คุณกำลัง login ด้วย [ เปลี่ยนชื่อ | ออกระบบ ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

ลิขิตรักฉบับสวรรค์ (สนพ.ยาหยียาใจ ในเครือ ณ บ้านวรรณกรรม)

ตอนที่ 5 : บทที่ 5 : การบรรยาย "เทวะฝึกหัด"


     อัพเดท 11 ม.ค. 52
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: ฟรีสไตล์/รักแฟนตาซี
Tags: Romance, Comedy, Fantasy, เทวดา, ตำนานนรก-สวรรค์, ภพภูมิ, วันวิสาข์, ครอบครัว, paranormal
ผู้แต่ง : น ว ต า ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ น ว ต า
My.iD: https://my.dek-d.com/naughtyprincess
< Review/Vote > Rating : 94% [ 80 mem(s) ]
This month views : 14 Overall : 48,728
747 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 192 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
ลิขิตรักฉบับสวรรค์ (สนพ.ยาหยียาใจ ในเครือ ณ บ้านวรรณกรรม) ตอนที่ 5 : บทที่ 5 : การบรรยาย "เทวะฝึกหัด" , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 2922 , โพส : 9 , Rating : 100% / 2 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


บทที่ 5 การบรรยาย ‘เทวะฝึกหัด’

ไอหมอกสีขาวปกคลุมไปทั่วทั้งลานกว้าง อย่างไรก็ตามมันก็ดูไม่โล่งจนเกินไปนักเมื่อถูกแต่งแต้มด้วยกลีบมวลบุปผชาติหลากหลายสีซึ่งลอยละล่องอย่างเริงร่าไปมาในอากาศส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่วบริเวณ แต่ทว่าทัศนียภาพงดงามเหล่านี้ไม่อาจทำให้ผู้มาใหม่สองร่างที่กำลังเดินลงมาจากบันไดสีทองตื่นตาตื่นใจเท่าใดนัก ตรงกันข้ามสิ่งที่ทำให้ผู้มาเยือนตื่นตาตื่นใจมากเห็นจะเป็น แถวยาวเหยียดของผู้คนมากหน้าหลายตา

 “ปีนี้เห็นท่าจะเยอะกว่าทุกปีเชียวนะ”

ชายชราในชุดขาวฉลุลายดิ้นทองผู้มีใบหน้าอ้วนกลม ศีรษะล้านแหว่งเป็นหย่อมกล่าวขึ้นมา ขณะกวาดสายตาสำรวจไปยังกลุ่มคนซึ่งส่งเสียงพูดคุยจ้อกแจ้กราวกับฝูงผึ้งดังหึ่งๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งชายและหญิงกำลังต่อแถวอย่างเป็นระเบียบ รอการขานชื่อเพื่อตรวจสอบ ก่อนจะทยอยเข้าไปรวมตัวกันในอาคารสูงใหญ่ซึ่งทำจากผลึกแก้วใสสวยงามทั้งหลัง

“มนุษย์คงจะรู้จักทำความดีกันมากขึ้นแล้วล่ะมั้ง ท่านว่าไหม ท่านบุญญา”

“ท่านไม่รู้อะไร ท่านราชวัตร”

คนถูกเรียกว่า  ‘บุญญา’ หัวเราะในคอ ประกายตาเริงรื่นขึ้นมาทำให้ใบหน้าเหี่ยวย่นของเขาซึ่งครั้งหนึ่งคงเคยหล่อเหลาดูอ่อนวัยลงกว่าเดิมอย่างน่ามหัศจรรย์

“เห็นที่นี่ว่าเยอะแล้ว แต่ในนรกเยอะกว่านี้หลายเท่านัก”

 ราชวัตรเลิกคิ้วกับสหาย

“เป็นความจริงเหรอ แต่ท่านรู้เรื่องนี้ได้อย่างไรกันล่ะ อย่าบอกนะว่าท่าน...”

“ข้าไม่ได้ทำอะไรผิดกฎ อย่างการลงไปที่นั่นหรอกน่า” ชายชราผู้มีรอยยิ้มใจดีรีบดักคออีกฝ่าย “เพียงแต่ข้าเองก็มีสหายอยู่ทั่วทุกหนแห่ง สหายที่รักของข้าบ่นให้ข้าฟังอยู่เรื่อยเชียว ว่าที่นั่นงานหนักเอาการอยู่ ไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจดีที่สวรรค์ของเรางานไม่หนักเท่าของเขา”

“นั่นสินะ ท่าน” ราชวัตรหัวเราะร่วนจนชฎาบนศีรษะเอียงกะเท่เร่  “แต่อย่างว่าล่ะ เราคงทำอะไรไม่ได้หรอก มนุษย์เป็นผู้กำหนดกรรมดี-ชั่วของตนเองทั้งนั้น”

“จริงอยู่ แต่บางทีข้าก็แอบหวังเหมือนกันนะว่า สักวันสวรรค์ของเราจะมีงานหนักเท่าฝั่งโน้นบ้าง เป็นเช่นนั้นข้าคงสุขใจไม่น้อย”

เทวดาร่างอ้วนพยักหน้าเห็นด้วย ก่อนจะตวัดสายตาไปยังรอบบริเวณอย่างสำรวจอีกครั้ง

“เอ่อ...แต่ท่านคิดยังไงกันรึ ถึงได้อยากลงมาเยี่ยมชมที่นี่น่ะ ข้าล่ะไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมจู่ๆ ท่านจึงสนใจอยากมาดูการอบรมเทวดาใหม่ขึ้นมา”

“นานทีปีหนน่า ท่าน ข้าเองก็อยากทบทวนความทรงจำเก่าๆ ครั้นยังเป็นเด็กใหม่บ้างไงล่ะ”

“ข้าไม่อยากจะเชื่อเลยนะว่า ท่านมาที่นี่เพียงเพื่อต้องการมาทบทวนความหลังเท่านั้น” ราชวัตรเอ่ยอย่างรู้ทันความคิดสหายสนิท “ข้าว่ามันน่าจะมีเหตุผลลึกซึ้งมากกว่านั้นอยู่นา”

บุญญายิ้ม เปลี่ยนการตอบคำถามเป็นการชักชวนเพื่อนแทน

“แสดงตัวเสียหน่อยสิท่าน”

 ราชวัตรผงกศีรษะ และแล้วรวดเร็วทันใจเหลือเกิน ร่างสูงเก้งก้างของเทวดาองค์หนึ่งซึ่งทำหน้าที่ควบคุมงานในหนนี้ก็ปราดเข้ามาหาเทวดาสูงวัยทั้งสอง

“โอ้! ท่านบุญญา ท่านราชวัตร ไม่อยากจะเชื่อว่าจะพบท่านทั้งสองที่นี่

เทวดาศีรษะโล้น สวมหมวกทรงแหลมสีขาวร้องอุทานอย่างประหลาดใจ เขาก้มลงโค้งศีรษะให้ผู้มาใหม่ทั้งสองอย่างนอบน้อม

“เป็นเกียรติมากขอรับที่ได้เจอท่านทั้งสอง ไม่ทราบว่ามีอะไรให้ข้าสถาณุ คนนี้รับใช้หรือไม่”

“อ้อ...ไม่มีอะไรหรอก ขอบใจมาก” บุญญาปฏิเสธยิ้มๆ  “ข้าเพียงแต่ได้ยินว่ายามนี้มีการอบรมเทวดาใหม่เลยลองมาแวะดูเสียหน่อยเท่านั้นเอง เห็นท่านราชวัตรว่างอยู่เลยชวนลงมาดูด้วยกัน ใช่ไหมท่าน”

เทวดาราชวัตรผู้มีใบหน้าอ้วนกลมพยักหน้าอย่างกระตือรือร้น

“ใช่แล้วล่ะ ช่วงนี้ข้าก็ว่างเหลือเกิน เลยลองหาอะไรเพลินๆ มาชมให้หายเบื่อเสียหน่อย” เขาเออออตามสหายรักไป แม้จะรู้ดีแก่ใจว่า สหายรักไม่น่าจะลงมาที่นี่เพียงเพื่อเที่ยวชมบรรดาเทวดาหน้าใหม่อย่างเดียว แต่คงต้องการมาตรวจสอบวิธีอบรมที่ไม่ได้มาตรฐานของเทวดาบรรจุใหม่ตามที่ได้ยินเรื่องร้องเรียนมามากกว่า

“อ้อ...อย่างนั้นเองหรอกรึ เช่นนั้นล่ะก็ ข้าเองก็ต้องขอบคุณท่านทั้งสองที่ได้ให้ความสนใจมาเที่ยวชมการอบรมเทวดาใหม่ของเรา” เทพสถาณุพูดต่ออย่างพินอบพิเทาเป็นพิเศษ อาจเพราะเขาเองก็พอจะมองเห็นรางๆ แล้วว่าเทวดาชั้นผู้ใหญ่ไม่มีทางเสียเวลาลงมาในสวรรค์ชั้นล่างอย่างที่นี่แน่ หากไม่มีเรื่องสำคัญพอที่จะให้ลงมา!

 “ไม่ทราบว่านท่านทั้งสองต้องการอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่าขอรับ ข้าจะได้จัดหามาให้ รับสุธารสทิพย์สักหน่อยดีไหมขอรับ ท่าน”

“เอาสิ

“ไม่ต้องหรอก”

สหายชราพร้อมใจกันพูดออกมาพร้อมกัน ทว่าด้วยคำตอบที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ราชวัตรหันมองอีกฝ่ายอย่างเว้าวอน ตาละห้อย

“นิดเดียวน่าท่าน ข้าคอแห้งจะแย่อยู่แล้ว”

เห็นท่าทีน่าสงสารของสหายไม่เท่าไร บุญญาก็ต้องพยักหน้าอนุญาตอย่างจนใจ

“อย่าให้เรื่องนี้รู้ไปถึงหูขององค์อมรินทร์ก็แล้วกัน การดื่ม กิน หรือเสพสิ่งใดๆในสวรรค์ต่างชั้นกับที่ตัวท่านสถิตนั้น ถือเป็นเรื่องผิดกฎ”

“ข้ารู้ๆ แต่นิดเดียวเอง ไม่รู้หรอกน่า” เทวดาร่างอ้วนรีบรับสุธารสมาละเลียดจิบอย่างมีความสุข “อ้า...สุธารสของสวรรค์ชั้นนี้ ช่างกลมกล่อมเสียยิ่งกว่าอะไร ฮ่าๆ นี่ถ้ามีน้ำคันธบานอีกเหยือกล่ะก็ คงแสนสุข

เทวดาบุญญาส่ายหน้าอย่างอ่อนใจในท่าทีของสหายสนิท เมื่อเห็นว่าราชวัตรยังง่วนกับการจิบสุธารสชั้นเลิศจอกแล้วจอกเล่าไม่มีทีท่าว่าจะหยุด เขาจึงหันเหความสนใจไปที่แถวยาวเหยียดซึ่งกำลังทยอยเข้าอาคารผลึกแก้วอยู่เช่นเดิม

“ปีนี้ท่าจะวุ่นน่าดูเชียว ทั้งหมดมีกี่องค์ใหม่หรือ”

“รุ่นนี้ทั้งหมดห้าร้อยองค์ขอรับ” เทวดาสถาณุผู้ต้อนรับตอบอย่างรวดเร็ว “แต่ท่าทางจะมีผู้ผ่านการอบรมไปเป็นเทวดานางฟ้าฝึกหัดเพียงแค่สี่ร้อยเก้าสิบเก้าองค์เท่านั้น”

“อ้าว...ทำไมเป็นอย่างนั้นล่ะ แล้วอีกองค์ไปไหนงั้นหรือ”

“ข้าเกรงว่าทางเราจะไม่สามารถให้องค์นั้นผ่านการอบรมออกไปได้ขอรับ พฤติกรรมของเขาไม่เหมาะสม แย่มาก...จนเราทำใจปล่อยเขาไปฝึกหัดไม่ได้เลยขอรับ ไม่อย่างนั้นภาพพจน์สวรรค์เราต้องเสียหายแน่”

“องค์นั้นเป็นเทวดาหรือ”

“ขอรับ เทวดา”

“อืม แต่ยังไงก็ตาม มันไม่เกินไปหน่อยเหรอ ถึงขนาดปล่อยออกไปฝึกหัดงานไม่ได้น่ะ เราควรให้โอกาสเด็กใหม่ได้เรียนรู้และปรับตัวหน่อยสิ เขาอาจจะยังไม่ชินที่จะต้องยอมรับสภาพว่า ตนเองตายแล้วจนต้องมาเป็นเทวดาก็ได้”

“มันไม่ใช่อย่างนั้นน่ะสิขอรับ ท่าน เขาชินกับการรับสภาพเรื่องความตายหรือการเป็นเทวดาแล้ว แต่เขาก็ยังประพฤติตัวได้แบบที่...โอ๊ย! สุดๆ! จะเรียกว่ายังไงดี เอาเป็นว่าทำให้พวกเราเหล่าเทวดาปวดหัวได้ไม่หยุดหย่อนเลยล่ะขอรับ”

 “เขาแย่ขนาดมากนั้นเชียวหรือ”

“ขอรับ” คนรายงานพูดเสียงเบื่อหน่ายสุดขีด “เขาเป็นเทวดาเจ้าปัญหา น่ารำคาญที่สุดเท่าที่สวรรค์เราเคยมี! เชิญตามมาทางนี้สิขอรับ ข้าจะให้ท่านได้เห็นกับตาตัวเอง

 

 

เสียงพูดคุยจ้อกแจ้กในห้องทรงกลมโอ่โถงภายในอาคารผลึกแก้วเงียบลงนิดนึง เมื่อกลุ่มทวยเทพสองสามองค์ซึ่งทำหน้าที่เป็นวิทยากรและเจ้าหน้าที่ทยอยกันเข้ามาด้านในจนครบ

เหล่าเทวดาหน้าใหม่หลายองค์อุทานออกมาอย่างทึ่งๆ กับการปรากฏตัวกะทันหันของวิทยากรผู้ไม่ธรรมดา

“ดูนั่น! เขาหายตัวเข้ามาใช่ไหม

“สุดยอดไปเลยนะ

เสียงซุบซิบอื้ออึงอย่างตื่นเต้นดังระงมไปทั่วทั้งห้อง จนกระทั่งวิทยากรผู้เป็นประเด็นเมาท์ในคราวนี้ กระแอมเสียงดัง เทวดาทุกองค์จึงเงียบเสียงลงเสียได้

“สวัสดี ขอต้อนรับ เทวดานางฟ้าที่รักทุกท่าน  ข้าคือรุทรเทพ จะมาเป็นวิทยากรของท่านในการบรรยายเทวะฝึกหัดครั้งที่ 999”

เทวดาร่างสูงผอมบาง สวมโจงกระเบนสีทองสว่างส่งเสียงน่าเกรงขามทักทาย กวาดสายตามองใบหน้าตื่นเต้นของเทพมือใหม่ไปทั่วทั้งห้อง

“ก่อนอื่นข้าต้องขอแสดงความยินดีกับทุกท่านที่นั่งอยู่ ณ ที่แห่งนี้ด้วย ที่ท่านสามารถผ่านการคัดเลือกเข้ามาเป็นเทวดานางฟ้าฝึกหัดกันได้”

เหล่าเทพมือใหม่ต่างพากันยิ้มแย้มอย่างดีอกดีใจ แต่รอยยิ้มของทุกองค์ต้องพลันเลือนหายไปกะทันหัน เมื่อจู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งโพล่งขึ้นมา!

“ที่เราต้องตายน่ะ มันน่ายินดีตรงไหนกันมิทราบ”

ทั้งห้องตกอยู่ภาวะเงียบกริบ ก่อนที่สายตาของทวยเทพทั้งหมดจะพร้อมใจกันพุ่งตรงไปยังที่มาของเสียงไม่เข้าหูนี้ และก็เป็นอย่างที่คิด ทุกคนดูจะไม่แปลกใจเท่าไรเมื่อเห็นว่าใครเป็นคนพูด

“นั่นไง! นั่นเขาล่ะท่าน เทพสถานุรีบกระซิบบอกบุญญาอย่างประสาทๆ ขณะที่สายตาของชายชราพุ่งตรงไปที่หลังห้องซึ่งอยู่ไม่ห่างออกไปนักอย่างสังเกตสังกา

ไม่ใช่เพียงแต่คำพูดที่โดดเด่นไปจากเหล่าเทพองค์อื่นๆ เท่านั้นแต่รูปลักษณ์หล่อเหลาสง่างามของเทวดาองค์นั้นทำให้ เขาดูไม่เหมือนกับเทพธรรมดาองค์อื่นๆ

“น่าแปลก...”

บุญญาพึมพำกับตัวเอง หรี่ตามองไปยังร่างสูงของชายหนุ่มซึ่งนั่งกอดอกวางท่าอยู่หลังห้องอย่างครุ่นคิด

“หรือว่าเขา...”

“อะไรแปลกหรือขอรับ”

“อ้อ ไม่มีอะไรหรอก” เทพชราปฏิเสธยิ้มๆ  “ว่าแต่นี่น่ะหรือ เทวดาที่ท่านกล่าวถึงเมื่อครู่”

เทวดาสถาณุพยักหน้ารับขึงขึง

“ขอรับ ท่านเห็นหรือยังว่าเขาชอบทำตัวมีปัญหาแค่ไหน”

“อืม เทวดาองค์นั้นมีนามว่าอะไรงั้นหรือ”

แต่ยังไม่ทันที่สถานุเทพจะได้ตอบอะไร เสียงน่าเกรงขามจากหน้าห้องก็ดังขึ้นแทรกเสียแล้ว

“ท่านภพภูมิ กรุณาอย่าทำให้บรรยากาศการบรรยายหนนี้ต้องเสียไปหน่อยเลย”

“ใช่ เงียบๆ ไว้ก่อนไม่ได้หรือ นะ...ภพ ขอร้องล่ะ”

คนที่ถูกเรียกว่า ‘ภพภูมิ’ ไหวไหล่ ใบหน้าคมคายภายใต้เรือนผมสีดำขลับซอยระมาถึงต้นคอแบบที่มนุษย์นิยมทำนั้นเรียบเฉียบและยังดูไม่ยี่หระต่อสิ่งใดๆ แม้จะถูกเทวดาสหายข้างๆ เตือนแล้วก็ตาม

ภพภูมิ งั้นหรือ...

“ฉันพูดผิดตรงไหน อนิล” เขาหันไปพูดกับเพื่อนชายสวมแว่นตาข้างๆ “ไม่เห็นจะน่ายินดีตรงไหนเลยที่เราต้องตายก่อนวัยอันควรแล้วมาเป็นเทวดาบนนี้น่ะ ชายหนุ่มอย่างพวกเรายังใช้ชีวิตไม่คุ้มค่าเลยด้วยซ้ำ ถ้าเป็นตาแก่เจนโลกอยู่จนคุ้มอย่างหมอนั่นก็ว่าไปอย่าง”

เทวดาหนุ่มปากกล้าพยักเพยิดมาทางเทวดาสถาณุ

“แบบนั้นถึงค่อยเข้าท่าหน่อย ถ้าจะต้องแก่ตายจนมาเป็นเทวดาหนังเหี่ยวบนสวรรค์น่ะ จริงไหม”

เทวดาที่เพิ่งพูดถูกพาดพิงไปหยกๆ หน้าตึง

“ท่านบุญญาขอรับ ท่านเห็นไหม ข้าล่ะประสาทจะกิน

บุญญาหัวเราะในคอ ในขณะที่เทพหนุ่มเจ้าปัญหาพูดขึ้นมาอีกครั้ง

“ดังนั้นคงไม่ผิดอะไร ถ้าผมจะบอกว่า การได้ขึ้นมาอยู่บนสวรรค์ไม่ใช่สิ่งที่น่ายินดีเท่าไรหรอก ในเมื่อมันต้องแลกด้วยความตายของพวกเรา”

“ท่านพูดอย่างนั้นก็ไม่เชิงถูกต้องเสียทีเดียว” เทวดารุทร วิทยากรของรายการรีบแย้งขึ้นมา “ความตายอาจไม่ใช่สิ่งน่ายินดีก็จริงอยู่ แต่ท่านอย่าลืมสิว่า สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ไม่มีใครสามารถหลีกลี้หนีพ้นความตายได้หรอก ไม่ว่าเขาคนนั้นจะเป็นใครก็ตาม ราชาหรือยาจก สุดท้ายแล้วก็ต้องมาอยู่ในฐานะเท่าเทียมกันหมดอยู่ดี ความตายคือ ความเสมอภาค มันเป็นเรื่องธรรมดาของโลกใบนี้”

“คุณก็พูดได้สิ ก็เพราะคุณไม่ได้ตายตอนที่ยังอายุยังน้อยนี่ ไม่เป็นธรรมเลยที่จะต้องจากโลกนี้ไปโดยยังไม่ถึงวัยสมควร”

“มันเป็นชะตาลิขิตของท่าน ท่านภพภูมิ ถึงแม้ท่านจะรู้สึกยังไง แต่ท่านก็ต้องหัดยอมรับสภาพในข้อนี้ด้วย นี่เป็นกรรมของท่านเอง กรรมที่ท่านต้องเผชิญ”

“ฮึ กรรมบ้าบออะไรล่ะ”  อีกฝ่ายสบถอย่างนึกขัน

“สำรวมหน่อยวาจาหน่อยท่าน ตอนนี้ท่านคือเทวดาฝึกหัดแล้ว ไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะพูดคำหยาบคายได้อย่างเช่นมนุษย์ปกติ    เป็นเทวดาต้องรู้จักระมัดระวังกิริยาทั้งทางกาย วาจาและใจเป็นอย่างยิ่ง” รุทรเทพกล่าวเตือนขรึมๆ  ทว่าเทวดาหนุ่มกลับหัวเราะออกมา

“คำก็เทวดา...สองคำก็เทวดา เอ้า! ก็ได้ งั้นคุณช่วยบอกข้อดีของการเป็นเทวดาให้ผมฟังหน่อยได้ไหมล่ะ ผมอยากรู้ว่ามันมีดีอะไรนักหนาคุณถึงได้ภูมิอกภูมิใจในการเป็นเทวดาขนาดนี้”

“ข้าก็กำลังจะอธิบายอยู่นี่ไงล่ะ ถ้าเมื่อครู่ท่านไม่มัวมาขัดข้าเสียก่อน” รุทรเทพกล่าว ก่อนจะกวาดสายตาไปยังทุกใบหน้าในห้องอย่างตั้งสมาธิ “เอาล่ะ งั้นเรามาเริ่มการบรรยายกันดีกว่า ท่านเทพฝึกหัดทั้งหลาย”

“ท่านอาจจะสงสัยว่า เทพฝึกหัดคืออะไรกันใช่ไหม เทพฝึกหัดก็คือ เทพมือใหม่ที่เพิ่งได้รับการคัดเลือกให้มาอยู่บนชั้นสวรรค์ ต้องได้รับการอบรมฝึกหัดการทำงานและการดำรงสภาพความเป็นเทพ เมื่อครบกำหนดเวลาแล้วพวกท่านก็จะได้รับการบรรจุไปประจำเป็นเทพจริงๆ บนสวรรค์ชั้นต่างๆ แยกไปตามแต่ระดับบุญสะสมของพวกท่าน”

“ตามปกติเวลาที่มนุษย์สิ้นอายุขัยลงจะด้วยเหตุใดตามแต่ก็ดี มนุษย์จะถูกตรวจสอบบัญชีบุญบาปเสียก่อน โดยแบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกคนที่มีบาปมากกว่าบุญจะถูกส่งตัวไปนรกเพื่อชดใช้กรรม ส่วนอีกประเภทคนที่มีบุญมากกว่าบาปนั้นจะถูกนำรายชื่อส่งมายังสวรรค์ และแน่นอน ยินดีด้วยที่พวกท่านทั้งหลายอยู่ในกลุ่มที่สอง กรรมดีซึ่งท่านทำตอนมีชีวิตอยู่ส่งผลให้ท่านมาอยู่ ณ ที่แห่งนี้ ท่านจะได้อยู่บนสวรรค์ เสวยสุขสำราญกินบุญอยู่ที่นี่ อยู่ได้นานตราบเท่าที่บุญของท่านยังไม่หมด ใครมีเยอะก็อยู่ได้นาน มีน้อยก็อยู่ไม่นาน ลดหลั่นตามระดับบุญของแต่ละคนกันไปก่อนลงไปเกิด อ้อ แต่นั่นในกรณีที่ท่านไม่ทำอะไรผิดกฎสวรรค์หรอกนะ”

“แล้วอะไรที่เรียกว่า ผิดกฎสวรรค์บ้างหรือ” เสียงหนึ่งถามขึ้นมาอย่างสนอกสนใจ ในขณะที่รุทรเทพยิ้ม

“เป็นคำถามที่ดี ท่านอนิล” เขาว่าพลางโบกมือไปมาในอากาศ พริบตาหนึ่งที่เกิดแสงเรืองรองขึ้น ก่อนที่สมุดข่อยปกผ้าจะหล่นปุจากอากาศตกลงบนมือของเทวดาผู้ฟังบรรยายทุกองค์อย่างน่ามหัศจรรย์

“คำตอบอยู่ตรงหน้าท่านแล้ว อ่านได้ในคู่มือเทวะฝึกหัด” เทพวิทยากรพูด ขณะที่เสียงฮือฮาด้วยความทึ่งดังทั่วห้อง เขาหันกลับไปยังเทวดาหนุ่มเจ้าปัญหาที่ยังทำหน้าเรียบเฉย  “นี่เป็นข้อดีแรกของการเป็นเทวดา ท่านภพภูมิ”

ภพภูมิยักไหล่

“เสกของออกมาได้เหมือนพวกเล่นกลนี่น่ะเหรอ ถือเป็นข้อดีด้วย”

“ใช่น่ะสิ มันเป็นข้อดีแน่” รุทรเทพกล่าวชัดถ้อยชัดคำ เกิดเสียงอุทานด้วยความตกใจขึ้นเมื่อจู่ๆ ร่างในชุดโจงกระเบนสีทองก็หายตัว และโผล่มาอยู่ที่ท้ายห้องเพื่อเผชิญหน้ากับเทวดาหนุ่มกะทันหัน

แม้แต่อนิลเพื่อนของเขาเองก็ตาลุกวาวเผลออุทาน ‘เจ๋ง’ ออกมาอย่างแสนชื่นชมในหารหายตัวแวบๆ หนนี้ด้วย  “ก็ในเมื่อสิ่งที่เราทำไม่ได้เกิดจากกลตบตาอย่างที่มนุษย์แต่อย่างใด ตรงกันข้ามมันมาจากอำนาจอันบริสุทธิ์ของเทพต่างหาก และโปรดดูเสีย นี่คือข้อดีข้อที่สอง

“หึ...งี่เง่าชะมัด คิดว่าตัวเองเป็นใคร เดวิด คอปเปอร์ฟิลด์เหรอ”

เทวดาหนุ่มยิ้มขัน พลางมองตามร่างของวิทยากรซึ่งหายตัวกลับไปยังหน้าห้องอย่างเดิมแล้ว ไม่รู้ว่าไม่ทันได้ยินหรือไม่สนใจคำพูดของเทวดาปากเบากันแน่ เทวดาผู้บรรยายจึงเริ่มทำหน้าที่ต่อ

 “ทุกท่าน ได้โปรด เปิดไปที่เผนิก 17 ในนั้นจะระบุไว้ชัดเจนเกี่ยวกับรายละเอียดกฎสวรรค์และโทษที่จะได้รับหากละเมิดกฎ ด้วยความหวังดีอย่างยิ่ง ท่านควรอ่านทำความเข้าใจในหัวข้อนั้นให้ครบถ้วน เพื่อให้แน่ใจว่า ตัวเองจะไม่เผลอไปทำอะไรผิดกฎเข้าจนต้องตกภูมิสวรรค์ในที่สุด”

เหล่าเทพหน้าใหม่ต่างพากันหยิบกระดาษข่อยแผ่นยาวซึ่งพับกลับไปกลับมาจนเป็นชั้นที่เรียกว่า  ‘เผนิก’ และรวมเป็นเล่มขึ้นมาดูอย่างสนใจ ตัวอักษรซึ่งถูกจารึกลงบนสมุดข่อยสีดำนั้นเป็นสีทองสวยงามอย่างยิ่ง เพราะถูกเขียนจากยางรงสีเหลืองและปิดทับด้วยทองคำเปลว

“สวยขลังจริงๆ ภพ นี่นายดูสิ

อนิลพยายามชักชวนให้เพื่อนดูสมุดข่อยอย่างตื่นเต้น ทว่ากลับไม่ได้ผลมากนักเมื่อเจอสีหน้าเบื่อหน่ายของอีกฝ่าย

“สวยตรงไหนกัน โบราณสุดๆ ล่ะสิว่าไม่ว่า” ภพภูมิบ่น พยายามปัดกลีบดอกไม้ซึ่งลอยมาติดใบหน้าและเส้นผมของเขาอยู่ตลอดเวลาออกไปอย่างนึกรำคาญ

“สวยจะตายไป ที่นี่น่ะ อ้า ทุกอย่างงดงามไปหมดจริงๆ เลยเนอะ”

“ใช่ งดงามจนแทบเลี่ยนแน่ะ”

“เราโชคดีจังเลยนะ ที่ได้มาอยู่ท่ามกลางสิ่งงดงามเหล่านี้” อนิลยังพูดต่ออย่างเคลิบเคลิ้ม ตรงกันข้ามกับสหายหนุ่มที่ทำหน้าอยากอาเจียนกับกลิ่นหอมเวียนหัวของเหล่ากลีบบุปผาสวรรค์

“อืมใช่ และฉันก็หวังว่านั่นไม่ใช่ข้อดีข้อสามหรอกนะ”

“ข้าหวังว่าพวกท่านจะนำเรื่องกฎไปอ่านทำความเข้าใจกันให้ถ้วนถี่ด้วยนะ” รุทรเทพกล่าวต่อ “เอาล่ะ ในหัวข้อถัดไป  เราจะมาพูดถึงเรื่องชั้นของสวรรค์กัน สวรรค์มีทั้งหมดกี่ชั้น ได้แก่อะไรบ้าง มีท่านใดตอบได้มั่งไหม”

“สวรรค์ชั้นเจ็ด งั้นต้องมีเจ็ดชั้นแน่ๆ ขอตอบเจ็ดชั้น

“ผิด

“หกชั้นครับ หกชั้น

เป็นอย่างที่คิด อนิลเทพหนุ่มรีบยกมือขึ้นตอบแทนทันที ในขณะที่ภพภูมินั่งทำหน้าเบื่อโลกอยู่ข้างๆ รู้สึกเหมือนว่าตนเองกำลังย้อนวัยไปในชั้นเรียนสมัยประถมในคลาสวิชาจริยธรรมและศาสนายังไงยังงั้นเลย

“ถูกต้อง หกชั้นต่างหาก ไหนลองบอกซิว่า สวรรค์แบ่งเป็นหกชั้นได้แก่อะไรบ้าง”

“จาตุมหาราชิก,ดาวดึงส์,ยามา,ดุสิต,นิมมานรดี และปรนิมมิตวสวัตตีครับ”

“ดีมาก ท่านอนิล แล้วท่านรู้ไหมว่าสวรรค์ชั้นที่เราอยู่ในตอนนี้ คือ สวรรค์ชั้นใด”

“เอ่อ...” อนิลขยับแว่น นิ่งไปครู่หนึ่งราวกับกำลังครุ่นคิดอยู่ ในที่สุดเขาก็ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงไม่แน่ใจนัก “ไม่ได้อยู่ในชั้นใดชั้นหนึ่งในหกชั้นนั้นเลยครับ”

“หือ...เหตุใดท่านจึงตอบเช่นนั้นเล่า”

“ไม่ทราบเหมือนกัน เพียงแต่รู้สึกว่า ที่นี่มีลักษณะและบรรยากาศโดยรอบแปลกไป ไม่เหมือนสวรรค์ชั้นใดๆ เลยแม้แต่นิดเดียว เลยคิดว่าสวรรค์ชั้นนี้คงไม่ได้รวมอยู่ในสวรรค์หกชั้นที่กล่าวมาแล้ว”

รุทรเทพนิ่งไป ในที่สุดก็คลายยิ้มออกมา

“ท่านนี่เฉลียวฉลาดและช่างสังเกตไม่เบา ถูกแล้ว สถานที่ซึ่งพวกท่านอยู่ในตอนนี้เป็นภพกึ่งกลางระหว่างโลกมนุษย์และสวรรค์ชั้นแรก ไม่ได้รวมอยู่ในสวรรค์ทั้งหกแต่อย่างใด แต่เป็นสวรรค์ซึ่งเพิ่งแยกออกมาไม่นานมานี้ หลังจากมีการลงมติจากเทวะสภาเรื่องทำการอบรมฝึกหัดเทพใหม่ให้ได้มาตรฐานก่อนส่งไปบรรจุเป็นเทพจริง องค์อมรินทร์จึงมีพระบัญชาให้สร้างภพใหม่นี้ขึ้นมา เพื่อเป็นสถานที่ต้อนรับและอบรมเหล่าเทวดาฝึกหัด ดีล่ะ ต่อไป พลิกไปที่เผนิก 24 เราจะพูดกันด้วยเรื่องรายละเอียดและลักษณะของสวรรค์ทั้งหกชั้นกัน”

และแล้วรุทรเทพก็เริ่มทำหน้าที่เป็นวิทยากรที่ดีเริ่มบรรยายรายละเอียดตั้งแต่สวรรค์ชั้นแรกไปจนถึงสวรรค์ชั้นหก ถ้าเปรียบเสียงของรุทรเทพเป็นเครื่องดนตรีล่ะก็ คงจะเป็นเครื่องดนตรีที่ห่วยแตกที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้ เครื่องดนตรีที่สามารถเล่นเสียงได้แค่ระดับเดิมตลอดทำให้ภพภูมิรู้สึกง่วงงุนขึ้นมา ดังนั้นเขาจึงละความสนใจจากเรื่องการพร่ำพรรณาถึงเรื่องสระโบกขรณี พระอินทร์ ช้างเอราวัณ หรือปราสาทเงินปราสาททองอันแสนน่าเบื่อมาเป็นการชักชวนเพื่อนข้างๆ คุยแก้เซ็ง

“ไม่ยักรู้ว่านายรู้เรื่องสวรรค์ดีขนาดนี้ด้วย”

อนิลซึ่งตั้งอกตั้งใจกับการฟังบรรยายหันมายิ้มให้เขานิดหนึ่ง

“ฉันเองก็ยังทึ่งตัวเองอยู่เลย”

“ก่อนตายนายเคยเป็นครูสอนวิชาศาสนาและจริยธรรมหรือไง”

หนุ่มแว่นหัวเราะร่วน

“ไม่รู้สิ ฉันจำไม่ได้ บางทีฉันอาจจะเคยเป็นพระก็ได้นะเลยรู้ดี”

“อืม ก็เป็นไปได้ แต่นายหัวไม่โล้นสักหน่อยนี่” ภพภูมิยิ้มยิงฟัน ก่อนจะตวัดสายตาไปยังเทวดาร่างเก้งก้างซึ่งอยู่ไม่ห่างออกไป “ถ้าเป็นตาลุงนั่นก็ว่าไปอย่าง ก่อนมาเป็นเทวดาคงเคยเป็นพระแน่ๆ ลักษณะหัวบ่งบอกขนาดนั้น ฮ่าๆ”

เทพหัวใสแยกเขี้ยวอย่างไม่สบอารมณ์

“ดูดู๊ดู ดูมันทำสิขอรับ ท่าน บุญญา สถาณุโอดครวญกับเทวดาสูงวัย “มันล้อเรื่องศีรษะของของข้าด้วยแน่ะ ช่างกล้านัก ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง

“เอาน่า ท่าน ใจเย็นก่อนซี อย่าไปถือสาหาความกับเด็กๆ เลย”

“ข้าก็พยายามทำเช่นนั้นอยู่ แต่หลายๆ หนเข้ามันก็ยากที่จะทำอยู่นะขอรับ” เทพสถาณุพูดด้วยน้ำเสียงขัดเคือง “ข้าถึงได้บอกไงว่า เจ้าเด็กนั่นไม่เหมาะที่จะผ่านการฝึกอบรมเทวะฝึกหัดหรอก ในเมื่อเขาชอบทำตัวแปลกแยก สร้างปัญหา และขวางโลกขนาดนั้น ขืนปล่อยออกไปสวรรค์เราคงได้ขายขี้หน้าพอดีขอรับ”

“อืม ข้าเข้าใจเหตุผลของท่าน แต่บางทีเราก็ควรให้โอกาสเขาบ้างนะ ความอยากรู้อยากเห็นของเด็กใหม่ไม่ใช่เรื่องผิดเสียหน่อย เราควรเข้าใจเขาให้มากและลองให้โอกาสแก่เขาดูสักครั้ง ข้ามั่นใจว่าเขาต้องกลายเป็นเทวดาที่สมบูรณ์แบบได้แน่”

“แต่ว่าท่านครับ ข้ายังคิดว่าเจ้าเด็กหน้าหล่อนั่นไม่สมควร...”

แต่ยังไม่ทันที่จะได้พูดจบ สถานุก็ต้องเงียบไป เมื่อจู่ๆ เจ้าเด็กคนที่เขาพูดถึงหันขวับมามองหน้าเขายังสงสัย

“ลุงพูดกับใครอยู่น่ะ ลุงเสาหิน”

สถาณุหน้างอเป็นจวัก

“ชะ! เจ้าเรียกใครว่าลุงเสาหินมิทราบ

“ก็ลุงนั่นแหละ ลุงเสาหิน”

“ข้าชื่อสถาณุ

“ก็สถาณุแปลว่า เสาหินไม่ใช่เหรอ ลุงก็เป็นคนบอกแบบนั้นเองนี่ จะมาบ่นอะไร”

เทพสถาณุแทบกุมขมับ นึกเสียใจว่า ก่อนหน้านี้ไม่น่าพลั้งปากบอกความหมายของชื่อตนออกไปกับเจ้าหนุ่มนี่เลย

“ข้าไม่ได้บ่น เพียงแต่ข้าไม่ชอบให้เจ้ามาเรียกข้าด้วยชื่อไม่รื่นหูพรรค์นั้น ฟังให้ดีเสียข้ามีนามเต็มว่า สถาณุเทพ ไม่ใช่เสาหิน”

“อืม จะเสาหินหรือสถาณุเทพอะไรก็ตามทีเถอะลุง ตกลงเมื่อกี้ลุงพุดกับใครน่ะ”

“มันไม่ใช่เรื่องของเจ้า แล้วก็อย่ามาเรียกข้าว่า ลุงด้วย เจ้าต้องเรียกข้าว่า ท่านสถาณุเท่านั้น

ภพภูมิยิ้มขันให้กับความเรื่องมากของอีกฝ่าย อาจเพราะความเบื่อหน่ายจากการนั่งฟังการบรรยายยาวยืดก็ได้ที่ทำให้เขาต้องการลับฝีปากแก้เซ็งกับใครสักคนฆ่าเวลา

“ตกลงลุงจิตตก ถึงขนาดต้องพูดอยู่คนเดียวเชียวเหรอ”

“เจ้าเด็กปากเปราะ! ข้าน่ะหรือจะพูดอยู่คนเดียว ไม่มีทางเสียหรอก เจ้าน่ะตาไม่มีแววต่างหากเลยมองไม่เห็นว่าข้ากำลังพูดอยู่กับใคร”

ภพภูมิเลิกคิ้วอย่างงุนงง

“ลุงนี่เพี้ยนชะมัดเลย” เขาปล่อยเสียงหัวเราะ เมื่อมองไม่เห็นอะไรนอกจากอากาศที่ว่างเปล่าอยู่ข้างกายของเทวดาหัวโล้น เขาจึงหันกลับไปสนใจกับการชวนเพื่อนคุยแทน

“ลำบากหน่อยนะ ท่านสถาณุ”

เทพบุญญากล่าวยิ้มๆ เมื่อคอยดูเหตุการณ์อยู่เงียบๆ ตามปกติเทพที่มีลำดับชั้นสูงกว่าจะสามารถมองเห็นเทพที่ลำดับชั้นต่ำกว่าได้ ตรงกันข้ามกลับเทพชั้นต่ำจะไม่สามารถมองเห็นตัวเทพชั้นสูงได้เลย เว้นแต่เทพองค์นั้นจะจงใจปรากฏตัวออกมาให้อีกฝ่ายเห็นนั่นล่ะ ถึงจะสามารถมองเห็นได้ และคราวนี้เขาก็จงใจให้เฉพาะสถาณุมองเห็นเขาได้คนเดียว เป็นธรรมดาที่เทวดาหน้าใหม่อย่างภพภูมิจะมองไม่เห็นเขา เพราะเขามีลำดับชั้นสูงกว่าพวกเทวดาฝึกหัดอยู่แล้ว สูงกว่าแม้แต่รุทรเทพหรือแม้แต่สถาณุก็ตาม

“เหตุใดท่านจึงไม่แสดงตัวเล่า ท่านบุญญา ปล่อยให้เจ้าเทวดาหน้าอ่อนนั่นมาสบประมาทข้าเสียอย่างนั้น ป่านนี้ข้าคงกลายเป็นตัวตลกของเจ้านั่นไปแล้วเสียล่ะมั้ง”

 “เอาเถอะ ท่านสถาณุ บางทีข้าก็ชอบที่จะเห็นท่านทำหน้าแบบนั้นเหมือนกัน”

“ท่านบุญญาขอรับ

บุญญาหัวเราะอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะเบือนความสนใจไปที่วิทยากรหน้าห้องซึ่งตอนนี้กำลังเริ่มบรรยายในหัวข้อใหม่เรื่องเครื่องแต่งกายของเหล่าเทพอยู่ และแน่นอนการบรรยายหัวข้อนี้ก็ดูไม่จืดชืดเกินไป เมื่อภพภูมิเริ่มค่อนขอดรูปแบบเครื่องแต่งกายเหล่านั้นอย่างอดไม่ได้

“เสื้อผ้าเชยระเบิดพรรค์นั้น ใครจะทำใจใส่ได้ลงกันล่ะ” เทวดาหนุ่มวิจารณ์ตรงๆ เบ้หน้าใส่รุทรเทพซึ่งกำลังสาธิตการเนรมิตชุดเทวดาแบบเต็มยศให้ทุกคนดู

เรือนร่างใหญ่โตในชุดเสื้อคุลมและโจงกระเบนสีขาวฉลุลายดิ้นทองวิบวับ เข้ากันดีกับรองเท้าหัวแหลมปลายงอนสีเดียวกัน ชฎาสีทองซึ่งตั้งประดับบนศีรษะนั้น ส่งให้ร่างของเขายามนี้ช่างดูน่าเกรงขามยิ่งนัก แต่ทว่ามันกลับดูตลกพิกลในสายตาของภพภูมิอยู่ดี

“ฆ่าผมให้ตายอีกรอบเสียดีกว่า จะต้องใส่ชุดทุเรศๆ นั่น”

“ข้าอยากให้ท่านเป็นใบ้” รุเทพเทพหน้าบึ้ง ขณะที่ภพภูมิยังไม่เลิกวิจารณ์เครื่องแต่งกายของเทพสวรรค์อันทรงเกียรติด้วยถ้อยคำระหายหู

“สวรรค์นี่ไม่รู้จักพัฒนาไสตล์เสื้อผ้าบ้างเลยเหรอ นี่มันยุคไหนแล้ว โทษทีนะแต่ชุดนี้มันช่างดูทันสมัยมากเมื่อสักห้าร้อยปีก่อนเห็นจะได้

“สวรรค์ยุคนี้ไม่ได้ล้าหลังอย่างที่ท่านคิดแล้วนะ ในเมื่อโลกมนุษย์ก็พัฒนาและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา สวรรค์ของเราเองก็ย่อมจะต้องพัฒนาสิ่งใหม่ๆ ตามไปด้วย แต่อย่างว่าล่ะนี่เป็นเครื่องพัตราภรณ์ที่ออกแบบงดงามสมฐานะทวยเทพแล้ว ชุดที่ข้าแสดงให้ท่านดูเมื่อครู่เป็นชุดเต็มยศ ใช้เมื่อเข้าร่วมพิธีการที่เป็นทางการของสวรรค์หรือเวลาแสดงอิทธิฤทธิ์ติดต่อกับมนุษย์เท่านั้น ถ้าเวลาอื่นท่านจะสามารถใช้เครื่องทรงชุดอื่นๆ ตามแต่ใจชอบ อย่างนี้...นี้...หรือแบบนี้ก็ได้”

รุทรเทพว่าพลางเนรมิตตนเองให้เปลี่ยนจากเครื่องทรงสีขาวเป็นนุ่งโจงกระเบนแบบสบายสีแดง ฟ้า ส้ม และทองตามลำดับท่ามกลางเสียงหัวเราะหึหึของเทวดาหนุ่ม

“โธ่เอ๊ย ไม่ได้แตกต่างกันตรงไหนเลย”

เทพวิทยากรทำเป็นไม่ได้ยิน หันหลังเพื่อพยายามรวบรวมความอดทนเอาไว้มากที่สุด ยังไงการบรรยายก็ดำเนินการมาจนถึงช่วงสุดท้ายแล้ว

“เอาล่ะ ในเมื่อได้ฟังรายละเอียดในเรื่องต่างๆ ไปบ้างแล้ว เราจะมาพูดถึงเรื่องที่สำคัญสุดกัน ในฐานะที่เป็นเทพฝึกหัด พวกท่านจะถูกนำตัวไปฝึกฝนการเป็นเทพที่ดี สวรรค์จะสุ่มแบ่งพวกท่านเป็นสองกลุ่ม คือ ภุมเทวดา และรุกขเทวดาลงไปยังภูมิสวรรค์ชั้นล่างซึ่งใกล้กับโลกมนุษย์มากที่สุด”

“พวกท่านจะถูกส่งไปยังสถานที่ต่างๆ กระจายอยู่ทั่วประเทศเพื่อเริ่มต้นทำหน้าที่เป็นเทพฝึกหัด ภุมเทวดา หรือพระภูมิจะทำหน้าที่ปกปักษ์รักษาบ้านเรือนหรือสถานที่ต่างๆ ของพวกมนุษย์ ส่วนรุกขเทวดาก็คล้ายกัน เพียงแต่จะทำหน้าที่ดูแลรักษาต้นไม้”

เกิดเสียงฮือฮาขึ้นก้องไปทั่วทั้งห้อง เหล่าเทพมือใหม่หลายองค์ต่างพากันกระซิบกระซาบกันอย่างตื่นเต้น พยายามเดาว่าตนเองจะได้ส่งตัวไปเป็นอะไรและประจำอยู่ที่ใด

“เราสามารถเลือกได้ไหมว่า จะเป็นเทวดาแบบไหนและประจำอยู่ที่ใด” เสียงหนึ่งถามขึ้น หลายคนพยักหน้าอย่างเห็นด้วยในคำถาม

“ผมอยากเป็นพระภูมิ ส่งผมไปเป็นพระภูมิในบ้านเศรษฐีหน่อยได้ไหม”

“ใช่ๆ ฉันเองอยากเป็นรุกขเทวดา ส่งฉันไปเป็นนางไม้รักษาต้นไม้บนดอยสวยๆ ทางภาคเหนือได้ไหมคะ ฉันล่ะชอบบรรยากาศที่นั่น

“กรุณา ส่งหนูไปเป็นนางฟ้าประจำต้นไม้ในสวนสนุกได้ไหมคะ หนูชอบสวนสนุก

“เอาล่ะๆ เงียบก่อนๆ” รุทรเทพเอ่ยปรามเสียงเซ็งแซ่วุ่นวายนั้น “ข้าต้องขออภัย แต่งานนี้พวกท่านไม่มีสิทธิ์เลือกเองว่าจะเป็นอะไรหรือประจำอยู่ ณ ที่ใด ทางสวรรค์จะจัดการให้ทั้งหมด ส่งพวกท่านเรียงลำดับตามคิวจากรายชื่อที่เรามี”

วิทยากรคลายยิ้ม เมื่อเห็นสีหน้าของเหล่าองค์เทพใหม่

“ไม่ต้องทำหน้าผิดหวังกันไปหรอก เพราะไม่ว่าท่านจะไปเป็นภุมเทวดาหรือรุกขเทวดาประจำอยู่ ณ ที่ใดก็ตาม ท่านเองจะได้เรียนรู้การปฏิบัติตนเป็นเทพที่ดีเหมือนกันหมด...ท่านจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับการใช้ชีวิตในภูมิสวรรค์ การควบคุมอำนาจ และทุกๆ อย่างที่เทพจำเป็นต้องรู้ภายใต้การควบคุมดูแลของพี่เลี้ยงผู้แสนดีซึ่งจะคอยให้คำแนะนำแก่พวกท่าน”

“ข้าหวังว่าสิ่งที่ข้าได้มาบรรยายในวันนี้จะเป็นประโยชน์แก่ทุกท่าน ในการทำหน้าที่เป็นเทพฝึกหัด สามเดือนนี้เป็นช่วงเวลาที่สำคัญ ขอจงมุ่งมั่นและพยายามให้ดีที่สุด ข้าขออวยพรให้ทุกท่านโชคดีในการนี้ ผ่านการคัดเลือกและบรรจุเป็นเทพสวรรค์ได้ครบทุกองค์ สวัสดี”

รุทรเทพโค้งศีรษะลงเป็นอย่างสุดท้าย พร้อมๆ กับที่เสียงปรบมือดังกึกก้องทั่วห้อง ภพภูมิถึงกับรู้สึกโล่งใจราวกับได้ยกภูเขาทั้งลูกออกจากอกทีเดียว เขายกแขนขึ้นบิดตัวซ้ายทีขวาทีอย่างเกียจคร้าน

“ฮ้าว~ จบสักที นายว่าไหม อนิล อย่างกับว่าเรานั่งอยู่ในนี้มาสักชาติงั้นแหละ”

อนิลไม่พูดอะไร เพราะมัวแต่พุ่งความสนใจไปที่แถวยาวเหยียดของเหล่าเทพที่กำลังต่อคิวทยอยตรวจสอบรายชื่อว่าตนได้เป็นอะไรหรือไปประจำอยู่ ณ ที่ใดในประเทศไทย

“ทางนี้! ทางนี้! เทพฝึกหัดท่านใดต้องการตรวจสอบรายชื่อของตน ให้มาดูที่ข้าตรงทวารทางออก”

เทพสถาณุหัวหน้าเจ้าหน้าที่ควบคุมงานในครั้งนี้เริ่มทำหน้าที่ของตนเองอย่างแข็งขันด้วยการตะโกนร้องเรียกเหล่าเทวดานางฟ้าหน้าใหม่ทั้งหลายเข้ามาหา

“เร็วๆ รีบเข้ามาตรวจสอบกัน องค์แรกชื่ออะไร”

“อะ...เอ่อ ฟองจันทร์ค่ะ” นางฟ้าหน้าใหม่แต่วัยรุ่นดึกกล่าวไม่เต็มเสียงนัก ขณะที่สถาณุก้มลงไปตรวจสอบรายชื่อในสมุดข่อยเล่มหนาอย่างรวดเร็ว

“รุกขเทวดา ต้นตะเคียน ภาคอิสาน เชิญออกไปทวารที่สองเลย เอ้า องค์ต่อไป บอกชื่อมา

“วายูนครับ”

“วายูน วายูน อ้อ เจอแล้ว! ภุมเทวดาบ้านนายหัว เศรษฐีใหญ่เชียวนา ภาคใต้เชิญออกไปที่ทวารที่สี่ องค์ต่อไป เร็วเข้า บอกนามมา

อนิลละสายตาจากภาพของแถวยาวเหยียดและเทพยดาซึ่งทยอยกันออกไปทางประตูต่างๆ กันทีละองค์อย่างสนใจ ก่อนจะหันมาชักชวนเพื่อนข้างๆ

“ภพ เรารีบไปตรวจสอบรายชื่อกันบ้างไหม”

“รอก่อนก็ได้ นายจะรีบไปทำไม ยังไงก็เรียงตามลำดับรายชื่ออยู่แล้ว รีบร้อนไปก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงหรอกน่า”

“แต่ฉันอยากรู้ว่าตนเองจะได้ไปเป็นอะไรและอยู่ที่ไหน”

“โอเค  ถ้านายอยากรู้จนทนไม่ไหว นายไปก่อนก็ได้ ส่วนฉันจะขอนั่งรอตรงนี้ก่อนล่ะ เพราะยังไงชื่อฉันก็อยู่ลำดับสุดท้ายอยู่แล้ว”

อนิลนิ่งไปราวกับกำลังคุร่นคิดอยู่ ในที่สุดเขาก็พยักหน้ารับ

“เข้าใจแล้วล่ะ” เขาว่าพลางยื่นมือมาด้านหน้า “เราอาจจะต้องแยกกันตรงนี้ก็ได้ ถ้านายกับฉันถูกส่งตัวไปคนละที่ งั้นโชคดีนะเพื่อน”

ภพภูมิอมยิ้ม พลางยื่นมือมาสัมผัสกับมืออีกฝ่าย

“เช่นกัน รักษาตัวด้วย อนิล ถ้ามีวาสนาเราคงได้พบกันอีก”

หนุ่มแว่นผงกศีรษะรับรู้เร็วๆ ก่อนจะเดินตรงไปต่อแถวกับเทพองค์อื่นๆ ภพภูมิมองตามร่างสูงของเพื่อนไป เขาล้มตัวลงนอนแผ่หลาบนปุยเมฆนุ่มเพื่อคอยเวลาอย่างใจเย็น

 

 ในที่สุดแถวยาวเหยียดเมื่อครู่ก็ค่อยๆ ลดจำนวนลงเรื่อยๆ จนกระทั่งเหลือเพียงเทพไม่กี่องค์เท่านั้น เขามองเห็นเพื่อนตนเองตรวจสอบรายชื่อและเดินผ่านออกไปยังประตูบานหนึ่งซึ่งไม่แน่ใจเหมือนกันว่าคือ บานหมายเลขใด อนิลหันมาโบกมือให้เขาเป็นหนสุดท้ายก่อนจะผลุบหายออกไปจากห้อง ห้องโถงที่เคยแน่นขนัดด้วยทวยเทพต่างๆ เมื่อนาทีก่อน ยามนี้ช่างดูว่างเปล่าและเงียบจนน่าตกใจ

เมื่อเทพองค์สุดท้ายพ้นไปจากห้องแล้ว สถาณุจึงเก็บพับเผนิกสมุดข่อยลงตามเดิม

“ครบหมดแล้วสินะ เฮ้อ เหนื่อยเสียจริงๆ ท่านรุทร ท่านรุทรอยู่ไหน”

“ข้าอยู่นี่ มีอะไรหรือ” รุทรเทพเคลื่อนกายมาสมทบเมื่อถูกสหายร้องเรียก เขายิ้มเมื่อเห็นสีหน้าเหนื่อยล้าของอีกฝ่าย “เหนื่อยมากหรือไงท่าน”

“ที่สุด” เทพสถาณุตอบเนือยๆ “ข้าว่าจะชวนท่านไปดื่มน้ำคันธบานชั้นเลิศที่วิมานของข้าสักหน่อย ไม่ทราบว่าท่านพอจะว่างไปได้หรือไม่” เขาชักชวนสหายไปดื่มคันธบานหรือเหล้าสวรรค์ตามความเคยชิน

“ว่างสิท่าน ข้าไม่ยอมพลาดอยู่แล้ว”

เทพสององค์ต่างพร้อมใจกันประสานเสียงหัวเราะขึ้นมา

“งั้นรีบไปกันเถอะท่าน”

ว่าพลางตั้งท่าจะเคลื่อนกายออกไปยังนอกอาคาร ทว่ายังไม่ทันได้ขยับไปได้ไกล ใครบางคนซึ่งนอนแผ่หลาใกล้เคลิ้มหลับอยู่เมื่อครู่ก็ดีดตัวผึงขึ้นมา

“เดี๋ยวก่อนสิ จะไปไหนกันน่ะ

ภพภูมิร้องตะโกน รีบวิ่งตาลีตาเหลือกมาขวางทางเทพทั้งสอง

“พวกคุณยังตรวจสอบรายชื่อเทพฝึกหัดไม่ครบเลยนะ ยังไปไหนไม่ได้”

“ข้าตรวจสอบทุกองค์ครบหมดแล้ว” สถาณุบอกเรียบๆ หน้าตาดูไร้อารมณ์จนภพภูมินึกหมั่นไส้ตะหงิดๆ “รีบถอยออกไปดีกว่า อย่ามาเกะกะขวางทางพวกข้าหน่อยเลย เจ้าหนุ่ม”

“นี่ลุงพูดอะไรน่ะ! ลุงยังตรวจสอบไม่ครบเลย ดูซิ ยังเหลือผมอยู่ทนโท่อีกคนนึงนี่ไงเล่า ตรวจสอบชื่อผมให้ก่อนแล้วลุงจะไปไหนก็ตามสบาย”

“ข้าจะไปตรวจสอบอะไรให้เจ้าได้ ในเมื่อเจ้าไม่มีรายชื่ออยู่ในบัญชีเทวดาฝึกหัดของข้า”

“หมายความว่ายังไงกัน ลุง”

เทวดาหนุ่มเลิกคิ้วอย่างไม่เข้าใจ ในขณะที่รุทรเทพทำหน้าตกใจ

“ท่านสถาณุ หรือว่าท่าน...ท่านต้องการให้เด็กคนนี้ตกรุ่นอยู่ที่นี่”

สถาณุหัวเราะในคอ ดวงตาวาววับ

“ถูกแล้ว ข้าต้องการให้เขาแป้ก ตกรุ่นอยู่ที่นี่แหละ วะฮ่าๆ

“ว่าไงนะภพภูมิทวนคำเสียงหลง

“อย่างเจ้าไม่สมควรลงไปฝึกหัดหรอก ขืนส่งไปรังแต่จะทำให้สวรรค์ขายขี้หน้ากับพวกมนุษย์น่ะสิ ข้าไม่มีวันยอมให้เป็นแบบนั้น เป็นไงเสียใจล่ะสิ คุณพระ! จะทำอะไร เอาบัญชีข้าคืนมานะ สถาณุร้องลั่น เมื่อสมุดข่อยเล่มหนาถูกเทวดาหนุ่มฉวยไปหน้าตาเฉย ภพภูมิพยายามเปิดหาชื่อของตนในนั้น แต่ก็เป็นอย่างที่คิดไว้ ไม่มีรายชื่อของเขาในนั้น

“ไม่มีชื่อผม นี่ตกลงลุงแกล้งผมใช่ไหม ไม่ส่งผมลงไปฝึกหัดน่ะ คิดจะให้ผมติดแหง็กอยู่ที่นี่หรือไง”

“ใช่ ข้าต้องการให้เจ้า...”

“ดีล่ะ เทวดาหนุ่มพยักหน้าเร็วๆ “ถ้าเป็นอย่างนี้ งั้นผมคงต้องอยู่กับลุงอีกนานเลยใช่ไหม เผลอๆ อาจจะตลอดไปก็ได้ โอ้โห! ผมรอแทบไม่ไหวเลยล่ะที่จะได้อยู่กับลุงตลอดกาล

ราวกับเป็นคำแสนร้ายกาจ เทพสถาณุนิ่งไปกับคำว่า ‘ตลอดกาล’ ของอีกฝ่าย

คุณพระ! อยู่กับเขาไปตลอดกาลอย่างนั้นหรือ!

“ข้าว่าเห็นท่าจะไม่ดีแล้วนะ ท่าน” รุทรเทพกระซิบเสียงเครียดกับสหาย “ปล่อยเขาไปเถอะ บอกตรงๆ ข้าคงทนไม่ไหวแน่ ถ้าต้องเห็นหน้าเทพปากเบาองค์นี้วนเวียนอยู่ใกล้ๆ ไปตลอดกาล แค่หนเดียวก็เกินพอ”

“ข้าเห็นด้วยกับท่าน ปะหน้าแค่หนเดียวก็ทำให้ข้าแทบอยากไปเกิดใหม่เสียให้ได้” สถาณุพยักหน้า เริ่มเห็นดีไปกับสหาย “ขืนให้เจ้าเทวดาเจ้าปัญหานี่อยู่ พุธโธ่! สวรรค์ภพเราคงไม่มีวันอยู่ได้อย่างสงบสุขเป็นแน่”

“นั่นสิท่าน ดังนั้นรีบๆ จัดสถานที่ให้เขาลงไปฝึกหัดเข้าเถอะ เขาจะได้ไปให้พ้นๆ จากที่นี่เสียที”

เทพสถานุจับคาตัวเองอย่างใช้ความคิด ขณะที่ใครบางคนเคลื่อนกายมายังข้างหลัง

“ไม่ใช่สักแต่ไล่ แต่เราในฐานะผู้ใหญ่ ต้องรู้จักให้โอกาสแก่เด็กๆ หน่อยสิท่าน”

“ท่านบุญญา...”

“ข้ามั่นใจว่าเขาจะต้องทำหน้าที่ได้ดีแน่ ให้เขาไป”

เทพสถาณุสะดุ้งเล็กน้อยกับสายตาของเทพชรา เขาพึมพำอะไรกับตัวเองสองสามคำ ก่อนจะยอมพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ

“ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะลองให้โอกาสแก่เขาดูสักครั้งก็ได้ขอรับ เอาล่ะ เจ้าน่ะ...” สถาณุหันเหมาทางเทวดาหนุ่มซึ่งยืนหน้านิ่วขมวดคิ้วอยู่ ภพภูมิคงกำลังสงสัยว่าเขากำลังพูดคุยกับใครอยู่กันแน่

“ตกลงข้าเปลี่ยนใจแล้ว ข้าจะส่งเจ้าไปฝึกหัดที่เบื้องล่าง พอใจหรือยัง”

ใบหน้าคมของชายหนุ่มมีรอยยิ้มประปรายขึ้นมานิดหนึ่ง

“จริงๆ เหรอ

“จริงสิ เทวดาน่ะโกหกไม่ได้หรอก เอาล่ะ ส่งสมุดนั่นมาให้ข้า ข้าจะได้เขียนชื่อเจ้าลงไปเสียที”

สถาณุเทพรับสมุดข่อยเล่มหนามาไว้ในมือ เปิดไปยังเผนิกสุดท้าย ในขณะที่เทพบุญญาเคลื่อนกายเงียบๆ มากระซิบอะไรบางอย่างแก่เขา

“เจ้าชื่อภพภูมิใช่ไหม...ดีล่ะ เจ้าอยากเป็นภุมเทวดาหรือรุกขเทวดาดีล่ะ”

อยู่ในบ้านหรืออยู่ในต้นไม้ดีน้า...บางทีอยู่ในบ้านคงจะสะดวกสบายกว่าล่ะมั้ง ภพภูมิครุ่นคิดก่อนจะตอบออกไปว่า

“ภุมเทวดาแล้วกัน ถ้าจะให้ดีขอเป็นบ้านสาวโสดด้วยนะ”

“อืม แล้วอยากไปอยู่แถวไหนในประเทศไทย”

“เอ่อ...เอาเป็นจังหวัดติดทะเลได้ไหม ผมชอบทะเลสวยๆ กับนักท่องเที่ยวเยอะๆ เอาที่คนพลุกพล่านหน่อยนะ จะได้ไม่เหงา

เผลอๆ อาจได้มองสาวบิกินี่สุดเซ็กซี่เป็นอาหารตา เพิ่มความกระชุ่มกระชวยให้กับชีวิตในการเป็นเทวดาไปในตัว! ภพภูมิคิดอย่างมีความสุข

“เข้าใจแล้ว ตามนี้นะ”

เทพสถานุผงกศีรษะโล้นเลี่ยนหงึกหงัก ก่อนจะใช้นิ้วมือลากไล่ไปตามหน้าสมุดข่อย จุดแสงสีทองเรืองรองจากปลายนิ้วของเขากำลังจารึกข้อความลงไปในนั้น

“เทวดาฝึกหัดภพภูมิ...” ปลายนิ้วลากเลื่อนเป็นตัวอักษรสีทอง “รุกขเทวดาประจำต้นไม้ทางภาคเหนือ”

“หา

เทวดาหนุ่มหน้าตาตื่น

“รุกขเทวดาอะไร ภาคเหนืออะไร แต่ละอย่างผมไม่ได้ขอทั้งนั้นเลยนี่ลุง

“แล้วเจ้ามีสิทธิ์ขอตั้งแต่เมื่อไร”

ภพภูมิหน้าบึ้ง ให้ตายเถอะ! ไม่คิดทำตามแต่แรก ยังจะมาถามเขาอีกทำไม แล้วดูซิ อย่างที่ขอ กับอย่างที่ได้รับมันแทบจะตรงกันข้ามกันเลยก็ว่าได้

“ลุงนี่กวนประสาทจริงๆ แล้วไหนล่ะบ้านสาวโสด ทะเลแสนงาม กับสาวบิกินี่สุดเซ็กซี่ของผมล่ะ

“หยุดเพ้อเจ้อได้แล้ว ข้าเบื่อที่จะฟังเจ้าบ่นอะไรไม่เข้าท่าเต็มที” สถาณุเทพตัดบทอย่างนึกรำคาญให้กับเสียงโอดครวญราวกับคนฝันสลายของภพภูมิ “ข้าได้จารึกลงไปแล้ว ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงได้ บุญเท่าไรแล้วที่ข้าไม่ส่งเจ้าไปสถิตย์ยังต้นไม้แถวแนวตะเข็บชายแดนที่ร้างไร้ผู้คนมาเซ่นไหว้ เจ้าควรจะขอบคุณข้าด้วยซ้ำ”

“นี่ผมต้องขอบคุณลุงด้วยเหรอ ที่อุตส่าห์ทำลายความฝันของผม”

“หยุดต่อปากต่อคำข้าเสียที ข้าว่าเจ้ารีบเอาเวลาไปเตรียมตัวดีกว่า ไป...ออกไปได้แล้ว ท่านเทวดาฝึกหัด ภาคเหนือเชิญที่ทวารสาม

เขาพูดเสียงกึ่งๆ เหมือนจะไล่พลางพับสมุดข่อยเก็บตามเดิมท่ามกลางสีหน้ามุ่ยๆ ของเทวดาหนุ่ม

“เหอะ...ฝากไว้ก่อนเถอะนะลุง” ภพภูมิเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันกับตัวเอง ก่อนจะย่ำตึงตังออกไปยังประตูทางออกหมายเลขสามอย่างไม่มีทางเลือก

 

คล้อยหลังเทวดาหนุ่มไปพักหนึ่ง บุญญาจึงปรากฏกายขึ้นให้ทุกคนในที่นั้นได้เห็น เทพชราแย้มยิ้มอย่างอารมณ์ดี

“ขอบใจท่านมาก ที่ท่านยอมฟังสิ่งที่ข้าบอก”

รุทรและสถาณุเทพต่างพากันก้มศีรษะให้อีกฝ่ายอย่างนอบน้อม

“มิเป็นไรขอรับท่าน”

 

 

เทวดาร่างอ้วนซึ่งกำลังนั่งจิบสุธารสทิพย์มันไปเป็นเหยือกๆ วางจอกในมือลงเมื่อเห็นร่างของสหายเดินกลับออกมาจากอาคารผลึกแก้ว

“เป็นยังไงบ้างหรือท่าน เข้าไปเสียนานเลยนะ จัดการธุระของท่านเรียบร้อยแล้วหรือยัง” ราชวัตรสอบถามสหายอย่างสนใจ

 “เรียบร้อยดี” เทพบุญญาพยักหน้ายิ้มๆ ยกมือขึ้นโบกหนเดียว ทั้งจอกและเหยือกสุธารสชั้นเยี่ยมก็หายวับไปในอากาศ ก่อนจะหันมาชักชวนสหายอย่างอารมณ์ดี “ไป ท่านราชวัตร เรากลับไปดื่มกันต่อที่วิมานของเรากันดีกว่า”

 

 






Mignonne 



Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
ลิขิตรักฉบับสวรรค์ (สนพ.ยาหยียาใจ ในเครือ ณ บ้านวรรณกรรม) ตอนที่ 5 : บทที่ 5 : การบรรยาย "เทวะฝึกหัด" , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 2922 , โพส : 9 , Rating : 100% / 2 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1
# 9 : ความคิดเห็นที่ 659

รอนะคะ

Name : วนัน < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ วนัน [ IP : 182.52.49.220 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 14 มิถุนายน 2554 / 15:57
# 8 : ความคิดเห็นที่ 495
เจ๋งอ่ะ
จะไปดูสาวบิกินี่ด้วยภพภูมิ 555
Name : ♥Sangmoei < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ ♥Sangmoei [ IP : 222.123.62.160 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 19 ธันวาคม 2553 / 18:54
# 7 : ความคิดเห็นที่ 426

รออ่าน


PS.  รักกันปันสุข
Name : m.g.y. < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ m.g.y. [ IP : 58.9.198.83 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 5 มิถุนายน 2553 / 22:10
# 6 : ความคิดเห็นที่ 422
สุธารส คือ น้ำเปล่าใช่ไหมคะ
แล้วคันธรส ก็คือน้ำเมา
Name : sweet [ IP : 113.53.114.25 ]

วันที่: 3 มิถุนายน 2553 / 17:31
# 5 : ความคิดเห็นที่ 218
เทวดาติดสุธารทิพย์อะไรนี่...เหล้ารึเปล่าอะO_O!!

ว่าแต่เลือกที่ได้ด้วยเนอะ ดีจัง ภพภูมิก็ดูร้ายเหลือหลาย ตอนเป็นคนนี่เป็นใครมาก่อนนะ
Name : พันดารา < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ พันดารา [ IP : 128.86.155.150 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 7 กรกฎาคม 2552 / 05:13
# 4 : ความคิดเห็นที่ 138
เข้ากับเพลงหน้าแรกมากๆ

แล้วจะเจอกับนางเอกได้ไงเนี่ย
PS.  ผมทองหล่อไปอ้ะ - -........
Name : เมทัล < My.iD > [ IP : 204.124.238.248 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 26 มกราคม 2552 / 09:58
# 3 : ความคิดเห็นที่ 137
รอตอนต่อไปนะค้า
PS.  เรียกฉันว่า 'ที่รัก' สิคะ
Name : Peachgal < My.iD > [ IP : 58.9.41.71 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 10 มกราคม 2552 / 21:30
# 2 : ความคิดเห็นที่ 136
มีเลือกสถนที่ด้วย เจ๋งจริงๆ อิอิ รออ่านตอนต่อไปอยู่นะคะ :D
Name : i3uttel2fly < My.iD > [ IP : 202.28.27.5 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 6 มกราคม 2552 / 12:48
# 1 : ความคิดเห็นที่ 135
มีเลือกสถนที่ด้วย เจ๋งจริงๆ อิอิ
รออ่านตอนต่อไปอยู่นะคะ :D
Name : i3uttel2fly < My.iD > [ IP : 202.28.27.5 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 6 มกราคม 2552 / 12:43
หน้าที่ 1
Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

เธซเธ™เธฑเธ‡เธชเธทเธญเนƒเธซเธกเนˆเธ›เธฃเธฐเธˆเธณเน€เธ”เธทเธญเธ™เธžเธคเธฉเธ เธฒเธ„เธก 2561

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android