ME! THE ONLY ONE (เปิดพรีฯ ถึง 6 ธ.ค. 62)

ตอนที่ 3 : Chapter 2 ฉันเป็นอะไรกับเขาน่ะเหรอ ก็... [1] [2]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 499
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 59 ครั้ง
    9 พ.ย. 62

:: คำเตือน ::

นิยายเรื่องนี้มีเนื้อหาเหมาะสำหรับผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป
มีเนื้อหายั่วยวนกระแทกใจและใช้ความรักแรง
อาจมีภาพ คำพูดหรือฉากไม่เหมาะสมด้านพฤติกรรม เพศ และภาษา
โปรดใช้วิจารณญาณในการเสพติด... อ่านให้สนุกนะคะ
ด้วยรักและล่อลวง

- CHERMADA -


 

Chapter 2

ฉันเป็นอะไรกับเขาน่ะเหรอ ก็...

 

Music: ที่สุดในโลก - Instinct , Lula


 

1


 

“เมี่ยงอย่าเสียสติ เจ้าแม่ไม่ได้เลือก แต่ฉันเลือกแล้วว่าเราควรไปจากตรงนี้เถอะ วิ่ง!”

สิ้นเสียงนั้นตัวฉันก็ถูกแรงมหาศาลของไอ้แมตต์ฉุดกระชากให้ออกมาจากศาลเจ้าแม่เที่ยงคืนทันที มันไม่รอให้ฉันได้ตั้งตัวหรือตั้งสติให้ดีด้วยซ้ำ

ครืนนน~ เปรี้ยง!!

“กรี๊ด!” คราวนี้เป็นฉันเองที่ร้องด้วยความตกใจ เพราะจังหวะที่แมตต์พาวิ่งมาจนถึงทางออกหน้าตึกร้างนั้น เป็นจังหวะเดียวกับที่ฉันตกใจเสียงฟ้าร้องและออกแรงต้านเพื่อกระชากแขนมันกลับมา

เราสองคนหยุดยืนอยู่กับที่ มือยังจับกันแน่นไม่มีใครยอมปล่อยใคร เสียงหอบหายใจสองเสียงดังประสานแข่งกับเสียงฝนที่กระหน่ำตกลงมาเหมือนฟ้ารั่ว

“ฝนตกเหรอเนี่ย” ฉันทอดสายตามองออกไปนอกตึกอย่างเลื่อนลอย ยังตกใจที่เพื่อนสนิทเหยียบดอกกุหลาบไม่ทันหายดีแท้ๆ ยังต้องมาตกใจกับฟ้าฝนอีก ให้ตายสิ ฟ้าเบื้องบนหรือเจ้าแม่ลงโทษกันแน่ คนอย่างฉันมันไม่ควรเจอผู้ชายดีๆ หรือยังไง เฮอะ น้อยใจนะ

“ฉันนึกว่าเราจะตายอยู่ในนั้นละ” แมตต์บ่นอุบขณะถอดเสื้อแจ็กเก็ตที่สวมมาออกจากตัว ฉันมองมันนิดหน่อยก่อนหันมองกลับเข้าไปด้านในตึกที่ถูกความมืดปกคลุม

“แมตต์ แกว่าเจ้าแม่...”

หมับ!

“ปล่อยเจ้าแม่ไว้นี่แหละ เราไปจากที่นี่เถอะ ฉันขอร้อง ฉันไม่ยอมติดฝนอยู่ที่นี่แน่ๆ”

อีกฝ่ายตัดบทก่อนดึงฉันเข้ามาใกล้ๆ ให้อยู่ใต้เสื้อแจ็กเก็ตตัวเดียวกันที่ถูกชูเสื้อขึ้นเหนือศีรษะเราทั้งคู่เพื่อกันฝน แมตต์ใช้ท่อนแขนดันหัวฉันนิดหน่อยเหมือนบอกกลายๆ ว่าให้รีบเดินได้แล้ว สุดท้ายเราสองคนก็กึ่งเดินกึ่งวิ่งออกมาจากตึกร้างได้สำเร็จ แมตต์ส่งฉันขึ้นรถที่ฝั่งข้างคนขับเสร็จก็วิ่งอ้อมไปขึ้นที่ฝั่งตัวเองบ้าง

ปึก!

เสียงประตูรถฝั่งคนขับถูกปิดลงอย่างแรง ตามมาด้วยเสียงหอบหายใจจากเจ้าของรถที่ดูจะเป็นจะตายเอาให้ได้ แมตต์โยนเสื้อแจ็กเก็ตที่เปียกโชกไปไว้ที่เบาะด้านหลัง

“เป็นไงบ้างอะ” มันถามฉันที่นั่งมึนๆ อยู่

“ฮะ? ก็...อดไหว้ไง เพราะแกนั่นแหละเหยียบดอกกุหลาบฉันอะ”

“ไม่ได้ตั้งใจนี่หว่า ฟ้าดันผ่ามาให้ตกใจอีก”

“มาตกอะไรวันนี้ก็ไม่รู้ เปียกหมดเลย” ดูเหมือนเสื้อของแมตต์จะไม่ได้ช่วยมากเท่าไร เพราะยังไงฉันกับมันก็เปียกชุ่มอยู่ดี ฝนเล่นเทลงมาแรงแบบนั้น ต่อให้เป็นร่มก็เอาไม่อยู่หรอก  

“ไม่ใช่ฝนมาตกอะไรวันนี้หรอก แต่เราไม่ดูสภาพอากาศก่อนออกมาน่ะสิ” มันบอกก่อนโยนโทรศัพท์มาบนตักฉัน ที่หน้าจอเปิดหน้ารายงานสภาพอากาศค้างไว้ บอกว่าวันนี้เมืองหลวงได้รับอิทธิพลจากพายุ และจะเป็นอย่างนี้ไปอีกสองสามวัน เล่นเอาฉันต้องถอนหายใจเฮือกใหญ่

“เซ็งจริงๆ พรุ่งนี้จะเป็นหวัดไหมเนี่ย”

“ช่องหลังเบาะฉันมีผ้าขนหนูอยู่ เอามาเช็ดผมก่อน”

ฉันเอี้ยวตัวไปหยิบผ้าตรงตำแหน่งที่มันบอก สิ่งที่ได้มาคือผ้าขนหนูสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดมาตรฐานที่เอาไว้ใช้เช็ดหน้าเช็ดผม พอจัดการตัวเองเรียบร้อยแล้วก็เอื้อมมือไปเช็ดให้เพื่อนสนิทด้วยความน้ำใจงาม...

“โอ๊ย! เบาๆ เธอจะฆาตกรรมฉันหรือไง” แมตต์เอียงหัวหลบเมื่อรู้สึกว่าฉันเช็ดแรงไป ก็นะ ฉันใส่ความเจ็บใจเรื่องที่มันเหยียบดอกไม้ฉันลงไปด้วยไงล่ะ จากเช็ดธรรมดาเลยเหมือนผลักหัวอยู่กลายๆ

“เออ อยากจะฆ่าแกให้ตาย” ฉันตอบขำๆ ก่อนโยนผ้าไปไว้ที่เบาะหลังรวมกับเสื้อของแมตต์ก่อนหน้านี้

“ชิ ถ้าไม่มีฉันแล้วเธอจะรู้สึก” มันบอกแล้วตั้งสติก่อนสตาร์ทรถและรีบขับออกมา ราวกับกลัวจะมีอะไรตามเรากลับไปด้วย

ฉันรีบคาดเข็มขัดนิรภัยตามมันด้วยอีกคน ปากก็ฉอเลาะไปด้วยว่า

“รู้สึกอะไรจ๊ะ”

“รู้สึกว่าความลำบากมันเป็นยังไง ไงล่ะ ใครจะไปรับไปส่งเธอ ใครจะพามาที่น่ากลัวๆ แบบนี้ฮะ ใคร”

“จ้า แกนี่มันแสนดี ดีสุดๆ แล้วจริงๆ”

ฉันเหลือบตามองบนก่อนหยิบโทรศัพท์ของมันนั่นแหละขึ้นมาเปิดแผนที่อย่างรู้งานโดยที่ไม่ต้องรอให้เจ้าตัวบอก ทว่าหลังจากเลี้ยวออกมาจากซอยนั้นได้ไม่เท่าไร เราก็เจอปั๊มน้ำมันใหญ่พอดี แมตต์ตัดสินใจเลี้ยวเข้ามาเลยแบบไม่ถามความเห็นจากฉัน  

“น้ำมันหมดเหรอ”

“เปล่า ฉันว่าเราควรหลบฝนอยู่แถวนี้ก่อน ฉันไม่ชอบขับรถตอนฝนตกแรงๆ เท่าไร”

ฉันพยักหน้าหงึกหงักแล้วสายตาก็เหลือบไปเห็นร้านสะดวกซื้อที่เปิดยี่สิบสี่ชั่วโมงพอดี “ก็ดีเหมือนกัน หาอะไรอุ่นๆ กินสักหน่อย รู้สึกหิวเหมือนยังไม่ได้กินข้าวเย็นเลยอะ”

เราสองคนเข้ามาที่ร้านสะดวกซื้อภายในปั๊มขนาดใหญ่ แมตต์เลือกกินแซนด์วิชและช็อกโกแลตร้อนอย่างละหนึ่ง ส่วนของฉันเป็นช็อกโกแลตร้อนและข้าวอีกหนึ่งกล่องพร้อมน้ำเปล่า

กึก...

“เอ้า นี่”

คนตัวสูงกว่าเดินเอาช็อกโกแลตร้อนมาวางให้ตรงบาร์ที่นั่งติดกระจกภายในร้านสะดวกซื้อ หลังจากมันไปยืนรอรับมาให้  

“Thanks!” ฉันเหลือบไปมองแล้วบอกขอบคุณก่อนหันกลับมาสนใจข้าวแกงเขียวหวานตรงหน้าต่อ ปกติแล้วถ้าไม่จำเป็นจริงๆ จะไม่ค่อยกินของเวฟพวกนี้เท่าไร แต่ก็ต้องยอมรับว่าในนาทีนี้มันหาง่ายที่สุดแล้ว นานๆ ทีก็ไม่เป็นไรหรอกน่า

“เธอนี่ชักจะเหมือนเมียฉันเข้าไปทุกวันๆ แถมยังพาฉันมาตกระกำลำบากอีก นอนก็ไม่ได้นอน อยู่ดึกก็เลยต้องหิวแบบนี้ จะไปย่อยเมื่อไหร่เนี่ย” แมตต์บ่นอุบในตอนที่นั่งลงข้างๆ กันแล้วเริ่มกินแซนด์วิชแฮมชีสของตัวเองไป ไม่วายผินหน้ามองมาด้วยสายตาเคืองๆ

ฉันยิ้มแฉ่งตอบกลับไป

“พรุ่งนี้แกเข้านอนตั้งแต่สองทุ่มเลยสิ ฉันจะไม่กวน”

“เหอะ”

“โอ๋เอ๋~ แกนี่น่ารักจริงๆ เลยนะ ไม่มีใครตามใจฉันเท่าแกแล้ว”

“ก็ใช่น่ะสิ เธอจำไว้นะเมี่ยง ถ้าจะมีแฟนต้องหาให้ดีแบบฉัน ถ้าหาไม่ได้ก็ไม่ต้องมีแล้ว พอกันที” ประโยคนั้นมีความหงุดหงิดเจือปนอยู่เล็กๆ ก็นะ เวลาฉันเจอผู้ชายเฮงซวยทีไร แมตต์เป็นคนหนึ่งที่มักจะหัวเสียแล้วบอกให้ฉันเลิกตามหารักแท้สักที เฮ้อ เข้าใจแหละว่ามันเป็นห่วงกัน แต่ฉันก็ห้ามตัวเองไม่ได้เหมือนกันนี่

“โธ่ แมตต์ แกจำพี่พัฒน์แฟนตอนมอปลายฉันได้ไหมล่ะ เขาก็ดีออก แล้วเราก็จบกันด้วยดี”

“ฉันพูดจริงๆ นะ ถ้ามันดีจริงอะ คงไม่จบกันหรอก”

ไอ้บ้านี่ เป็นนักดับฝันฉันหรือไงยะ ขัดขาตลอดเลยสิน่า

“ก็…!”

ให้ตาย เถียงไม่ออกเลยแฮะ จะว่าไปแล้วก็จริงของมันนั่นแหละ ที่จริงแล้วตอนนั้นฉันเลิกกับพี่เขาไปเพราะอีกฝ่ายเข้ามหาวิทยาลัยแล้วไม่ค่อยมีเวลาให้ฉันเหมือนเดิม พอเวลาเราไม่ตรงกัน ก็สื่อสารกันไม่ค่อยเข้าใจเหมือนเก่า สุดท้ายความรู้สึกที่มันไม่มั่นคงต่อกันมากพอเลยทำให้เราตัดสินใจแยกทาง ขืนคบต่อก็มีแต่จะพากันเหนื่อยใจเปล่าๆ น่ะ

แล้วก็...เขาบอกเลิกก่อน

“เธอก็เก็บไปคิดเอาละกันน้า ฉันแค่เตือนในฐานะเพื่อนที่ดีที่สุด ยังไงก็อยู่ที่เธอตัดสินใจนั่นแหละว่าจะคบใครหรือไม่คบใคร”

“จ้า พ่อมหาเพื่อน”

“เฮ้อ! เพื่อเป็นการชดเชยที่ฉันเหยียบดอกกุหลาบพร้อมคำขอของเธอแหลกคาพื้น ฉันจะยอมพาเธอไปไหว้ขอความรักอีกก็แล้วกัน”

“จริงปะ?!”

“เออ แต่ที่ไหนก็ได้ที่ไม่ใช่ที่ไอ้ตึกวันนี้ อย่าแม้แต่จะคิดเชียว ไม่งั้นฉันจับหัวเธอกดชักโครกแน่” สีหน้าและแววตาจริงจังแบบนั้นมันอะไรกัน มันคงไม่ใจร้ายกับฉันถึงขนาดนั้นจริงๆ หรอกใช่ไหม

“...”

 

กลางดึกหลายวันต่อมา

ตั้งแต่กลับจากตึกร้างคราวก่อน ฉันก็ยังไม่ได้หาที่ไหว้ดีๆ ที่ใหม่เลย สุดท้ายก็ยังอยากพึ่งพาพวกนี้อยู่ดีนั่นแหละ ในช่วงที่จิตใจอ่อนไหวแบบนี้น่ะ เฮ้อ! จริงสิ ฉันไปรีวิวกับแก๊งเชียร์ลีดเดอร์มาแล้ว ซึ่งยัยพวกนั้นยังไม่มีใครไปเลยสักคน เออ ฉันว่าไม่ต้องไปแล้วล่ะ น่ากลัวเสียขนาดนั้น

กุกกัก...

…?

เสียงเหมือนใครทำอะไรบางอย่างอยู่หน้าห้องทำให้ฉันหลุดออกจากความคิด และหันไปขมวดคิ้วมองด้วยความสงสัย แถมเหมือนมีคนกำลังพยายามกดรหัสผ่านเข้ามาด้วย เพราะสัญญาณรหัสผิดดังขึ้นครั้งหนึ่ง จนฉันถึงกับต้องลุกจากโซฟาเพื่อมาดูเลยล่ะ

ติ๊ด!

“เฮ้ย!” ฉันร้องเสียงหลงเมื่อยังไม่ทันจะเดินถึงประตูด้วยซ้ำ หน้าหล่อๆ ของไอ้แมตต์ก็โผล่เข้ามาพร้อมผ้ากองโต คือนั่นมัน...ผ้าห่มและหมอนไม่ใช่เหรอ?!

“แกมาทำไรวะ”

เรื่องรหัสผ่านนั้นฉันไม่ข้องใจเท่าไรที่มันรู้โดยไม่ต้องบอก นั่นเพราะเราน่าจะตั้งรหัสเดียวกัน...วันเดือนปีเกิดไงล่ะ อ้อ ไม่ใช่สิ ต้องบอกว่ามันเป็นคนตั้งของห้องฉันเอง แล้วฉันก็ขี้เกียจเปลี่ยน

“นอนด้วยคน”

ฟุบ!

จู่ๆ แมตต์ก็โยนก้อนผ้าและหมอนในมือส่งมาให้ และฉันก็รับโดยสัญชาตญาณแม้จะยังมึนงงอยู่ ส่วนพ่อตัวดีนั้นหันหลังไปหยิบอะไรบางอย่างที่วางทิ้งไว้หน้าห้อง มันคือกระเป๋าลากใบเล็กขนาดสี่เหลี่ยมจัตุรัสและกล่องรองเท้า เจ้าตัวเอามาวางข้างโซฟาแล้วเปิดออก ฉันพบว่าภายในกระเป๋านั้นมีทั้งโทรศัพท์ ที่ชาร์จแบต ชุดนักศึกษา กระเป๋าใสๆ ขนาดย่อมที่ข้างในบรรจุของใช้จุกจิกจำพวกสกินแคร์ ครีมต่างๆ ขวดน้ำหอม บลาๆ ๆ เอ่อ…ที่ตัวของคนในชุดนอนลายทางซึ่งทำตัวเหมือนไอ้บ้าหอบฟางนั้นยังมีกระเป๋าหนังสีดำของแบรนด์ดังสะพายพาดอยู่ด้วย จำได้ว่าเป็นใบโปรดที่มันใช้ใส่ของเวลาไปเรียนน่ะ นี่มันทำตัวเหมือนเตรียมตัวไปมหาวิทยาลัยพรุ่งนี้เช้าเลยโดยจะไม่กลับห้องตัวเองอีก ทั้งที่ห้องมันห่างออกไปแค่ไม่กี่ก้าวเท่านั้น

“อะไรของแกเนี่ยไอ้แมตต์ เจอจิ้งจกในห้องหรือไงถึงย้ายสำมะโนครัวมานี่ ฉันงงนะ”

“เปล่า ที่ห้องมีแขก ฉันอึดอัด”

“แขกแกแล้วแกอึดอัดเองเนี่ยนะ อะไรยังไง พาใครมาห้อง” ฉันถามขณะมองมันจัดของวางไว้ที่โต๊ะหน้าโซฟาอย่างถือวิสาสะ ก่อนเดินมารับหมอนกับผ้าห่มที่ฉันยังกอดอยู่ไปจัดเตรียมที่นอนเสร็จสรรพ บนโซฟานั่นแหละ รวดเร็วอย่างกับเดอะแฟลช

“คืองี้ เพื่อนผู้หญิงในกลุ่มฉันเมา แล้วโทรมาปลุกฉันดึกๆ ดื่นๆ เนี่ย บอกว่าอยู่ใต้ตึก ยัยนั่นไม่ยอมกลับหอตัวเองอะ ฉันเลยให้นอนนี่เพราะขี้เกียจไปส่ง ง่วง”

“กลุ่มแกมีผู้หญิงด้วยเหรอวะ” ฉันเดินมากอดอกถามที่ข้างโซฟา เพราะลองนึกดูแล้วเท่าที่มันเคยพูดๆ ถึงเพื่อนที่คณะให้ฟัง กลุ่มมันไม่มีผู้หญิงอยู่เลยสักคนเดียว

“ก็ไม่เชิงในกลุ่ม มันก็สนิทๆ กันนี่แหละ เรียนด้วยกันบ่อย ทำงานกลุ่มใหญ่ด้วยกันบ่อย แล้วก็...” แมตต์เงียบไปด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วนใจเสียจนฉันมองตาก็เดาได้ไม่ยาก

“ยัยนั่นปิ๊งแก” ฉันพูดอย่างรู้ทันก่อนยกยิ้มมุมปากเพราะมั่นใจว่าทายถูกร้อยเปอร์เซ็นต์ ระดับเมี่ยงแล้วน่า...

“เออ หลงเสน่ห์ฉันอยู่ไง หนักใจจริงๆ”

นั่นไง! ซื้อหวยไม่ถูกบ้างวะ 


 

 

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

2


 

“แล้วยังไง คืนนี้เลยหนีมาอยู่ห้องฉันเนี่ยนะ” 

ฉันพยักพเยิดหน้าถามคนที่เตรียมจะล้มตัวลงนอน ไม่วายใช้เท้าเตะโซฟาที่มันยึดครองพื้นที่อยู่ด้วย ไอ้บ้าเอ๊ย คนอุตส่าห์นั่งคิดอะไรเพลินๆ อยู่แท้ๆ อยู่ดีไม่ว่าดีก็โผล่เข้ามาเสียได้

“เออ ถ้าฉันอยู่ห้องตัวเองอาจจะเกิดการเข้าใจผิดใหญ่โตก็ได้ ใครจะไปรู้” คนพูดทำท่ากอดตัวเองราวกับหวงเนื้อหวงตัว เล่นเอาฉันกลอกตาวนไปหลายรอบ แล้วก็เห็นว่าผู้บุกรุกหยิบผ้าปิดตาขึ้นมาคาดทิ้งไว้บนหัวก่อนโบกมือหย็อยๆ ไล่ฉันซึ่งเป็นเจ้าของห้อง “เธอไปนอนได้แล้ว อย่ามากวนฉันนะ”

“เดี๋ยว ไอ้คุณแมตต์ ใครกวนใครกันแน่วะ”

“เธอไง คิดจะกวนเวลานอนอันมีค่าของฉันอีกคนหรือไง ไปเลยนะ” มันทำหน้ายุ่งก่อนล้มตัวลงนอนดึงผ้าขึ้นไปห่มคลุมไว้ถึงคอ แล้วดึงผ้าคาดตาลงมา บอกเป็นนัยๆ ว่าให้ฉันเลิกวอแวมันสักที

“ไอ้...!” ที่นี่ยังเป็นห้องฉันอยู่หรือเปล่าวะ ชักจะงงๆ

“เมี่ยงปิดไฟด้วย!” แมตต์ร้องบอกแบบน้ำเสียงติดหัวเราะอยู่ในที เหมือนตั้งใจแหย่ให้ฉันหงุดหงิดเล่น

“ชิ”

ปึก!

ฉันเตะเข้าที่โซฟาอีกครั้งด้วยความหมั่นไส้คนที่ทำท่าว่าจะหลับง่ายดายเสียเหลือเกิน แล้วจึงตัดสินใจหมุนตัวเดินออกมา แวะหาน้ำดื่มที่โซนครัว ก่อนปิดไฟแล้วเข้าห้องนอนของตัวเอง จะว่าไปนี่มันก็เกือบจะตีหนึ่งแล้ว ฉันเองก็ควรต้องเข้านอนเหมือนกันสินะ...

 

ในที่สุดรุ่งอรุณของอีกวันก็มาเยือน เพราะวันนี้มีเรียนช่วงบ่ายแค่คลาสเดียว ตอนนี้ที่เป็นเวลาแปดโมงกว่าฉันเลยยังคงเดินชิลๆ ผิวปากและเตรียมข้าวต้มหมูสับเป็นมื้อเช้าให้ตัวเองอยู่ในห้อง ส่วนไอ้กาฝากที่ขนของเข้ามาเมื่อกลางดึกนั้นออกไปมหาวิทยาลัยได้สักพักแล้วเพราะมีคลาสตอนเช้า ส่วนสัมภาระของมันน่ะเหรอ ยังอยู่ดีที่ห้องฉันนี่แหละ เดี๋ยวตอนเย็นมันก็มาขนกลับไปเอง

ติ๊ง! ติ๊ง!

เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ที่ดังขึ้นทำให้ฉันละสายตาจากข้าวต้มในหม้อซึ่งได้ที่แล้วเพื่อเหลือบไปมองหน้าจอ เป็นแชตไลน์จากแมตต์นั่นเอง ฉันปิดเตาแก๊สก่อนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดเข้าไปที่หน้าห้องสนทนานั้น ชื่อที่เปลี่ยนเองตามใจเมื่อนานมาแล้วพร้อมข้อความล่าสุดปรากฏแก่สายตา

 

ไอ้แมตต์จอมมั่นหน้า: เมี่ยง

ไอ้แมตต์จอมมั่นหน้า: อย่าลืมแวะไปที่ห้องฉันนะ

 

จริงสิ ก่อนออกไปมันกำชับว่าให้ฉันช่วยไปดูเพื่อนมันให้หน่อยนี่หว่า แล้วก็ส่งยัยนั่นกลับไปให้เรียบร้อยด้วย เห็นว่าวันนี้เป็นวิชาเลือกเสรีที่ไม่ได้เรียนด้วยกันมั้ง ฉันไม่สนใจหรอกว่ายัยนั่นมีเรียนหรือเปล่า แต่จะไปดูให้ตามที่รับปากแล้วกัน ฉันพิมพ์ตอบเพื่อนสนิทไปสั้นๆ ว่า ‘เออ’ ก่อนเสียบโทรศัพท์เข้ากระเป๋าเสื้อนอนที่สวมอยู่เพราะตื่นมาก็แค่ล้างหน้าแปรงฟันเท่านั้นแต่ยังไม่ได้อาบน้ำ หลังเช็กความเรียบร้อยที่ครัวพร้อมปิดฝาหม้อทิ้งไว้ก่อนแล้วจึงออกมาที่ห้องข้างๆ

ฉันเปิดประตูห้องไอ้แมตต์เข้ามาด้วยรหัสผ่านเดียวกับห้องตัวเอง กวาดสายตาไปทั่วห้องแต่ไม่พบใครเลย จนกระทั่งเดินเข้ามาถึงห้องนอนนั่นแหละถึงได้เห็นผู้หญิงคนหนึ่งนอนอยู่บนเตียง ฉันเดินเข้ามาชะโงกหน้าดูใกล้ๆ ยัยนี่ชื่อ ‘พะแพง’ ตามที่ฟังมาเมื่อเช้า

“อืมมม...” รู้สึกว่าเธอจะตื่นพอดีนะ ไม่รู้ว่าเพราะได้ยินเสียงประตูเมื่อกี้หรือเปล่า

“...”

เธอปรือตาขึ้นมาเล็กน้อยและพึมพำๆ ว่า “แมตต์...”

“...”

ขอโทษนะถ้าต้องทำให้เธอผิดหวัง แต่นี่ไม่ใช่คนที่เธอต้องการ...

ฉันยืนกะพริบตาปริบๆ มองพะแพงอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งเธอขยี้ตาแล้วลุกขึ้นนั่งด้วยท่าทางสะลึมสะลือ ฉันถึงได้ขยับห่างออกมานิดหน่อย ยืดตัวขึ้นเต็มความสูงพร้อมยกมือขึ้นกอดอก ยังคงจ้องมองเจ้าของเรือนผมยาวประบ่าสีน้ำตาลสว่างดัดเป็นลอนอ่อนๆ ซึ่งตอนนี้ยุ่งเหยิงไม่เป็นทรง เครื่องสำอางก็ไม่ได้ล้าง ไอ้แมตต์คงง่วงมากจริงๆ ถึงไม่ได้เอาคลีนซิ่งของตัวเองให้ยัยนี่เช็ดเครื่องสำอาง แต่พูดก็พูดเถอะ ไม่ว่ามันจะง่วงและรีบนอนขนาดไหน ก็ไม่ลืมของตัวเอง...เชื่อเขาเลย ภาพกระเป๋าข้าวของเมื่อคืนยังติดตาฉันไม่หาย

“เธอ...! เธอเป็นใคร” พะแพงดูจะตกใจไม่น้อยเมื่อเห็นชัดๆ เต็มสองตาว่าฉันไม่ใช่คนที่เธอเรียกชื่อเมื่อกี้

“เป็นคนที่ไอ้แมตต์ฝากให้มาส่งเธอกลับดีๆ น่ะ”

“ล...แล้วแมตต์ไปไหน”

“ไปเรียนแต่เช้าแล้วล่ะ”

“ออกไปแล้วเหรอ” เธอพึมพำเบาๆ แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ยังได้ยินอยู่ดี เลยตอบยิ้มๆ กลับไปว่า

“ที่จริงมันไม่ได้นอนที่นี่ตั้งแต่เมื่อคืนน่ะ” ฉันส่งสายตาเป็นเชิงว่า ‘เธอทำให้เพื่อนฉันกลัวนะรู้ตัวไหม’ แต่ไม่แน่ใจว่ายัยนี่จะเข้าใจความหมายที่แฝงไปหรือเปล่านะ

“...!”

“ถ้าเธอตื่นแล้วก็ช่วยลุกด้วยละกัน ฉันจะลงไปส่งข้างล่าง”

“...!”

“เร็วสิ” ฉันพยักหน้าเร่งเมื่อเห็นว่าอีกคนเอาแต่นั่งชะงักมองฉันตาค้างอยู่บนเตียง “มัวแต่ทำหน้าตกใจอยู่นั่นแหละ ฉันมีอย่างอื่นต้องทำนะ”

ฉันพูดด้วยโทนเสียงปกติ สีหน้าก็คงออกจะเฉยๆ ล่ะมั้ง แต่ไม่รู้ว่าทำไมอีกฝ่ายถึงได้ทำหน้าแปลกๆ เหมือนเห็นสิ่งประหลาดอยู่แบบนั้น ฉันมองเธอทิ้งท้ายอีกครั้งก่อนป้องปากหาวพร้อมหมุนตัวเดินนำออกมาจากห้อง โชคดีที่ยัยพะแพงดูจะเข้าใจอะไรง่ายเหมือนกัน เพราะเธอรีบดึงสติแล้วลงจากเตียงเพื่อเดินตามฉันมาติดๆ

“เธอเป็นอะไรกับแมตต์” เธอถาม

“เพื่อนมัน”

“ใช่เหรอ”

“ใช่แล้วยังไง ไม่ใช่แล้วยังไงล่ะ” ฉันเหลือบไปมองคนถามนิดหน่อย เพราะรู้สึกว่าต่อให้พูดความจริงหรือโกหกยังไง ยัยนี่ก็เคลือบแคลงใจอยู่ดีนั่นแหละ สีหน้าและสายตาเธอมันฟ้องสุดๆ

“นี่เธอกวนประสาทฉันอยู่เหรอ”

“เปล่า เธอนั่นแหละเป็นอะไรถึงไม่กลับห้องตัวเองตั้งแต่เมื่อคืน” ...ดูสิ เดือดร้อนฉันต้องมาส่งอีก

“ก็ฉัน...!”

“โอเค ฉันเข้าใจว่าเธอเมา แต่มาห้องคนอื่นถูกเนี่ยมันแปลกๆ นะ...อย่าลืมหยิบกระเป๋าเธอกลับไปด้วยล่ะ” ฉันชี้นิ้วบอกเมื่อเหลือบสายตาไปเห็นกระเป๋าแปลกตาวางอยู่บนโซฟาเข้าพอดี เธอรีบถลาเข้าไปหยิบมาสะพายบ่าไว้แล้วเดินประกบฉันออกจากห้องมาติดๆ

“เธอเป็นใครกันแน่”

“แม่บ้านมั้ง”

“...”

“ฮ่าๆ ๆ ฉันตอบไปทีแรกแล้วไง แต่เหมือนเธอจะไม่เชื่อเลยลองเปลี่ยนคำตอบ”

“ก็ เอ่อ...” อีกฝ่ายอึกอัก

“ถ้าอยากรู้จริงๆ ทำไมไม่ไปถามไอ้แมตต์ล่ะ” ฉันแกล้งยิ้มด้วยสีหน้ามีเลศนัยเพื่อกวนอีกฝ่ายเล่นๆ เห็นท่าทางร้อนรนแบบนั้นแล้วคิดว่ายัยนี่คงชอบไอ้เพื่อนจอมมั่นหน้าของฉันจริงๆ นั่นแหละ

“หยาบคายชะมัด” อีกฝ่ายบ่นงึมงำ แต่เพราะตอนนี้เราเข้ามาอยู่ในลิฟต์แล้ว เสียงของเธอเลยมาเข้าหูฉันอย่างช่วยไม่ได้

“นี่ เธอควรจะขอบคุณนะที่ฉันอุตส่าห์ลงมาส่งเนี่ย เห็นแก่ไอ้แมตต์หรอกนะทั้งที่ฉันส่งเธอแค่หน้าห้องก็ได้”

“เหมือนเธอรีบไล่ฉันกลับเลย”

“ไม่ได้ไล่แต่ฉันมีอย่างอื่นต้องทำ อีกอย่างเธอก็ไม่มีเหตุจำเป็นให้อยู่ต่อไม่ใช่เหรอ ตื่นแล้วก็กลับสิ” พูดจริงๆ ว่าตอนนี้เริ่มจะโมโหหิวอยู่หน่อยๆ แล้วล่ะ รู้อย่างนี้กินข้าวก่อนมาก็ดี

“เธอนี่มัน... ตกลงว่าเธอเป็นอะไรกับแมตต์กันแน่ เพื่อนที่คณะเหรอ ฉันไม่คุ้นหน้าเธอเลย” พะแพงวนกลับมาที่คำถามเดิมอีกครั้ง เหอะ ถ้าเธอรู้ว่าเป็นเพื่อนที่ไหนตั้งแต่เมื่อไหร่แล้วเธอจะหนาว ชิ!

“ฉันก็ไม่คุ้นหน้าเธอเหมือนกัน” ฉันส่ายหน้าพูดขำๆ เริ่มรู้สึกไม่ถูกชะตายัยนี่ยังไงชอบกล

“…!”

“คราวหลังถ้าจะเมาก็ต้องรู้จักกลับห้องตัวเองให้ถูกด้วยสิ” อีกฝ่ายเบิกตากว้างเมื่อได้ยินฉันพูดแบบนั้น และยิ่งช็อกหนักเข้าไปใหญ่หลังจากฉันพูดต่ออีกว่า “แล้วก็อย่าเที่ยวไปสัมภาษณ์เซ้าซี้คนที่ไม่ได้สนิทกันแบบนี้อีกล่ะ เขาจะรำคาญเอา”

“เธอ...”

ติ๊ง!

เสียงสัญญาณลิฟต์ดังขึ้นก่อนประตูจะเปิดออกเมื่อมาถึงชั้นล่างสุดแล้ว ฉันเดินนำพะแพงออกมาก่อนหยุดตรงหน้าประตูทางเข้าอพาร์ตเมนต์ สิ้นสุดเควสฉุกเฉินของวันนี้สักที หวังว่าจะไม่เจอยัยนี่อีกนะ

“ยังไงก็กลับดีๆ แล้วกัน” ฉันยิ้มเรียบๆ ส่งให้เธอเมื่อเห็นว่าเจ้าตัวเดินตามมาหยุดอยู่ตรงหน้านี้แล้ว

“ฉันชื่อพะแพง” เธอพูดขึ้นด้วยสีหน้าเหมือนจะสื่ออะไรสักอย่างที่ฉันไม่เข้าใจ

“อืม ไอ้แมตต์บอกแล้ว” ฉันพยักหน้ารับง่ายๆ  

“เธอชื่ออะไร”

“เอาไว้ไปถามไอ้แมตต์แล้วกัน ดูเหมือนเธอจะมีหลายคำถามที่รอถามมันอยู่นะ” ฉันมองคนตรงหน้ายิ้มๆ ก่อนเอื้อมมือไปตบต้นแขนเธอเบาๆ สองสามทีเชิงให้กำลังใจ พร้อมแนะนำว่า “แต่อย่าไปถามทีเดียวพร้อมกันหมดล่ะ มันจะตอบไม่ทัน แล้วก็...มันชอบคนที่ฟังมันมากกว่าคนช่างซักไซ้น่ะ”

“...!”

“ขอให้เธอสมหวังแล้วกันนะ ฉันไปละ เดี๋ยวข้าวต้มจะเย็นหมด”

นั่นคือเหตุผลที่ฉันต้องรีบ...

 

หลายนาทีต่อมา

หลังจัดการส่งเพื่อนแมตต์กลับไปเรียบร้อยแล้วฉันก็กลับมานั่งกินข้าวต้มฝีมือตัวเองอยู่ที่ห้องอย่างสบายใจ พร้อมเปิดเพลงจากโทรศัพท์ฟังคลอไปด้วย

ติ๊ง!

 

ไอ้แมตต์จอมมั่นหน้า: เธอทำอะไรพะแพงวะ

 

แจ้งเตือนจากแชตไลน์ของเพื่อนสนิททำให้ฉันต้องวางมือจากช้อนที่กำลังจะตักอาหารเข้าปากเพื่อตอบมัน ข่าวเร็วเสียจริงๆ ยัยพะแนงพะแพงอะไรนั่นไม่ธรรมดาเลยนะเนี่ย สงสัยจะชอบจริงจังแฮะ

 

MIANG: ไม่ได้ทำอะไร ก็ส่งเธอกลับตามที่แกบอกไง

ไอ้แมตต์จอมมั่นหน้า: แปลกๆ แต่ขอบใจแล้วกัน

MIANG: ทำไม แม่นั่นฟ้องอะไรแกเหรอ

ไอ้แมตต์จอมมั่นหน้า: แม่นั่น?

ไอ้แมตต์จอมมั่นหน้า: 5555 เธอไม่ชอบพะแพงเหรอ

MIANG: ทำไมฉันต้องชอบด้วยล่ะ ทีแกยังไม่ชอบเลย

ไอ้แมตต์จอมมั่นหน้า: ไม่ได้ไม่ชอบแบบนั้น ก็แค่ทำให้อึดอัดนิดหน่อยอะ แต่เป็นเพื่อนได้

 

นิดหน่อยจริงๆ นั่นแหละมั้ง... ก็แค่หอบผ้าหอบผ่อนหนีมานอนห้องฉันเท่านั้นเอง แค่นิดหน่อยจริงๆ ฮ้า ให้ตายสิ นึกถึงตอนที่มันโผล่พรวดพราดเข้ามาเมื่อคืนแล้วยังตกใจไม่หาย  

 

MIANG: เหรอ งั้นเพื่อนแกถามอะไรแกบ้างล่ะ

ไอ้แมตต์จอมมั่นหน้า: ไม่ถามอะไรเลย แค่ทักมาขอบคุณเฉยๆ

ไอ้แมตต์จอมมั่นหน้า: ถึงได้บอกว่าแปลกไง ฉันรู้ว่าเธอคงไม่ตอบอะไรเองแน่ๆ

MIANG: เพื่อนแกอาจจะกำลังรวบรวมคำถามอยู่ก็ได้ แต่แฮงก์อยู่นึกออกปะ

ไอ้แมตต์จอมมั่นหน้า: เออๆ ไม่ใช่เธอไปแกล้งอะไรนะ

MIANG: แมตต์ แกก็รู้ว่าฉันอยากให้แกมีแฟนจะตาย ถึงได้แนะนำยัยนั่นไปนิดหน่อย

ไอ้แมตต์จอมมั่นหน้า: ถามจริง แนะนำว่าไง

MIANG: แนะนำว่าอย่าถาม

ไอ้แมตต์จอมมั่นหน้า:

ไอ้แมตต์จอมมั่นหน้า: ว่าละ วางระเบิดเก่ง

MIANG: พอๆ เลิกคุย ฉันจะกินข้าว

ไอ้แมตต์จอมมั่นหน้า: เออ งั้นฉันเรียนต่อละ

 

ฉันถึงกับหลุดหัวเราะออกมาในตอนที่กดออกจากแชตแล้วล็อกโทรศัพท์ ก่อนวางมันไว้บนโต๊ะตามเดิม สงสัยคำพูดของฉันจะสั่นคลอนยัยนั่นอยู่ไม่น้อยเลยนะเนี่ย นึกถึงสีหน้าตกใจกึ่งอยากรู้อยากเห็นของหล่อนแล้วก็อดขำไม่ได้จริงๆ แต่ที่พูดไปว่า ‘ขอให้สมหวัง’ นั่นน่ะ ฉันพูดจากใจเลยนะ อยากรู้จริงๆ ว่าถ้าไอ้แมตต์มีแฟนแล้วมันจะเป็นยังไง

คงจะแปลกตาน่าดูว่าไหม 


 

 

 

- TO BE CONTINUED -

 

Animated GIF
Animated GIF

 

นิยามของแมตต์ทุกสถานะ และเมี่ยงเป็นทุกอย่างให้เธอแล้ว
พะแพงจะรู้ไหมว่าเขาเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่ชาติที่แล้วละมั้ง
ถามแมตต์สิ กิ้วๆ 555555555555
ว่าแต่ใครจะมีแฟนก่อนกันน้าาาา...

 

ฝากติดตามกันต่อด้วยน้าา แล้วเจอกัน Chapter 3 ค่า

เจอคำผิดหรือประโยคแปลกๆ ตรงไหนบอกได้เลยนะคะ
ฝากคอมเม้นต์เพื่อเป็นฟีดแบ็กให้ไรต์มีกำลังใจกันด้วยน้าา
ขอบคุณค่า

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 59 ครั้ง

217 ความคิดเห็น

  1. #170 Mildmmt (@Mildmmt) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2562 / 19:45
    หวงเพื่อนหวงตัวเก่ง พ่อมหาจำเริญ
    #170
    0
  2. วันที่ 22 สิงหาคม 2562 / 22:20
    แมตต์มันหวงตัวจิตายแกร๊
    คำตก_บอกว่าวันนี้ ได้>>ใน เมืองหลวง [1]
    ยัยนี่(น่า)จะชื่อ "พะแพง"
    #72
    1
    • #72-1 CHERMADA (@Blackberrymind) (จากตอนที่ 3)
      22 สิงหาคม 2562 / 23:11
      ขอบคุณค่าา แก้ไขเรียบร้อย
      #72-1
  3. #64 nnamcha (@nnamcha) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2562 / 21:53
    น่าสนให้แมตต์มีแฟนก่อนบ้าง อยากรู้ว่าจริงๆแล้วเมี่ยงจะเป็นยังไง
    #64
    0
  4. #63 ks'lover. (@sjsnsd) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2562 / 20:27

    มีแฟนพร้อมกันเพราะจะเป็นแฟนกันเอง555555

    #63
    0
  5. #62 งูดูหนู (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2562 / 06:34

    แงงงงง อาทิตย์ละ1-2ตอน ต้องลงแดงแน่ๆเลยกั๊บ

    #62
    0
  6. #61 ks'lover. (@sjsnsd) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2562 / 23:53

    น่าร้ากกกกกกก

    #61
    0
  7. #60 SuthidaSukkon (@SuthidaSukkon) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2562 / 23:16
    ถ้าไม่ติดว่าเป็นเพื่อนกันตั้งแต่เด็กนะ... จะคิดว่าเป็นแฟนกันละนะ...
    #60
    1
    • #60-1 CHERMADA (@Blackberrymind) (จากตอนที่ 3)
      15 สิงหาคม 2562 / 23:17
      มีเส้นบางๆ กั้นไว้ XD
      #60-1
  8. #58 รรรรรรร (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2562 / 06:41

    วงวารเฟรนโซน

    #58
    0
  9. #57 Abyun (@byun_am) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2562 / 01:59
    ย้ำสุดเพื่อนนนนนเนี่ยยย
    #57
    0
  10. วันที่ 13 สิงหาคม 2562 / 23:26
    จ้าพ่อคนดี
    #56
    0