[EXO] INCIDENT สอนรักนายนักฆ่า [Kris x Tao] END

ตอนที่ 2 :

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,609
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    27 เม.ย. 56

 



 

 

Do not beg when you face with the messenger of death.

You can’t escape from the eternal checkout.

Do not calm when your heart race too much for someone.

You will grieve that you can’t escape from that bond. 

 

 

1 เดือนก่อน..

 

                “ยะ..ฮึก อย่า..อย่าฆ่าฉันกับลูกเลย ปะ..ปล่อยเราสองคนไปเถอะ ผมเหลือบตามองหญิงวัยกลางคนที่กำลังพยายามอ้อนวอนร้องขอชีวิตทั้งน้ำตาอยู่ที่มุมห้อง

                ชุดแซกกรอมเท้าสีขาวสะอาดมอมแมมจากการต่อสู้ดิ้นรนจนไม่เหลือเค้าเดิม ผมเผ้ายุ่งเหยิงกระเซอะกระเซิงไม่เหลือภาพลักษณ์ผู้ดีมีเงินให้เห็นอีก ในอ้อมกอดมีเด็กผู้หญิงตัวเล็กวัยห้าขวบกำลังเบิกตากลมโตจ้องมองผม ความอ่อนต่อโลกทำให้ไม่รู้ว่าสถานการณ์รอบข้างแย่แค่ไหน

                ผมลดปืนเก็บเสียงในมือไว้ข้างลำตัว ก่อนก้าวข้ามร่างไร้ลมหายใจของคังดองวอน ชายแสนเพียบพร้อมผู้เป็นทั้งอดีตสามีและพ่อที่น่ายกย่อง พรมราคาแพงใต้เท้าดูดซับเลือดจากรอยกระสุนหลายนัดที่ผมกระหน่ำใส่เพราะเจ้าตัวคิดต่อสู้

                ผมหยุดยืนอยู่ตรงหน้าสองแม่ลูก คังจีฮเยตัวสั่นเทิ้ม ใบหน้าซีดเผือดถูกฉาบด้วยความหวาดกลัว กระทั่งตอนนี้ก็ไม่มีทางรู้ว่าสามีตัวเองตายเพราะทรยศองค์กรที่ใช้หาเลี้ยงประทังชีวิตจนร่ำรวยมีชื่อเสียงมานานนับสิบปี ความโลภทำให้ดองวอนลอบยักยอกเงินจำนวนมหาศาล และยังคิดจะขายข้อมูลลับให้ฝ่ายศัตรู สุดท้ายพระเจ้าจึงประทานความตายเพื่อเป็นการพิพากษา

                “ขอร้องล่ะ ระ..เราสองคนไม่รู้เรื่องด้วย เสียงสะอึกสะอื้นยังคงดังต่อเนื่อง ดวงตาแดงก่ำช้ำบวมจากการร้องไห้หนัก

                ผมไม่มีหน้าที่ตัดสินใจเรื่องนี้ แค่มาทำตามคำสั่งและนั่นถือเป็นสิ้นสุด ผมกระชับปืนในมือ ก่อนเล็งปากกระบอกไปยังเป้าหมายแล้วลั่นไกโดยไร้ซึ่งความลังเล

                กระสุนพุ่งเข้าเจาะกลางหน้าผากคังจีฮเย ก่อนทะลุไปฝังที่กำแพงด้านหลังเพราะยิงระยะประชิด ของเหลวสีแดงเข้มค่อยๆ ไหลเป็นทางยาวจากปากแผล ก่อนเจ้าของร่างจะล้มหงายหลังลงไปพร้อมกับเด็กผู้หญิงในอ้อมกอดซึ่งยังลืมตาแป๋ว ไกถูกเหนี่ยวเป็นครั้งสุดท้ายของวัน กระสุนนัดต่อมาทำหน้าที่ได้อย่างแม่นยำและงานของผมยังคงสมบูรณ์แบบโดยไร้ข้อบกพร่อง

                ผมกวาดตามองรอบตัวอีกครั้งเพื่อตรวจสอบความเรียบร้อย การที่คังดองวอนพาครอบครัวมาพักบ้านตากอากาศบนเกาะส่วนตัว ทำให้งานครั้งนี้ไม่ต้องเอิกเกริก ผมหยิบชิพข้อมูลลับขององค์กรที่อยู่ในมือเจ้าของบ้านมาเก็บใส่ในจี้โลหะเงินทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่สวมมาเพื่องานนี้พลางเงี่ยหูฟังเสียงคลื่นลมของทะเลจากภายนอก

                ถอนหายใจยาวแล้วหยิบหูฟังที่เชื่อมกับไอพอดออกมาเสียบหูทั้งสองข้าง จากนั้นจึงล้วงนกกระดาษสีทองตัวเล็กจากในเสื้อแจ็คเก็ตที่พับไว้ล่วงหน้าวางลงบนพื้น กึ่งกลางศพทั้งสาม มีใครคนหนึ่งบอกผมตั้งแต่เด็กว่า มันคือสัญลักษณ์แห่งความอิสระ และผมก็ได้ส่งวิญญาณโสมมของพวกเขาให้โบยบินไปหาพระเจ้าแล้ว ขอให้ไปสู่สุคติ

               


                เรียบร้อยแล้วครับ….หลักฐานทุกอย่างมอดไหม้เป็นขี้เถ้าหมดแล้ว ชิพข้อมูลที่ถูกขโมย ตอนนี้ก็กลับไปอยู่ในที่ของมันเรียบร้อย….ครับ..” พยักหน้ากับปลายสาย แม้อีกฝ่ายจะมองไม่เห็น รอให้บอสใหญ่ตัดสายไปก่อนแล้วค่อยเก็บโทรศัพท์มือถือใส่กระเป๋าด้านในของแจ็คเก็ตหนังสีดำที่สวมอยู่

                ผมเดินอย่างไม่เร่งรีบอยู่ในทางเดินกว้างของโซนห้องพักวีไอพี ซึ่งตั้งอยู่ชั้นบนสุดของโรงแรมที่ขึ้นชื่อว่าหรูหราและครบวงจรเป็นอันดับสามในเกาหลี สิ่งที่มีชื่อเสียงที่สุด คงหนีไม่พ้นคาสิโนขนาดยักษ์ แหล่งทำเงินเป็นกอบเป็นกำอย่างถูกกฎหมายขององค์กรเอ็กโซทีคส์ องค์กรที่ฝังตัวอยู่ในความทรงจำของผมตั้งแต่เจ็ดขวบ

                พื้นถูกปูด้วยพรมแดงเลือดนกราคาสูงลิบ กำแพงสองฟากฝั่งถูกประดับประดาด้วยผลงานศิลปะเลอค่า ทั้งรูปวาดและประติมากรรมเล็กใหญ่ บางชิ้นพูดได้เต็มปากว่าประเมินค่าไม่ได้ หลายครั้งที่ต้องแย่งชิงกับพวกนักสะสมตัวยงจนเกิดการนองเลือด เป็นงานส่วนหนึ่งที่ผมมักได้รับมอบหมายอยู่เรื่อยๆ เหนือหัวเป็นเพดานทรงโค้งสูงลิบที่สร้างจากกระจกนิรภัยมีแชนเดอเลียร์ขนาดใหญ่ซึ่งทำด้วยคริสตัลสลับกับไฟขนาดเล็กคอยให้แสงสว่างสีส้มนวลสบายตาราวกับโถงในพระราชวัง

                ผมหยุดยืนอยู่หน้าประตูไม้เนื้อดีที่มีใครคนหนึ่งกำลังรออยู่ด้านใน ความจริงควรมาที่นี่ตั้งแต่สามชั่วโมงก่อนเมื่อถูกเรียกตัว แต่เพราะมีงานสำคัญต้องจัดการให้เสร็จจึงต้องขัดคำสั่งอย่างไม่มีทางเลือก ผมถอดถุงมือหนังเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อด้านข้างแล้วกดกริ่ง ไม่ถึงอึดใจบอดี้การ์ดร่างสูงในชุดสูทดำก็เปิดประตูแล้วเบี่ยงตัวหลีกทางให้เดินเข้าไป ผมพยักหน้าทักทายอีกฝ่ายที่ทำแบบเดียวกันตอบกลับมา ก่อนทักบอดี้การ์ดอีกคนซึ่งยืนรออยู่ด้านใน

                หวงจื่อเทามาถึงแล้ว เขาพูดผ่านอุปกรณ์สื่อสารที่ติดอยู่ในหูข้างขวา แจ้งให้บอดี้การ์ดอีกชุดรับรู้ ก่อนเดินนำผมเข้าไปในห้องอีกส่วน ซึ่งเป็นห้องนั่งเล่นที่มีเครื่องอำนวยความสะดวกด้านความบันเทิงครบครัน

                หวงจื่อเทามาถึงแล้วครับท่าน

                บอดี้การ์ดอีกสองคนที่ยืนคุมเชิงอยู่ในห้องรายงานกับเจ้าของผมสั้นไถข้างสูงสีน้ำตาลเข้ม ซึ่งกำลังนั่งหันหลังให้อยู่บนโซฟาหลุยส์สไตล์ยุโรปบุด้วยผ้าขนสัตว์เขียวแก่ เขาเพียงแค่นั่งไขว่ห้างอยู่ท่ามกลางความเงียบ ไม่ได้เปิดใช้เครื่องอำนวยความสะดวกแม้แต่ชิ้นเดียว

                บอกแล้วใช่มั้ยว่าให้รับคำสั่งจากฉันคนเดียวเท่านั้น ทำไมยังรับคำสั่งจากเขาอีก? โทนเสียงต่ำที่พยายามปกปิดความไม่พอใจเอาไว้ถามขึ้น

                เพราะบอสใหญ่มีพระคุณต่อผม ฉะนั้นต่อให้ต้องฆ่าอีกกี่ร้อยศพหรือแม้แต่ให้ใช้มีดปาดคอปลิดลมหายใจตัวเองตอนนี้มก็ทำให้ได้ ผมยืนตัวตรงพลางพักมือไว้ข้างหลัง ถึงแม้บอสใหญ่จะเกษียณตัวเองแล้วยกตำแหน่งให้ลูกชายเพียงคนเดียวสืบทอดองค์กรต่อ ซึ่งก็คือบุคคลที่อยู่ตรงหน้าตอนนี้ แต่ผมก็ยังคงต้องทำงานรับใช้ท่านต่อไป

                ถ้าสั่งให้แก้ผ้าเดี๋ยวนี้ ก็จะทำใช่มั้ย? ความหงุดหงิดฉายชัดในน้ำเสียงของคนที่กุมอำนาจคับฟ้า ร่างสูงสง่าลุกพรวดจากโซฟาแล้วหันมาจ้องเขม็ง ผมสบนัยน์ตาแข็งกร้าวคู่นั้นอยู่ชั่วครู่ ก่อนหลุบมองพื้น เพราะการจ้องตอบเจ้านายเป็นสิ่งที่ไม่สมควร

                ผ่อนลมหายใจอย่างเงียบเชียบ รู้ดีว่าทำไมเขาถึงหงุดหงิดมากขนาดนี้ เป็นเพราะการกระทำของผมทำให้อำนาจของอีกคนต้องมีจุดด่างพร้อย ทั้งที่บอสใหญ่แต่งตั้งให้ผมอยู่ภายใต้การดูแลของเขา แต่ก็ยังคงเรียกให้ไปจัดการงานโดยไม่บอกกล่าวอยู่เรื่อย

                ผมถอดแจ็คเก็ตออกแล้วหย่อนลงบนพื้น ทั้งที่เป็นคำสั่งจากปากตัวเอง แต่บอสกลับเบิกตากว้างคล้ายกับตกใจ บอดี้การ์ดสองคนในห้องยังคงนิ่งเฉยราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะพวกเราทุกคนถูกฝึกมาเพื่อให้ไร้ความรู้สึกและถูกสอนให้ยึดคำสั่งเจ้านายเป็นสิ่งที่ต้องปฏิบัติตามโดยไร้เงื่อนไข ฉะนั้นนี่เป็นเพียงเรื่องง่ายและธรรมดาที่สุด การทำให้ตัวเองยังคงมีลมหายใจต่อไปทุกวันเพื่อรับใช้ผู้มีพระคุณต่างหากที่ยาก

               


 


                หยุดผมสั่งคนที่กำลังจะถอดเสื้อกล้ามสีขาวของตัวเองออกแล้วเบือนหน้าไปทางอื่นอย่างหงุดหงิด แค่พูดประชด แต่หวงจื่อเทากลับทำตามโดยไม่คัดค้านสักคำ แถมใบหน้านั่นยังนิ่งเฉยยิ่งกว่ารูปสลักที่ไร้อารมณ์ซะอีก นายสี่คนออกไปยืนรอหน้าประตูแล้วปิดให้ด้วย ฉันต้องคุยกับหวงจื่อเทา ผมพยายามปั้นเสียงให้เด็ดขาด จากนั้นการ์ดทั้งหมดที่มีก็เดินออกไปอย่างรวดเร็ว ก่อนตามด้วยเสียงประตูปิดเบาๆ ฉันห้ามนายรับคำสั่งจากพ่ออีก ทำไมชอบขัดอยู่เรื่อย!!” เสียงผมเริ่มดังขึ้น ขนาดอยู่ในฐานะเจ้านายยังไร้ความสามารถจะคุมอีกคน ไม่อยาก..ให้คนตรงหน้าต้องมือเปื้อนเลือดอีก

                “ผมไม่มีอะไรจะแก้ตัวครับ อีกคนยังคงรักษาโทนเสียงได้ไร้ชีวิตดังเดิม เหมือนเป็นเพียงเครื่องจักรสังหารที่ถูกป้อนข้อมูลเมื่อไหร่ก็ทำตามโดยไร้ข้อกังขาเมื่อนั้น ราวกับตัวเองไม่มีจิตใจ

                ผมพรูลมหายใจหนัก ก่อนพุ่งเข้าหาอีกคนแล้วดันกระแทกผนัง กรอบภาพวาดสีน้ำมันชวนหดหู่ที่แขวนอยู่ด้านหลังทำท่าเหมือนจะร่วง แต่มันก็ติดอยู่ที่เดิมเพราะมีร่างสูงของเทาค้ำเอาไว้ ผมจ้องนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มที่จ้องตอบกลับมา มีแค่ความเฉยชาว่างเปล่าสะท้อนอยู่ในนั้น และมันทำให้รู้สึกเจ็บปวดราวกับถูกกรงเล็บแหลมคมจิกทะลุเข้าที่ก้อนเนื้อในอกด้านซ้าย ผมพยายามปฏิเสธความรู้สึกนี้มาตลอด ความรู้สึกที่มีต่อเจ้าของใบหน้าคมดุดันแต่ก็ไร้เดียงสาของคนตรงหน้า คนที่ผมรู้ช้าเกินไปว่า เขาไม่มีหัวใจ

                ทำไมต้องเป็นนาย ผมพูดเบายิ่งกว่ากระซิบ แค่ต้องการให้มันสลายกลายเป็นอากาศธาตุอยู่รอบตัว

                ถ้าสามารถย้อนเวลากลับไปได้..จะทำทุกทางเพื่อไม่รับเขาเข้ามาในชีวิตตอนนั้น

                บอสจะชกหรือสั่งทรมานก็ได้ ผมสมควรโดนลงโทษ ประโยคที่ได้ฟังมานับครั้งไม่ถ้วน เทาไม่เคยกลัวอะไรเลย เขาโตมาด้วยสภาพแวดล้อมแบบไหนกัน?

                ผมกล้ำกลืนทุกคำพูดของตัวเองลงคอ ก่อนประกบริมฝีปากเข้ากับกลีบปากแห้งแตกของคนตรงหน้า มือบางรีบดันอกผมออกพลางเบิกตากว้างเพียงชั่วครู่ ก่อนสีหน้าจะกลับเป็นเหมือนเดิม ครั้งแรกที่ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงบนใบหน้าของเขา เป็นเรื่องน่ายินดีใช่มั้ย? และผมอยากจะเห็นมากกว่านี้ เอาชนะความด้านชาของอีกคน

                นี่เป็นวิธีการลงโทษของฉัน สำหรับนายคนเดียวเท่านั้น ผมแกล้งมองด้วยสายตากึ่งดุ ทั้งที่ความจริงหัวใจกำลังเต้นโครมครามจนสะเทือนไปทั้งตัว หน้าเห่อร้อน ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังทำอะไร

                เทาเบือนสายตาไปทางอื่น แววตาคู่นั้นวูบไหวเหมือนกำลังสับสน แต่ก็กลับเหมือนเดิมในเสี้ยววินาที เขาเลื่อนสายตากลับมามองไร้ความรู้สึกดังเก่า คราวนี้ผมประคองหน้าอีกคนแล้วบีบเบาๆ ก่อนเบียดริมฝีปากหนักหน่วงบดขยี้และขบกัด ทั้งโมโห ผิดหวังและเสน่ห์หา ใช่..ผมคงห้ามตัวเองไม่ได้แล้วจริงๆ

                หลับตาซะ ผมบอกเพราะเห็นอีกคนยังคงลืมตา เทาทำตามคำสั่งอย่างว่าง่ายแล้วปิดเปลือกตาลง

                ผมถอนหายใจให้กับความไร้เดียงสาของอีกฝ่ายแล้วครอบครองริมฝีปากรูปกระจับตรงหน้าไว้อีกครั้ง สัมผัสนุ่มหยุ่นหอมหวานเร่งอัตราการเต้นหัวใจและอุณหภูมิร่างกายให้ร้อนรุ่ม แม้แอร์จะเย็นจัด ไม่นานความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างไร้การควบคุมก็ทำให้ผมแทรกลิ้นเข้าไปลองลิ้มรสชาติไร้เดียงสาจากโพรงปากอุ่น ก่อนเบียดร่างกายเข้าแนบชิดจนไม่เหลือช่องว่าง เทาไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบอะไรทั้งสิ้น ลิ้นอีกคนแค่ขยับน้อยๆ ราวกับเด็กเพิ่งหัดคลาน ยิ่งทำให้ผมได้ใจ ยินดีที่ได้รู้ว่านี่คือจูบแรกของเขา

                ก๊อก ก๊อก ก๊อก เสียงเคาะประตูห้องทำให้ผมรีบผละออกจากเทาอย่างหัวเสีย ก่อนเขยิบออกห่างอีกฝ่ายแล้วหันมองประตูที่กำลังแง้มออก เตรียมจะตะคอกใส่คนที่บังอาจขัดขึ้นมาได้ผิดเวลา ก่อนได้แต่หุบปากฉับเมื่อเห็นว่าคนที่เดินเข้ามาเป็นใคร ความโมโหหายไปเป็นปลิดทิ้ง ถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกผิดและความละอายใจที่ถาโถมเข้าเล่นงาน

                ทำไมมาที่นี่ ผมบอกว่าจะไปหาที่บ้านตอนสามทุ่มไง ถามเสียงแผ่ว ก่อนปั้นยิ้มให้มินฮโยรินคู่หมั้นของตัวเอง

                เราสองคนคบหาดูใจกันมาได้สามปี ก่อนจะหมั้นหมายไปเมื่อครึ่งปีก่อน ผมรักเธอมากจนคิดว่าคงไม่มีวันแยกจากกันได้ แต่นั่นมันก่อนที่ทุกอย่างจะเริ่มเปลี่ยน อันที่จริงก่อนหัวใจของผมจะเริ่มเปลี่ยน แค่..สองเดือนเท่านั้น เวลาสั้นๆ ที่ทำให้ชีวิตอันแสนสงบสุขพลิกจากขาวเป็นดำมืด ผมเหลือบมองเทาที่บนใบหน้าไม่แสดงอาการใดใดทั้งสิ้น เจ้าตัวหันกลับไปแขวนกรอบภาพวาดสีน้ำมันให้เข้าที่แล้วยืนฟังต่อเงียบๆ

                ก็ฉันตื่นเต้น นั่งรอนายเฉยๆ ไม่ได้นี่นา เราไปหาพ่อกับแม่แล้วเลือกการ์ดแต่งงานพร้อมกันเถอะนะ ริมฝีปากบางแดงเฉียบเหยียดยิ้มกว้างสดใส แสดงท่าทางตื่นเต้นเหมือนเด็กๆ แม้จะแสร้งกึ่งยิ้มกึ่งหัวเราะออกไป แต่หัวใจผมกลับกำลังหล่นวูบสู่ก้นบึ้งของหุบเหวที่ดูเหมือนจะไร้หนทางปีนกลับขึ้นมา

 

 

                เวลาเป็นสิ่งเดียวที่เปรียบเสมือนกับดักแสนธรรมดาแต่กลับซ่อนกลเล่นตลกกับสมองและหัวใจได้เสมอ ผมไม่เคยแม้แต่จะคิดว่าสักวันตัวเองต้องวิ่งวนอยู่ในสถานการณ์ชวนอึดอัดและกดดันมากขนาดนี้  หนึ่งเดือนก่อนที่แวนคูเวอร์ ผมยังเป็นแค่คริส อู๋ ผู้ชายธรรมดาที่มีชีวิตเรียบง่ายและมีคู่หมั้นแสนเพียบพร้อมอยู่ข้างกาย ตอนนั้นผมมั่นใจอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันว่าช่างโชคดีและมีความสุขที่สุดในโลก..

                บางอย่างเริ่มผิดแผกและพลิกผันโดยไม่ทันให้รู้ตัว มันคืบคลานเข้ามาปกคลุมชีวิตแสนปกติสุขของผมอย่างแยบยล..มากซะจนกลายเป็นส่วนหนึ่งที่ขาดอีกไม่ได้

                ช่วงสายในวันที่อากาศกำลังอุ่นสบายวันหนึ่ง ผมกำลังเตรียมเปิดร้านที่เป็นหุ้นส่วนกับฮโยริน คาเฟ่ของเราขายอาหารและกาแฟอยู่ในย่านดาวน์ทาวน์ เป็นร้านขนาดกลาง โทนสีน้ำตาลอบอุ่น เฟอร์นิเจอร์ทำจากไม้โอ๊ค ทุกอย่างตกแต่งอย่างลงตัวและให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน นั่นก็เพราะฮโยรินเป็นถึงนักออกแบบตกแต่งภายในที่มีชื่อ

                เสียงกระดิ่งจากหน้าประตูกระจกดังขึ้นพร้อมเด็กหนุ่มสูงโปร่งกับผิวออกคล้ำเล็กน้อยก้าวเข้ามา หน้าตาแบบนั้นคงเป็นคนเอเชียเหมือนผม เขาสะพายกระเป๋าเป้ใบใหญ่ไว้บนไหล่ข้างเดียว ผมสั้นดำขลับ สีหน้าเรียบนิ่งที่ไม่แสดงอารมณ์ใดใดจ้องตรงมายังผมอย่างแน่วแน่ ก่อนเดินเข้ามาหาที่เคาน์เตอร์ แน่นอนถึงในใจจะสงสัยกับท่าทางแปลกๆ แต่ก็ยังต้องยิ้มออกไป

                ร้านยังไม่เปิดนะครับ

                ผมอยากขอสมัครทำงานที่นี่ เสียงเล็กราบเรียบราวกับคลื่นลมแสนสงบทำให้ผมงุนงง เพราะเขาไม่มีท่าทางเหมือนต้องการทำงานสักเท่าไหร่

                เสียใจด้วยนะ แต่ที่นี่พนักงานเต็มแล้ว พยายามปฏิเสธอย่างนุ่มนวลและคลี่ยิ้มให้อีกฝ่ายขณะกำลังเช็ดแก้วกาแฟ ร้านของผมไม่ใช่ร้านใหญ่โตมาก แต่ก็จำเป็นต้องจ้างพนักงานถึงสามคนเพื่อคอยรับออเดอร์และเสิร์ฟ แต่ถ้าจะให้รับคนที่สี่เพิ่ม ผมก็ไม่รู้ว่าจะรับมาทำอะไร

                ให้ผมทำความสะอาด ยกของหรือไปซื้อของก็ได้ เด็กหนุ่มตรงหน้าบอกด้วยน้ำเสียงแบบเดิมหลังเจ้าตัวเม้มปากแน่นแล้วกวาดตามองไปทั่วร้านอยู่ไม่นาน

                คือว่า..”

                สงสารผมเถอะ ผมเพิ่งโดนไล่ออกจากบ้านเด็กกำพร้า ผมไม่รู้จะไปที่ไหน ยังพูดไม่ทันจบ อีกฝ่ายก็โผเกาะเคาน์เตอร์ ดวงตาเรียวสีนิลมีแวววูบไหวจนผมอดรู้สึกสงสารไม่ได้

                แทบจะเป็นครั้งเดียวที่ได้เห็นสายตาแบบนั้น..แต่มันก็ทำให้ผมตัดสินใจรับเขาเข้ามาทำงานในร้านโดยไม่คิดเอะใจอะไรทั้งสิ้น เขาบอกว่าชื่อเอดิสัน หวง อายุสิบสิบเจ็ด ซึ่งห่างจากผมตั้งเก้าปี ตอนนั้นจึงได้รู้ว่าเราเชื้อชาติจีนเหมือนกัน เพียงแต่เขาถูกทิ้งไว้ที่นี่ในบ้านเด็กกำพร้าตั้งแต่ยังแบเบาะ

                คงเพราะท่าทางที่นิ่งเกินไปจนเรียกได้ว่าผิดปกติ ทำให้ผมต้องคอยแอบสังเกตการณ์อยู่เงียบๆ วันหนึ่งผมลองให้เขาช่วยเสิร์ฟเพราะมีพนักงานคนหนึ่งเพิ่งลาออก ตอนแรกเอดิสันก็มีท่าทางเก้ๆ กังๆ จนน่าเป็นห่วง แต่ผมก็เห็นเขาคอยแอบมองพนักงานเสิร์ฟอีกคนตลอดเวลาแล้วเริ่มเลียนแบบท่าทางและวิธีการเงียบๆ ทุกครั้งที่ตาคมคู่นั้นจ้องมองและแอบเรียนรู้อย่างตั้งใจ มักจะมีประกายบางอย่างวาววาบอยู่เสมอ และผมคิดว่าเขาช่างเป็นเด็กที่เรียนรู้ได้เยี่ยมยอด เพียงไม่กี่วันต่อมา เขาก็ทำทุกอย่างได้ราวกับมืออาชีพ

                ผมขอถามอะไรหน่อยได้มั้ย? เสียงเล็กถามขึ้น ขณะผมกำลังเริ่มสอนวิธีชงกาแฟให้อีกคนตอนกลางดึกหลังร้านปิดเพื่อหัดให้เขาเป็นบาริสต้าหวังจะให้ช่วยแบ่งเบางานบ้าง ปกติผมต้องทำทั้งอาหาร ขนมและเครื่องดื่มจนมือเป็นระวิง ตอนนั้นทั้งร้านเหลือแค่ผมกับเจ้าเด็กหน้านิ่ง ฮโยรินเองก็ขอตัวกลับไปทำงานหลักตั้งแต่บ่าย

                ทีหลังก็ถามมาเลย ไหนๆ นายก็ถามตลอดเวลาอยู่แล้วนี่ ผมตอบพร้อมกับขำไปด้วย เป็นความจริงที่เอดิสันถามนู่นนี่ตลอดเวลา อยากรู้อยากเห็นไปซะหมด แถมเรื่องที่สงสัยมันก็ควรจะเป็นสิ่งที่รู้อยู่แล้ว จนผมเริ่มกลัวว่าบางทีอาจจะอันตรายเกินไปที่เขาจะใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ตามลำพัง

                ผมสังเกตมาหลายวันแล้ว เวลาเดินไปเสิร์ฟแฮร์รี่จะยิ้มให้ลูกค้าทุกครั้งเลย มันจำเป็นด้วยหรอครับ? คิ้วคนถามเลื่อนเข้าหากันเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะคลายกลับตำแหน่งเดิมเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

                จำเป็นสิ ถ้าเรายิ้มให้ลูกค้า ลูกค้าก็จะชอบเราแล้วพอเขารู้สึกดี เขาก็จะกลับมาที่ร้านเราอีก

                แต่ผมยิ้มแบบนั้นไม่เป็น ช่วยสอนให้หน่อยได้มั้ยครับ? คำถามแสนไร้เดียงสากับน้ำเสียงราวกับถูกตั้งโปรแกรมไว้ให้มีระดับเดียวทำให้ผมจำต้องชะงักมือที่กำลังเริ่มบดเมล็ดกาแฟแล้วจ้องหน้าคนที่ยืนอยู่ข้างๆ

                ได้แต่กะพริบตาปริบๆ ขณะเอดิสันเอียงคอมองผม จะว่าไป..เจ้าเด็กนี่ก็ไม่เคยยิ้มให้เห็นเลยนี่นา บางทีผมก็มีความคิดพิลึกๆ ว่าเขาอาจจะเป็นหุ่นยนต์ก็ได้ ให้สอนทำกาแฟผมคงตอบตกลงทันที แต่ถ้าสอนยิ้มนี่มัน..

                ไม่ได้หรอครับ? เจ้าตัวถามแล้วก้มหน้ามองเคาน์เตอร์ เหมือนจะผิดหวัง แต่อารมณ์บนใบหน้าอีกฝ่ายก็ไม่ได้ต่างจากเดิมแม้แต่นิด

                เฮ้อ..” ได้แต่ถอนหายใจเสียงดัง บนโลกใบนี้มันมีคนที่ยิ้มไม่เป็นอยู่ด้วยรึไง ได้สิ เดี๋ยวจะสอนให้ ทันทีที่ตอบกลับไปแบบนั้น อีกคนก็ยืดตัวตรงแล้วหันมองผมอย่างตั้งใจ

                ผมขบปากแน่นแล้วกลอกตาไปมาอยู่สักพัก รู้สึกคิ้วตัวเองพันกันจนยุ่งไปหมด ควรจะเริ่มยังไงดีล่ะ พอเหลือบมองเด็กหน้านิ่งที่จ้องตาไม่กะพริบก็ยิ่งเครียด

                ก่อนอื่นก็..” ผมลากประโยคค้างไว้แล้วใช้นิ้วชี้ทั้งสองข้างค่อยๆ ดันมุมปากรูปกระจับของอีกคนให้ยกขึ้นสูง ทีนี้ก็ยกค้างไว้แบบนั้น ห้ามปล่อยมันตกลงมานะ

                ผมชักมือกลับ ทำให้ปากอีกคนกลับไปเหมือนเดิม เอดิสันที่ได้ยินก็รีบใช้นิ้วดันมุมปากตัวเองไว้อย่างที่ผมทำให้ก่อนหน้าอย่างรวดเร็ว ผมหัวเราะพลางส่ายหัวให้กับความไร้เดียงสาจนซื่อบื้อของอีกฝ่าย   

                “เอานิ้วออกแล้วยกมุมปากขึ้นโดยไม่ต้องใช้นิ้วจับซิ เอดิสันทำตามอย่างว่าง่าย มุมปากถูกเกร็งค้างไว้หลังจากเอานิ้วออก แต่มันเป็นภาพที่ตลกมากจนผมต้องหัวเราะอีกรอบ ทีนี้ลองเปิดปากให้เห็นฟัน อ๊ะๆ ยกมุมปากค้างไว้ด้วย

                เด็กหน้านิ่งทำตามทุกกระเบียดนิ้ว ถึงจะดูทุลักทุเลแต่ก็ทำได้ทุกขั้นตอน แต่สิ่งที่ผมเห็นตรงหน้ามันคือแสยะยิ้มชัดๆ ..จะให้เรียกแบบนั้นก็ไม่ถูกซะทีเดียว เพราะถึงคนแสยะยิ้มก็ต้องแสดงออกทางแววตาบ้าง แต่กับเอดิสัน มันไม่มีอะไรเลยนอกจากความนิ่งเฉย

                ไอ๊อ้ายรึยังอั๊บ? ยังพยายามจะถามทั้งที่ยังไม่ได้หุบยิ้มประหลาดๆ ของตัวเอง ผมส่ายหน้าช้าๆ ขืนยิ้มอย่างนี้ให้ลูกค้าคงได้พากันหนีออกจากร้านไม่ทันแน่

                เวลายิ้มน่ะ ตาต้องยิ้มตามด้วยสิ คนตรงหน้าเอียงคอน้อยๆ อย่างสงสัยขณะยังยกมุมปากค้างเอาไว้ ดูนะ ต้องทำแบบนี้ หยีตาลงนิดนึงพร้อมกับเวลายิ้ม ผมยิ้มแบบปกติธรรมดาที่ธรรมชาติของมนุษย์ทั่วไปทำกันให้เด็กหน้านิ่งดู

                เอดิสันจ้องผมเขม็งจนเริ่มรู้สึกอึดอัด แววตานั่นเริ่มเป็นประกายแบบที่เจ้าตัวชอบทำบ่อยๆ เวลากำลังพยายามเลียนแบบสิ่งที่ตัวเองสนใจ ผมลุ้นเรียวปากแดงเข้มที่ค่อยๆ กระตุกยกขึ้นทีล่ะข้าง จากนั้นก็ตามด้วยตาคมที่หยีลงเล็กน้อยเหมือนที่ผมสอน ทันใดนั้น..ผมก็รู้สึกว่าโลกทั้งใบดูแปลกไป รอยยิ้มที่ตอนแรกแสนประหลาดกลับกลายเป็นยิ้มแสนหวานที่ทำผมใจสั่น

                จำได้ว่าเสียงรอบข้างราวกับถูกดูดกลืนหายไป ได้ยินเพียงเสียงหัวใจตัวเองที่กระหน่ำรัวอยู่ในอก ได้แต่จ้องมองยิ้มแสนไร้เดียงสาราวกับต้องมนต์ ตอนแรกผมไม่ได้คิดอะไรมาก ตีความเอาว่ารอยยิ้มนั้นมันน่ารัก เพราะปกติไม่มีโอกาสเห็นเลยตื่นเต้น แต่เมื่อเวลาผ่านไป..

                ทุกครั้งที่เห็นเอดิสันฉีกยิ้มให้ลูกค้า รอยยิ้มที่เป็นคนสอนเองกับมือ ผมเริ่มรู้สึกอิจฉาและหวงมันขึ้นมา เพราะเด็กหน้านิ่งไม่ยิ้มแบบนั้นเลยนอกจากเวลางาน ก็ยังดีที่เขาคิดว่ามันเป็นเพียงหน้าที่ ไม่ได้แจกจ่ายเพราะต้องการ แต่ผมก็อดใจเต้นไม่ได้เมื่อได้ลอบมองเรียวปากที่คลี่ออกเหล่านั้น แม้มันจะไม่ใช่ของผมก็ตาม

                ทุกวันจะได้ยินเอดิสันเรียกชื่อผมจนนับครั้งไม่ถ้วน เด็กนั่นจะคอยตั้งคำถามอยู่ตลอด เวลาผมปลูกต้นไม้อยู่หลังร้านในวันหยุด เขาก็ถามว่าทำไมผมถึงชอบ ต้นไม้แต่ล่ะต้นชื่ออะไร ต้องปลูกยังไง เวลาผมทานกาแฟ เขาก็ไม่วายถามว่าชอบรสชาติแบบไหน หรือแม้กระทั่งอาหารอะไรที่ผมไม่ชอบ ว่างๆ ชอบทำอะไร ชอบสีอะไร ชอบฟังเพลงแนวไหน? ทุกวันเขาจะทยอยถามแบบนี้ทีล่ะสองสามอย่าง จนบางทีบางคำถามผมยังตอบไม่ได้ด้วยซ้ำ ผมไม่เคยเอะใจอะไรเลย แค่คิดว่าเขาแปลกและเป็นเด็กขี้สงสัยก็เท่านั้น

                เอดิสัน ทำไมยังไม่นอนอีก?

                ผมที่เพิ่งเคลียร์บัญชีร้านเสร็จตอนเที่ยงคืนกว่าๆ เดินขึ้นมาชั้นสอง ซึ่งเป็นชั้นส่วนตัวที่สร้างเอาไว้ เผื่อเวลางานยุ่งจะได้นอนค้างที่นี่ และตอนนี้ส่วนใหญ่ก็มีเด็กหน้านิ่งจับจองทุกคืน เพราะว่าเขาไม่มีบ้านให้กลับ

                ไอ้รายการนี่มันเรียกว่าการ์ตูนใช่มั้ยครับ? ถามพลางชี้ไปที่จอพลาสม่า คนที่นั่งอยู่บนโซฟาหน้าทีวีหันมามองผม ตอนนี้ตาเขาเป็นประกายวาบอีกแล้ว

                ใช่ ผมพยักหน้าหงึกหงัก อย่าบอกนะว่าการ์ตูนก็ไม่เคยดู?

                สีมันสวยดีจัง พวกมันแปลกดี อีกคนบอกแล้วจ้องจอตาไม่กะพริบ

                ไม่เคยดูการ์ตูนรึไง? ผมเดินไปนั่งข้างๆ ด้วยความสงสัย

                เคยแต่เห็นผ่านๆ ไม่เคยได้นั่งดูนานขนาดนี้ครับ

                ..ที่ที่เอดิสันเคยอยู่ เป็นบ้านเด็กกำพร้าแบบไหนกันนะ? ทำไมถึงไม่เคยเปิดการ์ตูนให้เด็กดู แล้วบ้านแบบไหนกันที่สร้างคนนิสัยแบบนี้ออกมา? ในหัวผมเต็มไปด้วยคำถามที่ยังไม่พร้อมจะหาคำตอบให้แน่ชัด ลึกๆ ผมรู้สึกกลัว ตอนนั้นไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าเพราะอะไร แต่ผมว่า..ตอนนี้ผมรู้ดีแก่ใจว่าเพราะอะไร

                จากนั้นทุกคืนหลังช่วยกันปิดร้านเรียบร้อย เอดิสันจะจับจองที่นั่งบนโซฟาและดูการ์ตูนอยู่เสมอ ผมว่าเขาคงชอบมากจริงๆ แต่สีหน้าของเขาก็ไม่เคยแสดงอาการอะไร นอกจากแสงวูบไหวจากจอทีวีที่สะท้อนเข้านัยน์ตาเท่านั้น จนกระทั่งเกือบตีสองผมถึงต้องบอกให้เข้านอน เอดิสันรับคำแล้วทำตามอย่างว่าง่าย ความอบอุ่นที่ทิ้งตัวนอนบนเตียงข้างกัน ทำให้ผมเริ่มใจสั่นไม่ปกติมากขึ้นทุกวัน บางครั้งผมก็เผลอดึงคนข้างๆ เข้ามากอด  

                คืนนั้นผมกำลังจะเข้าสู่ห้วงนิทรา ร่างกายเหนื่อยอ่อนเพราะทำงานหนักมาทั้งวัน เอดิสันยังคงนอนหงายแทบไม่ขยับเขยื้อนหรือพลิกตัว ซึ่งผมคิดว่ามันคงเป็นนิสัยของเขา แต่อยู่ๆ คนข้างๆ ก็ลุกพรวดขึ้นนั่งจนผมสะดุ้งตื่น พอถามอะไรก็ไม่ยอมตอบ ซึ่งมันผิดปกติมากจนต้องลุกนั่งตามทั้งที่ยังสะลึมสะลือ ผมถามด้วยน้ำเสียงงัวเงียอีกหน คราวนี้คนข้างๆ ยกนิ้วชี้ขึ้นแตะปากตัวเองทำนองให้ผมเงียบเสียง

                แน่นอนว่าผมไม่เข้าใจ แต่ก็ยอมเงียบ มองอีกคนลุกออกจากเตียงอย่างรวดเร็วแต่เงียบกริบ เขาล้วงมือเข้ามาใต้เตียงและสิ่งที่ผมเห็นคือปืน ตอนนั้นตกใจมาก จับต้นชนปลายไม่ถูก ไม่เข้าใจว่าปืนนั่นมาจากไหนแล้วทำไมเด็กหน้านิ่งแสนไร้เดียงสาของผมถึงได้ดูเชี่ยวชาญที่จะถือมันไว้มากขนาดนั้น

                ตามผมมา มีคนบุกมาที่นี่ อีกคนกระซิบบอกแล้วดึงผมลุกจากเตียง

                เขาดันผมไว้หลังประตูห้องน้ำ แม้จะพยายามถามว่าเกิดอะไรขึ้น เอดิสันก็ไม่ยอมตอบยืนยันแค่ให้หลบอยู่ในนั้นไม่ว่าจะได้ยินเสียงอะไร จากนั้นไม่นานผมก็ได้ยินเสียงข้าวของล้มกระจาย เสียงปืน เสียงต่อสู้ เสียงร้องวุ่นวายและผมทำได้แค่ขดตัวอยู่หลังประตูห้องน้ำอย่างขี้ขลาด ท่ามกลางความสับสนของตัวเอง จนทุกอย่างสงบลง เอดิสันไม่ยอมเล่าอะไรให้ผมฟัง กระทั่งช่วงเช้าตรู่มีชายชุดสูทดำโผล่มาที่ร้าน เก็บกวาดทุกอย่างแม้กระทั่งซากศพของพวกที่บุกมาเมื่อคืน

                เอดิสันมีแผลฟกช้ำและรอยถลอกเต็มไปหมด ตอนนั้นเองที่ผมได้รู้ว่าแท้จริงเขาคือหวงจื่อเทา คนที่ถูกส่งตัวมาเพื่อรักษาความปลอดภัยผม ไม่ใช่เอดิสัน หวง อย่างที่เชื่อมาตลอด และผมก็ไม่ใช่แค่ผู้ชายธรรมดา แต่เป็นถึงลูกของมาเฟียใหญ่คับฟ้าในสังคมมืดของวงการจีนและเกาหลี มันยากจะเชื่อว่าไม่ได้โดนอำ แต่ความจริงมันก็คือความจริงอยู่วันยันค่ำ

                ไม่กี่วันต่อมา ผมได้เดินทางมาเกาหลี มาพบคนที่บอกว่าตัวเองคือพ่อบังเกิดเกล้า เขาพยายามอธิบายเหตุผลร้อยแปดที่ทิ้งให้ผมกับแม่อยู่ลำพังและไม่เคยมีตัวตนมาตลอดยี่สิบหกปี พยายามถามว่าผมชอบทำนู่นนี่ใช่มั้ย? เมื่อถามว่าเขารู้ได้ยังไง คำตอบคือหวงจื่อเทาเป็นคนบอก ผมเหลือบเห็นเอกสารบางอย่างที่วางอยู่บนโต๊ะ ทั้งหมดนั่นเป็นข้อมูลเกี่ยวกับผม เต็มไปด้วยสิ่งที่เด็กคนนั้นเคยถาม แท้จริงแล้วเด็กหน้านิ่งไม่ได้อยากรู้ตามนิสัย เขาเพียงแค่ทำตามหน้าที่ต่างหาก

                คริส คริสคะ

                หะ..หืม? ฮโยรินที่นั่งอยู่บนโซฟาข้างกันในบ้านของเจ้าตัวที่เกาหลีเขย่าแขนผม ตรงหน้าของเราทั้งคู่คือการ์ดแต่งงานแบบต่างๆ พ่อแม่ของฮโยรินเองก็นั่งอยู่บนโซฟาฝั่งตรงข้ามกัน

                เป็นอะไรรึเปล่า ทำไมดูเหม่อๆ ผมส่ายหน้าปฏิเสธกับคำถามของคนรัก..ไม่สิ ตอนนี้..สำหรับผม เธอเป็นแค่อดีตไปซะแล้ว..

                ชอบแบบไหนบ้าง? ผมเปลี่ยนเรื่องแล้วหยิบการ์ดใบหนึ่งขึ้นดู ทำทีเป็นสนใจ

                ชอบ..แบบนี้ค่ะ..แบบนี้ด้วย..” แต่คำพูดต่อจากนั้นของฮโยรินก็ไม่ได้เข้าหูผมอีก

                ผมเป็นแค่ผู้ชายเลวๆ คนหนึ่งที่จิตใจไม่มั่นคงและกำลังตลบตะแลงว่ารักเธอ ทั้งที่ความจริงในหัวสมองและหัวใจของผมตอนนี้กลับมีที่ว่างให้คนคนเดียวเท่านั้น คนคนเดียวที่บอกให้รู้ว่าผมคืออู๋อี้ฟาน คนเดียวกับที่หลอกผมมาตลอดว่าเขาคือเอดิสัน หวง เด็กหนุ่มผู้ไร้เดียงสา ผมรู้เขาเป็นอย่างนั้นจริงๆ เขาไร้เดียงสาต่อโลกสีขาวเพราะเติบโตมากับความดำมืด ส่วนผมช่างอ่อนต่อโลกในเงามืด เพราะเติบโตมากับแสงสว่าง ผมอยากเป็นแค่คริสอู๋ให้เอดิสันหวงหลอกต่อไป แต่มันก็แค่ความคาดหวัง..ที่ไม่มีทางเกิดขึ้นจริง

                ผมไม่ควรจะนิ่งดูดาย เมื่อครั้งที่จังหวะหัวใจเริ่มเต้นรัวเพื่อเด็กคนนั้น.. กว่าจะรู้ตัวอีกที..ก็ต้องทุกข์ทรมานเพราะโซ่ตรวนแห่งพันธนาการนั่นไปแล้ว

 




 

                ผมจอดมอเตอร์ไซค์ดูคาติ ดิเอเวล เอเอ็มจีคันใหญ่ลงที่ริมกำแพงในซอยซึ่งไม่ค่อยมีผู้คนสัญจรไปมามากนัก คันนี้เป็นของขวัญที่บอสใหญ่ซื้อให้หลังจากผมพาตัวอู๋อี้ฟานลูกชายเพียงคนเดียวของท่านกลับมาเกาหลีได้อย่างปลอดภัยโดยไร้รอยขีดข่วน

                ผมกดสวิชต์เพื่อดับเครื่องที่แฮนด์ขวา ก่อนถอดหมวกกันน็อคสีดำอย่างเดียวกับรถวางไว้บนตัวถังสีขาว ผู้หญิงรุ่นราวคราวเดียวกันที่เดินผ่านมาจ้องผมตาไม่กะพริบ ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเธอมีความรู้สึกสนใจในตัวผม สังเกตได้จากรูม่านตาที่ขยายขึ้นทำให้ดวงตากลมโตเป็นประกายมากกว่าปกติ เพียงแต่เธอไม่ได้มีความคิดถึงขั้นจะเข้าหา เพราะไม่ได้ชะลอฝีเท้าการเดินลงแม้แต่นิดเดียว

                ผมก้าวขาลงจากรถ จัดการเปิดฟังก์ชั่นล็อครถอัตโนมัติให้เรียบร้อย ก่อนมองขึ้นเนินสูงที่เป็นตรอกซอกซอยเข้าไปอีก เดินอย่างไม่เร่งรีบ หูสองข้างคอยฟังเสียงความผิดปกติ อย่างฝีเท้าที่อาจจะกำลังเดินตามผมอยู่ในเวลานี้

                ผมค่อยชะลอความเร็วในการเดินลงทีละน้อย เสียงฝีเท้าที่ตามอยู่ด้านหลังยังคงรักษาระดับเท่าเดิม ซึ่งแปลว่าไม่ได้มีเจตนาตามมา ผมหันมองผู้ชายตัวเล็กคนหนึ่งที่เดินผ่านขึ้นไป มือซ้ายยกขึ้นเท้าเอวขณะมืออีกข้างของเขาจับคอด้านข้างของตัวเองไว้ หมายความว่าคงกำลังอึดอัดหรือไม่แน่ใจกับอะไรสักอย่าง และผมคิดว่าเขาคงจะเหนื่อยไม่น้อยจากท่าทางอ่อนระโหยโรยแรงราวกับเดินมานานแล้ว

                ผู้ชายคนนั้นมีซองปืนเหน็บอยู่ใต้เสื้อเชิ้ตสีเข้มที่สวมทับเสื้อยืดสีขาวอีกชั้น ปืนแบบนั้นเป็นของพวกตำรวจเกาหลี ท่าทางคงมาตามสืบหาอะไรแถวนี้แน่ พวกตำรวจนอกเครื่องแบบ..

                ผมเลิกสนใจ ก่อนออกเดินต่อโดยใช้ความเร็วในระดับปกติ ปล่อยร่างกายตามสบายเป็นธรรมชาติ เพื่อไม่ให้ดูน่าสงสัย เดินต่อมาอีกไม่ไกลผมก็เลี้ยวขวาเข้ามาในร้านขายของชำทรุดโทรม ค้อมหัวเล็กน้อยเพื่อทักทายคุณยายเจ้าของร้านที่นั่งอยู่หลังเคาน์เตอร์แคบๆ แต่จุดประสงค์การมาที่นี่ของผมไม่ได้มาเพื่อซื้อของพวกนี้

                ผมเดินผ่านม่านลูกปัดหลากสีเก่าๆ ที่บางลูกก็หลุดหายไปเป็นแถบจนเห็นเส้นเอ็นสีขาวเข้ามาหลังร้าน กล่องลังมากมายตั้งแต่แบบเปื่อยยุ่ยไปจนใหม่เอี่ยมถูกกองสุมกันจนแทบจะปิดบันไดคอนกรีตที่เต็มไปด้วยรอยร้าวมิด ถ้าสังเกตดีๆ ก็ดูไม่ยากว่ามันเป็นแค่ทริคเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจเท่านั้น ผมก้าวขึ้นบันไดทีละสามขั้นเพราะพอดีกับช่วงขามายังห้องที่ประตูทำจากเหล็กหนาสภาพกลางเก่ากลางใหม่ ใช้หลังมือเคาะประตูติดกันรัวห้าครั้ง ตามด้วยช้าสามครั้ง และทุบอีกสี่ครั้งเพื่อเป็นการบอกรหัสผ่าน รอไม่นานก็ได้ยินเสียงไล่เปิดกลอนตั้งแต่ด้านบนประตูจนถึงด้านล่าง

                เหล็กหนาเทอะทะตรงหน้าแง้มเปิดออก แต่ยังคงมีโซ่เส้นหนึ่งคล้องไว้อีกชั้น เจ้าของห้องโผล่ตากลมที่มักจะมีประกายวิบวับอยู่เสมอตามนิสัยมองรอดออกมา ปากสีแดงแย้มยิ้มออกจนเห็นฟันสีขาวเกือบครบทุกซี่

                กำลังรอนายอยู่พอดี เสี้ยงทุ้มใหญ่ที่ขัดกับหน้าตาหวานราวผู้หญิงพูดขึ้น ก่อนประตูห้องจะถูกปิดเสียงดัง ตามด้วยเสียงโซ่ถูกปลดแล้วคราวนี้ประตูเหล็กก็เปิดกว้างเป็นการเชื้อเชิญ

                ผมก้าวเท้าเดินเข้ามา ไม่ได้สนใจยิ้มเรี่ยราดของปาร์คชานยอลที่มักจะต้อนรับแบบนี้เสมอ มันเป็นแค่หน้ากากปกปิดความรวดร้าวของอีกคนเท่านั้น ถึงแม้แววตานั่นจะดูเป็นมิตรที่แม้แต่เด็กๆ ยังอาจเข้าใจผิดว่าเขาคือพี่ชายผู้แสนดี แต่แท้จริงมันแฝงเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวชั่วร้ายมากมายที่เป็นเหมือนเครื่องบันเทิงใจของเจ้าตัวต่างหาก

                ทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาหุ้มด้วยผ้าเก่าฝุ่นเขรอะที่ริมโถงกว้าง ในนี้เต็มไปด้วยเศษเหล็กที่เจ้าของห้องเอามันมาประกอบและเชื่อมต่อกันเป็นหุ่นยนต์จากการ์ตูนเรื่องต่างๆ มีเตียงแบบพับได้อยู่ที่ด้านในสุดกับเครื่องเล่นแผ่นเสียงเก่าๆ คงมีแค่ตู้หนังสือเท่านั้นที่ขัดกับทุกอย่างในนี้ และมันคือประตูลับซึ่งซ่อนเร้นจุดประสงค์แท้จริงที่ผมมักจะมาบ่อยๆ   

                ชานยอลนั่งบนโซฟาเดี่ยวตรงข้ามกัน ผมตรงยาวระดับต้นแขนสีน้ำตาลแดงยิ่งขับให้ใบหน้าหวานกลับดูเจ้าเล่ห์ขึ้นอีกหลายเท่า สายตาผมมองตามกล่องอะลูมิเนียมเคลือบดำขนาดใหญ่ที่เขาคว้าขึ้นมาจากข้างโซฟา ก่อนวางมันลงบนโต๊ะไม้ที่คั่นกลางเราทั้งคู่อยู่

                ผมรับรู้ถึงจังหวะหัวใจของตัวเองที่เร่งเร็วขึ้นเพราะของบางอย่างที่อยู่ในนั้น ชำเลืองมองชานยอลยิ้มทะเล้นขณะสองมือเริ่มปลดล็อคกล่องให้เปิดออก เขาหมุนอีกฝั่งเข้าหาผมแล้วเลื่อนกล่องมาตรงหน้า ผมกลืนน้ำลายพลางจ้องปืนดีเสิร์ทอีเกิ้ลสีทองสองกระบอกที่วางอยู่ในกำมะหยี่สีม่วงแดงบุนวมอย่างดีพร้อมแม็กกาซีนเปล่าสีเดียวกันอีกหกชิ้น

                อินทรีทะเลทรายสีทองที่นายสั่งไว้เมื่ออาทิตย์ก่อน ผลิตจากไอเอ็มไออิสราเอล เป็นเซมิออโต้แบบซิงเกิ้ลแอคชั่น สำหรับกระสุนจุดห้าศูนย์คาลิเบอร์ ซึ่งเป็นกระสุนที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางเทียบเท่าปืนกลหนัก ยิงเจาะเกราะได้ในระยะร้อยเมตร หวังผลได้สูงสุดในระยะสองร้อยเมตร ใช้ระบบแก๊สเหมือนไรเฟิลจู่โจมของทหาร ถือเป็นปืนสั้นที่อานุภาพร้ายแรงที่สุด ว่ากันว่าล้มช้างได้ภายในไม่กี่นัด แถมมีน้ำหนักตั้งสองพันกรัม ซึ่งไม่เหมาะกับการพกพาอย่างยิ่ง นายจะอยากได้ไปทำอะไร? ผมไม่ค่อยได้สนใจสิ่งที่ชานยอลร่ายเท่าไหร่ แน่นอนว่าผมรู้ความสามารถมันทุกประการก่อนสั่งอยู่แล้ว

                ผมหยิบมันขึ้นมาลูบไล้ไปตามลำกล้องสีทองอย่างหลงใหล ก่อนจ่อปลายกระบอกเข้าที่กลางหน้าผากคนถามแล้วออกแรงกดเพียงเล็กน้อย ชานยอลแค่ผงะถอยนิดหน่อย ก่อนยกยิ้มมุมปาก

                บางทีก็น่าเอาไว้ระเบิดหัวคนพูดมาก มันไม่ใช่กงการอะไรที่เขาจะต้องรับรู้เหตุผลที่ผมอยากได้ปืนคู่นี้

                ฉันก็แค่อวดภูมิรู้ตามภาษาพ่อค้าอาวุธที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อยแถมยังหน้าตาดีและยิ้มสวย ช่างเป็นคนที่หลงตัวเองได้เสมอต้นเสมอปลายซะจริง สักวันคนประเภทนี้มักจะจบไม่สวยเพราะความเลินเล่อของตัวเอง นายยังไม่ได้ใส่กระสุนเลยนะ

                ก็แล้วทำไมนายไม่ให้กระสุนฉัน ฉันจะได้เป่าขมองนายให้กระจุยเหมือนเมลอนสักที ผมบอกขณะยังคงจ่อกระบอกปืนไว้ที่เดิม

                อย่าใจร้อนนักสิพ่อแพนด้าหน้าโหดฉายาที่ชานยอลตั้งให้ผมตั้งแต่ครั้งแรกที่เริ่มทำธุรกิจกันไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกอะไรเลยสักนิด เขาคว้ากระเป๋าผ้าใบใหญ่ที่วางอยู่หลังโซฟาตัวเองขึ้นมาวางลงบนโต๊ะแล้วผายมือให้ผมเช็คของเอาเอง

                ผมวางดีเสิร์ทอีเกิ้ลกลับคืนที่เดิม ก่อนรูดซิปกระเป๋าสีดำแล้วไล่สายตามองสำรวจกระสุนจุดห้าศูนย์คาลิเบอร์สิบกล่อง ขนาดเก้ามิลลิเมตรสิบห้ากล่อง มีดสั้นในซองหนังอย่างดีอีกสองชุด เมื่อมั่นใจว่าครบถ้วนตามออเดอร์ ผมก็หยิบเงินหลายฟ่อนจากในกระเป๋าเป้ออกวางลงบนโต๊ะ

                เมื่อวันก่อนเพิ่งมีของเล่นชิ้นใหม่เข้ามา การทำลายล้างแรงใช่ย่อยไม่สนบ้างหรอ? ผมยัดกล่องอาลูมิเนียมสีดำใส่กระเป๋า ก่อนผุดลุกขึ้นยืน โดยหิ้วกระเป๋าใส่กระสุนอีกใบไว้ในมือเตรียมจะเดินออกจากที่นี่โดยไม่คิดตอบคำถามอีกฝ่าย

                ก่อนเข้ามาฉันเห็นมีตำรวจนอกเครื่องแบบมาด้อมๆ มองๆ แถวนี้ ระวังไว้สักหน่อยก็ดี ผมเตือนเพราะไม่อยากเสียคู่ค้าที่ติดต่อกันมานานไป มันค่อนข้างเสียเวลาที่จะต้องหาคนใหม่ที่พอไว้ใจได้เหมือนอย่างปาร์คชานยอล

                โห เดี๋ยวนี้นายเริ่มเป็นห่วงเป็นใยคนอื่นแล้วหรอ? คนถามเบิกตากว้างประชดประชัน ผมไม่ได้ตอบโต้อะไรกลับเพราะรู้สึกว่าเสียเวลามาเยอะแล้ว อันที่จริงถ้าหมอนี่จะถูกจับหรือตายเพราะโดนวิสามัญขึ้นมาก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรมากนัก ผมเลือกความเงียบแทนคำตอบแล้วเดินกลับลงมาชั้นล่าง

                วางกระเป๋าหนักหลายกิโลเพราะโลหะล้วนๆ ลงกับพื้นในส่วนของร้านขายของชำแล้วเปิดตู้แช่ไอติมที่เต็มไปด้วยช็อคโกแลตยี่ห้อที่ผมชอบ คว้าขึ้นมาสามสี่ชิ้นก่อนยัดเงินเกินจำนวนราคาใส่มือคุณยาย ก่อนเดินออกมา ผมหยุดยืนไม่ห่างจากร้านขายของเท่าไหร่เพื่อมองนายตำรวจนอกเครื่องแบบตัวเล็กที่ยังคงเดินวนอยู่แถวนั้นด้วยสีหน้าหงุดหงิด คงจะพยายามหาร้านของชานยอลตามเบาะแสที่มีคนเจ้งมาแน่ๆ

                นายตำรวจคนนั้นมองผมด้วยหางตา แล้วเลื่อนสายตามองกระเป๋าที่ผมถืออย่างสงสัยแต่ก็มองผ่านเลยไป ท่าทางคงจะเพิ่งบรรจุใหม่เลยไม่ได้ทำตัวกร่างเหมือนพวกรุ่นเก่าที่ชอบหากินกับประชาชนสินะ

                ช็อคโกแลตหน่อยมั้ยครับ? ผมเดินเข้าไปหาแต่ทิ้งระยะห่างไว้อย่างน้อยสามสิบเซนต์เพื่อให้อีกฝ่ายไม่รู้สึกว่าถูกคุมคาม ก่อนยื่นช็อคโกแลตให้

                คนตรงหน้าถอยหลังหนีไปอีกสองก้าวแล้วมองผมด้วยท่าทางไม่ไว้ใจ มือข้างหนึ่งเขยิบเข้าใกล้ซองปืนที่เอวตัวเองแล้วด้วยซ้ำ ก็ไม่แปลกหรอก อยู่ๆ มีคนแปลกหน้ามายื่นของให้นี่

                ถ้าได้กินช็อคโกแลตอารมณ์จะดีขึ้นนะ ผมเห็นเหมือนคุณกำลังเครียด ค่อยๆ วางกระเป๋าลงบนพื้นเบาๆ ป้องกันไม่ให้เสียงของในนั้นกระทบกันเกิดเสียงดังจนคุณตำรวจเอะใจขึ้นมา ก่อนใช้สองมือหักช็อคโกแลตในซองแล้วแกะออก หยิบชิ้นเล็กกินเป็นตัวอย่างให้อีกฝ่ายดูว่ามันไม่ได้ใส่ยาพิษอะไรทั้งนั้น ลองมั้ยครับ? ผมยื่นซองช็อคโกแลตไปใกล้อีก คนตรงหน้าลังเลนิดหน่อย แต่สุดท้ายก็รับไป

                ขอบคุณ อีกฝ่ายบอก แต่ก็ยังไม่ได้กินเข้าไป ผมค้อมหัวเล็กน้อยเพื่อเป็นการน้อมรับคำขอบคุณนั้น ก่อนหยิบกระเป๋าแล้วเดินออกมา ให้ผมช่วยถือมั้ย? ท่าทางของคุณจะหนัก เสียงตะโกนถามดังมาจากด้านหลัง ผมหยุดเดินแล้วหันกลับไปมอง

                ความประทับใจแรกมักจะทำให้ผู้คนเข้าใจกันผิดเสมอ ผมไม่ใช่คนดีอย่างที่ตอนนี้คุณตำรวจกำลังจะตีความไปเอง แค่ลางสังหรณ์บางอย่างบอกผมว่าในอนาคตอาจต้องเกี่ยวข้องกับเขาอีก เลยเข้าหาก่อนเพื่อผลพลอยได้ที่จะตามมาเท่านั้น

                ไม่เป็นไรครับ รถผมอยู่ใกล้ๆ นี่เอง ปฏิเสธพลางมองรอยยิ้มที่ส่งตอบกลับมา รอยยิ้มคือความอ่อนแอที่มนุษย์แสดงออกโดยไม่รู้ตัว

                หยุดยิ้มซะ!! รอยยิ้มมันคือการเปิดเผยจุดอ่อนของตัวแกเอง ไม่ว่าจะยิ้มด้วยเหตุผลไหน มันก็คือการบอกความคิดให้ศัตรูรู้ การรักษาความสงบนิ่งราวกับผืนน้ำและไม่แสดงอารมณ์ใดใดบนใบหน้าแม้จะเจ็บปวดเจียนตายคือสิ่งที่ต้องทำโดยไม่มีข้อแม้ ต่อจากนี้คำว่ายิ้มจะไม่อยู่ในความคิดแกอีก นอกจากต้องทำเพื่อเป็นหนึ่งในหน้าที่เท่านั้น!!”

                มันคือคำสั่งสอนซ้ำแล้วซ้ำเล่าของอาจารย์ตั้งแต่ตอนผมอายุเจ็ดปี ผมไม่สามารถจำเหตุการณ์ก่อนหน้านั้นได้เพราะเหตุผลบางอย่าง ซึ่งผมก็ไม่ได้พยายามจะปลดผนึกนั่นออก ครั้งนั้นตอนที่ผมยิ้มเมื่อเห็นเด็กฝึกรุ่นเดียวกันยิ้ม ผมถูกซ้อมเจียนตายเพราะทำผิด แต่เด็กคนนั้นก็ตายไปตั้งแต่ตอนนั้น บอสใหญ่เป็นคนเก็บผมมาชุบเลี้ยง จากเด็กที่กำลังจะอดตายอยู่ข้างถนน ผมถูกฝึกให้เป็นนักฆ่าที่ใครๆ ต่างก็เรียกว่า นักฆ่าเลือดเย็น ผมไม่ได้เลือดเย็น ผมยังคงเป็นสัตว์เลือดอุ่นเหมือนพวกเขา เพียงแต่คงไม่มีใครเข้าใจว่าเหตุผลของการมีชีวิตอยู่นั้นบางครั้งก็เลือกไม่ได้

 


 

                ผมบรรจุกระสุนเจ็ดนัดลงในแม๊กกาซีนแต่ละอัน ก่อนใส่มันเข้าไปในดีเสิร์ทอีเกิ้ลสีทองวาววับทั้งสองกระบอกที่เพิ่งได้มาไม่นาน เพราะอยากลิ้มลองอำนาจของมัน เช้าวันนี้ผมเลยบึ่งดูคาติตรงมาที่สำนักงานใหญ่ขององค์กรในคังนัม ซึ่งมีสนามยิงปืนลับที่รู้กันเฉพาะคนวงใน

                ผมสวมที่ครอบหูกันเสียงและแว่นตานิรภัย ก่อนขึ้นลำกล้องปืนทั้งสองกระบอก มันค่อนข้างขัดบ้างนิดหน่อยสำหรับของใหม่ ตอนนี้ทั้งมือซ้ายและขวาจับกระบอกปืนสีทองน่าหลงใหลไว้มั่น คนอื่นที่กำลังซ้อมยิงอยู่ก่อนหน้า ต่างหยุดและมองมาที่ผมเป็นตาเดียวด้วยความอิจฉาริษยา

                ปัง!! ปัง!! ปัง!! ปัง!! ผมรัวยิงขวาซ้ายสลับกันจนหมดแม๊ก แรงดีดกลับทำให้ข้อมือทั้งสองข้างของผมถูกส่งขึ้นด้านบนไปเล็กน้อย ปลอกกระสุนกระเด็นตกเกลื่อนกลาดแทบเท้า และแน่นอนอานุภาพที่รุนแรงของมันทำให้หัวใจผมเต้นรัวอย่างห้ามไม่อยู่ คุ้มค่าจริงๆ ที่ตัดสินใจซื้อมาไว้ในครอบครอง

                ของเล่นใหม่อีกแล้วหรอ? ผมที่กำลังจะบรรจุกระสุนเข้าแม็กกาซีนอีกรอบรีบหันไปโค้งทำความเคารพเจ้าของเสียง ก่อนเพิ่งสังเกตว่าในสนามตอนนี้เหลือแค่ผมกับบอสเท่านั้น ผมคงสนใจกับการลองปืนมากเกินไปจนไม่ทันรู้ตัว ซึ่งถือเป็นความเลินเล่อที่ไม่น่าให้อภัย

                ครับ

                คนตรงหน้าไม่พูดอะไรต่อ ก่อนหยิบดีเสิร์ทอีเกิ้ลของผมไปดูแล้วลูบคลำมันอย่างพินิจอยู่ครู่หนึ่ง ระหว่างนั้นเราทั้งคู่ต่างตกอยู่ภายใต้ความเงียบ เจ้าของผมสั้นไถข้างสูงมีแววเศร้าหมองอย่างไม่ปกปิด ซึ่งผมรู้ดีแก่ใจว่าเพราะอะไร บอสเปลี่ยนไปตั้งแต่วันที่ได้รู้ว่าความจริง เรือนผมสีทองที่แสดงถึงบุคลิกอบอุ่นถูกเปลี่ยนเป็นสีโทนมืดและตัดสั้นคล้ายกับบางอย่างที่พยายามจะปกปิดและถูกริดรอนหายไป

                นี่ดิเสิร์ทอีเกิ้ล..ใช่รึเปล่า?

                ใช่ครับ ผมตอบพร้อมสบตาคนถาม ก่อนเลื่อนสายตาลงมองปืนในมืออีกฝ่าย แน่นอนมันช่วยขับให้บอสยิ่งสง่าผ่าเผยมากกว่าอยู่ในมือของผมเอง

                รู้อะไรมั้ย? ปืนกระบอกนี้ก็เหมือนเทา บอสตัดประโยคเอาไว้เพียงเท่านั้น ทำให้ผมต้องเงยหน้ามองคนตัวสูงกว่าอย่างสงสัย ภายนอกเรียบง่ายแต่กลับดูสง่า น่าหลงใหลจนสะกดสายตาคนมองได้ชะงัด เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นที่หมายปองจนอยากเอามาครอบครองเป็นของตัวเอง อานุภาพทำลายล้างที่รุนแรง ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้เป็นที่หนึ่ง ทั้งยังน่าค้นหาจนเป็นเรื่องยากที่จะไม่ยกหัวใจให้ ผมมั่นใจว่าทั้งหมดนั่นคือคำชม แต่ก็ยังมีอีกหลายประโยคที่ไม่เข้าใจ มือใหญ่เรียวสวยยกขึ้นไล้แก้มซ้ายผมอย่างแผ่วเบา ก่อนบอสจะถอนหายใจแล้วยัดดีเสิร์ทอีเกิ้ลกลับคืนใส่มือ

                ขอบคุณครับ ผมกล่าวขอบคุณสำหรับคำชม แต่อีกฝ่ายกลับตีหน้าขรึมยิ่งกว่าเดิม หรือผมจะเข้าใจอะไรผิด?

                วันนี้มีการ์ตูนเรื่องใหม่เพิ่งเข้าโรง อยากไปดูรึเปล่า? บอสพาดแขนโอบไหล่ผมพร้อมกับก้มหน้ามาถามใกล้ๆ

                การ์ตูนเรื่องใหม่หรอครับ? อีกฝ่ายพยักหน้าแทนคำตอบ ไปสิครับ ผมตอบอย่างไม่ลังเล ก่อนเริ่มลงมือเก็บปืนใส่คืนในกล่องอะลูมิเนียม ถ้าบอสเอ่ยชวน ผมที่เป็นแค่คนคอยรับคำสั่งจะปฏิเสธไม่ได้ ต่อให้อยากจะอยู่ซ้อมยิงปืนมากกว่าก็ตาม

                วันนี้ซื้อป๊อปคอร์นเซ็ตใหญ่กินกันดีกว่า รสอะไรดีน้า?      

                แล้วแต่เจ้านายเลยครับ ผมตอบหลังจากเก็บข้าวของเสร็จหมดแล้ว ก่อนคว้าแจ็คเก็ตหนังสีน้ำตาลเข้มที่พาดไว้ใกล้ๆ มาสวมทับเสื้อกล้ามสีดำ

                ไหนลองยิ้มให้ดูซิ พัฒนาไปถึงขั้นไหนแล้ว?

                ครับ ผมตอบ ก่อนฉีกยิ้มตามคำสั่ง ยกมุมปากสองข้างขึ้นเล็กน้อยแล้วหรี่ตาลงนิดหน่อยเหมือนที่บอสเคยสอน อีกฝ่ายจ้องผมนิ่ง ก่อนยิ้มกว้างออกมาบ้างแล้วใช้มือข้างหนึ่งยีหัวผมเบาๆ

                ดูเหมือนหัวหน้าจะมีสีหน้าดีขึ้นกว่าเดิมแล้ว ..แต่ต้องทำยังไงถึงจะสามารถยิ้มได้ดูสวยเท่ากับของบอส? ถ้าผมยิ้มเก่งกว่านี้ บอสจะอารมณ์ดีมากกว่าตอนนี้รึเปล่า? เหมือนเวลาที่ผมต่อสู้เก่งขึ้นแล้วอาจารย์ก็เฆี่ยนผมน้อยลง

 






Talk with D.Luv: ในที่สุดก็ได้กลับมาอัพแล้ว เย้ๆๆๆๆ *จุดพลุ* กลับมาทั้งทีไรท์ฯ เลยมอบให้ยาวแบบอ่านกันจนตาแฉะ
ต่อจากนี้เรื่องนี้จะกลับมาอัพประจำแล้วนะ เพราะถึงตามันแล้วววว ชะเอิงเอย หลักจิตวิทยาที่สอดแทรกอยู่ในเรื่องนี้
สามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันนะจ๊ะ หากมีตรงไหนผิดพลาดรบกวนผู้รู้ช่วยชี้แนะด้วย

ปล.ขออธิบายคำศัพท์นิดหนึ่ง ไอเอ็มไอ ในเรื่องที่ชานยอลพูดกับเทาตอนได้ปืน
Desert Eagle
คือ I.M.I 
(Israel Military Industries Ltd.)

 
ขายของสักนิด เปิดพรีเรื่อง So Bitter So Sweeten ถึง 10 มีนานี้ ดูรายละเอียด คลิกเลย!!


 







farry テーマ
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

659 ความคิดเห็น

  1. #646 Peachsmile (@kanokwan09) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 15 มีนาคม 2560 / 19:06
    ทำไมชีวิตน้องเทาถึงได้น่าสงสารขนาดนี้ ฮืออออ ใจแม่
    #646
    0
  2. #620 เพียงทราย (@natnicha_sand) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2558 / 11:51
    น้องเทาชีวิตน่าสงสารมากอะ
    #620
    0
  3. #611 Puppa (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2557 / 21:19
    โอ้โหยาวเหลือเกินนนน
    #611
    0
  4. #577 กุ๊กกุ๋ย~ (@kuilanla) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 14 มีนาคม 2557 / 19:42
    ถึงจะดราม่าก็เถอะเเต่ตอนนี้ฟินนนนนน><
    #577
    0
  5. #571 apssara (@apssara) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2557 / 08:32
    ทำเรื่องราวมันช่างงงงง

    พี่เครสสสส ชอบน้องเทาตั้งแต่แรกเลยหรอเนี่ย
    #571
    0
  6. #449 B - Vessalius (@bestzii) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 17 ธันวาคม 2556 / 00:53
    นี่แค่ตอนแรกนะ กลิ่นดราม่าก็โชยมาแต่ไกล -.-

    สงสารเฮียคริสสุด ๆ มาแรกก็หลงรักอาเทาซะแล้ว

    แถมยังรู้ตัวด้วยว่า ยังไงก็คงเป็นรักที่เป็นไปไม่ได้ใช่มั้ยเฮีย



    สุดท้ายก็เลยไม่เลิกกับฮโยริน แต่แบบนั้นยิ่งทำให้นางดูน่าสงสารกว่าเฮียอีกนะ

    อยากจะให้เฮียบอกเลิกฮโยริน แล้วให้นางไปเจอกับคนที่ดีต่อไป T^T



    แต่เฮียก็เก่งนะ ที่ยังสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่่หลวงในชีวิตได้

    จากคนธรรมดามีชีวิตที่สงบสุข กลับต้องกลายเป็นมาเฟียผู้มีอำนาจซะงั้น

    ถ้าเป็นเรื่องจริง คงทำใจกันยากลำบากมากแน่ ๆ



    อาเทาคงโดนเลี้ยงดูมาอย่างโหดร้ายมาก อารมณ์ว่าชีวิตนี้ดาร์กสุดๆอ่ะ

    ถึงได้ทำทุกอย่างเป็นเรื่องของหน้าที่ทั้งหมด แม้กระทั่งเด็กก็ปลิดชีพได้

    สมแล้วที่เค้ายกฉายาให้นายว่า "นักฆ่าเลือดเย็น" ที่อาเทาบอกว่าไม่เลือดเย็นก็เห็นด้วยนะ

    ถึงแม้ว่าการกระทำทั้งหมดของอาเทามันจะทำให้รู้สึกว่าเลือดเย็นจริง ๆ ก็เถอะ แต่หลังจากที่อ่านบรรทัดสุดท้าย..



    เลยทำให้รู้ว่าอาเทาของเราก็ยังมีหัวใจ มีความรู้สึกอยู่นั่นแหละ

    ไม่งั้นจะอยากยิ้มเก่งขึ้น เพื่อให้เฮียอารมณ์ดีขึ้นหรอ มุมนี้น่ารักจริงๆนะอาเทา ^^

    #449
    0
  7. #426 tangmo (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2556 / 21:40
    น่าสงสารทั้งสองคนเลย
    #426
    0
  8. วันที่ 8 ตุลาคม 2556 / 19:56
    อ๊าก กัดหมอนๆ >< ไม่รู้จะสงสสารใครดีเนาะ เรื่องเนี๊ยะอ่ะ พี่คริส จื่อเทา ฮโยริน
    #389
    0
  9. #342 eunpunch (@punchiiz38) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 14 กันยายน 2556 / 23:17
    อห กลิ่นดราม่ามาแบบที่ไม่ต้องมีอะไรมาก T_______T
    คือพี่คริสดูรักจื่อเทามาก รักน้องมากนะ แล้วคือ รักตั้งแต่ยังอยู่ที่นู่น นานมาก
    แต่พี่คริสยังจะแต่งงานกับคู่หมั้นอีก TTTTTTT คือควรจะบอกเลิกไปตั้งแต่หมดรักแล้วไง
    คือพี่คริสรู้ตัวมาตลอดว่าจริงๆแล้วรักเทา แต่ก็ยังไม่เลิกกับฮโยรินสักที จริงๆแล้วคนที่น่าสงสารก็ฮโยรินนี่แหละ
    พี่คริสคงรู้ว่าถึงจะชอบเทามากแค่ไหน ถ้าบอกไปเทาก็จะต้องปฏิเสธแน่ๆเลย
    จริงๆแล้วจื่อเทาน่าจะรู้อยู่แล้วนะ หรือเทามันจะซื่อเกินไป TOT
    คือจื่อเทาน่าสงสารมาก โตมากับโลกมืด เหมือนว่าสิ่งที่เจอมาทั้งชีวิตก็เลวร้ายมากพอที่จะไม่ต้องกลัวอะไรอีกแล้ว คือดูลำบากมาก โดนสั่งให้ห้ามยิ้ม แค่ยิ้มคือเกือบตาย ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมตอนนี้เทายิ้มไม่เป็นแล้วยังไม่มีความรู้สึกอะไรเลย
    คือเหมือนว่าเทาจะทำอะไรก็ต้องได้รับคำสั่งก่อน ถ้าพี่คริสจะสั่งให้น้องแสดงความรู้สึกบ้างจะได้ไหม TTTT
    สงสารพี่คริสเหมือนกัน ที่ทำทุกอย่างแต่ไม่เคยรู้เลยว่าน้องรู้สึกนึกคิดอะไร T____T

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 14 กันยายน 2556 / 23:18
    #342
    0
  10. #340 kewi (@viveara) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 14 กันยายน 2556 / 21:12
    โถ่ เราแทบทรุด สงสารพี่คริส

    แพนด้าช่วยมีปฏิกิริยาที่จริงใจกับพี่คริสหน่อยสิ 
    #340
    0
  11. #325 Porpech Porploy Sinthao (@paulploy) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 12 กันยายน 2556 / 07:42
    ย้ากกกกก ดร่าม่ารุนแรงมว๊วกกกกกก!!
    #325
    0
  12. #312 :우판KŪM4! (@khasama2009) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2556 / 01:07
    . [ ] . เรื่องนี้เคะโหด เมะก็ติ๋มมากอ่า อ่านละ อพค น่าเป็นเคะมากกว่าอีกกก
    #312
    0
  13. #303 Ta-O-ru (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2556 / 01:11
    เฮียสอนยิ้มมมมมม
    #303
    0
  14. #262 -JuPPi'JunG (@zzeng-jubjang) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2556 / 16:36
    ยิ้มมมมมมมมมมมม >..<
    #262
    0
  15. #253 ;}M.SWON (@marieree) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2556 / 23:17
    อาเทาแบบโหดไป ในขณะที่อพค.อ่อนโยน ฮืออ TT
    #253
    0
  16. #229 Kyudutchie (@kyudutchie13) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 27 มิถุนายน 2556 / 14:13
    กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด ดิ้นเถอะไรท์ นอลลลลลล >///////////<
    เขินมากกก อ่านทีน้ำตาจะไหล อยากจะวิ่งไปกรี๊ดดังๆๆ กรี๊ดดดดดดดดด
    อาเทาน่ารนักมากก อีพี่คริสก็น่ารัก แต่เกลียดอีฮโยยย -*- จะเข้ามาขัดห่อพระแสงอะไรรร
    ชอบตอนนี้มาก เทาเทาดูเข้มแข็ง แต่คริสดันมุ้งมิ้งไปซะได้ -//- สรุปใครเมะใครเคะ 5555555555
    ชอบตอนนุ้งเทายิ้มอะ ใจจิละลายยย แต่ชอบฉากนี้มาก ฮาดี
    แล้วแบบ บอสสั่งให้มาอารักขา ฮรือออ ชอบมากกกกกกกกก แถมตอนยังยาวโคตร อ่านจนเหนื่อย 5555
    จะติดตามต่อไปนะไรท์ เขียนเจ๋งทุกเรื่องเลย ชอบๆๆๆ


    รักจื่อเทามากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
    #229
    0
  17. #197 Heartless Girl...Tarina (@tattzujung) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2556 / 23:01
    กรี๊ดกร๊าดดดดดดดดดดดดด อาเทาเท่จังเลย
    แต่แอบสงสารเฟฟฮียนะ;-; อาเทายิ้มเยอะๆนะ >.<
    ปล.ไรต์ขาาาา มันต้องอ่านว่า เดสเสิร์ต อีเกิ้ลนะคะิถ้าอ่านดีเสิร์ทจิกลายเป็นแปลว่าของหวานนะเอ้อ
    #197
    0
  18. #195 Karuna Zitao (@karunazitao) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2556 / 11:41
    น้องเทาเย็นชาไปนะคะ TuT

    สงสารพี่คริสจังเลย แต่ก็แอบสะใจ

    พี่คริสโดนทำร้าย5555555555555
    #195
    0
  19. #162 L.O.∧.E (@11842) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 20 เมษายน 2556 / 15:33
    เทาๆอะ เย็นชาชะมัด = =
    ตำรวจนั่นคือใครหรออ??
    #162
    0
  20. #154 FOR U (@lovenookkie) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 7 เมษายน 2556 / 21:04
    เค้าควรจะสงสารใครดีเนี่ย

    เทาเทาดูไม่มีความรู้สึกเลยอ่าา

    พี่คริสเศร้าเลย
    #154
    0
  21. #129 Better together (@my_lucky) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 28 มีนาคม 2556 / 23:46
    เทาแลดูตายด้าน  ไม่สิไร้ความรู้สึก กึก กึก<<<เอ๊ะนี่อะไร ฮ่าฮ่า

    สงสารเฮียอ่ะ  เฮียจะสอนให้น้องมีฟีลลิ่งแบบคนธรรมดาได้ไหมนะ

    ฮืออออออออออ
    #129
    0
  22. #125 Wu.F (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 12 มีนาคม 2556 / 22:09
    สงสารใครดี TT
    #125
    0
  23. #122 Gracezera-loner (@gracezera) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 8 มีนาคม 2556 / 18:12
    โห้วว!!! เราชอบอ่า

    แบบเข้าใจบอสมากๆ เป็นใครก็ต้องมีความรู้สึกนี้ขึ้นมา

    เรื่องบอสเปลี่ยนทรงผมด้วย>.<



    เทาอย่านิ่งแบบนี้น๊ามีความรู้บ้างเถอะ เราชอบตอนเทายิ้มนะ
    #122
    0
  24. #120 นักเดินทางแปลกหน้า (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 7 มีนาคม 2556 / 20:23
    เถา..นายโครตตายด้านเลย - -'' เฮียคริสน่าสงสารสุดแหละ เฮ้อออๆๆๆ

    แบบว่ารอ nc เผื่อน้องเถาจะแสดงอารมณ์มากกว่านี้ หึหึ #อิหื่น

    เชียร์ๆ ไรต์สู้ๆ เรารอตอนต่อไปอยู่

    ปล. นายตำรวจคนนั้น ใช่แบคอะป่าว มาจับตัวหรือหัวใจอิหยอยล่ะ 5555
    #120
    0
  25. #119 *' Love the panda's eyes ★ '* (@lovethepandaeyes) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 6 มีนาคม 2556 / 17:33
    เปรียบรอยยิ้มกับการสู้
    หุ่นยนต์ชัดๆเลย เทาเกอ..
    #119
    0