[EXO] INCIDENT สอนรักนายนักฆ่า [Kris x Tao] END

ตอนที่ 9 : ▌No.8: Hidden

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,472
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    5 ต.ค. 56







 

Some always hid true emotions

Because wants something..

Some show true feelings

Because needs someone..

..Time to hide and seek..

 

 

                ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด~~ ปล่อยให้เสียงแหลมแสบแก้วหูของนาฬิกาปลุกตรงหัวนอนแผดดังจนเงียบลงเอง ส่งเสียงเกียจคร้านในลำคอเบาๆ ขณะบิดตัวเล็กน้อยแล้วตะแคงหันไปอีกฝั่งของเตียง ตั้งใจเหยียดแขนคว้าหาไออุ่นจากใครบางคนข้างกาย แต่มันกลับว่างเปล่า ฟูกนิ่มใต้ฝ่ามือเย็นเฉียบราวแผ่นน้ำแข็ง ไม่ต้องคิดมากมายก็รู้ว่าอีกฝ่ายลุกออกไปนานแล้ว

                ทำไมวันนี้ยอลลี่ตื่นไวจัง? ผมมุ่ยหน้า ทั้งสงสัยและแสนเสียดาย เลยอดนอนกอดต่อสักนิดก่อนต้องลุกไปอาบน้ำแต่งตัวทำงานตามล่าอาชญากรต่อ โงนเงนลุกขึ้นนั่งทั้งที่หนังตายังหนักอึ้งราวกับถูกผูกถ่วงด้วยหิน ทันใดนั้นร่างกายท่อนบนก็เย็นวาบจนขนลุกซู่

                ผมรีบปรือเปลือกตาขึ้นแล้วใช้มือดึงผ้าห่มสีเข้มที่ตกไปกองอยู่แถวช่วงเอวขึ้นคลุมผิวซีดเปลือยที่เต็มไปด้วยรอยขบกัดสีกุหลาบจากกิจกรรมเมื่อคืน พอนึกถึงหัวใจก็เต้นรัว หน้าร้อนผ่าวสู้กับอุณหภูมิของเครื่องปรับอากาศที่เปิดทิ้งไว้

                เผลออมยิ้มจนต้องยกผ้าขึ้นคลุมหน้าเพราะความขวยเขิน ทั้งที่ก็น่าจะชินได้แล้ว แต่ผมกลับไม่รู้สึกแบบนั้นสักที หวนนึกถึงเสียงพูดกระซิบกระเซ้าเย้าแหย่ ไหนจะสัมผัสทะนุถนอมอ่อนโยน ประโยคพร่ำบอกรักซ้ำๆ ยอลลี่เสมอต้นเสมอปลายไม่เปลี่ยนสักนิด ผมโชคดีจริงๆ ที่ได้พบกับเขา ได้มีโอกาสรู้จักและได้แบ่งปันความรักซึ่งกันและกัน

                เคร้ง ผมหันขวับไปทางต้นเสียง ซึ่งดังแว่วมาจากนอกห้องนอนด้วยความสงสัย สอดส่ายสายตาหาเสื้อผ้าของตัวเองที่กระจัดกระจายอยู่รอบเตียง เผลอร้องโอดโอยเมื่อทุกครั้งที่ขยับความเจ็บระคนเสียวแปลบก็แล่นริ้วไปทั่วสรรพางค์กาย โชคดีที่ไม่เจ็บมาก ไม่อย่างนั้นคงไปทำงานไม่ไหวแน่

                ผมเดินช้าๆ ออกจากห้องนอนหลังสวมเสื้อยืดกับกางเกงบ็อกเซอร์ตัวบาง กลิ่นหอมของอาหารโชยเตะจมูกเรียกเสียงครวญของน้ำย่อยในกระเพาะเสียดังลั่น ก้าวเท้าสะลึมสะลือไปทางห้องครัวราวกับโดนดูดเข้าหา อดเลิกคิ้วประหลาดใจไม่ได้เมื่อเห็นร่างสูงที่คุ้นเคยกำลังยืนทาแยมบลูเบอร์รี่ลงบนขนมปัง เจ้าตัวใส่เพียงกางเกงผ้ายืดสีเทาตัวเดียวแล้วสวมผ้ากันเปื้อนลายลูกหมาที่ผมเป็นคนซื้อมาไว้ใช้เองทับท่อนบนเปลือยเปล่า อดหัวเราะคิกคักกลั้นขำกับภาพที่เห็นไม่ไหวจนยอลลี่หันมามองด้วยแววตางุนงง

                หัวเราะอะไร? อีกฝ่ายหันมาถามด้วยใบหน้าแปลกใจ ก่อนวางขนมปังที่ทาแยมเสร็จแล้วลงบนจานแบนสีขาวตรงหน้า

                เปล๊า อารมณ์ดีเฉยๆ ผมแสร้งปฏิเสธเสียงสูง ยังคงหัวเราะในลำคอไม่เลิก

                เสียงสูงขนาดนี้ คิดว่าใครจะเชื่อ หืม?

                เขาขมวดคิ้วแน่น ผมยาวประบ่าสีน้ำตาลแดงยุ่งกระเซิงล้อมกรอบหน้าที่ค่อนไปทางหวาน เจ้าตัวเดินเอาจานมาวางลงบนโต๊ะทานข้าวที่มีออมเล็ตน่าทานสองจานวางอยู่ ก่อนเดินตรงมาหาผมที่กำลังยืนพิงกรอบประตูกลั้นขำ

                ไม่มีอะไรจริงๆ อาหารน่ากินจัง กินเลยได้ป่าว? ผมรีบเปลี่ยนเรื่องแกล้งร่างสูงที่ยืนค้ำอยู่ตรงหน้า

                ไม่ต้องมาเปลี่ยนเรื่องเลย ยอลลี่ใช้นิ้วชี้หน้าพลางหรี่ตาทีเล่นทีจริง โอ๊ย!!” อีกฝ่ายอุทานตกใจเมื่อโดนผมงับนิ้วเข้าให้ ก่อนจะรีบวิ่งหนีตั้งใจจะนั่งลงบนเก้าอี้ตรงหน้ามื้อเช้า

                ปล่อยยย ผมตะโกนลั่น เมื่อถูกท่อนแขนหนารัดจากด้านหลังแล้วยกขึ้นจนตัวลอยจากพื้น พยายามถีบขาสองข้างปัดป่ายในอากาศอย่างหมดหนทาง แต่ก็ขยับได้ไม่สะดวกเพราะท่อนล่างยังเจ็บระบม

                งับนิ้วเขาแล้วคิดว่าจะหนีรอดหรอ ขาก็สั้น ผมคว่ำปากใส่เจ้าของเสียงกึ่งดุกึ่งหัวเราะแล้วตีแขนที่รัดอยู่รอบลำตัวอย่างไม่พอใจ

                ฉันไม่ได้ขาสั้น แต่นายดันขายาวผิดมนุษย์มนาเองต่างหาก เถียงกลับอย่างไม่ลดละ ยอลลี่หัวเราะในลำคอ ก่อนวางผมลงบนพื้น แต่ยังคงไม่ยอมปล่อยให้เป็นอิสระ

                ไม่รู้ทำไมเขาถึงยอมรับหมาน้อยเป็นตำรวจ แบบนี้จะวิ่งกวดผู้ร้ายทันได้ยังไง คำพูดอีกคนช่างสวนทางกับการกระทำ เพราะอีกฝ่ายกำลังไล่จูบแผ่วเบาไปทั่วหลังคอจนขนลุกชัน

                ถึงจะขาสั้น แต่ฉันก็วิ่งเร็วนะ อื้อ ยอลลี่ไม่เอา เดี๋ยวฉันต้องรีบไปทำงานต่อผมพยายามกระถดคอหนี แต่ท่อนแขนแกร่งที่โอบรั้งไว้ก็ไม่ยอมให้ขยับเขยื้อนได้ตามใจนึก

                นิดเดียวเอง เสียงใหญ่กระซิบยั่วเย้าข้างใบหู ก่อนขบงับเบาๆ ผมรีบเอียงคอหนีอีกขณะพยายามดิ้นให้หลุด

                นิดเดียวก็ไม่ได้ วันนี้มีประชุม พยายามปฏิเสธด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แม้ลึกๆ อยากจะตามใจอีกคนมากกว่าก็ตาม

                ถึงวันนี้จะอยากลางานหรือป่วยเกือบตายก็พลาดประชุมหนนี้ไม่ได้ สาเหตุเพราะเมื่อไม่กี่วันก่อน ทั้งหน่วยพากันยกโขยงไปตามจับไอ้พ่อค้าอาวุธคนเดิมเป็นครั้งที่สาม แต่กลับผิดพลาด โดนมันปล่อยข่าวลวงให้เสียหน้าอีกจนได้ ผู้ใหญ่ถึงกับบันดาลโทสะแทบจะพักงานสารวัตร โชคดีที่คุยประนีประนอมกันได้เลยไม่โดนลงโทษ แต่กลับยื่นคำขาดมาแทนว่าถ้าหนนี้เหลวไม่เป็นท่าอีกจะสั่งย้ายไปทำงานนั่งโต๊ะ

                ไอ้พ่อค้าอาวุธปริศนานั่นก็ไม่ต่างจากมนุษย์ล่องหน แม้กระทั่งชื่อหรือหน้าตาสักเสี้ยวก็ยังไม่มีใครเคยเห็น มีก็แค่ข้อมูลจากสายข่าวทั่วสารทิศเท่านั้น จากข้อสันนิษฐานเหมือนมันมีสายอยู่ภายใน ปฏิบัติการบุกจับทุกครั้งถึงได้คว้าน้ำเหลว เหมือนตำรวจเดินตามหลังมันหนึ่งถึงสองก้าวตลอด ไม่รู้เมื่อไหร่จะลากคอมาเข้าคุกได้เสียที ผมเบื่อจะแย่แล้ว

                น่าเสียดายจัง ชานยอลยอมผ่อนแรงที่รัดผมไว้ ก่อนดันไหล่ให้มาตรงโต๊ะกินข้าว

                ผมมองอีกฝ่ายเลื่อนเก้าอี้ตรงหน้าจานอาหารออกแล้วตัวเองก็นั่งลง ก่อนจะฉุดแขนผมให้นั่งซ้อนบนตัก ยอลลี่อ้อมแขนมาข้างหน้าแล้วดึงจานออมเล็ตมาใกล้ๆ ก่อนใช้ช้อนตักคำหนึ่ง จากนั้นจึงจ่อมาที่ปากผม

                เนื่องในโอกาสอะไรเนี่ย? ผมถามอย่างแปลกใจ ปกติยอลลี่ไม่เคยตื่นมาทำอาหารให้เลยสักครั้ง แถมเช้านี้ยังมีบริการพิเศษอีก

                ก็ครบรอบสองเดือนของเราไงครับผมเหลือบมองเจ้าของใบหน้าหวานทะเล้น ก่อนเบิกตาโต จริงด้วย!! ลืมไปสนิทเลย ทำหน้าแบบนั้นแปลว่าลืมน่ะสิ? ผมยิ้มแหย ก่อนรีบหลบตาคนถามอย่างรู้สึกผิด แย่ แย่ แย่ แย่จริงเลยแบคฮยอน

                คือ..ยอลลี่อย่าโกรธหมาน้อยนะ? รีบหันกลับไปทำเสียงอ้อนพร้อมท่าทางประกอบ ชานยอลหรี่ตาอย่างใช้ความคิด ก่อนวางช้อนที่ถือค้างไว้ลงบนจาน

                ง้อสิ ง้อหรอ? ยังไงดีล่ะ? ผมรีบใช้ความคิดอย่างหนัก แต่ก็นึกอะไรไม่ออกเลยหอมแก้มรายนั้นไปฟอดใหญ่แทน แค่เนี้ย? ผมชะงักมองสีหน้าตัดพ้อของอีกคน เลยตัดสินใจหอมอีกข้าง

                ผมลุ้นมองชานยอลที่อยู่ๆ ก็ทำหน้านิ่ง จากนั้นเจ้าตัวก็ยิ้มร่าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ลอบถอนหายใจโล่งอกแล้วจุ๊บปากอีกฝ่ายให้เป็นของแถมพิเศษ

                คืนนี้เราไปฉลองข้างนอกกันดีมั้ยหมาน้อย? ผมมุ่ยปากด้วยสีหน้าลำบากใจ

                วันนี้มีประชุม ไม่รู้จะลากยาวถึงมืดรึเปล่าน่ะสิ

                ประชุมอะไรเยอะแยะ ทำไมช่วงนี้บ่อยจัง

                ก็เรื่องตามจับไอ้พ่อค้าอาวุธคนเดิมนั่นแหละ เพราะหนก่อนก็โดนต้มซะเปื่อย สารวัตรคิดว่ามันอาจมีสายแฝงอยู่ในทีมเรา คราวนี้เลยมีเฉพาะคนที่ไว้ใจได้ร่วมวางแผน ยิ่งคนช่วยคิดน้อยลงก็เลยไม่รู้ว่าจะเสร็จเมื่อไหร่ ผมบ่นยาวอย่างเบื่อหน่าย ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะหมดเวรหมดกรรมกับไอ้บ้าตัวทำลายชาตินี่เสียที

                ไม่เป็นไร โอกาสพิเศษทั้งที ผมรอได้อยู่แล้วอีกฝ่ายบอกพลางยิ้มกว้าง ผมยิ้มตอบ ดีใจที่ได้คนตรงหน้ามาเป็นแฟน ถ้าไม่ได้ทานมื้อค่ำอร่อยๆ ข้างนอก ก็กลับมาทานมื้อค่ำกันบนเตียงก็ได้ เกือบจะโรแมนติกอยู่แล้วเชียว..

 

 

 

                เสียงอื้ออึงที่กำลังพูดคุยกันทั้งเรื่องคดี เรื่องส่วนตัว และบ่นสัพเพเหระในห้องประชุมต่างพร้อมใจพากันเงียบกริบ เมื่อหัวหน้าเดินถือแฟ้มหอบใหญ่เข้ามาแล้ววางดังตึงลงตรงหัวโต๊ะไม้ตัวยาวที่มีผมกับเพื่อนร่วมงานอีกหลายชีวิตนั่งอยู่ สีหน้าของสารวัตรลีมินโฮเคร่งเครียดกว่าที่เคยจนลูกน้องในทีมส่งสายตามองกันเลิ่กลั่กอย่างหวาดหวั่น เพราะกลัวจะโดนอาละวาดใส่แบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว ทุกคนลุกขึ้นทำความเคารพ สารวัตรแค่พยักหน้ารับส่งๆ เป็นเชิงให้ทุกคนนั่งลงตามเดิม

                ผมที่นั่งรั้งท้ายพยายามหดตัวให้เล็กที่สุดเอนเข้าหาเงามืด เพื่อไม่ให้ตกเป็นเป้าระบายโทสะของสารวัตร ทุกคนต่างรู้ดีว่าการโดนคนอย่างลีมินโฮตะคอกใส่นั้นทำให้จิตตกและมีผลกระทบมากเกินความคาดหมาย แม้จะเป็นคนหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา สูงยาวเข่าดีสเป็คสาวทั่วราชอาณาจักร แต่ถ้าเอาแต่ปั้นหน้าโหด ส่งออร่าไม่เป็นมิตรกับชาวโลกตลอดเวลาก็มีสิทธิ์โสดอย่างที่เป็นอยู่ได้ง่ายๆ

                อีกฝ่ายก้าวยาวๆ ไปยังโน้ตบุ๊กที่เชื่อมต่ออยู่กับเครื่องฉายสไลด์หน้าห้อง เขาเสียบแฟลชไดรฟ์สีดำเข้าไป จากนั้นจึงเดินกลับมายืนหัวโต๊ะด้วยสีหน้ามุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวแบบที่พวกเราเคยคุ้นกันดี

                จากการส่งสายสืบอีกชุดออกไป ตอนนี้เราได้เบาะแสใหม่มาอยู่ในมือแล้ว ได้ทั้งภาพ ชื่อ รวมถึงข้อมูลของผู้ต้องสงสัยที่คาดว่าจะเป็นพ่อค้าอาวุธที่พวกเรากำลังตามล่ากันอยู่มาสามราย

                ทันทีที่สารวัตรพูดจบประโยค ทุกคนก็พากันทำสีหน้าตกใจและส่งเสียงพูดคุย กระทั่งเสียงทุบโต๊ะดังขึ้น ทุกคนจึงหุบปากฉับ ผมกลืนน้ำลายอย่างตื่นเต้นจ้องมองดวงตาดุดันของผู้บังคับบัญชา ถ้าเบาะแสที่ได้มาเป็นเรื่องจริง คราวนี้พวกเราจะได้ทำงานง่ายขึ้นสักที อย่างน้อยก็มีเป้าหมายเป็นตัวเป็นตนให้สบายใจ

                แต่ถึงอย่างไรทั้งสามรายนี้ก็ยังเป็นเพียงผู้ต้องสงสัย เพราะฉะนั้นพวกเราจะต้องแบ่งออกเป็นสามทีมเพื่อคอยจับตาดูคนพวกนี้อย่างใกล้ชิดทุกฝีก้าวและตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง อะไรนะ!? ผมมั่นใจจากสีหน้าตกตะลึงของทุกคนต้องอยากอุทานประโยคนี้เหมือนกัน เพียงแต่ไม่มีใครโง่พออยากโดนสารวัตรมินโฮเขม่นใส่

                สารวัตรหันหลังเดินกลับไปยังโน้ตบุ๊กที่เสียบแฟลชไดร์ฟทิ้งไว้ก่อนหน้า จากนั้นก็คลิกเปิดโฟลเดอร์ที่มีไฟล์ย่อยอยู่ในนั้นเพื่อเปิดโปรแกรมพาวเวอร์พอยท์ขึ้นมา

                สไลด์แรกปรากฏรูปผู้ชายวัยกลางคนรูปร่างใหญ่ค่อนไปทางมีเนื้อหนัง แต่งตัวเหมือนพวกเถ้าแก่ชอบปล่อยเงินกู้ หน้าผากเถิกๆ หัวล้านทำนองพวกขี้โกงแต่โหงวเฮ้งดี สไลด์ถัดมาคือชื่อและข้อมูลของคนในรูป เป็นชื่อจีนที่ผมฟังแล้วไม่ค่อยติดหู เลยไม่ได้ใส่ใจเท่าไหร่ คนต่อมาดูเป็นพวกนักเลงอันธพาลหน้าตาดุดัน มีออร่าเป็นพ่อค้าอาวุธได้ ซึ่งใจผมค่อนข้างจะโอนเอียงมาทางคนนี้เสียมากกว่า แต่จะเอาเพียงลักษณะภายนอกมาตัดสินก็ใช่ที่ เป็นถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจผมต้องอาศัยหลักฐานที่มันแน่นหนามากกว่านี้

                หลังอธิบายข้อมูลของผู้ต้องสงสัยรายที่สองจบ สารวัตรมินโฮก็เลื่อนลงสไลด์ถัดมา ผมจ้องบุคคลในรูปด้วยดวงตาเบิกกว้าง ผมยาวประบ่าสีน้ำตาลประกายแดงที่คุ้นเคยทำให้จังหวะหัวใจเต้นผิดเพี้ยนอย่างหวาดหวั่น ร่างสูงยาวในชุดเสื้อผ้าแบรนด์เนมดูดีไร้ที่ติแสนคุ้นตา ใบหน้าหล่อเหลาค่อนไปทางหวานที่กำลังฉีกยิ้มกว้างในมุมของภาพแอบถ่าย รอยยิ้มและดวงตาที่ผมจำได้ดี

                ไม่มีทาง เป็นไปไม่ได้!! ต้องไม่ใช่เขา

                ผมปฏิเสธซ้ำๆ ในหัวขณะยังจ้องภาพตรงหน้าไม่วางตา พยายามมองหาจุดต่างที่บ่งบอกว่าไม่ใช่คนรักของตัวเอง ทันใดนั้นชื่อปาร์คชานยอลจากปากผู้บังคับบัญชาก็ลอยเข้าหู ผมนั่งตัวเกร็งสองมือกำแน่นอย่างห้ามไม่ได้ พยายามไม่แสดงอาการใดๆ ออกไปแล้วเพ่งมองรูปในสไลด์อีกหน สถานที่ในภาพช่างคุ้นตาอย่างประหลาด ผมเคยเห็นที่นั่น ไม่ใช่สิ เคยไปที่นั่นด้วยตัวเองต่างหาก

                มันคือสถานที่แรกๆ ที่ผมลองไปตรวจตราลาดตระเวนในชุดนอกเครื่องแบบจากเบาะแสของสายข่าวว่าแถวนั้นคือแหล่งกบดานของพ่อค้าอาวุธที่กำลังตามล่าอยู่ ผมจำได้แม่นยำเพราะเดินวนอยู่เป็นวันๆ แต่ก็ไม่พบอะไร บังเอิญเกินไปไหมที่ชานยอลไปแถวนั้น ที่นั่นไม่มีอะไรนอกจากร้านค้าโทรมๆ กับบ้านราคาถูก

                บางทีผมอาจจะจำผิด บางทีมันอาจจะเป็นแค่เรื่องบังเอิญหรือตลกร้าย นี่มันแค่เข้าข่ายผู้ต้องสงสัยนี่นา ไม่ได้ระบุว่าเป็นคนร้ายเลยเสียหน่อย ชานยอลเป็นคนดี เขาไม่มีทางทำอะไรแบบนั้นแน่.. ไม่แน่นอน

 

 

rrrrrrrrrr

 

 

                ผมเดินผ่านประตูเข้ามาในห้องจัดพิธีกว้างขวางโอ่อ่า ใหญ่โตมากเสียจนรู้สึกราวกับตัวเองเป็นมดตัวเล็กที่ถูกห้อมล้อมด้วยมดงานในชุดแฟนซีอีกนับพัน ด้านในเรืองรองด้วยแสงจากแชนเดอร์เลียร์คริสตัลขนาดมหึมาบนเพดานกับแสงไฟอีกนับไม่ถ้วนทำเอาดวงตาผมพร่ามัวจนเกือบมึนงง กำแพงสีขาวสะอาดสลับทองก็ดูคล้ายกำลังส่องประกายวาววับราวกับมันมีชีวิต กลิ่นกุหลาบสดสีแดงนับหมื่นดอกที่ตกแต่งอยู่ภายในตลบอบอวลจนเกินเลยจากคำว่าหอมเป็นคลื่นเหียน ทว่าผมยังคงปั้นหน้าส่งยิ้มคืนให้แขกนับพัน มีทั้งที่เคยเห็นหน้าและไม่เคยมาก่อน รอบตัวห้อมล้อมด้วยรอยยิ้ม ที่บ้างจริงใจ บ้างก็จอมปลอม หยิ่งผยองและเฉยชา

                แม้ในใจจะกำลังเบื่อหน่ายและหดหู่ แต่ผมก็ยังเสแสร้งออกไปได้อย่างเป็นธรรมชาติจนตัวเองยังนึกแปลกใจ แค่ต้องสวมบทเจ้าบ่าวผู้กำลังมีความสุขกับคืนแต่งงานของตัวเอง ก็แค่แสดงให้มันผ่านพ้นไปเท่านั้น จะว่าไปแล้วผมก็ไม่ได้แตกต่างจากคนพวกนี้สักเท่าไหร่

                ผมก้าวขาด้วยท่าทางน่าเกรงขามมากเท่าที่จะทำได้ไปบนทางเดินยาวปูด้วยพรมแดงเชื่อมไปยังเวทียกพื้น ซึ่งเป็นแท่นพิธีที่มีบาทหลวงวัยกลางคนหน้าตาเปี่ยมสุขคนหนึ่งกำลังยืนรออยู่ สองข้างเป็นเก้าอี้ไม้ยาวสีขาวสำหรับแขก ประดับตกแต่งด้วยผ้าลูกไม้และดอกกุหลาบ

                จนเกือบถึงเวทีตาก็เหลือบเห็นแกรนด์เปียโนสีขาวสะอาดซึ่งตั้งอยู่ขวามือเยื้องออกมาหน้าแท่นพิธี ผมมองร่างสูงในชุดสูทดำ เขากำลังนั่งบนเก้าอี้เบาะหนังหลังเปียโน จัดวางกระดาษโน้ตให้อยู่ในตำแหน่งพอดี

                ผมชะงักฝีเทาแล้วเบิกตากว้าง ทึกทักว่าตัวเองคงคิดถึงเทามากเกินไปเลยตาฝาดเห็นนักบรรเลงเปียโนที่รูปร่างคล้ายกันเป็นอีกฝ่าย แต่พอลองหลับตาเพื่อตั้งสติแล้วลืมขึ้นอีกครั้ง ผมกลับเห็นตาเรียวสวยกำลังยืนมองมา เทาค้อมตัวทำความเคารพด้วยท่าทางสุภาพ หัวใจผมเต้นถี่รัวอย่างลิงโลด เร็วมากจนเจ็บแปลบแต่มันเป็นความเจ็บปวดที่ผมยินดี นั่นเทาจริงๆ ในที่สุดเขาก็กลับมาแล้ว ผมฉีกยิ้มกว้างโดยไร้การเสแสร้ง ลืมสถานการณ์รอบข้างโดยพลัน พอกำลังจะเดินเข้าไปหา ใครบางคนก็โผล่มายืนขวางเอาไว้ราวกับรู้ทัน

                พิธีกำลังจะเริ่มแล้ว อยู่ในตำแหน่งที่ควรอยู่ซะ หลังจบงานค่อยเข้าไปทักทายก็ยังไม่สาย อู๋เจิ้งหลงพูดประโยคเชือดเฉือนด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม แขกเหรื่อที่ยืนห่างจากเราทั้งคู่คงคิดว่าผมกับเขาเป็นพ่อและลูกชายที่แสนจะรักกันกลมเกลียว

                ผมขบกรามแน่นราวกับจะบดพวกมันจนแหลกละเอียดขณะจ้องคนตรงหน้าอย่างไม่พอใจ เหลือบมองเทาที่กลับลงนั่งบนเก้าอี้ สายตาจดจ่อกับกระดาษโน้ตไม่รับรู้สถานการณ์ตึงเครียดที่ผมกำลังเผชิญ ได้แต่พ่นลมหายใจอย่างไร้ทางเลือก ก่อนเดินชนไหล่อีกฝ่ายขึ้นมายืนบนแท่นพิธี ซึ่งต้องหันหลังให้เทา ทำให้ผมไม่สามารถมองเห็นเขาได้

                จิตใจยังไม่ทันสงบเสียงประตูบานคู่ขนาดมหึมาก็เปิดออก ฮโยรินในชุดเจ้าสาวฟูฟ่องสีขาวบริสุทธิ์กับผ้าคลุมหน้าเดินควงแขนพ่อที่กำลังมีสีหน้าปลื้มปีติเข้ามา เสียงเพลงบรรเลงแสนไพเราะจากเปียโนดังขึ้นพร้อมกับการก้าวเดินเป็นจังหวะที่ซักซ้อมมาอย่างดี แขกทุกคนยืนขึ้นต้อนรับการปรากฏตัวของเจ้าสาว ต่างส่งรอยยิ้มยินดีนักหนา แต่ความนึกคิดของผมกลับจดจ่ออยู่กับการจินตนาการถึงมือเรียวสวยที่คงกำลังพรมนิ้วลงบนคีย์เปียโน ปล่อยเสียงโน้ตสูงต่ำผ่านใบหน้าคมคายและเย็นชา อยากหันกลับไปมองเทา อยากให้นัยน์ตาสองดวงสะท้อนเพียงภาพของเขาใจจะขาด และมันทรมานที่ผมทำแบบนั้นไม่ได้ ไม่ได้เลย..

                ไม่ปล่อยให้จมจ่อมกับความเจ็บปวดได้นาน ฮโยรินก็มาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า ผมกลืนก้อนความรวดร้าวลงไปในลำคอ ประคองมือเล็กในถุงมือลูกไม้สีขาวขึ้นมายืนบนแท่นพิธีด้วยกัน เธอก้มหน้าเล็กน้อยซ่อนความขวยเขินและรอยยิ้มแห่งความปลาบปลื้ม ผมเองก็ยิ้มขณะจ้องว่าที่ภรรยา ไม่ได้ยิ้มเพราะเอ็นดู แต่ยิ้มเพราะเจ็บปวดและเยาะเย้ยความขลาดเขลาของตัวเอง..

 

 

 

                ผมใช้สองมือรองน้ำอุ่นจากก๊อกสาดใส่หน้าตัวเองจนปลายผมสีน้ำตาลเข้มที่ตกลงปรกหน้าเปียกชุ่ม จากนั้นจึงยืนตรงจดจ้องใบหน้ากระสับกระส่ายของตัวเองจากกระจก หัวคิ้วหนาชนกันอย่างกังวล พิธีแต่งงานผ่านพ้นไปแล้ว งานเลี้ยงก็จบลงแล้ว ผมกับฮโยรินถูกส่งเข้าห้องหอ แต่สิ่งที่ผมทำคือจูบหน้าผากเธอและหนีเข้ามาอยู่ในห้องน้ำได้สักพักใหญ่

                พอเข้าช่วงงานเลี้ยงเทาก็หายตัวไป ไม่ว่าจะมองหาเท่าไหร่ก็ไม่มีวี่แววของเด็กคนนั้นอยู่ตรงไหนเลย ผมจำได้ว่าพยายามตั้งสติ ภาวนาให้งานเลี้ยงจบไวๆ เพราะกลัวจะทนฝืนยิ้มต่อไปไม่ได้ เทาหายไปไหน? หรือผู้ชายคนนั้นจะไล่เทาไปอีกแล้ว? ..ไม่ เป็นแบบนั้นไม่ได้ เรือลำนี้กำลังแล่นอยู่กลางมหาสมุทร เขาต้องยังอยู่ในนี้ที่ไหนสักแห่งแน่ๆ

                ผมกัดริมฝีปากแน่น ค่อยรู้สึกใจชื้นขึ้นมานิดหน่อย อยากรีบออกตามหาเทา แต่ขืนพรวดพราดออกไป มีหวังโดนฮโยรินสงสัย รังแต่จะทำให้เธอรู้สึกไม่ดีตั้งแต่คืนเข้าหอ ผมตัดสินใจอาบน้ำก่อนเผื่อจะช่วยให้สมองปลอดโปร่งแล้วคิดหาทางออกดีๆ ได้บ้าง ผมสวมเชิ้ตผ้าฝ้ายสีขาวตัวบางกับกางเกงเอวยืดขายาวสีดำที่เตรียมเข้ามาเปลี่ยนแล้วออกจากห้องน้ำ ฮโยรินยังคงอยู่ในชุดเจ้าสาวส่งยิ้มมาให้จากบนเตียงคิงไซส์ที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ

                ผมเดินเข้าไปกอดอีกฝ่ายหลวมๆ จากนั้นจึงแกล้งโกหกว่ารู้สึกเหนื่อยและเวียนหัวเพราะเมาเรือเลยอยากพักผ่อน ฮโยรินยังคงยิ้ม บอกว่าตัวเองก็อาการเดียวกัน แถมยังบ่นอีกยาวเหยียดว่าถ้าไม่ใช่เพราะพ่อของผม เธอคงไม่ยอมแต่งงานบนเรือแน่ หลังนั่งคุยกันพักใหญ่อีกฝ่ายก็ขอตัวไปอาบน้ำบ้าง

                ผมได้แต่มองตามอย่างรู้สึกผิด ทั้งที่เพิ่งแต่งงานกัน แต่ผมกลับไม่มีความรู้สึกใดๆ กับฮโยรินอย่างที่คู่ข้าวใหม่ปลามันควรมีแม้แต่นิด ในหัวเอาแต่ว้าวุ่นนึกถึงเทาเพียงคนเดียวเท่านั้น มันคงสายเกินไปถ้าเพิ่งนึกได้ว่าเพราะอะไรถึงไม่ยกเลิกงานแต่งไปซะ เกือบครึ่งชั่วโมงฮโยรินก็ออกมาจากห้องน้ำ จากนั้นเราทั้งคู่จึงเข้านอนพร้อมกัน

                ผมรอจนมั่นใจว่าฮโยรินหลับสนิท ค่อยๆ ดึงแขนอีกฝ่ายที่พาดเอวผมไว้ออกแล้วแอบลุกออกจากเตียง คว้ามือถือบนโต๊ะข้างเตียงส่องหาของชำร่วยที่ให้บอดี้การ์ดเอามาให้เมื่อกลางวัน พอเจอก็ถือมันไว้แน่นแล้วหยิบรองเท้าที่วางไว้หน้าประตูขึ้นถือ ก่อนแอบออกจากห้องให้เงียบเชียบที่สุด เมื่อสวมรองเท้าเรียบร้อยก็หันมองประตูห้องอีกครั้ง

                ขอโทษนะฮโยริน พึมพำแผ่วเบา น้อยนิดเหมือนความถูกต้องในจิตใต้สำนึก ผมรีบเดินผ่านโถงยาวปูด้วยพรมหรูหราอย่างร้อนใจ บริเวณนี้มีห้องเพียงไม่กี่ห้องเพราะเป็นชั้นวีไอพี พอเลี้ยวตรงหัวมุมก็เจอกับบอดี้การ์ดที่คอยอารักขาผมมาตลอด

                เจ้านายต้องการอะไรหรือครับ?เจ้าตัวค้อมหัวทำความเคารพและถามกลับด้วยน้ำเสียงนอบน้อม

                รู้หรือเปล่าว่าหวงจื่อเทาพักอยู่ห้องไหน?

                ผมลงลิฟต์ตามบอดี้การ์ดมายังชั้นล่าง ระหว่างทางเจอแขกที่เชิญมาร่วมพิธีบ้างสามสี่กลุ่ม ก้าวตามอีกฝ่ายที่เดินนำอย่างเงียบเชียบมาจนถึงสุดทางเดินด้านหนึ่ง ซึ่งชั้นนี้มีห้องตั้งเรียงรายแน่นขนัดไม่ต่างจากโรงแรม

                ห้องนี้ครับเจ้านาย เขาหยุดยืนแล้วหันมาบอก

                ขอบใจมาก กลับไปประจำที่ได้แล้ว

                ครับ เจ้าตัวรับคำสั่งแล้วเดินห่างออกไป ผมรอจนบอดี้การ์ดหายลับตา จึงค่อยหันกลับมามองบานประตูซึ่งมีคนที่ผมกำลังคิดถึงจนแทบเป็นบ้าอยู่ด้านหลังมัน

                กลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงลำคอแห้งผาก อยู่ๆ ก็เกิดประหม่าลังเลที่จะเคาะประตู ถ้าเจอหน้าเทาแล้วผมควรจะพูดอะไร? ควรต้องหาข้ออ้างทำนองไหนให้สมเหตุสมผลกับการมาหาถึงนี่? คิดหนักอยู่พักใหญ่จนเห็นของชำร่วยที่ถืออยู่ในมือราวกับมันกลายเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย นี่ยังไงล่ะ ข้ออ้างของผม

                ก๊อก ก๊อก ก๊อก หลังรวบรวมความกล้าอีกชั่วอึดใจก็เคาะประตูไปจนได้ ผมแทบยืนไม่ติดพื้นระหว่างรอการตอบรับของอีกฝ่าย ไม่ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวใดใดในห้องเลยแม้แต่นิด ทุกอย่างเงียบกริบจนน่าใจหาย แต่ก่อนจะลงมือเคาะอีกรอบ ประตูห้องก็เปิดกว้างออก

                ผมจ้องใบหน้าเรียบนิ่งของเทาที่กำลังมองกลับมาด้วยหัวใจเต้นรัว ผมสั้นสีดำยังคงปรกหน้าผากในทรงเดิม จมูกโด่ง ตายาวรีคมดุ ริมฝีปากรูปกระจับที่เคยสัมผัส แก้มดูจะป่องขึ้นนิดหน่อย น่าหยิกสุดๆ ผมเผลอเบิกตากว้างด้วยความคาดไม่ถึงเมื่อเลื่อนสายตาลงต่ำแล้วพบว่าเทาไม่ได้ใส่อะไรปกปิดท่อนบน

                กล้ามเนื้อเป็นมัดพองามและหน้าท้องแบนราบอิงแอบอยู่ในผิวสีน้ำผึ้ง ซึ่งทำให้ผมเผลอกลืนน้ำลายอย่างห้ามไม่ได้ แม้มันจะเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นประหนึ่งลวดลายของเนื้อผ้าก็ตาม เอวสอบเพรียวหายกลืนลงไปกับกางเกงยีนขาเดฟเอวต่ำสีดำที่โชว์รูปร่างของผู้สวมใส่ชัดเจนจนผมต้องรีบเสมองไปทางอื่นเพื่อสงบสติอารมณ์ที่เริ่มจะเตลิดเปิดเปิง

                บอสมีอะไรให้ผมรับใช้หรือเปล่าครับ? เสียงเล็กเฉยชาถามขึ้น

                พี่..พี่ขอเข้าไปข้างในได้มั้ย? ถามตะกุกตะกักทั้งที่ยังไม่กล้าหันกลับไปมอง ยืนคุยตรงนี้คงไม่เหมาะ อีกอย่างให้คนอื่นมาเห็นเทาในสภาพนี้คงไม่ดี ผมก็หวงของผมนี่นา

                ได้ครับ เทาเบี่ยงตัวหลบเปิดทางให้ ผมหันกลับไปพยายามบังคับสายตาให้โฟกัสจุดอื่นแล้วเดินเข้ามาในห้องพักขนาดกลาง

                เสียงประตูถูกปิดลงตามเดิมขณะผมกวาดตาสำรวจรอบๆ ภายในมีเฟอร์นิเจอร์จำเป็นครบถ้วนและยังคงเน้นสไตล์หรูหราฟุ้งเฟ้อ เพียงแต่ไม่ได้แบ่งเป็นอีกหลายห้องย่อยอย่างของผมกับฮโยริน มีห้องน้ำอยู่ใกล้กับประตูทางออก ตรงกำแพงฝั่งซ้ายของเตียงมีหน้าต่างกระจกทรงกลมเล็กๆ ช่วยให้มองเห็นวิวด้านนอกได้ หลังสงบจิตสงบใจลงได้บ้างจึงหันกลับไปมองเทาที่กำลังยืนจ้องผมอยู่เงียบๆ

                พี่เอาของชำร่วยมาให้ ผมพูดตามข้ออ้างที่คิดไว้แต่แรกพลางยื่นกล่องในมือให้อีกฝ่าย

                ขอบคุณครับ เทารับไปแล้วยกกล่องนั้นขึ้นระดับสายตาเพื่อจ้องกระถางต้นถั่วเล็กๆ ด้านในด้วยดวงตาเป็นประกายแวววาวแบบที่ไม่ได้เห็นมานาน

                ไม่ทันยั้งคิด ผมกระชากแขนอีกฝ่ายเข้าหาแล้วครอบครองเรียวปากสวย ลิ้มชิมความหอมหวานที่เฝ้าคิดถึงนานนับเดือน ทีแรกคิดว่าเทาคงนิ่งเฉยเหมือนครั้งที่ห้องลองชุดแต่งงาน แต่ไม่นานเขากลับขยับเนินเนื้ออ่อนนุ่มตอบรับ ทั้งละมุน อ่อนโยน ไร้เดียงสา แต่ก็แฝงเร้นความร้อนแรงในคราวเดียว ผมเลื่อนมือขึ้นนวดท้ายทอยอีกคนแล้วกดให้แนบชิดกันมากขึ้น ขณะเทาใช้แขนคล้องรอบคอผมไว้ระหว่างที่เราทั้งคู่ต่างบดเบียดริมฝีปากกันและกันราวกับมันเป็นวินาทีสุดท้ายของชีวิต

                เทาหายไปไหนมา? ผมผละออกถามพลางหอบเพราะจุมพิตแสนหวานยาวนาน ปลายจมูกยังคงแตะไล้กับอีกฝ่ายไม่ห่าง

                ผมไปพักร้อนครับ คนตรงหน้าตอบกลับพลางเผยอปากช่วยสูดหายใจ

                ทำไมจะไปไหนถึงไม่บอกพี่ก่อน? ผมใช้สองมือประคองใบหน้าอีกฝ่ายไว้ จ้องลึกเข้าไปในดวงตาซึ่งไร้อารมณ์

                ผมขอโทษครับ บอสใหญ่สั่งไว้ว่าไม้ให้ผมบอกบอส ท่านว่าจะบอกบอสเอง

                ผมขมวดคิ้วยุ่ง หงุดหงิดกับการเชื่อฟังแบบไม่ลืมหูลืมตาของเทา อยากรู้นัก ถ้าเทารู้ความจริงว่าผู้ชายคนนั้นทำอะไรไว้ในอดีตกับครอบครัวของตัวเองขึ้นมา เขายังจะคิดจงรักภักดีแบบนี้อยู่ไหม แต่ผมไม่อยากโมโหใส่คนตรงหน้าเพราะมันไม่ใช่ความผิดของเทา

                ไม่เป็นไร..” ผมกระซิบบอกแล้วแนบหน้าผากกับอีกฝ่าย เราสองคนสบตากันและกันอยู่เนิ่นนาน พยายามบอกผ่านความรู้สึกมากมายที่เอ่อล้นอยู่ในอกผ่านทางสายตาหวังให้เทาได้รับรู้ แต่ผมกลับไม่พบความเปลี่ยนแปลงแม้เสี้ยววินาทีจากนัยน์ตาของอีกคน..

                บอส ผมกำลังจะถอยห่างด้วยความสิ้นหวังและละอาย แต่ก็ถูกเสียงเล็กรั้งการกระทำไว้ก่อน จูบผมอีกได้ไหมครับ? อีกคนถามด้วยสีหน้าเรียบนิ่งดังเดิม

                ประโยคที่เพิ่งได้ยินทำเอาก้อนเนื้อในอกเต้นแรงจนเหมือนจะระเบิดทะลุออกมา สมองผมไม่มัวเสียเวลาหาเหตุผลของคำขอนั้น นอกเสียจากเบียดคลึงกลีบปากที่เพิ่งร้องขอ ฉกชิมรสชาติที่ถวิลหาจนยากจะถอน จากอ่อนโยนดุจสายลมพัดพลิ้วต้องผิวเนื้อแปรเปลี่ยนเป็นโหยหาเร่งเร้าเอาแต่ใจ ผมโอบแขนรอบเอวสอบ รัดรึงอีกฝ่ายให้แนบชิดมากขึ้นจนรับรู้ถึงแรงสะเทือนจากการเต้นของหัวใจอีกคน

                กัดริมฝีปากล่างแผ่วเบาเป็นการขอเบิกทางเพื่อลิ้มรสรัญจวนที่ซุกซ่อน เทาเผยอปากตอบรับ ปล่อยให้ผมแทรกเรียวลิ้นที่กำลังกระหายเข้าค้นหาและครอบครอง กล้ามเนื้ออ่อนนุ่มทว่าแข็งแรงเกี่ยวกระหวัดตอบกลับพาเลือดในกายระอุร้อน ผลัดรับส่งดูดดุนเกิดเสียงจวบจาบจนลืมเวลาหมดสิ้น น้ำใสเปรอะเปื้อนเคลือบทาริมฝีปากอิ่มจนมันวาว เสียงหายใจหอบของเราดังประสานกันแทนที่ความเงียบเชียบในห้อง ผมจูบซับมุมปากที่กำลังเผยอหอบอย่างรักใคร่ ดวงตาคมไร้อารมณ์บัดนี้ดูหวานเยิ้มจนสติอันน้อยนิดของผมมลายหายไปในหลุมอากาศที่มองไม่เห็น

                ระเรื่อยจากมุมปากแล้วคล้อยต่ำลงตามรูปร่างสันกรามของอีกฝ่าย จากนั้นจึงเลื่อนปลายจมูกลงสูดดมกลิ่นหอมที่ตราตรึงในห้วงความทรงจำจากซอกคอเนียนจนเต็มปอด ก่อนแตะจูบแผ่วเบาลงบนผิวเนื้อที่กำลังเต้นตุบอย่างทะนุถนอม

                บอส..ทำอะไรครับ? เทาถาม พยายามใช้มือดันไหล่ผมออก

                พี่คิดถึงเทามากๆ เทาไม่คิดถึงพี่บ้างหรอ? ถามกลับเสียงเบาขณะไล้ปลายจมูกกับเนินไหปลาร้า เฝ้ารอคำตอบจากคนที่กำลังแนบชิดอยู่ตรงหน้า เทาเงียบไปนานจนผมคิดว่าเขาคงไม่มีคำตอบ

                ผมก็คิดถึงบอสครับ

                ทันทีที่ได้ยินคำตอบจากโทนเสียงราบเรียบราวแผ่นกระจก ผมก็รีบผละออกมองดวงหน้าที่เริ่มขึ้นสีเลือดฝาดตรงข้างแก้มใส แม้เทาจะไม่มีอารมณ์ใดใดผิดแผกจากยามปกติ แต่ผมกลับดีใจจนน้ำตาคลอเต็มสองตาเพราะประโยคเมื่อครู่ อย่างน้อยก็ได้รู้ว่าไม่ใช่ผมที่เอาแต่คิดถึงเขาฝ่ายเดียว

                ต้องเรียกว่าพี่อี้ฟานสิ ผมเอ่ยเตือนขณะเอาแต่จับจ้องริมฝีปากรูปกระจับสีชมพูคล้ำอย่างเผลอไผล

                ครับ พี่อี้ฟาน

                ผมฉีกยิ้มกว้างราวกับตัวเองเพิ่งได้รางวัลใหญ่ระดับโลก แต่สำหรับผมขอแค่เป็นเทาก็ไม่มีสิ่งไหนจะน่ายินดีไปกว่านี้อีกแล้ว เขาจ้องดูผมนิ่ง ก่อนมุมปากจะค่อยๆ ยกขึ้นแบบติดๆ ขัดๆ กลายเป็นฉีกยิ้มกว้างเห็นฟันขาว จังหวะสูบฉีดเลือดที่เพิ่งจะเบาลงกลับทำงานหนักอีกหนอย่างช่วยไม่ได้ รอยยิ้มของเทาทั้งน่ารัก ไร้เดียงสา เปรียบเสมือนขุมกำลังชั้นดีที่ทำให้ผมยังมีแรงเผชิญกับโลกโหดร้ายใบนี้ต่อ

                สุดท้าย..ก็อดใจไม่ไหวต้องสัมผัสเรียวปากน่าหลงใหลอีกรอบ ฝ่ามือเริ่มลูบไล้บีบเค้นไปทั่วแผ่นหลังอุ่นเปลือยแล้วเบียดร่างกายแนบชิดแบ่งปันไอร้อน ผมหมุนตัวเทาช้าๆ ระหว่างยังคงแลกเปลี่ยนจุมพิตหอมหวานคล้ายกลิ่นน้ำผึ้งที่เริงร่าอยู่ท่ามกลางเปลวเพลิง ค่อยๆ ดันอีกคนถอยหาเตียงกว้างสีขาวซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ด้านหลัง ปรือตามองเมื่อขาของเทากระแทกเบาๆ กับขอบเตียง ก่อนผลักอีกฝ่ายนอนราบบนฟูกหนาที่ยวบลงจนตัวเขาแทบจมหายเมื่อผมทิ้งน้ำหนักนอนคร่อมอยู่เหนือเรือนร่างเย้ายวนติดๆ

                ล่าถอยจากริมฝีปากฉ่ำน้ำที่กำลังอ้าเผยอสูดเอาอากาศเข้าหล่อเลี้ยงปอดที่ขาดออกซิเจน ใช้ปลายจมูกดมดอมกลิ่นหอมบริเวณซอกคอเนียนจนชื่นใจ ก่อนเริ่มจรดริมฝีปากประทับจูบเบาหวิวแล้วขบเม้มผิวเนื้อ อย่างมันเขี้ยวส่งให้สีกุหลาบสดขึ้นเป็นริ้วน่าดู

                “อ๊ะ” เสียงร้องแผ่วในลำคอจากคนใต้ร่างราวกับจะยั่วให้ผมยิ่งกระทำ เสียงหวานเสนาะหูที่พาให้ใจสั่นและอยากได้ยินมากขึ้นอีก ทว่าเทากลับใช้มือดันใบหน้าผมออกจากซอกคอตัวเอง “พี่อี้ฟาน ผมรู้สึกแปลกๆ ผมไม่ได้เจ็บ แต่มันร้องออกมาเองครับ”

                อมยิ้มกับคำถามใสซื่อแล้วตั้งคอมองอีกฝ่าย ใช้มือสอดประสานกับมือขวาของเขาไว้แน่นระหว่างคิดหาคำอธิบายเหมาะๆ มาอธิบายให้เด็กตรงหน้าฟัง

                “ไม่ต้องตกใจหรอก มันเป็นเรื่องปกติ” ผมช่วยไขข้อข้องใจระหว่างไล่สายตาโลมเลียทั่วท่อนบนเปลือยเปล่าของคนใต้ร่างอย่างกระหาย จิตใจพร่ามัวเต็มไปด้วยความต้องการครอบครอง ก่อนปล่อยมือข้างที่ประสานกับเทาไว้ทีแรกเพื่อลูบไล้กล้ามท้องแบนราบ

                “ปกติหรือครับ แล้ว..” ผมรู้ว่าเทาคงไม่เข้าใจง่ายๆ

                “ชู่วว์” ทำเสียงให้เด็กตรงหน้าเงียบ “พี่คิดถึงเทาจะแย่แล้ว เรามาทำกันต่อดีกว่า” ผมกำลังเริ่มเข้าโหมดหลอกเด็กอีกแล้วสินะ

                “ถ้าทำต่อแล้วจะหายคิดถึงหรือครับ?” อีกฝ่ายยังคงถามตามนิสัยเด็กขี้สงสัย ซ้ำนัยน์ตาสีเข้มกลับฉายประกายวาววาบบ่งบอกว่าเขากำลังเริ่มสนใจ เทาจะรู้หรือเปล่าว่าทำท่าทางแบบนั้นในสถานการณ์แบบนี้มันอันตรายแค่ไหน

                “ใช่ แต่วิธีนี้เราต้องใช้ด้วยกันเท่านั้นนะ กับคนอื่นห้ามเด็ดขาด” ผมรีบสั่งห้ามไว้ก่อน เพราะรู้ดีว่าอีกฝ่ายเป็นคนแบบไหน ขืนไม่ห้ามไว้อาจเกิดเรื่องเหมือนคราวหอมแก้มแทนคำขอบคุณอีกก็ได้

                “ครับ” เทาตอบแล้วจ้องตาแป๋ว ผมแลบลิ้นเลียริมฝีปากแห้งผากอย่างเจ้าเล่ห์เมื่อนึกบางอย่างออก

                “คราวนี้พี่จะสอนบทเรียนต่อจากจูบให้ มันทำให้รู้สึกดีมากกว่าจูบซะอีก” ผมว่าผมกลายเป็นตาแก่นิสัยเสียชอบหลอกเด็กแบบเต็มขั้นไปเสียแล้ว..

                “จริงหรือครับ?” เทาถามด้วยแววตาเป็นประกายจนผมอดอมยิ้มไม่ได้

                “จริงสิ”

ผมกระซิบตอบชิดริมฝีปากอีกฝ่ายแล้วกดจูบอ้อยอิ่งขณะมือขวาค่อยๆ เลื่อนลงจากหน้าท้อง ต่ำลงเรื่อยๆ แล้วไล้วนอยู่แถวสะโพกมนกลมกลึง จงใจสอดมือไปด้านหลังเลยเจอเข้ากับวัตถุบางอย่างซึ่งเหน็บอยู่กับเอวกางเกงของอีกคน ผมดึงมันออกมา ก่อนเลิกคิ้วเมื่อพบว่าเป็นปืนสั้นที่เห็นเทามักพกติดตัวประจำ

“อันนี้ไม่ต้องใช้นะ” ผมบอกด้วยท่าทางหวาดๆ ก่อนวางทั้งกระบอกปืนและกล่องของชำร่วยที่ตกอยู่ตรงที่นอนไว้บนโต๊ะข้างเตียง เทามองตามแล้วพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย

“มันยากกว่าจูบหรือเปล่าครับพี่อี้ฟาน?”

“ไม่ยากหรอก พี่จะสอนให้เอง..”

 

 

rrrrrrrrrr

 

 

                ผมลืมตาตื่นท่ามกลางแสงสลัวสีน้ำเงินหม่นซึ่งส่องผ่านเข้ามาทางช่องหน้าต่างทรงกลม ไม่ต้องคาดเดาก็รู้แน่ชัดว่าตอนนี้คงเป็นช่วงเช้ามืด สักประมาณตีห้าเศษ แต่สิ่งที่ปลุกให้ผมรู้สึกตัวไม่ใช่แสงรำไรจากธรรมชาติ แต่เป็นความรู้สึกนุ่มหยุ่นที่กำลังแตะแผ่วเบาอยู่ทั่วหลังคอและเนินไหล่

                ท่อนแขนหนาพาดข้ามข้างลำตัวแล้วโอบรอบเอว ก่อนผมที่กำลังนอนตะแคงหันหลังอยู่จะถูกดึงให้แนบชิดกับแผ่นอกอีกฝ่าย ร่างกายเปลือยเปล่าของบอสกับผมเสียดสีอยู่ใต้ผ้าห่มผืนบางที่ปกคลุมแทนเสื้อผ้า เขากระชับอ้อมแขน ยังพรมจูบไม่หยุดจนขนทั่วตัวลุกชัน เกิดความรู้สึกประหลาดเหมือนเมื่อคืนขึ้นอีกระรอก ผมพลิกตัวกลับไปทางคนเป็นเจ้านาย แสงเรือนรางไล้แนวโครงหน้าอีกฝ่ายจนเกิดรูปร่างและเงาสมบูรณ์แบบ จากนั้นเขาจึงจูบปากผมสั้นๆ แล้วถอยออกเพียงเล็กน้อย

                พี่ต้องกลับห้องแล้ว น้ำเสียงแหบพร่ากระซิบบอกคล้ายจะขาดใจ

                ครับ ผมตอบ

                มองเจ้านายหยัดกายลุกขึ้นนั่ง ผ้าห่มสีขาวเลื่อนหลุดเผยให้เห็นไหล่ที่กว้างกว่าของผมและผิวกายขาวซีดในแสงสลัว ผมลุกนั่งตาม มองดูเจ้านายยืนขึ้นเต็มความสูงตรงข้างเตียง เขาก้มลงหยิบเสื้อผ้าของตัวเองที่ตกอยู่บริเวณนั้นขึ้นสวมอย่างไม่เร่งรีบ ขณะแสงธรรมชาติส่องกระทบเค้าโครงร่างกายสูงใหญ่ที่กำลังขยับไหวชัดเจน หลังแต่งตัวเสร็จบอสหันกลับมามอง สีหน้าเขาดูวิตกกังวล ก่อนทรุดตัวนั่งข้างผมอีกครั้ง

                เราต้องเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ ให้คนอื่นรู้ไม่ได้เด็ดขาด เทา..เข้าใจใช่มั้ย? น้ำเสียงอีกฝ่ายเต็มไปด้วยความลังเลและอึดอัด

                ผมเข้าใจครับ ถึงบอสไม่สั่ง ผมก็ไม่เคยคิดเอาเรื่องส่วนตัวของเจ้านายไปบอกใครเลยสักครั้ง เอียงคอมองอีกฝ่ายที่ก้มหน้านิ่ง ก่อนสังเกตเห็นผมยุ่งกระเซอะกระเซิงของเขา ถ้าให้บอสเดินออกไปทั้งแบบนี้คงดูไม่ดี บอส ผมขออนุญาตจัดทรงผมให้นะครับ คนตรงหน้าเงยมองอย่างมึนงง แต่ก็พยักหน้าน้อยๆ

                ผมใช้มือสองข้างสางผมยุ่งให้พันกันน้อยลง จากนั้นก็จัดแต่งมันให้อยู่ในสภาพที่ดูปกติที่สุด กำลังจะรายงานว่าเรียบร้อยแล้ว บอสก็ดึงผมเข้าไปกอดไว้แน่นเสียก่อน แน่นจนรู้สึกหายใจไม่สะดวก แต่ผมไม่ได้ทักท้วงเพียงแค่โอบแขนกลับไปบ้าง เขากอดผมไม่ยอมปล่อยอยู่นาน นานมากจนเริ่มสงสัยว่าบอสเผลอหลับไปแล้วหรือเปล่า

                ต้องกลับห้องไม่ใช่หรือครับ?

                เขาไม่ตอบ ผมได้ยินเสียงหายใจดังฟืดฟาดเหมือนคัดจมูกจากบอส อีกฝ่ายดันตัวผมออกช้าๆ แสงยามเช้าที่เริ่มสว่างขึ้นทำให้เห็นว่าดวงตาทั้งสองข้างของบอสแดงเล็กน้อย ผมกำลังจะเอ่ยถามว่าเจ้านายเป็นอะไร แต่เขาจูบหน้าผากผม ก่อนลุกเดินออกจากห้องไปโดยไม่พูดอะไรอีก

                ทันทีที่ประตูห้องถูกปิด และเสียงฝีเท้าหนักๆ ของบอสจางหาย ผมก็เริ่มรู้สึกบางอย่าง เหมือนตัวเองกำลังลอยเคว้งอยู่ในห้องมืดเงียบสงัด เป็นหนที่สามในชีวิตที่ความเงียบงันทำให้ผมไม่ต้องการอยู่ตามลำพัง ครั้งแรกที่รู้สึกหวาดกลัวการอยู่คนเดียวมากที่สุดคือตอนเก้าขวบ อาจารย์ส่งพวกเราทีละคนเข้าไปอยู่ในสุสานเก่าแก่และห่างไกลผู้คนตามลำพังสามวันสามคืนพร้อมเสบียงน้อยนิด ฝึกให้ต่อสู้กับความกลัวในสิ่งไร้สาระที่สมองมนุษย์คิดว่ามี ครั้งที่สองตอนสิบเอ็ดปี อาจารย์พาผมไปขังไว้ในห้องใต้ดินชื้นแฉะโสโครกไร้ซึ่งแสงสว่างของบ้านร้างนานสิบห้าวัน ไม่มีใครให้พูดคุย มีแค่เสียงแมลงกับเสียงลมกรรโชกด้านนอก พวกเราหลายคนกลับออกมาไม่เหมือนเดิมและถูกคัดทิ้ง

                ผมลืมความรู้สึกหวาดกลัวจนตัวสั่น ลืมความเงียบงันจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงความคิดตัวเองชัดเจนไปนานแล้ว ไม่มีอะไรทำให้ผมรู้สึกแบบนี้มานานหลายปี แต่เพราะอะไรความรู้สึกหวั่นใจแบบนั้นถึงย้อนกลับมาอีก ทำไมผมต้องการให้บอสกลับมาอยู่ข้างกันเหมือนตลอดคืนที่ผ่านมามากขนาดนี้?

                ไหนบอสบอกว่าถ้าป้อนไอติมกันแล้วจะทำให้หายคิดถึง? เพราะอะไรผมยังรู้สึกอยู่ มั่นใจว่าคิดถึงมากกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ หรือว่าผมจะผิดปกติ?

                ดึงผ้าห่มออกจากลำตัว ปล่อยให้มันตกลงกองข้างเตียงแล้วก้มสำรวจผิวที่เต็มไปด้วยรอยแดงกึ่งช้ำนับไม่ถ้วนปะปนอยู่กับแผลเป็น ผมใช้มือลูบบนรอยขบกัดตรงต้นขาด้านใน ย้อนถึงความรู้สึกยามที่บอสใช้ริมฝีปากพรมจูบซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนจะเปลี่ยนเป็นขบเม้มแล้วฝากรอยเขี้ยวส่งให้ความเสียววาบแล่นริ้วไปทั่วร่างกายอย่างที่ไม่เคยมาก่อน ทั้งที่เป็นแบบนั้น ผมกลับรู้สึกดีอย่างน่าประหลาด กลายเป็นต้องการโดนกระทำ ต้องการโดนสัมผัสมากขึ้น

                เสียงร้องที่ไม่สามารถสะกดกลั้นไว้ได้ก็หลุดออกจากปากทุกครั้งเมื่อโดนสัมผัสและบีบเค้น ผมชอบความรู้สึกเหล่านั้น ยิ่งตอนที่บอสใช้ปากทำบางอย่างกับส่วนนั้น สิ่งที่บอสเรียกว่าการป้อนไอติม ผมนึกว่าร่างกายตัวเองกำลังจะลุกไหม้เป็นไฟ ในหัวว่างเปล่าขาวโพลนไปหมด ร่างทั้งร่างเสียวแปลบจนขนลุกชูชัน ได้ยินแค่เสียงครางที่ดังขึ้นเรื่อยๆ ของตัวเองราวกับเจ็บปวดเหลือแสน เพียงแต่ไม่ได้กำลังรู้สึกแบบนั้น

                ผมอธิบายมันออกมาเป็นคำพูดได้ไม่หมด ร่างกายกลับอยู่เหนือการควบคุมของจิตใจ ร้องขอเพิ่มอย่างโลภโมโทสัน มาคิดตอนนี้ผมทำผิดร้ายแรงที่ออกคำสั่งคนเป็นเจ้านาย แต่ตอนนั้นอีกฝ่ายกลับไม่ต่อว่าอะไร นอกจากทำตามที่ผมขอ

                จนเหมือนทุกอย่างขึ้นไปอยู่บนจุดสูงสุด จุดที่ร่างกายของผมไม่สามารถทนรับได้อีก อยู่ๆ ช่องท้องก็เกร็งแน่นแล้วปลดปล่อยน้ำสีขาวขุ่นที่มีกลิ่นคาวระคนหวานออกมา ผมหอบฮักเหมือนเพิ่งวิ่งมาราธอนติดต่อกันหลายชั่วโมง เมื่อปรือตามองบอส ผมเห็นเขากลืนมันลงคอไปบางส่วน จากนั้นผมจึงขอทำแบบเดียวกันกลับคืนให้ ผมคิดว่าบอสเองก็คงชอบเหมือนกัน

                แต่จนถึงตอนนี้ผมยังคงหาคำตอบไม่ได้ว่าการทำทั้งหมดนั่นช่วยให้หายคิดถึงได้อย่างไร ในเมื่อผมกลับรู้สึกคิดถึงบอสมากขึ้น มากกว่าตอนที่ต้องไปพักร้อนอยู่ในกระท่อมกลางป่าตามลำพังเสียอีก เจ้านายบอกว่ามีอย่างอื่นที่จะทำให้ผมรู้สึกดีมากกว่าครั้งนี้ แต่เขาจะสอนให้คราวหลัง ผมนึกไม่ออกเลยว่าการรู้สึกดีกว่านี้มันเป็นแบบไหน ในเมื่อแค่นี้ผมก็รู้สึกดีจนเหมือนจะคลั่งแล้ว

                ครืด~~ ครืด~~ ครืด~~ หันมองมือถือที่กำลังสั่นเตือนอยู่บนโต๊ะข้างเตียง ผมคว้ามันมากดปิดการเตือนแล้ววางกลับที่เดิม ถึงเวลาเลิกฟุ้งซ่านแล้วอาบน้ำแต่งตัวไปเข้าเวรคอยอารักขาความปลอดภัยของบอสกับคุณฮโยรินเสียที

 

 

 

                ผมกับลูกทีมอีกสามคนก้าวตามหลังคุณฮโยริน ซึ่งกำลังเดินกอดแขนพลางเอนหัวซบไหล่ของบอส ระหว่างไปยังห้องอาหารของเรือสำราญสำหรับมื้อเช้า ผมมองทั้งคู่พูดคุยสลับหัวเราะตลอดทาง แม้จะรู้สึกไม่พอใจกับสิ่งที่ตาเห็น แต่ผมไม่มีสิทธิ์ทำอะไรได้ หน้าที่พร่ำบอกว่าควรกลบทิ้งความรู้สึกส่วนตัวเหล่านี้ทิ้งเสีย

                ในห้องอาหารหรูระดับโรงแรมห้าดาวมีแขกที่เชิญมาร่วมพิธีแต่งงานนั่งกระจายอยู่ประปรายคงเป็นเพราะยังเช้าอยู่มาก บอสกับคุณฮโยรินทักทายคนอื่นตามมารยาทแล้วเลือกนั่งตรงโต๊ะด้านในสุดเพื่อความเป็นส่วนตัว ผมกับบอดี้การ์ดคนอื่นกระจายตัวคอยอารักขาอยู่รอบๆ ไม่ใกล้และไม่ไกลจากพวกเขามากนัก เผื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

                หัวหน้าครับ คุณฮโยรินเรียกหา

                ลูกน้องคนหนึ่งเดินมาบอก ขณะผมกำลังสังเกตพฤติกรรมของบรรดาผู้คนในห้องอาหารเพื่อประเมินสถานการณ์ ผมพยักหน้ารับรู้ ก่อนผละออกจากตำแหน่งของตัวเองแล้วเดินเข้าไปหาคุณฮโยริน เสียงหัวเราะกังวานใสดังออกจากปากเธอขณะเจ้านายกำลังพูดอะไรบางอย่างพลางยิ้มกว้าง

                เทา เทาทานข้าวไปหรือยัง? คุณฮโยรินถามขึ้นทันทีเมื่อเห็นผมเดินมาถึงโต๊ะ

                ยังครับ

                ดีเลย จะได้นั่งทานด้วยกัน อีกฝ่ายยิ้มกว้าง

                จะดีหรือครับ ผมคิดว่าคงไม่เหมาะ คงเป็นภาพที่ไม่ดีเท่าไหร่ หากผมที่เป็นเพียงบอดี้การ์ดจะนั่งทานข้าวเทียบเท่ากับคนเป็นเจ้านาย โดยเฉพาะต่อหน้าแขกสำคัญมากมายขนาดนี้ แต่คุณฮโยรินกลับมุ่ยหน้าอย่างไม่พอใจแล้วตีแขนผมเบาๆ

                ไม่เหมาะอะไรกัน? เทาก็เหมือนน้องชายคนหนึ่งของฉันกับคริส เลิกทำตัวห่างเหินได้แล้ว ทำอย่างกับไม่เคยทานข้าวด้วยกัน ตอนอยู่แวนคูเวอร์เราสามคนก็ทำอาหารกินด้วยกันออกบ่อย เนอะคริส ท้ายประโยคเธอหันไปขอความเห็นจากบอสที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม เจ้านายมีท่าทีอึกอักเป็นเวลาสั้นๆ หากไม่สังเกตให้ดีคงไม่เห็น เขาฝืนยิ้มแล้วพยักหน้าเห็นด้วยกับภรรยาตัวเอง คุณฮโยรินทำท่าทางดีอกดีใจ เธอไม่รู้หรือว่าบอสเพิ่งฝืนยิ้ม?

                จากนั้นคุณฮโยรินก็รั้งแขนผมให้นั่งลงบนเก้าอี้ตัวติดกับของบอส จำต้องล้มเลิกความคิดจะปฏิเสธเพราะเป็นความต้องการของเจ้านายทั้งสอง จากนั้นผมและพวกเขาก็ออเดอร์อาหาร ผมสั่งเพียงมื้อเช้าธรรมดาชุดใหญ่ ผ่านไปประมาณสิบนาที อาหารทั้งหมดจึงถูกนำมาเสิร์ฟ

                ผมลงมือกัดขนมปังปิ้งทาด้วยแยมสตรอเบอร์รี่ หลังเจ้านายทั้งสองเริ่มรับประทานอาหารในจานของตัวเอง พวกเขาสนทนาในเรื่องที่ผมไม่รู้และไม่เข้าใจ บอสหัวเราะเสียงดังเมื่อคุณฮโยรินพูดถึงอะไรบางอย่างด้วยท่าทางมีความสุข ซึ่งนั่นทำให้ผมสบายใจและยินดีไม่สนความรู้สึกอึดอัดของตนเองเมื่อคุณฮโยรินป้อนอาหารให้เขา

                เทา ผมเงยหน้าจากสลัดของตัวเองเมื่อเสียงหวานของคุณฮโยรินเอ่ยเรียก เทามีแฟนหรือยัง?

                ผมยังไม่มีครับ ตอบออกไปทั้งที่งุนงงว่าเพราะอะไรอยู่ๆ อีกฝ่ายจึงถามคำถามนี้

                โธ่ หาสักคนสิ เผื่อเราจะได้ไปเดทกันเป็นคู่ไง น่าสนุกดีเนอะ ท้ายประโยคเจ้าของคำถามหันไปมองบอสที่กำลังเคี้ยวอาหารเชื่องช้าราวกับมันไม่อร่อย เขาฝืนยิ้มอีกรอบแล้วเหลือบมองผม แต่ผมกำลังสงสัยว่าเดทที่คุณฮโยรินพูดมามันคืออะไร

                นี่ เป็นผู้หญิงกินให้มันดีๆ หน่อย ปากเลอะหมดแล้วเจ้านายบ่นกึ่งหัวเราะขณะใช้ทิชชู่เช็ดขอบปากที่เลอะของภรรยา

                ผมรีบหยิบทิชชู่เช็ดมุมปากตัวเอง เมื่อรู้สึกว่ามันเปื้อนคราบน้ำสลัดเหมือนกัน แต่ทันทีที่วางมือกลับลงบนหน้าขาใต้โต๊ะ มือใหญ่และอุ่นของบอสก็กอบกุมมือผมไว้แล้วบีบเบาๆ โดยไม่พูดอะไร

 

 

rrrrrrrrrr

 

 

                ผมกับฮโยรินกำลังเดินอยู่บนถนนสายแคบแห่งหนึ่งของกรุงโรม สองฟากฝั่งตระหง่านด้วยตึกสูงต่ำสภาพเก่าแบบคลาสสิกที่ล้วนทาด้วยสีสันสดใส มีร้านขายของที่ระลึกและของแบรนด์เนมเรียงเป็นแถบละลานตา บ้างก็คั่นด้วยร้านอาหารพื้นเมืองแบบเอาท์ดอร์ คลาคล่ำด้วยนักท่องเที่ยวหลากหลายสัญชาติแทบจะกลายเป็นเบียดเสียด ผมถูกอีกฝ่ายลากออกมาเดินเที่ยว หรือเรียกว่าช็อปอย่างเดียวคงจะถูกกว่า

                เรือสำราญจอดเทียบท่าเมื่อคืนตอนประมาณสองสามทุ่ม จากนั้นเราทั้งคู่กับเทาและบอดี้การ์ดอีกเจ็ดคนก็นั่งรถของโรมแรมที่มารอรับเข้าเช็คอิน แล้วก็แยกย้ายกันพักผ่อนเอาแรง เพิ่งออกมาเริ่มโปรแกรมฮันนีมูนที่
ฮโยรินเป็นคนจัดการวางแผนเองคนเดียวทั้งหมดเมื่อช่วงสายๆ แขกที่เชิญมาร่วมพิธีหลายกลุ่มอยู่เที่ยวต่อที่นี่ แต่ส่วนใหญ่รวมถึงอู๋เจิ้งหลงกลับไปพร้อมเรือสำราญ ซึ่งตรงกลับเกาหลี และนั่นทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นโข

                อากาศตอนนี้เรียกได้ว่ากำลังอุ่นสบาย จึงเหมาะแก่การเดินเท้าชมแหล่งท่องเที่ยวของเมืองไปเรื่อยๆ เทากับบอดี้การ์ดห้าคนแต่งตัวด้วยชุดธรรมดากลมกลืนกับนางท่องเที่ยวแน่นขนัดเพื่อคอยตามรักษาความปลอดภัยอยู่ห่างๆ ส่วนอีกสองคนคอยอยู่ดูแลความเรียบร้อยที่โรงแรม

                ผมเหลือบมองเทาที่เดินเยื้องอยู่ด้านหลังเป็นระยะพอให้ฮโยรินไม่รู้สึกผิดสังเกต ตาเรียวสวยถูกปกปิดด้วยแว่นกันแดดเลนส์สีน้ำตาลเข้ม เขาสวมเสื้อกล้ามสีขาวคอกว้างคว้านลึกสกรีนลายหัวกะโหลกสีดำทับด้วยแจ็คเกตยีนซีดตัวโคร่ง ทำให้เห็นกลุ่มรอยแดงที่ผมเป็นคนทำซึ่งเริ่มจางลงไปบ้าง แต่ก็ยังชัดเจน นั่นทำให้ผมเป็นห่วง เทาคงไม่รู้ว่ารอยพวกนั้นจะทำให้คนที่เห็นคิดแบบไหน

                ..ทั้งที่เป็นคืนเข้าหอ ผมกลับแอบหนีฮโยรินไปทำเรื่องพวกนั้นกับเทา ไม่ได้รู้สึกเสียใจที่ทำลงไป เพียงแค่รู้สึกผิดที่ทรยศต่อผู้หญิงที่มอบความรักมาให้เต็มเปี่ยม ผมไม่รู้จะหาทางออกจากวังวนนี้ได้อย่างไร ในเมื่อตัวเองเดินเข้ามาลึก ลึกมากเกินจะถอยกลับออกจากใจกลางเข้าวงกตที่เต็มไปด้วยขวากหนาม ละอองควันหนาทึบและกลิ่นหอมแสนเย้ายวน

                คืนนั้น..ผมดีใจที่ตัวเองไม่ได้ทำอะไรเกินเลยไกลไปกว่า..การป้อนไอติม.. มาคิดดูอีกทีแล้วทุเรศตัวเองชะมัดที่ดันตั้งชื่อปัญญาอ่อนบอกเทาไป เด็กคนนั้นเกิดสงสัยว่าสิ่งที่ผมกำลังทำกับเขามันเรียกว่าอะไร ช่วงเวลานั้นมันคับขันและผมคิดอะไรที่ดีกว่าไม่ออกแล้วจริงๆ

                มันคงไม่ยุติธรรมสำหรับเทา หากผมพรากความบริสุทธิ์จากอีกฝ่ายโดยที่เขาเองไม่เข้าใจถึงความหมายแท้จริงของมัน อีกอย่างผมไม่เคยมีอะไรกับผู้ชายมาก่อน ไม่เคยเกิดความรู้สึกแบบนี้กับเพศเดียวกัน จนกระทั่งตอนนี้ก็ไม่ มันเกิดกับเทาแค่คนเดียวเท่านั้น ผมไม่อยากให้เกิดเรื่องผิดพลาดจนเทาอาจต้อง..เจ็บตัวมากกว่าที่ควร แค่เคยเห็นผ่านตาจากหนังบางเรื่องว่าเซ็กส์ระหว่างผู้ชายด้วยกันทำประมาณไหน แต่ผมไม่เคยรู้ลึกไปมากกว่านั้น

                กำลังจะหันกลับไปมองเทาอีกรอบก็โดนมือนุ่มของฮโยรินลากเข้ามาในร้านค้าร้านหนึ่ง ด้านในถูกจับจองด้วยเครื่องประดับหลากชนิด และดูเหมือนทั้งหมดจะเป็นงานแฮนด์เมด ผมอดยิ้มไม่ได้เมื่อเห็นเธอเดินไปทั่วร้านอย่างกระตือรือร้น เหมือนหลงเข้าไปในโลกของตัวเองจนลืมว่ามีผมมาด้วยด้วยซ้ำ

                ..อย่างน้อยตอนนี้ฮโยรินก็มีความสุข ผมเปลี่ยนเป็นยิ้มเศร้าแล้วละสายตาออกจากอีกคน ลองเดินดูเครื่องประดับไปพลางๆ จนสะดุดเข้ากับสร้อยคอเส้นหนึ่งที่วางโชว์อยู่ในตู้กระจก มีป้ายกระดาษตัวพิมพ์ภาษาอังกฤษเขียนอธิบายไว้ว่าทำจากทองคำขาวและแต่ละแบบมีเพียงชิ้นเดียวในโลก

                จี้ห้อยคอเป็นแหวนวงเล็กขนาดนิ้วก้อยสองวงเกี่ยวพันกันโดยไร้รอยต่อ วงหนึ่งประดับด้วยเพชรสีน้ำเงินเม็ดเล็กตลอดแนวขณะอีกวงเป็นทองคำขาวเกลี้ยงเกลา และมันทำให้ผมนึกถึงเทาขึ้นมาทันที ถ้าอยู่บนคอของเขาคงจะสวยมากแน่ ผมขอพนักงานหยิบมันออกมาให้ดู ค่อยๆ ไล้นิ้วลงบนจี้สวยดูลึกลับน่าค้นหาซึ่งคล้องอยู่กับสร้อยลักษณะเป็นโซ่ถี่ขนาดเล็กพลางเหยียดยิ้ม สายตามองทะลุผนังกระจกร้านตรงหน้าไปยังเทาที่อาจกำลังมองผมอยู่ เป็นเพราะแว่นตาทำให้ผมไม่แน่ใจ แต่เขาก็ค้อมหัวให้ ก่อนหันมองไปทางอื่น ผมหุบยิ้มแล้วเม้มปากเป็นเส้นตรง รู้สึกเหมือนเพิ่งโดนเมิน แต่ก็ตัดสินใจซื้อสร้อยเส้นนั้นโดยไม่ลังเล

 

 

rrrrrrrrrr

 

 

                ผมยืนกอดอกอยู่บนดาดฟ้าของโรงแรม สายลมเย็นพัดผ่านใบหน้าและลำตัวจนเส้นผมกับเสื้อผ้าสะบัดตามแรงเบาๆ ผมได้รับมอบหมายให้มาทำงานที่โรมหลายต่อหลายครั้ง จึงจำสถานที่ต่างๆ ได้ดี วิวทิวทัศน์เบื้องล่างไม่ทำให้รู้สึกเหมือนอย่างที่คนทั่วไปต่างชื่นชมว่าสวยงามน่ามอง สำหรับผมไม่ว่าสถานที่ไหนๆ ก็ไม่แตกต่างเพราะมันถูกทำลายให้ย่อยยับได้ในพริบตาและเสื่อมโทรมตามกาลเวลาไม่จีรังยั่งยืน

                ไม่ควรเอาจิตใจไปยึดมั่นกับสิ่งที่ถูกทลายได้ง่ายอีกหนึ่งคำสอนของอาจารย์ที่ผมจำได้ดี

                ผมขึ้นมาบนนี้เพราะต้องการที่เงียบสงบเพื่อทำสมาธิ แต่ไม่ว่าจะพยายามสักเพียงไหน กลับไม่พ้นเรื่องของบอส ตลอดทั้งวันผมไม่มีสมาธิจดจ่อกับงานอารักขา รู้สึกหงุดหงิดระคนอึดอัดเวลามองคุณฮโยรินกับเจ้านายอยู่ด้วยกัน ผมไม่ชอบความรู้สึกพวกนี้และต้องการตัดมันทิ้ง ผมรู้ตัวว่าความเชื่อมั่นและเด็ดขาดของตัวเองกำลังสั่นคลอน กำลังอ่อนแอ ซึ่งมันอาจทำให้การทำงานเกิดผิดพลาดร้ายแรงถ้ายังจัดการกับความรู้สึกเหล่านี้ไม่ได้

                สะดุ้งเบาๆ เมื่อมีท่อนแขนโอบกอดจากด้านหลัง ร่างกายตอบโต้ด้วยการกระทืบเท้าคนที่เข้ามาจู่โจมแล้วใช้ศอกกระแทกเข้าใต้ชายโครงอีกฝ่ายเต็มแรง ผมยึดแขนบุคคลนิรนามเตรียมจะจับทุ่ม แต่เสียงร้องที่จำได้ดีทำให้ต้องรีบหยุดการกระทำทุกอย่าง

                ขอโทษครับ ผมไม่ทราบว่าเป็นบอส ผมก้มตัวเก้าสิบองศาค้างไว้ ในใจกำลังก่นด่าตัวเองที่เหม่อลอยจนไม่รู้ว่าเป็นเจ้านายที่เดินมาหา

                ไม่เป็น..ระ..ไร พี่ผิดเองที่ไม่ส่งเสียงก่อน เทา..เลยตกใจ อีกฝ่ายพูดติดขัด คงเพราะกำลังจุก

                ผมขอโทษจริงๆ ครับ บอสลงโทษผมเถอะครับ เขาไม่ตอบ แต่จับไหล่ผมให้กลับยืนตัวตรงแล้วดึงมือผมให้เข้าไปใกล้ๆ

                ช่วงนี้เป็นอะไรรึเปล่า ทำไมดูเหม่อๆ?

                ขอโทษครับ

                ขอโทษทำไม พี่ถามเพราะเป็นห่วง ไม่ได้กำลังว่าอะไรสักหน่อย ผมมองคนพูดด้วยความรู้สึกแปลกใจ ถ้าผมเหม่อลอยต่อหน้าอาจารย์ ป่านนี้คงกำลังโดนทำโทษ

                ผมจะไม่ให้มันเกิดขึ้นอีกครับ เพราะผมเอาแต่ฟุ้งซ่านเลยทำให้บอสต้องเจ็บตัว ถ้าอยู่ในสถานการณ์อันตราย เขาอาจบาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิตเลยก็เป็นได้ ฉะนั้นผมจะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้นอีกเป็นอันขาด

                เฮ้อ เรื่องนั้นช่างมันเถอะ อีกฝ่ายถอนหายใจเหมือนเบื่อหน่ายเต็มที พี่มีอะไรจะให้เทาด้วยเขาบอกพลางยิ้มอย่างอารมณ์ดี

                อะไรหรือครับ?

                ต้องหลับตาก่อน เจ้านายบอกเงื่อนไข ผมพยักหน้ารับแล้วหลับตาลงตามคำสั่ง ห้ามลืมตาจนกว่าพี่จะบอกให้ลืมนะ อีกฝ่ายย้ำ

                ไม่นานผมก็ได้ยินเหมือนเสียงกล่องอะไรบางอย่างถูกดึงเปิดฝา ก่อนเสียงฝีเท้าของบอสจะเดินอ้อมไปยืนข้างหลัง ต่อมาจึงรู้สึกถึงเส้นโลหะเย็นเฉียบสัมผัสลงบนลำคอ

                ลืมตาได้แล้ว ผมเปิดเปลือกตาตามคำบอกแล้วก้มลงมองสร้อย จี้ทำจากแหวนวงเล็กสองวงเกี่ยวเป็นหนึ่งเดียวทิ้งตัวอยู่ระหว่างกระดูกไหปลาร้า อัญมณีสีน้ำเงินเข้มสะท้อนเป็นประกายยามเมื่อต้องกับแสงไฟและแสงจันทร์ครึ่งดวงบนท้องฟ้าสีเข้มมืดมิด

                ชอบมั้ย? บอสเดินกลับมายืนตรงหน้าแล้วจ้องผมราวกับกำลังรอลุ้นผลรางวัลใหญ่

                ชอบครับ ขอบคุณ ตอบขณะใช้นิ้วมือไล้จี้เย็นเยียบ ไม่เคยมีใครให้เครื่องประดับผมมาก่อน

                ผมสบตากับอีกฝ่ายซึ่งกำลังจ้องมองมา เหมือนมีเรื่องราวนับร้อยนับพันที่ผมไม่อาจเข้าใจอัดแน่นอยู่ในนั้น ดวงตาที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยน อยู่ๆ หัวใจผมก็เริ่มเต้นผิดจากจังหวะปกติ เมื่อบอสก้มหน้ามาหาแล้วจูบลงบนจี้ที่แนบอยู่กับลำคอ รู้สึกราวกับหลงลืมวิธีหายใจไปชั่วครู่ ก่อนมองเจ้านายยืดตัวยืนตามเดิม

                คิดซะว่าสร้อยเส้นนี้เป็นเหมือนตัวแทนของพี่ ฉะนั้นพี่จะอยู่กับเทาตลอดเวลา

                อีกฝ่ายไขว้มือไปด้านหลังแล้วบอกพลางยิ้มด้วยท่าทีขวยเขิน ผมก้มมองสร้อยอีกหน ไม่เข้าใจที่เขาพูดมาแม้แต่นิด ได้แต่ยืนนิ่งเงียบขณะพยายามประมวลเพื่อทำความเข้าใจว่าสร้อยเส้นนี้จะทำให้บอสอยู่กับผมตลอดเวลาได้อย่างไร

                พี่ขอโทษนะ อยู่ๆ บอสก็พึมพำเสียงแผ่วด้วยใบหน้าหม่นหมองต่างจากก่อนหน้าโดยสิ้นเชิง

                เรื่องอะไรครับ? ทำไมบอสต้องขอโทษ?

                พี่ขอโทษที่แต่งงานกับฮโยริน ขอโทษที่ทำให้เรื่องระหว่างเรากลายเป็นแบบนี้ ต้องคอยปิดบังคนอื่น ผมยิ่งงุนงงเมื่อได้ยินเหตุผลที่อีกฝ่ายบอกมา

                ไม่ต้องขอโทษหรอกครับ บอสไม่ได้ทำอะไรผิด สิ่งที่บอสตัดสินใจถูกต้องแล้ว ผมยินดีที่บอสกับคุณ
ฮโยรินแต่งงานกันและเธอทำให้บอสมีความสุข อย่ากังวลเลยครับ ผมไม่ได้คิดอะไร

                ผมมั่นใจว่าสิ่งที่เขาตัดสินใจเป็นทางเลือกที่ดีและเหมาะสม เจ้านายไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องความรู้สึกของผมเพราะผมเป็นแค่คนใต้บังคับบัญชา ถึงจะรู้สึกไม่ดีที่ต้องโกหกออกไปว่าไม่ได้คิดอะไรก็ตาม

                แต่พี่อยากให้เทาคิด อีกฝ่ายพูดเสียงแผ่วราวกระซิบด้วยสีหน้าผิดหวัง ผมกำลังจะถามว่าเขาหมายถึงอะไร แต่เจ้านายก็ออกคำสั่งขึ้นก่อนว่าควรกลับห้องไปพักผ่อน

                ผมกับบอสกลับลงมาชั้นห้องพักพร้อมกัน อีกฝ่ายไม่พูดอะไรอีก ไม่แม้กระทั่งมองหน้า ฉะนั้นเมื่อถึงห้องเขาก็เดินหายเข้าไปข้างในทันที ผมมองประตูที่ถูกปิดลงอย่างครุ่นคิด เจ้านายกำลังไม่พอใจอะไรอยู่หรือเปล่า? แต่ถึงอย่างไรก็คงถามตอนนี้ไม่ได้ ผมหยิบคีย์การ์ดออกมารูดเพื่อปลดล็อคประตูห้องพักตัวเอง ซึ่งอยู่ติดกับบอส ลูกน้องในทีมสามคนพักอยู่สองห้องถัดไป ส่วนที่เหลืออยู่ชั้นล่าง ทุกๆ สองชั่วโมงจะมีการผลัดเปลี่ยนเวรยามเพื่อคอยเฝ้าหน้าห้องของเจ้านายตลอดเวลา

                ผมเปิดประตูแล้วเจอเข้ากับซองเอกสารสีน้ำตาลวางอยู่บนพื้น ดูจากลักษณะแล้วคงสอดเข้าจากช่องใต้ประตู ผมหันมองไปรอบตัว มีเพียงลูกน้องในทีมสองคนยืนประจำอยู่หน้าห้องบอส ไม่เห็นอย่างอื่นที่ผิดสังเกตจึงก้มลงหยิบมันมาถือไว้แล้วเดินเข้าห้องพร้อมล็อคประตูให้เรียบร้อย

                ระหว่างก้าวเดินไปยังเตียง ผมลองพลิกซองเอกสารอีกฝั่งดูเผื่อมีชื่อคนส่ง ก่อนชะงักฝีเท้าเมื่อพบว่าเป็นตราประทับของอินทรีย์ทมิฬ พวกมันกล้าเข้าใกล้ผมขนาดนี้อีกแล้วสินะ ไม่รีรอรีบฉีกซองเอกสารโดยไม่กลัวว่าอาจจะทำให้ของด้านในเสียหาย เททุกอย่างลงบนฟูกนอนแล้วโยนซองเปล่ายับเยินทิ้งไว้ข้างๆ ขณะใช้มือเกลี่ยภาพถ่ายหลายสิบใบตรงหน้า

                ยังคงเป็นภาพแอบถ่ายผมทุกอิริยาบถจากทั้งบนเรือสำราญและตอนที่คอยตามอารักขาบอสกับคุณ
ฮโยรินในโรม ผมสุ่มหยิบภาพขึ้นมาขยำแล้วปล่อยทิ้ง พวกมันยังสะกดรอยตามอยู่ตลอด และที่น่าเจ็บใจคือผมไม่รู้ตัวสักนิด

                ผมมองมุมกระดาษสีแดงที่ซ่อนอยู่หลังกองภาพถ่าย รีบหยิบมันออกมา ก่อนพบว่าเป็นการ์ดแบบเดียวกับที่พวกมันเคยส่งมาให้ที่แมนชั่นครั้งก่อน ผมเปิดออกอ่าน เจอลายมือเป็นระเบียบลายมือเดิมเขียนข้อความนัดพบพร้อมชื่อสถานที่ ซึ่งอยู่ห่างจากโรงแรมไปประมาณยี่สิบนาที แถวนั้นค่อนข้างเปลี่ยวและร้างผู้คนโดยเฉพาะในยามวิกาลแบบนี้ รู้ดีแก่ใจว่านี่คือกับดัก แต่ผมก็อยากรู้จุดประสงค์แท้จริงของพวกมันเหมือนกัน อยากเคลียร์ให้จบเรื่อง เพราะหากปล่อยทิ้งไว้อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของบอสได้

                อย่างมากที่สุดก็แค่โดนพวกมันฆ่าตาย

                ผมเก็บทุกอย่างคืนใส่ซองแล้วใส่ไว้ในลิ้นชักโต๊ะเครื่องแป้ง มองนาฬิกาข้อมือพบว่าเหลือเวลาอีกแค่ครึ่งชั่วโมงก่อนถึงเวลานัดที่พวกมันกำหนด ผมเดินออกจากห้องกำชับลูกน้องให้ดูแลตรวจตราละเอียดกว่าเดิมสองเท่าแล้วบอกว่าจะออกไปทำธุระสักพัก

                ลงลิฟต์มาชั้นล่างแล้วเรียกแท็กซี่จากหน้าโรงแรม บอกให้คนขับตรงไปยังสถานที่นัด ราวๆ สิบห้านาทีแท็กซี่ก็จอดให้ลงบนริมถนนสายหลัก ผมเดินเท้าต่ออีกเกือบห้านาที เข้ามาถึงซอยเล็กๆ มีเพียงเสาไฟไม่กี่ต้นให้แสงสว่าง ผมยืนเป็นเป้านิ่งขณะฟังเสียงเคลื่อนไหวจากคนกลุ่มใหญ่ค่อยๆ โอบล้อมเข้ามาจากเงามืด

                พวกแกต้องการอะไร?

                นายน้อยของพวกเราต้องการตัวแก

 
 

Talk with D.Luv: ในที่สุดก็ได้ฤกษ์มาอัพต่อเสียที เพราะก่อนหน้านี้ไม่ค่อยมีกำลังแรงใจจะรีไรท์ เลยเกิดการดองเปรี้ยวชั่วคราว ฮ่าๆ ความจริงตอนนี้เขียนเสร็จนานแล้ว แต่ยังไม่ได้รีไรท์ มันไม่มีฟีลิ่งแรงกระตุ้นเลย~~ ต้องทยอยอัพและแนะนำให้ทยอยอ่านเหมือนเดิมเพราะตอนนี้มันยาว ยาวมากกว่าทุกตอนที่เคยเขียนมาเลย
หากพูดถึงเรื่องนี้ในทวิต อย่าลืมติดแท๊ก
#อซด ด้วยน้าาา~~ เลิฟชอบเข้าไปอ่านเพลินๆ 


ปล.ตอนนี้ฟิค Heartless และ So Bitter So Sweeten (คู่คริสเทา) กำลังเปิดพรีรอบรีปรินท์พร้อมของแถมพิเศษให้ทุกคน สนใจดูรายละเอียด ที่นี่ เลย~~



farry テーマ
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

659 ความคิดเห็น

  1. #642 PANDAZI (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 21 มกราคม 2559 / 08:21
    คิดได้ยังไง ป..ป้อนไอติม ป้อนไอติม ป้อนไอติมมม ทำไมถึงคิดได้5555 โอ้ยย พี่อี้ฟานคนแก่มาล่อลวงเด็กถึงห้องเลย โหยยย -/////- เทาไร้เดียงสาเกินไปแล้วววววว แล้วอะไรคือมาเปลยให้อยากว่าจะสอนมากกว่านี้อีก โอ้ยยย แล้วนายน้อยนี่ใคร ลุ้นไปอีกก
    #642
    0
  2. #626 เพียงทราย (@natnicha_sand) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2558 / 22:15
    ป้อนไอติม!!! อืม พี่ฟานมันร้าย ชอบสอนอะไรไม่รู้ให้น้องเทาอยู่เรื่อยเลย ยิ่งอ่านยิ่งรู้สึกถึงความดราม่า สงสารพี่ฟานน้องเทา สงสารฮโยรินด้วย นางไม่ได้ทำอะไรผิดเลยแม้แต่น้อยอะ ความรักของทั้งสามคนจะลงเอยอย่างไรหว่า? แล้วอินทรีย์ทมิฬมีแผนการอะไร นี่ใจแอบเชียร์ให้ล้มพ่อพี่ฟานได้ แต่อย่าล้มพี่ฟานเลย เอ๊ะ! ยังไง ฮ่าๆ
    #626
    0
  3. #581 กุ๊กกุ๋ย~ (@kuilanla) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 15 มีนาคม 2557 / 19:10
    ฟินจังงงงง=,.=พี่คริสนิสัยไม่ดีเลยเพิ่งจะเเต่งงานกับฮโยรินก็มาทำอะไรกับเทาเเล้ว!!! #เเต่เราก็ชอบ 5555
    งืออออ!!!จะเกิดอะไรขึ้นกับเทากันน่ะ


    #581
    0
  4. #399 Kyudutchie (@kyudutchie13) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2556 / 11:24
    อัลไล ป้อนไอตงไอติมอัลไลเคอะะะ -////-

    ชอบจุงรุยยยย



    ตอนนี้ยาวมากมายก่ายกอง ขอบคุณพี่เลิฟที่ขยันแต่งให้พวกเราชาวเคทีอ่านน้า

    มันแบบฟินเว่อร์ ดัชชอบตอนที่คริสจับมือเทาใต้โต๊ะทั้งๆที่ฮโยรินอยู่อ่ะ มันแบบ พฮื่ออ

    ดราม่าค่อดๆๆ

    แล้วตอนที่คริสซื้อสร้อยให้เทาเทาอีก จูบตรงสร้อย แงงง ฟินตายยยย .___.

    ดีแล้วค่ะที่แค่ป้อนไอติม จริงๆโดยส่วนตัวดัชชอบให้ทำแค่นั้นมากกว่าไม่อยากล่วงเลยมากกว่านั้น

    มันฟินดี เพราะคาแรคเตอร์นุ้งเทาก็ไม่ได้ขี้ยั่วเสียเท่าไหร่



    สุดท้าย เป็นห่วงน้องมากก กลัวว่าจะเป็นอะไรไปอีก คุณฃายน้อยเป็นใครอันนี้ขอตามๆๆๆ กิกิ

    รักพี่เลิฟนะ จุ๊บๆๆๆๆ
    #399
    0
  5. #386 KrisTao (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 29 กันยายน 2556 / 16:02
    นายน้อยคือครายยย ~ ทำไมต้องการน้องเทาของพี่คริสส TT #ป้อนไอติม #อ่าส์ #ฟินแลน

    รีบมาต่อนะค่าาาาาาาาาา >
    #386
    0
  6. #385 likeme (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 29 กันยายน 2556 / 13:37
    กรี๊ดไรเตอร์มาอัพแล้วดีใจจังเลยคะ
    #385
    0
  7. #383 DEVIL EVIL (@memeezaza) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 29 กันยายน 2556 / 11:55
    นายน้อยคนนั้นคือผู้ใด ไฉนใยถึงต้องการตัวเทาเทาของพี่คริส t[]T
    #383
    0
  8. #382 Wu.F (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 29 กันยายน 2556 / 08:53
    นายน้อยคือครายยยยย ~~~
    #382
    0
  9. #381 ZeHn GungnanG (@lilyvacy) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 29 กันยายน 2556 / 02:05
    โอยยยยย ป้อนไอติม อร้ายยยยยยยยยยยยยยยย
    อิชั้นอยากจะบ้า อกอิแป้นจะแตกเลยทีเดียว
    #ใครคือนายน้อยยย อยากรู้แล้ว
    #381
    0
  10. #380 devil-karate (@devil-karate) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 29 กันยายน 2556 / 01:57
    น้องเทาเริ่มมีความรู้สึกแล้ว >__________< เด็กน้อยน่ารักจริงๆเลย
    พี่คริสหลอกน้องอะ เห็นน้องไร้เดียงสาเลยทำยังงี้ใช่ป่าว เหมือนล่อลวงเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ
    จื่อเทา...ศัตรูที่แท้จริงไม่ใช่พวกอินทรีย์ทมิฬนะ แต่คือพี่คริสที่จ้องจะงาบหนูอยู่นะ ระวังเวอร์จิ้นนะลูก...
    ปล.เราไม่หื่นนะคะ แต่ไอช่วงพี่คริสป้อนไอติม มันมีกากบาทแถวนั้น เราลากเม้าส์ไปทั่วเลย 55555555555555555
    ปล2.เราชอบนิสัยน้องเทาแบบนี้อ่ะ ดูเหมือนแข็งแต่อ่อนใน (กับคริสคนเดียว)
    #380
    0
  11. วันที่ 29 กันยายน 2556 / 01:54
    อ๋าาาา เราชอบเรื่องนี้ *O* อัพบ่อยๆนะคะ คนอ่นจะคอมเมนท์ บ่อยๆเหมือนกัน
    #379
    0
  12. #378 pi_ta (@pinapong) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 29 กันยายน 2556 / 01:34
    โอ๊ะ นายน้อย ใครอ่ะๆๆ

    เอ๊ะ ฉันดู งง ฮ่าๆๆๆ

    ปล เฮีย คิดชื่อได้ มุ้งมิ้งมาก

    "ป้อนไอติม ฮิ้วๆๆ"
    #378
    0
  13. #377 ❝pattin (KarunaZitao) (@karunazitao) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 29 กันยายน 2556 / 00:59
    ขอบคุณที่ไรท์มาต่อ เรื่องนี้เป็นฟิคที่เรารู้สึกว่าเราชอบมาก
    ถ้ารวมเล่มเมื่อไหร่เราเอาแน่นอน เพระาไม่ค่อยมีใครแต่งแนวนี้
    เฮ้อ สงสารพี่คริสสงสารน้องเทาสงสารฮโย หวังว่าจื่อเทาจะไม่เป็นอะไรนะ T_T
    #377
    0
  14. วันที่ 28 กันยายน 2556 / 23:26
    พี่คริสนี่จริงๆ แต่งานคืนแรกก้อยู่กับน้อง แถมยังหลอกน้องอีก นิสัยไม่ดี>////'< แต่เราชอบ5555 เทาหวั่นไหวกับเฮียแล้วอ่า มีสับสนตัวเอง ชอบเรื่องนี้มาก ดีใจที่มาอัพนะครัช555
    #376
    0
  15. #375 matteyey (@matteyey) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 28 กันยายน 2556 / 23:24
    ร้อยเปอร์ฯซะทีเยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย่

    โคตรหน่วงอะพาร์ทหลัง สงสารน้อง เห็นใจอิอู๋ เจ็บแทนฮโยริน 

    หวังว่าพี่คริสและน้องเทาจะผ่านเรื่องร้ายๆไปด้วยดีนะ T T
    #375
    0
  16. #374 Wu.F (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 28 กันยายน 2556 / 16:52
    หลอกได้หน้าตายมากค่ะ อพค.
    #374
    0
  17. #373 matteyey (@matteyey) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 28 กันยายน 2556 / 15:28
    ไรต์คะไรต์ !

    ค้างค่ะค้าง !

    มาต่อเร็วๆเลออ555555555555555555555555 > < 

    อี้ฟานแกต้องสอนน้องให้ครบหลักสูตรนะเว่ย
    #373
    0
  18. #372 kewi (@viveara) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 28 กันยายน 2556 / 12:44
    พี่คริสนะพี่คริส ทำไมพี่ทำแบบนี้ล่ะ พี่แต่งงานแล้วนะ
    พอเถอะ ไม่อยากเห็นเทาเสียใจอ่ะ
    พี่คริสทำไมชอบหลอกเด็กอย่างนี้นะ เทา หนูใสซื่อไปแล้ว
    #372
    0
  19. #371 Alicia (@doggilike) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 28 กันยายน 2556 / 10:41
    ไหนๆก็ล่อลวงเด็กแล้ว

    ทำให้เสร็จนะพี่อี้ฝฝานนนนนนน
    #371
    0
  20. #370 Kt88 (@popo810) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 28 กันยายน 2556 / 00:10
    ลดโทษให้จำเลยกึ่งนึงจากตอนที่แล้วที่แกไม่ยอมยกเลิกงานแต่งนะยะพาร์ทนี้นี่ได้ดั่งใจเจ้สุดๆ ทั้งดอดเข้าห้อง ล่อลวงเด็ก ฮิฮิ
    #370
    0
  21. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  22. #368 Kt88 (@popo810) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 28 กันยายน 2556 / 00:06
    โอยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย อ่านจบพร้องกับยิ้มมุมปาก ทำหน้ากามสามวินาที ขอให้พี่คริสสอนน้องจบภายในคืนนี้นะคะ อย่าได้มีอุปสรรคใดๆมาขัดขวางนาง โฮรจื่อเด็กน้อยน่ารักน่าฟัดเหลือเกินลูก จะไม่ทนนนนน แต่โคตรหน่วงตอนแต่งงานเชื่อเลยว่าน้องต้องเจ็บกว่าที่อพคเจ็บอย่างแน่นอน แต่นางคงบรรยายไม่ถูก
    #368
    0
  23. #367 Rainy2Fon (@namfon4097) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 27 กันยายน 2556 / 23:45
    อี้ฟานนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนน  แกล่อลวงเทาเทาน้อยง่ะ TOT แกเพิ่งแต่งงานนะโว้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย   แต่ไหนๆก็ไหนๆ....เอ่อ...ต่อไปเถอะ อย่ามีคนมาขัด      -////////-   //  เหมือนมีอะไรแปลกไป ' '? 55555555555555
    #367
    0
  24. #366 ❝pattin (KarunaZitao) (@karunazitao) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 27 กันยายน 2556 / 23:21
    พฮรือออออออออออออออออออออออออ
    โอยพี่อี้ฟานหลอกล่อเด็กน้อยในหลงทางในป่าทึบ
    เหมือนต้อนลูกแกะเลยง่ะ หมาป่าจอมชั่วร้าย
    แต่เรายกแกะให้หมาป่าอย่างพี่คริสฟรีๆ
    อะไรจะใสซื่อขนาดนี้ โอยงื้ออออออออ
    ทั้งคู่น่าสงสาร อันนี้รู้สึกจากใจจริง
    พี่คริสรักแต่แสดงออกไม่ได้
    จื่อเทารักแต่ก็ไม่รู้ว่าตัวเองรัก
    ผิดเพราะป๊าของพี่คริส ขอโทษแทนฮโยด้วย
    นาทีนี้เป็นของชายชายค่ะ T_________T
    มาต่อไวๆนะคะ หวังว่าเราจะไม่ได้กินมาม่าใช่ไหม?
    #366
    0
  25. #365 SoulFighterism (@knockjae) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 27 กันยายน 2556 / 23:05
    อิพี่คริสสสสสส แกมันเลววววว เพิ่งแต่งงานกับฮโยรินวันนี้ แต่แกกลับจะมาเข้าหอกับน้องเทาแทนหรออออออ



    อะไรกันนนนนน



    น้องเทาก็ลูกมีพ่อมีแม่นะ ทำงี้ได้ไง !!?



    แต่

    .

    .

    .

    .

    .

    .

    .

    .

    .

    .

    ก็ชอบนะ ... 






    น้องเทาจะรอดมั้ย ... รอนะ #ฮิ
    #365
    0