Corsair's King ปริศนาเภตราสะท้านโลก

ตอนที่ 9 : ราตรีที่เก้า : เมื่อโจรสลัดหลอ(ม)กอาวุธลับ [100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 166
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    6 ก.ค. 60




เมื่อหนังสือคือสิ่งน่ารักน่าเอ็นดู

คนที่อ่านหนังสือก็ไม่พ้นน่ารักน่าทะนุถนอมตามใช่มั้ยล่า...?


"พ่อคร้าบ แม่คร้าบ ป๋มอ่านหนังสือเล่มนี้จบแล้วน้า" เด็กชายตัวน้อยเจ้าของผมสีทองอร่ามเปล่งประกายดั่งแสงตะวัน ริมฝีปากเล็กจ้อยอมอมยิ้มพลางตามประสาเด็ก ในมือถือคัมภีร์ดูมีราคาเล่มหนึ่ง ชูไปมาแม้มันจะหนักเกือบเท่าหนึ่งในสามของตัวเขาก็ตาม

"ดีมากเลยจ้ะลูก ไหนเอามาให้แม่ดูซิว่าหนังสืออะไร" มารดาละมือจากกับข้าวทำครัว เกลี่ยปอยผมที่หลุดลุ่ยทัดใบหูเล็ก ยื่นมือให้ลูกชายคนเดียวที่วิ่งร่ามาหาตามคำขอ ทว่าผู้เป็นพ่อกลับใช้ขายาวๆ ขัดขาลูกชายตัวเองจมล้มคะมำเข้าเสียก่อน 

"อย่า...อ อย่าเลยดีกว่าน่าที่รัก หนังสือไร้สาระเด็กๆ ทั่วไปตามวัยลูกชายเรานั่นแหละ"

เด็กชายวัยหกขวบบุ้ยปาก ปัดฝุ่นร่ำๆ ตะบี้ตะบันลุกขึ้นยืนเพื่อเถียงพ่อบังเกิดเกล้า

"ไม่ไร้สาระนะฮะ! ดูสิฮะแม่ มีแต่รูปผู้หญิงสวยๆ ทั้งนั้นเลย!" กระโดดหลบฝ่ามือพิฆาตตัวเป็นเกลียวแล้วรีบยัดคัมภีร์ใส่มือแม่ นางเปิดอ่านท่ามกลางสายตาเหมือนวิญญาณจะหลุดจากร่างของไวกิ้งหนุ่มสวมหมวกเหล็กมีเขาสัตว์ขาวสะอ้านงอกออกมา คมกริบพอจะบาดเนื้อเป็นแผลสดทีเดียว

"ป๋มเห็นพ่อนั่งอ่านอยู่แล้วบอกว่ามันเป็นศิลปะป๋มเลยอยากอ่านมั่งน่ะฮะ"

เด็กหนอเด็ก ซื่ออย่างสัตว์เสียเหลือเกิน

รังสีอำมหิตแผ่กระจายออกมาจากรอยยิ้มที่แลดูอ่อนโยนกว่าทุกที

"แหมๆ...เดี๋ยวนี้หัดสนับสนุนลูกชายเราให้เสพศิลปะแบบนี้แล้วเหรอคะที่รัก" ไวกิ้งสาวเอ่ยกลั้วหัวเราะ เหลือบเนตรสีน้ำทะเลจ้องสามีเขม็ง กางหนึ่งหน้าโจ๋งครึ่มให้เห็นจะๆ ตา

นารีเปลือยทั้งตัวนอนเกยกายอยู่บนเตียง กอดหมอนข้างกวักมือเรียกหา...แม้จะแอบซ่อนดวงหน้าใต้เงาของตัวเองก็ยังมากเกินพอ

"หนังสือ กามสูตรหนึ่งร้อยแปดกระบวนท่าเนี่ยนะ?"

"ก็...ก็ลูกมัน.." 

"ไอ้โฮลเดอร์!!!"

เสียงมารดาและเมียคำรามน่ากลัวยิ่งกว่าอสูรกายทะเล เด็กชายสะดุ้งโหยงหนีไปหลบหลังเบาะแทบไม่ทัน ส่วนพ่อโฮลเดอร์ผู้เคราะห์ร้ายนั้นหมดสิทธิ์ขัดขืน เป็นอันต้องรับโทษทัณฑ์ที่ตัวต้นเหตุไม่เข้าใจว่าคืออะไร


เมื่ออ้อมกอดคือสิ่งอบอุ่น แสดงถึงความเข้าอกเข้าใจกันของเพื่อนมนุษย์

งั้นคนที่ปรารถนาอ้อมกอด ก็คือคนอบอุ่นและเข้าใจคนอื่นเป็นล้นพ้นสิน้า...?


"พี่สาวฮะ ป๋มขอกอดพี่หน่อยได้มั้ยฮะ?" 

"ด..ได้ยังไงกัน พูดอะไรไม่เข้าเรื่อง" เด็กสาวไวกิ้งอายุไม่น่าเกินสิบหกเบือนหน้าหนี กว่าจะรู้ตัวก็ลับสายตาพ่อแม่ซะแล้วสิ 

"น้า...ให้ป๋มกอดเถอะน้าคร้าบ ผมหนาวจัง.."เด็กชายใช้หน้าตาจิ้มลิ้มของตัวเองให้เป็นประโยชน์ยกกำลังสองด้วยแววตาลูกหมาและนิ้วชี้ที่จิ้มเข้าหากันไปมา ยกกำลังสิบด้วยหน้าแดงๆ ขาวสว่างตามสภาพอากาศหนาวยะเยือกของสแกนดิเนเวีย

'ไม่ๆๆ เทพโอดินฮ์ช่วยข้าด้วย' เด็กหญิงสวดอ้อนวอนในใจอย่างกระวนกระวาย

'แม่เจ้า...แม่เจ้า ใครก็ได้เอาวิญญาณคลั่งเด็กออกไปจากตัวข้าที!' เลือดกำเดาคงไม่ไหลทั้งๆ อย่างนี้หรอกนะ

"เห็นแก่ที่เจ้าเป็นลูกของท่านผู้นำหรอกนะ" ขวยเขินเสียเต็มประดาเมื่อค่อยๆ อ้าแขนรับไออุ่นจากเด็กชายตัวเล็กที่จะสูงเกินเธอไปไกลลิบในอีกสิบปีข้างหน้า

"ขอบคุณนะฮะพี่โคลย่า" เด็กชายโพล่งอย่างร่าเริงเต็มที่ คนโตกว่าหน้าแดงก่ำ สุดท้ายก็กอดกันกลมอยู่อย่างนั้นจนบรรดาพ่อๆ แม่ๆ กลับจากล่องเรือหาปลา

'เข้า 'อก' เข้า 'ใจ' จริงๆ ด้วยย'


เมื่อความสันติคือสิ่งแก้ปัญหาเรื้อรังและความขัดแย้งทั้งหมดได้

อย่างไรคนที่ฝักใฝ่ความสันติ ก็สามารถแก้ปัญหาเรื้อรังและความขัดแย้งได้อย่างนั้นล่ะซี่...?


"ได้โปรด ละเว้นพวกเราด้วย พวกเราไม่สู้อะไรทั้งนั้น เราจะยอมส่งเสบียงและของบรรณาการให้พวกเจ้าไม่ให้ขาดตกบกพร่อง"

วาจาด้วยน้ำเสียงคุ้นเคย จากร่างหนุ่มแน่นที่ก้มกายลงศิโรราบแทบเท้า การเจรจาต่อกลุ่มคนป่าเถื่อนอันมีชะตาของคนทั้งหมู่บ้านเป็นเดิมพันได้เทหมดหน้าตักไปเรียบร้อยแล้ว

"แค่นั้น มันไม่พอหรอก"

"ถ้าจะฆ่าใครก็ขอให้ฆ่าเพียงข้าคนเดียว!" 

ฉัวะ!

เขายังคงจำราตรีนั้นได้ คืนที่พระจันทร์สีเลือดเปล่งแสงแดงฉานฉาบไล้ผืนพสุธาชุ่มโชกด้วยโลหิต แต่ไม่ว่ามันจะส่องสว่างถึงเพียงไหน ก็ไม่อาจแหวกผ่านม่านทึบทึมหนาเตอะอันห่อหุ้มหัวใจของเขาไปได้

"นี่...ทำไม...ทำไมล่ะ?"

กระซิบแผ้วถามกับความเงียบสงัด เมื่อสายลมตีจากแลความหวังสูญสิ้น เขานั่งห้อยขาอยู่บนโลงศพลอยน้ำ ผูกติดกับเรือใบลำย่อมที่มีผู้บังคับเพียงหนึ่งเดียว

"ทำไมกันล่ะโคลย่า?"

"สันติน่ะ ทำไมถึง...แก้ปัญหาไม่ได้ล่ะ?"

ดวงตาฟ้ากระจ่างสดใสคู่นั้น ได้แหลกสลายไปนานมากแล้ว มันถึงได้ดูเลื่อนลอยจนน่าหวาดกลัวนักในสายตาของเด็กสาวผู้เหลือรอด

ไร้ซึ่งคำตอบใดๆ นอกจากแนวคลื่นกระทบโลงศพและขาเย็นชืดนิ่งงันดั่งว่าไร้ชีวิต


"นั่นสินะ...ทำไมกันล่ะ?"

ไถ่ถามกับใยแมงมุมและฝุ่นเกรอะกรังเหนือศีรษะ ดวงตาสีฟ้าเหรอหราบัดนี้มีแววยากจะอธิบายระบายอยู่เปี่ยมเต็ม 

"ทำไมข้าถึง..เกลียดโจรสลัดกันนะ?"

ระเบิดหัวเราะร่วนตัวคนเดียว แต่แล้วก็เงียบสงัด พลันก็หัวเราะดังลั่นกว่าเดิมอีก ปวดหัวหนึบชาร้าวไปยันสันหลัง ขำขันจนท้องคัดท้องแข็ง

อะไรบางอย่างกำลังบ่อนทำลายสันติสุขที่เคยเป็นมาตลอด คืบคลานอย่างเรียบเชียบ ทว่าหยั่งรากลึกจนยากจะถอนรากถอนโคน

"ทำไมข้าถึง..อยากฆ่าพวกมันนักนะ?"


โอลิวอัส วาลดัสจดจำครั้งสุดท้ายที่เขามึนงงจนโลกรอบข้างหมุนติ้วจบลงด้วยฟ้าขาวโพลนเหมือนแผ่นกระดาษได้เมื่อครู่นี้เอง

ถึงกระนั้น ความมึนงงนั้นเทียบมิได้เลยกับความเจ็บปวดและสับสน

ท่ามกลางภวังค์ที่มิอาจขัดขืนไม่ว่าเมื่อใด สุรเสียงทุ้มนิ่งก็บัญชามากลายๆ เหมือนเช่นทุกครั้งครา ด้วยตำแหน่งน่ายำเกรงสองพยางค์สั้นๆ

'กัปตัน'

"รอยสักนี้สำคัญกับเจ้าหรือไม่?"

วาดปลายดาบงามไร้ใครเทียบฉ่ำชุ่มด้วยโลหิตสดเหนือรอยสักทรงกลม มีพญาหงส์ขาวสยายปีกรัดร่างด้วยอสรพิษสิบสองพันธุ์ ตัวอักษรจารึกเป็นภาษาละตินโบราณยากนักจะมีใครอ่านออก

โอลิวอัสข่มความรู้สึกทั้งหมดทั้งมวลกลับห้วงลึก เขารู้สึกราวกับตัวเองเป็นเพียงตัวเบี้ยโง่ๆ ตัวหนึ่งบนกระดานเลือดแผ่นนี้ แต่ถึงอย่างไรก็เถอะ...

ใช่ว่าจะอยากเป็นนกสองหัวข้าสองนายอย่างกลุ่มคนที่ถูกประณามว่าเป็นกลาดิเอเตอร์ 

แต่ก็หาอยากลบเลือนสัญลักษณ์แรกซึ่งประทับตราติดตรึงมาแต่อ้อนแต่ออก

ชายหนุ่มผมน้ำตาลแดงพยายามควบคุมลมหายใจไม่ให้หอบเหนื่อยอยู่นานจึงเอ่ยตอบ 

"ใช่" 

นายแห่งลูกเรือของไบแซนทีเนียที่สองสนองตามต้องการ เขาวาดดาบในแนวนอนแล้วเช็ดโลหิตบนบั้นปลายด้วยผ้าแดงเลือดหมูที่พันข้อมือมาตั้งแต่ตอนพิธีวากันดาร์ ปลาบเดียวก็สะอาดเอี่ยม

ใครบอกกันเล่า ว่าผ้านั้นเป็นสีชาดตั้งแต่แรก

"ข้าไม่ถือว่าใครใต้อาณัติจักมีรอยประทับมากกว่าหนึ่ง จงหลอมดาบของเจ้าให้เสร็จสิ้นก่อนนาวาจักเคลื่อนคล้อยถึงสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า" พลอเนกประสงค์ละมือจากการพันธนาการสหายใหม่ เมินรอยแดงจนม่วงช้ำเป็นจ้ำๆ จากฝีมือตัวเอง ทาอะไรบางอย่างเหนียวหนืดเหนือรอยแผลใหม่บนแผ่นหลังซีดจาง สมุนไพรหอมฟุ้งไปทั่ว

รอยสักนั้นกินความกว้างถึงสองในสี่ วิจิตรงดงามประหนึ่งสรรสร้างโดยจิตรกรมือเอก

ปีก แห่งอิสรภาพและความเยาว์วัยอันน่าอภิรมย์

ดาบ สำหรับความสามารถทางการรบและฝ่าฟันฝนสมรภูมิที่ต้องห้ำเลือดหั่นเนื้อ

เกราะ เครื่องป้องกันลำดับหนึ่ง รูปร่างคล้ายปาก เปรียบความว่าวาจาดั่งอาวุธ คลี่คลายสถานการณ์ตึงเครียดให้ผ่อนคลาย และก่อหวอดหายนะบนความสงบ

และสุดท้าย กษัตริย์...ตราของจักรพรรดิ ผู้นำแห่งจักรวรรดิที่ไร้ผู้ใดเทียมทาน

ตัวอักษรตรงกลางมีอยู่สามตัว ภาษาประหลาดดุจว่าพบพานเป็นคราแรกในโลก

"องก์ที่สองครบสมบูรณ์แล้ว" วาจากระริกกระรี้นั้นตัดกับนัยน์ตาเลื่อมพรายอสรพิษฉูดฉาด ประเดี๋ยวก่อน...โอลิวอัสเหมือนจะนึกได้ในตอนที่กะลาสีรุ่นพี่พันผ้ารอบแผลสดและประคองเขาขึ้นมา แก้วตาขี้เถ้าจดจ้องอีกครั้งและอีกครั้ง ความฉงนระลอกใหม่พุ่งสูงทะลุเพดานกลบเกลื่อนก่อนเก่าหมดสิ้น

ภาพลักษณ์ของเฟียโนรัสในสายตาเขานับแต่ขึ้นเรือมา คือชายที่ธรรมดาทั้งหน้าตาและนิสัย

ผม..ผมและดวงตา...ตอนนั้นสีน้ำตาลอ่อนไม่ใช่รึ??

"ผู้น้อยขอตัวก่อนขอรับกัปตัน" ปอยผมดำสนิทระหน้าผากเล็กน้อยสะท้อนจันทร์เป็นมันวาวตอกย้ำความจริงแก่โอลิวอัส มันเป็นสีดำ ดำถ่านสนิท

บ้า..บ้าอะไรกัน

เป็นครั้งแรกที่ชายหนุ่มอุทานอย่างโจ่งแจ้งในหัว เหลือบเห็นกัปตันสเลจพยักหน้าอนุญาตระหว่างเก็บดาบเข้าฝักดำเมี่ยมดั่งชาโคลอารามแคล่วคล่อง ตาประสานตา ประกายสีเงินอ่อนจางแผ่ขจายรอบแพขนตา มุมปากยกขึ้นข้างหนึ่งบางเบา

ราวกับอ่านใจเขาออกทะลุปรุโปร่ง

"จัดการปัญหาส่วนของเจ้าให้เรียบร้อย เขี้ยวพิษ"

ทุกคำสั่งล้วนถูกเอื้อนเอ่ยด้วยอารามเย็นชา แข็งกระด้าง บรรยากาศหนักอึ้งเหมือนมีทั่งมาถมทับอยู่ตลอดเพลา จนคนคอทั่งสันหลังเหล็กเช่นเขายังแอบโซเซ

รวมกับความบ้าระห่ำ พิลึกพิลั่นของลูกเรือแต่ละท่าน

นั่นปะไร พูดได้ไม่ทันไรเฟียโนรัสก็ฉีกยิ้มจนตาหยีเหมือนทุกที

"ขอรับกัปตัน"

"..."

ประสาทจะกิน..อยู่บนเรือลำนี้นานๆ หากไม่รีบปรับตัวให้ไว เขาต้องกลายเป็นบ้าไม่ก็สติไม่สมประดีไปนอนคุกเป็นเพื่อนมาร์ติเนซแน่ๆ

"เฟียโนรัส ตากับผมของเจ้า.."

"โอ...โอมๆๆ ละทิ้งเรื่องพวกนั้นไปก่อนเถิด ทำตามบัญชากัปตันให้ลุล่วงก่อนดีกว่า ถือซะว่าข้าเตือน"

อะไรกัน...เตือนด้วยเหตุใด เพราะหากทำไม่ได้จะถูกลงโทษกระนั้นรึ?

'หลอมดาบของเจ้า'

ไม่เคยเลยจักปรารถนารับคำสั่งจากใครคนหนึ่งโดยไร้สิทธิ์ปฏิเสธหรือตอบโต้ ทว่าคำพูดของกัปตันสเลจ ฟีนิธอส เป็นสิ่งเดียวที่เขาไม่อาจต่อต้าน รังแต่จะต้องทำตามอยู่ร่ำไป แม้ลึกๆ จะดื้อแพ่งอยู่หลายรอบเท่าไหร่ก็ตาม

"ฟ้าทางตะวันออกปลอดโปร่ง ฤกษ์ดีเหมาะแก่การนอนปีกขวาเรือ" ก้าวขาเป็นจังหวะสบายๆ พาเขาไปส่งที่ใต้ท้องเรือปีกขวา โอลิวอัสขมวดคิ้วเมื่อเขาเห็นแต่ช่องทางยาวไกลกับแสงตะเกียงให้ความสว่างริบหรี่ไม่กี่ดวง ปราศจากลมหายใจหรือกระทั่งการกระทบกันของขวดเหล้าและดินปืน

มีแต่เสียงขยุกขยิกของอาหารจำนวนหนึ่งที่กะลาสีซึ่งเขาจำได้ว่าเป็นพลปืนเดินนำมาให้ พออ้าปากจะถามจุดประสงค์เขาก็ปลีกตัวไปอีกทางชนิดไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม

แอ๊ด 

"...!?"

กว่าจะรู้ตัว เฟียโนรัสเจ้ากรรมก็กระโดดกลับไปทางเดิมเสียแล้ว ทิ้งท้ายด้วยโทนเสียงเริงร่าแบบซ่อนคมต่างจากพวกนักดนตรี

"อ้อ ข้าลืมบอกไป ปีกขวามีแต่คุก เรือนจำ แล้วก็เอ่อ...ห้องสมุด ใช่ๆ ข้าลืมไปได้ยังไงกัน ขอให้โชคดีกับการหลอมอาวุธนะเพื่อนใหม่ แค่สามวันเอง!" ปิดประตูทิ้งท้ายแผ่วเบา น่าขำที่โอลิวอัสได้ยินเสียงลงกลอนตามมาอย่างรวดเร็ว แต่ก็นั่นแหละ แทนที่จะอึ้งกิมกี่ อดีตนักฆ่ามีแต่จะต้องขบคิดหาหนทางหลอมอาวุธที่ว่าเพื่อจะได้ออกไปจากที่นี่โดยไวที่สุด

จะบททดสอบหรืออะไรก็ช่างเถิด สามวันกับคุก เรือนจำแล้วก็ห้องสมุดนี่จะถือว่าเกินไปไหม?

โอลิวอัสหันซ้ายรีขวาอย่างระแวดระวัง ความเงียบเกาะกุมจนได้ยินเสียงลมหายใจของตัวเองชัดเจนนัก สุดท้ายก็ตัดสินใจเดินไปทางขวา

สมเป็นเรือ ไม่มีความร้อนอบอ้าวเลยสักนิด 

บุรุษพลขับร้องคิดไปก้าวเบาหวิวด้วยสัญชาตญาณอาชีพไป ยิ่งดวงไฟสว่างขึ้นมากเท่าไร กลิ่นอายเก่าแก่และขรึมขลังของบางสิ่งก็ชัดเจนขึ้นระเรื่อย ผนังรอบด้านมิใช่ไม้ต่อเรือธรรมดา หากแต่เป็นไม้สีทองสกาวราวสุริยัน ประตูบานใหญ่ทรงอัลมอนด์สูงจรดเพดานประดับอัญมณีอเมทิสต์ โอปอลแลไพลินผสมผสานสูงส่ง หาล่วงรู้ว่าเหตุใดโอลิวอัสจึงได้กลิ่นราชวงศ์อย่างรุนแรง

มาตุภูมิของเขาไร้กษัตริย์มาเนิ่นนานนัก จักแปลกใจเมื่อได้พบเจอก็คงมิใช่เรื่องผิดสามัญกระมัง

ชายหนุ่มกำลังจะผลักประตูเข้าไปอยู่แล้ว ถ้าไม่ได้มีกลิ่นไหม้ตลบอบอวลลอยมาแตะจมูกเข้าเสียก่อน

เขายืนนิ่งอยู่พักหนึ่งก็กึ่งเดินกึ่งวิ่งหาต้นทาง วางสัพเพเหระสิ่งทิ้งไว้หน้าความประณีตนั้น พบกับทวารไม้มีช่องสี่เหลี่ยมเล็กตัดด้วยลูกกรงซี่โต พลขับร้องมองผ่านช่องว่างนั้นไป พบกับแผ่นหลังในเสื้อเทาขมุกขมัวเอนชิดผนังห้องขัง จันทราเงินยวงเล็ดรอดผ่านหน้าต่างเล็กๆ เห็นเป็นเงามืดๆ สองมือใหญ่โอบประคองดวงไฟบนไม้ขีด จ้องไม่กะพริบ แววตาเลื่อนลอยราวไร้วิญญาณ

"มาร์.."

แต่น้ำเสียงนั้น ปลุกปั่นความรู้สึกในกายนักฆ่าที่ไม่เคยพบเจอมาชั่วกัปชั่วกัลป์

"แสนเย็นชาดั่งสายลมอรรณพ

จักมีไหมเวียนวนมาบรรจบ 

ฟังเสียงข้า...ร้องคลออุทกธาร 

รักข้าไร้วันผันพาน" ลนไฟกับนิ้วก้อยซ้ายจนเป็นรอยไหม้ ควันก่อตัวโขมงแต่เจ้าตัวไม่เปล่งเสียงร้องสักแอะ พอขึ้นวรรคใหม่ เขาก็เลื่อนไฟไปยังนิ้วต่อไป ซ้ำไปซ้ำมา ไม่แยแสโลหิตที่หยดติ๋งๆ เปรอะกางเกงและพื้นไม้มันวับ

"มา ที่รัก หลอมรวมชลาธาร

อยู่กับข้า ตราบกาลอวสาน

ขยี้ฝันเราแหลกไร้เมตตา

นำวิญญาณมาให้ข้า"

ดับดวงไฟแล้วชูนิ้วทั้งสิบขึ้น นัยน์ตาสีฟ้าเปล่งประกายคลอเคล้าทั้งหรรษา...และจาบัลย์

"แกร่งกร้าวมากกลใครหาควบคุม

พันธนาหรือกักขังลืม

แผลเจ้ากรีดจักเป็นอยู่ชั่วกาล

ยอดรักไร้วันแหลกลาญ"

โอลิวอัสหยุดทุกการกระทำและไม่คิดจะห้ามปราม เมื่อมาร์ติเนซไม่ได้มีเจตนาจะฆ่าตัวตาย ชายเล้าหมูวางมือตัวเองกับผ้าเก่าๆ ขาดๆ ผืนหนึ่ง รอยยิ้มกว้างขวางราวกับพบเจอสิ่งที่โหยหามานาน

แต่คำพูดพรั่งพรูนั้น แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

"อย่าเย็นชาใส่ข้าเลยนะ อย่าหนีข้าไปไหนเลย กลับมาหาข้าเถอะ" อ้อนวอนดั่งว่ายอมสยบอยู่แทบเท้า

"มาช่วยกันขยี้ความฝันของพวกเรา มาอยู่กับข้า อยู่ด้วยกัน นะ" 

"เอาสวะพวกนั้นมา ให้ข้าฆ่าพวกมัน ให้ข้าฆ่าพวกมันซ้ำแล้วซ้ำอีก ข้าจะเป็นคนกระชากวิญญาณของพวกมันออกมาเอง นะ" กระหายเลือด คลั่งแค้น เกลียดชัง

"มาทำแผลให้ข้าสิ มาทำแผลให้ข้า แผลสดๆ ไม่ใช่แผลเป็นจริงๆ นะ" ถ้อยจริงจังราวกับคนละคน

"เจ้าไม่มีวันตายนี่ ใช่มั้ย?"

ปิดท้ายด้วยความกลัวจับขั้วหัวใจ ต่อการพลัดพรากที่เจ้าตัวไม่อาจยอมรับได้ลง

"เจ้าไม่มีวันตายนี่ ใช่มั้ย?"

โอลิวอัสกลืนไม่เข้าคายไม่ออก หน้าตายๆ บูดเบี้ยวเล็กน้อย เขาไม่เคยรู้สึกเช่นนี้มาก่อนในชีวิต ไม่เคยต้องเผชิญหน้ากับภาพที่บีบคั้นเขาให้อยู่ในอารมณ์ที่แม้แต่ตัวเองยังยากจะจำกัดความ

สายลมพัดผ่านแก้มเขาดังซู่ ความหนาวยะเยือกของร่างกายเทียบมิได้เลยกับความรู้สึกในหัวใจ

ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วผ่อนออกเฮือกโต ถึงชีวิตนี้จะไม่เคย...ไม่เคยต้องปลอบประโลมหรือทำตัวเป็นพี่เลี้ยงใครมาก่อน เคยแต่พรากชีวิตและคร่าชีวิต เขาก็จะพยายามอย่างเต็มกำลัง..มั้งนะ

คิดอย่างไรกันนะ ทำไมต้องเป็นเขาที่ต้องหลอมดาบเล่มนี้ ดาบที่ถลำลึกยากเกินเยียวยา

กัปตัน ท่านคิดอะไรอยู่กันแน่?

ความลึกลับที่แท้ เขารู้ดีว่าคือใคร

"มาร์ติเนซ"

นามสดชื่นเพียงได้ยินนั้นช่างตัดกับตัวตนเจ้าของจนน่าใจหาย ร่างในกรงขังชะงักกึก ยินเสียงโซ่กระทบกันเคร้งคร้างแล้วเงียบลงพร้อมกับบานพับที่อ้าออกด้วยแรงมือ "ไงน้องชาย มาเป็นผู้คุมนักโทษเหรอ?"

ความสดใสเหรอหราไม่หลงเหลืออยู่อีกต่อไป เพราะถึงมาร์ติเนซจะพยายามแสดงบทนั้น โอลิวอัส วาลดัสก็รู้แกวหมดสิ้นจากแววเนตรนั้นแล้ว

"...ช่างตีเหล็กน่ะ"

จอมขวานผ่าซาก ปะทะ บุรุษหลุดโลก?

"เจ้านี่ดีจริงน้า ถึงจะตายด้าน...ก็ตายด้านไปเลย" แม้ไม่อาจเข้าใจความหมายนั้นได้ทั้งหมด ลูกเรือแกะตะกร้าก็ล้มตัวลงนั่งพิงผนังด้านซ้าย เท่ากับเขานั่งด้านตรงข้ามกับมาร์ติเนซอยู่กลายๆ นัยน์ตาเทาอ่อนสบกับดวงตาฟ้ากระจ่างนิ่งๆ ราวกับเล่นจ้องตา

แต่โอลิวอัสกลับไม่รู้สึกถึงการมีอยู่ของวิญญาณชายสูงชะลูดผู้นั่งห่างไปหกเจ็ดเมตรเลย

"ข้าเปล่า"

ตอบเรียบชาแล้วก็ต้องเรียบเรียงความคิดตัวเองเสียใหม่ การจะผูกมิตรกับคนหากใช้หน้าตายๆ นี่คงไม่ได้การ

หรือจะได้? บุรุษหนุ่มเกิดขัดแย้งกับตัวเองกะทันหันเมื่อประสบการณ์กับลูกเรือทั้งหลายฉาดฉายขึ้นมา

เอาเถอะ เป็นตัวของตัวเอง

"เจ้าเป็นคนที่ไหน?"

"เอ๋ ช่างตีเหล็กต้องสอบประวัตินักโทษด้วยเหรอเนี่ย..." ลากเสียงยานคางอย่างกวนอวัยวะเบื้องล่างโดยเจตนา โชคดีที่เขาไม่ใช่ประเภทเดียวกับไซโลธอนจอมฮึดฮัดความอดทนเท่าหางอึ่ง

"ข้าโอลิวอัส วาลดัส เกิดในโรม"

"เป็นยังไงมายังไงถึงจับพลัดจับผลูมาอยู่บนเรือสลัดกันล่า? ข้าไม่ได้กลิ่นหัวขโมยจากเจ้าเลยแฮะ"

"เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้" บัดซบ...ปากไปไวเกินยับยั้งอีกแล้ว

"ลูกเรือช่วยชีวิตอันล้ำค่าของเจ้าไว้เหรอ?"

"อะไร.." ตอนนี้เขาแน่ใจแล้วว่ามาร์ติเนซแดนเถื่อนมีลางสังหรณ์สูงจริงไม่ใช่เรื่องเล่นๆ

"อาจจะเป็นกัปตันก็ได้ใช่มั้ยล่า..ใช่แน่ ดูสีหน้าเจ้าซะก่อนสิน้องชาย มันบอกข้าหมดแล้วน้า โอ๊ะๆ" ทำจีบมือปริบๆ รอบดวงตาตัวเองที่เบิกกว้างอย่างกับเด็กกระเตาะ โอลิวอัสประหลาดใจของจริง

"หน้าข้า..อ่านออกง่ายขนาดนั้นเลยหรือ?"

"ไม่ใช่หน้าหร๊อก แต่ดวงตา ดวงตาตะหาก ดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจนะเจ้าไม่เคยได้ยินเหรอ?" ดูเหมือนความสุดโต่งนั่นจะส่งผลต่อสัมปชัญญะของอดีตนักฆ่ามากเกินไป ถึงได้ไม่โต้ตอบอะไรนอกจากนึกทบทวนทุกอย่างเงียบๆ

หรือว่า...เขาจะเป็นแบบนั้นมาตลอด โดยไม่รู้ตัว

ประเดี๋ยวก่อน นี่ตกลงใครถามใครกันแน่?

"เจ้าอายุเท่าไหร่?" โอลิวอัสรีบโค้งหักศอกก่อนจะตกหลุมพรางไปมากกว่านี้

"จะยิงตรงเผงไปไหน อย่ามาจี้จุดตำใจกันซี่" ว่าพลางยักหน้าซ้ายขวา แววตาเลื่อนลอยยังคงเดิม คือสิ่งเดียวที่ทำให้เขาไร้ชีวิตราวหุ่นกระบอกตัวหนึ่ง "อยากรู้ก็บอกของเจ้ามาก่อน"

"ยี่สิบหก" ย่างยี่สิบเจ็ด ในอีกไม่กี่เดือนนี้ มาร์ติเนซหัวเราะร่วนด้วยอารามใดก็สุดจะคาด

"ตายล่ะวา ต้องเปลี่ยนจากน้องชายเป็นพี่ชายแล้วสิ"

พลขับร้องต้องยอมรับ ชายคนนี้มีแต่เรื่องให้เขาทึ่งจนน่ากลัวจริงๆ "ข้าน่ะ ยี่สิบปีนี้เอง" หัวเราะแหะพลางเกาหัวแกรกๆ เหมือนจะรู้สำนึกดีว่าหน้าตาตัวเองไปไวกว่าอายุจริงขนาดไหน รวมกับหนวดเครายุบยับ รูปร่างสูงชะลูดด้วยแล้ว...

"หน้าเจ้าแก่กว่าไซโลธอนซะอีก" คราวนี้หาใช่พลั้งเผลอไม่ แต่เป็นจงใจ พูดถึงอาจารย์สุดที่รักโอลิวอัสก็ว่าถ้าไม่ได้ชอบทำหน้าบึ้งตึง คิ้วกระตุกเป็นว่าเล่น แถมสูบบุหรี่แข่งกะหายใจเอาอากาศก็อาจจะเด็กลงมากก็ได้

"พี่ชายอายุเท่าไหร่ล่ะนั่น? ข้าเดาไม่ถูกเลย" วางแขนไขว้กันเป็นหมอนล้มตัวลงนอน ยกขายาวๆ ไขว่ห้างกลางอากาศอีกต่างหาก "ส่วนข้า เป็นไวกิ้งน่ะ"

"สามสิบหก..ไวกิ้งหรือ? ยอดนักเดินทะเลนั่นน่ะหรือ?" หากโอลิวอัสได้มองเห็นแววตาตัวเองเขาคงงงกับความอยากรู้อยากเห็นมากมายที่ส่องประกายจรัสตัดกับความมืดมิดของห้องขังใต้ท้องเรือ

"นักรบก็ด้วย พี่ไม่เคยได้ยินเลยเหรอ?" ดวงตาฟ้าใสสะท้อนแก้วตาเทาจางได้น่ามองอย่างเหลือเชื่อ 

"เรียกชื่อข้าก็พอ" เขารู้สึกดั่งตัวเองกำลังปีนเกลียวผู้อาวุโสกว่า ทั้งที่ไม่ใช่ หน้าตานี่มีผลมหาศาลแท้จริง

"ไวกิ้ง คงมีเรื่องน่าตื่นเต้นตลอดหรือ?" ความสงสัยใคร่รู้ที่กักเก็บมานานดูท่าจะแผลงฤทธิ์ทีละน้อยๆ นักโทษกิตติมศักดิ์ไม่ข้องขัดจะเล่าเรื่องให้ฟังแต่อย่างใด

"ถ้าโอลิวอัสช่างตีเหล็กอยากฟัง ข้าซึ่งเป็นแขกรับเชิญก็ต้องเล่าให้ฟังงั้นสิน้า" เงยหน้ามองเพดาน ทักทายน้องใยแมงมุม พี่ฝุ่นตามประสาก่อนอารัมภบท "มันน่ะ สนุกมากๆ เลยล่ะ"

โอลิวอัสคาดว่าเขาอาจนับไม่ถูกว่าตนนึกอลักเอลื่อไปกี่ครั้งยามต้องอยู่คลุกคลีกับนักโทษหนึ่งเดียวของนาวาไบแซนทิเนียที่สอง ไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวัน 

เพราะแค่ตอนนี้ แววตานั้นก็เศร้าสลดขัดกับริมฝีปากที่ฉีกยิ้มร่าเริงไกลโข

บ้า...บ้าจริงๆ ใช่ไหม?

ไซโลธอน เฟียโนรัส และอาจจะ..อาจจะกัปตัน บอกเขามากลายๆ กระมัง รายหลังคือที่สุด หาไม่แล้วคงมิอาจควบคุมเรือที่มีแต่กะลาสีพิลึกกึกกือ สุดโต่ง เอาแน่เอานอนไม่ได้ ซ้ำร้ายยังแตกต่างกันสุดขั้วให้อยู่ในสันติลงได้

จะหลอมดาบที่บ้า ที่ถลำลึก ก็ต้องบ้ากว่า และถลำลึกยิ่งกว่าอย่างนั้นสินะ

"ข้าจะอยู่เป็นเพื่อนเจ้าตลอดเพลาก่อนถึงเบอร์มิวด้า" ประกาศิตเรียบนิ่งหลังเดินไปอุ้มเสบียงมาวางเรียงๆ ไว้พอให้หยิบสะดวกและอีกคนหลับสนิทเรียบร้อยแล้ว มือซีดคว้าคุกกี้รสเดิมเคี้ยวกรุบกรับ

"จงเป็นเหล็กให้ข้าหลอม..มาร์ติโน่"


"กัปตันขอรับ ข้าไม่เข้าใจว่าท่านกำลังวางแผนอะไรอยู่กันแน่"

"ไซโลธอน เจ้าเคยเข้าใจแม่มดหรือเปล่าว่ากำลังคิดอะไร ถึงได้เลือกที่จะพันธนาการตัวเองไว้กับควันเยี่ยงเจ้า"

"ไม่ ขอรับ"

"เจ้ากับเจ้ากระทาไวกิ้งนั่นเหมือนกันนัก ศาสตราวุธที่ยังไม่เริ่มหลอม มันควบคุม บงการและเข้าถึงง่ายกว่าศาสตราที่ใช้มาแล้วนับไม่ถ้วนจนด้านชา กระหายชีวิต หรือศาสตราที่สนิมเกรอะกรัง จำใจหรือเต็มใจละจากสนามรบมาเนิ่นละนาน"

"ท่าน หมายความว่าจักให้โอลิวเอี้ยดต่อกรกับไอ้บ้านั่นตัวต่อตัวรึขอรับ?"

"ความบ้ามีหลายมุมเจ้าก็รู้ควันแดง"

ชำเลืองมองเฟียโนรัสซึ่งเปลี่ยนหน้าเปลี่ยนตาตัวเองอีกแล้วอย่างเมามัน ครานี้เป็นหนุ่มขึงขังท่าทางราวกับพวกราชองครักษ์ ตาสีน้ำเงินท้องสมุทร ผมสีขาวราวกับหนังหมาป่า 

"หวัดดีเว้ยพวก! จำข้าได้รึเปล่า!?"

"จำไม่ได้ก็ไม่ใช่แล้ว กี่หน้าแล้ววะเนี่ยเฟียโน่" ไซริงกัสแถมทีเล่นทีจริง ซ้อมเพลงดาบกันลืมอย่างพลิ้ว

"ถึงพันยังไอ้บรรลัย!?" อันนี้คงไม่ต้องบอกว่าใครแซว

"ก๊ากๆๆๆ" โครีออนขำเยาะเย้ยคู่แค้นแรงจนแทบจะตกลงมาจากเสากระโดงเรือ เฟียโนรัสฉีกยิ้ม

เจ้าตัวคงอยากใช้ร่างนี้เล่นอีกสักอาทิตย์ครึ่งอาทิตย์

"ข้าจะฟ้องเมียเอ็งว่าเอ็งเปลี่ยนหน้าไปคบชู้วันละคน ฮ่าๆๆๆ"

เจ้าตัวคงไม่อยากเปลี่ยนร่างอีกต่อไปแล้ว

"ด้วยความเคารพขอรับกัปตัน ข้าไม่เคยเห็นไอ้บ้าที่ไหนบ้าเท่าเจ้าเฟียโนรัสมาก่อน" พลปืนอัดบุหรี่สองมวนเข้าปอดอย่างปลงๆ อีกไม่นานแม่มดคงตื่นแล้วตามมาเกาะเขาเป็นตังเม ก้อร่อก้อติกแนบชิดให้เพื่อนทั้งลำลืมหายใจเหมือนอย่างเคย

"เจ้าอาจได้เห็นในอีกไม่นาน" สเลจเอื้อนเอ่ยกลั้วหัวเราะต่ำทุ้ม พาลำเรืออันงามสง่าหักขวาเต็มตัวเป็นคราสุดท้ายของรัตติกาลอันยาวไกลนี้ 



จบไปอีกตอนกับหนุ่มน้อยนักร้อง นักฆ่า และผองเพื่อนผู้ปกติมนุษย์(?) กัปตันนี่ช่างเจ้าเล่ห์เหลือเกิน วางแผนอะไรไว้บ้างก็ไม่รู้ มาร์ติเนซเป็นอะไรของเค้า หลายคำถามเหลือเกิ๊น อยากรู้ก็จงติดตามรอคำตอบกันต่อไปนะจ๊ะนักอ่าน

ตอนหน้าเราจะได้พบกับสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้าแล้ว เตรียมน้ำใบบัวบกย้อมใจ(?)ไว้ได้เลย อะล้อเล่น ฮ่าๆๆๆ


คอมเม้นท์เพิ่มกำลังใจและความไวในการอัพให้ไรท์ด้วยนะคะ


เจอกันใหม่คราวหน้า เร่งฝีพายกันเถอะ!
















  



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

63 ความคิดเห็น

  1. #32 Shiny Terra (@earthnada) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2560 / 21:50
    โห รู้สึกจะมีปมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆแล้ว ติดตามอยู่นะคะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ ^^
    อ้อ ตอนนี้มีคำผิดอยู่นิดนึงนะ "หลุดรุ่ย" น่าจะเป็น "หลุดลุ่ย" มากกว่านะคะ และก็ "ซื่อสัตว์" ต้องเป็น "ซื่อสัตย์" ค่ะ
    #32
    2
    • #32-1 Kakye Deathmendal (@domemanager13233) (จากตอนที่ 9)
      26 มิถุนายน 2560 / 18:26
      แน่นอนค่ะ ค่อยๆทยอยๆทีละนิดแบบเนียนๆ(?) จ้าา น้อมรับกำลังใจเลย
      หลุดลุ่ยนี่ขอบพระคุณมากค่ะ ไม่บอกไม่รู้นะเนี่ย ส่วนซื่อสัตย์ตั้งใจเล่นมุกน่ะค่ะ แบบซื่ออย่างสัตว์(ไม่ซื่อ)นั่นเอง 555
      #32-1
    • #32-2 Shiny Terra (@earthnada) (จากตอนที่ 9)
      26 มิถุนายน 2560 / 22:02
      อ้าว ขอโทษค่ะ ไม่เก็ตมุกซะงั้น 555555
      #32-2
  2. #31 Anime master (@napatsaon) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2560 / 09:40
    มาอ่านแล้วค่า ยังคงดีงามเช่นเคย เป็นกำลังใจให้ค่ะ
    #31
    1
    • #31-1 Kakye Deathmendal (@domemanager13233) (จากตอนที่ 9)
      25 มิถุนายน 2560 / 11:55
      จ้าา ขอน้อมรับกำลังใจไว้ค่ะ ^__^
      #31-1
  3. #29 Anime master (@napatsaon) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2560 / 19:25
    ปกติเราอ่านนิยายเรื่องอื่นๆต้องอ่านไปสักพักก่อน ถึงจะเริ่มชินกับการบรรยายของเขา แต่เรื่องนี้กลับจับใจเราได้ตั้งแต่บรรทัดแรกที่อ่าน ภาษาสวยงามเข้ากับเนื้อเรื่องอย่างลงตัว  บรรยายได้ละเอียดและชัดเจนมาก

    หลังจากติดตามมาเรื่อยๆก็ไม่ผิดหวังจริงๆ ทั้งๆที่แทบไม่มีฉากต่อสู้ให้ลุ้น แต่เนื้อเรื่องกลับตื่นเต้นน่าติดตามมาก ยิ่งอ่านก็ยิ่เห็นปมที่ไรท์แต่งออกมาให้คลุมเครือเหมือนกำลังล่อลวงให้เราสงสัยไม่หยุด555+

    ชมแล้วชมอีกชมวนไปฮ่าๆ เป็นกำลังใจให้ค่ะ จะรออ่านต่อนะคะ

    ปล.ขอโทษที่พึ่งมาอ่านนะคะ พอดีช่วงนี้มัวทำอย่างอื่นอยู่ TT

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 21 มิถุนายน 2560 / 19:34
    #29
    1
    • #29-1 Kakye Deathmendal (@domemanager13233) (จากตอนที่ 9)
      21 มิถุนายน 2560 / 22:16
      น่ารักที่สุดด >< โอ๊ยไรท์ลอยยย 5555 ขอบคุณที่คอยติดตามให้กำลังใจกันนะคะ ไรท์ฮึดพลังงานเต็มสูบเลย
      ไว้แข่งจีนเสร็จเรียบร้อยก่อนจะปั่นครบเซ็ตให้ในพลันเลยค่ะ
      #29-1
  4. วันที่ 19 มิถุนายน 2560 / 18:09
    สนุกมากกก ภาษาสวยมากกกก
    #28
    1
    • #28-1 Kakye Deathmendal (@domemanager13233) (จากตอนที่ 9)
      21 มิถุนายน 2560 / 08:17
      ดีใจที่สนุกนะคะะ ติดตามกันไปเรื่อยๆนะเออ
      #28-1