บุปผา จันทรา ปักษา วารี (Yaoi)

ตอนที่ 97 : ภาค จอมใจวิหคเพลิง ตอนที่ 40 : ค่ำคืนวิวาห์อันศักดิ์สิทธิ์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,985
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 22 ครั้ง
    31 ม.ค. 61

ภาคจอมใจวิหคเพลิง ตอนที่ 40 : ค่ำคืนวิวาห์อันศักดิ์สิทธิ์

 

“ยินดีต้อนรับเจ้าชายคืนกลับสู่ผาอัศดงเพคะ”

 

ครั้นพอเจ้าชายคีวายุก้าวพระบาทเข้ามาภายในพระตำหนัก ภูตสาวแปลกหน้าตนหนึ่งก็เข้ามายอบกายให้ทันที

 

“หม่อมฉันได้รับแจ้งจากตำหนักอรุณรุ่งให้มาเตรียมพระองค์สำหรับพิธีในค่ำคืนนี้”

 

“เอ๋? งานพิธีอันใดกันเจ้า” เจ้าชายหนุ่มที่ตระเตรียมหมายมั่นจะเล่นกระดานหมากกับสหายตัวน้อยถึงกับงงงัน

 

“มิต้องตกพระทัยไปเพคะ ก่อนอื่นทรงเสวยกระไรก่อนดีหรือไม่?” ภูตสาวส่งยิ้มให้ ก่อนจะนำพาเจ้าชายแห่งปักษีระพร้อมกับแมวเหมียวไปยังห้องพระกระยาหาร

 

หลังจากเสวยเสร็จเป็นที่เรียบร้อย เจ้าชายหนุ่มก็ถูกภูตสาวตนเดิมพาไปยังห้องสระสรง

 

ภายในห้องสรงน้ำอุ่นอวลไปด้วยควันสีขาวจางๆ สระน้ำอุ่นเต็มไปด้วยกลีบบุปผามาลีหลากหลายชนิดส่งกลิ่นหอมฟุ้งราวกับอ่างน้ำอบน้ำปรุงขนาดใหญ่ก็มิปาน เจ้าชายคีวายุทอดพระเนตรแล้วถึงกลับย่นพระพักตร์อดมิได้ที่จะตรัสถามกับภูตสาวที่นำพาพระองค์มาว่า....

 

“ตัวข้าเหม็นนักหรือไร? ถึงกับต้องให้ข้าลงไปอาบในสระน้ำหอมเยี่ยงนี้”

 

ภูตสาวนาม เพรีพลันส่งเสียงหัวเราะสดใส “หามิได้เพคะ หม่อมฉันได้ยินว่าก่อนหน้านี้ทรงเคยได้รับบาดเจ็บมามิน้อย แม้ว่าพระองค์จักเป็นผู้ถือครองเปลวแห่งสุริยาสามารถรักษาบาดแผลให้หายได้ในชั่วพริบตาก็ตาม แต่อย่างไรเสียพระวรกายย่อมต้องแบกรับภาระจากอาการบาดเจ็บเหล่านั้นอยู่ดี ดังนั้นบุปผาสมุนไพรที่อยู่ในสระสรงจักช่วยบรรเทาอาการตกค้างเหล่านั้นได้เพคะ”

 

“อ้อ...ขอบใจเจ้าที่คำนึงถึงสุขภาพของข้าถึงเพียงนี้” แม้พระโอษฐ์จะกล่าวออกไปเยี่ยงนั้น หากสายพระเนตรยังคงส่อแววสงสัย “ว่าแต่...” ยังมิทันจะได้สอบถามว่าสรุปแล้วงานพิธีกระไรนั่นในค่ำคืนนี้คือสิ่งใด ภูตสาวก็ยอบกายให้ แล้วสาวเท้าจากไปโดยมิคิดจะฟังเสียงของพระองค์ให้จบก่อน

 

เอ่อ....สรุปแล้วนี่มันเรื่องราวใดกันแน่?

 

ส่วนยามิล...ในระหว่างที่ทานอาหารกัน พอเขาถามว่าคืนนี้จะมีงานเฉลิมฉลองอันใดในภูตราหรือไรกัน เจ้าตัวก็ส่ายหน้าไปมา แล้วมันก็บอกกับเขาว่าประเดี๋ยวกินเสร็จจะเป็นผู้ไปสืบข่าวเอง วางใจมันได้เลย

 

ทว่าจนแล้วจนรอด หนึ่งชั่วยามผ่านไป เจ้าแมวเหมียวก็ยังมิมีทีท่าว่าจะกลับมา

 

เจ้าชายหนุ่มจึงได้แต่ทอดถอนพระทัย ปลดฉลองพระองค์ออกจากพระวรกายจนเปลือยเปล่า ก่อนจะก้าวพระบาทลงแช่น้ำอุ่นๆ ที่ส่งกลิ่นหอมฟุ้ง แล้วปิดเปลือกพระเนตรลง ปล่อยให้กระแสธาราชำระล้างชะความเหนื่อยล้าออกจากวรกาย อาการปวดระบมตามกล้ามเนื้อเริ่มค่อยๆ คลายลง ทว่าความรู้สึกง่วง   งุนกลับเข้ามาแทนที่ สุดท้ายคีวายุจึงเผลอหลับไปทั้งสภาพเยี่ยงนั้น โดยมิรู้ตัวเลยว่าที่ขอบสระสรงพลันปรากฏเงาร่างของหมาป่าขนสีเงิน

xxxxxxxxx

 

“เจ้าชาย...เจ้าชายคีวายุ....ตื่นเถิดน้องข้า”

 

เมื่อได้สดับเสียงทุ้มนุ่มนวลเรียกขานพระนาม คีวายุที่ยังตกอยู่ในภวังค์ห้วงนิทราคล้ายรู้สึกสับสน ก็ในเมื่อพี่สาวทั้งสองล้วนจากไปโดยมิมีวันหวนกลับ แล้วจะมีผู้ใดอีกเล่าที่เรียกขานพระองค์ว่าอนุชา

 

ครั้งพอลืมพระเนตรขึ้น เจ้าชายหนุ่มก็พลันได้พบกับใบหน้าอันคุ้นเคยกับนัยน์ตากลมโตสีแดงใสดุจลูกแก้ว

 

“พี่ธีรา?”

 

“เป็นข้าเองเจ้าชาย” ภูตกระต่ายคลี่ยิ้มกว้างให้กับคนพึ่งตื่นจากนิทรา “ลุกขึ้นเถอะเจ้าชายประเดี๋ยวจักเตรียมองค์มิทัน....เพรี เจ้าชายทรงตื่นบรรทมแล้ว” ประโยคหลังภูตหนุ่มหันไปร้องบอกกับภูตสาวที่กำลังง่วนอยู่กับกระไรบางอย่างนอกห้องพระบรรทม

 

“เจ้าเตรียมพระองค์ไว้ก่อนเลย” เพรีเพียงส่งเสียงตอบกลับมา ร่างบอบบางยังคงง่วนกับกระไรบางอย่างที่ฟังคล้ายเสียงสะบัดผ้าผืนใหญ่

 

พอได้ยินเยี่ยงนั้น ธีราพลันเดินไปหยิบผ้าฝ้ายสีขาวสะอาดชุบน้ำอุ่นจากอ่างไม้ แล้วนำมาซับตามพระพักตร์ พระหัตถ์ และพระบาทเจ้าชายหนุ่มอย่างคล่องแคล่ว เพื่อช่วยให้คนพึ่งตื่นนอนรู้สึกสดชื่นและหายจากอาการง่วนงุน

 

“เอ่อ....พี่ธีรา เหตุใดพี่ถึงได้มาอยู่ภูตราเล่า แล้วจักให้ข้าเตรียมตัวกระไร?”

 

“มิมีเพลาอธิบายแล้วน้องข้า รีบแต่งตัวเถิด” จบคำ ก็ช่วยฉุดเจ้าชายคีวายุให้ลุกจากแท่นพระบรรทม พาเสด็จมายังห้องข้างๆ ที่เพรีคอยท่ารออยู่ก่อนแล้ว

 

“ขอประธานอนุญาตเพคะ” ภูตสาวว่าเยี่ยงนั้น หากแต่คีวายุยังมิทันเอ่ยอันใด นางก็จัดแจงแต่งองค์ทรงเครื่องให้เสร็จสรรพ ทั้งฉลองพระองค์ สวมเครื่องประดับ เกล้าพระเกศา นางก็ล้วนกระทำได้อย่างชำนิชำนาญราวกับเป็นเรื่องธรรมดา

 

“เรียบร้อยแล้วเพคะ” เพรีเอ่ยพร้อมกับยิ้มแป้นภาคภูมิในผลงานชิ้นเอกที่นางได้บรรจงสรรค์สร้างอย่างสุดฝีมือ เพื่อให้ค่ำคืนอันศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เล่าลือกล่าวขวัญถึงไปอีกหลายพันปีเลยทีเดียว

 

เจ้าชายคีวายุทรงเหลือบมองภาพที่สะท้อนในคันฉ่องก็พบว่าพระองค์อยู่ในอาภรณ์ตัวยาวตัดเย็บรูปเยี่ยงชาวภูต ตัวผืนภูษาทอจากแพรไหมสีขาวบริสุทธิ์ขลิบทอง ปักลวดลายวิหคล้อใบพฤกษา เข้าคู่กับผ้าคาดบั้นพระองค์ พระเกศาสีเพลิงถูกเกล้าครึ่งเศียรปักปิ่นวิหคทองสยายปีกทิ้งชายผมยาวจรดกลางหลัง อีกทั้งข้อพระกรและพระบาทก็ล้วนประดับไปด้วยกำไลทองสลักลวดลายวิจิตรหลายชิ้น ยามขยับเคลื่อนไหวกำไลทองเหล่านั้นเป็นอันต้องกระทบกันส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งอยู่ร่ำไป

 

ภาพวรองค์สูงโปร่งเพรียวลมที่สะท้อนในคันฉ่องจึงแลดูหรูหราเต็มพระยศแบบทะแม่งๆ ชอบกล

 

“สรุปแล้วจักมิมีผู้ใดบอกข้ารึ? ว่าข้ากำลังจักไปร่วมพิธีอันใด หากมิบอกกล่าวข้าจักมิยอมก้าวออกจากห้องแม้แต่ก้าวเดียว”

 

น้ำเสียงหน่ายๆ ของคนถูกจับแต่งตัวราวกับตุ๊กตาบ่มพึม แถมท้ายด้วยถ้อยคำข่มขู่ ธีรากับเพรีจึงได้แต่หันหน้าสบตากัน และคล้ายจะส่งสายตาเกี่ยงกันยิ่งทำให้น่าสงสัย

 

“เอ่อ...พิธีวิวาห์น่ะเจ้าชาย” ภูตกระต่ายบอกกล่าวอย่างเสียมิได้ ทั้งๆ ที่ถูกสำทับนักหนาว่าอย่าได้บอกเล่าออกไป  

 

“ของผู้ใด? แล้วเหตุใดต้องปิดบังไว้ด้วย”

 

“เอ่อ...คือ” ธีราได้แต่อ้ำอึ้งทำหน้าปั้นยากกลืนมิเข้าคายมิออก ภูตหนุ่มหันไปหาเพรีเพื่อหวังให้ภูตสาวช่วยเหลือ ทว่าตัวช่วยกลับอันตรธานไปเสียแล้ว....เหตุใดแม่หญิงผู้นั้นจึงชิ่งหนีไวเยี่ยงนี้

 

“เป็นงานวิวาห์ของเจ้ากับข้า” สุรเสียงห้าวทุ้มพลันดังขึ้น ภูตกระต่ายหิมะค่อยผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก

 

เมื่อได้สดับคำเฉลย เจ้าชายคีวายุหันพระพักตร์ไปทางประตูทางเข้าก็ได้ทอดพระเนตรจอมภูตในฉลองพระองค์สีขาวขลิบเงิน สีเดียวกันกับเส้นพระเกศายาวสลวยดุจแพรไหม พระเศียรสวมรัดเกล้าทำด้วยทองคำขาวประดับจี้สีเขียวมรกต

 

วรองค์สูงสง่าสาวพระบาทก้าวเข้ามาในห้องหับ ติดตามมาด้วยเพรีที่หายตัวไปก่อนหน้า ภูตสาวก้าวเร็วๆ ไปที่มุมห้อง จากนั้นนำผืนภูษาพับหนึ่งถวายแด่องค์ราชา

 

“ภูษาคลุมพระองค์เพคะ”

 

องค์ภูเตชิตทรงรับผืนภูษาสีขาวขลิบทองจากข้ารับใช้ ก่อนคลี่ห่มคลุมให้เจ้าชายหนุ่มด้วยกิริยานุ่มนวลยิ่ง

 

“รัดเกล้าเพคะ” เพรีเปิดหีบสีทองสัมฤทธิ์ ก่อนยอบกายถวายเครื่องประดับชิ้นสุดท้าย

 

หัตถ์ใหญ่หยิบรัดเกล้าทองคำประดับจี้สีเขียวมรกตเข้าคู่กับของพระองค์จากหีบ ก่อนสวมให้กับพ่อนกน้อย

 

“จอมภูต....นี่มันเรื่องราวใด? พวกเขามิยอมรับข้ามิใช่รึ?”

 

สัมผัสอุ่นๆ จากปลายนิ้วที่ข้างขมับของคนตัวโตกว่า ส่งให้พ่อนกน้อยหายจากอาการตกตะลึง แล้วปริปากถามไถ่เรื่องราวที่น่ามึงงงนี้

 

“ราตรีนี้เจ้าช่างงามนัก”

 

จู่ๆ ก็ได้สดับคำหวานจากคนหน้าตาย พวงแก้มขาวๆ พลันแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อ เจ้าชายคีวายุเสหลุบพระเนตรลงต่ำ ก่อนจะสำทับอีกฝ่ายเป็นการแก้เก้อ

 

“ท่านยังมิตอบคำข้า”

 

“สิ่งที่พวกเขามิยอมรับมิใช่เจ้า หากเป็นข้าต่างหากเล่า...เด็กน้อย” จอมภูตตรัสพลางถือสิทธิ์จับจูงมือของคนตัวเล็กว่าให้เดินเคียงข้างไปด้วยกัน ก่อนอธิบายต่อไปว่า

 

“สภาภูตอาวุโสมิยอมรับเรื่องที่ข้าให้สัตย์สาบานรับเจ้าเป็นชายา ณ พงไพรแห่งการหวนคืน พวกเขาต้องการให้ข้าแต่งกับเจ้าอย่างเป็นทางการแลให้สัตย์สาบานที่ภูตรา” พอกล่าวมาถึงตรงนี้ พระพักตร์หล่อเหลาคมคายก็ให้บึ้งตึงขึ้นมาเล็กน้อย “แต่ข้าเห็นว่ามันไร้สาระ ในเมื่อให้สัตย์สาบานแล้ว มิว่าจักเป็นที่ใดย่อมมิใช่เรื่องสำคัญ และถ้าหากต้องมาสัตย์สาบานซ้ำ แล้วคำพูดของข้าในค่ำคืนนั้นมีความหมายใด” สิ้นคำ หัตถ์ใหญ่พลันกระชับหัตถ์เล็กกว่าเอาไว้แน่น พระเนตรสีเขียวแกมฟ้าจ้องสบประสานกับนัยนาสีน้ำตาลแดงของผู้ที่อยู่เคียงข้าง ส่งให้หทัยดวงน้อยรู้สึกอบอุ่นขึ้นทันใด

 

“ราชาแห่งข้า ท่านน่าจักรู้ดีว่าหากเป็นคำสาบานของภูตทั่วๆ ไป มิว่าจักเป็นที่ใดในโลกา สภาภูตมีหรือจักมานั่งคัดค้านหัวชนฝาเฉกเช่นนี้” เสียงห้าวๆ ทะลุกลางปล้อง ทำให้บรรยากาศหวานๆ ทลายสิ้น

 

“ท่านมาคี” คีวายุเรียกขานนามภูตหมาป่าสีดำ ร่างสูงใหญ่สวมใส่อาภรณ์สีน้ำเงินยืนขวางอยู่กลางระเบียงทางเดิน ในมือใหญ่ปรากฏโคมประทีปสัตตบงกชสองดวง

 

“เจ้าชายโปรดเข้าพระทัยด้วย กว่าสามพันปีมาแล้วที่พวกข้ารอคอยค่ำคืนอันศักดิ์สิทธิ์นี้”

 

“เป็นข้าต่างหากที่ต้องขออภัยที่เข้าใจเรื่องราวผิดไปเอง” เจ้าชายหนุ่มรู้สึกเก้อเขินอยู่บ้างที่เข้าใจเจตนาของสภาภูตไปคนละทิศคนละทางกับความเป็นจริง ซ้ำเมื่อตอนบ่ายพระองค์ยังตรัสเยี่ยงนั้นต่อหน้าเหล่าผู้อาวุโสอีกด้วย ช่างน่าอายจริงๆ

 

“เจ้าชายเข้าพระทัยก็ดีแล้ว ธีรา...เจ้ามาหาข้าได้แล้ว” ท้ายเสียงหงุดหงิดเล็กน้อย ยามเรียกขานภูตกระต่ายหิมะ

 

“อะ...ขะ....ขอรับ” ธีราที่เดินตามหลังคู่วิวาห์พร้อมกับเพรีนั้นมีท่าทีอึดอัดอย่างเห็นได้ชัด ถึงกระนั้นเจ้าตัวก็ยินยอมก้าวเดินออกไปตามเสียงเรียก ก่อนจะรับเอาโคมประทีปหนึ่งในสองดวงจากร่างสูงกว่า

 

จากนั้นมาคีก็ฉวยกุมข้อมืออีกฝ่ายแล้วกึ่งลากกึ่งจูงให้เดินไปพร้อมกัน

 

“ท่านมาคีกับพี่ธีราทำหน้าที่คนนำทางกระนั้นรึ?” เจ้าชายคีวายุทรงรู้สึกแปลกพระทัยเล็กน้อย “ท่าทางของพวกเขาดูแปลกๆ อย่างไรชอบกล” โดยเฉพาะพี่ธีราแลดูหวาดผวาอีกฝ่ายอย่างยิ่ง ทั้งๆ ที่ตอนพำนักอยู่กระท่อมพ่อมดแห่งพนาไพร พี่ธีราออกจะชื่นชมให้ความเคารพภูตหมาป่าสีดำออกปานนั้น

 

“ว่ากันว่า ผู้ที่ทำหน้าที่ถือโคมประทีปคู่นำทางในงานวิวาห์ จักมีโอกาสได้กลับมาถืออีกเป็นหนที่สอง หรือมิเช่นนั้นพวกเขาจักได้เป็นคู่วิวาห์เสียเอง” จอมภูตทรงเปรยขึ้น ก่อนจะสาวพระบาทก้าวไปตามทางที่ผู้นำทางเลือกเดิน โดยมีพ่อนกน้อยสาวเท้าก้าวเดินอยู่ข้างๆ “ดังนั้นผู้นำทางโดยส่วนใหญ่จึงเลือกจากคู่รักที่ยังมิได้เข้าพิธี”

 

“ถ้าหากเลือกจากคู่รัก แล้วเหตุใดพวกเขาถึงมาเป็นผู้นำทางถือโคมประทีปคู่กันล่ะท่าน” ...หรือว่าพวกเขาจะเป็นคนรักกัน แต่พี่ธีราดูหวาดกลัวท่านมาคีถึงเพียงนั้น พวกเขาจักใช่คนรักกันแน่รึ?

 

เมื่อได้สดับถ้อยคำถามจากคนข้างๆ โอษฐ์ได้รูปที่เม้นสนิทจนเป็นเส้นตรงพลันขยับวาดโค้งขึ้น“ชาวเรามีความเชื่อว่า หมาป่ากับกระต่าย คือสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ สีขาวกับสีดำ หมายถึงความสมดุล พวกเขาเลยถูกเลือกให้ทำหน้าที่ในราตรีนี้”

 

“อ้อ....แล้วท่านเล่า? ได้ถือโคมประทีปคู่กับผู้ใดมาบ้าง” ตั้งใจจะกล่าวสัพยอกคนตัวโตกว่า ทว่าพอได้ถามออกไป หัวใจเจ้ากรรมกลับรู้สึกเจ็บหนึบขึ้นมาทันที

 

“ข้ามิเคยถือคู่กับผู้ใดนอกจากเจ้า” สุรเสียงห้าวทุ้มกล่าวตอบสั้นๆ ทว่าถ้อยวาจีเรียบง่ายนั้นกลับทำให้คนฟังรู้สึกหน้าร้อนผ่าว

 

“ทั้งๆ ที่ท่านถือประทีปนำทางให้กับคู่วิวาห์มามากมายกระนั้นรึ?” พ่อนกน้อยท้วงคล้ายมิเชื่อถือ

 

“หากข้าเป็นผู้นำทาง มีเพียงคู่ชีวิตของข้าเท่านั้นที่จักได้ถือโคมตะเกียงเคียงคู่ ยกเว้นก็แต่งานวิวาห์ของเฟนกับกิลโธน์ที่จู่ๆ เจ้าก็โผล่มา”

 

“แต่งานวิวาห์ในครั้งนั้น ท่านตั้งใจจักถือโคมประทีปคู่กับพี่สาวข้า”

 

“ผิดแล้วเจ้า มยุเรศถูกเชิญให้มาขับขานบทเพลงอวยพรเท่านั้น ส่วนผู้นำทางยังคงเป็นข้าแต่เพียงผู้เดียว”

 

“อ้าว....แล้วเหตุใดตอนนั้นข้าถึงได้เดินถือคู่กับท่านเล่า?”

 

“เพราะข้ากลัวว่าเจ้าที่มิรู้เรื่องกระไรเลยจักก่อเรื่องยุ่งแล้วทำให้งานล่ม เลยต้องพาเจ้าไปด้วยกัน”

 

จอมภูตทรงเผยความจริงเพียงครึ่ง ส่วนอีกครึ่งนั้น...เป็นเพราะในคืนวิวาห์คือช่วงเพลาชุมนุมของเหล่าภูต เป็นโอกาสที่พวกเขาจะพบปะและเลือกคู่ ในคืนนั้นเสียงขับขานบทเพลงรักของคีวายุที่ไพเราะดุจสำเนียงเสียงปักษาสวรรค์ย่อมดึงดูดภูตบางตนให้หลงใหลและอยากเข้าหา และนั่นเป็นครั้งแรกที่พระองค์รู้สึกหวงผู้ใดบางคนจนมิกล้าปล่อยให้อีกฝ่ายอยู่ในขบวนวิวาห์ตามลำพัง

 

“นี่ท่าน ข้าหาใช่เด็กเล็กๆ ไม่ จักไปก่อเรื่องราววุ่นวายได้เยี่ยงไรกัน อย่างมากข้าก็แค่เดินเงียบๆ อยู่คนเดียวในขบวน.......”

 

ยังมิทันว่ากล่าวจนจบ พระเนตรเรียวหงส์พลันเบิกกว้างขึ้น เมื่อทรงได้ทอดพระเนตรทิวทัศน์ที่อยู่ด้านนอกซุ้มประตูทางออกของตำหนักผาอัสดง

 

ท่ามกลางความมืดมิดของรัตติกาล เหล่าพฤกษาสูงตระง่านง้ำประสานกิ่งก้านถักทอเป็นร่างแหต่างถูกประดับประดาไปด้วยโคมประทีปสัตตบงกชหลากสี ผืนดินที่เคยเขียวขจีด้วยใบหญ้ากลับแปรเปลี่ยนเป็นเหล่าบุษบาเบ่งบานสะพรั่งส่งกลิ่นหอมหวานจรุงใจ หนทางข้างหน้าสว่างไสวไปด้วยแสงจากโคมประทีป สองฟากฝั่งล้วนเต็มไปด้วยชาวภูตที่คลุมกายด้วยภูษาสีสันสดใสตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ในมือต่างถือโคมประทีปตนละดวง อีกทั้งยังมีสรรพสัตว์น้อยใหญ่หลายชนิดมาร่วมพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ มิว่าจะเป็นสัตว์กินเนื้อหรือกินพืช จะอยู่บนพื้นปะปนไปกับเหล่าภูต หรือเกาะอยู่ตามสุมทุมพุ่มไม้กิ่งก้านใบพฤกษา พวกมันต่างกำลังรอคอยเพื่อเป็นสักขีพยานงานวิวาห์ของราชันย์แห่งพงไพร    

 

“ไปต่อกันเถิดเจ้า” องค์ภูเตชิตทรงบอกกล่าว ก่อนสาวพระบาทนำพาผู้เป็นเจ้าของดวงหทัยแห่งพระองค์ไปสู่ค่ำคืนวิวาห์อันศักดิ์สิทธิ์

 

ทันทีที่พระบาทเปลือยเปล่าประดับไปด้วยกำไลทองเยียบย่างบนเส้นทางบุปผา บทเพลงรักแห่งภูตราก็เริ่มขับขาน....

 

เมื่อความรักย่างกราย               จันทร์ฉายพลันแย้มนภา

ดวงดาราเกลื่อนฟ้า                  บุปผาพร่างพรรณราย

โคมดวงน้อยส่องสว่าง              ส่องนำทางดั่งใจหมาย

ให้ความรักมิเสื่อมคลาย            แลพราวพรายดุจแสงดาว

ให้ความรักมิวางวาย...              แลเฉิดฉายดุจแสงจันทร์

 

เสียงขับขานลำนักรักอันไพเราะแว่วหวานดังก้องกังวานไปทั่วผืนพนาไพร เจ้าชายแห่งปักษีระพลันรู้สึกตื้นตันพระทัย ด้วยพระองค์มิเคยคิดเลยว่าชั่วชีวิตนี้จักได้สัมผัสกับความรักอันงดงาม ได้เคียงข้างผู้ที่รักสุดดวงหทัย อีกทั้งความรักนั้นยังมีผู้ร่วมยินดีมากมายถึงเพียงนี้

 

จู่ๆ สายพระเนตรก็พล่ามัวด้วยม่านหยาดอัสสุชลเอ่อล้นสองพระเนตร

 

“ขี้แยจริงเจ้า” สุรเสียงห้าวๆ เอ่ยกระซิบ ก่อนปลายนิ้วอุ่นๆ จะบรรจงปาดเช็ดให้

 

“ก็ข้า.....ข้า”

 

ด้วยความตื้นตันกอปรกับอาการสะอื้นน้อยๆ คีวายุจึงมิอาจเอื้อนเอ่ยวาจาใดได้อีก หัตถ์เรียวขาวได้แต่กระชับฝ่ามือของร่างสูงกว่าเอาไว้แน่น....หัตถ์ใหญ่อุ่นหนาพลันกระชับตอบแน่นมิแพ้กันเป็นการบอกกล่าวแทนถ้อยคำที่มิจำเป็นจะต้องเอื้อนเอ่ย

 

....ข้าจักอยู่เคียงข้างเจ้า

 

 

ครั้นคู่วิวาห์ผู้ทรงศักดิ์เสด็จติดตามผู้นำทางจนมาถึงริมลำธารสีเขียวมรกต ผู้นำทางพลันหยุดยืนที่ริมตลิ่งโดยแยกออกเป็นสองฝั่ง เผยให้เห็นลำธารขนาดใหญ่ ช่วงกึ่งกลางแยกออกเป็นอีกสายไหลเอื่อยๆ เป็นเส้นตรงดุจถนนปูศิลา ทอดลำผ่านอุโมงค์พฤกษาสีเขียวสดแขวนโคมประทีปสัตตบงกชส่องสว่างประหนึ่งซุ้มประตูก็มิปาน อันเป็นเส้นทางที่คู่วิวาห์จะต้องเดินทางต่อไป เพียงแต่หนทางข้างหน้ากลับมีแมวน้อยขนฟูสีส้มตนหนึ่งหย่อนก้นนั่งนิ่งขวางทางอยู่

 

เจ้าแมวเหมียวที่ร่าเริงอยู่เป็นนิตย์เพลานี้มันกลับแลดูผิดแผกไป มันนั่งนิ่งเงียบขรึมดุจรูปสลัก ทอดเงาร่างบนผืนดินขนาดใหญ่ นัยน์ตาสีส้มแวววาวเรืองรอง ร่างเล็กจ้อยกลับแลดูลึกลับน่าเกรงขามคล้ายดั่งสิ่งมีชีวิตโบราณแห่งพงไพร

 

“ยามิล? เจ้ามาอยู่ที่นี่เองดอกหรือ”

 

ทว่าพอเจ้าชายคีวายุทรงเอ่ยทัก เจ้าแมวเหมียวที่แลดูลึกลับดุจภูตโบราณกลับยิ้มแป้นทันที ก่อนยิงคำถามที่ฟังดูคุ้นๆ พระกรรณ คล้ายกับว่าเคยได้สดับตรับฟังจากที่ใดมาก่อน

 

“ความรักเป็นฉันใด เหตุใดพวกท่านจึงรักกันล่ะเหมียว?

 

“ข้าเป็นแค่คนนำทาง หากเจ้าต้องการคำตอบจงถามหาจากพวกเขาเถิด...บุตรแห่งพงไพร”

 

มาคีเป็นผู้ตอบก่อนตามธรรมเนียมโบราณ ก่อนหันมาส่งยิ้มเจ้าเล่ห์น้อยๆ ให้กับผู้เป็นราชา แล้วทำท่ารอคอยฟังคำตอบอย่างตั้งอกตั้งใจยิ่ง

 

....ก็เขารึอุตส่าห์ยอมเป็นผู้นำทางคู่กับเจ้ากระต่ายซื่อบื้อนี่ก็เพื่อการณ์นี้โดยเฉพาะ อยากรู้นักว่าราชาผู้เย็นชาแห่งข้าจักตอบคำถามนี้เยี่ยงไร

 

เมื่อได้รับคำตอบจากผู้นำทาง เจ้าแมวเหมียวจึงหันไปทวนคำถามกับคู่วิวาห์

 

“ความรักเป็นฉันใด เหตุใดพวกท่านจึงรักกันล่ะเหมียว?

 

หากถามว่าความรักเป็นฉันใด ข้าขอตอบว่ารักนั้นไซร้เป็นเรื่องของหัวใจ” องค์ภูเตชิตทรงตอบกลับด้วยถ้อยวาจาของนายช่างแห่งหอตีเหล็กด้วยพระพักตร์เฉยชา

 

คีวายุได้ยินดังนั้นก็อดที่จะหัวเราะขันออกมามิได้ ก่อนจะเลียนแบบจอมภูตหยิบยกถ้อยคำตอบของภูตหนุ่มแห่งห้องปรุงยามาใช้บ้าง

 

หากถามว่าเพราะเหตุใด...ข้าขอตอบว่าเรื่องของหัวใจมิต้องการเหตุผล”

 

“ไม่ผ่าน....” แมวน้อยส่ายหน้าไปมา “ถ้อยคำเหล่านั้นข้าเคยได้ยลยินแล้ว ราชาแห่งข้า”

 

“บุตรแห่งพงไพรเอ๋ย....เพียงแค่ได้รู้ว่าจักฝากหัวใจไว้กับผู้ใด ไยต้องยุ่งยากถามหาเหตุผลด้วยเล่า” ราชาหมาป่าทรงมุ่นพระขนงบอกกล่าวออกไปตรงๆ ด้วยทรงรู้สึกว่าธรรมเนียมถามตอบเฉกเช่นนี้ช่างน่าหน่ายพระทัยยิ่ง

 

แมวน้อยรับฟังจอมภูตแล้วหันไปทางเจ้าชายคีวายุ “แล้วเจ้าชายเล่า คิดเห็นเป็นเยี่ยงไร?”

 

“ข้าย่อมรู้ดีว่าได้มอบหัวใจไว้กับผู้ใด” ถ้อยวาจาตอบกลับเรียบง่ายทว่ามั่นคง พระเนตรเรียวหงส์สีน้ำตาลแดงทอประกายสัตย์ซื่อบ่งชัดว่าได้กล่าวออกมาจากดวงหทัยอันจริงแท้

 

“ผ่านขอรับ” ผู้เป็นตัวแทนสัตว์กึ่งภูตพยักหน้าหงึกๆ ยิ้มจนแก้มปริตาปิดเป็นเส้นโค้งคว่ำ แล้วจึงเอื้อนเอ่ยคำอวยพรด้วยภาษาโบราณ เพตาศุภะมหาเทวะ...ขอมหาเทพอวยพรพวกท่าน เชิญองค์ราชาแลเจ้าชายผ่านทางได้ขอรับ” จบคำเชื้อเชิญ แสงสว่างจากโคมประทีปทุกดวงพลันดับพรึบ ทั้งๆ ที่รอบด้านปราศจากสายลมพัดผ่าน ค่ำคืนรัตติกาลจึงเหลือเพียงแสงเงินยวงจากดวงบุหลันที่กำลังทอแสงนวลลอออยู่กลางผืนนภา ดวงดาราพร่างพราวระยับแสง กลีบบุปผาสีขาวพิสุทธิ์พลันร่วงหล่นจากผืนฟ้าดุจดั่งหิมะแรกฤดู

 

“เป็นถ้อยคำตอบที่กินใจมากขอรับ แม้แต่สหายเก่าของท่านพอได้สดับตรับฟัง ภูตราที่มิเคยพบพานเหมันตฤดูถึงกลับได้มีโอกาสยลหิมะจำแลงเป็นครั้งแรก” ภูตหมาป่าสีดำเอ่ยสัพยอกพร้อมกับส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ให้กับผู้เป็นนาย

 

องค์ภูเตชิตเพียงปรายพระเนตรคมดุไปให้ผู้เป็นข้ารับใช้ ก่อนจะเลิกสนพระทัยอีกฝ่ายเสีย วรองค์สูงสง่ากระชับกุมหัตถ์เล็กกว่าแล้วพาดำเนินไปยังริมตลิ่ง

 

ทั้งๆ ที่รอบด้านปราศจากสายลมและบุปผาขาวเบ่งบาน กระนั้นกลีบดอกไม้สีขาวบริสุทธิ์กลับพรั่งพรูโปรยปรายลงมามิขาดสาย  แม้อากาศจะอบอุ่นมิหนาวเหน็บเฉกเช่นนครแห่งทุ่งน้ำแข็ง ถึงกระนั้นคีวายุก็อดที่จะคิดถึงบ้านเกิดเมืองนอนมิได้

 

“เป็นบุปผาจากที่ใดหนอ” เจ้าชายหนุ่มรำพึงรำพัน ดวงหทัยทั้งตื่นเต้นทั้งโหยหา

 

“บุปผาจากคนสวน อย่าได้สนใจเลยเจ้า” องค์ภูเตชิตเป็นผู้เฉลย หากแต่ยังคงมิกระจ่างนักสำหรับพ่อนกน้อย

 

“คนสวนที่ว่าคือผู้ใดหรือท่าน?”

 

“ก็แค่คนสวนผู้หนึ่งมิมีความหมายอันใดดอก ว่าแต่เจ้าเคยเห็นทะเลแสงดาวหรือไม่?”  

 

องค์ภูเตชิตทรงเสเปลี่ยนเรื่องพร้อมกับจับจูงร่างเล็กว่าพามายืนอยู่ริมตลิ่ง

 

ครั้งพอได้ทอดพระเนตรสิ่งที่สะท้อนอยู่ในลำธาร เจ้าชายคีวายุพลันเบิกพระเนตรกว้างตกตะลึงสายพระเนตรเอาแต่จดจ้องปรากฏการณ์ตรงหน้ามิวางตา...

 

เป็นเพราะเมื่อครู่แสงสว่างจากโคมตะเกียงส่องสว่างทำให้มิอาจเห็นภาพอันงดงามที่สะท้อนอยู่บนผืนธารา ทว่าเพลานี้รอบด้านเหลือเพียงแสงนวลจากดวงจันทร์ จึงเผยให้เห็นลำน้ำผืนกว้างในยามรัตติกาลสะท้อนแสงหมู่ดาวพราวพร่างนับร้อยพันดวง ผืนวารีที่น่าจะมืดมิดกลับระยิบระยับงดงามดุจทะเลแสงดาว สวยงามจับตาราวกับภาพมายาที่มิอาจมีจริง พ่อนกน้อยได้แต่ตื่นตาตื่นใจ ความโหยหาคะนึงถึงบ้านเกิดจึงค่อยบรรเทาเบาบางลง

 

และเพราะมัวแต่ตกตะลึงดื่มด่ำกับความงดงามของธาราแสงดาว ร่างโปร่งเพรียวลมจึงมิทันสังเกตเห็นว่า...ณ ปลายทางอีกด้านหนึ่งของอุโมงค์พฤกษาพลันปรากฏแสงสว่างเล็กๆ นับร้อยดวง ส่องแสงเรื่อเรืองดุจดั่งเครื่องนำทางท่ามกลางความมืดมิด

 

“อ๊ะ...นี่ท่าน?!

 

พ่อนกน้อยร้องอุทานเสียงหลง เพราะจู่ๆ ก็ถูกคนข้างๆ ช้อนอุ้มขึ้นหน้าตาเฉย

 

“ใกล้ถึงจุดหมายแล้วเจ้า” ราชาหมาป่าสีเงินบอกกล่าวสั้นๆ

 

“ขะ....ข้าเดินเองได้” คีวายุประท้วง เพราะการถูกอุ้มราวกับเจ้าสาวเยี่ยงนี้ มันออกจะน่าอายเกินไปแล้ว

 

“เดินเองได้? เจ้าสามารถเหยียบย่างไปบนวารีได้กระนั้นรึ” จอมภูตทรงแย้มสรวลส่งให้พระพักตร์เย็นชาราบเรียบแลดูงดงามยิ่ง หัวใจของคนมองพลันเต้นตึกตัก

 

“แหม....ข้าจักทำเยี่ยงนั้นได้อย่างไรเล่าท่าน” คนถูกอุ้มกล่าวตอบอ้อมแอ้มมิเต็มเสียงนัก

 

“เช่นนั้นก็อยู่นิ่งๆ เถิดเจ้า” ว่าแล้ว วรองค์สูงสง่าก็สาวพระบาทก้าวย่างลงไปบนผืนธาราทะเลดวงดาวที่นิ่งสงบปราศจากระลอกคลื่น ราบเรียบประดุจคันฉ่องสะท้อนภาพเงา มุ่งสู่อีกฟากฝั่งของอุโมงค์พฤกษาที่ก่อเกิดจากแมกไม้ยืนต้นสูงตระหง่านเรียงรายอยู่สองฟากฝั่งธารา ถักทอกิ่งก้านสาขาประสานกันดุจซุ้มประตูโค้งขนาดใหญ่

 

พอได้สดับดังนั้น เจ้าชายคีวายุจึงได้แต่สงบพระโอษฐ์ยินยอมถูกอุ้มแต่โดยดี หากสายพระเนตรยังมิวายมองหานาวาพฤกษาที่พระองค์เคยใช้โดยสารล่องธารา ทว่าจนแล้วจนรอด มองซ้ายแลขวาก็แล้วกลับมิเห็นนาวาลำน้อยแม้แต่เงา

 

หากแต่เมื่อปรายพระเนตรไปด้านหลัง ห่างออกไปเล็กน้อยมาคีกับธีรากำลังสาวเท้าก้าวตามมาโดยเยียบย่างบนผืนธาราที่กลับกลายเป็นน้ำแข็ง!

 

“เหตุใดท่านจึงมิเปลี่ยนธาราให้กลายเป็นน้ำแข็ง” เจ้าชายหนุ่มประท้วงอีกครั้ง

 

“ในเมื่อข้าสามารถเยียบย่างบนผืนน้ำได้โดยเสรี เหตุใดต้องยุ่งยากเปลี่ยนวารีให้เป็นอื่น”

 

“แล้วอุ้มข้าเยี่ยงนี้ มิยุ่งยากรึท่าน?” พ่อนกน้อยอดที่จะเหน็บอีกฝ่ายเล็กๆ มิได้

 

“ตัวเจ้าเบาราวกับขนนกจักยุ่งยากได้อย่างไร” จอมภูตตอบกลับราบเรียบจริงจัง

 

“ตัวข้าน่ะรึเบาราวกับขนนก?” พระขนงเลิกขึ้นข้างหนึ่ง

 

“สำหรับข้า เจ้าตัวเบาจริงๆ เด็กน้อย” สุ้มเสียงตอบกลับยังคงราบเรียบ มิมีวี่แววว่าจะเป็นการหยอกเย้าแต่ประการใด

 

“ก็ได้...ข้ายอมแพ้ท่านแล้ว”

 

พอกล่าวออกไปเยี่ยงนั้น พ่อนกน้อยพลันได้ยินเสียงกลั้วหัวเราะจากคนตัวโตกว่าทันที

 

“นี่ท่านแกล้งข้ากระนั้นรึ?!” ดวงพักตร์หล่อเหลาเยาว์วัยงอง้ำ

 

“เด็กน้อยเอ๋ย...ข้าเห็นเจ้าชมชอบธาราแสงดาวออกปานนั้น หากจักเปลี่ยนทะเลดาวให้กลับกลายเป็นธารน้ำแข็งก็ออกจะน่าเสียดายมิใช่หรือไร?” สุรเสียงห้าวทุ้มอ่อนลงคล้ายกำลังง้องอนคนในอ้อมพาหา

 

“.....”

 

“เลิกงอนข้าเถิด เด็กน้อย”

 

“ข้ามิได้งอนเสียหน่อย อีกอย่างข้าจักสิบเจ็ดแล้ว หาใช่เด็กน้อยไม่”

 

“นั่นสินะ”

 

“นั่นสินะ? กระไรของท่านอีก...จอมภูต” มิรู้เพราะเหตุใดจู่ๆ คีวายุก็พลันนึกถึงค่ำคืนที่ผ่านมา

 

“แล้วเจ้าคิดว่าเยี่ยงไรเล่า?” พระเนตรคมกริบสีเขียวแกมฟ้าพราวระยับ

 

“ข้า....ข้ามิพูดกับท่านแล้ว!!” สิ้นคำก็ทรงเบือนพระพักตร์แดงๆ หนี

 

และเป็นอีกครั้งที่เจ้าชายคีวายุทรงได้สดับเสียงพระสรวลจากราชาหมาป่าสีเงิน!

 xxxxxxxx

 

ขณะที่องค์ภูเตชิตและเจ้าชายคีวายุเสด็จดำเนินผ่านพ้นซุ้มประตูอุโมงค์พฤกษา สายธาราพลันแผ่ออกเป็นแอ่งกว้าง เงาจันทราในน้ำงามเฉิดฉาย แอ่งธาราสะท้อนแสงดาวพราวพราย สาดส่องกระทบละอองม่านน้ำตก ก่อเกิดเป็นรุ้งทอง ถักทอพาดโค้งดุจสะพานข้าม ท่ามกลางกลีบบุปผาขาวโปรยปรายดั่งหิมะตัดกับใบไม้บอบบางสีเหลืองอ่อนเรื่อเรืองปลิดปลิวดุจฝูงผีเสื้อเพลิงจำแลงนับร้อยเริงระบำกลางเหมันตฤดู

 

“หากท่านบอกข้าว่า...สถานที่แห่งนี้คือแดนสรวง ข้าก็พร้อมจักเชื่อเฉกเช่นนั้น” เจ้าชายคีวายุทรงรำพึง ด้วยมินึกเลยว่าป่าแห่งภูตในยามค่ำคืนจักงดงามถึงเพียงนี้ น่าเสียดายที่ก่อนหน้าพระองค์มิกล้าย่างกราย ด้วยเคยประสบภัยในคืนพายุฝนกระหน่ำ ทั้งจมน้ำแลป่วยไข้ ตั้งแต่นั้นมาจึงรู้สึกเข็ดขยาดมิกล้าอยู่จนอาทิตย์อัสดงลาลับ

 

“ต่อแต่นี้ ภูตราจักเป็นบ้านของเจ้า” สุรเสียงห้าวทุ้มบอกกล่าว ก่อนสาวพระบาทก้าวขึ้นฝั่งสู่สถานที่ซึ่งพฤกษาโบราณผลิใบสีเหลืองอ่อน ลำต้นใหญ่สีขาวพิสุทธิ์หยั่งรากลึกยืนต้นเพื่อค้ำจุนพิทักษ์ดินแดนแห่งภูตมาแต่ครั้งสิ้นสุดมหาสงครามอันศักดิ์สิทธิ์

 

คนถูกโอบอุ้มพอได้ฟังถ้อยวาจา ภูตราจักเป็นบ้านของเจ้า ....ก็ให้รู้สึกทั้งยินดีแลโศกเศร้าในเพลาเดียวกัน....เพราะเขารู้ดีว่าแม้หัวใจจะฝังไว้ที่ภูตรา ทว่าสักวันหนึ่งกายาจะต้องคืนกลับปักษีระ ด้วยภาระที่แบกไว้มีหรือที่จักหนีพ้น!

 

พอขึ้นฝั่ง จอมภูตก็ทรงปล่อยคนในอ้อมพาให้ลงเดินเอง

 

พระบาทเปลือยเปล่าพอสัมผัสกับหญ้านุ่มปะปนไปกลับกลีบบุปผาขาวบอบบางอ่อนละมุนก็ให้รู้สึกสบายพระบาทยิ่ง ทั้งนาสิกยังกรุ่นกลิ่นหอมสดชื่นของผืนดิน ผืนหญ้า และดอกไม้ พระหัตถ์ซ้ายถูกกอบกุมโดยหัตถ์ใหญ่อุ่นหนา ทุกก้าวย่างมีร่างสูงสง่าก้าวเดินเคียงข้าง ดวงหทัยที่กำลังสั่นคลอนกับอนาคตภายภาคหน้าพลันอบอุ่นมั่นคงขึ้นมาทันใด เจ้าชายหนุ่มจึงหันไปคลี่ยิ้มกับคนข้างๆ

 

...ขอเพียงราตรีนี้ข้าได้อยู่เคียงข้างท่าน มิว่าหนทางข้างหน้าจักเป็นเช่นไร ข้าก็จักมิหวั่นไหวหวาดกลัวอีกแล้ว

 

บนผืนดินอีกฟากฝั่ง ณ ที่ซึ่งพฤกษาโบราณหยั่งรากผลิใบไม้สีเหลืองอ่อนสะพรั่งเต็มต้น ผีเสื้อเพลิงจำแลงจำนวนมิน้อยกำลังร่ายรำดุจมีชีวิต แสงสว่างเล็กๆ จากพวกมันสาดส่องดุจโคมประทีปที่แขวนลอยอยู่กลางอากาศเผยให้เงาร่างทั้งเจ็ดที่คล้ายกำลังรอคอยบางสิ่งบางอย่างอยู่ใต้ต้นพฤกษาพิทักษ์

 

ทว่าหนึ่งในนั้นกลับมีรูปกายโปร่งแสงเรืองรอง เรือนเกศายาวสีเหลืองอ่อนดุจสีของใบต้นพฤกษาโบราณ

 

ครั้นเมื่อมาคีกับธีราติดตามคู่วิวาห์มาถึง ร่างสีดำและสีขาวย่างก้าวขึ้นฝั่ง คู่วิวาห์ผู้ทรงศักดิ์จึงถูกแวดล้อมพร้อมหน้าไปด้วยภูตอาวุโสทั้งเจ็ด ภูตกระต่ายหิมะ และภูตหนุ่มร่างสูงผู้มีเรือนกายโปร่งแสงอันแปลกประหลาด

 

“ข้าขอเป็นตัวแทนชาวภูตรา ที่ประชุมบัลลังก์ราชาแลสภาอาวุโสรับฟังถ้อยวาจาราชันย์หมาป่าสีเงินในค่ำคืนวิวาห์อันศักดิ์สิทธิ์” ภูตหนุ่มผู้มีกายาโปร่งแสงท่าทีสูงศักดิ์บอกกล่าวพลางคลี่ยิ้มงดงามให้กับคู่วิวาห์ที่อยู่ตรงหน้า

 

“ต่อหน้าเหล่าสักขีแห่งภูตรา ข้าภูเตชิต ราชาแห่งภูต ลำดับที่เจ็ด ขอให้สัตย์สาบานรับคีวายุ เจ้าชายแห่งปักษีระเป็นชายา....เป็นคู่ชีวิตแห่งข้าเพียงหนึ่งเดียว” สุรเสียงห้าวทุ้มกล่าวคำสาบานเรียบง่าย    

 

“แล้วเจ้าชายแห่งปักษีระเล่า จักยอมรับราชาหมาป่าสีเงินเป็นคู่ชีวิตหรือไม่” ภูตหนุ่มผู้เป็นตัวแทนหันมาถามว่าที่คู่วิวาห์จอมราชา

 

“ข้าคีวายุ เจ้าชายแห่งปักษีระยอมรับองค์ภูเตชิต ราชาลำดับที่เจ็ดแห่งภูตราเป็นคู่ชีวิตเพียงหนึ่งเดียวเฉกเช่นกัน” ดวงพักตร์หล่อเหลาเยาว์วัยพลันขึ้นสีแดงระเรื่อ กระนั้นน้ำเสียงที่ให้คำมั่นกลับมั่นคงหาได้สั่นเพราะความเก้อเขินแม้แต่น้อย

 

“ในเมื่อทั้งสองฝ่ายต่างให้สัตย์คำมั่นยอมรับมิเป็นอื่น ข้าในฐานะตัวแทนชาวภูตรา ที่ประชุมบัลลังก์ราชาแลสภาอาวุโส ขอรับรองสถานะเจ้าชายคีวายุในฐานะชายาของราชาหมาป่าสีเงิน แลพิธีวิวาห์ของพวกท่านถือเป็นอันเสร็จสิ้นสมบูรณ์”

 

ประกาศจบ เหล่าผู้เป็นสักขีพยานคล้ายต่างกำลังคอยบางสิ่ง

 

“......”

 

เพลาผ่านไปครู่หนึ่ง คู่วิวาห์ยังคงนิ่งเงียบ มิมีท่าทีว่าจะเคลื่อนไหวอันใด

 

“ราชาหมาป่าจักมิจุมพิตคู่วิวาห์ของเจ้ากระนั้นรึ?” องค์กฤติธรณ์เป็นฝ่ายท้วงขึ้น

 

“เจ้าประกาศแล้วว่าเสร็จพิธี” พระเนตรคมกริบเหลือบมองคนท้วงถามด้วยสายพระเนตรเย็นชา

 

“ธรรมเนียมย่อมเป็นธรรมเนียม การแสดงความรักต่อน่าสักขีพยานมิใช่เรื่องต้องมาเขินอายอันใดดอกสหายข้า” ร่างโปร่งแสงเอ่ยสัพยอกราชาหมาป่าด้วยท่าทีสนิทสนม ส่วนภูตอาวุโสทั้งเจ็ดได้แต่กลั้นยิ้มพยายามตีเคร่งขรึมจนตัวสั่นเทิ้มไปตามๆ กัน

 

มีเพียงภูตหมาป่าสีดำเท่านั้นที่หาญกล้าสนับสนุนราชาผีเสื้อใบไม้ผลิอย่างออกหน้าออกตา

 

“ราชาแห่งข้า หากท่านมิปฏิบัติตามธรรมเนียมเกรงว่าสภาภูตจักมิปล่อยท่านเข้าห้องหอนะขอรับ”

 

“พวกเจ้ากล้ารึ?” เรียวพระขนงเริ่มย่นเข้าหากัน

 

“สหายเอ๋ย....เพียงหนึ่งจุมพิตให้เป็นที่ประจักษ์ แล้วพวกเขาก็จักได้แยกย้ายไปดื่มฉลองกันเสียที” รอยแย้มยิ้มขององค์กฤติธรณ์ที่ส่งมาให้นั้นงดงามยิ่ง ทว่าวรกายที่โปร่งแสงอยู่แล้วคล้ายแลดูจืดจางลงเต็มที

 

....ช่วงเพลาที่ดวงจิตจักสามารถแยกออกจากเรือนกายากำลังจะหมดลง

 

พอได้ทอดพระเนตรผู้เป็นหนึ่งในเจ็ดราชากำลังจะเลือนหายไป เพื่อหลังใหลอยู่ภายในพฤกษาโบราณ องค์ภูเตชิตก็ทรงทอดถอนพระทัย พระหัตถ์ใหญ่เชยคางพ่อนกน้อยแหงนหน้าขึ้น ก่อนทรงประทับจูบที่ริมฝีปากอิ่มรูปกระจับ

 

คนถูกจุมพิตกะทันหันเพียงชะงักนิ่ง ก่อนจะโอนอ่อนคล้อยตาม ปิดเปลือกตาลงเพื่อรับสัมผัสอันอ่อนหวาน

 

ทันทีที่คู่วิวาห์ปฏิบัติตามธรรมเนียมสุดท้าย สุ้มเสียงสำเนียงสูงต่ำขับขานบทเพลงอวยพรก้องกังวานหวานซึ้งพลันดังขึ้น....

 

สามพันปีผันผ่าน...                 กาลเพลาเนิ่นนานอันยาวไกล

หนึ่งในเจ็ดราชันย์แห่งพงไพร      ยังเฝ้ารอจอมใจวิหคเพลิง

จวบจนลิขิตฟ้าเปลี่ยนผัน          ปักษาสวรรค์ถือกำเนิดใหม่

ราชันสีเงินแห่งพนาไพร             จึงได้ครองจอมใจเจ้ากานดา

ขอพฤกษา จันทรา เป็นสักขี        สายนที ดวงดารา เป็นพยาน

ขอรักแห่งราชันย์...จงเนิ่นนาน     ตราบชั่วกาลนิรันดร์มิคลาดคลา...

 

จวบจนลำนำเพลงสิ้นสุด ราชันย์สีเงินถอนจุมพิตเจ้าจอมใจ ใต้ต้นพฤกษาใหญ่ก็หลงเหลือเพียงคู่วิวาห์เท่านั้น

 

“ไปจากที่นี่กันเถิดเจ้า” สุรเสียงห้าวทุ้มบอกกล่าวสั้นๆ มิได้กระจ่างชัดว่าจะไปที่ใด กระนั้นพ่อนกน้อยเพียงพยักใบหน้าที่ปรากฏริ้วสีแดงพาดผ่าน จากนั้นก็ก้าวเท้าติดตามร่างสูงกว่าไป โดยมิปริปากถามไถ่แม้แต่น้อย

 

องค์ภูเตชิตทรงพาคีวายุดำเนินไปเรื่อยๆ คล้ายกับการเดินเล่นในป่า โดยอาศัยแสงจากดาวจันทราส่องนำทาง แม้กลีบบุปผาจะหยุดโปรยปรายแล้ว ทว่าก็ทำให้ผืนดินที่เหยียบย่างเกลื่อนสุมไปด้วยกลีบบุปผาสีขาวราวหิมะมิมีผิด

 

จนกระทั่งเสด็จดำเนินทะลุป่าพานพบกับทุ่งโล่งกว้าง ท้องฟ้าใสกระจ่างหมู่ ดวงบุหลันลอยเด่น หมู่ดาวเกลื่อนฟ้าดารดาษ จอมภูตจึงชะงักพระบาทหันมาตรัสถามกับคนข้างๆ ว่า

 

“คืนนี้นอนที่นี่ดีหรือไม่?”

 

นอนหลับบนทุ่งกว้างภายใต้ท้องฟ้ากระจ่างดาว คีวายุอดที่จะนึกถึงค่ำคืนหนึ่งในป่ามายามิได้ ค่ำคืนในป่าต้องห้ามที่พระองค์ถูกเพรียกหาด้วยเสียงเพลงของแม่มดแห่งท้องทะเล และในคืนนั้นจอมภูตก็ทรงเอ่ยชวนด้วยวาจาง่ายๆ คล้ายๆ กันกับในเพลานี้

 

“ดูเหมือนท่านจักชมชอบนอนกลางแจ้งเสียจริง”

 

แม้จะปรารภออกไปเยี่ยงนั้น ทว่าเจ้าชายคีวายุกลับเป็นฝ่ายล้มองค์นอนเหยียดยาวบนผืนหญ้าที่ถูกปูทันด้วยกลีบดอกไม้สีขาวที่ส่งกลิ่นหอมหวาน

 

“นอนเคียงดินห่มผืนดาว....คือวิถีชาวภูตโดยแท้” องค์ภูเตชิตทรงทอดวรกายบรรทมเคียงข้าง ก่อนจะรั้งเอวประคองตัวคนเล็กกว่าเข้ามากอด ให้ศีรษะทุยได้รูปสวยหนุนท่อนพระกร

 

“ตกลงแล้วคนสวนคือผู้ใด แล้วทำเยี่ยงไรเขาถึงทำให้กลีบบุปผาตกจากฟ้าได้ล่ะท่าน?” พ่อนกน้อยยังคงคาใจผู้ที่ทำให้เหล่าบุปผาโปรยปรายจากฟากฟ้างามดุจหิมะแรกฤดู

 

“ข้าบอกแล้วว่าคนสวนก็คือคนสวน”

 

“หรือภูตผู้งดงามตนนั้น ผู้มีเรือนกายโปร่งแสงคือคนสวนที่ว่า” เจ้าชายหนุ่มทรงคาดเดา

 

“เจ้ามิง่วงรึ?” สุรเสียงห้าวทุ้มเฉไฉ    

 

“เอ่อ...วันนี้ดูเหมือนข้าจักนอนแทบทั้งวัน ก็เลยมิค่อยง่วงน่ะท่าน” ท้ายเสียงอ้อมแอ้ม รู้สึกคล้ายได้หวนกลับไปยังสมัยวัยเยาว์ เพลาที่นอนมิใคร่หลับ พระองค์ก็มักจะร่ำร้องขอให้เจ้าพี่ยามารตีทรงเล่านิทานให้ฟังเสมอ

 

“แล้วร่างกายของเจ้าเป็นเยี่ยงไร มิรู้สึกเหน็ดเหนื่อยรึ?”

 

“ก็สบายดีนี่ท่าน....จักว่าไปคงเพราะได้อาบน้ำหอมๆ ของเพรีกระมัง นางบอกข้าว่าน้ำปรุงสูตรนี้จักช่วยให้ร่างกายฟื้นจากอาการบาดเจ็บสะสม” พ่อนกน้อยพาซื่อตอบเสียงใส

 

“เยี่ยงนั้นข้าคงมิต้องรอแล้วกระมัง”

 

“รออันใดหรือท่าน?”

 

แทนคำตอบ ร่างสูงค้อมกายโน้มดวงพักตร์สง่างามเข้าใกล้ ก่อนแนบจุมพิตที่ริมฝีปากอิ่มรูปกระจับ

 

จุมพิตนุ่มนวลก่อนค่อยๆ บดคลึงเร่าร้อนสิเน่หา จากนั้นโอษฐ์อุ่นๆ ได้รูปเปลี่ยนที่หมายเลื่อนลงขบกัดเบาๆ ที่ซอกคอขาวเรียวระหง จรดนาสิกโด่งเพื่อสูดกลิ่นกายหอมกรุ่นบุปผา  

 

พระหัตถ์ใหญ่เอื้อมปลดปิ่นวิหคที่ปักบนเรือนเกศาคนในอ้อมกอด เกศานุ่มลื่นดุจแพไหมสีเพลิงพลันแผ่สยายออกเต็มแผ่นหลัง

 

“เอ่อ...ขะ...ข้าว่าคืนนี้นอนชมดาว...พูดคุย....อื้อ!” โอษฐ์รูปกระจับถูกประกบปิดอีกครั้ง

 

จุมพิตอ่อนหวานลึกซึ้งยาวนาน กอปรกับอ้อมกอดแข็งแกร่งอบอุ่นแนบชิด พระฉวีถูกสัมผัสปลุกเร้า ทำให้เจ้าชายคีวายุหมดแรงที่จะขัดขืน เลือดหนุ่มฉีกพล่าน จนพระปรางค์ขาวๆ เป็นสีแดงก่ำ ลมหายพระทัยถี่กระชั้น สมองขาวโพลนไปหมด พอรู้สึกพระองค์อีกครั้งวรกายก็เปลือยเปล่าเสียแล้ว

 

พอสายพระเนตรปะทะกับพระอุระกว้างเปลือยเปล่าเฉกเช่นกัน ก็ยิ่งให้รู้สึกเขินอายจนต้องหันพักตร์หนี

 

“รังเกียจรึ?” สุรเสียงห้าวทุ้มถามไถ่

 

“ท่านก็รู้คำตอบอยู่แล้วยังจักแกล้งถามอันใด” น้ำเสียงขุ่นๆ เอ่ยตอบ ทว่าพวงแก้มกลับแดงก่ำจนถึงใบหู

 

“หากมิได้รังเกียจ เจ้าก็อย่าได้หันหน้าหนี”

 

เมื่อได้ยินดังนั้น พ่อนกน้อยได้แต่ระงับความอายสุดชีวิต แล้วหันกลับไปเผชิญหน้าประสานสายตากับดวงนัยนาสีเขียวแกมฟ้าคู่งามที่ทอประกายแพรวพราวดุจอัญมณี

 

“ข้ารักเจ้า....คีวายุ” คำบอกรักสั้นๆ เรียบง่าย หากแต่ทำให้เจ้าชายหนุ่มถึงกับทรงพระกรรแสง

 

“ข้าก็รักท่าน.....” พ่อนกน้อยยื่นแขนออกไป แล้วโอบกอดร่างสูงใหญ่ไว้ พร่ำบอกคำรักด้วยน้ำเสียงสะอื้นไห้

 

องค์ภูเตชิตทรงประทับจูบแล้วเลียเปลือกตาชื้นของคนเจ้าน้ำตา พระหัตถ์อุ่นหนาลูบแผ่นหลังผอมเพรียวเรียบลื่นเบาๆ คล้ายดั่งจะปลอบโยน

 

“อ๊ะ”

 

ทว่าคนตัวเล็กกว่ากลับรู้สึกไวสัมผัสจนส่งเสียงครางออกมา ก่อนจะรีบซุกหน้ากับอุระกว้างด้วยความเก้อเขิน

 

“ยั่วกันรึ?”

 

คนซุกหน้าหนีรีบส่ายหน้าเป็นพัลวัน ก่อนจะได้ยินเสียงหัวเราะหึๆ จากคนตรงหน้า คีวายุผละกายออกทันที  

 

“ข้าจักนอนแล้ว”

 

“ไหนว่านอนมิใคร่หลับ?”

 

“......”

แทนคำตอบ เจ้าชายหนุ่มล้มองค์แล้วหลับพระเนตร

 

ทว่ามีหรือที่ราชาหมาป่าสีเงินจะปล่อยสิ่งที่เริ่มแล้วให้จบลงในสภาพนี้

 

พระหัตถ์ใหญ่เริ่มซุกซน ลูบสัมผัสผิวพรรณขาวจัดเนียนละเอียดปราศจากตำหนิราคี ก่อนจะโน้มองค์แนบจูบที่เม็ดทับทิมเม็ดเล็กที่อุระข้างซ้าย สดับเสียงหัวใจดวงน้อยเต้นถี่ระรัวของผู้ใดบางคน

 

พอทรงช้อนต้นขาขาวๆ ขึ้น คนตกอยู่ในสถานการณ์ล่อแหลมลืมตาขึ้นทันที

 

“หากรังเกียจ เจ้าแค่เอ่ยว่าไม่ แล้วข้าจักมิแตะต้องเจ้า” จอมภูตทรงตรัสดักคอ

 

“คน....ขี้โกง...อ๊ะ” น้ำเสียงสั่นน้อยๆ เมื่ออีกฝ่ายขยับกายเข้าหา

 

“ถ้อยคำนี้หาใช่การปฏิเสธไม่....ผ่อนร่างกายหน่อยเจ้า” ท้ายเสียงกระซิบต่ำพร่า เมื่อสองกายาแนบประสานเป็นหนึ่ง

 

 วรอค์เพรียวลมได้แต่โอบกอดความเร่าร้อนเข้ามาภายในร่าง สั่นสะท้านทุกครายามร่างสูงใหญ่เบื้องบนขยับเคลื่อนไหว

 

เมื่อพระกรรณได้สดับคำรักอีกครั้ง เจ้าชายหนุ่มก็ทรงโอบกอดผู้เป็นเจ้าของดวงหทัยเอาไว้แน่น

 

พระเนตรทอดมองดวงดาราบนผืนฟ้า กลีบบุปผาสีขาวพลันโปรยปรายอีกหน พร้อมกับแว่วเสียงทุ่มนุ่มนวลจากที่ไกลๆ

 

ความรักก่อเกิดชั่วพริบตา           ดุจมายาแห่งภาพฝัน

ทว่ารักนั้นกลับจีรัง                  ชั่วนิรันดร์แห่งกาลเวลา....

 

 โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ ^^

 ในตอนนี้เขียนไปก็ปาดเหงื่อ (ย้ำว่าเหงื่อนะคะ) ไป เพราะมันเหมือนจะยาวไปเรื่อยๆ ไม่ยอมจบซะที

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 22 ครั้ง

6,261 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 11 พฤษภาคม 2561 / 04:55
    คิดถึงงงง งืออออ
    #6184
    0
  2. #5459 ♂๛kamuel๛♀ (@hinamikyo) (จากตอนที่ 97)
    วันที่ 24 กันยายน 2558 / 09:38
    อร๊ายยย นั่งอ่านไป ก็ เขิลไป >///< จนคนข้างๆถามว่าเป็นอะไร ฮ่าๆ ฟิน~~
    #5459
    0
  3. #5330 TiwticAmp_90 (@winnaya) (จากตอนที่ 97)
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2558 / 22:31
    หวานเกิ๊นนนน น ! ละลายค่ะ ละลาย
    #5330
    0
  4. #5009 Zoul_Zap (@jane-1803) (จากตอนที่ 97)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2558 / 19:24
    ละมุน  อุ่น  หวานนนนนนนนนนนน


    ฟินเว่อร์ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
    #5009
    0
  5. #4909 Mikaail (@mikaail) (จากตอนที่ 97)
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2557 / 12:00
    ในที่สุดก็มีวันนี้ (นั่งกรี๊ดอย่างบ้าคลั่ง) งานต่อไปจะเป็นของมาคีกับธีราใช่มั้ย หุๆ 

    ปล.ลัดเกล้า ทีถูกเป็น รัดเกล้าค่ะ
    #4909
    0
  6. #4908 archmess (@anyfearless) (จากตอนที่ 97)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2557 / 18:56
    กรี้ดดดดด ฟินค้าาา
    #4908
    0
  7. #4903 lord sevane (@sevane) (จากตอนที่ 97)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2557 / 22:09
    >/////////////////<
    โอ้ย!!!....ฟินทั้งคืนงานนี้
    #4903
    0
  8. วันที่ 26 ตุลาคม 2557 / 20:17
    แต่งกันแล้ววววววววววววววว

    โอ๊ยยยย เป็นตอนที่ฟินมากกกกกกก

    งานแต่งก็งดงาม อ่านแล้วเหมือนหลุดไปอยู่อีกโลกเลยยยย ><
    #4902
    0
  9. #4897 melon (@pedpilin) (จากตอนที่ 97)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2557 / 17:22
    ตอนนี้หวานซะมดขึ้นเลยยยยย >___<

    ภาคนี้ก็ใกล้จบแล้วสินะ อยากรู้จังว่าภาคต่อไปเป็นอะไรระหว่าง บุปผา กับวารี คิดว่าน่าจะเป็นบุปผานะ?? ใช่ป่ะ // เดามั่ว


    ป.ล. แล้วคนสวนนี่คือใครน้อ
    #4897
    0
  10. #4892 Rabbit blood (@love-ya) (จากตอนที่ 97)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2557 / 21:24
    หวานจัง หวานเหมือนน้ำตาลเลย -///-

    ฝันหวานแน่เลยคืนนี้ (.////.)
    #4892
    0
  11. #4891 ก้อนเมฆ (จากตอนที่ 97)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2557 / 20:42
    ฟินมากกกกกกกกกกกก

    ปล.คนสวนคือใคร 555 สองดวงจิตในหนึ่งร่าง=ยามิล?
    #4891
    0
  12. #4890 Fah_shanikant (@vanila-kiss) (จากตอนที่ 97)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2557 / 15:36
    อย่าลืมดูคำผิดนิดนึงนะคะ



    ขริบทอง / ขริบ  ----->  ขลิบทอง / ขลิบ

    ลัดเกล้า  --------->  รัดเกล้า

    คลาดครา  --------->  คลาดคลา





    จริงๆตะหงิดใจนิดหนึ่งมาตลอดตรงคำว่า "จอมยา" ในบทกลอนแทบทุกบท เพราะอันที่จริงแล้วคำนี้เดี่ยวๆมันไม่มีความหมายที่สื่อถึงคนรักหรือ "จอมดวงใจ" อะไรแบบนั้นเลยนะคะ ถ้าแปลความหมายจริงๆมันจะกลายเป็นว่า ผู้เป็นใหญ่ทางด้านยา อะไรประมาณนั้นแทน ถ้าเป็นไปได้อยากจะให้ลองหาคำอื่นมาใช้มากกว่านะคะ มันจะได้ไม่เสียอรรถรสเวลาอ่านกลอนด้วย เพราะว่าแต่งกลอนได้เพราะใช้ได้อยู่แล้ว (เป็นคนทางสายการแต่งกาพย์กลอนคำประพันธ์น่ะค่ะ เลยขออนุญาตคอมเม้นนิดหนึ่งนะ กลอนจะได้สวยๆยิ่งขึ้น)

    เขียนดีมากเลยค่ะ สนุกทุกตอนเลย เอาใจช่วยให้เรื่องนี้ประสบความสำเร็จนะคะ สู้ๆค่ะ 
    #4890
    0
  13. วันที่ 19 ตุลาคม 2557 / 22:40
    อ๊ากกกกกกก ดีใจจจจจจจจ  แต่งงานแล้ว ฟินมากๆ>///<  

    รอธีรามาคี 555
    #4886
    0
  14. #4885 ฟิน (จากตอนที่ 97)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2557 / 22:34
    หวานมาก ฉากอลังการสมกับเป็นวิวาห์ของราชา กริ๊ดอ่ะ

    มีแอบฮาราชาไม่ยอมจุมพิต
    #4885
    0
  15. #4884 Yodlovely607 (@earthkungmsw11) (จากตอนที่ 97)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2557 / 19:08
    สนุกมาเลยครับ ดีใจที่จอมภูตได้แต่งงานกับเจ้าชายคีวายุ แล้วรอลุ้นคู่มาคีกับธีรา จัง คู่นี้จะเป็นยังไงต่อ อยากจะให้องค์ชายศศินเรศฟื้นสักทีจังเลยครับ สงสารองค์นาคินทร์
    #4884
    0
  16. #4883 คิมดงจุน (@eyelove123) (จากตอนที่ 97)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2557 / 19:01
    ในที่สุดดดด คู่นี้ลงเอยกันเสียที เหลืออีก 3คู่น้า
    #4883
    0
  17. #4882 Zevaress (@anontaporn) (จากตอนที่ 97)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2557 / 18:41
    โอ้ยยยย ในที่สุดดดด เฮียก็บอกรักน้องซักที กรี้ดดด แต่งแล้วจ้าาาา
    #4882
    0
  18. #4880 Risa (จากตอนที่ 97)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2557 / 14:58
    เขินนนนนนนนนนนนนนนนนน -///-
    #4880
    0
  19. #4879 ยัยแว่น (จากตอนที่ 97)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2557 / 12:27
    เจ้าชายน่ารักมาก ><



    มาคีกับธีราก็น่ารัก >
    #4879
    0
  20. #4878 Helyhua Blythe (@helyhua2014--) (จากตอนที่ 97)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2557 / 11:34
    กรี๊ดดดด><~เขิลลลจังเลย. หวานสุดๆๆ (อ่านไปอายไป) รอตอนนี้และค่ำคืนนี้ของจอมภูตกับคีวายุมานานแล้ว. ขอให้รักกันนานๆอย่ามีเรื่องต้องพลัดพรากหรือเศร้าใจเกิดขึ้นอีกเลย. อยากให้มีความสุขแบบนี้ตลอดไป @@ว่าแต่มาคีกับธีราก็น่ารักอะ>< ไรเตอร์น่ารักที่สุดมาเร็ว เคลมเร็ว. ไรเตอร์บรรยายจนคนอ่านเห็นภาพเหมือนไปดูคีวายุแต่งงานด้วยตาตัวเองเลย~ชอบอะ~กรี๊ดดดด(ยังไม่หยุด). คีวายุท้องได้หรือเปล่าค่ะไรเตอร์??อยากรู้จัง ??!?!!
    #4878
    0
  21. #4877 kaohom_d (@kaohomd) (จากตอนที่ 97)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2557 / 08:38
    ตอนนี้ยาวและฟินมากจริงๆค่ะ นั่งตบมือตบตักตบหน้าจนลุงข้างบ้านจะปาทุเรียนแล้วค่ะ5555555
    #4877
    0
  22. #4876 blue bunny (@minerwa13) (จากตอนที่ 97)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2557 / 05:16
    หวาน เขิน น่ารัก อร๊ายยยยย >////<
    #4876
    0
  23. #4875 PaEuphoria (@paeuphoria) (จากตอนที่ 97)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2557 / 02:35
    หวานซึ้งมากกับคู่นี้ ฮืออ ขอบคุณที่มาต่อนะคะ อ่านสนุกมากเลยยยย อยากอ่านมาคีกับธีราแล้วจ้าาา
    #4875
    0
  24. #4874 RUMINA (@blue-diamond) (จากตอนที่ 97)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2557 / 00:45
    ////////////////_/เขินแทนเลย
    #4874
    0
  25. #4873 STvancy (@samu1615) (จากตอนที่ 97)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2557 / 00:36
    โอ้ยยยยย เป็นพิธีวิวาห์ที่น่ารักขน้าดดด คุ้มค่าที่รอคอยค้าา !
    #4873
    0