ราตรีพิสุทธิ์ [Yaoi]

ตอนที่ 11 : Chapter 10 : 110%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 314
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    20 ธ.ค. 56

            ใครก็ได้บอกเขาทีว่า อักขระสะกดพลัง กับ จะไปหาไอริส มันมีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร... มาเรลคิดอย่างอับจนคำพูด จนปัญญาจะหาความสัมพันธ์ระหว่างสองประโยคนั้น

 

            จะไปหาน้องชาย แค่เคาะประตูโบสถ์ก็พอแล้วนี่นา... ไม่เข้าใจเลยวุ้ย

 

            แม้มาเรลจะแอบบ่นงึมงำอยู่ในใจ แต่ก็ช่วยหาอย่างไม่ปริปากบ่น สองมือและสายตาทำงานประสานกันราวเครื่องจักร ทำให้กองเอกสารที่เคยกองเป็นตั้งสูงใหญ่ลดลงอย่างรวดเร็ว

 

            มาเรลอ่านอักขระไม่ออก เมื่อเจอชุดอักขระในเอกสารเขาจะคัดแยกออกมาให้เมฟิสดู เมฟิสจึงเหลือแค่มองว่าอักขระชุดไหนที่เป็นอักขระสะกดพลัง

 

            อักขระไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะเข้าใจ ปัจจุบันมันถูกสอนกันในหมู่นักบวชเท่านั้น นักบวชที่เชี่ยวชาญด้านอักขระจึงจะถูกเลื่อนขั้นให้เป็นนักบวชระดับสอง มีนักบวชหลายรูปที่ติดอยู่ที่ระดับสามเพราะไม่อาจเข้าถึงอักขระ ไม่สามารถใช้อาคมได้

 

            ส่วนคำถามที่ว่าเมฟิสรู้จักอักขระเหล่านี้ได้อย่างไร สิ่งนั้นยังคงเป็นปริศนามาจนถึงทุกวันนี้ ไม่ใช่ว่ามาเรลไม่เคยถาม แต่เป็นเมฟิสไม่ยอมบอก เพื่อนคนนี้มีความลับเยอะเสียจนเขาเพลียใจ

 

          แต่พอเขามีความลับบ้างก็ดันโดนโกรธซะอย่างงั้นล่ะ

 

            “เจอแล้ว”

 

            เวลาผ่านไปหลายชั่วโมง ประโยคที่มาเรลรอคอยมานานก็หลุดออกมาจนได้

 

            ในมือของเมฟิสมีเอกสารปึกหนา หน้าที่เปิดอยู่ปรากฏอักขระความยาวประมาณสองบรรทัดเท่านั้น เขาเห็นอีกฝ่ายคัดลอกอักขระเหล่านั้นด้วยลายมือที่เหมือนต้นฉบับแทบไม่มีผิดเพี้ยน

 

            พอคิดว่าอีกฝ่ายอยู่ในห้องนี้มาหลายวันเพื่อค้นหาอักขระแค่สองบรรทัดมาเรลก็แทบกระอักเลือดตาย

 

            เมื่อบรรลุจุดประสงค์ สองหนุ่มพร้อมด้วยลูกแมวอีกตัวก็พากันออกจากห้อง ไทกริสกระโดดเกาะไหล่เมฟิสไม่ยอมปล่อยแม้จะเดินมาถึงรั้วบ้านแล้วก็ตาม มันแสดงเจตนารมณ์ชัดเจนว่าจะติดตามเจ้านายไปด้วย สุดท้ายเมฟิสก็ต้องพามันไปด้วยกันอย่างจนใจ





 

            เดิมทีมาเรลคิดว่าจะลากเมฟิสไปตรอกที่สามสิบ แต่เมฟิสค้านหัวชนฝาด้วยการยืนนิ่ง ไม่ยอมก้าวเดินไปตามแรงดึงของเพื่อน บอกว่ามีธุระที่อื่นอีก สุดท้ายมาเรลก็ได้แต่ต้องยอมตามเมฟิสไป ร่างโปร่งแวะตลาดซื้อกำไลหินแบบมีสลัก เป็นกำไลหินเรียบๆ ที่มีน้ำหนักไม่มากและราคาไม่แพง รวมไปถึงปากกาและน้ำหมึก


            ซื้อของเสร็จถึงจะได้ฤกษ์กลับมาที่ร้านใบชา จากนั้นเมฟิสก็ขังตัวอยู่ในห้อง ใช้สมาธินั่งเพ่งและคัดลอกอักขระเขียนเป็นตัวเล็กจิ๋วลงบนกำไลหิน


            เมฟิสใช้เวลาไม่นานเท่าที่มาเรลคิดไว้ เขาออกจากห้องมาทันเวลาอาหารเย็นพอดี มาเรลเห็นเมฟิสใส่กำไลนั้นไว้ที่ข้อมือ ส่งผลให้จากแต่เดิมก็สัมผัสถึงพลังของเมฟิสยากอยู่แล้ว ตอนนี้ยิ่งกลายเป็นว่าสัมผัสไม่ได้เลย หากไม่รู้จักกันมาก่อนมาเรลคงคิดว่าเมฟิสเป็นแค่คนธรรมดาที่ไม่มีเวทมนตร์


            มาเรลบอกเมฟิสไปเช่นนั้น คุณหมอหนุ่มก็ยิ้ม เพียงลองถามว่าอยากลองใส่ดูไหม


            แน่นอนว่ามาเรลย่อมอยากรู้อยากเห็น เขาใส่กำไลนั่น พลันรู้สึกเหมือนในตัววูบโหวง ราวกับข้างในร่างกายมันกลวง เมฟิสบอกเขาว่าเป็นเพราะอักขระดูดพลังเขาไปทั้งหมด แต่หากปลดสลักกำไลออกอักขระที่เชื่อมต่อกันจะขาด และพลังจะกลับเข้าไปเอง ซึ่งก็เป็นเช่นนั้น


            มาเรลรีบปลกสลักและคืนกำไลให้เมฟิส วูบหนึ่งที่มาเรลรับรู้ว่าตนไร้พลังเวทเลยนั้น เขารู้สึกกลัว เพราะว่า ณ ตอนนั้นเขาไร้พลัง ไม่มีทางที่จะป้องกันตัวเองได้เลย ไม่รู้ว่าเมฟิสจงใจหรือไม่ คุณหมอหนุ่มปล่อยให้ไอเวทของตัวเองออกมาดังเช่นคนอื่นๆ


            และนั่นเป็นครั้งแรกที่มาเรลเข้าใจว่าคนธรรมดารู้สึกอย่างไร เมื่อรู้ว่ามีบุคคลที่สามารถฆ่าตนให้ตายได้อยู่ตรงหน้าตน


            ความรู้สึกของเหยื่อที่หวาดกลัวต่อผู้ล่า


            “กลับกัน” เมฟิสว่าเสียงเบา คล้ายจะรู้ถึงสิ่งที่อยู่ในใจของมาเรล ราวกับกระซิบ “เราต่างหากที่เป็นเหยื่อ”


            วูบหนึ่งแววตาที่มักนิ่งเฉยนั้นคุโชน แต่ก็กลับไปเป็นเหมือนเดิมในเวลาเสี้ยววินาที


            “เหยื่อของศาสนจักร”










 

            เอสเทลตั้งใจว่าจะพาแอนดีสกลับไปที่เมืองหลวง

            เสียเวลาไปมากวันหน่อย แต่ระหว่างการเดินทางก็ทำให้เอสเทลรู้จักกันแอนดีสมากขึ้น

            เด็กน้อยสุภาพ เรียบร้อย ผิดวิสัยเด็กผู้ชายวัยนี้ทั่วๆ ไป อาจจะเป็นเพราะอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนั้น แอนดีสเรียนรู้ที่จะไม่ขัดใจใคร อยู่เงียบๆ ไม่พูดหากไม่จำเป็น

            เด็กชายไม่ค่อยร่าเริงเท่าไหร่ นั่นทำให้เอสเทลปวดหัวไม่ใช่น้อย เขาคิดว่าแบบนี้ไม่ดี เด็กๆ ควรจะสดใสร่าเริง มีชีวิตชีวาเข้าไว้

            เรื่องอย่างนี้มันต้องค่อยเป็นค่อยไป เอสเทลบอกตัวเอง แต่คนบางคนก็มักจะเงียบเป็นนิสัย ไม่รู้ว่าเป็นมาตั้งแต่เกิดหรือเปล่า   

            แอนดีสแอบมองคนที่นั่งอมยิ้มโดยไม่รู้สามาเหตุด้วยสายตาฉงนสงสัย จะสะกิดเรียกก็ไม่กล้า ได้แต่ปล่อยเลยตามเลย

            โชคดีที่เอสเทลรู้สึกตัวเร็ว แอนดีสจึงไม่ต้องนั่งลำบากใจนานนัก เด็กชายรีบงับเนื้อแห้งเข้าปากเมื่อเห็นว่าเอสเทลกินหมดเรียบร้อยแล้ว

            ตอนนี้หนึ่งเด็กหนึ่งผู้ใหญ่นั่งพักทานอาหารกลางวันอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ที่แผ่เงาร่มรื่น กลับกันกับข้างนอกที่แสงแดดยิ่งทวีความร้อนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าทั้งคู่อยากจะรอให้แดดร่มกว่านี้อีกหน่อย แต่หากยอมทนออกเดินทางตอนนี้พอเย็นย่ำก็น่าจะถึงเมืองหลวงพอดี ถ้าเทียบกับต้องเสียเวลาเดินทางอีกหนึ่งวันแล้ว เอสเทลบอกว่าสู้ทนเดินทางอีกหน่อยแล้วไปนอนเตียงนุ่มๆ อุ่นๆ ในเมืองหลวงจะดีกว่า

            “ไม่ต้องรีบๆ” ถ้ามือไม่เลอะ เอสเทลคงเอามือขยี้หัวเด็กชาย เขายิ้มน้อยๆ “เดี๋ยวก็ติดคอหรอก”

            ถึงเอสเทลจะพูดอย่างนั้น แต่แอนดีสก็รีบกินเนื้อแห้งให้หมด เขาเคี้ยวจนแก้มตุ่ย

            เอสเทลดึงใบไม้มาเช็ดมือ แอนดีสทำตาม สองคนเก็บของพร้อมออกเดินทางต่อ เอสเทลดึงหมวกผ้าออกมาจากกระเป๋าส่งให้เด็กชาย

            แอนดีสบอกขอบคุณ แต่เอสเทลไม่ได้สนใจรอฟัง ชายหนุ่มเดินนำลิ่วไปโน่น ทิ้งให้เด็กชายรีบวิ่งตามมาอยู่ข้างหลัง






 

            ฟ้ามืดพอดีตอนที่เอสเทลพาแอนดีสมาถึงเมืองหลวง

            เอสเทลไม่มีบ้านอยู่ที่นี่ เพราะฉะนั้นที่เดียวที่เขาจะไปซุกหัวนอนได้ก็คือร้านเหล้าในตรอกที่สามสิบ หรือที่สมาชิกเรียกกันว่าไนท์

            ปกติแล้วไนท์จะค่อนข้างเงียบเหงา วันนี้ก็เช่นกัน แสงไฟสลัวที่ลอดออกมายิ่งทำให้ร้านดูน่ากลัวยิ่งขึ้น

            แอนดีสหลบอยู่หลังเอสเทลตอนที่ชายหนุ่มผลักประตูเข้าไป เด็กน้อยเกาะชายเสื้อหาที่พึงพิงโดยไม่รู้ตัว

            สองคนก้าวเข้าไปในร้าน ยังไม่ทันที่จะได้อ้าปากก็มีเสียงทักมาเสียก่อน

            “อ้าว กลับมาแล้วเหรอ”

            พัลซาร์เป็นคนพูดประโยคนั้น ที่โต๊ะไม้เก่าๆ ประกอบด้วยสมาชิกแค่สองคน คือพัลซาร์และมาเรล

            ลูกร้านใบชาโบกมือทักพอเป็นพิธีเพราะไม่ได้สนิทกับอีกฝ่ายมากนัก

            ในหมู่ราตรี มาเรลเป็นแค่สมาชิกธรรมดาเท่านั้น เพียงแต่เขาแค่สนิทกับพัลซาร์ซึ่งเปรียบเสมือนหัวหน้าสาขาเมืองหลวงเท่านั้น เทียบกันแล้วเอสเทลมีตำแหน่งเทียบเท่าพัลซาร์หรืออาจจะสูงกว่าเล็กน้อย

            “ทำอะไรกันอยู่น่ะ”

เอสเทลส่งตัวแอนดีสให้เจ้าของบาร์ดูแลต่อ ตอนที่เจ้าของบาร์จะพาหนุ่มน้อยไปกินข้าวเย็น แอนดีสหันกลับไปมองเอสเทลอย่างหวาดๆ  เมื่อเห็นเขาพยักหน้าให้ถึงจะวางใจ ยอมตามเจ้าของบาร์ไปแต่โดยดี

            ชายหนุ่มเข้าร่วมโต๊ะ มองหน้าอีกสองคนสลับกันไปมา

            “ไม่มีอะไรหรอก” มาเรลอึกอัก

            อันที่จริงนี่ถือว่าเป็นเรื่องส่วนตัว เขามาปรึกษาพัลซาร์ในฐานะเพื่อนมากกว่า ไม่เกี่ยวกับราตรี เพราะฉะนั้นถึงไม่มีความจำเป็นจะต้องบอกเอสเทล

            ซึ่งเรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องของใครเลย นอกจากเมฟิส

            “อืม ไม่มีอะไร” พัลซาร์สำทับ ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องดึงอีกฝ่ายเข้ามาเกี่ยว

            เอสเทลขมวดคิ้วมุ่น แม้จะรู้สึกไม่ชอบใจที่ถูกกันออกมาเป็นคนนอก แต่ก็คิดว่าไม่ควรเซ้าซี้

            “เอาเป็นว่าจะช่วยดูให้ก็แล้วกัน” พัลซาร์บอกมาเรล ซึ่งก็ไม่ได้ทำให้ชายหนุ่มคลายความกังวลลง ทว่าก็ทำอะไรอย่างอื่นไม่ได้

            “อืม ขอบใจมากนะ”

            มาเรลลากลับไป พัลซาร์จึงเริ่มคุยงานกับเอสเทล

            “เด็กคนเมื่อกี้...”

            “ก็เหมือนเดิมนั้นแหละ เหมือนพลังจะเพิ่งตื่นขึ้น ดีว่าไม่ถูกฆ่าไปเสียก่อน”

เด็กส่วนใหญ่มักถูกฆ่าทิ้งเมื่อพลังตื่นขึ้นมาเพราะเชื่อว่าโดนปีศาจสิงสู่ไม่ก็เป็นปีศาจมาเกิด ทุกครั้งที่เอสเทลลาดตระเวนมักเจอเรื่องน่าอดสูใจเช่นนี้เสมอ แต่ก็มีบ่อยครั้งที่เขานำคนกลับมาได้ ไม่ว่าจะเป็นการช่วยชีวิตจากการที่กำลังจะถูกฆ่าหรือเกลี้ยกล่อมให้ตามมา

เพราะฉะนั้นการที่เอสเทลพาคนมาจึงเป็นเรื่องที่ปกติแบบมากๆ และหลังจากนั้นพัลซาร์จะเป็นคนจัดการต่อ

"ว่าแต่ แฝดพี่มาที่นี่หรือเปล่า"

แฝดพี่ที่เอสเทลหมายถึงคือเมฟิส ถ้าเป็นแฝดน้องก็จะหมายถึงไอริส ตอนที่เขารายงานเบื้องบนว่าเขาพบแฝดพี่โดยบังเอิญ ทางเบื้องบนก็มีคำสั่งว่าให้เอสเทลทำอย่างไรก็ได้ให้นำตัวแฝดพี่มาเข้าร่วมราตรีให้ได้

แต่อีกฝ่ายดูจะเกลียดพวกเราเสียขนาดนั้น... งานนี้ดูท่าจะหินมากกว่างานอื่นๆ

"มาไหม? เรียกว่าบังเอิญเจอกันจะดีกว่า แฝดพี่เป็นเพื่อนกับมาเรล หมอนั่นบอกว่าแฝดพี่ไม่ชอบราตรีมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เขาบอกว่าเรากำลังครอบงำมากเกินไป"

พัลซาร์ยอมรับว่าไม่เข้าใจความหมายของอีกฝ่าย แต่ไม่ใช่กับเอสเทล

"ครอบงำงั้นหรือ อาจจะจริงก็ได้"

"ยังไง"

"ศาสนจักรครอบงำความคิดของผู้คน แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่สมบูรณ์ ในที่ห่างไกลยังมีคนจำนวนมากที่เข้าใจถึงคำว่าเวทมนตร์ แต่ในทางกลับกัน แม้จะไม่เห็น ไม่เด่นชัด แต่ราตรีกลับมีเส้นสายไปทั่วทุกที่ในแผ่นดิน แทรกซึมอยู่ท่ามกลางคนธรรมดา ไม่เว้นแม้แต่ในศาสนจักรเอง"

ประโยคท้ายเอสเทลลดเสียงลงจนเหลือเพียงแค่เสียงกระซิบ

"ความจริงแล้วถ้าเราคิดจะโค่นล้มศาสนจักรล่ะก็ มันไม่ยากหรอก เพียงแต่เราทุกคนยังมีพ่อแม่พี่น้องของเรา ถ้าเราก่อการขึ้นมาจริงๆ แผ่นดินนี้จะต้องลุกเป็นไฟ เราจะต้องปกครองคนไปด้วยความหวาดกลัวสักระยะหนึ่งก่อนที่เขาจะรับเราได้ หรือถ้าไม่ เขาก็จะต้องหาทางล้มล้างเราลงไปจนได้แน่นอน"

"มันจะวนเวียนไป... ไม่มีที่สิ้นสุด"

"เรื่องที่แย่ก็คือเราไม่เข้าใจความรู้สึกของคนที่ไม่มีเวทมนตร์" พัลซาร์บอก

ระดับสูงของราตรีส่วนใหญ่เป็นพวกที่พลังตื่นตั้งแต่ยังเด็ก อย่างเอสเทลนี่เรียกได้ว่าเติบโตขึ้นมาท่ามกลางหมู่ผู้ใช้เวท ทั้งพ่อแม่และพี่สาวของเขาล้วนเป็นผู้ใช้เวทมนตร์ ส่วนพัลซาร์นั้นเป็นบุตรของชนชั้นสูงที่ไม่เชื่อถือในศาสนจักร ตั้งแต่จำความได้ก็ถูกฝึกฝนให้ใช้พลังของตัวเองแล้ว ตัวตนของเขาเป็นความลับแม้กระทั่งในหมู่ญาติพี่น้อง

“หมอนั่นเป็นจำพวกฮังกูลัตซะด้วยสิ” เอสเทลดึงกลับเข้าเรื่อง

“นั่นสิ เป็นอาเรียนเหมือนเจ้าหรือเปล่า”

ฮังกูลัตคือพวกที่อารมณ์ส่งผลหรืออาจจะเป็นตัวควบคุมการใช้เวทมนตร์ โดยมากมักจะเกิดกับพวกอาเรียน หรือก็คือพวกเลือดบริสุทธิ์อย่างเอสเทล ที่มีพ่อแม่เป็นผู้ใช้เวทมนตร์

“ไม่ใช่ ถ้าเป็นอาเรียนแฝดน้องคงไม่ผ่าเหล่าไปเป็นนักบวชหรอก”

“เออว่ะ”

“รู้หรือยัง เบื้องบนสั่งให้นำตัวเมฟิสมาเข้าร่วมราตรีให้ได้”

“เป็นไปไม่ได้หรอก!” พัลซาร์ร้อง “ดูก็รู้แล้ว ขนาดตอนรู้ว่ามาเรลเข้าร่วมกับราตรี หมอนั่นยังโกรธซะขนาดนั้น”

พัลซาร์เล่าให้เอสเทลฟังถึงเหตุการณ์ในตอนนั้น เขารู้ว่าเมฟิสเป็นฮังกูลัตก็เพราะน้ำที่เดือดขึ้นมาโดยที่ไม่มีใครใช้วลีเวท

ก่อนอื่นต้องชี้แจงให้ฟังก่อนว่าการดูว่าใครเป็นฮังกูลัตนั้นต้องใช้เวลารอจนพลังในร่างกายเสถียร โดยมากจะใช้เวลาประมาณ 1 – 3 ปี ถ้าเป็นผู้ใช้เวททั่วไป เมื่อพลังในร่างเสถียรแล้วจะสามารถใช้เวทได้ก็ต่อเมื่อเปล่งวลีเวทออกมาเท่านั้น หลังจากใช้เวทแล้วร่างกายจะค่อยๆซึมซับพลังจากธรรมชาติกลับเข้ามาทดแทนส่วนที่หายไป

แต่พวกฮังกูลัตพลังจะไม่นิ่งอยู่ในร่าง เพราะเป็นพวกที่ใช้พลังจากธรรมชาติโดยตรง พลังจะสามารถหมุนเวียนภายในร่างของตนตลอดเวลา ไม่ได้ถูกกักเก็บ

คำว่า การตื่นของพลัง ที่จริงแล้วไม่ได้หมายถึงพลังในร่างกายตื่นขึ้น แต่เป็นการที่ร่างกายเริ่มดูดซับพลังจากธรรมชาติเข้ามาเก็บไว้ ช่วง 1 – 3 ปีนั้นผู้ใช้เวทจะไม่สามารถควบคุมพลังของตนเองได้ และอารมณ์ด้านลบอาจทำให้เกิดการใช้เวทโดยที่ไม่สามารถควบคุมได้ ซึ่งคล้ายคลึงกับพวกฮังกูลัต ทำให้เป็นการยากที่จะแยกว่าใครเป็นฮังกูลัตหรือไม่นั่นเอง

“ก็ยังไม่แน่หรอก” เอสเทลยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่มีเลศนัย “ไม่ลองก็ไม่รู้ใช่ไหมล่ะ”

พัลซาร์แอบหวั่นใจแทนเมฟิสนิดๆ ด้วยรู้นิสัยเพื่อนดีกว่าใคร

“ก็ราตรีกำลังขาดหมอนี่นา”







ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

150 ความคิดเห็น

  1. #128 8lek (@8lek8) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2556 / 06:06
    สนุกมากๆๆค่ะ ^^
    #128
    0
  2. #127 The White Rose of Death (@nali-rabanos) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2556 / 00:53
    ตอนนี้บอกตรงเราลืมไปแล้ววาใครเป็นใครมั้ง

    แต่ตอนนี้กำลังงงว่าใครจะคู่ใครอ่ะ? เมื่อไรพี่น้องจะได้เจอกันคะเนี่ย!!
    #127
    0
  3. #126 chiaki (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2556 / 19:10
    กลับมาแล้วววว ดีใจจังงงงงงง



    >∀<

    #126
    0
  4. #124 Distress (@janjita) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2556 / 16:40
    สนุกๆๆๆๆๆ มาต่อนะคะ

    รักคนแต่งที่สุด ><
    #124
    0
  5. #123 Rule72 (@korinasai) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2556 / 15:22
    คนเขียนมาอัพแล้ว จุดพลุฉลอง..
    #123
    0