[EXO] INCIDENT สอนรักนายนักฆ่า [Kris x Tao] END

ตอนที่ 20 : ▌No.18: It's Been So Long (Special ChanBaek Part.1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 590
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    3 เม.ย. 57



▌It's Been So Long (Special ChanBaek Part.1)



It’s been such a long time.

Everything seems like it was yesterday.

But I can’t believe that time passed like this.

 

            ผมยืนอยู่ในความมืดมิด ไม่ว่าจะเหนือหัว ใต้ฝ่าเท้า หรือรอบข้างก็พบเจอเพียงสีดำทะมึนไร้ซึ่งจุดสิ้นสุด ราวกับกำลังอยู่ในความเวิ้งว้าง... เงียบงัน ได้ยินแค่เสียงลมหายใจตื่นตระหนกของตัวเอง ทันใดนั้นแสงสว่างสีขาวก็สาดแทงมาจากด้านหลังพร้อมเสียงฝีเท้าของใครอีกคน ซึ่งสะท้อนก้องมาจากทุกทิศทาง

            รีบหมุนตัวกลับไปดู ก่อนใช้ฝ่ามือป้องแสงเจิดจ้าเหนือดวงตา เค้าโครงร่างพร่าเบลอของมนุษย์ถูกโอบอุ้มภายใต้รัศมีแสงขาวนวลที่ค่อยๆ จางลง ...จางลงจนเหลือเพียงน้อยนิด เผยให้เห็นว่าบุคคลปริศนาคือใคร ผมพ่นลมออกจากลำคอด้วยความดีใจแล้วฉีกยิ้มกว้างส่งให้ชานยอล ร่างสูงสวมชุดดำสนิท แต่เพราะแสงรอบกายที่ยังกระจายโอบล้อมอยู่บางเบาทำให้อีกฝ่ายไม่ถูกกลืนไปกับความมืด

            เขายิ้มกว้างอวดฟันสวยแบบที่ทำเป็นประจำ ผมรีบวิ่งเข้าไปหาเพราะคิดถึงชานยอลเหลือเกิน โอบแขนรอบเอวเจ้าของร่างสูงแน่น ก่อนซุกใบหน้าเข้ากับแผ่นอกกว้าง ผ่อนลมหายใจอย่างรู้สึกดีเมื่อท่อนแขนหนากอดตอบ แต่ทันใดนั้นเสียงสะเทือนเลือนลั่นก็ดังก้องจนหูอื้ออึง ผมสะดุ้งสุดตัว ก่อนรับรู้ได้ว่าร่างกายของชานยอลเปลี่ยนเป็นเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็ง

            “ยอลลี่ ทำไมอยู่ดีๆ ถึงตัวเย็นขนาดนี้ล่ะ ไม่สบายเหรอ?”

            ถามอย่างกังวล แต่เขากลับนิ่งเงียบแล้วปล่อยแขนออก ผมถอยออกดูว่าอีกฝ่ายเป็นอะไร ก่อนเบิกตากว้างเมื่อเห็นเสื้อเชิ้ตบริเวณใต้ซี่โครงของอีกคนขาดเป็นรูกว้าง ปรากฎผิวเนื้อขาวซีดที่มีรอยกระสุนฝังใน ซึ่งของเหลวแดงเข้มกำลังไหลทะลักจากปากแผลไม่หยุดพร้อมกลิ่นชวนคลื่นเหียนรุนแรง

            ซวนเซถอยห่างด้วยความตกใจ พลันสองหูได้ยินเสียงน้ำกระเพื่อมจากใต้เท้าที่เหยียบย่ำ ผมรีบก้มลงมองพื้นซึ่งตอนนี้เจิ่งนองด้วยเลือด ก่อนเหลือบเห็นมือขวาตัวเองกำลังถือปืนสั้นเอาไว้ ไม่จริง! ความหวาดกลัวสับสนส่งให้มือสั่นเทิ้มจนมันหลุดร่วงจมหายไปในทะเลโลหิตที่ท่วมสูงรวดเร็วจนถึงข้อเท้า น้ำตาร้อนจัดไหลอาบใบหน้า ก่อนเงยมองชานยอลซึ่งดวงตากำลังเบิกโพลง

            ฉันขอโทษ ฉันไม่ได้ตั้งใจ ฉันขอโทษ ละล่ำละลักผ่านเสียงสะอึกสะอื้น ก่อนคนตรงหน้าจะเริ่มถูกความมืดมิดกลืนกิน ผมรีบยื่นสองมือหมายจะจับรั้งชานยอล แต่กลับวืดผ่านราวกำลังจับต้องหมอกไหลวนที่รวมตัวลวงตาเป็นรูปร่างชานยอล อย่าไป!

                ผมสะดุ้งตื่นพลางหอบหนัก รู้สึกใบหน้าชุ่มน้ำตาที่ยังคงไหลไม่หยุด เหงื่อออกท่วมตัวจนเปียกชุดนอนที่สวมอยู่ ร่างกายยังคงสั่นด้วยความตื่นตกใจจากสิ่งที่เพิ่งฝันเห็น เหลือบมองแสงจันทร์สีนวล ซึ่งส่องทะลุม่านผืนบางเข้ามาในห้องจนเกิดเป็นแสงสลัว ผมหยัดกายลุกขึ้นนั่งช้าๆ ก่อนเสียงสะอื้นจะเล็ดรอดออกจากริมฝีปากแห้งผาก

                ฝันอย่างเดิมอีกแล้ว... เหมือนกันทุกคืนซ้ำๆ ไม่เคยเปลี่ยน ไม่ว่าจะพร่ำขอโทษ ...ขอโทษ ...ขอโทษสักหมื่นครั้ง แสนครั้ง หรือสักล้านครั้งก็ไม่มีทางได้รับการให้อภัย ผมไม่เคยคิดยกโทษให้ตัวเอง เพราะชานยอลซึ่งไม่อยู่บนโลกใบนี้อีกต่อไปแล้ว คงไม่มีทางยอมอภัยให้คนที่นำความตายมาสู่ตนเองเช่นกัน

                ปล่อยหยาดน้ำอุ่นร่วงหล่นเปรอะเปื้อนผ้าห่มบนตักขณะส่งเสียงร้องไห้ขาดห้วง พยายามเก็บเสียงไว้เพราะเกรงมันจะทะลุผ่านผนังบางเบาไปห้องข้างๆ ยกมือขวาที่กำลังสั่นหนักจนไม่สามารถควบคุมขึ้นดูผ่านม่านน้ำตา มือข้างนี้ ...ข้างที่ใช้เหนี่ยวไกอาวุธฆ่าชานยอล หลังเหตุการณ์นั่นไม่นาน ผมก็ตัดสินใจลาออกจากอาชีพตำรวจ เพราะรู้ดีว่าไม่มีทางที่ตัวเองจะเข้มแข็งทำมันต่อได้ คนแรกที่ยิงในฐานะตำรวจคือเขา... ผู้ชายที่ได้หัวใจของผมไป แม้เขาจะเป็นผู้ร้าย แต่ก็ไม่ได้ตั้งใจจะให้สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้น...

                ไม่ตั้งใจมีชีวิตอยู่กับความรู้สึกพวกนี้ ไม่ตั้งใจเป็นสาเหตุให้ชานยอลต้องตาย ...ตอนนั้นผมควรปล่อยให้เขาเป็นฝ่ายลั่นไกใส่ แม้มันจะผ่านมาเกือบสองปีแล้ว แต่ความผิดพลาดนั้นยังคงกระจ่างแจ้ง จองจำผมทุกคืนวันให้เห็นแต่ภาพความเลวร้ายที่ตัวเองเป็นคนก่อซ้ำๆ ไม่เคยมีสักคืนที่นอนหลับสนิท ไม่เคยเลยสักครั้งที่รู้สึกยินดีกับการมีชีวิตอยู่บนโลกแตกหักใบนี้

                “หยุดสิ! บอกให้หยุดไง!ขึ้นเสียงสั่งมือขวาซึ่งยังคงสั่นเทิ้มไม่หยุด แม้จะพยายามเพ่งสมาธิให้มันเชื่อฟัง แต่ก็เปล่าประโยชน์ ...มันเลิกทำตามผมมาตั้งแต่เวลานั้นแล้ว

                สูดน้ำมูก ก่อนใช้สองมือทึ้งหัวตัวเองอย่างหงุดหงิด ทั้งเจ็บปวด แค้นเคือง ...ไม่อยากเป็นแบบนี้แล้ว ไม่อยากมีชีวิตอยู่กับความกลัว อยู่กับน้ำตา อยู่กับความผิดพลาด ผิดหวัง ความสูญเสีย มันทรมาน... ทำไมถึงไม่เสียสติไปสักที!?

                ผมชันเข่าสองข้างขึ้นแล้วซบหน้าลงบนผ้าห่มหนาที่คลุมเอาไว้ ปล่อยให้น้ำตาซึมผ่านจนชุ่มโชก ผ่านไปสักพักซึ่งตัวเองก็ไม่รู้ว่านานแค่ไหน บางทีอาจแค่หนึ่งนาที หรือบางทีอาจสักครึ่งชั่วโมง ผมเงยหน้าขึ้นเมื่อรู้สึกว่าตัวเองทั้งเหนื่อยล้าและง่วงเหลือเกิน ...คงต้องใช้ตัวช่วยอีกแล้ว อย่างน้อยมันก็บังคับให้ข่มตาหลับลงได้

                เอื้อมมือกดเปิดสวิตช์โคมไฟตรงหัวที่นอน ก่อนเปิดลิ้นชักโต๊ะข้างเตียงเพื่อรื้อหากระปุกยานอนหลับที่ระยะเกือบสองปีมานี้ทำหน้าที่ไม่ต่างจากยารักษาโรคประจำตัว พรูลมหายใจเสียงดังเมื่อหาเจอ ก่อนลองเขย่ากระปุกเบาโหวงแล้วสบถในลำคอเพราะมันหมดเกลี้ยง แถมตอนนี้นาฬิกาก็เพิ่งฟ้องว่าเที่ยงคืนนิดๆ เท่านั้น

                ขว้างของในมือทิ้งอย่างโมโห เสียงตกกระแทกดังสั้นๆ ท่ามกลางความเงียบ ก่อนมันจะกลิ้งต่อเรื่อยๆ จนกระทั่งชนเข้ากับกำแพงแล้วหยุดนิ่ง สองมือกอบกำผ้าห่มแน่นเพื่อสงบสติอารมณ์ ในเมื่อไม่มีตัวช่วยแล้วจะกล้านอนได้อย่างไร?

                ตัดสินใจลุกออกจากเตียงเดินมาเข้าห้องน้ำ ถ้าหลับไม่ได้ก็ล้างหน้าให้ตาสว่างไปเลยแล้วกัน กดเปิดไฟแล้วเท้าสองมือลงกับอ่างล้างหน้าพลางถอนหายใจยาว ก่อนใช้มือซ้ายเปิดก๊อกน้ำสุดความแรงแล้วเงยจ้องใบหน้าแดงก่ำกับดวงตาบวมช้ำแสนทุเรศของตัวเองในกระจก มุ่นคิ้วเมื่อรู้สึกเหมือนเห็นอะไรบางอย่างยืนอยู่ข้างหลัง ก่อนเบิกตาเมื่อในเงาสะท้อนมีใครอีกคนกำลังยืนจ้องผมอยู่

                “ชานยอล...กระซิบเสียงแผ่วแล้วรีบหันกลับไปมอง เขายังยืนอยู่ที่เดิม สายตาจับจ้องทุกการเคลื่อนไหวของผม แต่ทันทีที่ยื่นมือหาเท่านั้น อีกคนก็หายวับไป

                ผมชะงักนิ่งมองความว่างเปล่าเบื้องหน้าอย่างงุนงงก่อนกวาดมองรอบตัว ขบริมฝีปากแน่นอย่างอดกลั้นทันทีที่รู้ว่าแค่เห็นภาพหลอน สมองกำลังเริ่มเล่นตลกกับผมมากขึ้นอีกขั้น ใกล้เสียสติเต็มทีแล้วสินะ

                หมุนตัวกลับมากวาดข้าวของทุกชิ้นบนอ่างล้างหน้าตกกระจายดังสนั่นก้องห้องแคบ โมโหที่ตัวเองทำอะไรไม่ได้นอกจากใช้ชีวิตอยู่แบบนี้ ผมทรุดลงกับพื้นกระเบื้องเย็นเฉียบอย่างอ่อนแรง ร้องไห้หนักจนเหมือนมันจะไม่มีวันพรุ่งนี้อีก ใช่ ...แต่ว่ามันจะมีวันพรุ่งนี้ วันพรุ่งนี้ของวันพรุ่งนี้ และวันต่อๆ ไปเพื่อทรมานผมให้ตายทั้งเป็น เอนตัวลงนอนตะแคงกับพื้นห้องน้ำ ไม่มีกะจิตกะใจเดินกลับไปยังเตียงนุ่มสบายซึ่งไม่ต่างจากเครื่องทรมาน

 

 

                เสียงนกร้องกับแสงที่กำลังแยงตาทำให้ผมสะลึมสะลือตื่น เปิดเปลือกตาขึ้นข้างหนึ่ง ก่อนพบว่าตัวเองกำลังนอนตะแคงกอดหมอนหนุนอีกใบซึ่งปกติไม่เคยทำ เพราะทุกครั้งมักตื่นในท่านอนหงายแข็งทื่อเนื่องจากถูกฝันร้ายตรึงเอาไว้ สูดลมหายใจแล้วผ่อนออกด้วยความรู้สึกแปลกออกไป รู้สึกร่างกายสดชื่น สมองโปร่งใสเหมือนได้หลับเต็มอิ่ม เป็นครั้งแรกในรอบ... นานแสนนานที่มีความรู้สึกแบบนี้ตอนตื่น มันแทบกลายเป็นสิ่งแปลกใหม่ไม่คุ้นชินด้วยซ้ำ

                ผมพลิกตัวนอนหงายแล้วกลอกตาไปมา เมื่อสัญชาตญาณสะกิดว่ามีอีกอย่างที่ผิดปกติ ...มานอนอยู่บนเตียงได้ยังไง? ก็เมื่อคืน... จำได้ว่าร้องไห้จนหมดเรี่ยวแรงในห้องน้ำเลยอยู่อย่างนั้นจนความง่วงกับความเหนื่อยล้าเอาชนะในที่สุด จำไม่ได้เลยว่าลุกกลับมานอนที่นี่

                ...หรือว่าจะละเมอเดินกลับมาเอง? ยกมือขึ้นนวดขมับพลางส่ายหน้าไม่เห็นด้วยกับความคิดล่าสุด ผมรู้ดีว่าตัวเองไม่เคยละเมอสักครั้งตั้งแต่เด็ก เดินละเมอยิ่งไม่ต้องพูดถึง ใช้ศอกส่งตัวลุกขึ้นนั่งแล้วหลับตาแน่นไม่อยากยอมรับความจริงบางอย่าง แต่ในเมื่อตอนนี้สภาพจิตของผมมันไม่... ปกติเสียเท่าไหร่ อาจเดินละเมอกลับมานอนเองจริงๆ

                ...แล้วความรู้สึกเหมือนได้นอนเต็มอิ่มนี่อีก? ทุกครั้งผมจะตื่นขึ้นพร้อมอาการสะลึมสะลือ และปวดหัวมึนงงเหมือนพวกคนมีอาการเมาค้างเพราะนอนไม่พอ  แต่นี่... เป็นไปได้อย่างไรกัน? ทั้งที่เมื่อคืนร้องไห้หนักขนาดนั้นแถมไม่ได้สะดุ้งตื่นเพราะฝันร้าย ขมวดคิ้วแน่นขณะพยายามนึกหาเหตุผลมาอธิบายความรู้สึกแปลกประหลาดที่กำลังเผชิญ ก่อนภาพบางอย่างจะฉายขึ้นในความทรงจำชั่วเสี้ยววินาทีแล้วหายไปอย่างรวดเร็ว

                ภาพตัวเองกำลังนอนกอดกับ... ชานยอล บนเตียงหลังนี้? ไม่เพียงเท่านั้นผมยังจดจำสัมผัสอบอุ่นที่อีกฝ่ายกอดเอาไว้ได้เลือนราง ทำไมอยู่ๆ ถึงฝันทำนองนั้น? ทั้งที่ตลอดมาไม่เคยเลยสักครั้ง เพราะอะไรกัน?

                ก๊อกๆๆ สะดุ้งเฮือกเพราะเสียงเคาะประตูหน้าห้อง ก่อนยกมือขึ้นทาบอกเพื่อปลอบจังหวะหัวใจเต้นรัวให้ช้าลงแล้วหันมองนาฬิกาดิจิตอลข้างเตียงซึ่งบอกเวลาเจ็ดโมงครึ่ง ผมพ่นลมหายใจแล้วกัดปากเพราะรู้ดีว่าคนที่มาหาเช้าขนาดนี้เป็นใคร ลุกจากเตียงแล้วเดินมาเปิดประตูอย่างไม่เร่งรีบนัก ก่อนตัวเองจะยืนเอนหัวซบบานไม้ระหว่างเงยหน้ามองคนตัวสูงกว่าที่กำลังยืนส่งยิ้มแกนๆ มาให้

                “หวัดดีปาร์คมินฮวานเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงสดใสเหมือนทุกครั้งพร้อมยกฝ่ามือขึ้นทักทาย ผมไม่มีทางเลือกนอกจากคลี่ยิ้มตอบ

                “หวัดดี เข้ามาก่อนสิบอกเสียงแตกพร่าเพราะเพิ่งตื่น ก่อนเบี่ยงตัวเปิดทางให้อีกคนเดินเข้ามา

                วันนี้มีของอร่อยมาฝากด้วยล่ะรายนั้นบอกพลางยักคิ้วภูมิใจนำเสนอสุดๆ ก่อนยกถุงพลาสติกใบใหญ่ในมือขึ้นโชว์ ผมหลุดขำทันทีที่เห็นว่ามันคืออะไร

                “แฮมเบอร์เกอร์เนี่ยนะ?” ถามพลางส่ายหน้าขณะมินฮวานถอดรองเท้าผ้าใบคู่สวยออกแล้วเดินไปนั่งบนโซฟาที่มุมหนึ่ง ซึ่งเป็นทั้งที่สำหรับพักผ่อนและกินข้าวของผม

                อันที่จริงห้องที่ผมใช้ซุกหัวนอนอยู่ทุกวันนี้ไม่กว้างขวางเสียเท่าไหร่ เนื่องจากตอนหาห้องให้ใกล้กับที่ทำงานใหม่ไม่มีตัวเลือกมากนัก ทุกอย่างเพียงถูกจัดวางเข้ามุมแบ่งเป็นสัดส่วนในพื้นที่จำกัดจำเขี่ย เตียงอยู่มุมในสุดใกล้หน้าต่าง ข้างกันเป็นโต๊ะสำหรับใช้นั่งทำงาน ส่วนห้องน้ำอยู่ใกล้กับทางเข้า โซฟาจัดวางในมุมที่เหลือซึ่งติดกับประตูที่เปิดไปยังระเบียงแคบๆ อีกอย่างผมไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่อะไรมากมายอยู่แล้ว แค่นี้ก็เพียงพอสำหรับการอยู่ตามลำพัง

                “ฉันไปอาบน้ำก่อนนะผมบอกขณะมินฮวานกำลังเริ่มหยิบอาหารออกจากถุงวางลงบนโต๊ะไม้หน้าโซฟา อีกฝ่ายเพียงพยักหน้าโดยไม่เงยขึ้นสบตาเพราะกำลังจดจ่อกับสิ่งที่ทำ

                ผมยิ้มขำ ก่อนหันหยิบเสื้อผ้ากับผ้าขนหนูจากตู้แล้วเดินเข้ามาในห้องน้ำ ที่ที่ผลงานจากการควบคุมตัวเองไม่ได้เมื่อคืนยังคงกระจัดกระจายอยู่บนพื้น ได้แต่ถอนหายใจแล้วเริ่มก้มลงเก็บมันแบบขอไปที อันไหนที่เกินเยียวยาก็โยนทิ้งลงถังขยะ

                “เร็วๆ นะแบคฮยอน ฉันหิวเสียงตะโกนบอกดังมาจากด้านนอก

                “รู้แล้วน่าตะโกนตอบแล้วล้างมือให้สะอาด ก่อนบีบยาสีฟันใส่แปรง

                ผมรู้จักกับมินฮวานได้ปีกว่าๆ ตั้งแต่เริ่มชีวิตในที่ทำงานใหม่ เขาเคยเป็นแค่ลูกค้า จากลูกค้าก็กลายมาเป็นคนรู้จัก และจากเพียงคนรู้จักก็กลายเป็นเพื่อน จากเพื่อนก็กลายมาเป็นเพื่อนสนิท เพียงคนเดียวที่ผมสามารถเรียกว่าเพื่อนได้เต็มปากและด้วยความเต็มใจ แน่นอนว่าหลังจากเหตุการณ์นั่น ผมก็ไม่คิดเข้าหาหรือแม้แต่เปิดใจให้ใครอีก ซึ่งตอนนี้ก็ยังคงเป็นเช่นเดิม เพียงแต่คิดว่าการมีเพื่อนสักคนคงไม่ใช่เรื่องเสียหาย ในเมื่อมินฮวานมีความพยายามเข้าหามากมายขนาดนั้น

                เขารู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตของผม แต่ไม่ใช่ในรายละเอียดปลีกย่อยทั้งหมด ...มนุษย์ทุกคนล้วนอยากมีความลับที่เก็บเอาไว้ทั้งนั้น และอีกคนเข้าใจดีว่าผมไม่พร้อมเปิดใจให้มากกว่าฐานะเพื่อนสนิท ผมรู้ ...รู้ว่ามินฮวานรู้สึกกับผมมากกว่าเพื่อนธรรมดา และนั่นคือเหตุผลที่สร้างความลำบากใจจนทุกวันนี้ รู้สึกไม่ดีเลยที่อีกฝ่ายต้องมาผูกติดกับคนหมดอาลัยตายอยากอย่างนี้ ทั้งที่เขามีโอกาสเจอคนดีๆ ตั้งมากมาย

                มินฮวานเป็นนายแบบที่กำลังมีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักในวงกว้าง โดยเฉพาะในโลกโซเชียล จากรูปร่างสูงยาวแบบมีกล้ามเนื้อกำลังดี ใบหน้าติดไปทางน่ารักและยิ้มละลายใจทำให้อีกคนโด่งดังและความสามารถก็เป็นเลิศ ซึ่งมันไม่ดีเลยที่เขามาฝากหัวใจเอาไว้กับคนที่ไม่มีทางขานรับ...

 

 

                “วันนี้นาย... ดูมีออร่ามากกว่าทุกวันนะมินฮวานพูดขึ้นขณะเคี้ยวแฮมเบอร์เกอร์ ก่อนหรี่ตามองผมเหมือนพยายามค้นหาอะไรบางอย่าง

                “งั้น...เหรอ?” ลากเสียงยาวพลางคิดตาม ก่อนกัดเบอร์เกอร์เนื้อในมือที่คนข้างกายซื้อมาฝากเข้าไปคำโต บางทีคงเป็นเพราะความรู้สึกได้นอนหลับเต็มอิ่มที่ผมเองก็ยังคิดว่ามันแปลกๆ นั่นล่ะมั้ง

                “แต่ว่าตานายบวมมาก เมื่อคืน... ร้องไห้อีกแล้วใช่ไหม?” อีกฝ่ายเปลี่ยนเป็นถามเสียงเครียดติดจะลังเล ผมเคี้ยวอาหารในปากช้าลง ก่อนนิ่งเงียบไม่ยอมตอบแบคฮยอน...

                “เราสัญญากันแล้วไม่ใช่รึไงว่าจะไม่พูดถึงเรื่องนี้อีก?” ผมแทรกอย่างไม่สบอารมณ์ขณะบีบแฮมเบอร์เกอร์ที่เหลืออีกครึ่งชิ้นในมือแน่น มินฮวานเงียบไปสักพัก ก่อนถอนหายใจเบาๆ

                “ขอโทษทีเจ้าตัวบอกเสียงหงอย ผมแค่ผงกหัวรับแล้วกินต่อด้วยความรู้สึกอยากอาหารที่หลงเหลือไม่มากนักเอ้อ... พรุ่งนี้ฉันติดงานถ่ายแบบแต่เช้า คงไม่ได้ซื้อมื้อเช้ามากินด้วยนะ

                “อืมตอบรับในลำคอสั้นๆ เหมือนไม่แคร์ แต่ในใจผิดหวังเล็กๆ ที่พรุ่งนี้จะไม่ได้เจอ ตั้งแต่ไหนแต่ไรจนกลายเป็นความเคยชินไปแล้วที่มินฮวานจะซื้ออาหารมากินพร้อมผมบ่อยๆ ตอนเช้า เพราะอีกคนรู้ดีว่าผมชอบไม่สนใจจะกินถ้าอยู่คนเดียว

                “เย็นนี้ก่อนกลับห้องต้องซื้อมื้อเช้าไว้กินพรุ่งนี้ด้วย รู้ไหม?” พยักหน้าแบบขอไปที แต่ฟังจากเสียงถอนหายใจ รายนั้นคงรู้ดีว่าผมจะไม่ทำนายนี่มัน...มินฮวานพูดแค่นั้นแล้วจิ๊ปากไม่พอใจ ผมฝืนกลืนคำสุดท้ายลงคอแล้วดูนาฬิกาข้อมือ ก่อนนึกได้ว่าถ้าช้ากว่านี้อีกฝ่ายได้ไปทำงานสายแน่

                “จะเก้าโมงแล้ว มีงานตอนเก้าครึ่งไม่ใช่รึไง?” รีบเอ่ยเตือน อีกฝ่ายพอได้ยินก็เบิกตาโตจนเกือบเท่าไข่ห่านมองนาฬิกาข้อมือตัวเอง ก่อนผุดลุกจากโซฟาระหว่างรีบยัดเบอร์เกอร์ที่เหลือใส่ปาก

                “ถ้าอย่างนั้นฉันไปก่อนนะ ถ้าว่างเมื่อไหร่จะส่งข้อความหาพูดอู้อี้เพราะอาหารยังอัดอยู่เต็มปาก

                “โอเคๆผมบอกพร้อมหยิบกระเป๋าเป้ให้อีกคนสะพายแล้วเดินมาส่งที่หน้าประตูตั้งใจทำงานนะรีบรุนหลังมินฮวานออกไปหน้าห้อง รายนั้นพยักหน้ารัวแล้วยกมือขึ้นลาขณะรีบเร่งเดินไปยังบันได

                “แบคฮยอน!ผมที่กำลังหันหลังเดินเข้าห้องชะงักแล้วถอยออกไปมองเสียงเรียก มินฮวานหยุดยืนกลางโถงทางเดินขณะมองตรงมายังผมซึ่งกำลังเลิกคิ้วให้อย่าลืมนะ ตอนนี้นายมีฉันอยู่ด้วยเขาพูดพลางยิ้มบาง ในดวงตาฉายประกายความอบอุ่น ซึ่งผมมักพยายามปฏิเสธ

                ผงกหัวรับพลางยิ้มตอบ ก่อนยืนมองอีกฝ่ายเดินลงบันไดจนลับตา จากนั้นจึงหันหลังกลับเข้าห้อง สลัดเรื่องเมื่อครู่ออกจากสมอง เพราะเหนื่อยเกินกว่าจะเก็บเอามาคิดแล้วเตรียมตัวไปทำงาน ตอนนี้ผมทำงานอยู่ที่ร้านขายต้นไม้ขนาดเล็ก ซึ่งเป็นร้านที่ใช้เงินเก็บทั้งหมดที่เคยมีมาเปิดเอง บริหารเอง ขายเอง ทำเองทุกอย่าง แม้ตอนนี้ยังไม่ได้กำไรกลับมามาก แต่ก็อยู่ได้สบายไม่ขัดสน

                ส่วนสาเหตุที่ตัดสินใจเปิดร้านขายต้นไม้ก็เพราะตอนเด็กๆ มีความทรงจำดีๆ เกี่ยวกับมัน คุณปู่ของผมท่านชอบทำสวนปลูกต้นไม้ดอกไม้ แล้วผมก็มักไปเป็นลูกมือให้ท่านบ่อยๆ คุณปู่ก็ถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับมันมาตั้งมากมาย อีกอย่างคือจำได้ดีว่าการปลูกต้นไม้ สีสันและร่มเงาของมันทำให้รู้สึกสบายใจมากขนาดไหน ซึ่งผมหวังว่ามันคงช่วยเยียวยาหรือทำให้ฟุ้งซ่านน้อยลงได้บ้าง

                บางวันลูกค้าอาจสั่งออเดอร์เข้ามาเยอะจนยุ่งไม่มีเวลาคิดถึงเรื่องอื่น หรือบางวันอย่างวันนี้ก็มีลูกค้าแวะเวียนเข้ามาไม่ขาดเพื่อซื้อติดไม้ติดมือกลับไปบ้าง แต่ไม่ถึงกับยุ่งมากจนไม่มีเวลาพักหายใจหายคอ ผมโค้งขอบคุณคู่รักที่เพิ่งซื้อไม้ดอกไปสี่กระถาง ก่อนหยิบมือถือที่กำลังสั่นอยู่ในกระเป๋าผ้ากันเปื้อนออกดู

                แบคฮยอนนี่~ เที่ยงแล้วอย่าลืมหามื้อกลางวันกินด้วยนะ ทางที่ดีอย่าลืมขอลายเซ็นเจ้าของร้านที่นายซื้ออาหารมายืนยันด้วย ไม่อย่างนั้นฉันจะไม่เชื่อนาย!

                ผมยิ้มกว้างหลังอ่านข้อความจบแล้วส่งรูปหน้ากวนๆ กลับไป ความจริงแล้วรู้สึกดีที่มีคนคอยเป็นห่วงเป็นใย แม้ผมคิดกีดกันทุกคนที่เคยรู้จักกระทั่งครอบครัว ตอนแรกผมวางแผนจะกลับไปอยู่บ้านที่ต่างจังหวัดกับพ่อแม่แล้วหางานทำที่นั่น แต่เมื่อรู้ว่าอาการนอนฝันร้ายตอนกลางคืนของตัวเองหนักมากแค่ไหน ก็ไม่อยากเอามันกลับไปให้พวกท่านเป็นกังวล และผมก็ไม่ได้บอกความจริงว่าเพราะอะไรกันแน่ถึงลาออกจากการเป็นตำรวจ ทั้งที่มุ่งมั่นลำบากสอบเข้าเพื่อมันแทบตาย แต่กลับยอมแพ้แค่เพียงปีครึ่งให้หลัง

 

 

                ผมสอดข้อมือเข้าระหว่างหูหิ้วถุงพลาสติกที่มีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจากร้านสะดวกซื้อหน้าตึกอยู่ข้างในสี่ห้าห่อ เพื่อจะดูดกาแฟรสเข้มข้นพิเศษจากแก้วในมือได้ถนัด ขณะเดินขึ้นบันไดไปห้องตัวเองบนชั้นสามหลังปิดร้านต้นไม้แล้วเรียบร้อย

                ล้วงกุญแจออกจากกระเป๋ากางเกงเมื่อเกือบถึงหน้าห้อง ก่อนชะงักฝีเท้า เพราะสองตาเห็นกระถางขนาดเล็กสีขาว ซึ่งมีต้นดอกไฮยาซินธ์สีม่วงชูช่ออยู่ด้านในวางไว้ริมประตู ส่วนข้างๆ กันก็เป็นถุงใส่ไก่ทอดกล่องเบ้อเริ่ม

                ผมฉีกยิ้มกว้างอย่างลิงโลด ยินดีที่มื้อเย็นไม่ต้องต้มบะหมี่กินแล้ว มินฮวานต้องแอบเอามาวางไว้ให้แน่ๆ ว่าแต่... ทำไมต้องเป็นดอกไฮยาซินธ์สีม่วงด้วย? ความหมายของมันคือการขอโทษไม่ใช่หรือ? ครุ่นคิดซ้ำไปมาระหว่างไขกุญแจเพื่อเปิดประตู ก่อนก้มลงคว้าถุงอาหารกับกระถางดอกไม้มาถือไว้ บางที... คงอยากขอโทษเรื่องเมื่อเช้าล่ะมั้ง

 

 

                ปิดสมุดบันทึกเล่มหนา หลังตรวจเช็ครายการออเดอร์ของลูกค้าที่ต้องทำในวันพรุ่งนี้กับรายรับรายจ่ายของวันนี้เสร็จ วางปากกาลูกลื่นลงบนปกสมุดแล้วเหลือบมองเตียงซึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆ ต่อไปก็เป็นการเข้านอน ช่วงเวลาที่ทั้งยากและน่ากลัวที่สุดของวัน

                ผม.. ไม่เคยพร้อมเผชิญหน้ากับฝันร้าย ทุกคืนจึงพยายามหาอย่างอื่นทำจนกระทั่งทนไม่ไหวผล็อยหลับไปเองและคืนนี้ก็เช่นกัน ตัดสินใจเดินไปเปิดทีวีแล้วกลับมานั่งดูบนที่นอน เพียงครึ่งชั่วโมงให้หลังดวงตาก็เริ่มหรี่ปรือเพราะโดนความง่วงเข้าจู่โจม ผมอ้าปากหาวกว้างแล้วสะบัดหัวเพื่อไล่อาการง่วงงุน ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปอีกนานแค่ไหน สุดท้ายถึงยอมแพ้ปิดเปลือกตาหนักอึ้งลงแล้วจมดิ่งเข้าสู่ห้วงนรก

            ก้าวถอยหลังอย่างตระหนกตกใจ พลันสองหูก็ได้ยินเสียงน้ำกระเพื่อมจากใต้เท้าที่เหยียบย่ำ รีบก้มลงดูพื้นเจิ่งนองด้วยเลือด ก่อนเห็นมือขวาของตัวเองกำลังกำปืนสั้นเอาไว้แน่น ไม่จริง! ความหวาดกลัวสับสนส่งให้มือสั่นเทิ้มจนอาวุธหลุดร่วงจมมิดหายไปในทะเลโลหิต น้ำตาร้อนจัดไหลอาบร่องแก้มจนแสบเคือง ก่อนเงยมองชานยอลซึ่งดวงตากำลังเบิกโพลงอยู่บนใบหน้าซีดจัด

            “ฉันขอโทษ ฉันไม่ได้ตั้งใจ ฉันขอโทษละล่ำละลักผ่านเสียงสะอื้น ก่อนคนตรงหน้าจะเริ่มเลือนหายไปในความมืดทะมึน ผมรีบยื่นสองมือหมายจะจับรั้งชานยอล แต่กลับวืดผ่านราวกำลังจับต้องหมอกไหลวนที่รวมตัวลวงตาเป็นรูปร่างชานยอล อย่าไป!

            “ไม่เป็นไรนะผมนิ่งงัน เมื่อได้ยินน้ำเสียงอ่อนโยนของชานยอลทุกอย่างจะต้องโอเค

            “ชานยอล นายอยู่ไหน?” ร้องถามกับความมืดสนิทพลางกลั้นก้อนสะอื้นไว้ในลำคอ

            “ฉันอยู่ตรงนี้ ข้างๆ หมาน้อยไงสะดุ้งกับเสียงซึ่งดังขึ้นข้างหู ก่อนหันเจอคนพูดที่ยืนอยู่ข้างกันในชุดสีขาวสะอาดสะอ้านพร้อมกับใบหน้าแจ่มใส ผมรีบโผเข้ากอดอีกฝ่ายให้แน่นที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้วซุกใบหน้าชุ่มน้ำตากับแผ่นอกอบอุ่นที่โหยหา

            “ฉันขอโทษ ฉันไม่ได้ตั้งใจพึมพำบอกเสียงอู้อี้สั่นพร่า

            “ฉันไม่โกรธหมาน้อย ไม่เคยโกรธเลย อย่าโทษตัวเองเลยนะชานยอลปลอบประโลมแล้วอ้อมแขนกอดผมไว้พลางลูบหลังหัวเบาๆ ผมหลับตาลงซึมซับสัมผัสที่ไม่ได้รับมาเนิ่นนานหลับเถอะ ฉันจะอยู่เป็นเพื่อนเอง

            สิ้นประโยคนั้นก็พบตัวเองกำลังนอนอยู่บนเตียงนุ่มสีดำท่ามกลางห้องสีขาวสว่างจ้า ผมเลือกซุกใบหน้าหลบแสงบาดตานั้นกับแผงอกของชานยอลที่กำลังนอนตะแคงตระคองกอดผม กลิ่นหอมอ่อนๆ จากตัวอีกฝ่ายโชยเข้าจมูกยิ่งทำให้ผ่อนคลาย ก่อนจะยอมหลับอย่างเต็มใจในอ้อมอกอีกคน

               

 

                แปลก... แปลกอีกแล้ว ผมที่เพิ่งตื่นได้ไม่นานกำลังนั่งบื้ออยู่กลางเตียง จ้องทีวีตรงอีกฝั่งกำแพงซึ่งไม่ได้ทำงาน จำได้ว่าเมื่อคืนเปิดทิ้งไว้ก่อนหลับไปแล้วทำไมพอตื่นขึ้นมามันถึงปิดเองล่ะ? หรือจะละเมอปิดเองอีกแล้ว? กลืนน้ำลายเหนียวหนืดพลางขมวดคิ้วแน่นเพราะเริ่มกังวล แบบนี้สักวันคงละเมอกระโดดระเบียงแน่

                แถมวันนี้ยังตื่นเองตามธรรมชาติเป็นเช้าวันที่สอง ที่สำคัญผมจำได้แม่นยำว่าเมื่อคืนฝันร้ายอยู่ๆ ก็กลายเป็นดี ความฝันพวกนั้นมีความหมายอะไรแอบแฝงหรือเปล่า? มันจะหมายถึงชานยอลยอมให้อภัยก็เลยส่งสัญญาณเตือนใช่ไหม? ถอนหายใจแล้วสะบัดหน้าเมื่อรู้ตัวว่าเริ่มคิดอะไรไร้เหตุผล

                เสียงข้อความเข้าดึงให้ผมหลุดออกจากความคิดพิลึกพิลั่น ก่อนเอื้อมหยิบมือถือจากโต๊ะข้างเตียงมาดู แน่นอนว่าเป็นข้อความจากมินฮวาน วันนี้ฉันอาจจะเข้าไปหาที่ร้านช่วงบ่ายๆ นะ ผมพยักหน้ากับจอโทรศัพท์เมื่ออ่านจบ ก่อนส่งข้อความสั้นๆ ว่ารับรู้ตอบกลับไป แม้ที่จริงจะขี้เกียจก็ตาม

                หากผมเกิดไม่ตอบข้อความกลับไปภายในหนึ่งหรืออาจสองชั่วโมง มินฮวานจะหนีออกจากงานกลางคันแล้วมายืนหอบเหนื่อยอยู่หน้าประตูห้องหรือไม่ก็หน้าร้านอย่างไม่ต้องสงสัย ผมเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมรายนั้นถึงต้องเป็นห่วงมากมายขนาดนั้น บางทีคงเป็นเพราะ... ครั้งหนึ่งเขามาเจอผมสลบไม่ได้สติอยู่ในห้อง จากนั้นเป็นต้นมามินฮวานก็เลยวิตกจริตเกินสมควรไปนิด

                ลุกจากเตียงแล้วปลดล็อกประตูระเบียง เดินออกมายืดแขนยืดขาสูดอากาศบริสุทธิ์ยามเช้า ซึ่งไม่ได้ทำมานานแสนนาน แม้ยังตะขิดตะขวงกับความฝัน แต่ผมก็ไม่อาจหาเหตุผลมาอธิบายมันได้เพราะยังไงมันก็แค่ความฝัน เหลือบตามองกระถางดอกไฮยาซินธ์ ก่อนเดินเข้าไปหยิบบัวรดน้ำอันเล็กออกมารดน้ำให้มัน

                “หวังว่าแกคงอยากอยู่กับฉันไปนานๆ นะเปรยกับกระถางดอกไม้ตรงหน้า ก่อนเดินกลับเข้ามาในห้องเพื่อเตรียมตัวไปทำงาน

 

 

                “ขอบคุณมากครับผมเอ่ยพร้อมกับยื่นเงินให้คุณป้ากับลูกชายวัยสามสิบที่ขับรถขนกระถางต้นไม้เปล่าหลายแบบที่สั่งมาส่ง

                “ขอบใจพ่อหนุ่มเช่นกันจ้ะ แต่แน่ใจนะว่าจะไม่ให้ลูกชายป้าช่วยยกไปเก็บหลังร้าน ป้าว่ามันเยอะเกินกำลังตัวบางๆ แบบพ่อหนุ่มอีกฝ่ายถามสีหน้าจริงจัง

                “แน่ใจครับ ผมจะได้ออกกำลังเพิ่มกล้ามเนื้อบ้างยืนยันพร้อมรอยยิ้มที่เพียงแสร้งขึ้นตบตาคนทั่วไป คุณป้าพยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้ ก่อนขึ้นรถบรรทุกนั่งกลับออกไปพร้อมลูกชาย

                ถอนหายใจโล่งอกระคนเครียดขึ้ง ใช่ว่าผมไม่อยากให้ช่วยหรืออยากออกกำลังเองตามที่พูด ก็แค่ไม่ต้องการให้คนอื่นมาถามซอกแซกในเรื่องส่วนตัวระหว่างทำงานก็เท่านั้น ซึ่งเจอมาบ่อยจนคิดว่าหลีกเลี่ยงและถนอมน้ำใจที่สุดก็คือวิธีนี้... แม้จะหมายถึงต้องยกกระถางร้อยใบนี่เองทั้งหมดก็เถอะ กำลังจะก้มลงยกกระถางอะลูมีเนียมเคลือบสีสันสดใส ซึ่งเบาที่สุดในจำนวนทั้งหมด ก็สะดุ้งตกใจ เพราะโดนใครบางคนอ้อมแขนมาปิดตาทั้งสองข้างจากด้านหลัง

                “ให้ทายว่าฉันเป็นใคร?” น้ำเสียงทะเล้นถามขึ้น ผมถอนหายใจกับนิสัยเด็กๆ ของเพื่อนสนิทแล้วหัวเราะ

                “ไม่รู้เลยมั้งบอกพร้อมดึงมือใหญ่ออกจากดวงตาแล้วหันกลับมามองมินฮวานที่บนใบหน้ายังมีเมคอัพ ซึ่งยิ่งขับออร่านายแบบเข้าไปอีก

                “นายไม่เคยรับมุกฉันบ้างเลย น่าเบื่ออีกคนบ่นงึมงำเป็นเด็ก ก่อนกวาดตามองกระถางเปล่าที่กองอยู่เกือบเต็มพื้นที่ร้านแล้วทำหน้าตกใจนายคงไม่คิดจะยกเองหมดนี่ใช่ไหม?”

                “คิดตอบด้วยใบหน้านิ่งๆ มินฮวานเลยทำหน้าบึ้งไม่พอใจกับคำตอบ

                “ตัวก็เล็กแค่นี้ เกิดเป็นลมเป็นแล้งขึ้นมาจะทำยังไง?” ผมหลุดขำเพราะสีหน้าจริงจังเกินเหตุของอีกคน

                เพราะฉันรู้ไงว่านายจะมาตอบทีเล่นทีจริง ความจริงลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่ามินฮวานบอกจะแวะมาหาช่วงบ่ายๆ เพราะวันนี้ตั้งแต่เช้าก็ยุ่งกับสินค้าที่ทยอยมาส่งไม่หยุด

                “เจ้าเล่ห์นักนะรายนั้นพูดยิ้มๆ แล้วบีบแก้มผมจนชาด้วยความมันเขี้ยว ก่อนเริ่มยกกระถางที่อยู่ใกล้ที่สุดขึ้น

                “ฉันไม่มีเงินจ่ายค่าตัวนายแบบชื่อดังแบบนายหรอกนะ

                “ถ้าอย่างนั้น เลี้ยงข้าวฉันสักอาทิตย์หนึ่งเป็นไง?” มินฮวานแค่นเสียงเสนอรอดไรฟัน เพราะกำลังพยายามแบกกระถางดินเผาใบใหญ่ทีเดียวสามใบไปที่หลังร้าน

                “ไม่มีปัญหาผมก้มยกกระถางอะลูมิเนียมขนาดกลางขึ้นทีเดียวหกใบแล้วเดินโซเซตามอีกฝ่ายไปติดๆอ้อ ขอบคุณเรื่องดอกไม้กับไก่ทอดเมื่อวานด้วยนะบอกเมื่อนึกขึ้นได้หลังวางกระถางเก็บเข้าที่ มินฮวานยืดตัวใช้สองมือนวดหลังเอวเบาๆ ก่อนทำหน้างง

                “ดอกไม้กับไก่ทอด?” ผมพยักหน้าแทนคำตอบเมื่อวาน?”

                “อื้อจ้องมองสายตางงงวยของอีกฝ่ายอย่างแปลกใจ

                “เมื่อวานตั้งแต่รีบออกจากห้องนายไปทำงาน ฉันก็ไม่ได้เจอนายอีกเลยนะ

                “ใช่ เราไม่ได้เจอกัน แต่เมื่อวานมันมีกระถางดอกไฮยาซินธ์สีม่วงกับกล่องไก่ทอดวางไว้ที่หน้าห้องฉันผมอธิบาย แต่รายนั้นกลับเม้มปากแน่นแล้วส่ายหน้ารัว

                “ไม่ใช่ฝีมือฉันแน่ เมื่อวานกว่าจะเลิกถ่ายโฆษณาก็ตั้งสองทุ่มแล้วผมหรี่ตาพยายามจับผิด แต่รายนั้นก็ยังยืนยันด้วยสีหน้าไม่รู้เรื่องรู้ราว

                “ถ้าไม่ใช่ของนายแล้วมันเป็นของใครล่ะ?” อ้าปากหวอพลางเกาหัวแกรกอย่างคิดหนักหรือจะมีคนเอามาวางผิดห้อง?” แย่แล้ว ไก่ทอดก็กินหมดแล้วแถมดอกไม้ก็ยึดไปเป็นของตัวเองเรียบร้อย

                “แล้วไม่มีคนมาเคาะห้องทวงเหรอ?” มินฮวานหัวเราะ ผมส่ายหน้าช้าๆ แล้วถอนหายใจถ้าอย่างนั้นก็ไม่เป็นไรหรอกน่า

                ถึงอย่างนั้นก็เถอะ... รู้สึกแย่ชะมัด

 



D.Luv: จะเริ่มทยอยลงตอนพิเศษให้แล้วล่ะ ในทวิตติดแท๊ก #อซด

สำหรับใครที่อยากได้ INCIDENT ฉบับรวมเล่ม แต่สั่งไม่ทัน
ตอนนี้มีเหลืออยู่ในสต็อคแบบพร้อมส่ง 10 ชุด น้าาา
สนใจติดต่อที่ @lovezitao, twomoons_kyungsoo@hotmail.com หรือแฟนเพจได้เลย หรือคอมเมนท์ทิ้งช่องทางให้ติดต่อกลับในบทความก็ได้

659 ความคิดเห็น

  1. #592 ❤ D E S T I N Y '_ dear (@violy) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 3 เมษายน 2557 / 02:15
    ฮุ้ยยยย ขอให้เป็นไก่ของหยอย ><
    อยากให้แบคกี้สมหวัง แฮปปี้ไม่เศร้าๆนะ :)
    #592
    0