[EXO] INCIDENT สอนรักนายนักฆ่า [Kris x Tao] END

ตอนที่ 15 : ▌No.13: Deaths

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 849
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    5 ก.พ. 57








Death doesn’t the end of the story

It’s just prelude of tragically.

 

 

                ผมมองหน่วยสไนเปอร์สิบคนกำลังเคลื่อนตัวอย่างเงียบเชียบไต่ไปตามแนวตึกเก่าที่ตั้งล้อมรอบโกดังร้างในระยะใกล้บ้างไกลบ้างซึ่งเป็นเป้าหมายครั้งนี้ ก่อนทั้งหมดจะซ่อนตัวอย่างมิดชิดเตรียมซุ่มยิงพวกคนร้ายเพื่อเคลียร์ทางให้ผม และคนอื่นๆ ในหน่วยบุกเข้าไปจับกุมได้ง่ายขึ้น

                พยายามสูดหายใจเข้าออกลึก ๆ ช้าๆ เพื่อลดอาการตื่นเต้นหรือบางทีอาจจะตื่นกลัว? บอกตามตรงว่าครั้งก่อนๆ ผมดีใจมากที่มันเป็นแค่แผนหลอกไม่มีการซื้อขายอาวุธจริง แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่แบบนั้น เพราะสายรายงานว่ามีการลักลอบขนอาวุธสงครามอันตรายเข้ามาล็อตใหญ่ กอปรกับที่หนึ่งในหน่วยสไนเปอร์เพิ่งรายงานเข้ามาเมื่อไม่กี่วินาทีก่อนว่ามีพวกคนร้ายเดินเฝ้ายามอยู่รอบโกดังพร้อมอาวุธครบมือหนาแน่น

                โชคดีที่โกดังร้างแห่งนี้ตั้งอยู่แถบชานเมือง ผู้คนจึงกระจัดกระจายอาศัยอยู่ไม่หนาแน่นเท่าไหร่ ซ้ำตึกรอบๆ ส่วนใหญ่ก็ถูกทิ้งร้าง ซึ่งเกิดจากสาเหตุอะไรผมก็ไม่แน่ใจ บางทีมันอาจถูกใช้เพื่อการนี้มานับครั้งไม่ถ้วนแล้วก็เป็นได้ แนบแผ่นหลังติดกำแพงปูนสีเทาแตกกะเทาะ ส่งผลให้เศษของมันร่วงกราวลงพื้น ก่อนจับปืนในมือแน่นเตรียมพร้อมเหมือนคนอื่นๆ เพื่อรอคำสั่งจากสารวัตรที่กำลังฟังหน่วยย่อย ซึ่งประจำอยู่ในแต่ละพื้นที่รายงานทัศนวิสัย

                แต่เรื่องหนึ่งที่ทำให้ผมโล่งอก หรือหายใจหายคอได้สะดวกเป็นครั้งแรกในระยะเวลานานแสนนาน คือชานยอลไม่มีท่าทีผิดปกติใดๆ กับการลักลอบค้าอาวุธคราวนี้แม้แต่นิด ตลอดหนึ่งอาทิตย์ที่ถูกกึ่งบังคับกึ่งเต็มใจให้อยู่ใกล้ชิดชานยอลเพื่อหาหลักฐานอะไรก็ตามที่เข้าข่ายน่าสงสัย แน่นอนว่าไม่พบอะไรทำนองนั้นเลย

                สีหน้าแสดงความผิดหวังเด่นชัดของสารวัตรปรากฏทุกครั้งที่ผมเข้าไปรายงาน ซึ่งทำให้แอบรู้สึกสะใจอยู่ลึกๆ ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่เลิกตั้งข้อสงสัยง่ายๆ สารวัตรมักมีข้อสังเกตใหม่เอี่ยมมาโน้มน้าวให้คล้อยตามอยู่เสมอ และทุกครั้งความรู้สึกผิดจะเข้าเกาะกุมจิตใจผมจนแทบบ้าที่มักหลงโอนเอนตามผู้บังคับบัญชา ทั้งที่ตัวเองเชื่อใจชานยอลเหนือสิ่งอื่นใด

                ระหว่างที่เกือบทั้งหน่วยมารวมตัวกันอยู่ที่นี่ สารวัตรยังคงจัดให้มีคนคอยตามดูผู้ต้องสงสัยทั้งสามอย่างใกล้ชิด แต่ลดจำนวนเหลือแค่เจ้าหน้าที่หนึ่งนายต่อผู้ต้องสงสัยหนึ่งคนจากเดิมที่มีถึงสาม และสิ่งที่ทำให้สารวัตรค่อนข้างเครียดรวมถึงผมกับคนทั้งหน่วยด้วยก็คือ ในผู้ต้องสงสัยทั้งสามนั้นไม่มีใครเคลื่อนไหวพิรุธใดๆ เกี่ยวข้องกับการค้าอาวุธครั้งนี้เลย

                ...ถ้าสามคนนั้นไม่ฉลาดเป็นกรดแล้ววางแผนได้แยบยลจนสายตาอันเฉียบคมของสารวัตรยังมองไม่ออกก็หมายความว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาทั้งหน่วยจับตาดูผิดตัวมาตลอด หรือ...อีกนัยหนึ่งคือมีตัวร้ายตัวใหม่โผล่ออกมาเพิ่ม ซึ่งเป็นไปได้ว่าอาจจะต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ ตามที่สารวัตรพูดด้วยสีหน้าเรียบนิ่งในห้องประชุมเมื่อวาน

                ลอบพ่นลมหายใจเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในห้องประชุม ก่อนเห็นสารวัตรซึ่งยืนอยู่ข้างกันดึงโทรศัพท์ที่กำลังสั่นออกมาดู สังเกตเห็นแววเคลือบแคลงพร้อมคิ้วเข้มที่ขมวดเข้าหากันของอีกฝ่าย ก่อนเขาจะกดรับด้วยสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นขณะกำลังฟังปลายสาย ต้องสำคัญมากแน่ สารวัตรถึงยอมรับในสถานการณ์แบบนี้

                แน่ใจเหรอ? เขาย้ำถามกับคู่สนทนาพลางเหลือบสายตาซึ่งแฝงความนัยบางอย่างมองผม เดี๋ยวฉันจะรีบส่งคนไปช่วย

                “มีเรื่องอะไรหรือครับ? ถามทันทีที่สารวัตรวางสาย อีกฝ่ายถอนหายใจขณะเก็บโทรศัพท์แล้วทำท่าหยุดคิดชั่ววินาที

                ซองแจโทรมารายงานว่าคลาดกับปาร์คชานยอลตอนขับรถตาม ...ดูเหมือนอีกฝ่ายกำลังหลบหนี

                ผมลืมไปชั่วขณะว่าการหายใจเป็นยังไง ลืมไปชั่วขณะว่าตอนนี้ตัวเองกำลังอยู่ในสถานการณ์แบบไหน จังหวะหัวใจเต้นกระหน่ำ เพราะความหวาดกลัวที่กำลังเริ่มเกาะกุม ราวกับครอบงำทั้งร่างกายให้แข็งทื่อ ไม่จริงหรอก ซองแจคงแค่คิดสรุปเอาเอง คงแค่คลาดกับชานยอลเฉยๆ มากกว่า ชานยอลจะต้องหนีทำไม เขาไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย

                ทำไม...ซองแจถึงคิดว่า... ชานยอลกำลังหนีล่ะครับ? เสียงที่ใช้ทั้งสั่นและเบาหวิว

                เพราะตอนที่ซองแจขับรถตามปาร์คชานยอลเข้าไปในอุโมงค์ อยู่ๆ ก็เกิดเหตุรถชนขวางไว้กะทันหันแล้วพอขับตามเข้าไป หมอนั่นบอกว่าเห็นรถของปาร์คชานยอลถูกจอดทิ้งไว้ แต่ไม่เจอตัวคนขับ

                รู้สึกน้ำลายที่เหือดแห้งอยู่แล้วกลับยิ่งแห้งผากราวกับกำลังกลืนเม็ดทรายลงลำคอ ผมทิ้งสองแขนที่ตอนแรกจับกระบอกปืนไว้มั่นลงอย่างหมดแรง ขณะสายตามองเหม่อจับจ้องพื้นดินร่วนใต้เท้า รอบข้างเองก็เงียบสงัดเพราะทุกคนต่างได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้น ต้องเป็นเรื่องเข้าใจผิดกันแน่ๆ บางทีรถอาจจะเสียแล้วมีธุระด่วนเขาเลยโบกแท็กซี่ไปต่อก็ได้

            ไม่มีทาง... ไม่มีทางที่ยอลลี่จะเป็นคนร้ายได้หรอก

                แบคฮยอน สารวัตรยื่นมือมาจับมือผมที่กำลังสั่นเทิ้มด้วยความเป็นห่วง

                ได้โปรดอนุญาตให้ผมเป็นคนออกไปตามหาชานยอลด้วยครับ สูดหายใจลึกแล้วร้องขอเสียงหนักแน่น สารวัตรแสดงท่าทีลังเล แต่ถึงยังไงผมก็ไม่ยอมติดแหง็กอยู่ที่นี่ทั้งที่ใจลอยไปที่อื่นแน่ ผมขอไปพิสูจน์เรื่องนี้ด้วยตัวเอง หยุดพักหายใจแล้วเม้มปากแน่น พยายามกลั้นหยาดน้ำตา ...ถ้าชานยอลเป็นคนร้ายและพยายามหลบหนีจริง ผม... จะเป็นคนจับกุมเขาด้วยตัวเอง

 

 

                ผมกัดกำปั้นขวาแน่นจนชาเพื่อสะกดอาการสติแตกของตัวเอง ขณะสายตาจับจ้องถนนคอนกรีตสายยาวเบื้องหน้า ตอนนี้ผมอยู่บนรถกับซองแจแล้ว แน่นอนว่าอีกฝ่ายต้องทำหน้าที่ขับ เพราะตัวผมเองคงไม่สามารถรวบรวมสมาธิจดจ่อกับอย่างอื่นได้

                ซองแจกำลังเร่งสปีดขับตามหารถของชานยอลให้ทัน ซึ่งก่อนหน้านี้อีกฝ่ายติดต่อศูนย์ของตำรวจทางหลวงให้ช่วยเช็คกล้องวงจรปิดบนถนนทุกตัวเพื่อตรวจจับหาใบหน้าของชานยอลจนเจอ และพบว่าเขากำลังขับตรงไปยังสนามบิน

                ผมพยายามบอกตัวเองซ้ำๆ ว่ามันเป็นเพียงเรื่องเข้าใจผิด แต่ก็ไม่สามารถหาเหตุผลที่เข้าท่ามาอธิบายได้ ว่าเพราะอะไรชานยอลถึงต้องรีบเร่งไปสนามบิน ทำไมต้องเปลี่ยนรถกลางทาง ในเมื่อตอนที่ซองแจลองสตาร์ทรถคันที่ชานยอลรีบเสียจนเสียบกุญแจทิ้งไว้มันก็ยังใช้ได้ปกติ ...หรือบางทีเขาอาจมีธุระด่วนแล้วคนอื่นขับรถมารับ?

                หลับตาแน่นแล้วเลื่อนมือขึ้นปิดหน้า ยังไงมันก็ไม่สมเหตุสมผล ทั้งที่อยู่ด้วยกันตลอดคืนก็ไม่เห็นยอลลี่บอกเลยว่าต้องออกนอกประเทศ อีกอย่างเขายังอยู่ในช่วงพักร้อนด้วยซ้ำ ยิ่งคิดเท่าไหร่ก็ยิ่งร้อนรนมากขึ้นเท่านั้น รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะขาดใจตายเพราะความไม่แน่ไม่นอนที่ต้องเผชิญ

                นายไม่ใช่คนแบบนั้นหรอก ใช่ไหม ...ชานยอล?

                เจอแล้ว!? ซองแจพูดเสียงตื่น ผมสะดุ้งหลุดจากภวังค์แล้วกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ขณะมองหารถตามที่ตำรวจทางหลวงแจ้งรูปพรรณสัณฐาน ก่อนกำมือซึ่งกำลังเริ่มสั่นอย่างน่ากลัวกับเข็มขัดนิรภัยแน่น นายโอเคไหม? ผมแค่พยักหน้ารัวเร็วระหว่างแค่พยักหน้ารัวเร็วขรรณสัณฐานมานอาจถูกใช้เพื่อการนี้มานับครั้งไม่ถ้วนแล้วก็เป็นได้สายตาจับจ้องเมอร์ซิเดสสีน้ำเงินที่ถูกคั่นห่างด้วยรถคันอื่นเพียงสามสี่คัน

                จากนั้นซองแจก็เปิดเสียงไซเรนแล้วเร่งเครื่องขับปาดหน้าคันอื่นๆ เพื่อตีคู่กับชานยอล ผมเบิกตากว้างทั้งช็อคและผิดหวัง เมื่อเห็นอีกคนเร่งความเร็วหนีทิ้งห่างไปอีกหลายช่วง ทำไมล่ะ!? จากวินาทีนั้นผมก็แทบไม่รับรู้เรื่องว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง เพราะหัวสมองเอาแต่จดจ่อกับคำเดิมซ้ำๆ ว่าทำไม?

                ทำไมเรื่องกลายเป็นแบบนี้? ทำไมชานยอลต้องหนี? หรือว่าอีกคนจะไม่ได้ตั้งใจ อาจแค่รีบไปทำธุระไม่อยากถูกจับเรียกค่าปรับก็ได้ แล้วทำไมผมจะต้องกลัวลนลานมากขนาดนี้ด้วย? ทำไมไอ้น้ำตาบ้านี่ถึงพานจะไหลอยู่เรื่อย? เข้มแข็งไว้สิแบคฮยอน ยังไม่แน่นอนสักหน่อยว่าเรื่องมันเป็นยังไง

                สะดุ้งโหยงสุดตัว เมื่อเข็มขัดนิรภัยรั้งร่างกายที่ถูกกระชากไปด้านหน้าเพราะรถเบรกกะทันหัน สมองประเมินได้ว่าก่อนหน้านั้นสองหูได้ยินเสียงดังอึกทึกเลือนลั่น รีบกวาดตาสำรวจตัวเองกับซองแจและรอบรถเพราะคิดว่าถูกชน แต่ทุกอย่างกลับยังปกติดี

                กำลังจะถามว่าเกิดอะไรขึ้นก็เห็นสายตาอีกฝ่ายจ้องตรงไปด้านหน้าไม่กะพริบ ผมรีบมองตาม ก่อนค่อยๆ เบิกตา เมื่อสมองทำหน้าที่ได้ช้าเกินจำเป็น ควันโขมงสีเทาลอยขึ้นสูงจากฝากระโปรงเมอร์ซิเดสสีน้ำเงิน ซึ่งตรงกลางยุบหายเข้าไปเพราะพุ่งชนกับเสาเหล็กต้นใหญ่ ตอนนั้นเองเสียงหวูดเรือสินค้าก็ดังสมทบขึ้นทำให้รู้ว่าตอนนี้ไม่ได้กำลังอยู่บนถนนอีกแล้ว แต่อยู่ในท่าเรือที่ไหนสักแห่ง

                ผมสะดุ้งอีกรอบแล้วหันขวับมองซองแจขึ้นลำกล้องปืน ก่อนปลดล็อคประตู จังหวะหัวใจเต้นถี่รัวอย่างกระวนกระวาย ขณะมองอีกฝ่ายสลับกับซากรถของชานยอล

                ...อย่าเป็นอะไรนะ ...อย่าเป็นอะไรเลย ฉันจะออกไปช่วยนายเดี๋ยวนี้

                แบคฮยอน นายรออยู่ในนี้ เดี๋ยวฉันจัดการเอง อีกฝ่ายบอกพลางบีบไหล่ซ้ายผมแน่น เมื่อผมเองก็ปลดเข็มขัดนิรภัยออกเตรียมลงจากรถ

                ไม่ ฉะ...ฉันจะไปเอง ฉันจะออกไปคะ...คุยกับชานยอลก่อน บอกตะกุกตะกัก เนื้อตัวยังคงสั่นจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่ทันเตรียมใจ

                นายแน่ใจเหรอ? ผมพยักหน้ายืนยัน

                ฉันเป็นแฟนเขา เขาไม่ทำอะไรฉันหรอก ไม่ต้องห่วง เมื่อบอกจบก็ได้แต่กลืนน้ำลายอย่างประหม่า สิ่งที่เพิ่งพูดไปราวกับพยายามปลอบใจตัวเองมากกว่า วินาทีนี้ผมไม่อาจมั่นใจได้อีกแล้วว่าเรื่องไหนจริง หรือเรื่องไหนที่ไม่จริง

                แบคฮยอน กำลังจะลงจากรถซองแจก็รีบรั้งไว้ ก่อนส่งสายตามาทางกระบอกปืนที่ผมเก็บไว้ในซองหนังตรงเข็มขัด แค่เตรียมเอาไว้ เมื่อเขาเห็นท่าทีลังเลก็พูดเสริม ผมกัดริมฝีปากแน่น แต่ก็ทำตามเพื่อให้อีกคนวางใจ

                แข้งขาไร้ซึ่งเรี่ยวแรงแทบจะทำให้ร่างกายทรุดลงกับพื้นทันทีที่ก้าวออกมายืนนอกรถ ใช้มือท้าวกับประตูเอาไว้เพื่อช่วยพยุง ก่อนสูดหายใจเข้าออกลึกๆ ตั้งสติ ทำอย่างเดิมอยู่หลายวินาที ก่อนกำกระบอกปืนที่ยังไม่ได้ขึ้นลำกล้องในมือแน่นแล้วรีบเดินให้เร็วที่สุดไปยังรถของชานยอล

                ต้องรีบช่วยเขาออกมาก่อน ผมชะงักกลางทางเมื่อเห็นว่าประตูเมอร์ซิเดสฝั่งคนขับถูกกระแทกเปิดออก ก่อนเจ้าของร่างสูงจะโซซัดโซเซออกมาแล้วล้มลงกับพื้น

                ชานยอล!” เปล่งเสียงกึ่งตะโกนกึ่งหอบหายใจอย่างโล่งอก พลันน้ำตาที่เอ่อคลออยู่เนิ่นนานก็ไหลออกมา

                อย่าเข้ามาใกล้ฉัน! น้ำเสียงดุดันที่ไม่เคยคุ้นตะคอกห้าม

                สองเท้าถูกตรึงอยู่กับที่ได้ชะงัด ขณะอ้าปากค้างจะพูดอะไรก็พูดไม่ออกด้วยความไม่เข้าใจ ตอนที่เห็นว่าในมือขวาของอีกคนถือปืนเอาไว้ ทะ...ทำไมชานยอลถึงมีปืนด้วยล่ะ? ผมเซถอยหลังหลายก้าว เพราะทันทีที่อีกคนหยัดยืนลุกขึ้นได้สำเร็จ เขาก็รีบหมุนตัวกลับมาแล้วชี้ปลายกระบอกปืนใส่ผมพลางขึ้นนกอย่างชำนาญ

                ริมฝีปากสั่นระริกพร้อมกับน้ำตาแห่งความเสียใจระลอกใหม่ จ้องมองเจ้าของใบหน้า ซึ่งรักสุดหัวใจกำลังส่งสายตาว่างเปล่าพลางเล็งปืนมาที่ตัวเองอย่างใจหาย รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบเพิ่งพังถล่มลงมาไม่เหลือชิ้นดี ชานยอลยกมุมปากยิ้มเยาะ เป็นรอยยิ้มที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อนสักครั้ง เขาค่อยๆ เดินถอยหลังออกห่างพลางใช้แขนเสื้อเช็ดรอยเลือดสีแดงเข้มที่กำลังไหลออกจากแผลแตกบนหน้าผาก

                ทำไม ...ทำไมต้องหนีด้วย? หลังความเงียบกริบอันแสนเจ็บปวดเข้าปกคลุมอยู่สักพัก จึงถามออกไปเมื่อค้นเสียงตัวเองเจอ เกิดอะไรขึ้นกันแน่? นายโดนบังคับใช่ไหม? นายโดนใส่ร้ายใช่หรือเปล่า?

                คนฟังส่ายหน้าพร้อมหัวเราะเสียงดังราวกับสิ่งที่ผมพูดเป็นเพียงโชว์ตลกน่าขัน สายลมแผ่วพัดเข้ามาทางช่องว่างที่เปิดโล่งจากแม่น้ำ ยิ่งทำให้ตัวสั่นเทิ้มจากความเจ็บปวดที่ทวีสูงขึ้น เกิดอะไรขึ้นกับปาร์คชานยอลคนที่ผมรู้จัก?

                เห็นชัดตำตาขนาดนี้ยังคิดจะหลอกตัวเองอยู่อีกอย่างนั้นเหรอบยอนแบคฮยอน? อีกฝ่ายถามกลับด้วยใบหน้ายียวนแล้วถอนหายใจเสียงดัง นายมันช่างใสซื่อไร้เดียงสาเสมอต้นเสมอปลายซะจริง เรื่องนี้ต้องขอชมจากก้นบึ้งหัวใจเลย ไม่พูดเปล่ายังทำท่าโค้งคำนับเสริม

                ชะ...ชานยอล พูดชื่ออีกฝ่ายเสียงเบา รวดร้าวเหมือนหัวใจถูกตัดแบ่งครึ่งแล้วถูกขยำขยี้จนเหลวเละ ในหัวตื้อตันไปหมด เกือบหลงคิดว่าตัวเองแค่กำลังฝันร้าย เกือบหลงคิดไปว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นจริง

                ออกจากโลกแห่งจินตนาการสวยหรูกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริงได้แล้ว คุณตำรวจน้ำตาผมไหลเป็นสายตอนที่เขาเน้นเสียงท้ายประโยค เหมือนตอกย้ำว่าผมเป็นใครและเขาคือใคร ขอบคุณที่ทำให้ชีวิตฉันมีรสชาติมากขึ้นนะ แบบว่า... ทำให้มันน่าเบื่อน้อยลงนิดหน่อย

                ตั้งใจหลอกฉันมาตลอดเลยเหรอ? กลั้นใจถามออกไป เพียงอยากได้ยินชัดๆ แม้รู้ว่าตัวเองต้องเจ็บปวดเจียนตายเพราะคำตอบ

                ใช่ ชานยอลตอบพลางยักไหล่ราวกับมันไม่ใช่เรื่องสำคัญ นายเป็นแค่หมากตัวหนึ่งบนกระดานของฉันก็เท่านั้น ฉันแสดงละครเก่งใช่ไหมล่ะ? เพราะนายเชื่อซะสนิทเลยนี่พูดพลางทำตาพริบพราวแล้วเลียริมฝีปาก ขณะไล่มองผมตั้งแต่หัวจรดเท้า

                พยายามข่มกลั้นก้อนสะอื้นแล้วสไลด์ขึ้นลำกล้องปืนในมือ น่าเจ็บใจนักที่น้ำตาไหลไม่ยอมหยุด ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเกิดจากความเสียใจที่โดนหลอก หรือเกิดจากความเจ็บใจที่ตัวเองโง่งมไม่ลืมหูลืมตาอยู่นาน แม้อยากจะลั่นไกฆ่าคนตรงหน้าให้ตายๆ ไปซะ แต่ตัวตนอีกส่วนก็ยังหักห้ามมันเอาไว้ได้

                ไม่เคยรู้สึกกับฉันอย่างที่แสดงออกมาบ้างสักครั้งเลยเหรอ? ...ถามออกไปให้ได้อะไรขึ้นมา? ให้กระจ่างแจ้งเจนตา ...ให้มันเจ็บปวดจนถึงที่สุดในคราวเดียว? ชานยอลค่อยๆ หุบยิ้มแล้วเสมองไปทางอื่นเหมือนไม่กล้าสบตา น่าแปลกที่พฤติกรรมนั้นกลับทำให้แสงแห่งความหวังถูกจุดริบหรี่ขึ้นในจิตใจมืดดำบอบช้ำของผมอีกครั้ง

                คุณตำรวจไม่ควรเชื่อใจใครง่ายๆ แบบนี้เลยนะ ทว่าความหวังนั้นก็ถูกรอยยิ้มเยาะเย้ยที่เปรียบเสมือนกระแสลมพัดจนดับ หายนะชัดๆ ต่อไปนี้ถ้ามีคนอื่นเข้ามาในชีวิต นายคงต้องมีภาพฉันหลอกหลอนแน่ๆ

                นายทำแบบนี้ทำไม!? ตะโกนถามจนแสบคออย่างเหลืออด

                เพื่อความสนุก ชานยอลตอบพลางยักคิ้ว สุดท้ายผมที่ทนไม่ไหวก็ส่งเสียงร้องสะอึกสะอื้นออกมา ก่อนใช้สองมือซึ่งยังคงสั่นประคองกระบอกปืนขึ้นเล็งไปยังอีกคน ชานยอลเลิกคิ้วมองราวกับไม่เชื่อสายตาด้วยสีหน้าล้อเลียน ต้องแบบนี้สิ ถึงจะสมเป็นคนที่คอยปกป้องประชาชนหน่อย

                ...ยอมมอบตัวซะ ฉันไม่อยากยิงนาย ผมเตือนเสียงเย็น หลังพยายามหักห้ามอาการฟูมฟายที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ในเวลานี้อยู่นาน

                ผมรักชานยอล รักสุดหัวใจ แต่ความรักจากอีกคนที่ผมเห็นมาตลอดมันเป็นแค่เรื่องหลอกลวง และความโง่งมของผมก็ส่งผลต่อชีวิตผู้คนอีกมากมาย แม้จะไม่อยากทำอย่างนี้... แม้จะมีวูบหนึ่งทั้งอยากฆ่า หรืออยากปล่อยให้หนีไป แต่ก็รู้ว่าถึงเวลาที่ควรจะทำสิ่งถูกต้องเสียที

                ฉันเองก็ยังไม่อยากตายเหมือนกัน อีกคนคว่ำปากพร้อมแสร้งทำสีหน้าขึงขัง แต่ยังไงก็คงจะหนีไม่รอดสินะบอกพลางมองเลยไปยังด้านหลัง ผมหันกลับไปชั่ววินาที ซึ่งซองแจออกมายืนข้างรถ และกำลังเล็งปืนไปที่ชานยอลอีกคน

                รู้ตัวก็ดี วางปืนลงกับพื้นแล้วเตะมาให้ฉัน จากนั้นก็ยกมือไว้เหนือหัวซะสั่งเสียงแข็ง พยายามควบคุมอารมณ์ให้นิ่งที่สุด ก่อนใช้หลังมือซ้ายเช็ดน้ำตาออกจากสองข้างแก้มลวกๆ

                มอบตัวเสียชานยอล ...เพราะฉัน... ไม่อยากให้นายตาย

                โอเค... อีกคนลากเสียงยาวแล้วพยักหน้าโดยไม่ละสายตาออกจากผม ผมเม้มปากมองเขาอย่างเจ็บปวด ไม่นึกเลยว่าเรื่องราวมันจะกลายมาเป็นแบบนี้ มันเป็นเพราะผมโง่เกินไป และเป็นเพราะชานยอลแสดงละครตบตาเก่งเกินไป

                อีกฝ่ายค่อยๆ ก้มตัวลงเพื่อวางกระบอกปืนลงตามคำสั่ง แต่ในวินาทีสุดท้าย ก่อนที่วัตถุนั่นจะแตะพื้นชานยอลกลับหยุดชะงักแล้วยืดตัวตรง พลันเล็งสิ่งนั้นนั้นมาที่ผมอีกหน ได้แต่เบิกตาตกใจ และก่อนที่จะทันรู้ตัวเรียวนิ้วก็เหนี่ยวไก เสียงดังลั่นของกระสุนซึ่งออกจากรังเพลิงส่งให้หูเกิดเสียงวิ้ง ขณะตัวเองหลับตาแน่นเซเล็กน้อยตามแรงดีดกลับของปืน

                จากนั้นทุกอย่างก็เงียบกริบ ได้ยินเพียงเสียงชีพจรกับเสียงหอบหายใจอย่างตื่นตระหนกของตัวเอง ผมลืมตาขึ้นเมื่อเข้าใจว่าเพิ่งทำอะไรลงไป สองมือสั่นระริกจนไม่อาจประคองอาวุธในมือให้ตกกระแทกพื้น ร่างกายสั่นเทาเหมือนเจอพิษไข้เมื่อจ้องมองดวงตาของชานยอลที่กำลังเบิกกว้างอย่างตกใจขณะมองตรงมายังผม

                ราวกับตัวเองถูกกาลเวลาที่เหมือนกลับกลายเป็นเคลื่อนเนิบช้าแช่แข็ง จับจ้องของเหลวสีแดงเข้มไหลซึมผ่านเสื้อเชิ้ตสีน้ำตาลของชานยอลเป็นดวงใหญ่ อีกฝ่ายใช้ฝ่ามือกุมท้องตรงที่ถูกยิง ก่อนปล่อยปืนหลุดมือแล้วทรุดลงกับพื้น

                ทุกสิ่งทุกอย่างดูเลือนรางพร่าเบลอ เหมือนประสาทการรับรู้ทำงานผิดปกติ เพราะเมื่อรู้ตัวอีกทีผมกลับพบว่าตัวเองกำลังนั่งประคองร่างกายเย็นชืดของชานยอลพลางร้องไห้หนัก พร่ำคำขอโทษซ้ำแล้วซ้ำเล่าออกจากปากไม่หยุด...

 

 

rrrrrrrrrr

 

 

                คนสารเลว ทำแบบนี้กับฉันได้ยังไง! ทำได้ยังไง!?” ฮโยรินแผดเสียงแหบพร่าลั่นรถ ก่อนสะอื้นฮั่กจนไหล่บางสั่น

                ดวงตาที่เคยกลมหวานเปี่ยมเสน่ห์กลับแดงก่ำบวมช้ำจากการร้องไห้ไม่หยุด เธอปล่อยมือขวาออกจากพวงมาลัยรถแล้วใช้มันเช็ดหยาดน้ำที่ไหลนองหน้าจนเปียกชุ่ม ผมเริ่มหายใจไม่ทั่วท้องเมื่อรู้สึกว่ารถที่กำลังนั่งอยู่เคลื่อนเร็วขึ้นอีก

                ขับรถเร็วแบบนี้มันอันตรายนะ อาจ...

                “ช่างหัวมันสิ! อีกคนตะเบ็งเสียงขัดด้วยแรงโทสะ ก่อนร้องไห้ต่อเงียบๆ

                ฮโยริน ผม... ผมขอโทษ เมื่อเอ่ยเตือนไม่เป็นผล จึงต้องพยายามทำให้ฝ่ายที่กำลังเหยียบคันเร่งเกินลิมิตใจเย็นลง แต่ฮโยรินกลับหัวเราะเย้ยหยันเมื่อได้ยิน

                ขอโทษเหรอ? ...มันสายเกินไปแล้วคริส ตอนนี้คำขอโทษไม่มีความหมายอะไรทั้งนั้น ผมขบริมฝีปากแน่น ขณะฟังกระแสเสียงขื่นขมเจือความเจ็บปวด

                สองมือกำสายเข็มขัดนิรภัยที่คาดอยู่อย่างหวาดหวั่นเพราะระดับความเร็วของรถ ก่อนหลับตาระบายลมหายใจสยบความกลัวแล้วหันมองใบหน้าด้านข้างของอดีตคนรัก ไม่รู้ว่าฮโยรินรู้เรื่องระหว่างผมกับเทาได้ยังไง เด็กหน้านิ่งไม่มีเหตุผลที่จะเป็นฝ่ายบอกก่อนแน่ แม้ตอนนั้นผมจะพลั้งปากกล่าวหาเขา แต่มันเป็นเพราะทั้งกำลังโมโหและตกใจจนทำอะไรไม่ถูก

                อยากถามว่าอีกฝ่ายรู้มาจากไหน แต่มันไม่ใช่ประเด็นสำคัญสำหรับสถานการณ์ตอนนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องทำให้ฮโยรินใจเย็นลงแล้วเปลี่ยนจากคุยกันบนรถไปคุยในที่ที่ปลอดภัยกว่า ผมมุ่นคิ้วเพ่งมองคอนโซลหน้ารถเพื่อเลือกหาคำพูดเหมาะๆ ทว่าเพราะอะดรีนาลีนที่มีมากเกินไปทำให้สมองตื้อตันจนไม่อาจกลั่นกรองอะไรก็ตามที่ต้องการได้

                ...รักฉันบ้างรึเปล่า? คนถามคว่ำปากสั่นระริก ก่อนสูดน้ำมูก

                ผมชะงักงันเมื่อได้ยินคำถามที่กลัวมากที่สุด แม้จะเคยลองจินตนาการถึงสถานการณ์แบบนี้ไว้บ้าง แต่ทุกอย่างมันเกิดขึ้นกะทันหันเกินไป เร็วเกินกว่าจะตั้งตัว เหล่มองสีหน้าของฮโยรินที่ยิ่งทวีความรวดร้าวราวกับรู้คำตอบดี ผมลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงลำคอฝืดเคือง ก่อนได้แต่อ้าปากอ้ำอึ้งไม่ต่างจากปลาขาดน้ำ

                ถอนหายใจแล้วใช้สองมือลูบใบหน้าอย่างเครียดจัด คงหมดเวลาสำหรับการโกหกเสแสร้งแล้ว ถึงเวลาต้องสารภาพความจริงเสียที หยุดเล่นเกมยื้อยุดกับความขี้ขลาดตาขาวได้แล้วคริส เลิกสร้างภาพมายาบังตาอีกฝ่ายซะ

                ผมสูดออกซิเจนเพื่อรวบรวมความกล้า นึกขบขันแกมเจ็บปวดที่ตัวเองกำลังใช้วิธีกำหนดลมหายใจเชิงยุทธ์ซึ่งเทาเป็นคนสอนให้ ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับหวงจื่อเทามันฝังแน่นอยู่ในทุกอณู ติดตรึงราวกับหมุดแหลมคมที่ยึดชิ้นส่วนของผมให้คงสภาพอยู่ได้ ...เป็นแม้กระทั่งลมหายใจ

                ใช่... มันถึงเวลาแล้ว เวลาที่สมควรแก่การยุติวงจรความสัมพันธ์แสนยุ่งเหยิง ฮโยรินมีสิทธิ์จะได้สดับฟังความจริง เทามีสิทธิ์ทุกประการที่จะไม่ตกเป็นเหยื่อถูกประณาม แค่ผม ...ผมคนเดียวเท่านั้นที่ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองก่อ รับผิดชอบกับความโลเลปลิ้นปล้อน รับผิดชอบกับความโลภหลง รับผิดชอบต่อความดำมืดที่ตัวเองตั้งใจสร้างขึ้น

                ผมรักคุณ ...เคยรัก รับรู้ได้ว่าวินาทีนั้นทุกอย่างเงียบงันแม้กระทั่งเสียงลมหายใจ ฮโยรินหยุดสะอื้นด้วยสีหน้านิ่งเฉย ก่อนทำท่าเหมือนจะเหยียบเบรก แต่ก็ไม่ เธอกลับเหยียบคันเร่ง ผมกลั้นหายใจมองเข็มวัดความเร็วกำลังขยับเลื่อนขึ้นสูงเรื่อยๆ อย่างพรั่นพรึง

                นานแค่ไหนแล้ว นอกใจฉันนานแค่ไหนแล้ว?กระแสเสียงเอ่ยถามขาดห้วงราวกับจะขาดใจ ผมมองหยาดน้ำบริสุทธิ์ไหลเปรอะเปื้อนใบหน้าแดงก่ำหม่นหมองแล้วก็ยิ่งเจ็บปวด

                ตั้งแต่ย้ายมาอยู่ที่เกาหลี หลังกลืนก้อนแห่งความรู้สึกผิดบาปลงลำคอ จึงเอ่ยตอบเสียงเบา ใช้เวลาไม่นานนัก ก่อนเสียงสะอื้นฟูมฟายจะกลับมาดังขึ้นอีกรอบ

                ฉันไว้ใจนาย! ไว้ใจเด็กคนนั้น! แต่นี่คือสิ่งที่นายตอบแทนฉันเหรอคริส!?

                ฮโยรินแทบจะกรีดร้องพลางหันมาจ้องราวกับไม่อยากเชื่อว่ามันคือความจริง ผมที่ไม่ใจแข็งพอสบดวงตาแสนทุกข์ทรมานคู่นั้นหันกลับมามองถนน ก่อนเบิกตากว้างกับสิ่งที่เห็น พลันหัวใจเต้นรัวด้วยความช็อค เมื่อเห็นว่าทางแยกสามแพร่งข้างหน้ามีรถกำลังเลี้ยวออกมา

                ฮโยริน ระวัง!!!” รีบตะโกนเตือน แต่มันสายเกินไป

                เสี้ยววินาทีต่อมาร่างกายก็ถูกกระชากอย่างแรง เพราะรถหักเลี้ยวหลบกะทันหัน โชคดีที่มีเข็มขัดนิรภัยช่วยรั้งให้ติดกับเบาะ ทุกอย่างดูยาวนานราวกับไม่มีวันจบสิ้น รู้สึกว่าโลกหมุนเคว้งซ้ำแล้วซ้ำเล่า เสียงอึกทึกดังสะเทือนเลือนลั่นจนสองหูอื้ออึง ร่างกายที่ถูกเหวี่ยงกระแทกนับครั้งไม่ถ้วนเจ็บปวดสาหัสแม้จะมีเข็มขัดช่วยยึด ผมไม่มีโอกาสมากพอแม้แต่จะส่งเสียงร้องสักแอะ ก่อนทุกอย่างจะนิ่งสนิทกะทันหันเหมือนตอนที่มันเกิด

                สำลักอากาศพร้อมความโล่งอก ก่อนขยับสองมือที่สั่นเทิ้มอย่างบ้าคลั่งคลำสะเปะสะปะเพื่อปลดสิ่งเหนี่ยวรั้งตัวเองไว้กับเบาะออก ลืมตาแล้วกะพริบถี่หวังไล่ความพร่ามัวให้จางหาย แต่กลับไม่เป็น ทั้งตัวร้าวระบมปวดหนึบจนน้ำตาไหลพราก แม้กระทั่งตอนหายใจยังเจ็บแปลบเหมือนมีเหล็กแหลมทิ่มแทง

                เสียงร้องแผ่วผิวด้วยความตกใจเจ็บปวดหลุดจากลำคอ เมื่อสามารถปลดเข็มขัดนิรภัยออกได้สำเร็จ ทว่าหัวตัวเองกลับตกกระแทกพื้นสร้างคลื่นความเจ็บระคนมึนงงอีกระลอกใหญ่ สักพักสมองจึงพอเดาออกว่าตัวเองคงกำลังอยู่ผิดทิศทาง

                ผมหอบถี่แล้วไอไร้เสียงชุดใหญ่ เริ่มรู้สึกว่าตัวเองหายใจไม่ออก พยายามดิ้นรนขยับตัวหาทางออกจากเศษเหล็กคับแคบบิดเบี้ยว แต่ร่างกายแทบไม่เขยื้อนชาดิกราวกับไร้ซึ่งแขนขา ชั่ววินาทีนั้นผมตัดใจยอมแพ้อย่างสิ้นหวัง ก่อนสายตาจะเหลือบมองไปด้านข้างที่จำได้ว่ามีฮโยรินอยู่ด้วย

                พยายามเปล่งเสียงเรียกชื่ออีกฝ่าย ทว่ามันกลับเล็ดรอดออกมาราวกับกระซิบ จากนั้นจมูกก็เริ่มได้กลิ่นเหม็นคลุ้งของน้ำมัน แรงมากจนรู้สึกพะอืดพะอมอยากจะอาเจียน

                เปลือกตาหนักอึ้งเกือบจะปิดลงตอนที่หูได้ยินเสียงบางอย่างซึ่งฟังไม่ได้ศัพท์แว่วมา เหมือนกับดังขึ้นใกล้ๆ แต่พอฟังอีกทีกลับเหมือนอยู่ไกล เพียงไม่นานก็รู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกดึงออกไปหาแสงสว่าง สว่างจ้าจนต้องรีบหลับตา ผมร้องครางอย่างเจ็บปวดเมื่อถูกพยุงขึ้น

                ...บอส บอสครับ บอส ได้ยินผมหรือเปล่า? ได้ยินเสียงคุ้นหูเรียกไม่หยุด ก่อนฝืนเปิดเปลือกตาขึ้นมองเจ้าของเสียงนั้น ภาพเบลอทับซ้อนเริ่มรวมตัวเข้าหากันแล้วกระตุกมุมปากยิ้มด้วยความดีใจเมื่อพบว่าเป็นเทา ก่อนจะนึกถึงใครอีกคนที่ยังติดอยู่ในรถ

                อะ... ฮโย...ริน ช่วย... ฮโยริน... พึมพำบอกอีกฝ่ายที่ยื่นหูมาใกล้ๆ เพื่อฟังว่าผมกำลังพูดอะไร

                ครับบอส เสียงเล็กหนักแน่นตอบกลับ ก่อนบอดี้การ์ดคนอื่นจะช่วยกันพยุงผมออกห่างจากรถ

                สติยังคงพร่าเลือนไม่ทำงานเต็มที่ แต่ก็พอรู้ว่าตัวเองกำลังกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเบาะนุ่มในรถอีกคัน พยายามยันตัวลุกขึ้นนั่งด้วยความช่วยเหลือของบอดี้การ์ด ลอบระบายลมหายใจโล่งอกเมื่อเห็นรางๆ ว่าฮโยรินกำลังถูกอุ้มเดินมาทางเดียวกัน

                ...แต่คนที่อุ้มฮโยรินมาไม่ใช่เทา ผมหรี่ตามองฝากระโปรงหน้าของรถที่คว่ำหงายท้องอยู่มีไฟสีส้มเจิดจ้ากำลังลุกท่วม รีบใช้สองมือพยุงตัวเองกับกระจกหน้าต่างเมื่อเห็นว่าเทากำลังทำอะไรบางอย่างอยู่ที่นั่นเฉียดใกล้กับเปลวไฟ ทำไมถึงไม่ออกมา!?

                ผมเบิกตาโพลง เหมือนหัวใจหยุดเต้นไปชั่วขณะตอนที่เห็นเปลวไฟนั่นขยายตัวลุกท่วมรอบคันรถ อ้าปากตะโกนเรียกชื่อเทาสุดแรง แต่กลับสำลักออกมาเป็นอากาศกับน้ำย่อย เพียงเสี้ยววินาทีเพลิงสีส้มก็ลุกโชติช่วงขึ้นสูงพร้อมกับเสียงระเบิดดังลั่นจนพื้นแถบนั้นสะเทือนราวกับแผ่นดินไหว ก่อนชิ้นส่วนเศษเหล็กจะกระเด็นกระจัดกระจายจากแรงระเบิด

                ผมตัวแข็งทื่อ ขณะจ้องภาพนั้นอย่างมึนงง ก่อนตระหนักได้ว่าเทายังไม่ได้ออกมาจากตรงนั้น

 


Talked with D.Luv: เรื่องราวของคู่ชานแบคจบอย่างเป็นทางการแล้วววว (จะมีตอนพิเศษแถมใ้ห้ในฉบับรวมเล่ม) ทีนี้ก็ต้องมาหน่วงหนักกับคริสเทากันต่อ... คู่นี้จะจบแบบไหนนะ? ติดแท๊ก #อซด กันได้จ้า



farry テーマ
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

659 ความคิดเห็น

  1. #655 Peachsmile (@kanokwan09) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 20 มีนาคม 2560 / 15:37
    น้องเทาาาาาา อย่าตายน้าาาาาาาาา ฮืออออออออ
    #655
    0
  2. #644 Supissara Singkhan (@meuyny) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2559 / 10:14
    แล้วชานแบคอะ ชานตายอ่อ
    #644
    0
  3. #631 เพียงทราย (@natnicha_sand) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2558 / 00:28
    เห้ย!' น้องเทา อะไรยังไง อย่าเป็นอะไรนะหัวใจจะวาย โธ่ ดราม่าหนักๆ เต็มๆ กันทั้งสองคู่เลยอะ
    #631
    0
  4. #586 กุ๊กกุ๋ย~ (@kuilanla) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 17 มีนาคม 2557 / 22:13
    ฮือออออออ!!!ม่ายนะเทา...เทาอย่าเป็นอะไรนะ ToT 
    สงสารเเบคมากกกกก

    #586
    0
  5. #564 kiwi (@viveara) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2557 / 11:36
    T_T ชานแบค
    เทาอย่าเป็นอะไรนะ T^T
    #564
    0
  6. วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2557 / 13:37
    สงสารแบคมากอ่ะ ชานยอลแบบไม่ลังเลเลยที่จะจ่อปืนใส่แบค 
    ตกลงชานตายหรือเปล่า
    เทา!! หนูออกมาทันใช่ไหม อ๊ากกกก พี่คริสน่าจะจัดตัดสินใจบอกฮโยรินตั้งนานแล้วนะ! ต้องรอให้เกิดเรื่องก่อน!
    #512
    0
  7. #509 eunpunch (@punchiiz38) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2557 / 23:41
    รู้สึกว่าอ่านตอนนี้แล้วเหนื่อย T_____T
    ทั้งๆที่ชานยอลก็ไม่ใช่คนดี แต่ไม่รู้ทำไมถึงไม่อยากให้โดนจับได้เลย
    คือ อย่างน้อยชานยอลก็ยังชอบแบคฮยอนจริงๆนะ อย่างน้อยก็ยังรู้สึกดีๆกับแบคบ้าง
    พูดจริงๆ ถ้าไม่ใช่แบคฮยอนที่เป็นคนออกมาคุย คงโดนชานยอลยิงไปตั้งนานแล้ว
    แล้วยิ่งตอนที่แบคฮยอนยิงชานยอล คือชานยอลดูตกใจ ไม่รู้ว่าแค่เพราะไม่คิดว่าแบคฮยอนจะยิงหรือเปล่า
    แต่ถึงยังไง ก็ยังไม่รู้เลย ว่าชานยอลคิดจะทำอะไร โดนยิงไปก่อนแล้ว T__T
    แบคฮยอน เสียใจน่าดูเลย ทำไงได้ ดันเผลอยิงไปแล้ว
    ถึงตอนนี้ ตายก็คือตาย ถ้ารอดก็ต้องโดนจับอยู่ดี จะทางไหนก็ไม่ดี

    แล้วคริสเทา คือสถานการณ์ยังแย่อยู่
    สงสารฮโยรินนะ คือฮโยรินน่าสงสารมากจริงๆ มันถูกแล้วที่ฮโยรินจะเสียใจ
    แต่คือ ใจเย็นหน่อยดีไหม ความเร็วไม่ใช่เรื่องตลก =______=
    แล้วเป็นไง เกือบตายนะ หรือจะตาย จะยังไงดี
    แต่แอบรู้สึกดีตอนที่เทามาช่วย นึกว่าจะไม่ตามมาแล้วซะอีกหลังจากโดนว่าไป
    แต่ยังไง เจ้านายก็คือเจ้านายล่ะเนอะ เขาถูกเสมอ เราก็แค่ต้องตามไปปกป้องเขา T___T เจ็บแทนน้องเทาจัง
    แล้วสิ่งที่ไม่เข้าใจคือ ทำไมเทาจะต้องเข้าไปใกล้ๆรถตอนที่ช่วยพี่อี้ฟานกับฮโยรินออกมาเสร็จแล้วด้วย
    อย่างเทาน่าจะรู้ว่ามันจะต้องระเบิด หรือว่าเทาตั้งใจ? ไม่เอานะ
    สิ่งที่กลัวที่สุดคือกลัวเทาต้องตาย คือ ยังตายไม่ได้นะ ยังไม่ได้เคลียร์กับพี่อี้ฟานเลยไม่ใช่หรือไง
    สัญญากับบอสไว้แล้วไม่ใช่หรือไงว่าไม่ว่าสถานการณ์จะแย่แค่ไหนก็ต้องรอดกลับมาทุกครั้ง
    อย่าลืมนะว่าถ้าเทาเจ็บ พี่อี้ฟานก็จะเจ็บด้วย พี่อี้ฟานทนไม่ได้หรอกนะ อย่าเพิ่งเป็นอะไรตอนนี้นะจื่อเทานะ T__T
    อีกหนึ่งอย่างที่เศร้าคือตอนที่พี่อี้ฟานพยายามตะโกนคำว่าเทาแต่ก็ตะโกนออกมาไม่ได้ ไม่มีเสียง
    คือทุกคนควรรู้ว่าบอสห่วงเทามากนะ TTTTTTTTTTT

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 6 กุมภาพันธ์ 2557 / 23:42
    #509
    0
  8. #504 ngampisut (@ngampisut) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2557 / 20:13
    เฮ้ย ใครตาย
    เทา ชานยอล
    อย่าให้ใครตายเลยนะ
    ถ้าจะตาย ให้เทารอดได้มั๊ย
    ถึงจะเป็นนักฆ่า แต่ก็ไม่ได้เลวโดยเนื้อแท้ไรงี้
    ฮือออออออออออออออ
    #504
    0
  9. #499 Marlboro806 (@way-indy) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2557 / 00:08
    ชยอลลลคนใจร้าย
    สงสารเบคชะมัดเลย
    ประเด็นคือทำไมน้องไม่ออกมา
    ทำไมน้องยังยืนอยู่ตรงนั้นพี่อี้ฟานใจสลายมั้ย
    #499
    0
  10. #498 L.Honey (@luluhoney) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2557 / 22:30
    คู่ชานแบคเศร้าทากคะ ส่วนคริสเทา หวังว่าจือเทาจะไม่เป็นไรนะคะ
    #498
    0
  11. #497 Midiizney (@mildsuka) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2557 / 22:00
    ร้องไห้เลย สงสารแบค ToT เทาเทาห้ามเป็นอะไรเด็ดขาดนะ !!
    #497
    0
  12. #496 lookkai (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2557 / 21:23
    ยอลตายใช่ไหม?

    แล้วเทาร่ะ! โอ้วไม่....
    #496
    0
  13. #494 iploy97 (@myploy-k-otic) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2557 / 19:02
    สงสารแบคอ่ะ T_T
    ชานแบคจะเป็นแบบนี้ไม่ได้นะ ;-;
    โอ้ยยยยยย แล้วน้องเทาอ่ะ!! 
    ถ้าน้องเทาไม่ออกมา.. T_______T
    #494
    0
  14. #493 settembre (@migliore) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2557 / 17:21
    ตอนนี้อาเทาไม่ค่อยห่วง ก็เเหมน้องเทารอดมาได้ต้องหลายครั้งเเล้ว 

    ตอนนี้สงสารเเบคกี้มากกว่า เเล้วก็ชาลยอลด้วย เริ่มรักเเล้วเเต่ด้วยอาชีพที่เป็นอยู่เลย...ไม่ได้อ่ะ งืออออT-T
    #493
    0
  15. #492 The Character (@varanya00) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2557 / 17:00
    แงงง  อาเทาของเค้า อย่าเป็นไรน่ะ
    #492
    0
  16. #491 mangakung (@mangakung) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2557 / 09:25
    อาเทาาาาาาา งื้อออออออ อย่าเป็นไรนะ ㅠ ㅠ
    #491
    0