CODENAME: ZIKE เจาะรหัสดับแค้น [ E N D ]

  • 100% Rating

  • 5 Vote(s)

  • 78,398 Views

  • 1,483 Comments

  • 1,777 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    24

    Overall
    78,398

ตอนที่ 7 : แค้นที่6: เพื่อนสนิท

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 483
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    22 ธ.ค. 60

แค้นที่6: เพื่อนสนิท

หลังจากที่แฟนต้าเดินออกไปยังชั้นสิบเก้าแล้ว ไซค์จึงมาถึงชั้นที่ยี่สิบสามด้วยเวลาไม่นาน เขาก้าวออกจากลิฟต์ เดินไปตามทางเดินด้านขวา ห้องแต่ละห้องในชั้นนี้ห่างกันพอสมควร ทำให้ทั้งชั้นมีเพียงหกห้องเท่านั้น
ไซค์หยิบกุญแจออกมาไขประตูห้องริมสุดด้วยใบหน้าเหนื่อยล้า ความมืดและความเงียบสงัดภายในห้องทำให้เด็กหนุ่มต้องเผยหน้าเจ็บปวดทุกครั้งที่เข้ามาข้างใน เขาเอื้อมมือไปเปิดไฟด้านข้างประตู แสงสีขาวเผยให้เห็นห้องโถงเรียบง่ายที่ดูกว้างขวาง เฟอร์นิเจอร์สีครีมยิ่งทำให้ห้องนั้นดูอบอุ่นและสะอาดตา ทว่าความอบอุ่นนั้นกลับยิ่งทำให้เขารู้สึกรวดร้าว ไซค์กระชับกระเป๋าหนังของตน ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
“กลับมาแล้วครับ..” น้ำเสียงเจ็บปวดถูกเค้นเอ่ยออกมาจากริมฝีปากบาง แม้ว่าเขาจะรู้อยู่แล้วก็ตามว่าจะไม่มีเสียงตอบกลับมาเช่นในอดีต
เขาเดินไปยังทางเดินด้านขวา เพื่อมุ่งไปยังห้องที่อยู่มุมทางเดินเล็กๆ ป้ายหน้าห้องที่ดูเป็นป้ายราวกับห้องของเด็กเล็กทำให้เขาต้องลูบมันอย่างเผลอตัว ตัวป้ายนั้นเป็นเพียงแผ่นกระดาษขนาดราวๆ ฝ่ามือที่ถูกตกแต่งออกมาอย่างเรียบง่าย มีเพียงแผ่นพลาสติกแข็งเคลือบไว้ไม่ให้มันเก่าไปตามเวลา ทว่าการตกแต่งที่เก็บทุกรายละเอียดสามารถทำให้ผู้พบเห็นสามารถรู้ได้ทันที ว่าผู้ที่ทำมันขึ้นมานั้นต้องใส่ใจมากแน่ๆ ..ZIKE.. เขามองชื่อของตนบนป้ายนั้นด้วยความรู้สึกหลากหลาย ก่อนเขาจะเปิดประตูเข้าไปด้านในห้อง
ภายในห้องเป็นห้องสี่เหลี่ยมขนาดไม่กว้างนัก เตียงหนาถูกตั้งอยู่เกือบมุมห้องพร้อมกับเครื่องโทรทัศน์ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ด้านใต้เครื่องนั้นล้วนแล้วแต่มีหนังสือที่ดูหลากหลาย หนังสือฆาตกรรม หนังสือเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ หนังสือนิทาน หรือแม้กระทั่งหนังสือที่ถูกเย็บออกมาเป็นบทละคร
ไซค์เดินโยนกระเป๋าตนไว้บนโต๊ะด้านหน้าโซฟาหนาใกล้ๆ กับเตียงอย่างไม่ใยดี เขาทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาอย่างเหนื่อยล้า ดวงตาสีฟ้าทอดมองไปบนเพดานด้วความเหม่อลอย แล้วจึงตัดสินใจลุกขึ้นยืนเขาเดินไปยังตู้เสื้อผ้าของตนที่อยู่ไม่ห่างนักเพื่อหยิบกางเกงนอน
ไซค์เดินออกไปด้านนอกห้องนอนของตน เพื่อมุ่งหน้าไปยังห้องน้ำ ผ่านไปไม่นานนัก เขาจึงเดินออกมาจากห้องน้ำ พร้อมกับใช้ผ้าขนหนูสีขาวเช็ดเส้นผมสีน้ำตาลอ่อนที่เปียกปอน ดวงตาสีฟ้าแสดงถึงความอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด ตอนนี้บนตัวของเขามีเพียงกางเกงผ้าลายตารางสีน้ำเงินขายาวและบ็อกเซอร์ด้านในเท่านั้น กล้ามเป็นเนื้อบริเวณแผงอกถูกเผยออกมาโดยมีผ้าขนหนูสีขาวพาดไว้ ความเงียบสงบของห้องเริ่มทำให้เด็กหนุ่มเริ่มรู้สึกแย่ขึ้นมาอีกครั้ง
ทั้งๆ ที่เขาควรจะเคยชินกับมันแล้วก็ตาม
ไซค์เดินไปเปิดตู้เย็นในห้องครัว เขาหยิบอาหารแช่แข็งออกมาอุ่น โดยไม่คิดจะเลือกให้มากนัก เนื่องจากภายในตู้เย็นของเขานั้นเต็มไปด้วยอาหารกล่องและน้ำดื่ม เสียงไมโครเวฟที่ดังขึ้นบ่งบอกว่าอาหารนั้นร้อนดีแล้ว เขาจึงต้องยกมันกลับไปทานที่ห้องของตน ก่อนจะเป่าผมสีน้ำตาลอ่อนให้แห้ง เพื่อใส่วิกอย่างลวกๆ มือหนาเปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่บนโต๊ะอยู่ใกล้กับประตู บนโต๊ะนั้นมีหน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งหกจอถูกติดตั้งไว้ พร้อมกับคีย์บอร์ดอีกสามตัว และเมาส์อีกหนึ่งด้านข้างของโต๊ะนั้นเป็นชั้นหนังสือจำนวนมาก ทำให้ห้องนั้นมีบรรยากาศราวกับห้องทำงาน
เมื่อหน้าจอเปิดขึ้นโปรแกรมหนึ่งจึงเด้งขึ้นมาทันทีเมื่อมีคนติดต่อเข้ามา ไซค์ขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ ในขณะกำลังทานข้าวกล่องอย่างไม่เร่งรีบ เขาเลื่อนเมาส์ไปเปิดโปรแกรมนั้นแล้วจึงกดรับสายตามปกติ พร้อมกับภาพของเด็กหนุ่มคนที่เขาคุ้นเคยมาแทบทั้งชีวิตจะปรากฏขึ้น
‘ทำไมออนดึกจัง?’ เด็กหนุ่มเจ้าของเรือนผมและนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนเอ่ยออกมาด้วยความไม่เข้าใจ ร่างหนาสวมเสื้อกล้ามตัวบางสีขาวบริสุทธิ์ต่างจากไซค์ที่ท่อนบนมีเพียงผ้าขนหนูพาดอยู่
“ฉันก็ออนเวลานี้เป็นปกติไม่ใช่หรือไง?” ไซค์เอ่ยย้อนออกไปอย่างไม่ใส่ใจนัก ทำให้อีกฝ่ายต้องหรี่ตามองอย่างจับผิดเล็กน้อย
‘แล้วนายมากินข้าวบ้าอะไรตอนจะตีหนึ่ง?’ วัตรเอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจ ไซค์จึงต้องยักไหล่ ก่อนจะกระตุกยิ้มออกมาพร้อมกับเอ่ยว่า
“ยุ่ง” เสียงห้วนที่ตอบกลับทำเอาอีกฝ่ายถึงกับคิ้วกระตุก
อะไรของมันเนี่ย! อุตส่าห์ถามดีๆ แล้วนะ ยังจะกวนกันอีก!
วัตรคิดในใจอย่างเหนื่อยอ่อน ถึงแม้ว่าเขาจะชินกับนิสัยเพื่อนสนิทตนแล้วก็ตาม
“เออสรุปเรื่องนัดตีกับโรงเรียนอิลโทสนั้นเป็นวันมะรืนนี้ตอนเย็นนะ ส่วนแผนการก็มีอยู่ว่าพวกเราจะต้องแบ่งกันเป็นสามกลุ่ม กลุ่มแรกซ่อนตัวอยู่บริเวณนั้น กลุ่มที่สองก็..” วัตรรายงานก่อนที่เขาจะชะงักทันทีที่เห็นว่าเพื่อนสนิทตนนั้นเอาแต่กินข้าวกล่องในมือ โดยไม่สนใจเรื่องที่เขาพูดแม้แต่นิดเดียว!
“นี่นายฟังฉันอยู่หรือเปล่าฮะไซค์” วัตรถามเสียงเขียว แต่ไซค์กลับส่ายหน้าปฏิเสธ
“ไม่อ่ะ ถึงวันเดี๋ยวฟรีก็บอกเองนั้นแหละว่าจะต้องไปอยู่ตรงไหน” ไซค์เอ่ยถึงหัวหน้าห้องร่างยักษ์ของตน ในขณะที่วัตรนั้นเบ้ปากอย่างไม่สบอารมณ์เท่าไรนัก
“ดูนายจะมั่นใจมากนะไซค์” วัตรถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน ไซค์จึงต้องพยักหน้าโดยไม่แม้แต่จะลังเล
“ฉันมีนาย นายมีฉัน ใครหน้าไหนจะสู้เราได้ล่ะวัตร?” ไซค์ย้อนถามอย่างสบายอารมณ์ แต่คำพูดของเขาทำเอาวัตรเผลอกระตุกยิ้ม
“คิดแบบนั้นมันก็หมดสนุกสิ” วัตรเอ่ย ก่อนที่ไซค์จะนึกบางอย่างได้
“เออมะรืนนี้มีงานเกี่ยวกับพวกเทคโนโลยีต่างชาติ นายจะไปกับฉันไหม?” ไซค์ชวน พลันดวงตาของวัตรจึงเป็นประกายขึ้นทันที
“ไป! ไปสิ คิดเหรอว่าคนอย่างฉันจะพลาดได้น่ะ!” วัตรตอบรับด้วยน้ำเสียงคึกคักและกระตือรือร้นผิดปกติ ทำให้ไซค์ต้องหลุดหัวเราะออกมาเล็กน้อยกับท่าทางของเพื่อนสนิทตน
“เออ งั้นเดี๋ยวค่อยนัดอีกทีก็แล้วกัน แต่ฉันบอกไว้ก่อนนะว่ามันไม่มีเทคโนโลยีอะไรที่ทำให้นายเก่งขึ้นได้หรอก ฮ่าๆ” ไซค์เอ่ยพร้อมกับหัวเราะเพื่อนตนลั่น โดยไม่สนใจอีกฝ่ายที่แยกเขี้ยวออกมาราวกับจะพุ่งมากัดหัวเขาแม้แต่นิดเดียว
“เออ! ก็ฉันมันไม่ได้เทพคอมแบบนายนี่หว่า ไอ้เด็กพรสวรรค์ ไอ้เด็กกิ๊ฟ ไอ้คนไม่ต้องพยายาม อ๊ากก!” วัตรตะโกนลั่นพร้อมกับดิ้นพล่าน ในขณะที่ไซค์เอาแต่หัวเราะลั่นด้วยความสะใจ
“ฮ่าๆๆ พูดมานี่ไม่ได้ดูตัวเองเลยนะวัตร นายมันก็พอๆ กับฉันนั่นแหละ” ไซค์เอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้ม
“เออ! พอๆ กัน แต่ที่ฉันเก่งมันคณิต! จริงอยู่ว่าคณิตมันก็มีโจทย์ท้าทายเยอะแยะ แต่พอได้ทำอะไรที่ไม่เก่งแล้วมันสนุกกว่านี่หว่า!” วัตรเอ่ยออกมาด้วยความไม่ชอบใจนัก ก่อนพวกเขาจะคุยเล่นกันตามภาษาเพื่อนสนิทไปได้สักพัก แล้วจึงแยกย้ายกันไปนอน

เช้าวันต่อมา ไซค์จึงเดินเข้ามายังห้องเรียน ทว่าใบหน้าของเขากลับดูเหนื่อยล้า ทำเอาเพื่อนๆ ในกลุ่มต้องพากันฉงนกับสภาพของเพื่อนตัวเอง
“นายไปอดหลับอดนอนมาจากไหนฮะไซค์?” ฟรี เด็กหนุ่มผู้เป็นหัวโจกในแผนการเมื่อวานถามออกมาด้วยความไม่เข้าใจ ตอนนี้เขานั่งอยู่บนโต๊ะบริเวณมุมห้องซึ่งเป็นที่นั่งของไซค์และวัตร วัตรที่นั่งอยู่ที่โต๊ะตนจึงต้องส่ายหน้าตอบคำถามแทน ทำให้ร่างหนาและร่างบางอีกสองคนต้องหันมามองเขาแทน
“ส่ายหน้าทำบ้าไรวัตร?” นนท์ถามด้วยความไม่เข้าใจ ดวงตาที่ดูเล็กอยู่แล้วของเขาหรี่ลงราวกับจะจ้องจับผิด
“ก็เมื่อคืนฉันนอนพร้อมไซค์ มันจะไปอดนอนได้ไง?” วัตรตอบอย่างไม่คิดอะไรมากนัก แต่หญิงสาวเพียงคนเดียวในกลุ่มกลับเบิกตากว้างด้วยความตกใจ
“นี่อย่าบอกนะว่าพวกนายนอนด้วยกันแล้ว!” เด็กสาวผิวสีแทนเข้มที่แต่งหน้าจัดจ้านเอ่ยออกมาด้วยความตกตะลึง กระเป๋าหนังสีน้ำตาลของไซค์กลับเคาะลงบนศีรษะของเธอ
“จะบ้าหรือไงทิพย์! ฉันแค่นอนไม่พอมาหลายวันเท่านั้นแหละ มันเลยเพลียยาว” ไซค์เอ่ยอย่างไม่พอใจนัก ก่อนจะโยนกระเป๋าใบนั้นไว้บนโต๊ะพร้อมกับทรุดลงนั่งบนเก้าอี้อย่างแรง
“เฮ้ยๆ นั่งเบาๆ ก็ได้ เดี๋ยวเก้าอี้มันจะหักเอา ถ้ามันหักขึ้นมามีหวังโรงเรียนต้องมาหักเงินห้องแน่!” เด็กหนุ่มหน้าตี๋เอ่ยออกมาด้วยท่าทางร้อนรน ทำเอาไซค์ต้องเบ้ปากเล็กน้อย
“แล้วฉันไปนั่งบนหัวนายหรือเปล่าล่ะ! ถ้าเก้าอี้มันหักได้ก็ปล่อยให้มันหักไปสิ อยากรู้เหมือนกันว่ามันจะทนขนาดไหน” ไซค์เอ่ยออกมาด้วยใบหน้าล้อเลียน ทำเอาเพื่อนในกลุ่มต้องหลุดขำ
“ไซค์มันว่างั้นอะนนท์ ฮ่าๆ เงินห้องที่นายรวมแทบตายได้หายไปให้โรงเรียนแน่” ฟรีหัวเราะลั่นกับใบหน้าเพื่อนสนิทตนที่บิดเบี้ยว
“ไม่โว้ย! เงินแม้แต่นิดเดียวฉันก็จะไม่ให้ใครแตะ! ถ้าเก้าอี้เวรนั้นมันหักจริงล่ะก็ ฉันจะไปเจาะลึกทุกโมเลกุลของเก้าอี้มาให้ผู้อำนวยการดูเลยว่ามันห่วย!” นนท์ตะโกนออกมาพร้อมกับดวงตาที่ลุกวาว วัตรจึงต้องเผยสีหน้าเอือมระอาเพื่อนตนเล็กน้อย
“ฉันเชื่อว่านายทำได้ ถ้าเรื่องเงินแล้วก็มีแต่นายนี่แหละที่เขี้ยวลากดินที่สุด” วัตรเอ่ยด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย ก่อนเสียงโทรศัพท์ของไซค์จะดังขึ้น ทำให้คนทั้งกลุ่มต้องชะงัก
“ใครโทรมาตอนนี้วะไซค์?” ฟรีถามเพื่อนตนทันทีที่เห็นไซค์กำลังล้วงหาโทรศัพท์ในกระเป๋าน้ำตาลด้วยท่าทางลนลานกว่าปกติ
ปกติต้องไม่มีใครโทรหาเขาเวลานี้สิ!
“ไม่รู้ หาแปป” ไซค์ตอบตามตรง ก่อนจะชะโงกดูโทรศัพท์ทั้งสามในกระเป๋า เมื่อพบว่าเป็นโทรศัพท์เครื่องสีขาว เขาถึงกับหน้าถอดสีทันที
“เป็นบ้าอะไรยะ หน้าซีดเชียว เมียโทรมาตามหรือไง?” ทิพย์เอ่ยแซวทันที วัตรจึงต้องแกล้งทำท่าสะดีดสะดิ้ง พร้อมกับยกมือขึ้นมาตบบนอากาศอย่างจริตจะก้าน
“บ้าเหรอแก! ก็เรา ก็อยู่นี่แล้วไง! ” วัตรแกล้งแอ๊บเสียง ไซค์จึงต้องดึงโทรศัพท์เครื่องสีขาวออกมาอย่างรวดเร็ว เขารูดซิบปิดมัน ก่อนจะฟาดมันเข้ากับหน้าของวัตรอย่างแรง
ผลัวะ!
เสียงกระเป๋าหนังกระทบกับใบหน้าของวัตรโดยไม่มีการออมแรงแม้แต่น้อย ทำให้เพื่อนๆ ภายในห้องพากันหัวเราะกับท่าทางของทั้งคู่ที่ตีกันเป็นปกติ
“อ๊ากก! เจ็บนะโว้ยไอ้ไซค์ อย่างน้อยก็ช่วยเอาของในกระเป๋าออกไม่ได้หรือไงฮะ!” วัตรตะโกนลั่นพร้อมกับกุมจมูกโด่งที่แดงเถือกของตนอย่างเจ็บปวด มุมปากของไซค์กระตุกขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยว่า
“เอาออกก็โง่สิ! ไอ้มุกคู่เกย์ของนายน่ะเลิกเล่นไปได้แล้ววัตร!” ไซค์ต่อว่าด้วยรอยยิ้มขบขัน ก่อนเขาจะรีบเดินไปรับโทรศัพท์ด้านนอก ในขณะที่วัตรทำท่าล้อเลียนเพื่อนตนจากด้านหลัง
“ว่าแต่วัตร.. นี่นายเล่นมุกคู่เกย์นี่ตั้งแต่เมื่อไรอะ?” ทิพย์เอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจ ในขณะที่นนท์กำลังจ้องมองไซค์ราวกับจับผิดบางอย่าง
“ก็.. ตั้งแต่หกเจ็ดขวบมั้ง จำได้ว่าช่วงนั้นไซค์มันแปลกไป ฉันก็เลยอยากให้มันร่าเริงขึ้น” วัตรกลอกตาไปมาเพื่อทบทวนความทรงจำตัวเองว่าเขาเริ่มแกล้งไซค์แบบนี้ตั้งแต่เมื่อไร
“นี่นายแรดตั้งแต่เด็กเลยเหรอวัตร?” ฟรีถามด้วยความขยะแขยง วัตรจึงต้องหัวเราะร่วน ก่อนจะแอ็คท่าเดิมใส่เพื่อนร่างยักษ์ของตน
“จะลองไหมล่ะยะ!” หมัดขวาของฟรีพุ่งเข้าใส่ใบหน้าวัตรอย่างรวดเร็ว แต่เจ้าตัวกลับหลบได้อย่างหวุดหวิด
“อย่ามากวนฉันอย่างนี้นะวัตร! ไม่เล่นโว้ย!” ฟรีเอ่ยพร้อมกับแยกเขี้ยวใส่เพื่อนตนที่กำลังหัวเราะลั่นอย่างไม่เกรงใจใคร ก่อนนนท์จะหันมาทางพวกเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย
“โทรศัพท์ไซค์มันสีเทาไม่ใช่เหรอ?” นนท์เอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจ ทำให้เพื่อนๆ ต้องหันมาทางเขาทันที
“ก็ใช่น่ะสิ ทำไมอะ?” ฟรีเอ่ยตอบด้วยความไม่เข้าใจ
“ก็เมื่อกี้ฉันเห็นไซค์มันถือโทรศัพท์เครื่องสีขาวออกไปนี่หว่า” นนท์ตอบตามตรง แต่วัตรกลับยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ
“ไม่รู้ดิ มันซื้อเครื่องใหม่มั้ง” วัตรเอ่ยเช่นเดียวกับฟรีที่พยักหน้าเห็นด้วย
“แต่เท่าที่ฉันสังเกตโทรศัพท์สีขาวนั่นน่าจะใช้มาราวๆ ปีสองปีแล้วนะ! พวกนายก็รู้ว่าสายตาในการประเมินของของฉันน่ะไม่มีวันพลาด!” นนท์เอ่ยออกมาด้วยความมั่นใจ ทำให้ทิพย์เกิดอาการหมั่นไส้ มือเรียวฟาดเข้าที่ศีรษะนนท์อย่างแรง
ผลัวะ!
“แล้วนายไปยุ่งบ้าอะไรยะนนท์!” ทิพย์เอ่ยออกมาด้วยความรำคาญ ในขณะที่นนท์กำลังกุมหัวตัวเองด้วยความเจ็บปวด

ด้านไซค์ที่เดินมาจนถึงจุดปลอดคนบริเวณสุดทางเดิน เขาจึงต้องยกโทรศัพท์ตนขึ้นมารับ แล้วจึงกรอกเสียงทุ้มลงไปยังปลายสาย
“เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าฟ้า? พี่บอกแล้วไงว่าอย่าโทรมาเวลาปกติ” ไซค์เอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่ชอบใจ
ย้ำนักย้ำหนาแล้วแท้ๆ จะโทรมาทำบ้าอะไร!
‘ฟ้ารู้ แต่พี่.. แต่วันนี้เพื่อนๆ ฟ้าเขาบอกว่าอยากเจอพี่อะ’ น้ำฟ้าเอ่ยเสียงอ่อน ทำให้ไซค์ต้องถอนหายใจออกมาเล็กน้อย ก่อนจะเปลี่ยนไปใช้น้ำเสียงที่ฟังดูนุ่มลึก เขาเอนกายพิงกำแพงด้านข้าง
“หืม? แล้วทำไมจู่ๆ เพื่อนฟ้าอยากเจอพี่ล่ะ?” ไซค์ถามออกมาด้วยความไม่เข้าใจ
‘ก็เวลาฟ้าพูดถึงพี่ทีไรเพื่อนก็ไม่เชื่อตลอดเลย บอกแต่ว่าผู้ชายแบบนี้น่ะ ไม่มีทางมีจริงหรอก แล้วก็หาว่าฟ้าโกหกด้วย.. แต่นั่นก็เพราะพี่ไม่ยอมถ่ายรูปคู่กับฟ้าสักทีนี่! ’ เสียงหวานเอ่ยออกมาด้วยความไม่พอใจ ในขณะที่ไซค์นั้นต้องกระตุกยิ้มเย้ยหยันทันทีที่ได้ยินดังนั้น
“แล้วฟ้าไปเล่าว่าอะไรล่ะครับ?” ไซค์ถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แต่หากใบหน้าของเขากลับเต็มไปด้วยความสมเพช
‘ก็บอกว่าพี่น่ะทั้งหล่อ ทั้งเท่ห์ สุภาพบุรุษ เทคแคร์ฟ้าดีมาก ห่วงฟ้าตลอด แถมยังเป็นคนขยัน สุภาพ รอบคอบเป็นผู้ใหญ่ อ่อนโยน ยิ้มอยู่ตลอดเวลา แล้วก็อบอุ่นด้วย!’
เล่าขนาดนั้นใครจะไปเชื่อ!!
เขาไม่รู้หรอกนะ ว่าผู้ชายอย่างที่น้ำฟ้าเอ่ยนั้นจะมีจริงหรือไม่ แต่สำหรับเขาแล้วทุกสิ่งทุกอย่างที่เขามอบให้เธอล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องหลอกลวง ไม่ว่าจะเป็นรอยยิ้ม นิสัย ความอบอุ่น หรือแม้กระทั่งความรัก..
“แล้วฟ้าจะให้พี่ทำยังไงเอ่ย?” ไซค์ถามด้วยน้ำเสียงเจ้าเล่ห์ ทั้งๆ ที่ตัวเขานั้นรู้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายต้องการอะไร
‘โหพี่! พี่ก็น่าจะรู้อยู่ วันนี้พี่มารับฟ้าหลังเลิกเรียนได้ไหมล่ะคะ?’ ฟ้าเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความลังเล ไซค์จึงกระตุกยิ้มเล็กน้อย
จะเปิดตัวว่างั้น?
“ก็ได้นะ แต่วันนี้โรงเรียนฟ้าเลิกเย็นกว่าปกติซะด้วยสิ งั้นพี่จะไปรอแล้วกัน” เขาพิจารณานาฬิกาข้อมือ
เดินทางครึ่งชั่วโมงคงทัน
‘โอเคค่ะ!’ เสียงใสเอ่ยออกมาด้วยความดีใจ
“ครับผม แล้วเจอกันนะครับ” น้ำเสียงอบอุ่นถูกส่งผ่านปลายสาย ราวกับต้องการละลายใจอีกฝ่าย
‘ค่ะ! พี่เองอย่าลืมตั้งใจเรียนด้วยนะ’ เสียงหวานเอ่ยสั่งด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ฮ่าๆ ฟ้าเองก็เหมือนกันนะ” ..ก่อนที่แกจะไม่ได้เรียนอีกต่อไป.. ไซค์คิดกับตัวพร้อมกับรอยยิ้มเหี้ยมและเย้ยหยันที่ปรากฏออกมาบนใบหน้าหล่อเหลา
“ยิ้มบ้าอะไรของนายฮะไซค์ สยองฉิบหาย” เสียงทุ้มคุ้นหูจากด้านข้างทำเอาเขาสะดุ้งเฮือกและหันขวับไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นว่าเป็นวัตร จึงรีบหันกลับมามองหน้าจอโทรศัพท์ตน เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายตัดสายไปแล้ว เขาจึงต้องถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะหันไปแยกเขี้ยวใส่เพื่อนตน
“ได้ยินอะไรบ้าง” ไซค์เอ่ยถามเสียงเขียว วัตรจึงรีบส่ายหน้า
“ไม่ได้ยินโว้ย ก็นายเล่นพูดเสียงเบาขนาดนั้น ใครจะไปได้ยินวะ” เขาตอบตามตรง ต่างจากไซค์ที่หรี่ตามองอย่างจับผิด
“นายไม่ต้องหันมามองอย่างนั้นเลยไซค์ หรือว่านายมีความลับอะไรกับฉันฮะ” วัตรขมวดคิ้ว แต่คำถามของเขา ทำให้ไซค์ต้องนิ่งไป ลมหายใจอุ่นถูกผ่อนออกมา พร้อมกับรอยยิ้มเศร้า ไซค์เงยหน้ามองวัตรที่เปลี่ยนมาจับผิดเขาแทนด้วยความรู้สึกหลากหลาย
“ไร้สาระ ฉันกับนายเคยมีความลับกันด้วยเหรอไง” เขาขบขัน แม้ในใจจะพร่ำขอโทษอีกฝ่ายด้วยความเจ็บปวด
ขอโทษนะวัตร ที่ไม่สามารถบอกเรื่องทุกอย่างให้นายฟังได้ตอนนี้
“นายอย่ามาปิดบังฉันเชียวนะไซค์..” วัตรเชิดหน้าอย่างไม่ชอบใจ ไซค์จึงหลุดหัวเราะ
“ถ้านายคิดอย่างนั้นก็หาไปสิ ว่าฉันปิดบังอะไรไว้ ฮ่าๆ”เขาท้าทายขณะเดินกลับห้องเรียน ทิ้งให้วัตรเดินตามมาด้วยความหงุดหงิด
ถึงนายจะหาไปก็ไม่มีทางเจอเรื่องทุกอย่างหรอกวัตร ความจริงทั้งหมดมันถูกบิดเบือนไปหมดแล้ว..
___________________________________________________________________
สั่งซื้อรูปเล่มได้ที่เพจ พิราบนักฝัน เพนกวินนักฝัน
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #1472 punny-choco (@punny-choco) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 29 สิงหาคม 2560 / 18:28
    เอาจริงก็โล่งใจนะ ที่เห็นพระเอกมีเพื่อนบ้าง ใช้ชีวิตแบบนั้นประสาทเสียตายกันพอดี
    #1472
    0
  2. #1268 noo_parekapoom (@noo-pare) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2559 / 19:57
    วู้วๆๆ จิ้นหนักมาก
    #1268
    0
  3. #51 gokutara (@pigpig808) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2556 / 08:47
    โดนยั่วยุซะแล้ว555
    พยายามเข้าเน้อท่านไรท์ เป็นกำลังให้เน้อ
    อัพหนอ เร่งหนอ สนุกหนอ ยาวๆหนอ
    #51
    0