ข้อควรปฏิบัติ การใช้ไฟฟ้า ก่อนน้ำท่วมและหลังน้ำท่วม
1.เตรียมตัวก่อนน้ำท่วม
1.เคลื่อนย้ายเครื่องใช้ไฟฟ้าไปติดตั้งในจุดที่ปลอดภัย น้ำท่วมไม่ถึงและติดตั้งให้มั่นคงปลอดภัยป้องกันการตกหล่นลงน้ำขณะใช้งาน เช่น พัดลม หม้อหุงข้าวไฟฟ้า เป็นต้น
2.ตัดวงจรไฟฟ้าเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายหนีน้ำได้ ได้แก่ เครื่องปั๊มน้ำ เครื่องซักผ้า โดยการถอดปลั๊กออก กรณีเป็นบ้านสองชั้นและมีสวิตช์แยกแต่ละชั้น หากน้ำกำลังจะท่วมชั้นล่าง ให้ปลดสวิตช์ (เบรกเกอร์เมน) ตัดกระแสไฟฟ้าเฉพาะชั้นล่าง และปลดเบรกเกอร์ย่อยลงให้หมด
3.ยกระดับปลั๊กไฟฟ้า ที่คิดว่าถูกน้ำท่วม ให้สูงขึ้นจากพื้น ประมาน 1-1.2 เมตร หรือถ้าไม่สามารถยกระดับปลั๊กได้ ให้ตัดวงจรไฟฟ้าที่เต้ารับ ที่น้ำท่วมถึงโดยให้ช่างไฟดำเนินการตัดวงจรไฟฟ้า
4.ตัดวงจรไฟฟ้า โคมไฟฟ้าที่รั้วบ้าน โคมที่สนามหญ้า ไฟกริ่ง และเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆที่เดินสายฝังใต้ดิน
5.ติดตั้งเครื่องตัดไฟฟ้ารั่วที่แผงเมนูสวิตซ์
2.ขณะน้ำท่วม
1.ถ้ามีความจำเป็นต้องอาศัยอยู่ในบ้าน ให้ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ชั้นบน โดยให้เจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคหรือช่างไฟฟ้าที่มีความรู้ความเชี่ยว ชาญด้านระบบไฟฟ้าปลดสวิตช์ที่ชั้นล่างให้เพื่อความปลอดภัย ควรปรึกษาเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคหรือช่างไฟฟ้าเพื่อแยกวงจรชั้นบน และชั้นล่าง
2.กรณีบ้านชั้นเดียว ให้งดใช้ไฟฟ้าโดยเด็ดขาด งดใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิด รวมถึงห้ามเปิดปิดสวิตช์ไฟด้านในและด้านนอกอาคารที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะตัวเปียกหรือยืนแช่น้ำ แม้ว่าอุปกรณ์เหล่านั้นอาจอยู่เหนือระดับน้ำ เนื่องจากอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตได้
*** ปลั๊กไฟที่น้ำท่วมห้ามใช้งานเด็ดขาด ***
3.เมื่อยืนอยู่ในน้ำหรือเปียกน้ำ ไม่เปิดสวิตซ์ หรือเสีบปลั๊กอุปกรณ์ไฟฟ้า
4.อุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ย้ายหนีน้ำ ก่อนใช้งาน ต้องจัดให้อยู่ในพื้นที่ที่มั่นคง เพื่อป้องกันการตกหล่นลงน้ำ เช่น ปลั๊กพ่วง พัดลม หม้อหุงข้าวไฟฟ้า เป็นต้น
5.เมื่อพบเห็นสายไฟฟ้าหรืออุปกรณ์ไฟฟ้า แช่อยู่ในน้ำ ห้ามเข้าใกล้หรือจับต้องเด็ดขาด
6.ในกรณีที่ใช้เครื่องสูบน้ำไฟฟ้า สูบน้ำออกจากบ้าน ต้องติดตั้งเครื่องตัดไฟฟ้ารั่วป้องการไฟดูด
7.ควร อยู่ห่างจากเสาไฟฟ้าหรือระบบจำหน่ายในพื้นที่น้ำท่วม รวมทั้งปลั๊กไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ถูกน้ำท่วมอย่างน้อย 1 – 2 เมตร เพื่อความปลอดภัย
8.หาก พบเห็นสายไฟฟ้าขาดหรือเสาไฟฟ้าล้มหรือสายไฟฟ้าขาดแช่น้ำ อย่าเข้าใกล้หรือสัมผัส ให้รีบแจ้งการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคในพื้นที่หรือสายด่วนกฟภ. โทร.1129 เพื่อส่งเจ้าหน้าที่ไปดำเนินการแก้ไข
9. พบผู้ถูกกระแสไฟฟ้าดูด อย่าใช้มือเปล่าแตะต้องตัวผู้ที่ติดอยู่กับกระแสไฟฟ้าหรือตัวนำที่เป็นเหตุ ให้เกิดอันตรายเป็นอันขาด เพื่อป้องกันมิให้ถูกกระแสไฟฟ้าดูดจนได้รับอันตรายไปด้วย
* ใช้วัตถุที่ไม่เป็นสื่อไฟฟ้า เช่น ผ้า ไม้แห้ง เชือกแห้ง สายยางหรือพลาสติกที่แห้งสนิท ถุงมือยางหรือผ้าแห้งพันมือให้หนา แล้วผลักหรือฉุดตัวผู้ประสบอันตรายให้หลุดออกมาโดยเร็ว หรือใช้ผ้าคล้องหรือให้ผู้มีความรู้ด้านไฟฟ้าปลดสวิตช์ จากนั้น ปฐมพยาบาลเบื้องต้นก่อนนำส่งโรงพยาบาล
* หากเป็นสายไฟฟ้าแรงสูง ให้หลีกเลี่ยงและรีบแจ้งการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคในพื้นที่หรือสายด่วน กฟภ. โทร.1129 โดยเร็วที่สุด
* อย่าลงไปในน้ำ กรณีมีกระแสไฟฟ้าอยู่ในบริเวณน้ำท่วมขัง หาวัตถุที่ไม่เป็นสื่อไฟฟ้าเขี่ยสายไฟฟ้าออกให้พ้นหรือแจ้งเจ้าหน้าที่การ ไฟฟ้าส่วนภูมิภาคดำเนินการตัดกระแสไฟฟ้าก่อน จึงค่อยช่วนผู้ประสบอันตราย
*** การช่วยผู้ประสบอันตรายจากไฟฟ้า จำเป็นต้องกระทำด้วยความรวดเร็ว รอบคอบและระมัดระวังเป็นพิเศษ ***
3.การปฏิบัติหลังน้ำท่วม
อุปกรณ์ไฟฟ้าที่แช่น้ำอยู่ ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ก่อนน้ำท่วม เช่น เครื่องซักผ้า เครื่องปั๊มน้ำ เต้ารับ เป็นต้น ก่อนนำมาใช้งานต้องนำไปซ่อมบำรุงรักษาโดยช่างไฟฟ้าผู้ชำนาญเท่านั้น และตรวจสอบ อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า ตามลำดับการตรวจดังนี้
1.แผงเมนสวิตซ์ ดับไฟฟ้าโดยปลดคัทเอ้าท์และปลดฟิวส์ หรือปลดเซอกิตเบรกเกอร์ ก่อนตรวจสภาพสายไฟ คัทเอ้าท์ ฟิวส์ เซอกิตเบรกเกอร์ และสายต่อลงดิน
2.ห้องนั่งเล่น ห้องรับแขก ตรวจสภาพสายไฟฟ้า ไฟฟ้าแสงสว่าง เต้ารับ เต้าเสียบ สายพ่วงอุปกรณ์ เครื่องเสียง วิทยุ โทรทัศน์
3.ห้องครัว ตรวจสภาพสายไฟฟ้า ไฟฟ้าแสงสว่าง เต้ารับ เต้าเสียบ สายอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในครัว
4.ห้องนอน ตรวจสภาพสายไฟฟ้า ไฟฟ้าแสงสว่าง เต้ารับ เต้าเสียบ สวิตซ์
5.ห้องน้ำ ตรวจสภาพสายไฟฟ้า ไฟฟ้าแสงสว่าง เต้ารับ สวิตซ์ เครื่องทำน้ำอุ่นและระบบป้องกันกระแสไฟฟ้ารั่วลงดิน
6.ห้องเก็บของ ตรวจสภาพสายไฟฟ้า ไฟฟ้าแสงสว่าง เต้ารับ สวิตซ์
7.ภายนอกบ้าน ตรวจสภาพสายไฟฟ้า ไฟฟ้าแสงสว่าง เต้ารับ ชนิดป้องกันน้ำ
หลังจากตรวจสอบตามตารางแล้วให้แก้ไขตามเหมาะสม โดยเรียกช่างผู้ชำนาญทางด้านไฟฟ้ามาช่วยเหลือในการแก้ไข ไม่ควรลงมือเองเพราะอาจอันตรายถึงชีวิต
การปฐมพยาบาลเบื้องต้นผู้ถูกกระแสไฟฟ้าดูด
- การช่วยเหลือเบื้องต้น : ควรแยกผู้ประสบเหตุออกจากวงจรไฟฟ้า โดย
ปลดสวิตช์ที่จ่ายไฟ เช่น คัทเอาท์ เต้าเสียบออก หรือ
จากนั้น เรียกและเขย่าตัวผู้ป่วยเพื่อดูว่าหมดสติหรือไม่และจัดผู้ป่วยให้นอนราบหงายบนพื้นแข็ง
* ถ้าหยุดหายใจ ต้องเป่าปาก *
ตรวจดูว่าผู้ป่วยยังหายใจอยู่หรือไม่และหากไม่หายใจ ให้ใช้มือกดหน้าผากผู้ป่วยให้แหงนขึ้นและใช้มืออีกข้างหนึ่งดันคางผู้ป่วยขึ้น
ให้เอานิ้วชี้กับนิ้วหัวแม่มือบีบจมูกผู้ป่วยให้แน่น แล้วเป่าลม หายใจเข้าปอดผู้ป่วยเต็มที่ 2 ครั้ง แล้วปล่อยให้ลมออก
* ถ้าหัวใจหยุดเต้น ต้องนวดหัวใจ *
ตรวจการเต้นของหัวใจผู้ป่วย โดยการคลำชีพจรที่คอหรือที่ข้อมือของผู้ป่วยประมาณ 5 วินาที แล้วก็ใช้ 2 นิ้ววางเหนือตำแหน่งลิ้นปี่ วางส้นมือถัดจากตำแหน่งนิ้วทั้งสอง
ประสานมือซ้อนกัน แล้วโน้มตัวเข้าหาผู้ป่วย เหยียดแขนทั้งสองข้างให้ตรงแล้วกดให้ตรงตำแหน่ง อัตราการนวดหัวใจ 30 ครั้ง ต่อ การเป่าปาก 2 ครั้ง
credit ; ขอขอบคุณข้อมูลจากการไฟฟ้านครหลวง
ความคิดเห็น