[END] ◄ AMPERE MISSION ► ภารกิจร้าย ขโมยหัวใจนายสุดหล่อ

ตอนที่ 8 : (Re-write) ♥ Chapter 7 คำใบ้

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,875
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 23 ครั้ง
    19 พ.ค. 62

CHAPTER 7

- คำใบ้ -







     

  

 

         “บอกฉันสักคำต้องทำยังไง จะใช้อะไรดลใจเธอดี~” 

เสียงร้องเพลงอันโหยหวนของจีดังเข้าหูฉันเป็นเวลานานไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วโมงแล้วล่ะ แถมมันยังร้องวนไปวนมาแต่เพลงเดิมและท่อนเดิมด้วย!  

“แกไม่ช่วยฉันคิดก็เงียบๆ หน่อยได้มั้ย?!” ฉันโวยวายลั่นจนคนอื่นหันมามอง หลังจากที่รู้สึกหมดความอดทนกับไอ้เพื่อนตัวดี  

ตอนนี้ฉันกับจีกำลังนั่งกันอยู่ที่ร้านคอฟฟี่ช็อปร้านเดิมในมหาวิทยาลัย หลังจากที่หมดคลาสเรียนของวันนี้แล้ว (ดูเหมือนในนี้มันจะมีร้านแบบนี้ร้านเดียวซะด้วยสิ) ฉันกำลังใช้ความคิดว่าจะทำยังไงต่อไปดีกับการแก้ดวงตก ส่วนยัยเพื่อนรักนอกจากจะไม่ช่วยคิดแล้ว ยังมีหน้ามานั่งร้องเพลงกรอกหูอีกต่างหาก เสียงก็ใช่ว่าจะเพราะพริ้งอะไร ให้ตายเถอะพระเจ้าขนมเข่ง  

“เพลงนี้มันโดนกับชีวิตแกตอนนี้มากเลยนะยะ ฉันก็เลยร้องให้ฟัง เผื่อว่าแกจะคิดอะไรออกบ้างไง 

“มีใครเคยบอกมั้ยว่า เสียงร้องเพลงเป็นสิ่งเดียวที่บกพร่องในร่างกายแก” ทันทีที่ฉันพูดจบด้วยสีหน้าเซ็งๆ คนโดนว่าก็ทำท่าฮึดฮัดถลึงตาใส่ 

“มีแกพูดคนเดียวนี่แหละ!” พูดจบก็ย่นจมูกใส่ฉันด้วย นี่ฉันพูดความจริงแล้วมันผิดตรงไหนเหรอ  

“ถือว่าโชคดีนะที่แกมีเพื่อนอย่างฉัน เพราะคนอื่นไม่กล้าพูดไง หลอกลวงไม่น่าคบ 

“เออย่ะ!” 

“ทะเลาะอะไรกันเนี่ยสองสาว”  

เสียงอันคุ้นหูของพี่ชายฉันดังขึ้นพร้อมกับเจ้าตัวที่เดินมานั่งลงที่เก้าอี้หัวโต๊ะ (ตัวเดิมเป๊ะ) นี่มันสภากาแฟขนาดย่อมๆ ที่เราสามคนเอาไว้ใช้นั่งสุมหัวกันเลยนะเนี่ย 

“ก็ไอ้จีน่ะสิ แหกปากร้องเพลงอยู่นั่นแหละ ฉันทนรำคาญกับความหอน เอ๊ย โหยหวนไม่ไหวเลยเทศน์ซะหน่อย” ฉันตอบแบบขอไปที 

สีหน้าของจีตอนนี้คล้ายคนกำลังจะร้องไห้ บางทียัยนี่อาจจะกำลังคิดอยากไปเรียนร้องเพลงอย่างจริงจังก็เป็นได้  

“แหม ตั้งแต่โดนไอ้แอมป์จูจุ๊บเมื่อคืนนี่ดูจะอารมณ์แปรปรวนเหลือเกินนะ” พี่ขนมเข่งพูดขำๆ 

“จริงสิ! ฉันก็ลืมแซวแกเรื่องนี้ไปเลย” จีทำท่าทางกระดี้กระด๊าด้วยความตื่นเต้น มันพูดว่า ลืมแซว หมายความว่ามันรู้เรื่องนี้แล้วอย่างนั้นเหรอ เอ้อ ฉันจำได้ว่ายังไม่ได้เล่าให้มันฟังนะ แล้ว…. 

“พี่เข่ง! พี่ไปบอกมันตอนไหนเนี่ย” ฉันหันไปหาพี่ชายตัวแสบทันทีพลางหรี่ตาลงอย่างจับผิด ข่าวนี่ไวยิ่งกว่าพวกปาปารัซซี่อีกนะ 

“เมื่อ…” พี่ขนมเข่งทำสีหน้าครุ่นคิดอยู่ก่อนที่จะตอบ “อ๋อ เมื่อเช้าตอนเจอน้องจีที่หน้าคณะ 

“ฉันอุตส่าห์แกล้งลืมไปแล้วแท้ๆ” ฉันบ่นอุบ 

แล้วนี่นั่งมาจะชั่วโมงนึงแล้วยังคิดอะไรไม่ออกเลย ยิ่งคิดก็ยิ่งเจอแต่ทางตัน แอมแปร์ก็รักยัยลิงหน้าวอกหน้าตุ๊กตาลวงโลกนั่นซะเหลือเกิน ฉันยกมือขึ้นมาทึ้งหัวตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่าจนผมที่ยุ่งอยู่แล้วเป็นปกติกลับยุ่งเหยิงมากกว่าเดิม แต่นี่ไม่ใช่เวลาจะมาห่วงสวย ตอนนี้ฉันมีภารกิจที่ต้องทำ นั่นก็คือการทำให้แอมแปร์เลิกกับยัยลิงหน้าวอก จากนั้นก็ต้องทำให้เขามาเป็นแฟนฉันให้ได้… 

ว่าแต่ฉันลืมอะไรไปหรือเปล่านะ  

“เมื่อกี้ฉันเห็นไอ้ฌอห์ณแว็บๆ ไม่คิดว่าวันนี้มันจะมีแรงมาเรียน” พี่ขนมเข่งพูดขึ้น แล้วมันก็ทำให้ฉันนึกออกทันทีว่าฉันลืมอะไรไป 

ฉันต้องคอยหนีไม่ให้ไอ้บ้าหัวสีบานเย็นนั่นลวนลามน่ะสิ! 

โอ๊ย นี่สินะที่เรียกว่าดวงตกน่ะ บ้าเอ๊ย 

“มันไม่ได้อยู่แถวนี้ใช่มั้ย” ฉันถามพลางสอดส่องสายตาไปรอบๆ บริเวณนี้ด้วยความระแวง 

“เปล่า ถึงอยู่แถวนี้มันก็ไม่กล้าเข้ามาหาแกตอนฉันอยู่หรอก” คนพูดยืดอกขึ้นทันทีหลังจากพูดจบ ก็จริงนะ 

หมอนั่นคงไม่กล้าเข้ามาทำอะไรฉัน ต่อหน้าต่อตาพี่ขนมเข่งหรอก ไม่อย่างนั้นอาจไม่มีชีวิตรอดกลับไปทำเรื่องชั่วๆ ก็เป็นได้ 

“โชคดีนะเนี่ยที่เมื่อคืนแอมแปร์ไปช่วยแกทันน่ะ” จีพูดเสริม เรื่องนี้ฉันเป็นคนเล่าให้ยัยนี่ฟังเองแหละ 

“นั่นสิ” พี่ขนมเข่งพยักหน้าหงึกหงักอย่างเห็นด้วย 

ไม่รู้ทำไม พอได้ยินชื่อแอมแปร์ ฉันก็นึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืนขึ้นมาซะอย่างนั้น ไม่ใช่ตอนที่เขามาช่วยฉันนะ แต่ตอนที่… 

เฮ้อ ว่าจะลืมแล้วเชียวยัยชาเอ๊ย!  

ช่างเถอะ ยังไงฉันก็รอดมาแล้ว มาช่วยกันคิดว่าจะทำยังไงต่อดีกว่า” 

“ฉันว่า…” พี่ขนมเข่งเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็ต้องเก็บคำพูดไปเพราะเสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์ของยัยจีที่วางอยู่บนโต๊ะ ตอนนี้สายตาทั้งสามคู่มองไปที่เครื่องมือสื่อสารทรงสี่เหลี่ยมที่กำลังส่งเสียงร้องและสั่นด้วยความสนใจ แต่ฉันก็อ่านชื่อคนที่โทรเข้ามาไม่ถนัดเพราะมองจากฝั่งนี้มันกลับหัว 

ตื้ดดดครืดดดตื้ดดดครืดดดตื้ดดดครืดดด~ 

“แม่หมอ…” จีอ่านชื่อของคนที่โทรเข้ามาเบาๆ ทว่า ฉันกับพี่ขนมเข่งได้ยินชัดเจน และพร้อมใจกันเงยหน้าขึ้นไปมองเจ้าของโทรศัพท์ทันที 

“ยัยแม่หมอที่ทักฉันหรือเปล่าวะ” ฉันถามขึ้น 

“เป๊ะเลย…สะ…สวัสดีค่ะแม่หมอ” จีเงยหน้าขึ้นมาตอบ ก่อนเจ้าตัวจะคว้าโทรศัพท์ไปกดรับ มันกรอกเสียงลงไปตามสายอย่างกล้าๆ กลัวๆ 

ฉันเงียบแล้วมองจีด้วยความสงสัย เพราะหลังจากที่ยัยนั่นเอ่ยทักทายฝ่ายตรงข้ามไป มันก็ทำหน้าแปลกๆ แล้วเหลือบมองมาที่ฉัน ว่าแต่ยัยนี่ถึงกับขนาดมีเบอร์แม่หมอเลยเหรอ เหอะๆ สงสัยจะเอาไว้โทรไปนัดวันดูดวงอะไรพวกนี้ล่ะมั้ง พวกหมอดูนี่ก็ชอบมีนามบงนามบัตรเหมือนกันนะ 

“แม่หมออยากคุยกับแก…” จีพูดพร้อมกับยื่นโทรศัพท์มาให้ ฉันมองการกระทำนั้นด้วยความฉงน และยังไม่ได้รับอุปกรณ์สื่อสารมา 

“คุยกับฉัน?” ฉันเลิกคิ้วเป็นเชิงถามพลางชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง 

“เออสิ ฉันก็ไม่รู้ว่าเรื่องอะไร ถ้าให้เดาคงเรื่องดวงแกล่ะมั้ง” เรียวคิ้วของฉันเปลี่ยนเป็นขมวดกันทันทีที่คนตรงหน้าพูดจบ คราวนี้จะยัยแม่หมอนั่นทักอะไรฉันอีกล่ะเนี่ย 

ฉันรับโทรศัพท์มาในที่สุดหลังจากจีพยักพเยิดหน้าให้หลายที ก่อนที่จะพูดทักทายไปด้วยน้ำเสียงกวนประสาท “ฮาโหลววว~” 

[นังหนูใช่มั้ย] 

ไม่ใช่ค่ะ ไม่ได้ชื่อหนู”  

[…] ป๊าด! อึ้งไปเลยสิคะ หึๆ […ไม่เป็นไร ข้าว่าจะโทรมาชี้แนะบอกคำใบ้เกี่ยวกับการแก้ดวงสักหน่อย ถ้างั้นก็แค่นี้…] 

“เฮ้! หยุด!!!” 

ตึ้ง!!! 

ฉันตะโกนลั่นพร้อมกับลุกขึ้นยืน ทำให้เก้าอี้ที่ฉันนั่งล้มตึงลงไปหนอนหงายท้องอยู่กับพื้นทันที แต่ฉันก็ไม่ได้สนใจนัก เพราะสิ่งเดียวที่กำลังเรียกความสนใจทั้งหมดของฉันก็คือ คนที่กำลังพูดอยู่ปลายสายตอนนี้เท่านั้น! 

[หืม?] 

“ชาชง…คนที่เจ๊ทักว่าดวงตกยี่สิบปีไง เจ๊มีอะไรก็ว่ามา 

[นังหนู…เอ็งเรียกข้าว่าอะไรนะปลายสายถามเสียงสูง โอ๊ยยย เวลานี้ยังจะมาเรื่องมากอะไรอีกเนี่ยเจ๊  

แม่หมอค่ะ…เรียกว่าแม่หมอ” ยอมๆ ไปก่อนแล้วกัน  

[อ่อ อื้ม…ตอนนี้เอ็งเจอคนที่ข้าบอกแล้วสินะ 

ยัยเจ๊นี่มีญาณทิพย์อย่างนั้นเหรอวะ 

“ก็ใช่มั้งคะ แต่ก็ยังไม่แน่ใจ” 

[ไม่มีสิ่งใดได้มาง่ายๆ หรอก ยิ่งสิ่งนั้นมีค่าและสำคัญ 

ขอย้ำอีกครั้งว่าฉันไม่เข้าใจที่ยัยแม่หมอนี่พูดเลย ตั้งแต่ที่ครั้งนั้นที่โดนทักว่าดวงตกแล้วล่ะนะ ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมคนพวกนี้ถึงต้องพูดอะไรให้มันดูมีหลักการ และเข้าใจยากอะไรเบอร์นี้ด้วย พูดภาษาที่ฟังปุ๊บแล้วเข้าใจปั๊บไม่ได้หรือไงนะ 

“เอาล่ะค่ะ เข้าเรื่องเถอะ คำใบ้อะไรเหรอคะ” ฉันไม่อยากจะฟังเรื่องราวที่มันออกทะเลมากเท่าไรหรอกนะ 

[นี่แหละแก่นสารของเรื่อง…ถ้าเอ็งยังไม่แน่ใจ ข้าจะบอกให้ว่า เอ็งมาถูกทางแล้ว] 

“แล้ว?” 

[ก็มาถูกทางแล้วไงปลายสายย้ำพูดเดิม  

ฉันว่านะ นอกจากฉันจะไม่เข้าใจที่แม่หมอพูดแล้ว แม่หมอก็น่าจะไม่เข้าใจที่ฉันพูดเหมือนกันอะ เฮ้อ! สื่อสารกันลำบากซะจริงๆ เลย 

“คือ…หนูหมายถึง แล้วยังไงต่อ น่ะค่ะ แบบว่า เอิ่ม…มาถูกทางแล้วยังไงต่อเหรอคะ” ฉันว่ายัยแม่หมอนี่ต้องรู้เห็นทุกอย่างว่าเรื่องมันจะเป็นยังไง ฉันต้องทำอะไรบ้าง แล้วผลมันจะเป็นยังไง แต่ว่ากั๊กเอาไว้ไม่ยอมบอกอะ เพื่อให้ฉันไปผจญชะตากรรมด้วยตนเองแบบนี้ 

ไม่เชื่อลองคิดดูสิ ถ้าแม่หมอบอกฉันว่า เดี๋ยวหมาตัวนั้นจะวิ่งไล่ ฉันก็จะเดินไปทางอื่น ทีนี้ก็ไม่โดนไล่แล้ว… เฮ้อ! แต่ความจริงก็คือ ไม่มีสิ่งไหนได้มาง่ายๆ สินะ อ๊ะ! ฉันเข้าใจที่แม่หมอพูดเมื่อกี้แล้วล่ะ 

[เอ็งนี่ได้คืบจะเอาศอกนะ] 

“ก็ตอนนี้มันตัน คิดไม่ออกจริงนี่คะแม่หมอ” ฉันจีบปากจีบคอพูด 

[ข้าจะใจดีใบ้ให้อีกเรื่องก็ได้นะดีจริง บริการฟรีไม่คิดเงินแบบนี้น่ะ หึ! 

“ความจริงใบ้ทุกเรื่องก็น่าจะ…” 

[โลภมากมักลาภหายนะนังหนูเอ๊ย 

ฉันตั้งใจถอนหายใจอย่างแรงให้แม่หมอได้ยิน แต่นั่นก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย เพราะนอกจากแม่หมอเหมือนจะไม่สนใจฉันแล้ว แกยังพูดขัดขึ้นยืนยันที่จะให้อีกเพียงคำใบ้เดียวเท่านั้น 

[คำใบ้ก็คือ…แฟนเขา] 

โอ๊ย รู้แล้วน่าว่าต้องเป็นแฟนหมอนั่นให้ได้ถึงจะหายดวงตกน่ะ” ฉันเผลอเหวี่ยงใส่ปลายสายด้วยความโมโหและลืมตัว ไอ้เราก็อุตส่าห์ลุ้น พูดมาสองพยางค์ ที่รู้ๆ กันอยู่แล้ว เฮอะ! 

[เมื่อกี้ข้าพูดว่าอะไรนะ เหมือนข้าจะลืมอะไรไป] 

“จะไปรู้มั้ยล่ะคะ ก็บอกมาว่าแฟนเขาๆ เอ๊ะ หรือว่า…” แฟนเขา ที่แม่หมอบอกจะหมายถึงแฟนของเขา หรือก็คือแฟนของแอมแปร์  

ซึ่งนั่นก็คือ… 

ยัยลิงหน้าวอกหน้าตุ๊กตาแอ๊บแบ๊วจอมลวงโลก! (<< ยาวไป) 

[ข้ารู้แล้ว! ข้าพูดตกไป ความจริงก็คือ เอ๊ย! คำใบก็คือ แฟน สวม เขา] 

หา?” ฉันถึงกับหลุดอุทานเสียงสูง ไม่เข้าใจอะนี่บอกเลย 

เดี๋ยวนะ! 

ยัยพิมมี่? 

ฉันเก็ตไอเดียขึ้นมาทันทีเมื่อหน้าขาวๆ ของยัยลิงหน้าวอกนั่นแว็บเข้ามาในหัว ยัยพิมมี่สวมเขาให้แอมแปร์ ยัยนั่นต้องมีอะไรชั่วร้ายปิดบังอยู่แน่ๆ 

หึๆ เธอเสร็จฉันแน่ยัยลิงหน้าวอก! 

[ข้าคิดว่าเอ็งฉลาดพอที่จะเข้าถึงคำใบ้ของข้า ไว้คุยกันใหม่เมื่อข้าต้องการ… 

ติ๊ดๆ ๆ ๆ 

ฉันยกโทรศัพท์ออกจากหูทันทีเมื่อได้ยินเสียงตัดสัญญาณไปของแม่หมอ จากนั้นก็เดินตัวลอยกลับมานั่งเก้าอี้ที่เดิมซึ่งไม่รู้ว่าใครเป็นคนเก็บมันตั้งขึ้นให้ 

“เกิดอะไรขึ้นวะไอ้ชา” พี่ขนมเข่งถามพลางเอาศอกตั้งกับโต๊ะแล้วเท้าคาง ฉันยื่นโทรศัพท์คืนให้จีที่ทำหน้าอยากรู้ไม่แพ้กับพี่ชายของฉันสักเท่าไร กลอกนัยน์ตาสบกับทั้งสองคนสลับกันอยู่สองสามครั้ง ถึงได้ตัดสินใจเล่าให้ฟัง 

แม่หมอให้คำใบ้มาน่ะ เขาบอกว่าแอมแปร์โดนยัยลิงหน้าวอกสวมเขาอยู่” 

ถึงว่าสิ… 

โดนสวมเขาอยู่นี่เอง 

ฉันไม่แปลกใจเลยที่เขาค่อนข้างไม่ฉลาด แล้วก็หลงยัยนั่นจนโงหัวไม่ขึ้นขนาดนี้ ยัยพิมมี่นี่มันร้ายกาจมากเลยนะ ฉันรู้สึกรังเกียจยัยนั่นมากกว่าเดิมหลายล้านเท่าเลยล่ะ แล้วก็ชักจะสงสารแอมแปร์ขึ้นมาตงิดๆ แล้วด้วยแฮะ คงจะรู้ไม่เท่าทันมารยาหญิงของแฟนตัวเองสินะ  

“ยัยนั่นมีกิ๊กเหรอ” จีเบิกตาโพลง 

“พี่ว่าชู้มากกว่ากิ๊กว่ะ” พี่ขนมเข่งพูดขึ้นด้วยท่าทางสบายๆ พี่ชายฉันนี่ยังไงนะ เดี๋ยวก็ผีเข้าผีออก ทีเมื่อคืนยังทำท่าไม่อยากจะเชื่อที่ฉันพูดอยู่เลย 

แรงอะแรงมาก” จีหันไปพูดเสียงแหลมใส่พี่ขนมเข่ง รายนั้นก็หัวเราะออกมาเล็กน้อย 

“จะอะไรก็ช่างเถอะ งานนี้ฉันต้องทำให้แอมแปร์รู้ธาตุแท้ของยัยนั่นให้ได้ หึๆ” ฉันยิ้มอย่างชั่วร้ายก่อนจะหยิบโทรศัพท์ของตัวเองออกมา กดไปที่เบอร์ของแอมแปร์แล้วโทรออกทันทีโดยไม่รั้งรอ คือฉันขอเบอร์เขามาจากพี่ขนมเข่งเมื่อนานมาแล้วน่ะ 

“โทรหาใครวะ” พี่ชายฉันทำคิ้วผูกกันพร้อมกับมองมาด้วยความอยากรู้ 

ฉันทำเพียงยิ้มตอบกลับไปโดยไม่พูดอะไร พลางหูก็ตั้งใจฟังเสียง ตื้ดดดเพื่อรอให้เจ้าของเบอร์รับสายอย่างใจจดใจจ่อ  

แอมแปร์…  

งานนี้นายต้องขอบคุณฉันแน่ที่ทำให้นายตาสว่าง! 

“น้องสาวพี่มันต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ นั่งยิ้มคนเดียวก็เป็น” เสียงกระซิบของยัยจีที่บอกพี่ขนมเข่งมันลอยมาเข้าหูฉันโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่ฉันก็แค่หันไปมองยัยนั่นตาเขียวเท่านั้น และนั่นก็เพราะตอนนี้แอมแปร์รับสายแล้วน่ะสิ 

[ฮัลโหลน้ำเสียงนิ่งๆ เรียบๆ ที่ดังมาตามสายนั่นทำให้ฉันนึกหน้าเขาตอนพูดออกเลยล่ะ 

“นี่ฉันเองนะ” 

[เสียงคุ้นๆ นะครับ…ฉันไหนครับ 

ถ้ารู้ว่าเป็นฉัน เขาคงจะไม่พูดคำว่า ครับ สินะ  

“ชาชงไง ขอบคุณที่อุตส่าห์คุ้นเสียงฉันนะ 

 […] เงียบไปแล้วววหมอนั่นคงต้องคิดอยู่แน่ๆ ว่าฉันโทรไปทำไม หรือไม่ก็เอาเบอร์เขามาจากไหน แต่เขาก็น่าจะเดาถูกว่าฉันเอามาจากพี่ขนมเข่งล่ะมั้ง 

“เอ่อ…” 

[…] 

เงียบนานไปมั้ยเนี่ย เฮ้อ! 

“ไม่พูดอะไรหน่อยเหรอ” ฉันถามหยั่งเชิง เผื่อเขาจะอยากรู้ขึ้นมาบ้างว่าฉันโทรไปทำไม ที่นี้ล่ะ! ฉันก็จะแฉยัยลิงหน้าวอกให้เละไม่เป็นท่าเลย โฮะๆ  

[อืม…] 

ติ๊ด 

“คือ...!” ฉันอ้าปากพะงาบๆ ทันทีด้วยความช็อก แอมแปร์ตอบแค่ อืม กลับมาคำเดียว แล้วตัดสายทิ้งด้วยความรวดเร็ว 

อ๊ากกก นายมันร้ายกาจเหมือนแฟนนายไม่มีผิด 

กล้าตัดสายฉันทิ้งได้ยังไง! 

“ไอ้บ้าเอ๊ย! ปล่อยให้โง่อย่างนี้ต่อไปดีมั้ยเนี่ย!” ฉันโวยวายด้วยความเจ็บใจ ซึ่งพอคิดไปคิดมาก็คงไม่ดีแน่ เพราะถ้าไม่ช่วยเขา ฉันก็จะไม่หายดวงตกเหมือนกัน นี่ชาติที่แล้วฉันไปทำเวรทำกรรมอะไรร่วมกับหมอนี่มานะ ชาตินนี้ถึงได้หนีกันไม่พ้นแบบนี้ ฮึ่ย! 

หึๆ” พี่ขนมเข่งหัวเราะในลำคอก่อนหันไปพูดกับยัยจีว่า “พี่รู้แล้วว่ามันโทรหาใคร 

“จีว่าจีเองก็รู้แล้วเหมือนกันค่ะ” จียิ้มแหย  

ทางด้านฉันก็ได้แต่ทำหน้าเหวี่ยงใส่ทั้งสองคน  

“แกโทรหาไอ้แอมป์ใช่มั้ย” พี่ขนมเข่งหันกลับมาจ้องฉันเขม็ง 

“ก็ใช่อะดิ” 

“มันตัดสายทิ้งใช่มั้ย” 

“โห! พี่เข่งมาสิงอยู่ในโทรศัพท์ฉันหรือเปล่าเนี่ย” ฉันพูดประชดให้กับความรู้ทันของพี่ชายตัวเอง นี่ถ้าแอมแปร์ฉลาดได้สักครึ่งหนึ่งของพี่ขนมเข่งล่ะก็นะ ฉันคงไม่ต้องลำบากอะไรมากเลย เฮ้อออ  

“ทำแบบนี้แสดงว่า หมอนั่นไม่อยากคุยกับแกชัวร์เลย” จีเสนอความเห็น 

ฉันรู้แล้วน่า ทำไงดีล่ะทีนี้” ฉันพูดเสียงอ่อยอย่างจนปัญญา 

“แกก็ไปบอกมันด้วยตัวเองสิ” พี่ขนมเข่งเสนอทางออก พร้อมกับเอื้อมมือมาผลักฉันเบาๆ จนตัวฉันโยกไปตามแรงนั่นเล็กน้อย 

“งั้นเย็นนี้…” ฉันกำลังจะบอกว่า เย็นนี้จะไปเจอแอมแปร์ที่ริกกี้เวย์ แต่ก็ต้องถูกขัดขึ้นด้วยบางประโยคจากคนรู้ทันคนที่สองเข้าซะก่อน 

“ต่อให้แกไปบอกแอมแปร์ทุกวัน เขาก็ไม่เชื่อหรอก” จีเอ่ยบอกด้วยเสียงจริงจังก่อนเงียบไปครู่หนึ่ง สีหน้าเหมือนกำลังคิดอะไรสักอย่าง ไม่นานนักมันก็พูดต่อ “ฉันว่าแกต้องหาหลักฐานมัดตัวยัยพิมมี่”  

พูดจบเจ้าตัวก็เก๊กหน้าสวยขึ้นมาทันที  

ฉันชะงักนิ่งไปทันทีเมื่อรู้ว่าต้องเจอกับอะไร และต้องทำอะไรบ้าง ให้ตายสิ ไม่อยากจะเฉียดเข้าไปใกล้ยัยผู้หญิงสองหน้าคนนั้นเลยจริงๆ แต่ทำไงได้อะ อยากได้แฟนเขาก็ต้องทำความรู้จักเอาไว้เยอะๆ สินะ! พอพูดแบบนี้แล้วฉันดูเป็นนางร้ายเลยแฮะ แต่ความจริงแล้วฉันเป็นคนดีมากๆ เลยนะ เชื่อสิ  

“เฮ้อ! ไม่อยากจะคิดเลยจริงๆ ว่าน้องพิมมี่สุดสวยแฟนไอ้แอมป์จะเป็นคนไม่ดีได้น่ะ” พี่ขนมเข่งพูดก่อนที่จะส่ายหัวเบาๆ 

“พูดอย่างนี้แสดงว่า พี่เริ่มเห็นด้วยกับฉันแล้วใช่มั้ย” ฉันทำตาเป็นประกายให้พี่ชายตัวเองทันทีด้วยความดีใจ 

ก็มีน้องสาวคนเดียวนี่ครับ ไม่เชื่อน้องจะให้ไปเชื่อแมวที่ไหนล่ะ อีกอย่างนะ ฉันเห็นแกมาตั้งแต่ออกจากท้องแม่ ฉันรู้ดีว่าแกเป็นคนยังไง ไอ้ชาน้องเข่ง” รอยยิ้มกว้างๆ ของพี่ชายฉันนั่น ถ้ามองให้ดีก็ขนลุกยังไงก็ไม่รู้ แต่ถ้ามองเผินๆ ก็ดูรักน้องดีนั่นแหละ  

ซึ้งจัง” จีทำตาเยิ้มและสีหน้าเคลิ้มฝันกับประโยคที่พี่ขนมเข่งพูดจนฉันรู้สึกหมั่นไส้ขึ้นมาทันที ฉันเป็นน้องสาวแท้ๆ ยังซึ้งไม่เท่ามันเลยเนี่ย  

“พูดอะไรเลี่ยนๆ ฉันจะเป็นเบาหวานเอา” ฉันแกล้งทำเป็นไม่รู้สึกรู้สาอะไร นั่นก็เพื่อกลบเกลื่อนความดีใจที่เอ่อล้นขึ้นมาอยู่นิดๆ และถ้าไม่ได้เกิดมาเป็นน้องสาวของผู้ชายคนนี้ ฉันคงเสียใจแย่เลยล่ะ 

“เออๆ วันหลังฉันจะเกลียดแก ไอ้ชงชา ไอ้น้องไม่รักดี งอนโว้ย!” พี่ชายคนดีของฉันโวยวายก่อนที่จะลุกขึ้นเดินหนีออกไปจากร้าน ซึ่งฉันก็ไม่ได้คิดจะตามเขากลับมาหรอกนะ 

“บทจะเป็นเด็กน้อยขึ้นมาก็เหมือนซะเหลือเกิน” ฉันพูดเสียงเนือย ก่อนหยิบแก้วชาเย็นขึ้นมาดูดจ๊วบๆ เพื่อดับกระหาย  

“แกไม่ตามไปง้อพี่เข่งหน่อยเหรอ” จีถามขณะหันไปทอดสายตามองทางที่พี่ชายฉันเดินออกไป แต่ว่าตอนนี้เขาเดินเลี้ยวหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้เหมือนกัน  

“ไม่อะ พี่เข่งก็แกล้งงอนไปงั้นแหละ ฉันว่าตอนนี้เรามาวางแผนกระชากหน้ากากยัยลิงหน้าวอกกันดีกว่า” ฉันพูดด้วยสีหน้าท่าทางมุ่งมั่น ยิ่งทำภารกิจนี้สำเร็จเร็วแค่ไหน ฉันก็จะหายซะ… 

กริ้ง! 

ซ่า!~ 

…ซวยเร็วขึ้นเท่านั้น 

อื้ม! 

ว๊ายแก ฉันขอโทษ” เพื่อนสนิทฉันอยู่ในอาการตกใจ  

คืองี้ จีเอื้อมมือไปหยิบกระเป๋าที่เก้าอี้อีกตัว หากแต่จังหวะที่ยกมันข้ามเหนือโต๊ะขึ้นมานั้น สายมันดันไปเกี่ยวเข้ากับแก้วน้ำเปล่าของเจ้าตัว แล้วไอ้แก้วโง่ๆ นั่นมันก็เสือกล้มมาทางฉัน…. ใช่ค่ะ น้ำเปล่ากับน้ำแข็งที่อยู่ในแก้วพากันไหลลงจากโต๊ะมาสู่ขาของฉันด้วยความรวดเร็วพอๆ กับน้ำป่าไหลหลาก 

บ้าเอ๊ย 

มันเป็นการย้ำเตือนว่า ให้ฉันรีบทำให้แอมแปร์มาเป็นแฟนให้เร็วที่สุดเลย พูดแล้วเหมือนเป็นเรื่องบ้าบอ แต่ฉันเชื่อโดยสนิทใจแล้วล่ะว่า ตอนนี้ชาชงผู้น่าสงสารกำลังเผชิญช่วงดวงตกจริงๆ  

“ฉันว่าเราไปที่อื่นกันเถอะ” ฉันพูดพร้อมกับยืนขึ้น ก่อนที่จะหยิบกระเป๋าเป้ของตัวเองขึ้นมาสะพายไหล่ข้างเดียว 

“แกโกรธฉันเหรอ” จีทำหน้าสำนึกผิด 

เปล่า…ฉันเย็นขา” พูดจบก็เดินนำออกมาทันทีโดยไม่รอยัยจีที่ทำหน้าโล่งอกแล้วรีบลุกขึ้นเดินตามมา 

“ดีนะที่เป็นน้ำเปล่า ถ้าเป็นกาแฟล่ะก็ ต้องไปล้างในห้องน้ำแน่” ฉันบ่นอุบ ส่วนคนต้นเหตุก็เดินคอตกอยู่ข้างๆ โดยไม่พูดอะไร “เออ แล้วนี่แกจะกลับบ้านเลยหรือเปล่าอะ”  

ฉันหยุดเดินแล้วหันไปถามจี คนโดนถามเงยหน้าขึ้นมาหลังจากก้มหน้าคล้ายกำลังมองหาเศษเหรียญที่พื้นอยู่นาน เจ้าตัวทำหน้าครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนตอบ 

“กลับเลยก็ดีเหมือนกัน แต่ถ้าแกยังไม่กลับฉันอยู่เป็นเพื่อนก่อนก็ได้” 

“ยังหรอก เดี๋ยวรอพี่เข่งเรียนอีกวิชานึง เลิกเย็นๆ นั่นแหละ…แกกลับไปก่อนดีกว่า อีกนานเลย” ฉันยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดู พบว่าตอนนี้เป็นเวลาบ่ายโมงเท่านั้น วันนี้ฉันกับยัยจีมีเรียนแค่ตอนเช้าเหมือนกัน เพราะงั้นเราเลยว่างตอนบ่ายยาวเลย 

“กลับไปก็ไม่รู้จะทำอะไร อยู่กับแกก่อนดีกว่า”  

 เมื่อจียืนยันแบบนั้น ฉันเลยพยักหน้าเข้าใจพร้อมกับก้าวเดินต่อ ว่าแต่ฉันจะเดินไปไหนเนี่ย ยังไม่มีจุดหมายเลย แล้วนี่ก็ถึงลานจอดรถของนักศึกษาแล้วด้วย  

“เฮ้ยแก! นั่นมันฌอห์ณไม่ใช่เหรอ” เสียงของจีพร้อมกับมือของเจ้าตัวที่ชี้ไปยังที่หนึ่งในลานจอดรถเรียกให้ฉันหันไปมองทันที 

“ท่าทางลับๆ ล่อๆ น่าสงสัยชะมัด” ฉันตั้งข้อสังเกตขณะกำลังหรี่ตาลงมองผู้ชายหัวสีบานเย็น  

จีพยักหน้าเห็นด้วย  

“นั่นสิ” 

หมอนั่นยืนพิงรถคันหนึ่งอยู่ พลางมองซ้ายมองขวาราวกับกลัวใครจะมาเห็น ถึงฉันจะอยู่ไม่ไกลจากเขามากนัก แต่เขาก็ไม่เห็นหรอก นั่นเพราะฉันกับจียืนอยู่ที่มุมตึกน่ะสิ แต่จากตรงนี้มองเห็นหมอนั่นชัดเจนเลยล่ะ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ ซึ่งน่าจะเป็นฝีมือพี่ชายฉันแน่ๆ ตรงดั้งมีปลาสเตอร์ยาปิดแผลไว้ ถึงว่าสิ พี่ขนมเข่งบอกว่ายังกระทืบไม่สะใจ เพราะสภาพไอ้บ้านั่นยังไม่เรียกว่า เละ ไงล่ะ 

“แล้วแกไปเคยเจอหรือรู้จักหมอนั่นตอนไหนอะ” ฉันหันมามองคนข้างๆ ด้วยความสงสัย 

“ความจริงเคยเห็นหมอนี่ในมอนานแล้วนะ ใครๆ ก็รู้กันทั่วว่าเขาไม่ค่อยถูกกับแอมแปร์ มีแต่แกนั่นแหละที่ทำตัวเหมือนไปอยู่หลังเขามา”  

ฉันอยากบีบคอยัยนี่จริงๆ เลย สรุปว่ามีฉันคนเดียวใช่มั้ยที่ไม่รู้จักคนพวกนี้น่ะ ทั้งแอมแปร์ ทั้งฌอห์ณ  

เฮ้ย! นั่นมันรถแอมแปร์นี่” ฉันเบิกตากว้างทันทีเมื่อนึกขึ้นมาได้ รีบหันกลับไปมองตรงที่ฌอห์ณยืนอยู่อีกครั้งก็พบว่า รถคันที่เขาพิงอยู่นั้นเป็นคันเดียวกับที่ฉันโดนบังคับให้นั่งกลับไปบ้านเมื่อคืนนี้  

ใช่ชัวร์ ไม่ผิดแน่! 

“แกจำผิดหรือเปล่า” จีถามเสียงสูง 

“ไม่ ฉันจำดะ…หลบเร็ว” ยังไม่ทันที่ฉันจะพูดจบก็เหมือนฌอห์ณจะมองมาทางนี้พอดี ฉันรีบดึงยัยจีให้หลบมาที่ด้านหนึ่งของตึกด้วยความรวดเร็ว หวังว่าหมอนั่นคงไม่เห็นเราสองคนนะ 

ใจหายหมดเลย” จียกมือขึ้นมากุมไว้ที่หัวใจของตัวเอง ก่อนถอนหายใจออกมาเบาๆ 

“ไอ้บ้านั่นมันต้องทำเรื่องไม่ดีแน่ๆ เลยอะ” ฉันพูดขึ้นก่อนที่จะค่อยๆ โผล่หัวออกไปมองอีกครั้ง แต่ก็ไม่พบเขาอยู่ตรงนั้นแล้ว “หายไปซะแล้ว เร็วชะมัด!”  

เป็นอย่างที่ฉันบอกนั่นแหละ ไอ้หัวสีบานเย็นนั่นหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้ ฉันลองกวาดสายตามองไปทั่วบริเวณลานจอดรถ แต่ก็ไม่พบแม้แต่เงาของฌอห์ณอยู่ในนั้น  

มันต้องทำอะไรสักอย่างกับรถแอมแปร์แน่ๆ” จีเสนอความเห็น ซึ่งมันก็เหมือนกับที่ฉันคิดเอาไว้เป๊ะ 

“ไปดูกันเถอะ”  

ฉันดึงแขนจีให้เดินตามมาด้วยกัน จนกระทั่งมาถึงบริเวณที่รถของแอมแปร์จอดอยู่ในที่สุด ทว่า เรากลับก็ไม่พบความผิดปกติใดๆ  

“ไม่เห็นมีเฮ้ย!” 

พอสายตาของฉันเหลือบลงไปยังล้อรถเท่านั้นแหละ ได้เรื่องเลย  

ไอ้บ้านั่นแกล้งปล่อยลมยาง” ฉันบอกเพื่อนสนิทขณะเพ่งไปยังล้อรถอีกครั้ง เพื่อความแน่ใจว่าไม่ได้ตาฝาดแล้วมโนว่ายางมันแบนไปเอง ความร้อนใจทำให้ฉันเดินวนรอบรถเพื่อให้เห็นล้อทั้งสี่ และสิ่งที่ได้พบก็คือ รถคันนี้โดนปล่อยลมยางออกทั้งหมดเลย  

ฌอห์ณ…นายมันหมาลอบกัดจริงๆ เลยนะ! 

“ทำอะไรน่ะ!” เสียงแหลมของใครบางคนดังขึ้น เรียกให้ฉันกับจีหันไปมองคนมาใหม่ 

“ยัยนี่หน้าคุ้นๆ แฟนแอมแปร์ใช่มั้ย” จีหันมากระซิบถาม  

“ใช่ แฟนแอมแปร์ แต่คงเป็นได้อีกไม่นาน” ฉันตอบเสียงดัง พลางสายตาก็จ้องหน้าพิมมี่ที่เพิ่งเดินเข้ามาอย่างจงใจยั่วโมโหไปด้วย  

“มั่นหน้าตัวเองนักนะ คิดเหรอว่าจะแย่งเขาไปได้น่ะ” พิมมี่ขยับตัวเข้ามาใกล้ฉันพร้อมกับพูดด้วยเสียงลอดไรฟัน แหม ช่างจิกกัดซะเหลือเกินนะ แต่คนอย่างชาชงไม่กลัวหรอกย่ะ 

“เธอมันร้ายอย่างนี้เองหรอกเหรอ!” จีแว้ดขึ้นทันทีเหมือนจะทนไม่ไหว หลังจากยัยนี่ได้เห็นสีหน้าและท่าทางนางร้ายของพิมมี่ 

“แกเป็นใคร...อ๋อ เพื่อนเธอสินะชาชง แล้วนี่พากันมาทำอะไรที่รถแอมป์ล่ะเนี่ย” พิมมี่ดัดจริตพูดพลางมองสำรวจรถของแฟนตัวเอง ก่อนที่สายตาของหล่อนจะเลื่อนลงไปยังล้อรถจนได้ “นี่เธอสองคนคิดจะแกล้งฉันกับแอมป์อย่างนั้นเหรอ”  

พิมมี่จ้องฉันตาไม่กะพริบ  

“ฉันกับเพื่อนไม่ทำเรื่องบ้าๆ แบบนี้หรอก ปัญญาอ่อน!” ฉันกระแทกคำว่า ปัญญาอ่อน เข้าที่หน้าของพิมมี่เต็มๆ จนอีกฝ่ายหน้าเสียไปเล็กน้อย แต่ก็เพียงครู่เดียวเท่านั้นแหละนะ เจ้าตัวรีบปรับสีหน้าเป็นขึงขังเหมือนเดิม 

“เธอไม่รอดแน่ หลักฐานมัดตัวขนาดนี้ หึ!” พิมมี่เอ่ยเสียงลอดไรฟันอีกครั้ง ก่อนที่ฉันจะได้ยินเสียงของใครบางคนดังขึ้น ครั้นพอเลื่อนสายตามองไปยังด้านหลังของผู้หญิงตรงหน้า ก็พบกับแอมแปร์ที่กำลังเดินหน้าเครียดเข้ามาทางนี้ 

“แอมแปร์” ฉันเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา รู้ทันทีเลยว่า เมื่อเขาเดินมาถึง ฉันจะต้องเจอเรื่องประสาทแดกอะไร… 

“มีอะไรกัน” แอมแปร์ถามเสียงเรียบ ก่อนดึงแขนพิมมี่ให้ถอยหลังกลับไปยืนข้างๆ ตัวเอง นัยน์ตาคมจ้องมองฉันกับจีเหมือนเราสองคนไปทึ้งหัวยัยลิงหน้าวอกนั่น 

“เอ่อ…คือว่า” พิมมี่ตีหน้าเศร้าแล้วแกล้งทำอ้ำๆ อึ้งๆ 

เธอสองคนมาทำอะไรกันตรงนี้” แอมแปร์ถามพวกเราอย่างไม่ไว้ใจ เขามองฉันกับจีสลับกัน ก่อนที่ดวงตาคู่นั้นจะมาหยุดลงที่ฉันด้วยการจ้องอย่างหาเรื่อง 

ฉันมีเรื่องจะบอกนาย” ที่พูดไปนั่นก็คือตั้งใจจะบอกเรื่องที่ฌอห์ณปล่อยลมยางรถเขาออกนั่นแหละ หากแต่กลับถูกขัดขึ้นซะก่อน 

“จะไปไหนก็ไป อย่ายืนเกะกะ ฉันจะถอยรถออก” 

คงถอยไม่ได้หรอกค่ะแอมป์ ก็สองคนนี้เขาเล่นปล่อยลมยางออกหมดแล้ว” พิมมี่แสร้งพูดเสียงเศร้า แหม ฉันล่ะอยากจะกระโจนเข้าไปเขย่าตัวยัยนี่ซะจริงๆ เลย 

“พูดอะไรหน่อยสิแก บอกไปสิว่าเราไม่ได้ทำ” จีกระซิบข้างๆ หูฉันให้ได้ยินกันแค่สองคน 

ฉันต้องบอกความจริงใช่มั้ย 

แล้วเขาจะเชื่อฉันเหรอ 

“…” 

“เราสองคนไม่ได้ทำนะ!” เมื่อเห็นว่าฉันยังคงยื่นเงียบอยู่ จีก็เลยตัดสินใจบอกเอง แต่ดูเหมือนมันจะล้มเหลวนะ 

“ไม่จริงค่ะ มี่เห็นกับตาว่าสองคนนี้กำลังช่วยกันปล่อยลมยาง แต่มี่ห้ามไม่ทัน มาถึงพวกนี้ก็ทำเสร็จแล้ว 

เห็นกับตา 

สาบานมั้ยล่ะว่าพูดจริงน่ะ เฮอะ! 

“เหรอ” แอมแปร์หันไปถามพิมมี่อย่างไม่อยากจะเชื่อ ทว่า ก็ดูเขาจะเชื่อสนิทใจนะ เพราะตอนนี้เขาหันกลับมาจ้องฉันอย่างไม่เป็นมิตรอีกแล้ว  

แววตาของคนโง่มันก็เป็นแบบนี้แหละ! 

แค่มองตาเขา ฉันก็รู้แล้วว่าเจ้าตัวกำลังคิดอะไรอยู่ เขาไม่เชื่อว่าฉันกับจีไม่ได้ทำ ใช่ เขาเลือกที่จะเชื่อแฟนตัวเอง ซึ่งจริงๆ เขาก็ทำถูกแล้วแหละที่เชื่อคำพูดของแฟนตัวเองมากกว่าฉันคนที่ตั้งใจจะทำให้พวกเขาเลิกกันน่ะ ถ้าดูจากสถานะของยัยพิมมี่กับฉันแล้ว คำพูดของฉันมันดูเบาไม่มีน้ำหนักยิ่งกว่าปุยนุ่นซะอีก เหอะๆ  

“จะแก้ตัวอะไรกันอีกมั้ย” น้ำเสียงเย็นเยียบของแอมแปร์ที่ดังขึ้นอีกครั้งทำให้ฉันหลุดจากภวังค์ความคิด 

“พูดไปก็เท่านั้น ในเมื่อนายมันโง่ งี่เง่า เชื่อแฟนตัวเองมากกว่า” 

“แล้วจะให้ฉันเชื่อ คนอื่น อย่างเธอมากกว่างั้นเหรอ” คำถามของเขาเปรียบเหมือนมีคนเอามีดนับสิบเล่มมาทิ่มลงที่กลางใจฉันเลยล่ะ จี๊ดๆ แฮะ  

คนอื่น อย่างฉันน่ะ ไม่มีทางทำให้เขาเชื่อได้จริงๆ สินะ 

“ฉัน ไม่ ได้ ทำ” ฉันเอ่ยช้าๆ อย่างชัดถ้อยชัดคำ 

“ในเมื่อพิมมี่เห็นเองกับตา ฉันคงเชื่อเธอไม่ได้หรอก” 

แล้วนายเห็นเองกับตาหรือไง!” ฉันตะโกนถามใส่หน้าเขาด้วยความโมโห คิดไว้อยู่แล้วว่าเขาต้องไม่เชื่อ แล้วอย่างนี้เมื่อไหร่ภารกิจของฉันจะสำเร็จล่ะเนี่ย เฮ้อ! 

“…” แอมแปร์นิ่งไปทันทีเมื่อเห็นท่าทางโกรธเกรี้ยวของฉัน  

ปึก! 

ฉันเข้าไปผลักหน้าอกของแอมแปร์เต็มแรงจนเขาเซไปเล็กน้อย สุดท้ายก็ไม่วายเดินกระแทกไหล่เขาก่อนหนีออกมาจากตรงนั้นด้วย  

“ฮึ่ย” 

“อ้าวเฮ้ย! รอด้วยสิไอ้ชา!” เสียงจีจะโกนไล่หลังพร้อมกับรีบตามมาไม่ห่างกันนัก  

นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย ตั้งใจจะหาทางจับผิดยัยลิงหน้าวอกนั่น เพื่อหาหลักฐานมากระชากหน้ากากใสซื่อออก แต่ยังไม่ทันจะคิดได้ว่าต้องทำยังไง ก็ดันมาโดนยัยบ้านั่นเล่นงานด้วยการใส่ร้ายก่อนซะได้ แอมแปร์ยิ่งต้องเกลียดฉันมากกว่าเดิมแน่ๆ มันน่าเจ็บใจชะมัด เหอะ ช่างแม่งก่อนแล้วกัน หัวเราะร่าไปก่อนเถอะยัยลิงหน้าวอก… 

เล่นกับใครไม่เล่นมาเล่นกับชาชง 

แล้วจะรู้ว่าหัวเราะทีหลังมันดังกว่า! 

 











- TO BE CONTINUED -



 

 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 23 ครั้ง

1,256 ความคิดเห็น

  1. #1231 yoonwora (@-sasimaporn15) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2559 / 09:02
    โอ้ยย ยัยพระเอกคนโง่ ชาชงสู้ๆ
    #1231
    0
  2. #1196 Nuch :3 (@chawannuch) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2558 / 10:46
    แอมมมมมป์ รู้ความจริงซักที่ 
    อ่านต่อค่าาา
    #1196
    0
  3. #1181 มิเกลล์ (@miigalz) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2558 / 17:47
    ไม่ชอบพิมมี่เลยยย แอ๊บใสๆแบบนี้น่ากลัวมาก =_=+
    #1181
    0
  4. #1121 TiNa (@chorz) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 16 เมษายน 2557 / 18:09
    อย่าให้เจอนะ ยัยพม่า!!!
    #1121
    0
  5. #1077 ✗ MON(S)T ✗ TOEI ♈ (@minietoei) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 5 มกราคม 2557 / 11:33
    แอมป์โง่ะอ่ะ -o- ยัยพม่านี่ก็ตอจัง -.-
    รอเวลาชาชงแก้แค้นพิมมี่กับแอมป์
    จะหัวเราะจนฟันร่วงเลย! 5555555
    #1077
    0
  6. #1025 radioactive (@bto3y) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2556 / 21:13
    อ๊ากกกกซ์ นังพม่า ร้ายจริงๆนะแก๊ ! 
    #1025
    0
  7. #1003 Palaioyy (@palaioyy) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2556 / 01:08
    น้องชาของพี่เข่ง อร๊ายยย  55555555 จัดการยัยพม่าให้น่วมเลยนะชงชา ไฟท์ๆ 
    #1003
    0
  8. #982 O-pfong (@twebty) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2556 / 19:47
    นางเอกเป็นคนเข้มแข็งมากอ่ะ สู้ๆแย่งมาจากยัยพม่าให้ได้นะ!
    #982
    0
  9. #478 ICCube (@naonic37) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2556 / 22:56
    ยัยมี่ร้ายจริงๆ 
    #478
    0
  10. #383 khun_pc (@khunpc03) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2556 / 18:08
    ก๊าก!แผนพี่ขนมเข่ง
    #383
    0
  11. #347 sonia (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 27 มิถุนายน 2556 / 21:42
    พม่าน่าตบค้าาาาาาาาา

    FC. พี่เข่งค่าาาาาาาาาาาา
    #347
    0
  12. #302 Sweet _Juicy (@sweet_juicy) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2556 / 23:06
    ให้แอมป์ฉลาดมั้งก้อได้ โง่เกินไปจริงๆ โง่มากเถอะ
    #302
    0
  13. #170 fate heria ^o^ (@fate14498) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2556 / 11:38
    "โง่มาก"
    เอาคำนี้ไปเลยแอมเเปร์ แกมันโง้จริงๆ
    ถ้าโง่ขจาดนี้นะ =_= เดาว่าพิมมี่ไปเป็นชู้กะหัวกะหล่ำแน่ๆ
    กร๊าดกดดดดดดดด
    โมโหแอมแปร์สุดโง่แล้วนะ!!!
    #170
    0
  14. #152 Bєŋź (@benz4) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2556 / 16:32
    ยัยพม่า ว๊ากกกกกกกก >[]<
    #152
    0
  15. #151 seungeun (@seungeun) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2556 / 10:09
    หมั่นไส้พิมมี่่ ไรเตอร์อัพไวๆนะคะ
    #151
    0
  16. #150 Immii Thongparkasit (@immiicake) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2556 / 21:39
    อัพเถอะ ใจจะขาดแล้ว
    #150
    0
  17. #149 **Jang-Sinyuan** (@yodnam-namyod) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2556 / 14:09
    สนุกมากจ้ะ ><
    #149
    0
  18. #148 B2UTY_KUNGKING (@123548) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2556 / 19:07
    พิมมี่น่าจับมาตบๆๆๆๆ น่าหมั่นไส้วะ
    #148
    0
  19. #147 heartless girl (@yokandmom) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2556 / 16:26
    ชอบชาชงมากๆ ชาชงสู้ๆน้า

    อัพไวๆน้ารออ่านอยู่จร้า
    #147
    0
  20. #145 Zer Mis Bua (@zermisbuajun) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2556 / 21:39
    อยากจับเเแมแปร์มาต่อยซ้าย ต่อยขวา เเล้วบอกว่า "หัดฟังคนอื่นเขามั้งสิโว้ยยย~ ไอโง่ดักดาน ไอหมาขี้เรื้อน ไอหมีกินเผือก ไอเมือกขึ้นจิ๊มิ๊ ไอตุ๊ดหน้าควาย ไอคนตัวลีบ ไอมดกินแฟ๊บ ไอม๊อบเสื้อเเดง ไอเเมงเม่าเข้าปาก ไอบ้ายัยพม่าสันดารเลวว"
    #145
    0
  21. #144 BESTBITTER (@best11184) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2556 / 14:05
    หมั่นไส้ยัยพม่าาา
    #144
    0
  22. #143 I♥Disney (@natthaporn-iu) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2556 / 10:33
    แอมแปร์เอ๋ย ทำไมถึงหลงรักยัยพม่าจนโงหัวไม่ขึ้นล่ะ โง่ได้ใจมาก-_-
    #143
    0
  23. #142  PrainPrelatyz  (@my-sweetime) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2556 / 20:36
    ฉันว่านายควรจะไปหาวิตามินเสริมหรือไม่ก็ปลาตัวใหญ่ๆ มากินบ้างนะแอมแปร์ -O- เพื่อฉลาดขึ้น
    #142
    0
  24. #140 Nam Belieber's (@nambeliebers) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2556 / 19:47
    แอมแปร์นายโง่ดักดานจริงๆ อักเร็วๆนะคะ
    #140
    0
  25. #138 CrazY_EeaRn (@lovely-eearn) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2556 / 18:27
    บอกตรงๆว่าพระเอกเรื่องนี้โคตรจะโง่บรม - -*

    ทำไมถึงไม่ฟังคนอื่นเลยนะแอมแปร์

    ถ้าเข้าไปในจอได้นี่จะสกัดขาพิมมี่สักสองสามที หมั่นไส้ -3-

    อัพไวๆนะค้า อัพ อัพ รออ่านจ้า



    #138
    0