[EXO] INCIDENT สอนรักนายนักฆ่า [Kris x Tao] END

ตอนที่ 11 : ▌No.10: Choices

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,189
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    6 ธ.ค. 56






 

Everybody has secrets…

Maybe little as a grain of sand

Maybe big as a deepest ocean

Depend on theirs mind

How many greedy they own

 

 

                สายตาจดจ้องประตูทางเข้าของแผนกอย่างเหม่อลอย มองเพื่อนร่วมงานทั้งใน และนอกเครื่องแบบคนแล้วคนเล่าเดินเข้าออกนับครั้งไม่ถ้วน บ้างก็รีบเร่ง บ้างก็เอื่อยเฉื่อยไม่ต่างจากเดินชมวิว ปล่อยให้มันผ่านตาอยู่อย่างนั้นเพื่อช่วยใช้เป็นจุดโฟกัสหลอกๆ ขณะที่หัวสมองอันน้อยนิดคิดเรื่องของคนคนเดียววนเวียนซ้ำไปมาอย่างไร้วี่แววจบสิ้น ช่วงนี้ผมเข้าใกล้ชานยอลไม่ได้เลย เว้นเสียแต่ว่าการคอยแอบเฝ้าดูอยู่ในรถซึ่งห่างจากทุกๆ ที่ที่เขาไปไม่เกินระยะสายตานับว่าเป็นการใกล้ชิด ขนาดแค่โทรหาก็ยังลำบากใจเพราะชานยอลกำลังถูกคนทั้งหน่วยรวมถึงผมเองคอยจับผิดอยู่ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง

                เป็นเวลาเกือบสองอาทิตย์แล้วที่ถูกมอบหมายให้อยู่ในทีมคอยจับตาดูชานยอลอย่างไม่เต็มใจ แต่ผมก็ไม่อาจมีปากมีเสียง ในเมื่อเลือกจะเก็บงำถึงความสัมพันธ์ลึกซึ้งที่ผมมีกับผู้ต้องสงสัยของคนทั้งหน่วยไว้เป็นความลับ เหมือนโชคชะตากำลังกลั่นแกล้งให้ทุกข์ทรมาน ต้องทนอึดอัดด้วยการคอยเฝ้าจับตาแฟนตัวเองโดยที่อีกฝ่ายไม่อาจรับรู้ มันเหมือนผมกำลังทรยศความเชื่อใจของเขา แต่แน่นอนว่าตัวเองไร้ซึ่งทางเลือกเพราะมันคืองาน ...มันคือหน้าที่ ...สิ่งที่ทำให้ผมเริ่มจะเกลียดตัวเองทีละน้อย

                ผมโล่งใจเพราะตลอดเวลาชานยอลไม่มีอะไรน่าสงสัยแม้แต่นิด อีกฝ่ายยังคงใช้ชีวิตเหมือนปกติ เหมือนปุถุชนธรรมดาทั่วไปที่ดำเนินชีวิตอย่างสุจริต และสงบสุข บางทียอลลี่อาจจะเข้าไปมีส่วนพัวพันกับพวกพ่อค้าอาวุธโดยไม่รู้ตัวก็เป็นได้เพราะอีกคนทำงานเป็นที่ปรึกษาทางธุรกิจให้คนหลายประเภท

                พยอนแบคฮยอน!” ผมสะดุ้งหลุดจากภวังค์ เมื่อได้ยินชื่อตัวเองทะลุเข้ามาในประสาทการได้ยินพร้อมกับเสียงทุบโต๊ะดังลั่น กะพริบตามองชายร่างสูงที่กำลังยืนค้ำตระหง่านอยู่หน้าโต๊ะ คิ้วเข้มอีกฝ่ายขมวดแน่นเป็นปมหนาซ้ำยังส่งสายตาดุดันโกรธขึ้งมาให้ พอสติกลับมา ผมก็รีบเด้งตัวขึ้นยืนทำความเคารพทันที

                ครับ สารวัตร!” ขานรับเสียงตื่นที่ค่อนจะเพี้ยนไปทางแหลมสูงฟังน่าตลก ก่อนสังเกตเห็นว่าเพื่อนร่วมงานรอบ ๆ แอบหัวเราะคิกคักกันใหญ่

                ถึงเวรคุณต้องไปเฝ้าผู้ต้องสงสัยแล้วไม่ใช่หรือไง? เสียงเข้มเอ่ยถามด้วยความกดดัน รู้สึกไม่ต่างกับมีมือที่มองไม่เห็นกำลังบีบคอให้หายใจไม่ออก ผมก้มดูนาฬิกาข้อมือตัวเอง ก่อนพบว่าสายมาสิบนาทีแล้ว

                ใช่ครับ

                แล้วมัวนั่งฝันกลางวันอะไรอยู่?

                ขอโทษครับ ผมบอกพลางก้มหัวขอโทษจนหน้าผากแทบจะจูบกับโต๊ะทำงาน

                รีบตามฉันมา วันนี้ฉันจะไปสังเกตการณ์ผู้ต้องสงสัยกับทีมของนาย พอพูดจบสารวัตรก็หันหลังขวับแล้วเดินนำหายออกไปทางประตูที่ผมนั่งมองมานานนับชั่วโมง ปกติสารวัตรลีมินโฮจะคอยตามไปสังเกตการณ์อย่างน้อยสองวันครั้ง หรือทุกครั้งที่ว่าง โดยจะสลับกันไปในทั้งหมดสามทีม และวันนี้ก็ถึงตาทีมของผม...อีกแล้ว

                ถอนหายใจโล่งอกที่ไม่โดนดุไปมากกว่านี้ ก่อนรีบหยิบมือถือกับกระเป๋าสตางค์กึ่งเดินกึ่งวิ่งตามออกไป ระหว่างทางเพื่อนร่วมงานก็ถือโอกาสทั้งอวยพรทั้งเยาะเย้ยว่าขอให้โชคดีไม่โดนสารวัตรกดดันจนเป็นบ้าก่อนจบภารกิจ เฮอะ! ไม่ให้ถึงคราวตัวเองบ้างก็แล้วไป ตอนนั้นจะหัวเราะให้อับอายไปเป็นชาติเลย

               

 

                ตอนนี้ผมกำลังนั่งตัวเกร็งอยู่ตรงเบาะหลังรถข้างสารวัตร เป็นเพราะด้านหน้าถูกจับจองจากเพื่อนร่วมทีมเฉพาะกิจอีกสองคน ในบรรดาพวกเราไม่มีใครอยากรับเกียรติอยู่ใกล้ผู้บังคับบัญชาจอมโหด แต่ในเมื่อผมมาช้าสุด... ก็เลยไม่มีทางเลือก

                พวกเราเพิ่งทำการผลัดเปลี่ยนเวรกับอีกทีมไปเมื่อห้านาทีก่อนบนถนน ทั้งที่ยังขับตามรถมินิสีแดงของชานยอลซึ่งกำลังแล่นอยู่บนไฮเวย์ ตลอดเวลาผมพยายามนั่งตัวลีบจนแทบจะกลืนกับประตูฝั่งขวา การทำตัวปกติไม่ให้ดูพิรุธว่าแท้จริงแล้วรู้จักกับผู้ต้องสงสัยยิ่งยากขึ้นเท่าทบทวีคูณ เมื่อมีสารวัตรมาอยู่ใกล้ขนาดนี้

                ทีมก่อนหน้านี้รายงานว่าปาร์คชานยอลยังไม่มีอะไรน่าสงสัยเหมือนเดิม วันนี้ทั้งวันเอาแต่ไปเที่ยวกับซื้อของ คนข้างๆ เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบเหมือนเพิ่งพูดว่าวันนี้อากาศก็ยังอบอ้าวตามเคย

                ลอบถอนหายใจอย่างเงียบเชียบ ยังไงยอลลี่ก็ต้องบริสุทธิ์แน่นอนอยู่แล้ว อยากหาหลักฐานมามัดตัวผู้ร้ายตัวจริงได้เสียที ผมจะได้กลับไปใช้กิจวัตรประจำวันกับอีกฝ่าย ถ้าไม่เกิดเหตุการณ์โชคร้ายบ้าบอแบบนี้ เราสองคนคงกำลังใช้เวลาด้วยกันอย่างมีความสุขเหมือนแต่ก่อน

                สิบนาทีต่อมาทั้งคันรถก็ถูกความเงียบอันแสนอึดอัดเข้าครอบงำ ผมแทบจะตะโกนกู่ร้องอย่างดีใจเมื่อรถของชานยอลชะลอความเร็วลงแล้วหักเลี้ยวซ้ายเข้าไปในบริเวณห้างสรรพสินค้าใหญ่กลางเมืองแห่งหนึ่ง อย่างน้อยก็น่าจะทำให้สารวัตรพูดอะไรบ้าง ไม่ใช่เอาแต่อมพะนำกดดันลูกน้องแบบนี้ จองกุกขับตามไปห่างๆ จนกระทั่งถึงลานจอดภายในห้าง รถของทีมจอดห่างพอประมาณในมุมที่สามารถมองเห็นรถของชานยอลได้ชัดเจน

                แบคฮยอนกับซองแจออกไปคอยตามดูผู้ต้องสงสัย สารวัตรที่เงียบอยู่นานออกคำสั่ง ผมตัวแข็งทื่อทันทีเมื่อได้ยินเพราะปกติจะหาข้ออ้างนั่งเฝ้ารถเพื่อไม่ต้องไปเดินตามชานยอลตลอด มันคงไม่ใช่เรื่องง่าย อันที่จริงแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่ยอลลี่จะไม่สังเกตเห็นผม มัวชักช้าทำไม รีบไปสิ!”

                คะ...ครับ ผมตอบรับตะกุกตะกักพลางเบี่ยงหลบสายตาหัวหน้าแล้วเปิดประตูลงจากรถที่ซองแจคอยอยู่ข้างนอกก่อนแล้ว

                หายนะชัดๆ ไม่คิดว่ามันจะมาเยี่ยมเยียนไวขนาดนี้! ต้องแย่แน่! ไม่สิ บัดซบเลยต่างหาก!  

                ผมพยายามข่มจิตข่มใจไม่ให้เต้นเร็วเกินขณะมองตามแผ่นหลังของร่างสูงโปร่งที่คุ้นเคยเดินหายเข้าไปหลังประตูบานเลื่อนอัตโนมัติของห้าง กลืนความประหม่าลงลำคอพร้อมกับน้ำลาย ก่อนรีบเร่งฝีเท้าตามพร้อมกับซองแจ ชีพจรผมทำงานหนักจนเหงื่อเย็นชืดเริ่มผุดพราย ทั้งตื่นเต้นทั้งหวั่นกลัว กลัวว่าชานยอลจะเห็นผม จากนั้นความลับที่อุตส่าห์ซ่อนแทบตายจากที่ทำงานจะระเบิดตู้ม! แน่นอนว่าผมจะต้องโดนสารวัตรโยนระเบิดใส่ซ้ำอีกหนจนเละ แค่คิดก็แทบจะสติแตกแล้ว

                พยายามกลมกลืนตัวเองเข้ากับกลุ่มคนขณะเดินตามชานยอลในระยะปลอดภัย เพิ่งรู้สึกว่าการเกิดมาเตี้ยของตัวเองมีประโยชน์ก็วันนี้ ส่วนซองแจก็ไม่ได้ติดใจสงสัยอะไรนอกจากอยู่เงียบๆ เพราะอีกฝ่ายทำหน้าที่นี้จนชิน ทว่าผมไม่! มีครั้งหนึ่งยอลลี่หยุดยืนหน้าร้านขายตุ๊กตาร้านใหญ่ เขาเดินเข้าไปสักพักแล้วกลับออกมาพร้อมกับกล่องของขวัญกล่องมหึมา ก่อนออกเดินเอามันไปฝากที่แผนกฝากของ คำถามคือเขาซื้อตุ๊กตาไปให้ใคร?

                กระทั่งตามอีกฝ่ายเข้ามาในแผนกขายอาหารสด ความว้าวุ่นสงสัยก็ยิ่งพุ่งสูงจนผมไม่มีสมาธิจะซ่อนตัว เดือดร้อนซองแจต้องคอยรั้งกลับไปอยู่เรื่อย ปกติยอลลี่ไม่ชอบทำอาหารกินสักหน่อย ทำเองนับครั้งได้เลยด้วยซ้ำ หรือว่า... เขาจะแอบมีคนอื่น!? ไม่เจอกันแค่เกือบสองอาทิตย์เองนะ จิตใจผมเริ่มห่อเหี่ยวด้วยความหวาดหวั่น แต่สองอาทิตย์มันก็นาน...นานมากสำหรับผม ทั้งที่อยากวิ่งไปกอดจากด้านหลังตอนนี้เลย อยากพร่ำบอกว่าคิดถึงมากแค่ไหน อยากถามว่ามาเดินซื้อของพวกนี้ไปทำอะไรให้ใคร แต่ก็...ไม่ได้อยู่ดี

                เสียงหล่นโครมครามกระแทกพื้นของกระป๋องจำนวนมากกระชากผมออกจากภวังค์ ได้แต่เบิกตาโตเมื่อพบว่าตัวเองกำลังยืนอยู่ท่ามกลางดงอาหารกระป๋องที่ล้มกระจัดกระจายอยู่แทบเท้าเพราะเพิ่งชนมันเอง กลืนน้ำลายลงคำซึ่งฝืดเคืองกะทันหันเมื่อผู้คนรอบข้างหันมอง กำลังจะก้าวหนีหามุมหลบ สายตาก็สบประสานเข้ากับชานยอลที่วางแพ็คเนื้อกลับลงที่เดิมขณะจ้องผมอย่างประหลาดใจ

                การแอบตามของผม... ไม่เป็นความลับอีกต่อไป ดูเหมือนฝันร้ายกลายเป็นจริงเพิ่มอีกเรื่องเสียแล้ว

                เหลือบมองซองแจทำสีหน้าละเหี่ยใจอยู่ห่างๆ จากนั้นเขาก็แสร้งทำเป็นสนใจกุ้งยักษ์ในตู้ด้านหลัง ก่อนเดินอ้อมไปอีกฝั่งเพื่อสังเกตการณ์ทั้งผม และชานยอลที่กำลังเดินตรงเข้ามาหาได้ถนัด หัวใจตัวเองเต้นโครมครามจนเหมือนกำลังจะวายด้วยความหวั่นวิตก

                แบคฮยอน! มาทำอะไรที่นี่? นึกว่างานยุ่งซะอีก อีกฝ่ายเดินถือตะกร้าที่มีอาหารสดสองสามอย่างอยู่ในนั้นเข้ามาทักพร้อมยิ้มกว้าง รอยยิ้มที่ผมคิดถึงจับใจ แต่ไม่ได้คาดหวังจะได้รับในสถานการณ์สุ่มเสี่ยงแบบนี้ ผมกระตุกยิ้มแห้งส่งกลับแล้วก้มมองเท้าตัวเองที่ยังคงยืนอยู่ท่ามกลางกระป๋อง ก่อนถอยออกห่างเมื่อพนักงานสองคนเริ่มเดินมาเก็บเรียงมันตามเดิม ขณะผมได้แต่ส่งสีหน้าขอโทษขอโพย หมาน้อย?

                เอ่อ...ฉัน...ฉันมาทำงานน่ะ แต่ผู้ร้ายคงรู้ตัวหนีไปตั้งแต่ฉันชนกระป๋องล้มแล้ว พยายามรักษาระดับเสียงให้ดูปกติ แม้มันจะยังสั่น และเบามากก็ตาม ขอโทษนะ...ที่ฉันต้องโกหกนาย

                แล้วจะทำยังไงดี? ชานยอลถามด้วยสีหน้าเป็นกังวลพลางกวาดตามองไปรอบๆ เหมือนช่วยหาคนร้ายที่ไม่มีตัวตนของผม ได้แค่ถอนหายใจแล้วถือโอกาสรีบเหลือบดูซองแจที่ตอนนี้จ้องผมกับชานยอลอย่างตกตะลึง เขาคงรู้แล้วแน่ๆ ก็ชานยอลเรียกผมเสียสนิทสนมขนาดนี้

                กะ...ก็คงต้องยอมโดนสารวัตรสวดแบบไม่ได้ผุดได้เกิด ใช่ ต้องโดนลากลงนรกขุมลึกที่สุดแน่

                “ดูซูบลงไปเยอะนะ ทานอาหารกับพักผ่อนบ้างหรือเปล่า? ชานยอลถามด้วยแววตาเศร้าๆ แล้วใช้มือลูบหัวผมอย่างอ่อนโยน ผมช้อนตาขึ้นมองคนตัวสูงกว่า พยายามไม่ปล่อยความอัดอั้นตันใจออกมาเป็นน้ำตา อยากจะโผเข้ากอดแน่นๆ แต่รู้ดีว่าซองแจกำลังมองอยู่

                ไม่ค่อยเท่าไหร่ ตอบ ก่อนรีบเสมองไปทางอื่นเพื่อตั้งสติ

                ถ้าอย่างนั้นเราสองคนไปทานข้าวกลางวันด้วยกันได้มั้ย? ผมเลิกคิ้วมองคนถามพลางขบริมฝีปากอย่างครุ่นคิด ว่าแต่... หมาน้อยมาทำงานคนเดียวหรือมีคนอื่นมาด้วย?มองตามสายตาชานยอลที่จ้องไปยังซองแจซึ่งยังคงยืนอยู่หลังตู้กุ้งยักษ์ ผมรีบส่งสัญญาณให้อีกคนทำอะไรสักอย่าง รายนั้นที่ขึ้นชื่อว่าไหวพริบเป็นเลิศที่สุดในทีมก็รีบหันไปยิ้มให้ผู้หญิงสวยขึ้นหนึ่งที่เดินผ่านมาพอดีแล้วทำเป็นว่ามาด้วยกัน

                เปล่านี่ ฉันมาคนเดียว รีบหันไปตอบพลางแสร้งยิ้มร่าเริง ก่อนถือโอกาสคล้องแขนชานยอลแล้วลากออกห่างจากที่นั้น แต่ไม่ไกลพอจะอยู่นอกสายตาของซองแจ ไม่อย่างนั้นจะพานเข้าใจผิดหาว่าผมมีลับลมคมในอีก ว่าแต่ทำไมถึงซื้ออาหารสด ปกตินายไม่ทำกับข้าวกินเองสักหน่อย ถามพลางพยักพเยิดไปที่ตะกร้าซึ่งอีกคนยังถืออยู่

                ก็จะซื้อมาทำให้หมาน้อยนั่นแหละ เย็นนี้ตั้งใจจะบังคับมาทานมื้อค่ำด้วยกันให้ได้ ต่อให้อ้างว่ายุ่งแค่ไหนหนนี้ผมก็ไม่ยอมหรอกนะ จะตามไปลากถึงที่ทำงานเลยคอยดู

                พอได้ฟังผมก็อมยิ้มจนแก้มแทบปริทั้งยังโล่งใจ แต่อีกด้านก็รู้สึกผิดที่เผลอระแวงไม่เชื่อใจแฟนตัวเอง ความจริงผมไม่ได้ยุ่งมากมายขนาดนั้น ไม่เลย... เพียงแต่จำใจต้องโกหกว่ามาเจอไม่ได้เพราะคนในทีมกำลังจับตาดูชานยอลอยู่ตลอดเวลาต่างหาก แต่หลังจากความแตกเพราะความสะเพร่าของตัวเองแล้ว ผมก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นอีก

                ตอนนี้ผมทั้งรู้สึกโล่งใจ และหนักใจในเวลาเดียวกัน โล่งใจที่สามารถมานั่งทานมื้อกลางวัน พูดคุย หรือกระทั่งหัวเราะกับยอลลี่ได้เหมือนคู่รักปกติ ผมคิดถึงช่วงเวลาแบบนี้มากเหลือเกิน แต่เรื่องหนักอกมันก็กำลังกดทับไหล่ทั้งสองข้าง ต่อจากนี้ไม่ถึงชั่วโมงผมจะต้องไปเผชิญหน้ากับสารวัตร และสายตาไม่ไว้ใจของทุกคนในหน่วย รู้ดีว่าซองแจยังคอยตามดูอยู่ห่างๆ มันคือสาเหตุที่ผมไม่เป็นตัวของตัวเองเท่าที่ควร และคงดูออกไม่ยากสำหรับชานยอล

                เป็นอะไรรึเปล่า? คนที่นั่งฝั่งตรงข้ามถามขึ้นเมื่อเห็นท่าทางผิดปกติของผม

                อ๋อ แค่กังวลเรื่องงานน่ะ คราวนี้ไม่ได้โกหก แค่บอกไม่หมดทุกอย่างเท่านั้น แต่มันก็ไม่ทำให้รู้สึกดีขึ้นสักนิด

                บอกกี่หนแล้วว่าตอนอยู่ด้วยกันอย่าคิดถึงเรื่องงาน ยอลลี่กึ่งดุกึ่งเล่นพลางใช้ปลายนิ้วเกลี่ยข้างแก้มผมเบาๆ ผมยิ้ม เสียงในหัวยิ่งตอกย้ำอย่างมั่นใจว่าชานยอลไม่มีทางจะเป็นคนร้ายที่กำลังตามหา ตอนนี้ผมลาพักร้อนตั้งอาทิตย์หนึ่ง ถ้าหมาน้อยมาอยู่ด้วยก็คงดี ทำได้แค่ยิ้มหม่นหมองกลับไป เพราะมันคงเป็นไปไม่ได้ งานของผมไม่สามารถลาพักได้ตามใจชอบ ยิ่งในเวลาแบบนี้แล้วด้วย

                ชานยอลพยักหน้าเข้าใจด้วยท่าทางผิดหวังฉายชัด จากนั้นเราทั้งคู่ก็ทานข้าวกันต่อสลับกับคุยเรื่องสัพเพเหระ ผ่านไปครึ่งชั่วโมงเราสองคนก็เดินออกจากร้านแล้วเตรียมแยกย้ายเพราะผมต้องกลับไปทำงาน ความจริงก็คือต้องแอบตามชานยอลต่อลับหลัง แต่ผมคงทำด้วยการถือโอกาสเดินเที่ยวกับอีกคนไม่ได้

                ยังไงเย็นนี้มาได้หรือไม่ได้ อย่าลืมโทรบอกผมด้วยนะ ยอลลี่ย้ำอีกหนขณะดึงมือผมไปจับแล้วใช้นิ้วหัวแม่มือลูบเบาๆ พยักหน้ารับรู้พร้อมยิ้มบาง จากนั้นอยู่ๆ ก็โดนดึงเข้าไปกอด ผมเบิกตาตกใจ ลังเลอยู่ไม่นานก็ตัดสินใจกอดตอบแน่น อยากจะอยู่แบบนี้นานๆ อยากให้เวลาหยุดอยู่ตรงนี้... ต้องไปทำงานไม่ใช่เหรอหมาน้อย อีกคนพูดแซวเมื่อกลับกลายเป็นผมเองที่กอดไม่ยอมปล่อย

                ถอนหายใจแล้วถอยออกห่าง ก่อนล่ำลากันอีกครั้ง จากนั้นก็ยืนมองชานยอลเดินหายเข้าไปในกลุ่มคน ไม่นานซองแจก็เดินเข้ามาหาด้วยสายตาที่ไม่หลงเหลือความเป็นมิตร ผมจึงได้แต่หลบตามองไปทางอื่น

                นายรู้ใช่ไหมว่าฉันต้องรายงานเรื่องนี้กับสารวัตร? รู้สิ ผมพยักหน้าเบาๆ แทนคำตอบ

 

 

                ผมเปิดประตูแล้วบังคับขาแข็งให้ก้าวเข้ามายืนในห้องทำงานเงียบสงัดของสารวัตรได้สำเร็จ บรรยากาศในนี้กดดันเหมือนอยู่ใกล้เปลวเพลิงนรกที่เผาผลาญทำลายออกซิเจนไปเกือบหมด ตอนนั้นพอกลับไปถึงรถซึ่งสารวัตรกับจองกุกรออยู่ ซองแจก็รายงานเรื่องของผมกับชานยอลทันที

                ตาสองคู่ที่ได้รู้ความจริงจ้องผมอย่างตกใจ ขนาดสารวัตรที่แทบไม่เคยแสดงอาการทำนองนั้นยังหลุด ผมหลับตาปี๋คิดว่าคงโดนฆ่าแน่ แต่ทุกอย่างกลับเงียบกริบชนิดที่ลมหายใจยังไม่มีให้ได้ยิน ที่คาดไม่ถึงคือสารวัตรสั่งให้ซองแจกับจองกุกปิดเรื่องนี้ไว้ก่อนอย่าเพิ่งบอกใครเพราะเขาต้องการจะคุยกับผมให้รู้เรื่องแน่ชัด เราสองคนเลยทิ้งที่เหลือให้คอยตามชานยอลต่อแล้วล่วงหน้ากลับมาที่สำนักงานเพื่อสะสางคดีความ

                “นายจะอธิบายเรื่องนี้ว่ายังไง? เจ้าของห้องถามขึ้น เมื่อผมหยุดยืนไหล่ห่ออยู่ตรงหน้าโต๊ะประจำตำแหน่งที่เขานั่งอยู่ น้ำเสียงเหมือนพยายามข่มอารมณ์โกรธไว้เต็มที่แล้ว ผมเอาแต่ก้มหน้านิ่ง กำลังเร่งหยักสมองให้เรียบเรียงคำตอบ แต่ความวิตกกังวลกลับทำให้มันว่างเปล่าไปหมด ฉันจะยังไม่ด่วนสรุปว่านายเป็นหนอนบ่อนไส้ที่พวกเรากำลังตามหาผมรีบเงยสบตากับผู้บังคับบัญชาด้วยดวงตาเบิกกว้าง

                ไม่ใช่นะครับ ผมเปล่า รีบปฏิเสธหนักแน่น ...มันจะไปกันใหญ่แล้ว!

                ถ้าอย่างนั้นก็รีบอธิบายซะสิ อีกฝ่ายสั่งรอดไรฟัน ผมเงียบอยู่อีกชั่ววินาที ก่อนพรูลมหายใจยาว

                ชานยอลกับผม... เราสองคนเป็นแฟนกันครับ ตั้งแต่ก่อนที่เขาจะตกเป็นผู้ต้องสงสัย ยอมรับเสียงแผ่วขณะหลุบตามองพื้นไม่กล้าสู้หน้าสารวัตร

                แล้วทำไมไม่รายงานเรื่องนี้กับฉัน!” เสียงอีกคนเริ่มดังขึ้นด้วยความไม่พอใจ ผมยืนตัวเกร็ง มัวแต่คิดกลัวไปต่างๆ นาๆ เลยไม่ทันได้ตอบคำถามอีกฝ่าย พยอนแบคฮยอน!” สะดุ้งโหยง ก่อนปากจะพรั่งพรูสิ่งที่ไม่ทันผ่านการกลั่นกรองออกไป

                ผม...ผมไม่รู้ว่าควรจะบอกยังไง ผมกลัวจนทำอะไรไม่ถูก พอได้รู้ว่าชานยอลตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีของเราผมก็ยิ่งสับสนกังวลไปหมด อีกอย่างผมก็กลัวว่าทุกคนในทีมจะมองผมไม่เหมือนเดิม ผมไม่อยากตกอยู่ในสถานการณ์แบบนั้น ขอโทษครับ ลำล่ำละลักไม่หายใจหายคอ ปล่อยความอัดอั้นตันใจที่เก็บไว้นานออกมา ผมรู้ว่าสักวันเรื่องนี้คงไม่เป็นความลับอีกต่อไป เพียงแต่ไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นวันนี้

                แต่ถ้ารู้ทีหลัง คนอื่นจะยิ่งสงสัยนาย ฉันเองก็ด้วย

                ผมรู้... แต่ไม่ว่าจะแบบไหน ลำพังผมคนเดียว...ก็ไม่กล้าทำทั้งนั้น ผมบอกใครไม่ได้แล้วก็ไปเจอชานไม่ได้ยอลด้วย แม้แค่คุยทางโทรศัพท์ก็ยังไม่กล้า ผมไม่อยากรู้สึกว่าตัวเองกำลังทรยศเขา แถมถ้าทุกคนที่หน่วยรู้...

                นายไม่ควรเอาความรู้สึกส่วนตัวมาปะปนกับหน้าที่ รู้ไหมว่ามันอาจทำให้เกิดเรื่องร้ายแรงมากแค่ไหนตามมา?น้ำเสียงอีกฝ่ายเยือกเย็นลง แต่ยังคงทำให้รู้สึกหวาดผวาอยู่ดี

                ในความเป็นจริงสำหรับคนหลายคน ความรู้สึกกับหน้าที่ไม่สามารถแยกแยะออกจากกันได้อย่างที่สารวัตรเข้าใจหรอกครับ ผมไม่ได้เข้มแข็งแน่วแน่เหมือนคุณ ผมถึงไม่กล้ารายงานเรื่องนี้ออกมาแต่แรก หนนี้มองสบอีกฝ่ายตรงๆ ยืนยันว่าสิ่งที่ตัวเองคิด และสิ่งที่เพิ่งบอกออกไปนั้นจริงใจแค่ไหน ผมมั่นใจว่าชานยอลไม่ใช่คนร้าย มันต้องมีบางอย่างที่ทำให้เขาเข้าไปพัวพันโดยไม่รู้ตัว

                เพราะอะไรนายถึงมั่นใจนัก? สารวัตรถามด้วยนัยน์ตาเคลือบแคลงพลางใช้นิ้วเขี่ยปากกาบนโต๊ะให้มันกลิ้งไปมาช้าๆ เหมือนต้องการจะทำให้ไขว้เขวจนเผลอคายบางอย่างออกมา แต่น่าเสียดายที่ผมไม่มีอะไรปิดบัง

                เพราะผมรู้จักเขา เขาเป็นคนจิตใจดี อ่อนโยน และไม่เคยเห็นแก่ตัวเลยสักครั้ง

                แล้วนายรู้จักกับปาร์คชานยอลมานานแค่ไหนแล้ว?  ตอนนี้สารวัตรเริ่มเปลี่ยนน้ำเสียง และท่าทางไปเหมือนเวลาที่เขามักใช้ เมื่อกำลังสอบสวนผู้ต้องหาซึ่งทำให้ผมเริ่มรู้สึกไม่พอใจ

                ราวๆ สี่เดือนครับ แต่พวกเราเพิ่งคบกันได้สองเดือนกว่า ตอบคำถามทั้งที่บางอย่างในสมองเริ่มสั่งการให้รู้ว่าแท้จริงแล้วผมกับชานยอลรู้จักกันได้ไม่นานตามที่รู้สึก

                นายไม่คิดหรือว่าระยะเวลาเพียงแค่สี่เดือนมันยังน้อยเกินไปที่จะรู้จักตัวตนที่แท้จริงของคนๆ หนึ่ง? ผมรู้ว่ามันน้อยเกินไปจริงๆ แต่ให้นึกภาพชานยอลทำเรื่องชั่วร้าย? ไม่มีทางที่เขาจะเป็นคนไม่ดีแน่ แล้วมันไม่บังเอิญไปหน่อยหรือ ระยะเวลาที่นายกับชานยอลเริ่มคบกันมันคือช่วงเดียวกับที่พวกเราคว้าน้ำเหลวจากข่าวลวงครั้งแล้วครั้งเล่า เหมือนจะเป็นแค่ประโยคบอกเล่า แต่ก็เหมือนคำถามที่บีบคั้นให้ผมอึดอัด

                มันเป็นแค่เรื่องบังเอิญ สารวัตรก็รู้ดีนี่ครับว่ากรณีแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยจะตายไป ผู้ต้องสงสัยแค่อยู่ผิดที่ผิดเวลา!” ผมโต้กลับอย่างไม่พอใจ

                แต่หลายครั้งที่มันถูกต้อง นายไม่รู้หรอกว่าพวกอาชญากรปิดบังตัวตนเก่งแค่ไหน นายอาจกำลังถูกเขาหลอกใช้อยู่ก็ได้ ผมยืนกำหมัดแน่นด้วยความโกรธที่สารวัตรพูดถึงชานยอลแบบนั้น ฉันรู้ว่านายกำลังโกรธมาก และนายก็ยังคงมองเพียงด้านเดียวด้วย นายต้องเข้าใจว่าฉันทำตามหน้าที่ และประสบการณ์ หัวหน้าเงียบไปไม่กี่วินาที ก่อนเริ่มยิงคำถามใหม่ แล้วชานยอลเคยถามนายเกี่ยวกับรายละเอียดงานที่พวกเรากำลังทำอยู่บ้างหรือเปล่า?

                ไม่เคยครับ ไม่เคยเลยสักครั้งเดียว ทุกครั้งเขาจะถามแค่ว่าผมเหนื่อยมากไหม พอเห็นผมเครียดจากงานที่ทำ เขามักจะพูดตลอดว่าเวลาอยู่ด้วยกันอย่าคิดถึงมัน ตอบออกไปอย่างแน่วแน่ และหวังว่าสิ่งนี้จะตอกหน้าสารวัตรได้

                ในเมื่อชานยอลไม่เคยถามเกี่ยวกับรายละเอียดงานที่ผมทำเลยสักนิด ฉะนั้นเขาจะเป็นคนร้ายไปได้ยังไง ผู้บังคับบัญชานิ่งเงียบขณะบนใบหน้าเรียบเฉยไม่แสดงซึ่งอารมณ์ใดๆ คนนอกคงคิดว่าอีกฝ่ายจนมุม แต่สำหรับผม และคนในทีมที่เหลือรู้ดีว่าสารวัตรกำลังครุ่นคิดหารายละเอียดที่อาจพลาดไป และทุกครั้งมันมักจะเป็นประโยชน์อย่างเหลือแสน

                ถ้าปาร์คชานยอลไม่เคยถาม แล้วนายเคยเป็นฝ่ายเล่ารายละเอียดของงานให้ฟังเองบ้างหรือเปล่า?

                ผมหยุดคิดเมื่อสิ่งที่เพิ่งได้ยินสะกิดใจบางอย่าง แน่นอนว่าผมมักจะบ่นเรื่องงานให้ชานยอลฟังเสมอ ไม่มีครั้งไหนเลยที่จะไม่บอก นั่นเป็นเพราะผมอยากหาคนระบาย และไม่มีอะไรต้องปิดบัง ทันใดนั้นก็รู้สึกว่าใบหน้าของตัวเองซีดเผือดขณะหัวใจสูบฉีดเลือดเร็วขึ้นอย่างน่าวิตก

                นายบอกเองหมดเลยอย่างนั้นเหรอ? สารวัตรแค่นเสียงฮึดฮัด เวลาที่เขามักเห็นว่าคู่สนทนาโง่อย่างไม่น่าให้อภัย ผมขมวดคิ้วแน่น ไม่ได้ตอบคำถามเพราะกำลังนึกย้อนกลับไป

                ยังไงตอนนี้พวกเราก็ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าใครกันแน่ที่เป็นพ่อค้าอาวุธตัวจริง เพราะฉะนั้นฉันจะยังไม่โทษนาย คนพูดยืนขึ้นที่หลังโต๊ะทำงานของตัวเอง จ้องมองผมด้วยสีหน้าจริงจัง แต่จากนี้เป็นต้นไป นายจะต้องระวังคำพูดตัวเองเป็นพิเศษแล้วก็จะถูกจับตาดูเป็นพิเศษด้วย เข้าใจไหม?

                “เข้าใจครับ ตอบแบบไม่เต็มเสียงเพราะยังรู้สึกค้างคา

                แล้ววันนี้นายได้คุยอะไรกับปาร์คชานยอลบ้าง? สารวัตรนั่งลงตามเดิมแล้วประสานมือวางไว้บนโต๊ะระหว่างรอฟังผมเล่าอย่างตั้งใจ

                เขาแค่ถามเรื่องความเป็นอยู่เพราะเห็นผมดูซูบไป จากนั้นเราก็ไปทานมื้อกลางวันด้วยกัน ตอนนั้นซองแจก็ยังคอยแอบตามดูอยู่ห่างๆ ด้วย แล้วชานยอลก็บอกว่ากำลังอยู่ในช่วงลาพักร้อนอาทิตย์หนึ่ง ก่อนแยกย้ายเขาชวนให้ผมไปทานมื้อค่ำด้วยวันนี้ แต่ผมยังไม่ได้ให้คำตอบ

                โทรไปบอกชานยอลว่านายจะไปหาเขาคืนนี้

                อะไรนะครับ? ผมถามกลับอย่างงุนงง คิดว่าตัวเองคงหูฝาด 

                นี่จะเป็นแผนการที่เข้าทำนองยิงครั้งเดียวได้นกสองตัว อย่างแรกคือนายจะได้ใช้เวลาอยู่กับปาร์คชานยอล และอย่างที่สองนายจะได้สืบหาเบาะแสไปในตัวด้วย ก่อนหน้านี้นายอาจไม่เคยสงสัยอะไรเพราะไม่คิดว่าชานยอลจะเกี่ยวข้องกับเรื่องพวกนี้ แต่จากนี้ฉันมั่นใจว่านายจะต้องเจออะไรบ้าง ในกรณีที่เขามีส่วนเกี่ยวข้องจริงๆ

                ผมเงียบไม่โต้ตอบ ไม่รู้สึกชอบแผนการนี้เอาเสียเลย เท่ากับว่ากำลังหลอกชานยอลเพิ่มอีกขั้น แต่ผมรู้ดีว่าตัวเองไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากทำตามคำสั่ง

                วิธีนี้จะทำให้เขาหลุดพ้นจากหนึ่งในผู้ต้องสงสัยเร็วขึ้น ถ้าหากว่าเป็นประชาชนผู้บริสุทธิ์จริงๆ ชั้นเชิงการโน้มน้าวของสารวัตรทำให้ผู้คนโอนเอียงตามเสมอรวมถึงผมในตอนนี้ด้วย โทรเลยสิ น้ำเสียงอีกฝ่ายไม่ได้แสดงความเป็นมิตร แต่เป็นการออกคำสั่ง ผมพยักหน้ารับเบาๆ ก่อนใช้มือที่สั่นเล็กน้อยซึ่งเกิดจากความประหม่าหยิบมือถือออกจากกระเป๋ากางเกง

                ให้คุย...ตรงนี้เลยเหรอครับ?

                ใช่ ตรงนี้แหละ เปิดลำโพงด้วย ผมกลืนน้ำลายแล้วเลื่อนหาเบอร์ของชานยอล สูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อตั้งสติ ก่อนกดโทรออก จากนั้นจึงจิ้มนิ้วลงบนคำสั่งหน้าจอเพื่อเปิดลำโพง หัวใจกำลังเต้นรัวด้วยความตื่นเต้น และแน่นอนความรู้สึกผิด แต่ฉันทำแบบนี้ก็เพื่อเราทั้งคู่นะชานยอล นั่นคือประโยคที่ผมใช้ปลอบประโลมตัวเอง

                ฮัลโหลหมาน้อย!’ รอสัญญาณดังไม่นานเสียงร่าเริงของชานยอลก็ทักกลับมา ใบหน้าผมร้อนผ่าวเพราะสรรพนามที่อีกฝ่ายใช้เรียก ก่อนแอบเหลือบมองปฏิกิริยาของสารวัตรซึ่งกำลังทำหน้าแปลกๆ

                แพลนมื้อค่ำนี้ยังอยู่หรือเปล่า? พยายามคุมเสียงให้ปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้

                แน่นอน! แบคฮยอนมาได้หรอ? เป็นปกติผมคงจะยิ้มแก้มปริอย่างมีความสุข แต่คงไม่ใช่ในสถานการณ์ที่มีผู้บังคับบัญชาจ้องเขม็งกดดันแบบนี้

                อื้ม คืนนี้ฉันว่างล่ะ

                จริงหรอ!? เย่~’ อีกฝ่ายส่งเสียงดีใจดังลั่น ผมเผลอยิ้ม ก่อนรีบหุบฉับเมื่อหันไปสบตากับสารวัตร

                ทำของอร่อยๆ ไว้รอฉันเยอะๆ ด้วยนะ ผมพยายามหาคำพูดมาจบบทสนทนาครั้งนี้ให้เร็วที่สุด

                แน่นอน จะขุนแบคฮยอนให้อิ่มเลย จะได้มีแรงเยอะๆ ไว้สำหรับคืนนี้ ที่จริงผมยกมื้อเย็นให้แบคฮยอนหมดเลยก็ได้นะ เดี๋ยวคืนนี้ค่อยกินหมาน้อยให้อิ่มทีหลัง ผมเบิกตากว้างแล้วสำลักอากาศกับประโยคแสดงเจตนารมณ์ชัดเจนของยอลลี่ ทำไมจะต้องพูดถึงเรื่องแบบนี้ตอนนี้พอดีด้วย? อยากจะมุดดินหนีให้รู้แล้วรู้รอด ใบหน้าผมคงเห่อแดงลามไปยันหูยันคอแล้วแน่ๆ

                เอ้อ... ชานยอลฉันต้องรีบกลับไปทำงานแล้วล่ะ เดี๋ยวพอเลิกงานจะโทรหาอีกทีนะ รีบตัดบท ก่อนชานยอลจะนึกครึ้มลงลึกไปรายละเอียดอื่นแล้วทีนี้ผมก็จะได้อับอายแบบไม่ต้องผุดต้องเกิดกัน

                อะไรกัน? ต้องวางแล้วเหรอ? อีกฝ่ายพึมพำด้วยน้ำเสียงผิดหวัง

                ใช่ ฉันต้องไปทำงานต่อแล้ว

                คิดถึงนะ ผมเปลี่ยนเป็นยืนหันหลังให้สารวัตร ก่อนยิ้มบาง

                อืม เหมือนกัน งึมงำตอบเพราะไม่กล้าพูดออกไปเต็มปาก

                อะไรคือเหมือนกัน บอกมาดีๆ สิ ชานยอลเริ่มงอแงเป็นเด็ก

                ฉันไม่ค่อยสะดวกจะพูด แต่อีกฝ่ายก็ยังเซ้าซี้ไม่เลิกจนผมต้องจำใจกดตัดสายไปซะดื้อๆ จากนั้นจึงค่อยพ่นลมหายใจเหมือนเพิ่งฝ่าฟันเรื่องร้ายผ่านไป แต่ก็เป็นแค่จุดแรกเริ่มของมัน

                ยืนทำใจอีกร่วมนาที ก่อนหันกลับไปเผชิญหน้ากับสารวัตรอีกหน ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า แต่ผมว่าผมเห็นแววล้อเลียนในดวงตาที่มักจะเย็นชา และโกรธขึ้งคู่นั้น หวังว่าหัวหน้าคงจะไม่มีอารมณ์เอาเรื่องนี้ไปล้อผมทีหลังหรอกนะ

                นายไปได้แล้ว อีกครึ่งชั่วโมงฉันจะเรียกประชุมเพื่อเตรียมแผนการสำหรับนายผมกลืนน้ำลาย ก่อนค้อมหัวทำความเคารพด้วยท่าทางแข็งทื่อแล้วหันหลังเดินออกมา

                ตอนนี้ความรู้สึกแย่ๆ มากมายกำลังประดังประเดเข้าใส่ไม่หยุด ผมทั้งกังวล ทั้งว้าวุ่น และอีกสารพัดที่ไม่อาจเอื้อนเอ่ยเป็นคำพูด เหมือนตัวเองกำลังหลบสงครามกลางเมืองอยู่ในเพิงเก่าๆ ที่แม้กระทั่งคนที่โง่ที่สุดในโลกยังรู้ว่ามันไม่ปลอดภัย

 

 

rrrrrrrrrr



 



                ทันทีที่รู้ว่าชั่วโมงเรียนอันแสนทรหดของวันนี้จบสิ้น ผมก็ทิ้งตัวลงนอนแผ่กับแผ่นยางปูรองพื้นในโรงฝึกราวกับมันเป็นฟูกหนานุ่มของเตียงคิงไซส์ในห้องนอน แต่ถ้าให้พูดตามจริงคือพลังงานถูกสูบออกไปหมดจนสองขาฝืนต้านแรงโน้มถ่วงต่อไปไม่ไหวแล้วต่างหาก ผมอาจจะหัวใจวายตายได้หากยังคงทำกิจกรรมก่อนหน้าต่อ เสียงหอบหนักของตัวเองเป็นสิ่งเดียวที่มีให้ได้ยิน ก่อนเหลือบมองครูฝึกศิลปะการต่อสู้ประจำตัวเดินมานั่งคุกเข่าลงข้างกัน ก่อนยื่นผ้าขนหนูขาวสะอาดผืนเล็กมาให้เหมือนทุกครั้ง

                ยื่นมือรับมาแล้ววางมันลงบนแผ่นอกที่กำลังกระเพื่อมขึ้นลง เหนื่อยจัดจนไม่มีเรี่ยวแรงจะขยับเขยื้อนไปมากกว่านี้ ฝืนกลืนน้ำลายลงลำคอแห้งผากจากการเสียเหงื่อที่ทำเอาชุดสำหรับฝึกซึ่งสวมอยู่เปียกชุ่ม หลับตาลงขณะพยายามกำหนดจังหวะลมหายใจที่เรียกเท่ๆ ว่า การหายใจเชิงยุทธ์ หรืออีกชื่อคือ ลามาซ เทคนิคพื้นฐานที่ใช้สอนในชั้นเรียนโยคะ แถมยังใช้สำหรับการเตรียมหญิงมีครรภ์ที่กำลังจะคลอดเองตามธรรมชาติอีกด้วย

                เทาซึ่งก็คือครูฝึกเฉพาะกิจของผมในที่นี้เป็นคนสอนมา และมักกำชับว่าควรฝึกการหายใจแบบนี้ให้ชินราวกับมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันเพราะสิ่งนี้จะสามารถช่วยให้ผมมีสติ และควบคุมตัวเองได้ในทุกสถานการณ์ แม้จะเป็นเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดก็ตาม ...มันก็คือการฝึกคุมสมาธิอีกอย่างนั่นเอง

                ...หายใจเข้ายาวๆ พร้อมกับนับหนึ่งถึงสี่ จากนั้นก็กลั้นหายใจ ฮึบ...นับหนึ่งถึงสี่ ผ่อนลมหายใจออกช้าๆ แล้วนับหนึ่งถึงสี่ กลั้นหายใจอีกหนต่อด้วยนับหนึ่งถึงสี่ ทำวนไปแบบนี้เรื่อยๆ ไม่นานร่างกายก็ผ่อนความเหนื่อยล้าให้จางหาย ส่วนสติพร่าเบลอเองก็เริ่มแจ่มชัดขึ้น

                ผมค่อนข้างมั่นใจว่าทักษะหลบหลีกของตัวเองพัฒนาขึ้นมากแล้ว หลังจากต้องผ่านการฝึกเคี่ยวเข็ญอันแสนโหดร้ายเป็นสัปดาห์ที่สามเพราะอาจารย์เทาไม่เคยอ่อนข้อหรือยอมผ่อนปรนให้เลยสักครั้ง ตัวแปรที่ผมใช้วัด และเห็นชัดแจ้งคือร่องรอยฟกช้ำกับความรู้สึกปวดระบมที่ลดน้อยลงกว่าครึ่ง ส่วนความสามารถทางการโต้กลับยังไม่น่าพอใจเท่าไหร่จะมีฟลุ๊คเฉียดๆ อีกคนบ้างก็เท่านั้น ...ถือว่าปาฏิหาริย์สุดๆ

                ...อย่างมากวันนี้ก็ไม่ต้องตาเขียวเข้าห้องประชุมเหมือนอาทิตย์ก่อน ตอนนั้นกลับกลายเป็นความทรงจำเลวร้ายเพราะทุกคนที่ร่วมประชุมเอาแต่จ้องผมแล้วทำท่าทางเหมือนกำลังชมตัวตลกในงานแสดงละครสัตว์

                พรูลมหายใจยาวแล้วลืมตาขึ้น เจอกับเทาที่ยังคงนั่งอยู่ที่เดิม อิริยาบถเดิม ใบหน้าปกคลุมด้วยหน้ากากอารมณ์แบบเดิม นอกจากเหงื่อที่ไหลซึมออกมาจนเส้นผมดำขลับเปียกชื้นจับตัวเป็นกลุ่มแล้ว เด็กตรงหน้าก็ไม่มีท่าทีเหน็ดเหนื่อยแม้แต่น้อย นั่นทำให้ผมฉุกคิดได้ว่าคงสายเกินไปที่มาเริ่มหัดเรียนอะไรพวกนี้ตอนอายุยี่สิบปลายๆ เฮ้อ... แก่มากขนาดนี้แล้วหรือเนี่ย? ทั้งที่เจ้าของดวงตาเรียวสวยตรงหน้ายังไม่ยี่สิบเลยด้วยซ้ำ

                ผมยู่ปากน้อยๆ แล้วถอนหายใจเมื่อนึกถึงช่องว่างระหว่างวัยของตัวเองกับคนตรงหน้า เทาที่ตอนแรกนั่งนิ่งก็เปลี่ยนเป็นเอียงคอมองด้วยแววตาพราวระยับอย่างสนอกสนใจ คงเพราะไม่เคยเห็นผมทำหน้าแบบนี้มาก่อน ได้แต่ยิ้มบางอย่างนึกเอ็นดูกับท่าทางน่ารักของอีกฝ่าย แม้ใบหน้าจะยังขึงตึงไร้อารมณ์ไปหน่อยก็ตาม

                ผมขยับแขนที่ยังคงเมื่อยล้าจับมือติดจะกร้านของเทา ก่อนออกแรงฉุดให้ล้มตัวลงนอนซบบนอก เด็กหน้านิ่งไม่ได้ขัดขืนซ้ำยังอ้าแขนตัวเองออกกว้างเพื่อโอบรอบผมหลวมๆ เสียอีก ดูเหมือนอีกคนจะเริ่มเรียนรู้วิธีการแสดงความรู้สึกเป็นบ้างแล้ว ยิ้มกว้างอย่างมีความสุข ก่อนแตะริมฝีปากจูบลงบนผมชื้นของเทาเบาๆ  จากนั้นจึงวาดแขนโอบกระชับคนด้านบน

                แม้เราทั้งคู่จะตัวชุ่มเหงื่อกาฬ และมีกลิ่นอันไม่พึงประสงค์โชยออกมาบ้าง แต่ผมก็ไม่รู้สึกรังเกียจหรือแม้แต่รำคาญสักนิด แค่อยากมีเทาในอ้อมกอดทุกๆ ครั้งที่มีโอกาสให้ทำได้ ตั้งแต่กลับจากกรุงโรมผมก็แทบไม่มีเวลาว่าง ต้องทำงานเกือบตลอดไม่มีหยุดแถมยังต้องแบ่งเวลาให้ฮโยริน ไหนจะเข้าคอร์สฝึกการต่อสู้กับเรียนใช้อาวุธอีก เรียกได้ว่าแทบไม่มีเวลาส่วนตัวกับคนที่อยากอยู่ด้วยเลย จะมีก็แค่เวลาฝึกป้องกันตัวเท่านั้นที่จะได้มีโอกาสอยู่กับเทาสองต่อสองในโรงยิมกว้างขวางของสำนักงานใหญ่

                ว่าแต่... วันนี้พี่มีตารางต้องทำอะไรอีกบ้าง? เอ่ยถามพลางรัดวงแขนรอบลำตัวบางให้แน่นขึ้น ก่อนเกยคางลงบนหัวอีกคน

                ดูเหมือนเทาจะควบหน้าที่เลขาส่วนตัวเพิ่มไปอีกตำแหน่งแล้ว ชีวิตผมตอนนี้ถ้าขาดเขาไปสักคน มันคงเวิ้งว้างว่างเปล่าไม่ต่างจากถูกทิ้งให้ลอยเคว้งในห้วงอวกาศที่ปราศจากซึ่งแรงโน้มถ่วงพร้อมกับถังออกซิเจนที่ถูกเจาะทำลาย และจบลงด้วยการตายอย่างโดดเดี่ยว... ฝ่ายถูกถามขยับตั้งคางมนลงกลางแผ่นอกของผมที่หัวใจกำลังเต้นรัวเพื่อเขา ก่อนสบตา จากนั้นก็เริ่มร่ายคำตอบออกมาเหมือนหุ่นยนต์ที่ถูกตั้งโปรแกรมเอาไว้ไม่มีผิด

                อีกหนึ่งชั่วโมงพี่อี้ฟานมีประชุมเกี่ยวกับแผนพัฒนาทางการตลาดของคาสิโนสาขาใหญ่กับผู้ถือหุ้น จากนั้นตอนบ่ายสามโมงมีเรียนยิงปืน และตอนสองทุ่มครึ่งต้องไปร่วมงานเลี้ยงเปิดตัวสาขาย่อยของบริษัทลูกครับ เทาพูดโดยไม่หยุดพักหายใจหายคอ ผมถอนหายใจอย่างเบื่อระอากับสิ่งที่ได้ยิน นึกอยากบอกให้เด็กหน้านิ่งต่อยตัวเองให้สลบเสียเดี๋ยวนี้ จะได้ใช้มันเป็นข้ออ้างไม่ต้องทำงาน

                ...เพียงแต่ถ้าขอให้เทาทำจริงๆ ผมอาจจะไม่แค่สลบ แต่หมดลมหายใจไปเลย พวกคุณก็น่าจะรู้ดีว่าอีกคนกำลังมหาศาลขนาดไหน

                ผมขอถามอะไรหน่อยได้ไหมครับ? เสียงเล็กพูดทำลายความเงียบ หลังจากต่างฝ่ายต่างแค่นอนกอดกันเฉยๆ อยู่สักพัก ผมฮึมฮัมรับในลำคอแทนคำอนุญาตขณะยังปิดเปลือกตาแสนล้าเพื่อผ่อนคลาย การหอมแก้มมีความหมายอย่างอื่นนอกจากแสดงความขอบคุณหรือเปล่าครับ?

                ผมย่นคิ้วฉงนสงสัยทั้งที่ยังหลับตา ทำไมอยู่ๆ ถามถึงเรื่องนี้ขึ้นมา? จากนั้นเลยเอ่ยถามหาเหตุผลว่าทำไมเขาถึงอยากรู้ พอได้ฟังคำตอบก็รีบลืมตาพลางเบิกกว้าง ความรู้สึกผ่อนคลาย และสงบใจก่อนหน้าระเหยหายเป็นไอถูกแทนที่ด้วยอารมณ์ขั้วตรงข้าม ก่อนจับไหล่ทั้งสองข้างของเทาแล้วดันให้ลุกขึ้นนั่ง จากนั้นตัวเองจึงเด้งลุกตาม

                หมอนั่น... หอมแก้มเทา? เผลอออกแรงบีบไหล่อีกฝ่ายแน่น บางอย่างในอกกำลังคุกรุ่นจนเหมือนจะระเบิดออกมา ไอ้อดีตคุณหมอหน้าระรื่นนั่น... หรือที่ตอนนี้กลายเป็นนายน้อยของอินทรีย์ทมิฬไปแล้ว กล้าดียังไงมาล่วงเกินเด็กน้อยของผมตอนเหตุการณ์จับตัวที่โรม แค่ทิ้งรอยฟกช้ำไว้ก็มากพอแล้ว นี่ยัง...

                ครับ ถอนหายใจกับสีหน้านิ่งเฉยไม่รู้ร้อนรู้หนาวของคนตอบ แล้วได้แต่ทำคอตกอย่างจนปัญญา

                แล้วทำไมก่อนหน้านี้ถึงไม่เล่าให้พี่ฟัง?

                ผมคิดว่ามันไม่สำคัญครับ ผมกลอกตาพลันปล่อยแขนออกจากไหล่ที่กว้างพอๆ กัน แต่ก็ยังคงดูบอบบาง และเล็กกว่า พรูลมหายใจยาว ก่อนพยายามใช้การหายใจแบบเชิงยุทธ์เพื่อสงบสติอารมณ์

                สำคัญสิ ทำไมจะไม่สำคัญ มันเป็นส่วนที่สำคัญมากๆ เลยด้วย บอกด้วยโทนเสียงที่ผ่อนเย็นลง ก่อนวางมือลงบนหัวเด็กตรงหน้าแล้วโยกไปมาเบาๆ ต่อไปนี้ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น เทาต้องเล่าให้พี่ฟังทุกอย่าง อย่างละเอียดด้วย เข้าใจมั้ย?

                เข้าใจครับ ตอบพร้อมสบตาผมนิ่งด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ตามเคย

                การหอมแก้ม นอกจากหมายถึงขอบคุณแล้ว มันยังหมายถึง... เอ่อ...ผมหยุดกลางคัน นึกหาคำอธิบายเหมาะๆ และฟังดูดีมีเหตุมีผลจากในสมอง แต่สุดท้ายก็มืดแปดด้านไม่รู้จะอธิบายยังไง ได้แต่ก่นด่าตัวเองในใจที่ดันสอนอะไรผิดๆ ให้เทาจำแต่แรก เอาเป็นว่าต่อแต่นี้เป็นต้นไปห้ามให้ใครหอมแก้มอีก ห้ามให้ใครเอาปากมาแตะทุกส่วนบนร่างกาย ถ้าใครจะทำ เทาต้องซัดมันให้หน้าหงายไปเลยรู้มั้ยแล้วเทาเองก็ห้ามไปหอมแก้มใครด้วย นี่เป็นคำสั่ง สุดท้ายก็เลี่ยงคำอธิบายแล้วกลบเกลื่อนมันด้วยคำสั่งเฉียบขาดอย่างแนบเนียน ผมนี่เป็นผู้ใหญ่ที่ไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย ให้ตาย...

                ครับ

                แต่... แต่พี่ทำกับเทาได้ แล้วเทาก็ทำกับพี่ได้ด้วย บอกเสียงแผ่วด้วยความรวดเร็วพลางเสมองไปทางอื่น พูดไปก็กระดากปาก สุดท้ายผมก็เป็นแค่ตาแก่ที่จะหลอกกั๊กเทาไว้คนเดียวอยู่เหมือนเดิม

 

 

                ผมหมุนเปิดฝักบัวในห้องอาบน้ำรวมซึ่งร้างผู้คน ฝักบัวตัวอื่นอีกนับสิบเรียงต่อกันไปทางด้านขวาจนสุดความยาวกำแพง ปรับอุณหภูมิให้เย็นพอสมควรเพื่อร่างกายเหนื่อยล้าแถมยังเหนียวเหนอะหนะจะได้สดชื่นพร้อมรับศึกหนักในการประชุมที่กำลังจะมาถึง ใช้มือลองวัดอุณหภูมิว่าตรงตามที่ต้องการ ก่อนก้าวเดินเข้ามายืนใต้สายน้ำไม่เบาไม่แรง ปล่อยให้มันช่วยชำระล้างความเขม็งตึงของกล้ามเนื้อออกไปบ้าง จากนั้นค่อยแหงนหน้ารับน้ำเย็นชุ่มฉ่ำพลางหลับตาดื่มด่ำกับความสุขเล็กๆ

                หลังจบชั่วโมงการฝึกเทาจะไปใช้ห้องอาบน้ำรวมที่อีกฝั่งของชั้นซึ่งเดินไกลพอสมควร ผมจงใจไม่อนุญาตให้เขามาอาบด้วยเพราะเกรงว่าตัวเองจะไม่สามารถหักห้ามใจได้ไหวแล้วเผลอไผลทำอะไรเกินเลย ตั้งแต่ค่ำคืนนั้นบนเรือสำราญที่ควรจะเป็นคืนเข้าหอของผมกับฮโยริน ผมก็จำได้ติดตาว่าหุ่นสูงเพรียว เอวสอบกับสะโพกกลมกลึงของอีกฝ่ายเย้ายวนให้เกิดความร้อนรุ่มมากแค่ไหน มัดกล้ามเนื้อที่มีอย่างพอเหมาะ สัดส่วนเรือนร่างที่ตกกระทบแสงเงาชวนให้วาบหวามทุกครั้งที่เคลื่อนขยับกายแล้วสะท้อนทาบไปยังกำแพงเย็นชืด ไหนจะผิวสีน้ำผึ้งที่ถึงแม้จะเต็มไปด้วยร่องรอยของแผลเป็น แต่กลับมีอิทธิพลต่อจิตใต้สำนึกของผมที่เป็นผู้ชายเหมือนๆ กันมากเหลือล้น ด้วยเหตุนั้นผมจึงไม่คิดเสี่ยงเด็ดขาด

                เปิดเปลือกตาที่กำลังคำนึงถึงภาพติดตรึงใจนั่นเมื่อได้ยินเสียงเคาะประตูหน้าห้อง เสหน้าหนีออกจากสายน้ำเย็นที่กำลังไหลตกกระทบพื้นเสียงก้องมองไปยังประตูกระจกฝ้าที่ปรากฏโครงร่างที่คุ้นเคยเป็นอย่างดี สีเนื้อจางๆ ท่อนบนทะลุฝ้าพร่ามัวเข้ามาให้เห็น และนั่นทำให้ชีพจรเต้นรัวอย่างสายเกินควบคุม

                มีอะไรเหรอเทา? ผมตะโกนถามออกไป

                ห้องอาบน้ำอีกฝั่งกำลังปิดซ่อมแซมครับ คนดูแลบอกว่าไม่กี่วันก่อนมีคนทะเลาะกันข้างในจนพังเละเทะไปหมด นิ่งฟังเสียงเล็กค่อนไปทางโทนสูงที่ตอบกลับมา ผมขออาบน้ำที่นี่ด้วยได้ไหมครับ? อีกฝ่ายหยุดไปชั่วอึดใจ ก่อนเอื้อนเอ่ยประโยคที่ผมทั้งกลัว แต่ก็พลั้งเผลอเฝ้ารอ

                ตัวเองยืนนิ่งเหมือนถูกน้ำที่กำลังรินรดลงมาจากเหนือหัวแช่จนแข็ง ขณะเดียวกันสมองก็กำลังประมวลผลอย่างหนักเพื่อตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อันที่จริงผมว่าตัวเองยืนเหม่อลอยอยู่สักพัก ก่อนสูดหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่เมื่อได้เสียงของเทาเรียกสติกลับมา

                ผมจะยืนอาบห่างๆ ครับ พอได้ฟังก็รู้สึกผิดที่สั่งห้ามแบบนั้นเพียงเพื่อเก็บซ่อนความหื่นกามของตัวเอง ผมก็ไม่รู้ว่าเทาเอาไปปะติดปะต่อทำความเข้าใจแบบไหนในเรื่องนี้ แต่ถ้าอุตส่าห์มายืนขออนุญาตถึงหน้าประตู ผมจะห้ามอีกก็ดูใจร้ายเกินไป ในที่สุดจึงยอมให้อีกคนเข้ามาขณะท่องย้ำๆ ในหัวตัวเองว่าจะไม่มองเด็ดขาด

                ได้ยินเสียงเทาพูดขอบคุณ จากนั้นก็ตามด้วยเสียงประตูถูกผลักเปิด ชั่ววินาทีนั้นเองที่สมองอันชาญฉลาดนึกขึ้นได้ว่าค่อยให้เทาเข้ามาอาบทีหลังก็ยังไม่สาย แต่ดูเหมือนจะช้าเกินไป เมื่อดวงตากำลังจ้องมองท่อนบนเปล่าเปลือยของเด็กหน้านิ่งแล้วพื้นที่สมองก็เหมือนถูกเป่าฟองอากาศใส่เข้าไปจนเต็มแน่น

                ผมรีบหันขวับกลับมาเบิกตามองกำแพงกระเบื้องตรงหน้าราวกับมันเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรให้คลาดสายตา แค่เสี้ยววินาทีก่อนเทาเกือบจะถอดผ้าขนหนูที่พันท่อนล่างเอาไว้ออก ลึกๆ ก็เสียดาย... ผมหลับตาข่มจิตข่มใจแล้วเร่งอุณหภูมิน้ำลงอีกให้ร่างกายรู้สึกชาเพราะหัวสมองมันเอาแต่จินตนาการภาพอีกชีวิตในห้องกำลังเปลือย และส่งผลให้ช่วงล่างไม่อยู่ในโอวาท

                ใจเย็นๆ ทำใจดีๆ ไว้ ห้ามหันไปมองเด็ดขาด! ไม่อย่างนั้นที่พยายามทำมาทั้งหมดได้พังครืนแน่ ขยับปากบ่นไร้เสียงเมื่อยังคงรู้สึกร้อนอบอ้าวจนแทบบ้าทั้งที่น้ำออกจะเย็นไม่ต่างจากน้ำแข็ง ไม่นานก็ได้ยินเสียงน้ำจากฝักบัวอีกตัวถูกเปิดใช้งาน ดูเหมือนมันจะดังมาจากส่วนที่ไกลที่สุดของห้อง ผมกลืนน้ำลายอึกใหญ่แล้วตัดสินใจจะอาบแค่ลวกๆ ก่อนตัวเองจะทนต่อไปไม่ไหว

                ทว่าสัญชาตญาณดิบที่รู้ว่ามีเทาอาบน้ำอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลก็ทำให้สติผมแทบจะเตลิดเปิดเปิง ภูมิคุ้มกันที่เพียรสร้างมาตลอดสามสัปดาห์เหมือนกำลังโดนเชื้อดื้อรั้นที่ร้ายแรงกว่าเข้าเกาะกินทำลายจนแทบไม่หลงเหลือ จากแทนที่จะเร่งอาบตามที่คิด กลับกลายเป็นยืนนิ่งอยู่ใต้สายน้ำเย็นเฉียบ ก้อนเนื้อในอกกระหน่ำรัวปะทะอยู่ใต้ซี่โครงจนร่างกายสะเทือน ก่อนสายตาไม่รักดีจะค่อยๆ เหลือบมองไปทางขวาจนตกกระทบเข้ากับประติมากรรมมีชีวิตอันแสนล้ำค่าที่ในสุดของห้องอาบน้ำ

                ใต้ฝักบัวสแตนเลสตัวสุดท้าย ท่ามกลางสายน้ำที่ไหลตรงลงโอบไล้เรือนร่างเปล่าเปลือยของเทาไว้พร้อมกับไอน้ำเบาบางลอยคละคลุ้งโอบอุ้มอ้อยอิ่งไม่ต่างจากผ้าอาภรณ์วับแวมที่เชิญชวนให้ยิ่งอยากรู้อยากเห็น ผมแลบลิ้นเลียริมฝีปากตัวเองอย่างกระหาย ไม่อาจละสายตาออกจากโครงร่างเพรียวได้รูปด้านข้างที่ห่อหุ้มด้วยเนื้อหนังสีน้ำผึ้งสุขภาพดี เรือนผมสีเข้มยิ่งดูดำทะมึนน่าค้นหาเมื่อถูกสายน้ำชโลมลู่ตามโครงหน้าเรียว ผมสูดหายใจสั่นพร่าเมื่อเห็นริมฝีปากอิ่มเอิบสีชมพูคล้ำเผยอออกเพื่อใช้ช่วยหายใจแทนจมูกที่โดนสายน้ำปกคลุม

                ราวกับลืมวิธีหายใจไปชั่วขณะ พอรู้ตัวอีกทีก็ต้องรีบโกยอากาศเข้าปอดเป็นการใหญ่ หนำซ้ำอวัยวะที่ท่อนล่างก็เริ่มจะแสดงอาการเด่นชัด ผมรีบสะบัดหัวไล่ตัณหาที่ตีตื้นขึ้นมาแล้วหันกลับมายังที่ที่ควรมอง ...กำแพง พยายามอย่างหนักที่จะบังคับตัวเองให้อาบน้ำต่อ แต่สายตาก็เอาแต่เหลือบมองเทาอยู่เรื่อย

                พลันดวงตาเบิกกว้าง รู้สึกราวกับร่างกายถูกสตัฟฟ์เมื่อเห็นอีกคนกำลังก้มลงถูสบู่ที่น่องขาสวย สัดส่วนโค้งเว้าที่ปรากฏแก่สายตาทำให้ผมเลือดกำเดาแทบพุ่งไม่ต่างจากสายน้ำ

                มีอะไรหรือเปล่าครับพี่อี้ฟาน? สะดุ้งเบาๆ ก่อนละสายตาออกจากบั้นท้ายกลมกลึงที่จำได้ว่าจับขยำได้เต็มไม้เต็มมือแล้วสบเข้ากับตาคมสีเข้มลึกล้ำที่กำลังมองมา ผมได้แต่อึกอักพลางเม้มปากแน่น ก่อนส่ายหน้ารัวขณะที่เทากลับยืนตัวตรงเหมือนเดิม

                เมื่อได้คำตอบอีกคนจึงก้าวเข้าไปใต้ฝักบัวเพื่อล้างตัว ฟองสบู่ค่อยๆ ถูกสายน้ำชะล้างไหลผ่านกล้ามเนื้อลอนสวยลงบนพื้นกระเบื้องสะอาด ก่อนจะทันรู้ว่าตัวเองตั้งใจจะทำอะไร สมองส่วนจิตใต้สำนึกก็สั่งให้สองขาของผมก้าวเดินไปหาอีกฝ่ายแล้ว

                เทาที่รู้ตัวหันกลับมามอง บนใบหน้ายังคงเฉยชาเฉกเช่นเคย ทุกย่างก้าวที่เข้าใกล้ลมหายใจของผมก็ยิ่งถี่กระชั้น และสั่นมากขึ้นเรื่อยๆ ราวกับเครื่องจักรที่กำลังจะเกินขีดจำกัด ดวงตาซึ่งตอนนี้คงมืดดำเต็มไปด้วยม่านหมอกความใคร่จับจ้องเรือนกายวับวาวจากหยดน้ำที่พราวสะท้อนแสงไฟอย่างหลงใหล ยิ่งได้มองก็ยิ่งทึ่งในความสมบูรณ์แบบของอีกฝ่าย ผมหยุดยืนตรงหน้าเทาที่คราวนี้หันมาเต็มตัว ใจนึกอยากจะเข้าใกล้แนบชิดกว่านี้ แต่บางส่วนก็ยังยั้งไว้ เขาเงยหน้าเล็กน้อยเพื่อมองสบตาผมที่สูงกว่า

                เทาไม่ควรมาอาบน้ำที่นี่เลย ตั้งใจพึมพำคนเดียว แต่เพราะความเงียบ และเสียงสะท้อนก้องคงทำให้เทาได้ยินไปด้วยเพราะอีกฝ่ายกะพริบตา ก่อนก้มหน้า

                ขอโทษครับ ผมจะออกไปเดี๋ยวนี้ เทากำลังจะเอื้อมมือไปปิดฝักบัว ผมก็รีบยั้งมือเขาไว้ก่อน

                เราสองคนจ้องมองกัน กลุ่มผมเปียกชุ่มปกคลุมดวงตาเรียวสวยข้างหนึ่งของอีกฝ่าย ผมจึงใช้มือซีดเพราะสัมผัสน้ำนานเกินไปเกลี่ยออกเพื่อจะได้ชื่นชมมันชัดๆ จากนั้นสองแขนจึงยึดจับต้นแขนนุ่มลื่นที่ยังล้างคราบสบู่ออกไม่หมด ก่อนดึงรั้งเด็กตรงหน้าให้เข้ามาใกล้ยิ่งขึ้น

                เสียงครางแผ่วที่แทบไม่ได้ยินกักอยู่ในลำคอของเทาเพราะส่วนล่างของเราแตะสัมผัสกันโดยไม่ตั้งใจ ผมเพียงหายใจสะดุด รับรู้ได้ถึงอุ่นไอที่แผ่ออกมาจากร่างกายฝ่ายตรงข้าม อยากจะสัมผัสได้มันมาครอบครอง สายน้ำอุ่นจัดที่กระเด็นลงบนพื้นแทบดังกลบเสียงหายใจหนักกับเสียงชีพจรที่กำลังเต้นอย่างบ้าคลั่งของผมไม่มิด ค่อยๆ เลื่อนใบหน้าต่ำหานัยน์ตากลมที่จ้องมองไม่กะพริบ ต่ำลงจนปลายจมูกเฉียดสัมผัส กระทั่งต่ำลงอีกจนดวงตาเกือบมองเห็นกลีบปากหยักชมพูสวยเป็นภาพเบลอ

                แต่บางอย่างกลับทำให้ผมชะงักค้างการกระทำถัดไป เสียงจากจิตใต้สำนึกอีกส่วนที่ดังแทรกเข้ามากลางคัน ...ถ้าจูบแล้วหยุดตัวเองไม่ได้ล่ะ? ถ้ามันเลยเถิดไปมากกว่าคืนบนเรือสำราญนั่นล่ะ? ผมเฝ้าคิดอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันว่าไม่ควรทำแบบนั้นกับเทาอีก...

                ...เพราะมันผิด ผิดมหันต์ เทาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังโดนล่วงเกิน ไม่รู้ว่ากำลังถูกเอาเปรียบจากคนเจ้าเล่ห์ฉวยโอกาสอย่างผม เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังทำอะไร ตั้งแต่กลับจากโรม ผมก็ฉุกคิดขึ้นได้ และพยายามหลีกเลี่ยงมาตลอด อย่างมากก็แค่กอดหรือจับมือ แต่วันนี้ผมเกือบข้ามเส้นกั้นอันเปราะบางนั่นอีกแล้ว

                กลั้นหายใจแล้วถอยออกห่างกะทันหัน รีบเบือนหน้าไปทางอื่นเพื่อจะได้ไม่ถูกร่างกายเย้ายวนตรงหน้าครอบงำความคิดจนขุ่นมัวได้อีก ผมถอนหายใจยาว ก่อนหลับตาครู่หนึ่งเพื่อสงบสติอารมณ์

                เป็นอะไรหรือเปล่าครับ? ผมยิ้มบางทั้งที่ยังคงพยายามบีบบังคับให้มองไปยังพื้นที่ว่างเปล่า ก่อนส่ายหน้าช้าๆ แทนคำตอบ พี่อี้ฟาน ราวกับหัวใจถูกหลอมละลายจนอ่อนยวบเพราะน้ำเสียงที่ดูนุ่มนวลต่างจากปกตินั่น

                ทำไมเดี๋ยวนี้ถึงไม่จูบผมบ้างครับ?

 




Talked with D.Luv: ขอโทษที่หายไปนานมากกกก แบบว่าแรงบันดาลใจของฟิคนี้หดหาย ตอนนี้ค่อยๆ กลับมาแล้ว ฮาาา~ ในทวิตติดแท๊ก #อซด กันได้จ้า


ปล. ตอนนี้เลิฟกำลังเปิดพรีรอบรีปรินท์ รักหมดเลย ทำไงดี? ขยายเวลาถึง 15 มกราปีหน้าเลย ดูรายละเอียด ที่นี่



farry テーマ
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

659 ความคิดเห็น

  1. #652 Peachsmile (@kanokwan09) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 20 มีนาคม 2560 / 07:54
    เป็นตาแก่จริงๆนั่นแหละตาพี่ แต่ยอมใจความอดทนของคุณพี่ สุดยอดดดดดด น้องเทานี่ก็ ตาพี่อุตส่าห์อดทน หนูไปถามแบบนั้น โอ้ยแม่กลัวใจตาพี่
    #652
    0
  2. #628 เพียงทราย (@natnicha_sand) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2558 / 21:12
    หืออออ พี่ฟานน้องถามขนาดนี้แล้ว ถ้ายังทนได้นี่สุดยอดเลยนะ! ไม่ต้องมามัวคิดอะไรให้เสียเวลาแล้ว ทำตามใจเลย ทำน้องเลย ฮ่าๆ (เปล่ากามนะ!) ชานแบคนี่เริ่มดราม่าละ แบคน่าสงสารเชื่อชานยอลสุดหัวใจเลย ถ้ารู้ว่าที่ผ่านมาโดนหลอกนี่คงเสียใจมากอะ ชานยอลแกเริ่มจะรักหมาน้อยขึ้นมาจริงๆ จ้งฟ บางหรือเปล่า คนใจร้าย!
    #628
    0
  3. #583 กุ๊กกุ๋ย~ (@kuilanla) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 16 มีนาคม 2557 / 08:53
    อร๊ายยยยย!!!!เทานายรู้ตัวมั้ยว่ากำลังยั่วอยู่><
    ถ้าเป็นอย่างนี้พี่อี้ฟานเขาก็ไม่ทนอ่ะอย่างนี้=///////=  #ฟินยันกาเเลคซี ปิ้ววววว

    #583
    0
  4. #559 ♥ D E S T I N Y '_ dear (@violy) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2557 / 20:15
    กีสสสสสสสสสสสสสส *scream*
    น้องจื่อถามไรลูกกกกกกกกกกก ><
    พูดอะไรออกมารู้ตััวม้ายยยย ย ,,แบบนี้อิพี่อี้มันจะทนได้อย่างไร ฮอลลล

    อ๋อยยย ยิ่งอ่านยิ่งหลงน้องจื่อ คนอะไร๊น่ารักไมซะหมดเล่อะเชียะ  ♥
    #559
    0
  5. #456 Rainy2Fon (@namfon4097) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 7 มกราคม 2557 / 16:58
    ทำไมน้องยั่วงี้  พี่อี้ฟานอย่าไปทนน้องนะ
    #456
    0
  6. วันที่ 18 ธันวาคม 2556 / 08:17
    พังค่ะ พัง! สติจะะพังกับประโยคสุดท้าย อ๊ายยยยยย!!
    ตาแก่ของเราอุส่าห์อดทน หรอ? แต่เจอน้องพูดแบบนี้จิไม่ทนนะคะ 
    สงสารแบคถ้ารู้ว่ายอลทำอะไร คงจะเสียใจน่าดู 
    #451
    0
  7. #446 OARii (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2556 / 20:42
    อร้ากกกก เขิลลเฟร้ยยย

    สนุกง่ะะ มาต่อเร้วๆนะงิ รออยุ่ๆ

    ต่อไปจะอะไรน้ออ ???? 55555
    #446
    0
  8. #445 Night-Rebellion-jung (@YunJae-24) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2556 / 01:01
    จิเป็นลมมมมมมมมมมม

    คร่อกกกก ;////////////////////////;

    ทำไมเขินเงี้ยยยยยยยยยยยยยยยย งื้อออออออออออออออ

    น้องคงสงสัยว่าทำไมอิพี่ไม่จูบเหมือนเมื่อก่อนล่ะ โฮฮฮฮฮฮร

    ล้ะคงไม่รู้สินะว่าอู๋อี้แม่งต้องถือศีลอดขนาดไหน 55555555555555555555555

    นึกภาพออกเลยแบบ อยากหันไปมองใจจะขาด ก็เหมือนว่าจะทำได้ แต่สุดท้ายก็หันกลัไปมองอยู่ดี ฮออลลลลล

    อิจฉาอู๋ งื้ออออออออออออออออออ

    เรือนร่างของน้องงงงเทาาาาาาาาาาาา #ขอเลือดแพร่บ

    #ใชรสั่นนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนน

    มั่นใจว่าพี่คริสทนได้อีกไม่นาน ฮออออลลล

    แต่ก็แอบสงสารฮโยรินอ่ะ นางไม่ได้ทำอะไรผิดเลยอ่าาาา

    พี่คริสแอบเห็นแก่ตัว อ่ะ ใจร้ายๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

    ไรท์เค้าขอเอ็นซีได้ป่ะล่ะ #ทำตาหวานซึ้ง #งื้อออออออออออ

    น้องเทาซื่อใสได้น่าเดสทรอยมากกกกกกกกกกกกกกกกกกก

    อยากแบบ อยากทำให้นางร้องวันละหลายๆหน โฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮ

    ;//////////////////////////////////////////////;

    นี่พิมพ์อะไรลงไปเนี่ยยย งื้ออออออออออออออออ



    #445
    0
  9. #443 house of love (@moondaki) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 4 ธันวาคม 2556 / 09:24
    อพคหื่นล้านเลเวล
    น้องก็ซื่อๆเฮียพูดอะไร
    ก็เชื่อรู้ไหมที่เฮียพูดมันเข้าทางหื่น
    ตลอด
    #443
    0
  10. #442 Onla (@onla) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2556 / 22:04
    "ทำไมเดี๋ยวนี้ไม่จูบผมบ้างเลยครับ" 



    ถามว่าฟินไหมเออฟินมาก

    น้องถามแบบนี้ อยากเสียตัวสินะ 5555555555
    #442
    0
  11. #439 ngampisut (@ngampisut) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2556 / 10:57
    สงสารแบคอ่ะ
    ตอนนี้คือคิดว่า ยอลหลอกใช้แบค อันนี้รู้
    แต่เราว่ายอลก็รักแบคใช่มั๊ย
    งานนี้เจ็บกันทั้งคู่ล่ะ ถ้าความจริงมันเปิดเผยออกมาน่ะนะ
    เขินมาก ตอนที่แบคโทรไปหายอลอ่ะ แบบ จะหวานไปไหนคะ
    มีทำกับข้าว ซื้อของขวัญให้ด้วยอ่ะ โอ๊ยจะน่ารักไปไหนเนี่ย
    เดาไม่ถูกเลย ว่าคู่นี้จะจบยังไง เศร้า

    มาที่คริสเทา
    พี่คริส เรียนผูกก็ช่วยเรียนแก้ด้วยนะ สอนอะไรน้องไว้ก็ไม่รู้
    เจ้านายก็หื่นโคตร ส่วนน้องเทาก็ ชอบยั่วสุดๆอ่ะ (ถึงจะไม่รู้ตัวก็เหอะ)
    งานนี้ไม่รอดแน่ ทำไมเดี๋ยวนี้พี่ไม่จูบผม โอ๊ย เทาคะ งานนี้คงไม่แค่จูบเเล้วล่ะค่ะ

    สู้ๆนะคะไรท์
    #439
    0
  12. #437 matteyey (@matteyey) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2556 / 23:56
    อ้ากกกกกกกกกกก พี่คริสส หักห้ามใจตัวเองเกือบไม่อยู่ เกือบแล้วๆโง้ยยย ยิ่งอ่านยิ่งลุ้น จะกินน้องตอนไหน5555555 มาต่อเร็วๆนะคะไรต์><
    #437
    0
  13. #436 piitixz (@myploy-k-otic) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2556 / 18:51
    สงสารแบคอ่าาาถ้าแบครู้ึความจริงทั้งหมดจะเป้นไง TT
    ดูตาแก่โรคจิตสิ ไหนจะไม่ลวนลามน้องไง - -
    เห็นนิดๆหน่อยๆก็ไปซะละ ..
    #436
    0
  14. #435 eunpunch (@punchiiz38) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2556 / 18:48
    อหหหหหหห บอสคะะะะะะะะะะะ
    อ่านแล้วก็แบบ ใช่ค่ะ ใช่มากๆ บอสคือตาแก่โรคจิตอย่างถูกต้องเลยแหละค่ะ
    คือนี่คือล่อลวงน้องแบบ น้องก็ไม่ได้รู้ตัวอะไรเลย หลอกลวงชัดๆ T______T
    จริงๆนะคะ บอสหื่นกามจริงๆนะ แค่เห็นน้องก็จะทนไม่ไหวแล้ว ต้องใจเย็นค่ะ ต้องใจเย็นนะ
    แต่ถ้าพูดกันตามตรงแล้วคือ น้องก็น่าล่อจริงๆนั่นแหละ TOT
    คนบ้าอะไรทำตัวเหมือนแมวเลย T w T 
    แล้วคือบอสหวงนะ หวงน้อง หมอนั่นมาหอมแก้มน้องเหรอ ไม่ยอมหรอกนะ ฮึ่ก
    สั่งห้ามเบยย ห้ามทำแบบนี้กับใคร ห้ามให้ใครมาทำแบบนี้ด้วย ใครมาทำต้องสวนกลับเลย สมน้ำหน้าค่ะ สอนอะไรน้องผิดๆ 5555555

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 1 ธันวาคม 2556 / 18:50
    #435
    0
  15. #434 kate (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2556 / 18:41
    เศร้าทั้งคู่เลย รู้สึกหน่วงมากอ่ะ
    #434
    0
  16. #432 L.Honey (@luluhoney) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2556 / 17:11
    ทำไมถึงไม่จูบผมบ้างละครับ โอ้ยยยยยยยยยยอาเทา คำพูดนี้คริสจะไหวไหมเนี่ยฮ่าๆๆๆ

    อยากอ่านตอนต่อไปจังเลยคะเลิฟ เขาจะรออ่านนะอยากอ่านมากๆย๊าาาาา
    #432
    0
  17. #431 ❝pattin (KarunaZitao) (@karunazitao) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2556 / 15:53
    แบคน่าสงสาร ทั้งหน้าที่ ทั้งคนที่ตัวเองรัก เข้าใจความรู้สึกเจ็บเลย
    เฮ้ออ ส่วนพี่คริสกับน้องเทานี่ดูหม่นๆเนอะ รักมากแต่ก็ทำได้เพียงแค่รู้อยู่ในใจ
    เราแอบสงสารพี่คริสที่รู้หัวใจตัวเองกระจ่างแจ้ง ในขณะที่เทากำลังสับสน
    แล้วอีกอย่างเทาเป็นเด็กใสซื่อ ไม่ค่อยประสีประสากับเรื่องอย่างว่าเท่าไหร่
    ใจนึงก็อยากให้เทาเป็นของพี่คริส แต่อีกใจนึงก็ไม่อยาก เพราะพี่คริสยังมีเจ้ฮโยอยู่
    แถมอีกอย่างมันคงไม่ยุติธรรม หากพี่คริสพรากความบริสุทธิ์ของเทาไป
    ทั้งๆที่น้องยังไม่มั่นใจในความรู้สึกของตัวเอง มาต่อเร็วๆนะคะ ^^
    #431
    0
  18. #430 ZeHn GungnanG (@lilyvacy) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2556 / 09:02
    ทำไมอพคถึงหื่นเช่นนี้
    เทาหนูพูดอะไรออกมาลูก
    #430
    0
  19. #428 Midiizney (@mildsuka) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2556 / 22:31
    แบคน่าสงสารมากๆอ่ะ ;_;
    #428
    0
  20. #427 N'jean love tao (@noojean) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2556 / 08:54
    อ่าสงสารหมาน้อยจังเลย
    อีกฝ่ายก้อคนรัก
    อีกด้านก้อคือหน้าที่
    คิดแล้วเจ็บแทน
    #427
    0