเดินตามมาด้วยความร้อนใจ

“เดี๋ยวไอ้เซฟ นี่มึงรู้ตั้งแต่เมื่อไหร่”

“ตั้งแต่วันไปดูหนังนั่นแหละ ดีนะกูกลับตัวทันเพราะยังไม่ได้ชอบขนาดนั้น”

“เออดีแล้ว” ได้ทีผมจึงพยักพเยิดหน้าอย่างเห็นด้วย แต่ก็ไม่วายแก้ต่างให้ตัวเองอยู่ดี “เฮ้ยมึง แต่กูก็ไม่ได้อะไรกับเมี่ยงนะ กูสองคนสนิทกันมานาน แล้วเมี่ยงมันก็เจอแต่คนไม่ค่อยดีมาตลอด มีแต่กูนี่แหละที่ดี”

“เหรอ” มันทำหน้าเหลือเชื่อ

“เออ กูเลยคิดว่าไม่มีใครเหมาะกับยัยนั่นเท่ากูแล้วล่ะ มึงไม่คิดว่างั้นเหรอ” ผมยืดตัวขึ้นอย่างเต็มภาคภูมิหลังสบายใจแล้วว่าไอ้เซฟหยุดความคิดที่จะจีบเมี่ยงแล้ว  

“ไอ้แมตต์ นี่มึงจะไม่ขอบใจหรือสงสารกูสักหน่อยเหรอ กูถอยเพราะมึงเลยนะ เป็นคนอื่นคิดว่ากูจะยอมหรือไง”

“มึงเงียบ เรื่องนี้ไม่มีบุญคุณให้ขอบใจ”

“เอ้อ ไปให้ได้ตลอดรอดฝั่งนะมึงอะ”

“เฮ้อออ มันก็ต้องเป็นอย่างนั้นแหละ” ผมทำหน้าแบบช่วยไม่ได้จริงๆ พลางขยับเข้าไปกอดคอเพื่อนสนิทเอาไว้อย่างต้องการปลอบโยน แถมลูบหัวมันไปด้วยนิดหน่อย

“คนอย่างมึงนี่นะ” ไอ้เซฟบ่นอุบ

“ทำไม กูทำไมเหรอ” ผมเอียงหน้าถามด้วยรอยยิ้มใสซื่อ

“ไม่ทำไมหรอก ขอให้มึงสมหวังแล้วกัน คำว่าเพื่อนมันยิ่งใหญ่มึงก็รู้ใช่ไหม” คราวนี้มันเป็นฝ่ายยกแขนผมออกแล้วเปลี่ยนมากอดไหล่ปลอบผมแทน “ยิ่งเพื่อนสนิท ยิ่งโคตรพ่อโคตรแม่ใหญ่เลย”

“…”

 

น้ำเสียงและสีหน้าของไอ้เซฟดูคล้ายกำลังแกล้งตอกย้ำกันยังไงชอบกล แต่ช่างแม่ง วันนี้ผมอารมณ์ดีขึ้นมานิดหน่อยแล้วล่ะ :)


 


 

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

2
 


 

MIANG’S POV

“เฮ้อออ”

ฉันนั่งถอนหายใจพรืดออกมาด้วยความเหนื่อยใจทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจเรียนคลาสสุดท้ายของวันนี้เท่าที่ควร ก็ใช่แหละ เพราะไม่ตั้งใจเลยนั่งเล่นโทรศัพท์อยู่นี่ไงล่ะ สาเหตุที่ทำให้ถอนหายใจออกมาก็เพราะเห็นว่าแมตต์ลงรูปแรกในอินสตาแกรมแล้ว เป็นรูปมันเองนั่นแหละ น่าจะให้เพื่อนถ่ายให้ตอนกินข้าว ยิ้มแก้มตุ่ยทั้งที่ยังเคี้ยวข้าวอยู่เลยล่ะ น่าบีบแก้มชะมัด เนี่ย! เห็นแค่รูปมันก็เหมือนมันมานั่งอยู่ตรงหน้าตอนนี้นั่นแหละ สุดท้ายแล้วชีวิตฉันก็หนีมันไม่พ้นอยู่ดี

แต่คนอย่างมันจะชอบฉันจริงๆ เหรอ

คำถามนี้ยังวนเวียนอยู่ในหัวไม่เลิก ฉันถามตัวเองซ้ำไปซ้ำมาแบบนั้น ยิ่งเห็นว่ายอดฟอลของแมตต์ขึ้นเร็วแค่ไหนทั้งที่เพิ่งเปิดใช้งานไม่นานและเพิ่งจะลงรูปประเดิม ฉันยิ่งไม่มั่นใจอะไรทั้งนั้น คนที่ปกติมีแต่คนอื่นสนใจอย่างมันน่ะเหรอจะมาสนใจฉัน ที่พูดนี่ไม่ได้หมายความว่าที่ผ่านมามันไม่ได้สนใจฉันอะไรแบบนั้นนะ แต่หมายถึงในฐานะอื่นที่ไม่ใช่เพื่อนที่สนิทกันมานานน่ะ ฉันคิดไม่ออกจริงๆ ว่าเราจะเป็นอย่างอื่นได้ยังไง

 

ไอ้แมตต์จอมมั่นหน้า: กดหัวใจให้ฉันหรือยัง

 

แชตจากคนที่กำลังนึกถึงอยู่เด้งขึ้นมาที่หน้าจอเล่นเอาฉันตาสว่าง ไอ้บ้านี่คงหมายถึงรูปที่ฉันเพิ่งดูเมื่อกี้นั่นแหละมั้ง ทักมาได้เวลาเชียวนะ แสนรู้อย่างกับ… จะว่าไปฉันก็ไม่ได้กดหัวใจให้มันจริงๆ สารภาพว่าตั้งใจไม่กดเพราะมันจะได้ใจ  

 

MIANG: หัวใจอะไร

 

ว่าแล้วก็พิมพ์ตอบกลับไปเหมือนไม่รู้เรื่อง

 

ไอ้แมตต์จอมมั่นหน้า: หัวใจในไอจีไง ฉันลงรูปแล้วอะ

ไอ้แมตต์จอมมั่นหน้า: ที่จริงเธอควรตั้งแจ้งเตือนของฉันเอาไว้นะ

MIANG: ทำไมต้องตั้ง ไม่ได้อยากรู้เรื่องของแกขนาดนั้นสักหน่อย

ไอ้แมตต์จอมมั่นหน้า: ใส่ใจฉันหน่อยไม่ได้หรือไง

ไอ้แมตต์จอมมั่นหน้า: น้อยใจนะ เธอจะเย็นชากับฉันจริงๆ เหรอ

ไอ้แมตต์จอมมั่นหน้า: ฉันขอโทษ

 

ประโยคนั้นตามมาด้วยสติกเกอร์หมีอ้วนนั่งร้องไห้น้ำตาท่วมตัว เห็นแล้วก็อดใจหายไม่ได้เหมือนกัน ปกติฉันเองก็ไม่เคยใจร้ายกับมันได้ลงคอหรอก แทบจะไม่มีเรื่องให้ทะเลาะกันเลยแหละ มีก็แค่เถียงกันไปมาเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหนักหนา

ก็แค่ตอนนี้อยากขอเวลาทำใจให้ชินสักหน่อยเท่านั้นเอง

 

MIANG: เฮ้ย ฉันก็แค่ยังไม่ได้เข้าไปดูอะ

 

ฉันได้แต่ถอนหายใจออกมาอีกครั้งและไม่วายโกหกออกไปเพื่อให้มันสบายใจ ก็ไม่ได้รู้สึกดีหรอกนะที่เห็นมันน้อยอกน้อยใจแบบนี้ เอาเป็นว่าตอนนี้ฉันไม่สบายใจอะไรเลยสักอย่างนั่นแหละ แย่จริงๆ

 

ไอ้แมตต์จอมมั่นหน้า: ฉันบอกแล้วก็เข้าไปสิ ถึงเธอยังไม่มีใจ แต่แค่กดหัวใจให้แค่เนี้ยได้ไหม

ไอ้แมตต์จอมมั่นหน้า: ขอแค่นี้เอง :(

 

เพราะไม่ต้องการให้มันดึงดราม่ามากไปกว่านี้ก็เลยตัดความรำคาญด้วยการส่งสติกเกอร์เป็นการ์ตูนพร้อมคำว่า ‘OK’ ตอบกลับไป และไม่ได้พิมพ์อะไรอีก จากนั้นก็กดออกจากแชตเพื่อไปกดหัวใจให้มันตามที่บอกไว้จะได้จบเรื่องราวสักที ทว่าหลังจากนั้นไม่กี่วิ แมตต์ก็ส่งข้อความมาอีก

 

ไอ้แมตต์จอมมั่นหน้า: ทำดีแล้วเมี่ยง

ไอ้แมตต์จอมมั่นหน้า: (Sent a photo.)

ไอ้แมตต์จอมมั่นหน้า: น่ารักปะ

 

เพราะมันส่งรูปที่กระตุกต่อมความอยากรู้มาด้วยเลยทำให้ฉันอดอ่านไม่ได้ จากที่ตั้งใจว่าจะดองแชตมันทิ้งเอาไว้ก่อน พอเข้ามาก็พบว่าเป็นรูปยิ้มแฉ่งจนตาเหลือสองขีด รูปมุมเดียวกับที่ลงในไอจีนั่นแหละ พร้อมไขว้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้ทั้งสองมือเป็นรูปมินิฮาร์ต แต่ว่ารูปนี้ดูดีกว่ารูปนั้นอีกนะเนี่ย

ฉันกำลังซูมหน้ามันอยู่ด้วยความเคยชินเลยยังไม่ทันได้ตอบอะไร หากแต่โทรศัพท์ก็สั่นครืดพร้อมกับข้อความของคู่สนทนาที่ส่งมาอีก เล่นเอาฉันต้องปิดรูปไปแต่กดเซฟลงเครื่องไว้แล้วอย่างเคยชิน

 

ไอ้แมตต์จอมมั่นหน้า: ให้เธอคนเดียวนะรูปนี้

 

เออ เซฟแล้ว…

ฉันต้องบ้าไปแล้วแหงๆ อยู่ดีไม่ว่าดีก็รู้สึกเหมือนหัวใจเต้นกระตุกขึ้นมาเสียอย่างนั้น เล่นเอาต้องรีบกดออกจากแชตทั้งที่ตอบแค่ในใจไม่ได้พิมพ์อะไรส่งกลับไปเลยสักคำ

ไอ้แมตต์…

ไอ้บ้าเอ๊ย

“เอาล่ะ ยังไงวันนี้อาจารย์ขอปล่อยก่อนครึ่งชั่วโมงนะ เนื้อหาหมดพอดี กลัวว่าขึ้นเรื่องใหม่เลยแล้วจะยาวเลยตัดไปคราวหน้าทีเดียว…”

เสียงสวรรค์ดังขึ้นเรียกเสียงเฮฮาจากบรรดานักศึกษาภายในคลาสได้เป็นอย่างดี ส่วนฉันแม้จะได้ยินแต่ก็ไม่ได้มีท่าทีดีใจอะไรกับเขา นั่นเพราะมัวแต่คิดเรื่องแมตต์อยู่น่ะสิ ให้ตายเถอะ ไม่ใช่แค่คลาสนี้หรอก แต่วันนี้ทั้งวันฉันแทบไม่มีสมาธิทำอะไรเลย

ก๊อกๆ!

“เมี่ยง เราไปกันเลยมะ”

ปาล์มที่รีบเก็บของหลังจากอาจารย์ออกจากห้องไปเดินมาเคาะโต๊ะเลกเชอร์ที่นั่งอยู่ ฉันเงยหน้าขึ้นไปมองเพื่อนสนิทแบบงงๆ

“ไปไหน”

“แกลืมนัดเราเหรอ!” อีกฝ่ายทำหน้าตกใจ ก่อนกะพริบตาถี่จ้องมาอย่างไม่อยากจะเชื่อ

ฉันลองประมวลผลความคิดให้เข้าที่เข้าทางแล้วก็พบว่า เมื่อเช้านัดกับปาล์มไว้ว่าจะไปไหว้ขอความรักกันที่ศาลเจ้า  โอ๊ยยย อยากเคาะหัวตัวเองสักหลายหน เบลอไปหมดแล้วไอ้เมี่ยง! ทำไมมีแต่ไอ้แมตต์เต็มหัวไปหมดแบบนี้นะ คิดว่าฉันคงต้องห่างกับมันสักพักแล้วล่ะ รอให้ความกระวนกระวายใจพวกนี้หายไปก่อนแล้วค่อยว่ากันอีกที มันอาจจะแค่…ไม่ได้จริงจังอะไรมากหรอกมั้ง บางทีอาจจะเป็นฉันเองที่ซีเรียสเกินไป

“ไอ้เมี่ยง” ปาล์มเอ่ยเรียกและเริ่มหรี่ตาลงมองด้วยสายตาจับผิด

“ไม่ลืมๆ ไปสิ ไปกันเลย”

ฉันฉีกยิ้มยิงฟันก่อนรีบเก็บอุปกรณ์การเรียนของตัวเองลงกระเป๋าทั้งที่ใจยังว้าวุ่นเรื่องเดิมไม่หาย ก็ถ้าเป็นผู้ชายคนอื่นฉวยโอกาสมาจูบกันแบบนั้นคงเป็นฟีลอื่นมากกว่า

แต่นี่มัน…เฮ้อ!


 

 

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

3
 


 

สรุปคือวันนี้หลังเลิกคลาสแล้วฉันกับปาล์มก็แยกกับยัยน้ำหอมและยัยฟ้าเพื่อไปยังศาลเจ้าตามที่เขารีวิว ก็ที่ดูกันเมื่อคืนนั่นแหละ โชคดีที่ปาล์มเป็นคนคุยเก่งพอสมควร ถึงจะไม่มากเท่าแมตต์ แต่พออยู่กับยัยนี่แล้วฉันก็ดูเป็นคนพูดน้อยไปโดยปริยาย จะว่าไปก็ต้องขอบคุณเจ้าหล่อนนั่นแหละที่ทำให้ฉันสลัดทิ้งเรื่องวุ่นวายใจไปได้พักใหญ่

“สองทุ่มจะครึ่งแล้วเหรอเนี่ย!”

เสียงร้องด้วยความตกใจของปาล์มเรียกสติฉันให้ละสายตาจากชีตเรียนในมือที่กำลังอ่านเพื่อเตรียมสอบควิซพรุ่งนี้ไปยังหน้าของมันแทน

เล่าย้อนสักนิดแล้วกัน หลังจากเสร็จภารกิจไหว้ขอความรักที่คู่ควรแล้วเราก็หาข้าวเย็นข้างนอกกินและเดินเล่นซื้อเสื้อผ้านิดหน่อย ฉันได้เสื้อมาตัวหนึ่ง ส่วนยัยปาล์มได้ทั้งเสื้อผ้าและเครื่องสำอางชนิดที่ว่าพะรุงพะรัง พอเดินกันจนเมื่อยมันก็เป็นคนชวนกลับ แต่เจ้าตัวดันยังไม่อยากกลับบ้านเลยขอมานั่งอ่านชีตเตรียมควิซด้วยกันนี่แหละ

“เออ แกบอกจะกลับก่อนสามทุ่มนี่” ฉันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเวลาบ้าง ที่จริงกว่าจะมาถึงห้องฉันก็ทุ่มครึ่งแล้วล่ะ  

“ไปๆ กลับดีกว่า เข้าห้องน้ำแป๊บ” อีกฝ่ายบอกก่อนเก็บข้าวของเข้ากระเป๋า

“เดี๋ยวฉันไปรอแท็กซี่เป็นเพื่อน”

“ฉันเรียกแกร็บดีกว่า ไม่ค่อยมีดวงกับผู้ชายแล้วก็ไม่ค่อยมีดวงกับแท็กซี่เหมือนกัน” ปาล์มพูดติดตลกก่อนเดินหนีไปเข้าห้องน้ำ

ส่วนฉันเองก็ลุกขึ้นจากพื้นห้องที่นอนกลิ้งอ่านชีตกันในตอนแรกเพื่อเตรียมตัวลงไปส่งเพื่อน เป้าหมายคือหาเสื้อคลุมมาใส่เพราะตอนนี้ใส่เสื้อกล้ามกับกางเกงลำลองขาสั้นอยู่ทั้งที่ยังไม่ได้อาบน้ำตั้งแต่กลับมานั่นแหละ

ตัวไหนดีนะ…

“ไอ้เมี่ยงงง!!!”

ยังไม่ทันจะเลือกได้ว่าจะใส่เสื้อคลุมตัวไหนดี เสียงดังแปดหลอดของปาล์มก็ดังลั่นออกมาจากห้องน้ำ เล่นเอาฉันรีบเดินมาดูเพื่อนด้วยความตกใจ แล้วก็เป็นจังหวะเดียวกับที่มันเปิดประตูออกมาพอดี

“เป็นอะไรวะ” ฉันถามพลางสอดส่องสายตามองเลยไหล่เพื่อนเข้าไปด้านในเพื่อหาสิ่งผิดปกติ

“แกแอบมีกิ๊กแต่ไม่บอกฉันใช่ไหม”

“ฮะ?”

หมับ!

ปาล์มขยับเข้ามาจับไหล่ทั้งสองข้างของฉันเอาไว้แน่นแล้วเริ่มโอดครวญ “ฮือออ ที่แกไปไหว้ศาลเป็นเพื่อนฉันวันนี้เพราะกลัวจะมีพิรุธเรื่องที่แกแอบคบผู้ชายที่ไหนอยู่หรือไง”

“ผู้ชงผู้ชายที่ไหน ฉันก็ไม่มีเหมือนแกนั่นแหละ” เอาจริงยังตกใจกับเรื่องที่มันพูดเลยนะเนี่ย ใครๆ ก็เป็นพยานได้ว่าฉันไม่ได้คบใครอยู่สักหน่อย

“อย่ามาปิดบังฉันนะ” คนตรงหน้าหรี่ตาลงกึ่งหนึ่ง ก่อนดึงฉันให้เข้าไปในห้องน้ำด้วยกัน ไอ้ฉันที่ยังมึนงงอยู่เลยจำต้องยอมโดนลากมาที่หน้ากระจกจนได้ “นี่ไงหลักฐาน”

ปาล์มชี้นิ้วนำสายตาของฉันไปยังวัตถุบางอย่างหน้ากระจก และมันคือเครื่องโกนหนวดไฟฟ้าที่ราคาแพงกว่าครีมบำรุงผิวของฉันเสียอีก ซึ่งจะเป็นของใครไปไม่ได้นอกจากไอ้แมตต์

ใช่…เป็นของฉันไม่ได้เพราะฉันไม่ได้ใช้ไงเล่า!

“…!!!”

ฉันได้แต่ยืนอึ้งอยู่อย่างนั้น สมองตื้อจนพูดอะไรไม่ออก เหมือนจะหาเส้นเสียงของตัวเองไม่เจอด้วยซ้ำ เวรกรรมอะไรของฉันวะเนี่ย ก็นะ มีใครรู้ที่ไหนล่ะว่าฉันกับแมตต์เคยนอนห้องเดียวกันสองต่อสองน่ะ อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลย พ่อแม่ของพวกเราที่สนิทกันมากก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำ ความสัมพันธ์ของฉันกับมันก็มีแค่เราสองคนนั่นแหละที่รู้ดีที่สุด ดีจนนึกย้อนไปแล้วฉันก็อยากให้ตัวเองรู้สึกสนิทใจกับมันโดยไม่คิดมากให้ได้เหมือนตอนนั้น

แล้วนี่ใครใช้ให้มันลืมของทิ้งไว้ในห้องฉันวะ

“ดูดิ มีโฟมโกนหนวดด้วยอะ”

“แก คือว่า…”

ฉันเริ่มลนลาน เอื้อมมือไปคว้าเครื่องโกนหนวดเจ้ากรรมมาถือไว้แบบคนสติแตก ถึงฉันกับยัยนี่จะสนิทกันหรือต่อให้เป็นน้ำหอมหรือฟ้าก็ตามที ทว่าฉันก็ไม่สะดวกใจจะเล่าเรื่องของตัวเองกับแมตต์ให้ยัยพวกนี้ฟังอยู่ดี บางเรื่องเราก็เล่าให้ฟังได้กับเฉพาะบางคนใช่ไหมล่ะ ฉันเชื่อว่าหลายคนก็เป็นเหมือนกันแหละที่กับเพื่อนบางคนไม่ใช่ว่าไม่สนิทใจ แต่ก็มีเรื่องที่พูดให้ฟังไม่ได้ ในขณะที่อาจจะสะดวกใจเล่าให้อีกคนฟังมากกว่า  

“หรือที่จริงแกมีแฟนใหม่แล้ว”

ปาล์มจ้องตาฉันผ่านกระจกเงาที่สะท้อนภาพเราสองคนอยู่ ฉันรีบส่ายหน้าพรืดเพื่อปฏิเสธ พลันสมองก็คิดหาทางออกขึ้นมาได้ทันพอดี

“นี่มันของฉันต่างหากล่ะ!”

“เดี๋ยว…?” ปาล์มจับตัวฉันให้หมุนไปเผชิญหน้าแบบไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่ได้ยิน

“ฉันก็เอาไว้โกนขนรักแร้ไง ฉันว่ามันดีกว่าเครื่องโกนของผู้หญิงอีกนะ ดูดิ…” ว่าแล้วฉันก็ยกแขนขึ้นพลางเปิดเครื่องและโกนให้เพื่อนดูจริงๆ ถึงแม้ว่าตัวเองจะจัดการขนรักแร้ไปแล้วและมันก็ยังไม่ขึ้นมาให้เห็นก็เถอะ สาธิตให้ดูไงเพื่อความสมจริง

แมตต์…

ขอโทษนะเพื่อน

ถ้าหมอนั่นรู้ว่าฉันทำอะไรกับของของมันละก็ มันต้องเล่นงานฉันแน่ๆ เอาเถอะ เรื่องนี้จะมีแค่ฉัน ยัยปาล์ม แล้วก็คุณเท่านั้นที่รู้โอเคไหม ห้ามไปกระซิบบอกเจ้าของตัวจริงล่ะ

“ใช่เหรอเมี่ยง” ปาล์มยังทำหน้าเหมือนไม่เชื่อเท่าไรนัก ไม่วายเคลื่อนสายตาไปมองขวดโฟมโกนหนวดที่ตั้งอยู่หน้ากระจก “แกใช้โฟมนั่นด้วยเหรอ”

“มันก็ต้องใช้คู่กันไง จะได้เนียนขึ้น” ฉันแถไปแบบสีข้างถลอก ก่อนกดปิดเครื่องโกนแล้วส่งให้คนตรงหน้า “แกลองดูมะ มันดีนะ”

“ไม่! แกหยุดเลย”

“ไม่เอาเหรอ” ฉันทำหน้าประมาณว่า ลองดูสักหน่อยสิไม่เสียหายหรอกน่า และนั่นก็ทำให้ปาล์มย่นจมูกใส่อย่างฉุนๆ แต่ก็ดีแล้วล่ะ อย่างน้อยฉันก็รอดตัว…มั้ง นี่ไม่รู้ว่ามันรีบหรืออะไรเลยไม่เก็บของในห้องน้ำไป

“เออถ้าของแกก็แล้วไป ต่อให้แกมีแฟนจริงฉันก็ไม่ได้อะไรหรอก ก็แค่อยากรู้เท่านั้นแหละ”

“ไม่มี ฉันจะเอามาจากไหน ก็เพิ่งไหว้ขอกับแกมานี่ไง”

“ก็แหม ก่อนหน้านี้แกก็ไปไหว้กับแมตต์มาไม่ใช่เหรอ”

จะพูดถึงมันทำไมล่ะ!!!

“มันทำพังไง ก็อย่างที่บอก” ก่อนหน้านี้ฉันเล่าให้ยัยนี่กับเพื่อนคนอื่นฟังแล้วล่ะว่าวันนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง แน่นอนว่ารวมถึงเรื่องที่แมตต์ทำล่มด้วยการเหยียบดอกกุหลาบฉันมิดรองเท้า

“อ๋อ นึกว่าสัมฤทธิผลแล้วเสียอีก” ถึงปาล์มจะยอมเชื่อแล้วแต่ก็ยังมีสีหน้าคลางแคลงใจให้เห็นอยู่

“ฉันว่าไม่หรอก รีวิวอาจจะเว่อร์เกิน” ฉันบอกปัด พยายามไม่นึกว่าหลังจากนั้นมีเรื่องพิลึกพิลั่นอะไรเกิดขึ้นระหว่างฉันกับไอ้เพื่อนตัวดีก็ตาม  

“แล้วนี่แกใช้แปรงสองอันเหรอ”

ขวับ!

ฉันหันไปทางแก้วเสียบแปรงทันที ฮ้า ไอ้แมตต์… ไม่ลืมบ็อกเซอร์ไว้ด้วยเลยเล่า! ไอ้บ้าเอ๊ย

“ใช่ๆ ก็มีอันขนนิ่มปกติกับนิ่มมากๆ”

“อ๋อ นั่นมันโฟมล้างหน้าผู้ชะ…”

“ฉันลองซื้อมาใช้ดู!” ฉันโพล่งขึ้นโดยไม่รอให้ปาล์มตั้งข้อสงสัยจบ “เผื่อมันจะเวิร์กน่ะ”

“แล้วเวิร์กไหม”

“ก็ดีนะแก”

“เหรอ ฉันเพิ่งรู้ว่าแกมีรสนิยมแปลกๆ”

“บ้า ผู้หญิงคนอื่นก็ใช้เยอะแยะ”

“เหรอ สงสัยฉันเองที่แปลก เอองั้นเดี๋ยวฉันเข้าห้องน้ำต่อก่อน เมื่อกี้ตกใจไอ้นั่นจนลืมปวดฉี่เลย นึกว่าแกซุกผู้ชายไว้” ปาล์มทำหน้าบอกบุญไม่รับในตอนที่พยักพเยิดหน้ามาทางเครื่องโกนหนวดที่ฉันยังคงถืออยู่

“เออ ฉันไปหาเสื้อคลุมใส่ก่อน”

ฉันเอามือปัดๆ เครื่องโกนหนวดนิดหน่อยแบบพอเป็นพิธีแล้ววางไว้ที่เดิม ก่อนปลีกตัวออกมาเพื่อให้เพื่อนจัดการธุระส่วนตัวต่อไป

ไม่นานเกินรอปาล์มก็พร้อมที่จะกลับบ้าน ฉันลงมาส่งเพื่อนจนถึงประตูรถที่มันเรียกจากแอปพลิเคชั่นให้มารับ จากนั้นก็แวะร้านสะดวกซื้อเพื่อเดินเล่นหวังหาขนมกินก่อนกลับขึ้นห้อง สุดท้ายก็ได้แซนด์วิชมากินเล่นนั่นแหละ รู้สึกว่าการอ่านเรื่องวิชาการนี่กินพลังงานชะมัด ฉันยังอ่านไปได้ไม่ถึงไหนก็เหมือนว่าข้าวเย็นจะย่อยจนถูกดึงพลังงานไปใช้จนหมดแล้ว

“เมี่ยงๆ ๆ!”

เสียงเอะอะโวยวายดังขึ้นในตอนที่ฉันกำลังจะเข้าห้อง คนที่กลัวว่าประตูจะปิดก่อนรีบพุ่งเข้ามาทานแรงฉันเอาไว้ และเพราะแรงฉันน้อยกว่าเยอะ บานประตูจึงเปิดออกกว้าง

“แมตต์!”

ฉันเรียกชื่ออีกฝ่ายด้วยความตกใจ เพราะยังไม่ทันจะได้ลืมเรื่องที่ตัวเองเพิ่งก่อไว้เมื่อกี้มันก็โผล่หน้ามาให้เห็น ให้ตายเหอะ นึกว่ามันไม่อยู่ห้องนะเนี่ย

“เออ ฉันเอง ตกใจอะไร”

“ก็…แกทำท่าร้อนรนก่อนอะ” ฉันโบ้ยไปให้อีกฝ่าย

“ฉันออกมาเจอเธอพอดีไง ขี้เกียจเคาะห้องเรียก”

“เคาะห้อง?” ฉันทวนคำนั้นเพราะไม่อยากเชื่อว่าจะได้ยินจากปากคนอย่างมัน ก็อย่างที่รู้กันว่ามันชอบพรวดพราดเข้ามาเลยแบบไม่ขออนุญาต ใครจะไปคิดว่ามันรู้จักการเคาะห้องล่ะ

“ก็เราไม่ได้เป็นเพื่อนกันแล้วนี่” มันทำเป็นดึงหน้านิดหน่อยพร้อมเชิดปลายคางขึ้นแล้วใช้สายตากดต่ำมองกันเหมือนรอให้ฉันพูดอะไรสักอย่างที่ตรงใจ หรือบางทีอาจจะเป็นการยอมง้อ

แต่ฉันน่ะ…

“ก็ดีนะ เผื่อฉันอยู่กับคนอื่นเขาจะได้ไม่ตกใจถ้าแกกดรหัสแล้วโผล่เข้ามาเลย” ฉันพูดหน้าตาย เล่นเอาคนตรงหน้าถลึงตาใส่แทบจะทันที

“เธอจะพาผู้ชายที่ไหนมาห้อง” แถมเสียงก็แข็งอีกต่างหาก ไม่เป็นมิตรเลยอะว่าง่ายๆ

“ทำไมล่ะ ก็นี่ห้องฉัน”

“เธอจะมาลดความสำคัญของฉันไม่ได้นะเมี่ยง”

“ลดยังไง”

“ก็…!” แมตต์ได้แต่อ้าปากพะงาบๆ อย่างคนเถียงอะไรไม่ออก “ฉันไม่อยากคุยกับเธอละ คิดว่าอยากสนใจมากหรือไง ไลน์ก็ไม่ตอบ ฉันไม่ได้รอหรอกนะ แค่อยากรู้ว่าเธอคิดจะตอบหรือเปล่า”

“เหรอ จนต้องมาถามอยู่นี่” ฉันเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย  

“เปล่า ฉันแค่ลืมของ”

“…!” คราวนี้กลายเป็นฉันเองที่เสียอาการ… ต้องใช่แน่ๆ

“ที่โกนหนวดอะ มีอย่างอื่นอีก มันอยู่ในห้องเธอใช่ปะ” นั่นไง!!!

หมับ!

“หนวดมันขึ้นเร็วมากเลยอะ ดูดิ”

แมตต์ไม่พูดเปล่าแต่ยังถือวิสาสะคว้ามือข้างที่ไม่ได้ถือแซนด์วิชของฉันไปลูบตรงคางตัวเองหน้าตาเฉย เล่นเอาไอ้คนที่ตกใจเรื่องเดิมไม่ทันหายอย่างฉันแทบจะหยุดหายใจลงตรงนี้เลยล่ะ นี่มันไม่สนใจที่บอกไปว่าอย่าโดนตัวกันถ้าไม่จำเป็นเลยหรือไง

แกจะมาอ่อยฉันเช้ากลางวันเย็นยันค่ำแบบนี้ไม่ได้นะโว้ย!

ฉันก็หวั่นไหวเป็นนะ :(


 



 

- TO BE CONTINUED -

 

Animated GIF
Animated GIF

 

อ่อยอย่างไม่เห็นแก่ความเป็นเพื่อน ก็คืออิแมตต์นั่นเอง <3
จริงๆ อิคู่นี้ก็มีความลงตัวอยู่น้าา น่าจะซึมซับนิสัยกันมานาน XD

ฝากติดตามกันต่อด้วยนะคะ แล้วเจอกันตอนหน้าค่า
เจอคำผิดหรือประโยคแปลกๆ ตรงไหนบอกได้เลยนะ
คอมเมนต์เป็นฟีดแบ็กให้เค้าหน่อยโด้ยย
อย่าให้เค้าเงียบเหงาเลยย ขอบคุณค่าาา <3

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 47 ครั้ง

217 ความคิดเห็น

  1. #182 lilin852 (@lin_lin) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2562 / 03:25
    ต้องทายาให้เมี่ยงแล้วป่ะ ถลอกหมดแล้ว55555
    #182
    0
  2. #181 Abyun (@byun_am) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2562 / 02:02

    แมตต์กำลังจะแมส5555มันเป็นแผนชั้นดูออก
    #181
    0
  3. #180 firstzy93 (@firstzy93) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2562 / 19:52
    55555 เกือบไปละ
    #180
    0
  4. #179 _darinn_ (@jsjsjshh63) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2562 / 19:38
    ฉันขำไม่หยุดตอนนางแก้ตัวให้เพื่อนฟังอะ ตลก5555555555555
    #179
    0
  5. #178 firstzy93 (@firstzy93) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2562 / 14:23
    55555 น่ารักกก
    #178
    0
  6. #177 lilin852 (@lin_lin) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2562 / 10:18
    หยอดเก่งงง
    #177
    0
  7. #176 Abyun (@byun_am) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2562 / 08:27
    แมตต์สู้ววว~
    #176
    0
  8. #167 Netnapa Pluemjit (@pa_nuch) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2562 / 00:05

    ไม่มีคู่แข่งแล้วววววว


    #167
    0
  9. #165 ppmnjrd (@ppmnjrd) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2562 / 01:20

    สงสารเมี่ยง 555555
    #165
    0
  10. #164 firstzy93 (@firstzy93) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2562 / 22:01
    เพื่อนยังดูออก 5555
    #164
    0
  11. #163 lilin852 (@lin_lin) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2562 / 21:51
    อารมณ์ดีเพราะจะไม่มีคู่แข่งอ่ะหรอ5555 อยากให้มีคนมาจีบเมี่ยงอีกจัง
    #163
    0
  12. #162 Abyun (@byun_am) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2562 / 21:06

    สู้ววว55555
    #162
    0