บุปผา จันทรา ปักษา วารี (Yaoi)

ตอนที่ 92 : ภาค จอมใจวิหคเพลิง ตอนที่ 35: ตัดสินใจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,845
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 20 ครั้ง
    7 พ.ค. 60

ภาคจอมใจวิหคเพลิง ตอนที่ 35: ตัดสินใจ

 

 

หลังกลับออกมาจากอีกฟากฝั่งของคันฉ่องอาถรรพ์ จอมภูตทรงวางร่างเจ้าชายคีวายุที่หมดสติลงบนเตียงไม้ในห้องหับด้านใน จากนั้นทรงเรียกขานวารีเพื่อเติมเต็มนทีบริสุทธิ์ลงในอ่างไม้ขนาดย่อม ก่อนจะใช้ผ้าขาวผืนบางจุ่มน้ำพอหมาดๆ แล้วบรรจงเช็ดคาบโลหิตที่เปรอะเปื้อนตามเนื้อตัวของเจ้าชายหนุ่ม

 

หัตถ์ใหญ่บรรจงเช็ดคาบเลือดสีแดงคล้ำ ไล่ตั้งแต่ต้นคอเรียวระหงจนถึงแผ่นอกเรียบเนียนขาวจัด สายพระเนตรคมกริบทอดมองบาดแผลต่างๆ ที่ปรากฏอยู่บนเรือนร่างผอมเพรียวอย่างพินิจพิจารณา....

 

บาดแผลที่ก่อเกิดจากดาบศักดิ์สิทธิ์เริ่มสมานตัว ทว่าแผลฉกรรจ์ที่หัวไหล่ยังคงมีเลือดไหลซึมออกมาไม่หยุด ส่วนแผลเล็กๆ ที่เกิดจากคมเขี้ยวอสุระยังมิเลือนหาย อีกทั้งยังได้กลิ่นอายความมืดจางๆ จากบาดแผลเหล่านั้น 

 

คงต้องเรียกธีโยเรให้มาที่นี่แล้วกระมัง เพราะสภาพของมาคีในเพลานี้คงมิอาจรักษาเยียวยาผู้ใดได้

 

องค์ภูเตชิตครุ่นคิดพลางถอนพระทัย ก่อนจะปรายพระเนตรคมกริบไปที่ประตูห้องหับ “เจ้าคือผู้ใด?”

 

ผู้ถูกเอ่ยทักจึงผลักบานประตูสาวเท้าเข้ามาภายใน เผยให้เห็นบุรุษรูปร่างสูงโปร่ง ผู้ซึ่งมีรูปลักษณ์เยี่ยงชาวภูต

 

ข้ามีนามว่า ‘กันดิศ’ เป็นภูตรับใช้ของพ่อมดแห่งพนาไพร” ภูตหนุ่มเจ้าของเรือนเกศาสีน้ำตาลเข้มแนะนำตัวด้วยรอยยิ้มสุภาพพร้อมกับโค้งคำนับอย่างงดงามให้แก่ราชาแห่งภูต

 

ราชาหมาป่าจับจ้องร่างสูงโปร่งตรงหน้าด้วยสายพระเนตรเย็นชาแวบหนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปคลี่ภูษาผืนหนาห่มคลุมร่างของพ่อนกน้อย

 

ในเมื่อเจ้ามาแล้วเหตุใดยังต้องแอบอ้างตัวตนของผู้อื่น” เอ่ยโดยมิหันไปมอง หัตถ์ใหญ่ยังคงง่วนกับการใช้ผ้าผืนบางชุบน้ำในอ่าง แล้วจึงค่อยวางไว้บนหน้าผากมนของผู้ที่ยังคงหลับใหล เพื่อลดความร้อนของพิษไข้อันเกิดจากการอักเสบของบาดแผล

 

ก็แค่งานอดิเรกสนุกๆ ไยท่านต้องใส่ใจด้วย” คนโดนจับได้ว่าเป็นร่างปลอมแปลงมาเปลี่ยนท่าทีทันที ก่อนล้วงมือเข้าไปในสาบเสื้อ แล้วโยนขวดแก้วใบหนึ่งไปทางจอมภูต

 

นี่คือสิ่งใด?” องค์ภูเตชิตทรงรับขวดแก้วใบน้อยที่ถูกโยนมาให้ ขวดแก้วบางใสมองเห็นของเหลวที่บรรจุอยู่ภายในเป็นสีฟ้าเปล่งประกายแสงเลื่อมพรายระยิบระยับราวกับมันได้กักเก็บละอองแห่งดวงดาวเอาไว้

 

ประกายแห่งดารา...ธาราศักดิ์สิทธิ์ กลั่นจากบุปผาดารายา เกล็ดน้ำค้างร้อยปีที่กลับกลายเป็นแก้วผลึก หลอมรวมกับน้ำจากทะเลสาบวรารี ท่านใช้สิ่งนี้ชำระล้างบาดแผลให้เด็กน้อยผู้นั้นเถิด

 

ตอนข้าไม่อยู่ เจ้าจงใจปลดผนึกกระจกอาถรรพ์ แล้วใช้คีวายุเป็นเหยื่อล่อ เพื่อตามหาแม่มดแห่งท้องทะเล” 

สุรเสียงห้าวทุ้มกล่าวเอาเรื่องผู้เป็นสหาย พระเนตรคมดุทอประกายวาวโรจน์ บ่งบอกชัดถึงพระอารมณ์ขุ่นเคืองอย่างที่ยากจะได้พบเห็น

 

แหม....ข้าก็ใช้ภูตกระต่ายไปตามท่านกลับมาแล้วนี่ อีกทั้งยังนำสิ่งนี้มามอบให้แทนคำขออภัยอย่างไรเล่า” พ่อมดในร่างภูตรับใช้เอ่ยยอมรับผิด ทว่าที่มุมปากกลับหยักยกยิ้มน้อยๆ หาได้แสดงท่าทีสำนึกในสิ่งที่กระทำตามปากว่าไม่....ว่าแต่ราชาหมาป่าสีเงินให้เกียรติมาเยือนเรือนหลังน้อยของข้า คงมิใช่แค่มาเยี่ยมเยือนสหายเก่ากระมัง

 

ข้าต้องการให้เจ้าตรวจสอบว่าสาปเสน่หาบนตัวข้าเป็นฝีมือของผู้ใด

 

หากกล่าวถึง ‘สาปเสน่หา’ คำสาปที่ก่อให้เกิดความรักที่ถูกครอบงำ....ย่อมเป็นศาสตร์ที่เหล่าสตรีแห่งความมืดล้วนใช้กันได้ทั้งสิ้น ไม่มีเอกลักษณ์เฉพาะ ยากที่จักจับมือผู้ใดดมได้

 

เยี่ยงนั้นจำกัดเฉพาะในปักษีระ จงตามหาสตรีแห่งความมืดที่แฝงตัวอยู่ในนครปักษา

 

สหายเอ๋ย....เหตุใดท่านต้องเลือกวิธีที่ยุ่งยากด้วยเล่า ในเมื่อผู้ที่สามารถไถ่ถอนคำสาปได้ก็อยู่ตรงหน้าท่านแล้วมิใช่หรือไร?” พ่อมดว่าพลางปรายตามองไปยังร่างหลับใหล ก่อนเอื้อนเอ่ยต่อไปว่า...

 

ท่านย่อมรู้ดีแก่ใจ ว่า 'คำสาปเสน่าหาสามารถไถ่ถอนได้ด้วยความรักอันเที่ยงแท้ หาไม่แล้วหากเปลี่ยนคู่คำสาปเป็นผู้อื่น ตัวท่านจักยังครองสติอยู่ได้กระนั้นรึหรือท่านกริ่งเกรงว่าเจ้าชายน้อยจักหวาดกลัว ยามได้สัมผัสกับความมืดที่อยู่ในตัวท่าน

 

ข้าจักเลือกวิธีการใดก็เป็นเรื่องของข้า ว่าแต่เจ้าจักทำตามคำไหว้วานของข้าหรือไม่...ไกรวิชญ์” จอมภูตทรงเรียกขานนามของพ่อมดที่ถูกผู้คนลืมเลือนเป็นการตัดบท

 

ในเมื่อเป็นคำขอร้องจากสหายเก่า ผู้ใดจักกล้าปฏิเสธได้เล่า เพียงแต่ข้าคงต้องขอยืมดาบท้องนภาเหนือเมฆา ดาบศักดิ์สิทธิ์แห่งองค์มหาเทพที่อยู่ข้างเอวท่านเป็นข้อแลกเปลี่ยน"

 

ทันทีที่ได้สดับคำขอหยิบยืมของสำคัญ องค์ภูเตชิตหาได้มีท่าทีลังเลอันใดหรือถามไถ่หาเหตุผล หัตถ์ใหญ่เพียงปลดดาบศักดิ์สิทธิ์ข้างเอวก่อนยื่นส่งให้อีกฝ่าย

 

"ดาบเล่มนี้เป็นดั่งเครื่องราง เพื่อใช้ควบคุมตราสาปในกายท่าน เมื่อเสร็จธุระแล้วข้าจักรีบนำกลับมาคืน อ้อ....หลังจากที่พวกท่านกลับออกมา ข้าได้เข้าตรวจสอบอีกฟากฝั่งของคันฉ่อง ดูเหมือนร่างที่ศิษย์น้องข้าสิงสู่จักถูกเปลวเพลิงแห่งสุริยาเผาผลาญจนเหลือเพียงเถ้าถ่าน ส่วนอสุระที่ท่านสังหารหาได้พบซากศพไม่ ราชาหมาป่าเอ๋ยจงระวังไว้ เพราะพวกอสุรานั้นมักมีจิตผูกพยาบาทเจ้าคิดเจ้าแค้นเป็นที่สุด

 

ขอบใจเจ้าที่เตือน หากได้พบพานกับอสูรตนนั้นอีกเมื่อใด ครานี้ข้าจักมิให้เหลือแม้แต่เถ้าธุลี” สุรเสียงห้าวทุ้มเอ่ยราบเรียบ หาได้แฝงอารมณ์ใดๆ ราวกับบอกกล่าวเรื่องราวของดินฟ้าอากาศ ทว่าความหมายของถ้อยวาจานั้นกลับทำให้ผู้สดับตลับฟังชะงักไปชั่วครู่ ก่อนยิ้มกริ่มที่มุมปากคล้ายดั่งได้พบพานกับเรื่องเหลือเชื่อ

 

น่าแปลกที่ท่านมีอารมณ์เคืองแค้นผู้อื่นถึงเพียงนี้ อสุราตนนั้นคงไปแตะในสิ่งที่มิควรแตะต้องเข้าให้สินะ” พ่อมดเอ่ยเย้าทิ้งท้าย ก่อนจะเลือนหายไปดุจดั่งภาพเงามายา

 

เมื่อผู้เป็นเจ้าบ้านจากไป องค์ภูเตชิตทรงใช้ประกายแห่งดวงดาราที่ได้รับมาชำระล้างขจัดความมืดที่แทรกซึมอยู่ในบาดแผลให้แก่คีวายุ

 

พอสิ่งชั่วร้ายมืดดำสลายหายไป บาดแผลตามวรกายเจ้าชายหนุ่มก็ค่อยๆ สมานตัวจนหายสนิท พระฉวีขาวเนียนไร้ร่องรอยแผลเป็นใดๆ สมกับเป็นร่างกายของผู้ครอบครองเปลวเพลิงอมตะ

 

ที่เหลือเพียงรอให้เจ้าตัวลืมตาตื่นฟื้นคืนเท่านั้น

 

องค์ภูเตชิตทรงทอดพระเนตรใบหน้าหล่อเหลาเยาว์วัยของผู้หลับใหล...ผู้เป็นเจ้าของดวงหทัยแห่งพระองค์อีกครู่หนึ่ง ก่อนจะหลับพระเนตรลงเพื่อรวบรวมจิตรานุภาพสะกดยับยั้งคำสาปที่เริ่มลุกลามหลังจากเครื่องรางดาบศักดิ์สิทธิ์ถูกขอหยิบยืมไป


›››

 

ในห้วงฝัน ท่ามกลางสงครามสัประยุทธ์ระหว่างทหารเทพกับอสุระ จอมเวทกับผู้ใช้มนต์ดำ นักรบกับสาวกแห่งความมืด เจ้าชายคีวายุทรงปะดาบกับบุรุษชุดดำผู้หนึ่ง 

 

ดาบเพลิงสีทองเรืองรองปะทะกับดาบใหญ่สีดำทมิฬได้เพียงมิกี่ครั้ง ดาบสีทองเพรียวบางในพระหัตถ์พลันแทงทะลุอกข้างซ้ายของอีกฝ่ายอย่างแม่นยำ ทั้งๆ ที่สามารถเบี่ยงหลบได้แท้ๆ ราวกับบุรุษชุดดำตรงหน้าจงใจให้เป็นเยี่ยงนั้น

 

“.....เจ้าเป็นหนี้ข้าแล้ว พ่อนกน้อยวิหคสวรรค์ ผู้ที่กำลังจักร่วงดับกับเผยรอยยิ้ม พร้อมกันนั้นมือใหญ่หยาบกร้านเอื้อมมาไล้ข้างแก้มที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบโลหิต คีวายุได้แต่ยืนตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน

 

หากชาติภพนี้มิอาจได้ครอบครอง พบพานกันคราหน้า...เจ้าจักเป็นของข้าชั่วนิรันดร์” เสียงห้าวๆ สาปสั่งก่อนโน้มศีรษะแนบประทับจูบที่โอษฐ์อิ่มเพียงแผ่วเบา พร้อมกันนั้นคลื่นโลหิตสีดำจากบาดแผลที่ถูกดาบแทงทะลุร่างก็พวยพุ่งเข้าใส่เจ้าชายหนุ่ม ทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นตรงหน้าพลันถูกความมืดย้อมจนกลายเป็นสีดำ สติเริ่มรางเลือน กายาแข็งทื่อดุจก้อนศิลา แม้แต่ถ้อยคำเดียวก็มิอาจเอื้อนเอ่ย ดวงหทัยแข็งเกร็งหวาดกลัวต่อการถูกความมืดกลืนกิน จากนั้นสติสัมปชัญญะที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดก็ดับวูบลง....

 

พอรู้สึกตัวอีกครั้ง ภาพตรงหน้าก็กลับกลายเป็นทะเลเพลิง เมืองทั้งเมืองกำลังมอดไหม้ด้วยอัคคีเผาผลาญ เสียงผู้คนกรีดร้องโหยหวนดังระงมไปทั่วเมือง ปนเปไปกับเสียงกระทบกันของโลหะ เสียงคำรามกู่ร้องของสัตว์ร้าย กลิ่นคาวเลือดลอยคละคลุ้ง กลิ่นเหม็นของควันไฟผสมกับกลิ่นเนื้อหนังไหม้ทำให้รู้สึกคลื่นเหียน บนพื้นเต็มไปด้วยซากศพเศษซากมนุษย์....ใบหน้าของผู้วายชนม์บิดเบี้ยวบ่งบอกถึงความหวาดกลัวแลเจ็บปวดก่อนสิ้นลมหายใจสุดท้าย ดวงตาทั้งสองเบิกกว้างจ้องเขม็งมองมาที่พระองค์ราวกับจะถามไถ่....ว่าเหตุใดพระองค์จึงปล่อยให้เป็นเยี่ยงนี้!

 

เพราะพระองค์ผิดคำมั่นสัญญา ปักษีระจึงกลับกลายเป็นเช่นนี้!” เสียงห้าวๆ บอกกล่าวอย่างขุ่นแค้น พอคีวายุหันไปทางต้นเสียง เจ้าชายหนุ่มพลันได้พบกับจอมทัพแห่งปักษีระในชุดเกราะสีดำทมิฬ แทนที่จะเป็นสีแดงเลือดนกอย่างทุกทีที่เคยเห็นจนชินพระเนตร

 

ทว่าถ้อยวาจบอกกล่าวนั้นหาได้กล่าวกับพระองค์ไม่ เพราะนอกจากแม่ทัพอัศม์เดชแล้ว ยังมีบุรุษอีกสองผู้ยืนอยู่เคียงข้างกัน หนึ่งในนั้นคือจอมภูต ราชาหมาป่าสีเงิน ส่วนอีกหนึ่งนั้นเป็นบุรุษหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง เรือนเกศาสีแดงเพลิง ดวงหน้าหล่อเหลาสง่างาม

 

คีวายุได้แต่ตกตะลึงกับภาพที่เห็นตรงหน้า เพราะผู้ที่ยืนอยู่เคียงข้างองค์ภูเตชิตนั้นคือเทพวิหคเพลิง

 

สายพระเนตรคมกริบของจอมภูตยามทอดมองเทพปักษาแดงนั้น ช่างเปี่ยมไปด้วยความรักแลเสน่หา เจ้าชายหนุ่มทอดพระเนตรแล้วจึงได้รู้สึกองค์ว่าถึงอย่างไรดวงหทัยแห่งจอมภูตก็คือเทวาปักษา....

 

หยาดน้ำใสพลันเอ่อคลอดวงนัยนา ก่อนจะร่วงเผลาะหยดแล้วหยดเล่า

 

จากนั้นทรงได้สดับเสียงของหัวหน้านักบวชอาวุโสประจำราชสำนักบอกเล่าถึงคำพยากรณ์ที่ติดตัวพระองค์มาตั้งแต่ครั้งประสูติ

 

 ‘หากพระองค์เลือกวิถีความรัก ปักษีระจักคราววิบัติย่อยยับพะย่ะค่ะ!’

 

ภาพปักษานครถูกเพลิงเผลาผลาญปรากฏขึ้นตรงหน้าอีกครั้ง พร้อมกับเสียงกรีดร้องคร่ำครวญ....ว่าเหตุใดองค์ยุพราชที่เทิดทูลจึงได้ปล่อยให้พวกเขาทุกข์ทรมานเยี่ยงนี้!

 

ไม่...ข้า...ข้ามิได้....” เสียงพึมพำแผ่วเบาของพ่อนกน้อยพลันดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบสงัด

 

องค์ภูเตชิจึงลืมพระเนตรขึ้น ออกจากฌานสมาธิ “เจ้ารู้สึกตัวแล้วรึ

 

ท่าน....จอมภูต?” พ่อนกน้อยค่อยๆ เปิดเปลือกตาขึ้นด้วยความมึนงง รู้สึกสับสนอยู่บ้างระหว่างภาพฝันกับความเป็นจริงที่อยู่ตรงหน้า

 

เป็นข้าเอง เด็กน้อย

 

ท่านช่วยข้าไว้กระนั้นรึข้า....ข้านึกว่าจักมิมีโอกาสได้พบกับท่านอีกแล้ว

 

เจ้าชายหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เมื่อนึกถึงช่วงเพลาชั่วพริบตาก่อนสิ้นพระสติ พระองค์ยังคงจดจำได้ดีถึงความเจ็บปวดที่พระอุระข้างขวา.....แม้นจักเป็นคนละข้าง หากแต่ความเจ็บปวดนั้นเหมือนดั่งในความฝันก่อนหน้ามิมีผิด

 

เจ้าโกรธข้าหรือไม่ ที่ข้าเป็นผู้แทงดาบใส่เจ้า ทำให้เจ้าต้องพบกับความเจ็บปวด” หัตถ์ใหญ่อบอุ่นสัมผัสที่หน้าผากมน ก่อนเลื่อนลงมาใช้หลังหัตถ์สัมผัสแผ่วเบาที่พวงแก้มของคนตัวเล็กกว่า

 

เมื่อได้สดับความจริงอันโหดร้าย คีวายุกลับเพียงส่ายพระพักตร์น้อยๆ "ข้าจักโกรธท่านได้เยี่ยงไร ในเมื่อท่านได้ช่วยชีวิตข้าไว้” ....เจ็บแค่นี้ยังดีกว่าถูกสิ่งชั่วร้ายนั่นย่ำยีหมิ่นเกียรติมิรู้กี่ร้อยเท่า 

 

เอาเถอะ เจ้าเสียเลือดไปมิใช่น้อย ควรพักผ่อนให้มากไว้ พรุ่งนี้เมื่อสุริยาเริ่มทอแสง ข้าจักพาเจ้ากลับภูตรา

 

แล้วคำสาปของท่านเล่า?”

 

ข้าได้พบกับพ่อมดแล้ว อีกมินานก็จักสามารถไถ่ถอนคำสาปได้

 

เช่นนั้น เมื่อถึงเพลาที่ข้ามิจำต้องอยู่ข้างกายท่าน ได้โปรดส่งข้ากลับปักษีระได้หรือไม่” 

 

คีวายุร้องขอพร้อมกับยันกายลุกขึ้นนั่ง ถึงกระนั้นเจ้าชายหนุ่มกลับมิกล้าสบพระเนตรกับอีกฝ่าย ทำได้แต่เพียงหลุบพระเนตรลงต่ำ จ้องมองพระหัตถ์ของพระองค์ที่ได้แต่กำผืนภูษาเอาไว้แน่น 

 

เพื่อปกป้องบ้านเกิดเมืองนอน ข้าได้ให้คำมั่นไว้ว่าจักอยู่เคียงข้างคนผู้นั้น ขัตติยะกล่าวแล้วมิอาจคืนคำ ได้โปรดเข้าใจข้าด้วย

 

....ข้าพอใจแล้วที่ได้สดับคำรักจากท่าน แม้นว่ามันจักเป็นคำบอกรักเทพปักษาผ่านตัวข้าก็ตาม แต่ข้าจักขอกักเก็บความรู้สึกนั้นไว้ จักขอรักท่านไปชั่วชีวิต...

 

             แม้นกายาอยู่ห่างสุดขอบฟ้า      

             ทว่าหทัยข้า...อยู่เคียงท่าน

             ขอรักนี้อยู่กับข้าชั่วนิรันดร์

             ตราบจนวันสิ้นโลกามิลืมเลือน

 

ข้าจักไม่ส่งเจ้ากลับปักษีระ

 

"แต่ข้าตัดสินใจแล้ว" เจ้าชายคีวายุพลันเงยพระพักตร์ขึ้น พระเนตรทอประกายมุ่งมั่น แต่แล้วพระองค์กลับได้พบเห็นบางสิ่งที่น่าตกพระทัยยิ่ง

 

เสี้ยวพระพักตร์หล่อเหลาคมคายตรงหน้าปรากฏริ้วสีดำคล้ายลวดลายรอยสักกิ่งก้านพฤกษา แผ่ขยายลุกลามขึ้นมาจากบริเวณพระศอของจอมภูต นัยเนตรสีเขียวแกมฟ้าที่เคยใสกระจ่างกลับขุ่นเข้มดุจดั่งท้องทะเลลึก เหมือนกับค่ำคืนนั้นมิมีผิด....ค่ำคืนในถ้ำน้ำแข็งที่ราชาหมาป่าถูกคำสาปครอบงำพระสติ

 

ทันทีที่ดวงเนตรสองคู่สบกัน คีวายุพลันถูกร่างสูงกว่ารวบตัวเข้าไปกอด จากนั้นความรู้สึกหวาดกลัวจับขั้วหทัยก็เข้าถาโถม เมื่อพ่อนกน้อยสัมผัสได้ถึงความมืดมิดแผ่ขยายออกมาจากผู้ที่โอบกอด

 

พอจอมภูตโน้มพระเศียรเข้าใกล้จนลมหายพระทัยอุ่นจัดรดข้างแก้ม

 

"อย่า!" เจ้าชายหนุ่มสะบัดพระพักตร์หนี วรกายสั่นเทา ราชาแห่งภูตถึงกับผงะปลดปล่อยร่างผอมเพรียวให้เป็นอิสระ แล้วทรงหันหลังให้ ก่อนสาวพระบาทก้าวยาวๆ จากไปราวกับกำลังหลีกหนีบางสิ่ง

 

เมื่อร่างสูงใหญ่ออกจากห้องหับโดยมิกล่าวสิ่งใด คีวายุรีบลงจากเตียงก้าวเร็วๆ ติดตามไปจนแทบกลายเป็นวิ่ง

 

"ประเดี๋ยวก่อนจอมภูต...ข้ามิได้ตั้งใจจะหวาดกลัวท่าน"

 

เสียงร้องเรียกทำให้องค์ภูเตชิตทรงชะงักพระบาท พระหัตถ์เปิดประตูกระท่อมค้างไว้

 

"หากเจ้าต้องการกลับปักษีระก็จงอย่าได้ตามมา" สุรเสียงเย็นชาตรัสราบเรียบ ก่อนจะสาวพระบาทก้าวออกไปโดยมิหันมามองผู้ที่ยืนอยู่เบื้องหลัง 

 

ชั่วขณะที่แผ่นหลังแกร่งลับสายตา ตามด้วยบานประตูไม้ปิดสนิทลง พ่อนกน้อยคล้ายรู้สึกว่าที่ตรงหน้ามีกำแพงอันสูงใหญ่กั้นขวาง สองเท้ามิอาจก้าวย่างต่อไป ได้แต่หยุดยืนนิ่งอยู่กับที่อย่างว้าเหว่เดียวดาย หทัยดวงน้อยสั่นไหวร้าวราน หยาดน้ำใสเอ่อคลอดวงนัยนา

 

ก็สมควรแล้วที่จักถูกเมินหน้าหนี ทั้งๆ ที่เขาอุตส่าห์ไปรับกลับมา แต่ข้ากลับบอกว่าอยากจะกลับไป 

 

เจ้าชายหนุ่มปาดเช็ดหยาดอัสสุชลอย่างยอมตัดพระทัย ถึงอย่างไรหทัยแห่งจอมภูตก็เป็นของเทพปักษาแดง....เทพวิหคเพลิงผู้สง่างามเปี่ยมไปด้วยความกล้าหาญ ส่วนตัวข้านั้นหาได้เทียบเทียมกับเทพวิหคองค์นั้นได้ไม่ อีกทั้งในฐานะเชื้อพระวงศ์สายตรงองค์สุดท้ายแห่งปักษีระ ข้ามิอาจปล่อยให้บ้านเมืองย่อยยับไปต่อหน้าต่อตา

 

"เฮ้อ... ดูท่าครานี้ราชาหมาป่าสีเงินคงย่ำแย่เสียแล้วกระมัง"

 

จู่ๆ ห้องหับที่สมควรมีเพียงเจ้าชายคีวายุพระองค์เดียวกับมีเสียงรำพึงรำพันของผู้ใดบางคนดังขึ้น

 

คีวายุหมุนร่างหันกลับไปทันทีที่ได้สดับเสียงบุรุษลึกลับ

 

"ท่านคือผู้ใด?!" เจ้าชายหนุ่มทอดพระเนตรบุรุษแปลกหน้าด้วยความหวาดระแวง แม้นว่าบุรุษผู้นั้นจักมีรูปลักษณ์เยี่ยงชาวภูต ซ้ำกำลังนั่งจิบชาอยู่บนเก้าอี้ไม้ข้างเตาผิงด้วยท่าทีตามสบายหาได้มีท่าทีคุกคามไม่ กระนั้นพระองค์ก็รู้จักหลาบจำกับเล่ห์ลวงของพวกฝ่ายมืด

 

"กระหม่อมมีนามเรียกขานมากมาย แต่ผู้คนส่วนใหญ่มักเรียกกระหม่อมว่า ...พ่อมดแห่งพนาไพร"

 

"พ่อมดแห่งพนาไพร” คีวายุทวนคำ “ท่านน่ะหรือ?" เรียวคิ้วสวยได้รูปขมวดมุ่น สายพระเนตรยังคงจดจ้องร่างสูงโปร่งเขม็งอย่างระแวดระวัง ก่อนเอ่ยต่อไปว่า....

 

"ข้าเคยได้สดับเรื่องเล่าขานว่า....พ่อมด แม่มด คือคำเรียกเหล่าปราชญ์จอมเวทชาวมนุษย์ในยุคเริ่มแรก ผู้ซึ่งเหลือรอดจากการล่มสลายตั้งแต่ครั้งแผ่นดินเก่าก่อน หากแต่ตัวท่านให้ดูเยี่ยงไรก็เป็นชาวภูต"

 

"ยุพราชแห่งปักษีระเอ๋ย อันรูปลักษณ์ภายนอกย่อมเปลี่ยนแปลงได้ ทว่าเนื้อแท้ข้างในย่อมมิอาจแปรเปลี่ยน เฉกเช่นน้ำชาในกาใบนี้" ว่าแล้วนิ้วมือเรียวยาวก็ยกกาน้ำชาเทใส่จอกสองใบที่มีลักษณะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง "ต่อให้เทมันใส่จอกกระเบื้องหรือทองคำ น้ำชายังคงเป็นน้ำชาอยู่วันยังค่ำ หาได้กลายเป็นสุราไม่ ร่างจุติใหม่ก็เฉกเช่นกัน อย่างไรจิตวิญญาณยังคงเป็นดวงเดิม" พ่อมดกล่าวเนิบๆ ก่อนยกจอกชาทำจากกระเบื้องสีขาวขึ้นจิบ

 

เมื่อได้สดับดังนั้น เจ้าชายหนุ่มกัดริมฝีโอษฐ์ล่างด้วยความอัดอั้นพระทัย "ท่านจักเปรียบน้ำชากับคนที่มีชีวิตจิตใจได้เยี่ยงไร ดูอย่างแม่มดแห่งท้องทะเลเป็นไร เดิมทีนางก็เป็นปราชญ์เมธีเฉกเช่นพวกท่าน แต่พอเพลาผันผ่าน นางก็กลับกลายเป็นแม่มดดำผู้ชั่วร้าย"

 

"เยี่ยงนั้นพระองค์ก็ยิ่งมิอาจเปรียบใจคนกับใจภูต เพราะใจคนอาจแปรปรวนรวนเรดุจคลื่นสมุทร ทว่าหัวใจภูตนั้นซื่อตรงแลมั่นคงดั่งภูผา หากมิได้พบพานเจ้าของหัวใจก็แล้วไป แต่เมื่อพานพบแล้วไซร้ พวกเขาจักปักอกปักใจมิแปรเปลี่ยน"

 

"ถึงกระนั้น ข้าก็มิอาจปล่อยให้บ้านเกิดเมืองนอนวิบัติเพราะความเห็นแก่ตัวของข้า"

 

"หากพระองค์เลือกวิถีของกษัตริย์ก็เท่ากับว่าพระองค์ปฏิเสธหัวใจรักแห่งจอมภูต ถ้าราชาหมาป่ามิได้ต้องคำสาปก็แล้วไป แต่ในเมื่อถูกสาปเสน่หาแล้วไซร้ คำปฏิเสธของพระองค์จักกระตุ้นหนุนเสริมให้ความมืดของตราสาปแข็งแกร่งยิ่งขึ้น"

 

 "ไม่จริง...แค่วาจามิกี่คำจักทำให้คำสาปของจอมภูตรุนแรงขึ้นได้เยี่ยงไร?!" ถ้อยวจีบอกกล่าวมิเชื่อถือ ทว่าสีพระพักตร์ของเจ้าชายคีวายุกลับซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด

 

 "บางคราถ้อยวาจาเพียงมิกี่คำก็อาจทำให้หัวใจคนฟังสลายได้ ยิ่งเมื่อผู้ต้องสาปเสน่หาถูกคู่สาปปฏิเสธความรักแล้วไซร้ ผู้ถูกสาปก็มีทางเลือกเพียงสองทาง หากมิใช้กำลังบังคับครอบครองก็มีแต่ต้องปล่อยให้คำสาปกลืนกิน แน่นอนว่าราชาหมาป่าผู้ซื่อตรงยินยอมย่ำแย่ต่อสู้กับคำสาปเพียงลำพัง เพราะจอมภูตเคารพต่อความต้องการของพระองค์

 

คำอธิบายของพ่อมดยิ่งทำให้พระทัยเจ้าชายหนุ่มร้อนรน 

 

ข้าจักไปตามหาจอมภูต!” ว่าแล้วก็รีบสาวพระบาทก้าวไปยังประตูกระท่อมอย่างหุนหันพลันแล่น

 

ช้าก่อนเจ้าชาย พระองค์รู้รึว่าเพลานี้จอมภูตอยู่ที่ใด

 

ถึงมิรู้ ข้าก็จักออกไปตามหา” เจ้าชายหนุ่มตอบกลับอย่างดื้อดึง

 

ดูเหมือนว่าพระองค์จักหลงลืมว่ากระหม่อมคือผู้ใด” พ่อมดในคราบภูตหนุ่มปรารภพลางคลี่ยิ้ม

 

ทันทีที่ถูกเอ่ยทัก เจ้าชายคีวายุพลันประสานพระหัตถ์โค้งวรกายต่ำให้กับบุรุษตรงหน้า...บุรุษผู้ซึ่งถูกเรียกขานว่า...พ่อมดแห่งพนาไพรแลยังเป็นเจ้าของพงไพรแห่งการหวนคืน!

 

ขอผู้อาวุโสโปรดชี้แนะ

 

ก่อนบอกกล่าวหนทาง กระหม่อมขอไถ่ถามการตัดสินพระทัยของพระองค์ได้หรือไม่ว่าระหว่างวิถีของกษัตริย์กับวิถีความรัก พระองค์จักเลือกหนทางใด

 

ข้ามิอาจเลือกได้ดอกท่าน แม้นข้าในเพลานี้จักไร้ความสามารถ แต่ข้าก็จักมิยอมงอมืองอเท้าปล่อยให้ปักษีระต้องพบกับความพินาศ รวมทั้งจักมิยอมให้จอมภูตต้องถูกความมืดกลืนกิน

 

เช่นนั้น....ขอให้โชคชะตาอยู่ในพระหัตถ์แห่งพระองค์ แลขอทรงโปรดจดจำไว้ว่า ‘รักแท้’ ที่พระองค์มีต่อจอมภูตนั้นสามารถไถ่ถอนคำสาปได้

 

สิ้นคำ พ่อมดแห่งพนาไพรก็ลุกยืนขึ้น ในมือถือโคมตะเกียงทรงกลมส่องแสงสีเหลืองนวลลออดวงหนึ่ง ก่อนจะสืบเท้าก้าวไปเปิดประตูกระท่อม แล้วกระซิบพึมพำกระไรบางอย่างกับโคมตะเกียงที่ถืออยู่ จากนั้นพอเปิดฝาครอบออก ดวงไฟเล็กๆ หลายร้อยดวงพลันพวยพุ่งออกมาจากโคมตะเกียงลอยค้างอยู่กลางอากาศ

 

เจ้าชาย...บริวารของกระหม่อมจักเป็นผู้นำทางให้” พ่อมดหันมาบอกกล่าวกับเจ้าชายหนุ่ม

 

ขอบคุณผู้อาวุโสที่ช่วยเหลือ” วรองค์ผอมเพรียวโค้งคำนับให้กับพ่อมดอีกครั้ง ก่อนจะสาวพระบาทก้าวออกจากกระท่อม ทรงพระดำเนินไปตามการนำทางของเหล่าโคมประทีปดวงน้อยนับร้อยที่ส่องแสงกระพริบวิบวับราวกับดวงดาราบนฟากฟ้า...

›››


ครั้นพอเสด็จมาถึงปากถ้ำแห่งหนึ่ง เหล่าประทีปดวงน้อยก็เร่งส่องแสงกระพริบถี่ระรัว ก่อนจะพุ่งทะยานเข้าไปด้านในกลืนหายไปกับความมืด

 

ข้างฝ่ายเจ้าชายพอได้ทอดพระเนตรความมืดมิดภายในถ้ำ ฝ่าพระบาทพลันชะงักไปชั่วขณะ ในพระทัยอดที่จะรู้สึกหวาดหวั่นต่อความมืดตรงหน้ามิได้...

 

ถึงกระนั้นพระองค์ก็หามีทางเลือกอื่นไม่ วรองค์เพรียวลมจึงได้แต่กลั้นพระทัยสาวพระบาทก้าวยาวๆ เข้าไปภายในด้วยพระทัยประหวั่นพรั่นพรึงยิ่ง!

 

ภายในโถงถ้ำ...แสงวิบวับดวงน้อยนับร้อยกลับแทบมิอาจส่องให้เห็นสิ่งใด พระกรรณสดับได้เพียงเสียงพระหทัยเต้นถี่ระรัว ยิ่งพระบาทก้าวลึก เจ้าชายหนุ่มก็ให้รู้สึกว่ากำลังถูกความมืดมิดกลืนกิน พระเสโทผุดพรายตามพระนลาฏ ทั้งๆ ที่อากาศภายในเย็นยะเยือก ลมหายพระทัยเริ่มหอบถี่ติดขัด ความหวาดกลัวเริ่มเกาะกุมหทัยดวงน้อยจนฝ่าพระบาทแทบจะก้าวมิออก พระวรกายซวนเซจนต้องใช้พระหัตถ์ยันกับผนังศิลาด้านข้าง

 

แข็งใจไว้ตัวข้า..."หากข้าคือปักษาแดงกลับชาติมาเกิดแล้วไซร้ ก็ขอให้จิตใจเข้มแข็งดุจเทวาปักษา...หากข้าเคยจุติแปรเปลี่ยนเป็นวิหคทมิฬแล้วไซร้ ความมืดใดๆ ก็หากล้ำกรายตัวข้าได้ไม่..."


เจ้าชายหนุ่มสาวพระบาทพร้อมกับพระโอษฐ์พึมพำถ้อยวจีซ้ำๆ วนไปมาราวกับท่องสวดภาวนา แม้จักเสด็จไปได้อย่างเชื่องช้า ทว่าวรองค์ผอมเพรียวยังคงมุ่งตรงไปข้างหน้าอย่างไม่ระย่อ

 

"ต่อให้นภาราตรีมืดมิดเพียงใดฟากฟ้ายังคงประดับดาว โถงถ้ำแห่งนี้ยังคงมีประทีปดวงน้อยส่องนำทาง..โคมประทีปส่องนำทางกระนั้นรึ?.."


แล้วทันใดนั้นเองเจ้าชายคีวายุพลันนึกถึงบทเพลงหนึ่งขึ้นมา แลเพื่อกลบฝังความหวาดกลัวในพระทัย เจ้าชายหนุ่มจึงทรงหลับพระเนตรลง แล้วทรงเริ่มขับลำนำรักแห่งภูตรา...



เมื่อความรักย่างกราย          จันทร์ฉายพลันแย้มนภา

ดวงดาราเกลื่อนฟ้า               บุปผาพร่างพรรณราย

โคมดวงน้อยส่องสว่าง          ส่องนำทางดั่งใจหมาย

ให้ความรักมิเสื่อมคลาย        แลพราวพรายดุจแสงดาว

ให้ความรักมิวางวาย...          แลเฉิดฉายดุจแสงจันทร์



น้ำเสียงใสดุจระฆังเงินขับขานบทเพลงรักออกมาจากดวงหทัย เสียงเพลงดังก้องกังวานไกล หาได้สะท้อนกลับไปกลับมาจนน่าประหลาดพระทัยยิ่ง ราวกับว่าพระองค์กำลังขับขานบทเพลงบนท้องทุ่งหญ้า มิได้อยู่ภายในโถงถ้ำแต่ประการใด

 

เจ้าชายหนุ่มจึงลืมพระเนตรขึ้น ก่อนจักตกตะลึงกับภาพที่ปรากฏตรงหน้า...ความมืดมิดของโถงถ้ำอันตรธาน มองเห็นผืนฟ้ากว้างหมู่ดาวดารดาษ จันทร์เพ็ญส่องสว่างทอแสงงามตา ท้องทุ่งหญ้าพลิ้วไหวดุจระลอกคลื่น หมื่นบุปผาหลากสีบานสะพรั่งเต็มท้องทุ่ง ผีเสื้อสีรุ้งสยายปีกเริงระบำ 

 

ภาพทิวทัศน์ตรงหน้างดงามตระการตา สวยงามดุจภาพฝัน ราวกับได้หวนคืนกลับไปยังภูตรา...ค่ำคืนวิวาห์ของเหล่าภูต

 

ณ ใจกลางทุ่งหญ้ามีหมาป่าตัวเขื่องนอนหมอบอยู่ ขนที่เคยเป็นสีเงินตลอดทั้งตัว บัดนี้บางส่วนเริ่มกลับกลายเป็นสีดำ

 

พ่อนกน้อยยืนนิ่งค้างเหม่อมองราชาหมาป่าอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่สองเท้าจะก้าวย่างเข้าใกล้ ทว่ากลับได้สดับสุรเสียงทุ่มห้าวดุจนต้องชะงักฝ่าเท้า


"ข้าบอกแล้วมิใช่หรือไร หากเจ้าต้องการคืนกลับปักษีระแล้วไซร้ ก็จงอย่าได้ติดตามมา" ดวงเนตรสีเขียวเข้มจนเกือบเป็นสีดำวาวโรจน์จดจ้องมองร่างผอมเพรียวอย่างเย็นชา

 

"แต่ข้าเป็นห่วงท่าน พ่อมดบอกว่าข้าสามารถช่วยท่านได้"


"มิจำเป็น ถึงเจ้ามาก็ไร้ประโยชน์ เพราะผู้ที่ข้ารักคือปักษาแดง หาใช่เจ้าไม่"

 

ถ้อยวาจาของจอมภูต แทบทำให้หทัยดวงน้อยแตกสลาย ขอบพระเนตรร้อนผ่าวรื้นไปด้วยหยาดอัสสุชล

 

"ข้ารู้...ถึงกระนั้นข้าก็รักท่าน ราชาแห่งภูต

 

หยาดน้ำใสคลอครองนัยนาเรียวหงส์ ส่งให้หทัยแข็งกร้าวของราชาหมาป่าเริ่มหวั่นไหว ทั้งๆ ที่ทรงตั้งพระทัยจักปล่อยนกน้อยให้คืนรัง มิต้องการเยียบย่ำเจ้าตัวน้อยให้หมองศรี

 

"กลับไปเสียเด็กเอ๋ย จงไปตามทางที่เจ้าเลือกเดิน ส่วนตัวข้าหาเป็นไรไม่ อีกมินานคำสาปจักได้รับการไถ่ถอน" 

 

"หนทางที่ข้าเลือกคือมิขอทอดทิ้งท่าน"

 

"แม้ว่าปักษีระต้องวิบัติกระนั้นรึ?!" ราชาหมาป่าหยัดยืนขึ้นเต็มความสูงใหญ่ สาวอุ้งเท้ามาหยุดยืนใกล้เพื่อประจันหน้ากับเจ้าชายหนุ่มประหนึ่งจะขู่ขวัญ!

 

ทว่าคีวายุจักหวาดกลัวก็หาไม่ แววพระเนตรยังคงฉายประกายมุ่งมั่น วรองค์ผอมเพรียวมิยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว ในพระทัยหวนนึกถึงถ้อยคำบอกกล่าวของพ่อมดแห่งพนาไพร...

 

'ขอให้โชคชะตาอยู่ในพระหัตถ์แห่งพระองค์'


ยุพราชแห่งปักษีระทรงกำพระหัตถ์ทั้งสองแน่น ก่อนเงยพระพักตร์จ้องสบพระเนตรกับจอมภูต

 

"เรื่องของโชคชะตาข้าขอเป็นผู้กำหนด ข้าจักไม่ทอดทิ้งท่าน แลจักมิยอมให้ปักษีระต้องพบกับความวิบัติเฉกเช่นคำทำนาย"

 

"ดูเหมือนเจ้าจักโลภเกินไปกระมังเด็กน้อย อีกทั้งยังสำคัญตนผิดนัก เพราะข้าหาได้ต้องการความช่วยเหลือจากเจ้าไม่ กลับไปซะ"

 

"ข้าไม่กลับ!" 

 

"ข้าสั่งให้เจ้ากลับไป!" ราชาหมาป่าส่งเสียงขู่คำรามพร้อมกับกระโจนเข้าใส่จนพ่อนกน้อยล้มลง

 

"ข้าไม่กลับ" คีวายุยังคงดื้อรั้นย้ำคำเดิม ไม่กลัวแม้แต่น้อยที่ถูกหมาป่าตัวเขื่องหยัดยืนคร่อมร่าง

 

"รู้หรือไม่ยามที่ข้าขาดสติ เจ้าจักถูกข้ากระทำเยี่ยงไร เจ้าเองก็เป็นบุรุษคงมิชมชอบนักที่จักถูกบุรุษด้วยกันกกกอด" จอมภูตเริ่มหาเรื่องใหม่มาข่มขู่

 

"ก็ไหนท่านเคยบอก...ตราบที่ข้ายังอยู่ข้างกายท่าน ตราสาปจักมิสำแดงเดช"

 

"แต่เพลานี้เจ้าก็เห็นแล้ว ว่าคำสาปกลืนกินข้าไปมากเพียงใด ที่ข้ายังพอครองสติอยู่ได้ก็เพราะแสงจากดวงศศิธร"

 

"ยิ่งข้าเห็นท่านในสภาพเช่นนี้ ข้าก็ยิ่งมิอาจจักจากไป"

 

"คีวายุ...เจ้าจักดื้อรั้นไปถึงที่ใด ข้ามิต้องการทำร้ายเจ้า ไม่ต้องการให้เจ้าสัมผัสกับความมืดไปมากกว่านี้ เพราะยิ่งเจ้ารับเอาความมืดไว้มากเท่าใด ความมืดมิดชั่วร้ายก็จักยิ่งเพรียกหาในตัวเจ้า อีกทั้งลิขิตฟ้าเจ้ามิอาจเลือกได้ทั้งสอง หากเจ้าเลือกที่จักอยู่เคียงข้างข้า ราชนิกุลแห่งปักษีระจักสิ้นสุดที่ตัวเจ้า ต่อให้เจ้าเป็นผู้ถือครองเปลวเพลิงแห่งสุริยามีชีวิตเป็นอมตะแล้วเป็นเยี่ยงไร เจ้าก็หนีไม่พ้นถูกฝ่ายมืดไล่ล่า ปักษีระจักลุกเป็นไฟด้วยเพลิงสงคราม ฝ่ายมืดจักยาตรา อสุราจักเหยียบย่ำเมือง"

 

"เช่นนั้น! ต่อให้ข้าเลือกวิถีกษัตริย์แล้วมันจักต่างกันตรงที่ใด ฝ่ายมืดยังคงต้องการตัวข้า!!"

 

"ปักษีระมีดาราพิทักษ์เมือง ตราบที่ดาราดวงนั้นยังมีใจภักดิ์ ปักษีระจักมิล่มสลาย"

 

"นี่ท่านกำลังผลักไสข้ากระนั้นรึ" หยาดน้ำใสที่เอ่อคลอพระเนตรพลันร่วงเผลาะ หทัยดวงน้อยปวดร้าวยิ่ง

 

"ผู้ถือครองเป็นเพลิงอมตะเอ๋ย...มิว่าเจ้าจักเลือกวิถีหนทางใด ข้าขอให้สัตย์สาบานว่าจักปกป้องเจ้าด้วยชีวิต ดังนั้นจงอย่าได้ร่ำไห้ เพราะข้าจักอยู่กับเจ้าเสมอ" สิ้นคำสัตย์สาบานแลคำมั่นสัญญา ราชาแห่งภูตพลันถอยห่างแล้วหันหลังให้ ส่งให้เจ้าชายคีวายุยิ่งกรรแสงหนักขึ้น 

 

"ฮึก...ข้า.....ข้ามิอาจเลือกได้ มิว่าท่านหรือบ้านเมือง" พ่อนกน้อยร่ำไห้จนตัวโยน

 

...หากข้ามิได้หลงรักท่านจักดีเพียงใด จะได้มิต้องรู้สึกเจ็บปวดมากมายถึงเพียงนี้

 

ในเมื่อมิอาจเลือกได้ หากไร้รัก ไร้หัวใจ ไร้ซึ่งความทรงจำคงจะดีมิน้อย...

 

บางทีการกลับเป็นกระดาษขาวอาจเป็นหนทางเดียวที่ข้าสามารถกำหนดชะตาตนเองได้

 

"เข้าใจแล้ว ข้าจักกลับกระท่อมของพ่อมด พอตะวันทอแสง ข้าจักกลับปักษีระ" คีวายุว่าพลางลุกยืนขึ้น ก่อนจะสาวเท้าก้าวเดินไปตามทางด้านตรงกันข้ามกับราชาหมาป่า

 

สองพระบาทเปลือยเปล่าย่างก้าวไปบนผืนหญ้านุ่ม บ่งบอกว่าพระองค์รีบเร่งออกมาเพียงใด แม้แต่รองพระบาทก็ทรงลืมสวมใส่เสียสนิท หากเจ้าพี่ยามารตีทอดพระเนตรเห็นเข้า พระองค์คงจะถูกเอ็ดอึงมิน้อย ส่วนเจ้าพี่มยุเรศคงจะแย้มสรวลแล้วทรงแก้ต่างให้ พิชยะคงจะทำหน้านิ่ง ก่อนจะถวายรองพระบาทให้แก่พระองค์เยี่ยงคนรู้พระทัย

 

พอถึงฤดูร้อนอันแสนสั้นของปักษีระ พระองค์จักเสด็จประพาสป่า โดยมีพี่ธีราแลทิวทิวไปเป็นเพื่อน ระหว่างทางอาจได้พบกับมนัสที่กำลังเก็บสมุนไพร หากพระองค์เอ่ยชวนชายหนุ่มให้ไปด้วยกัน เจ้าตัวคงจะทำหน้าลำบากใจมิน้อย

 

คิดแล้วเจ้าชายหนุ่มก็ทรงแย้มสรวลออกมาเล็กน้อย สองพระบาทยังคงพระดำเนินไปเรื่อยๆ พร้อมกับจินตนาการถึงความสงบสุขหากได้ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางเหล่าคนสำคัญคนแล้วคนเล่า จนกระทั่งคนสุดท้ายที่ทรงรำลึกถึง...

 

ดวงพักตร์หล่อเหลาคมคาย เจ้าของนัยเนตรสีเขียวแกมฟ้าอันงดงามดุจอัญมณี วรกายสูงใหญ่สง่างามน่าเกรงขาม เกศาสีเงินยาวสลวยดุจแพรไหมพัดพลิ้วไปตามกระแสลม...

 

ขอเพียงได้เคียงข้างคนผู้นั้น เดินชมความงดงามของภูตราไปด้วยกัน เพียงเท่านี้พระองค์ก็มีความสุขยิ่ง

 

ครุ่นคะนึงพลางสาวพระบาทจนมาถึงริมผาสูงดั่งที่ได้ตั้งพระทัยไว้ 

 

ป่าแห่งการหวนคืนเป็นดั่งที่คาดคิดไว้ หากมีความตั้งมั่นจากหัวใจ พงไพรจักเผยให้เห็นหนทาง

 

"ท่านผู้อาวุโส...ข้ามีเรื่องขอร้อง เมื่อข้าฟื้นขึ้นมาอีกครั้งโปรดส่งข้ากลับปักษีระด้วยเถิด" เจ้าชายคีวายุทรงร้องขอต่อผู้เป็นเจ้าของพงไพร แม้นจะเป็นการบอกกล่าวผ่านสายลม ทว่าทรงแน่พระทัยว่าอย่างไรคำขอของพระองค์ต้องส่งถึงอีกฝ่ายได้แน่

 

จากนั้นทรงหลับพระเนตรลง เท้าข้างหนึ่งก้าวย่างไปกลางอากาศ...

 

'ต่อให้กลับกลายเป็นกระดาษขาว จิตวิญญาณข้ายังคงรักท่าน...ลาก่อนองค์ภูเตชิต'

 

พ่อนกน้อยเอื้อนเอ่ยคำลาในใจ ก่อนจะทิ้งร่างสู่ความเวิ้งว้างว่างเปล่าปราศจากสิ่งใด!!

 

ทว่าก่อนที่วรองค์ผอมเพรียวจะร่วงหล่นสู่ก้นผา เจ้าชายหนุ่มกลับถูกแขนแกร่งข้างหนึ่งรวบร่างดึงเข้าไปกอด

 

"เด็กโง่!คิดจักทิ้งตัวตนของเจ้าหรือไรกัน!"

 

"ในเมื่อข้ามิอาจเลิกรักท่าน ไม่อาจละทิ้งบ้านเมือง สิ่งที่ข้าทำได้ก็มีแต่ทิ้งตัวตนเท่านั้น" พ่อนกน้อยโต้กลับด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ทว่าหทัยดวงน้อยกลับแน่วแน่ยิ่ง

 

"เจ้าพ่อเคยกล่าวไว้...คนจักครองเมืองต้องไร้หัวใจ หากเหลือใยรักจงสะบั้นให้สิ้น แม้นมีสายเลือดเดียวกันจงอย่าละเว้น แลต่อให้ต้องแลกด้วยร่างกายก็อย่าได้ลังเล หากสิ่งเหล่านั้นเป็นไปเพื่อปักษีระ"

 

ดวงพักตร์หล่อเหลาเยาว์วัยแข็งกระด้างราวกับถูกกระเบื้องเคลือบประดับด้วยนัยน์เนตรเรียวหงส์แดงก่ำทว่าแห้งผากหันมาจ้องมององค์ภูเตชิตประหนึ่งคนไร้จิตไร้ใจ

 

"ท่านบอกว่า...ตราบที่ดาราพิทักษ์เมืองยังมีใจภักดิ์ ปักษีระจักมิล่มสลาย เช่นนั้นข้าจักเหลือเพียงร่างกายให้กับคนผู้นั้นตามคำสัญญา..."

 

"พอแล้ว! มิต้องพูดอีก" จอมภูตทรงขัดขึ้นกลางคัน "ดูเหมือนข้าจักตัดสินใจผิดที่คิดจักปล่อยเจ้าไป" 

 

"อา...ท่านทำถูกแล้วต่างหากจอมภูต อย่างไรเสีย...ตัวข้าก็หามีประโยชน์กับท่านไม่ แต่อย่างน้อยกับปักษีระ ร่างกายนี้ยังพอมีประโยชน์อยู่บ้าง ส่วนคีวายุคนใหม่ ข้าได้แต่ตั้งจิตอธิษฐาน ขอให้เขาเกิดมาไร้หัวจิตหัวใจเฉกเช่นตุ๊กตาตัวหนึ่ง เพื่อที่เขาจักได้มิต้องทนทุกข์กับสิ่งที่ต้อง...อือ!"

 

ปากรูปกระจับที่เอาแต่พูดจาประชดประชันถูกโอษฐ์ได้รูปประกบปิดไว้...จุมพิตเนิ่นนานแฝงไปด้วยอารมณ์มากมายทั้งกรุ่นโกรธ เสน่หา แลเอาแต่พระทัยจนพ่อนกน้อยแทบหายใจตามมิทัน พอดิ้นรนขัดขืน ก็ถูกอ้อมพาหาแกร่งรัดแน่นจนมิอาจขยับเคลื่อนไหว 

 

"ข้าบอกให้เจ้าหยุดพูดเสียแล้วฟังคำข้า" จอมภูตทรงผ่อนคลายอ้อมพาหา ทว่ายังคงโอบกอดร่างเล็กกว่าไว้

 

"ในนามของภูเตชิต ราชาแห่งภูตลำดับที่ 7 ขอรับคีวายุ ยุพราชแห่งปักษีระเป็นชายา ขอจันทรา ดารา แลเหล่าพฤกษาจงเป็นพยาน  คีวายุ....เจ้าจักยอมรับหรือไม่?"

 

โดยมิได้บอกกล่าวเหตุผลอันใด ทั้งที่ก่อนหน้ายังเอ่ยวาจาผลักไส บอกกล่าวว่ารักเทพวิหคเพลิงหาใช่ตัวข้าไม่ แล้วจู่ๆ จักมาไถ่ถามว่ายอมรับเป็นชายากระไรกัน!

 

"ข้าไม่..." พ่อนกน้อยถูกหัตถ์ใหญ่ปิดปากทันทีที่คำว่า 'ไม่หลุดออกมา

 

"จงยอมรับเสีย หาไม่แล้วข้านี่แหละจักเป็นผู้ทำลายปักษีระด้วยตนเอง"

 

"นี่ท่านข่มขู่ข้ากระนั้นรึ?!"

 

"ข้าหาได้ข่มขู่เจ้าไม่ แต่จักทำจริงหากเจ้าตอบปฏิเสธ"

 

"จอมภูต....ท่านจักทำเยี่ยงนี้ไปเพื่อสิ่งใด ปล่อยข้าไปเสียก็ดีแล้ว ส่วนเรื่องของเปลวเพลิงแห่งสุริยาท่านมิต้องกังวลไป เพราะจอมทัพแห่งปักษีระ ดาราพิทักษ์เมืองจักเป็นผู้ปกป้องแทนท่านเอง"

 

ถ้อยวาจาประชดประชันยังคงหลั่งไหลจากปากรูปกระจับแดงช้ำจากการจุมพิตมิยอมหยุด องค์ภูเตชิตจึงได้แต่ทอดถอนพระทัย

 

"เพลานี้ถึงข้าบอกรักเจ้า เจ้าก็คงมิเชื่อถือ"

 

ครานี้เจ้าชายคีวายุได้แต่นิ่งเงียบมิเปิดโอษฐ์ ไม่คิดตอบรับหรือปฏิเสธสิ่งใด ด้วยพระองค์เข็ดขยาดเสียแล้วกับการปักอกปักใจหลงรักผู้ที่มิได้มีเยื่อใยให้ ทั้งที่แต่แรกเริ่มพระองค์ขอเพียงได้รักก็เพียงพอ แต่หากต้องมาถูกอีกฝ่ายผลักไส ถูกเห็นความสำคัญเพียงเพราะเป็นผู้ถือครองเปลวเพลิงแห่งสุริยาแล้วล่ะก็...สู้อย่าได้รู้จักคำว่า ‘รัก’ เลยดีกว่า

 

เจ้ายังมิได้ตอบข้า ว่าจักยอมรับหรือไม่?” สุรเสียงห้าวทุ้มเร่งรัดเอาคำตอบ

 

“......”

 

หากไม่ปฏิเสธ ข้าจักถือว่าเจ้ายอมรับ

 

จบคำ องค์ภูเตชิตทรงถือวิสาสะช้อนร่างพ่อนกน้อยอุ้มขึ้นแนบพระอุระ แล้วสาวพระบาทเสด็จพระดำเนินกลับไปทางเดิม...ไปยังท้องทุ่งที่แลเห็นดวงศศิธรฉายแสงกลางผืนนภา ดวงดาราพราวแสงระยับ หมู่ผีเสื้อร่ายระบำเต็มท้องทุ่ง หอมจรุงกลิ่นบุปผาหลากสี ผืนหญ้าเขียวขจีอ่อนนุ่มยามเหยียบย่าง....สถานที่ซึ่งมิกลิ่นอายความพิสุทธิ์ของพลังธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ แลสามารถชะลอความบ้าคลั่งของคำสาปในร่างจอมภูตได้

 

ประเดี๋ยวก่อน นี่ท่านจักทำกระไร?!

 

เจ้าชายคีวายุรู้สึกตกพระทัยมิน้อย ที่จู่ๆ ก็ถูกอุ้มพาไปที่ใดก็มิบอกกล่าว

 

ข้าจักพิสูจน์ว่าหทัยแห่งข้าได้ฝากไว้กับผู้ใดพระเนตรคมดุพราวระยับ พ่อนกน้อยเห็นแล้วก็ให้รู้สึกใจคอไม่ดี ยังจักต้องมีสิ่งใดให้พิสูจน์อีกเล่า? แค่นี้พระองค์ก็เจ็บเกินพอจนมิรู้จะเจ็บไปมากกว่านี้ได้เยี่ยงไร

 

โปรดปล่อยข้าไปเถิดท่าน ข้าเข้าใจทุกอย่างดี ท่านมิจำเป็นต้องพิสูจน์สิ่งใดอีก

 

“......”

คราวนี้จอมภูตเป็นฝ่ายเงียบบ้าง พ่อนกน้อยจึงคิดจะกระโจนออกจากอ้อมแขนร่างสูงกว่า

 

ทว่าองค์ภูเตชิตเคยได้รับบทเรียนมาแล้วครั้งหนึ่ง ทันทีที่ร่างผอมเพรียวเริ่มเคลื่อนไหว พระองค์ก็ทรงยกร่างพ่อนกน้อยขึ้นพาดพระอังสา ตัดโอกาสที่อีกฝ่ายจะกระโจนหนี

 

ปะ...ปล่อยข้า จอมภูตท่านมิสิทธิ์อันใดมาทำกับข้าเช่นนี้!!” คีวายุร้องบอกเสียงสูงด้วยความขุ่นเคืองพระทัย

 

ข้างฝ่ายจอมภูตยังคงเงียบกริบเป็นเป่าสาก สองพระบาทก้าวยาวๆ ดำเนินลิ่วราวกับมิได้แบกสิ่งใดไว้ที่พระอังสา

 

จวบจนกระทั่งถึงจุดหมายวรกายสูงใหญ่จึงได้ปล่อยร่างเล็กกว่าให้อิสระ ก่อนจะเชยคางพ่อนกน้อยให้แหงนเงยหน้าขึ้นเพื่อรับจุมพิตอันอ่อนหวาน

 

ทะ...ท่านทำไมถึง?” เจ้าชายคีวายุอุทาน ก่อนจะผงะถอยพระบาทไปก้าวหนึ่ง พระพักตร์เต็มไปด้วยคำถาม

 

องค์ภูเตชิตยังคงมิกล่าวกระไร หัตถ์ใหญ่เพียงแหวกสาบเสื้อของพระองค์ออก เผยให้เห็นพระอุระกำยำประดับไปด้วยริ้วสีดำของตราคำสาปที่กำลังกลืนกินพระวรกาย เรือนเกศายาวสีเงินที่พลิ้วไหวไปตามแรงลมยามต้องแสงจันทร์ฉายก็ปรากฏให้เห็นส่วนที่แปรเปลี่ยนเป็นสีดำเฉกเช่นกัน

 

เจ้าคงรู้แล้วกระมัง ว่าความรักที่เที่ยงแท้คือหนึ่งในวิธีที่สามารถใช้ถอนคำสาปเสน่าหา

 

พ่อมดแห่งพนาไพรได้บอกข้าไว้เยี่ยงนั้นคีวายุตอบกลับเรียบง่าย

 

แล้วเจ้ารู้หรือไม่? ว่าสิ่งที่เรียกว่า ‘รักแท้’ นั้นมิอาจเกิดได้จากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด หัวใจสองดวงกว่าจักหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวย่อมต้องผ่านบททดสอบมากมาย ดังนั้นข้าขอถามเจ้าอีกครั้ง...ว่าเจ้าจักยังรักข้าอยู่หรือไม่ แม้นว่าปักษีระจักต้องพบกับความวิบัติ

 

ท่านถามข้าในสภาพเยี่ยงนี้ช่างขี้โกงนัก...เจ้าชายหนุ่มใช้พระหัตถ์ปาดเช็ดอัสสุชลที่เอ่อล้นจากพระเนตร เมื่อทรงได้ทอดพระเนตรสภาพของราชาผู้ยิ่งยงกำลังถูกคำสาปกลืนกินวรกายไปกว่าครึ่ง ถ้าหากปล่อยไว้เยี่ยงนี้ อีกมินานจอมภูตจักถูกความมืดครอบงำ แลตกเป็นทาสของผู้สาปสั่งโดยมิสามารถคืนกลับดั่งเดิมตราบจนกว่าชีวาจักหาไม่!

 

องค์ภูเตชิต...ราชาแห่งภูต โปรดสดับถ้อยคำจากใจแห่งข้า มิว่าปักษีระต้องถึงคราวิบัติ ฤาท่านจักรักผู้ใดก็ตามถึงกระนั้นข้ายังคงรักท่านมิแปรเปลี่ยน

 

เยี่ยงนั้นภาระของเจ้าที่ต้องปกป้องปักษีระ ข้าจักเป็นผู้แบกรับไว้เอง ส่วนเจ้าเพียงรับฝากหัวใจของข้าไว้ก็พอ...ว่าแล้วก็ทรงดึงร่างผอมเพรียวตรงหน้าเข้ามากอด ก่อนจะแนบริมโอษฐ์ได้รูปที่หน้าผากมน เปลือกตา แลที่ริมฝีปากอิ่มนุ่มนิ่มรูปกระจับ จากนั้นจอมภูตทรงประคองคนตัวเล็กกว่าให้นอนลงกับผืนหญ้านุ่มโดยที่มิได้ทรงถ่ายถอนพระโอษฐ์คืน

 

จุมพิตอ่อนหวานเนิ่นนานค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นเร่าร้อนตามแรงสิเน่หา หัตถ์ใหญ่อุ่นร้อนสอดแทรกผ่านอาภรณ์เนื้อผ้าเพื่อสัมผัสแผ่นอกเรียบเนียนขาวจัด ก่อนจะสะดุดที่ยอดอุระสีทับทิมเม็ดเล็ก พระดัชนีจึงเคล้นคลึงเน้นย้ำ พ่อนกน้อยพลันสะดุ้งเฮือกส่งเสียงครางด้วยความรู้สึกแปลกๆ พวงแก้มขาวๆ แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ

 

เจ้าชายคีวายุรู้สึกพระพักตร์ร้อนผ่าว พระวรกายร้อนรุ่ม พระทัยหนึ่งอยากร้องห้ามให้หยุด ทว่าอีกพระทัยก็หาได้รังเกียจสัมผัสจากจอมภูตไม่

 

เจ้ารู้สึกรังเกียจแลหวาดกลัวหรือไม่?” สุรเสียงห้าวทุ้มไถ่ถาม ก่อนจะใช้หัตถ์ข้างหนึ่งประคองแก้มคนตัวเล็กกว่าให้หันมาสบพระเนตร

 

ขะ...ข้ามิได้รังเกียจหรือหวาดกลัว แค่รู้สึกอายเท่านั้นว่าแล้วสีพระพักตร์ที่แดงอยู่แล้ว ก็ยิ่งแดงก่ำจนถึงพระกรรณ

 

พอองค์ภูเตชิตได้สดับดังนั้น ก็ทรงพระสรวลออกมา แล้วตรัสต่อไปว่า....

 

นี่แค่พึ่งเริ่มต้นเท่านั้นเด็กน้อย....เพราะข้าคงจักทำเรื่องให้เจ้าได้อายอีกมากนัก

ถ้อยวาจาสองแง่สองง่ามที่เจ้าชายหนุ่มสดับแล้วยังมิค่อยเข้าพระทัยนัก ทว่ากลับก่อให้เกิดความรู้สึกอายมากยิ่งขึ้น จนต้องหันพระพักตร์หนีมิกล้าสบพระเนตรกับอีกฝ่าย

 

แต่กระนั้นเจ้าชายคีวายุก็ทรงหันหลบได้มินานนัก เพราะเมื่ออาภรณ์ที่สวมใส่เริ่มถูกหัตถ์ใหญ่ปลดออกจากพระวรกาย เจ้าชายก็ทรงรีบคว้าหัตถ์ใหญ่เอาไว้

 

ขะ....ข้าว่ากลับเข้ากระท่อมก่อนเถิดท่าน

 

เจ้ารังเกียจรึ?”

 

พ่อนกน้อยรีบส่ายหน้าเป็นพัลวัน ข้าบอกแล้วว่าอาย มิได้รังเกียจหรือหวาดกลัวท่าน

 

คีวายุเอ๋ย....ตราบที่คำสาปยังมิถูกไถ่ถอน ข้าก็มิอาจไปจากท้องทุ่งแห่งนี้ ได้ เพราะสถานที่แห่งนี้มีพลังมากพอที่ข้าจักขอหยิบยืมเพื่อใช้สยบคำสาปในตัวข้า

 

แล้วก่อนหน้าที่กระท่อมเล่า?”

 

ก่อนหน้านั้นข้าขอแบ่งปันพลังส่วนหนึ่งจากมาคี อีกทั้งยังให้เขานำดาบศักดิ์สิทธิ์มาให้ แต่ตอนนี้ข้าได้ยกดาบเล่มนั้นให้กับพ่อมดหยิบยืมไปเพื่อแลกกับการตามหาเจ้าของคำสาป....จอมภูตอธิบายพลางยื่นพระหัตถ์ลูบศีรษะทุยของพ่อนกน้อยอย่างเอ็นดู หากเจ้ามิพร้อมให้ข้ากอด ก็ไว้คราวหน้าเถิด

 

ทว่าชั่วขณะที่ร่างสูงจะลุกขึ้นถอยห่าง เจ้าชายคีวายุก็ทรงคว้ามืออีกฝ่ายเอาไว้

 

ข้ามิต้องการเห็นท่านหันหลังให้ข้าอีกแล้วกล่าวจบ เจ้าชายหนุ่มก็ทรงโน้มวรกายเป็นฝ่ายจุมพิตร่างสูงใหญ่ แลยินยอมให้จอมภูตปลดอาภรณ์จนพระวรกายเปลือยเปล่าท่ามกลางแสงจันทร์สาดส่อง

 

เมื่อวรกายถูกลูบไล้สัมผัสด้วยหัตถ์อุ่นจัดแลโอษฐ์ได้รูป หทัยดวงน้อยพลันเต้นถี่ระรัว เลือดหนุ่มสูบฉีดพลุ่งพล่าน พระฉวีขาวๆ ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นสีชมพูดั่งบุปผาแรกแย้ม

 

อา...อ๊ะ...พ่อนกน้อยหลุดเสียงครางนัยน์ตาเบิกกว้าง เมื่อถูกร่างสูงใหญ่ทาบทับแนบกายชิด ก่อนจะถูกประกบปิด แล้วถูกชิวหาหยุ่นร้อนสอดแทรกรุกเร้า เรียวขาถูกยกสูงขึ้น จากนั้นราชาหมาป่าทรงหยุดความเคลื่อนไหว ไถ่ถอนพระโอษฐ์จากริมฝีปากนุ่มนิ่ม เพื่อให้อีกฝ่ายหายใจได้สะดวกขึ้น

 

หากข้าบอกรักเจ้า เจ้าจักเชื่อหรือไม่ เจ้าที่เป็นตัวเจ้าหาใช่ผู้อื่นใดถ้อยวาจาอ่อนหวาน เรียกให้เจ้าชายคีวายุทรงลืมพระเนตรขึ้น ดวงเนตรทั้งสองข้างฉ่ำชื้นแดงระเรื่อราวกับผ่านการกรรแสงมาอย่างหนัก ลมหายพระทัยหอบถี่กระชั้น พระพักตร์แดงก่ำ ริมโอษฐ์บวมช้ำ ทว่ากับแลดูงดงามเย้ายวนยิ่ง

 

รอยคำสาปของท่าน?”

 

เมื่อได้ทอดพระเนตรเห็นร่างกำยำตรงหน้าปราศจากริ้วรอยสีดำของตราคำสาป นัยนาเรียวหงส์จับจ้องมองดวงเนตรคมดุที่กลับมามีสีเขียวแกมฟ้างดงามดุจอัญมณีอีกครั้งด้วยความตื้นตันพระทัย

 

รักแท้มิอาจก่อเกิดจากฝ่ายเดียว คำบอกรักจากข้า เจ้าจักเชื่อได้หรือไม่

 

ข้าเชื่อ...ข้าเชื่อแล้วหยาดน้ำใสพลันรินไหลจากดวงนัยนาอีกครั้ง ทว่าครานี้เปี่ยมล้นไปด้วยความสุขเต็มทั้งสี่ห้องหัวใจ

 

ขี้แยจริงเจ้าสุรเสียงห้าวทุ้มตรัสอย่างเอ็นดู ทรงจุมพิตที่เปลือกตาของคนขี้แย ก่อนจะเริ่มขยับพระวรกายร่วมรักกับผู้ที่รับฝากดวงหทัยแห่งพระองค์

 

เสียงใสที่สะอื้นฮักในเพลาแรกจึงค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นสีครางหวานพระกรรณ....

 

›››


เมื่อดวงสุริยาเริ่มทอแสงสีทองจับขอบฟ้า องค์ภูเตชิตทรงตื่นพระบรรทมด้วยพระทัยที่ถูกเติมเต็ม

 

นาคินทร์ที่ได้พบพานกับผู้เป็นดั่งดวงหทัยก็คงจะรู้สึกเฉกเช่นนี้กระมัง เจ้าตัวถึงได้มิยอมแพ้ต่อโชคชะตา แม้นต้องอยู่อย่างเดียวดายในคุกแห่งการเวลา ก็ยินยอมรับไว้ เพื่อวันหนึ่งจักได้พานพบกับคนรักอีกครั้ง

 

จอมภูตครุ่นคิดถึงผู้เป็นศิษย์แลอดีตสหายเมื่อกาลก่อน จากนั้นทรงเลื่อนภูษาคลุมห่มให้พ่อนกน้อยที่ยังคงนิทราสนิท นัยน์ตาสองข้างหลับพริ้ม เรียวคิ้วผ่อนคลายออก มิขมวดมุ่นอย่างที่แล้วๆ มา ราวกับภาระที่แบกรับไว้ได้อันตรธานหายไปสิ้น

 

องค์ภูเตชิตประทับนั่งมองอีกฝ่ายเงียบๆ อยู่เยี่ยงนั้นจนกระทั่งมีผู้มาเยือน

 

ข้าเป็นภูตรับใช้ของพ่อมดแห่งพนาไพร ท่านผู้เฒ่าให้ข้านำจดหมาย อาภรณ์ผลัดเปลี่ยน แลดาบศักดิ์สิทธิ์มาคืนองค์ราชาของรับผู้มาใหม่มีรูปลักษณ์เยี่ยงภูตหนุ่มที่ท่านพ่อมดเคยปลอมแปลงตัวตนมามิมีผิด

 

ภูตหนุ่มนาม ‘กันดิศ’ โค้งคำนับให้กับผู้เป็นใหญ่แห่งภูตรา ก่อนจะคุกเข่าลงวางสิ่งของต่างๆ กับพื้นหญ้า ยกเว้นเพียงจดหมายฉบับหนึ่งเท่านั้นที่ถวายให้แก่จอมภูตโดยตรง

 

หัตถ์ใหญ่รับจดหมายซึ่งทำจากกระดาษเนื้อดีบางเบาสีขาวสะอาดจากคนนำสาร แล้วคลี่ออกอ่าน....

 

ข้าเสร็จธุระเรียบร้อย ขอคืนดาบที่เป็นดั่งเครื่องรางแก่ท่าน แต่ท่านคงมิต้องใช้ดาบศักดิ์สิทธิ์เพื่อสยบคำสาปแล้วกระมัง

 

เจ้าเล่ห์นักนะ ไกรวิชญ์องค์ภูเตชิตตรัสพลางเรียกอัคคีเผาผลาญจดหมายในพระหัตถ์จนมิเหลือแม้แต่เถ้าธุลี

 

กลับไปบอกต่อนายเจ้า ว่าหนี้ครั้งนี้ข้าจักชดใช้ให้ในภายหลัง

 

ขอรับภูตหนุ่มโค้งคำนับให้ราชาแห่งภูตอีกครั้ง ก่อนจะหันหลังเดินจากไป โดยรับฝากข้อความที่ค่อนข้างจะค้างคาใจอยู่บ้าง ถึงกระนั้นกันดิศก็หาเอ่ยปากทูลถามไม่

 

หนี้ครั้งนี้ข้าจักชดใช้ให้ในภายหลัง

 

หนี้’ คำนี้จะหมายถึง ‘หนี้บุญคุณ’ หรือ ‘หนี้ความแค้น’ ภูตหนุ่มก็สุดจะคาดเดาในน้ำพระทัยของราชาหมาป่าสีเงิน

 

โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ ^^

 

ในที่สุดก็สามารถแต่งตอนนี้จบค่ะ (เป็นปลื้มสุดๆ) เพราะกว่าจะจบลงได้เล่นเอาต้องก่ายหน้าผากจนสิวขึ้นไปหลายเม็ด กับความพ่อแง่แม่งอนระหว่างจอมภูตสุดซึนกับพ่อนกน้อยจอมคิดมาก แถมสองเดือนมานี้ไม่ค่อยมีเวลาว่างมานั่งแต่งเป็นกิจจะลักษณะด้วย เดินทางบ่อยมากเลยต้องใช้วิธีแต่งในมือถือ (ขอบคุณมือถือสมัยนี้จริงๆ ที่ไม่ว่าอยู่แห่งหนใด ก็สามารถแต่งนิยายได้) แต่ขอยอมรับเลยว่าตอนนี้มันยากมาก ตันก็หลายครั้ง ต้องแก้แล้วแก้วอีกจนเป็นอย่างที่ได้อ่านในตอนนี้นะคะ ขอบอกเลยค่ะว่าคนเขียนไม่ค่อยเก่งกับตัวละครที่อารมณ์ละเอียดอ่อนเอาซะเลย ชอบแบบตรงไปตรงมามากกว่าค่ะ

 

สุดท้ายนี้ขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่ยังอดทดรอนะคะ ไว้เจอกันตอนต่อไป (ตอนที่ 36) คาดว่าน่าจะเป็น กระต่ายน้อยกับหมาป่าจอมเจ้าเล่ห์ ส่วนเรื่องของทิวทิว คาดว่า (อีกแล้ว) จะเป็นตอนที่ 37 นะคะ ^^

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 20 ครั้ง

6,261 ความคิดเห็น

  1. #6013 tungminpe (@tungminpe) (จากตอนที่ 92)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2560 / 09:39
    ม...ไม่รู้จะพูดอะไร!!
    #6013
    0
  2. #4823 kaohom_d (@kaohomd) (จากตอนที่ 92)
    วันที่ 16 กันยายน 2557 / 23:09
    อ่านตอนนี้แล้วต้องวิ่งไประเบิดตัวเองอย่างจริงจัง เขินค่ะ!!!! ไม่ไหวละ แงงงงง
    #4823
    0
  3. #4760 Zevaress (@anontaporn) (จากตอนที่ 92)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2557 / 12:21
    โอ้ยยย น่ารักจุงงง กว่าจะลงเอยยย เล่นเอาลุ้นซะเกร็งง
    #4760
    0
  4. #4755 Tem_เเง้บๆ . 3 . (@thetempter) (จากตอนที่ 92)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2557 / 22:26
    >....<  // เก็บอาการอย่างสุดชีวิต

    อุอิ~ ในที่สุด! ในที่สุดดดด~~~~ (นี้เก็บอาการเเล่วนะ)

    คู่นี้ฟินสุดๆๆๆๆๆ ฮว้ากกก~~!!! (ปล่อยล่ะ...)

    #4755
    0
  5. วันที่ 4 สิงหาคม 2557 / 10:21
    ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง

    อร๊ายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย

    ฟินจนไม่รู้จะพูดยังไง T///////T
    #4753
    0
  6. #4750 blue bunny (@minerwa13) (จากตอนที่ 92)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2557 / 11:57
    เห็นด้วยกับคห.4753 อย่างยิ่ง!!!!
    #4750
    0
  7. #4747 Yara (@J-piya) (จากตอนที่ 92)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2557 / 11:48
    การทำอย่่างนี้คงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับทั้งจอมภูตและคีวายุแล้ว
    มีสองคนน่าจะทำอะไรได้มากกว่ามีคนเดียวแน่ๆ
    #4747
    0
  8. #4746 Risa (จากตอนที่ 92)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2557 / 19:56
    วันนี้ ที่รอคอย กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด ในที่สุดก็มา ได้อ่านหลังจาก สอบเสร็จ นี้มันดีจริงๆนะ

    อ้ายยยยยยยยยยยยยยยยยย ฟินมาก น่ารักที่สุดเลย

    ขอบคุณ มากๆนะคะที่ แต่งให้อ่าน (ซาบซึ้งน้ำตาจะไหล ToT)
    #4746
    0
  9. #4745 'mamba ♥ (@Ujiwa-Madara) (จากตอนที่ 92)
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2557 / 23:59
    อร้างงงงงงงฟินสุดค่ะ
    #4745
    0
  10. #4744 pote16 (@pote16) (จากตอนที่ 92)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2557 / 11:46
    ในที่สุดก็เข้าใจกันซะที องค์ภูเตชิตก็เป็นคนปากหนัก แสดงความรู้สึกไม่เก่ง พ่อนกน้อยก็คิดมาก ไม่มั่นใจในตัวเอง

    กว่าจะลงเอยกันได้ ลุ้นจนเหนื่อยเลยค่ะ แต่ในที่สุดก็มีวันนี้ อยากจุดพลุฉลองซะจริง 



    แต่ฉากจอมภูติขอแต่งงานนี่ไม่ไหวนะคะ ไม่ให้เจ้าชายน้อยตั้งตัวเลย แถมพอเค้าจะปฏิเสธยังไปขู่เค้าอีก

    แต่ถ้าไม่ทำแบบนั้นสงสัยคงได้วิ่งหนีกันเป็นหนังอินเดียแน่



    ไม่รู้เป็นความบังเอิญ หรือความตั้งใจของคนเขียนนะคะ แต่ฉากรักขององค์นาคินทร์ กับองค์ภูเตชิต เป็นตอนที่ 35 ทั้งคู่เลย

    แต่ทั้ง 2 คู่ เหตุการณ์ต่างๆ และความสัมพันธ์ของตัวเอกก็ดำเนินมาถึงจุดสุกงอมพอดี

    ได้แต่หวังว่าคู่ของราชาหมาป่ากับพ่อนกน้อย จะมีช่วงหวานนานๆ ไว้ให้คนอ่านได้ชุ่มชื่นหัวใจ ก่อนจะต้องเสียน้ำตานะคะ 

    แค่คิดถึงอุปสรรคที่รออยู่ข้างหน้า คนอ่านเครียดแทนองค์ภูเตชิต กับเจ้าชายคีวายุค่ะ 



    แต่สิ่งที่กรี๊ดที่สุดคือ ต่อจากนี้องค์ภูเตชิต จะได้กลับมาแข็งแรง ใช้พลังได้ตามปกติซะที หลังจากเกือบพลาดท่าโดนเล่นงานมาหลายตอน 

    เห็นพระเอก เกือบเสียท่าพวกฝ่ายมืดแล้วเคืองค่ะ งานนี้ต้องยกความดีให้พ่อมดไกรวิชญ์นะคะเนี่ย 555



    ปล.คิดถึงธีรา กับทิวทิว มากมายค่ะ จะรอตอนที่ 36 กับ 37 ด้วยใจจดจ่อนะคะ
    #4744
    0
  11. #4743 amy (จากตอนที่ 92)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2557 / 20:02
    สมกับที่รอคอยมานาน เข้ามาเช็คทุกวัน สนุกมากไรเตอร์แต่งนิยายได้สนุกมากคะเป็นเรื่องที่รักมาเลยแต่ละตอนอ่ายหลายรอบมาก นาคินทร์กับเจ้าจันทร์ก้ออ่านจนจะจำได้ทุกตอนอยู่ระ รอตอนต่อไปนะคะเป็นกำลังใจให้คร้า
    #4743
    0
  12. #4742 imTHEE (@muggle476) (จากตอนที่ 92)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2557 / 02:41
    มาแล้วและแล้วนกน้อยก็โดนมาป่าจับกินตับ สนุกมากๆครับ
    #4742
    0
  13. #4741 mootom (@mootom) (จากตอนที่ 92)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2557 / 23:35
    รอลุ้นฉากนี้ตั้งนาน5555
    #4741
    0
  14. #67 melon (@pedpilin) (จากตอนที่ 92)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2557 / 19:16
    วันนี้ที่รอคอยค่ะ 
    55555+ ในที่สุดก็สมหวังกันซะที ทำคนอ่านฟินไปด้วยเลยยยย >__<

    คิดถึงคู่อื่นๆ แล้ว รีบแต่งเร็วๆนะคะ สู้ๆ!!
    #67
    0
  15. #66 mira_moon (@mirastarise) (จากตอนที่ 92)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2557 / 18:29
    รอตอนต่อไปค่า > <
    #66
    0
  16. #65 kaokorn (@kaokorn) (จากตอนที่ 92)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2557 / 15:11
    เฮ้อ ดีใจกับจอมภูตด้วย ในที่สุด... กว่าจะจัดการกับคีวายุได้ เหนื่อยแทน 555+
    รอทิวทิวฮะ น่ารักมาก อยากอ่านอีกเร็วๆ ขอบคุณนะคร้าบบบบ
    #65
    0
  17. #64 คิมดงจุน (@eyelove123) (จากตอนที่ 92)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2557 / 19:31
    เสร็จสมบูรณ์แล้ว คู่หลัก>< รอคู่ทิวทิวนะค้าาา
    #64
    0
  18. #63 melati (@melati) (จากตอนที่ 92)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2557 / 21:42
    จะรอนะค้า
    #63
    0
  19. #62 Tsuki-Rindou (@poppy-poppo) (จากตอนที่ 92)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2557 / 12:58
    ในที่สุดก็มีวันนี้ สนุกมากคะ จะรอต่อไป ^^
    #62
    0
  20. วันที่ 28 กรกฎาคม 2557 / 10:52
    ฟินนาเร่!!
    #61
    0
  21. #59 fairyme (@nyxthedark) (จากตอนที่ 92)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2557 / 02:21
    ในที่สุดก็มาต่ออออออออออออ และในที่สุดเค้าก็ได้กันนนนนนนนนนน (สักที เย้!) #สิ้นสติ
    #59
    0
  22. #58 paeuphoria (@paeuphoria) (จากตอนที่ 92)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2557 / 01:41
    ในที่สุดดด โอสสสสสสส จบแบบลุ้นๆกับพ่อหมาป่ากะนกน้อย ขอบคุณที่มาต่อให้อ่านนะคะ ภาษาดีมากเลยยยยย รอตอนต่อๆไปค้าบบบ
    #58
    0
  23. #57 DolF (@cher7343) (จากตอนที่ 92)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2557 / 01:30
    อินมาก อ่านไปร้องไห้ไป คนแต่งเก่งมากๆเลย นิยานเรื่องนี้เป็นหนึ่งในดวงใจของเราเลย ฟินมาก อินมาก
    #57
    0
  24. #56 Root-Beerrr' (@mymize) (จากตอนที่ 92)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2557 / 00:50
    พ่อนกน้อยเสร็จหมาป่าซะแล้วววว >////<
    คนหนึ่งก็คิดมาก อีกคนก็ซึนสุดๆ กว่าจะเข้าใจกัน ลุ้นแทบแย่
    รอสองตอนต่อไปอย่างใจจดใจจ่อ มาคีธีรา อัศม์ทิวทิว >w<
    #56
    0
  25. #55 รัลดา (@Runlada) (จากตอนที่ 92)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2557 / 22:08
    เฮ้อ ถ้าไม่ได้พ่อมดมาเป็นกามเทพนี้ แย่เลยนะ
    พ่อมดก็รอรับการตอบแทนไว้นะ อิอิอิ
    #55
    0