赤司のお誕生日のプレゼントは何かいいかなぁ(HBD Akashi){อาคาฟุริ}

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 995 Views

  • 1 Comments

  • 51 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    9

    Overall
    995

แนะนำเรื่องแบบย่อๆ

อะไรนะ อีกไม่กี่วันจะวันเกิดเซย์แล้วอย่างนั้นเหรอ...<br /> แล้วฉันจะให้อะไรเป็นของขวัญวันเกิดเซย์ดีล่ะเนี่ย!!!


ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

ภาคต่อของวันเกิดของฟุริฮาตะโคคิ君と出会える日(The Day That I Met You)

ผม...ฟุริฮาตะ โคคิ ตั้งแต่กลับจากทริปวันเกิดผมก็ยังรู้สึกผวาไม่หายเลยล่ะ อยู่ๆก็ต้องเสียจูบให้กับคนที่เพิ่งเจอกันแบบนั้นเป็นใครใครจะไม่ช็อกล่ะ อีกอย่าง!!ทั้งๆที่ไม่ได้จูบกับผู้หญิงแต่กลับไม่รู้สึกรังเกียจเลยสักนิด นายเป็นบ้าอะไรของนายเนี่ย ฟุริเอ้ย 

เรื่องในตอนนี้ อัพเดท 20 ธ.ค. 59 / 00:00

บันทึกเป็น Favorite


              

赤司のお誕生日のプレゼントは何かいいかなぁ



  เดือน11วันที่10

ผม...ฟุริฮาตะ โคคิ ตั้งแต่กลับจากทริปวันเกิดผมก็ยังรู้สึกผวาไม่หายเลยล่ะ อยู่ๆก็ต้องเสียจูบให้กับคนที่เพิ่งเจอกันแบบนั้นเป็นใครใครจะไม่ช็อกล่ะ อีกอย่าง!!ทั้งๆที่ไม่ได้จูบกับผู้หญิงแต่กลับไม่รู้สึกรังเกียจเลยสักนิด นายเป็นบ้าอะไรของนายเนี่ย ฟุริเอ้ย

นั่นสิ ผมคงจะเป็นบ้าไปแล้วแน่ๆที่เอาแต่คิดถึงตัวคนกับรอยจูบที่ยังคงไม่เลือนหายไปจากใจสักที แหมแต่คนระดับนั้นจะมาสนใจอะไรในตัวผมได้ล่ะ เขาอาจจะแค่หยอกเล่นเฉยๆก็ได้นี่นา

เอาเถอะลืมๆมันไปซะ ยังไงก็คงไม่ค่อยได้เจอกันอยู่แล้ว

 

เดือน11วันที่18

ทั้งๆที่คิดไว้แล้วแท้ๆว่าคงจะไม่ได้เจอคนคนนั้นหรอก...ทำม๊าย ทำไม ท่านหัวหน้าที่เคารพ(ไม่รัก)จะต้องอยากได้ต้นฉบับของคิเสะซังด้วย(คนคนนี้น่ะเป็นคนที่ผมกำลังตามงานอยู่ เป็นทั้งนักร้องและนักแต่งนิยายที่มีชื่อเสียง แต่แฟนคลับกลับไม่รู้เลยสักนิดว่านักร้องคนนี้มีอาชีพเสริมเป็นนักแต่งนิยาย)กลับเข้าเรื่องๆ หลังจากที่ผมได้ยินคำสั่งอันเอาแต่ใจนั้นเอง...

เสียงรอสายที่ได้ยินไม่ต่ำกว่าห้ารอบทำให้น้ำตาจะไหล ไม่ว่าจะโทรไปหากี่ครั้งก็ไม่มีคนรับสายเลย ทำให้ผมต้องเดินทางไปที่บริษัทของคิเสะซังอีกครั้ง ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไปก็ดันพบกับบุคคลที่ไม่อยากเจอที่สุด เหมือนเขาจะรู้ว่าผมจะมาเลยทำไมกันนะ

“ไงโคคิ”น้ำเสียงทุ้มนุ่มที่เรียกชื่ออย่างสนิทสนม กับรอยยิ้มที่ทำให้ใจแทบละลาย อ๊า ทั้งๆที่อายุน่าจะพอๆกันแท้ๆแต่ทำไมมันกลับต่างแบบนี้นะ ผมรู้สึกเขินเกินกว่าจะพูดอะไรออกไปได้จึงแค่ส่งยิ้มให้พร้อมกับโค้งให้เท่านั้น ก็จะทำตัวเนียนค่อยๆเดินหลบเลี่ยงเขาไปยังลิฟต์ แต่มีหรือที่คนอย่างเขาจะทำได้ เมื่อเจ้าของเรือนผมสีแดงเพลิงนั้นเดินตามเขามาด้วยจนกระทั่งถึงห้องของคิเสะอีกเช่นเคย

ทำไมต้องเดินตามมาด้วย มันเสียวสันหลังนะรู้ไหม ฮือออ

หมับ ข้อมือของเขาถูกคว้าเอาไว้ โดยคนที่เดินตามมานั่นแหละ ผมตกใจมากที่อยู่ๆก็โดนเขาคว้าเอาไว้ ภาพของผมที่สะท้อนผ่านนัยน์ตาคู่นั้นคงจะกำลังสั่นอยู่เป็นแน่

“เรียวตะตอนนี้ไม่อยู่ที่ตึกหรอกนะ”

เอ๋!!! วันนี้วันทำงานไม่ใช่เหรอ...

สภาพหน้าของผมตอนนี้มันคงตลกมากแน่ๆเพราะอาคาชิเองยังแอบหลุดหัวเราะออกมาเลย

“อ่า ถ้าไม่อยู่งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ ขอโทษที่มารบกวนครับ”ผมโค้งให้เขาไปอีกที ในใจนี่อยากจะเดินออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด ในเวลาแบบนี้คิเสะซังจะไปอยู่ที่ไหนได้นะ แต่!! ยังไม่ทันจะได้ก้าวไปไหนเพราะว่ามือหนาของคนที่จับมือผมเอาไว้ยังไม่ยอมปล่อยตัวผมก็ถูกลากไปตามแรงดึงของเขาเสียแล้ว

ปล่อยผมไปเถอะ ผมไม่น่าสนใจเลยสักนิด

“ไหนๆก็มาแล้ว นี่ก็ใกล้เวลาพักแล้ว ดังนั้นไปทานข้าวด้วยกันเถอะ”ไม่ใช่คำถามเพื่อให้ตอบรับแต่มันคือคำสั่งที่ต้องปฏิบัติตาม  และใบหน้านั้นก็ค่อยๆโน้มมาใกล้ๆใบหูของผม “ได้ผมไปแล้วไม่ดูแลแบบนี้ น่าน้อยใจนะ”น้ำเสียงในประโยคหลังไม่ได้เป็นไปตามที่พูดเลยสักนิด เจ้าตัวพูดออกมาด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย แต่กลับทำให้ผมรู้สึกแปลกๆ

น่าน้อยใจอะไรฟร่ะ!! ได้ผมไปแล้วคืออะไร ไม่ใช่อย่างนั้นสักหน่อย คนที่อยู่ๆก็ยัดเยียดตัวเองให้คนอื่นแบบนี้น่ะมีที่ไหนในโลกฮะ!

บ้าๆๆ อ๊า แล้วน้ำเสียงนั่นน่ะ โอ๊ย ทำไมผมต้องใจเต้นด้วยเนี่ย!!

สุดท้ายวันนั้นก็โดนลากไปนู่นมานี่จนกระทั่งลืมเลือนเรื่องราวของคิเสะไป แต่กลับใจเต้นกับอีกฝ่ายที่เป็นผู้ชายเหมือนกันขึ้นมา

 

เดือน11วันที่25

สวัสดีวันหยุด วันหยุดที่เฝ้ารอ วันหยุดที่ใฝ่หา~ วันนี้แหละจะไปทำตามสิ่งที่ปรารถนาให้ได้สักที นั่นก็คือ!!การนั่งรถไฟไปทัวร์ฮอกไกโดยังไงล่ะ อุตส่าห์เก็บตั้งมาตั้งนานเพื่อทริปนี้เลยนะเนี่ย หวังว่าเหตุการณ์ไม่คาดฝันคงจะไม่เกิดขึ้นหรอกนะ ผมยิ้มให้กับตัวเองพลางมองกระเป๋าเสื้อที่เตรียมพร้อมเอาไว้แล้ว เหลือก็แต่ไปขึ้นรถไฟเพื่อเริ่มต้นทริปนี้เท่านั้นเอง

ผู้คนมากมายที่เดินขวักไขว่กัน บางคนก็เอาแต่ก้มมองจอสมาร์ตโฟนในมือไม่ยอมมองทางจนเกือบจะทำให้ชนคนอื่นล้มอยู่หลายครั้งแต่เจ้าตัวก็ยังคงไม่ยอมมองสิ่งรอบข้าง บางคนก็เอาแต่คุยโทรศัพท์ไม่ยอมสนใจผู้คนที่มาด้วยกัน

ผมสังเกตผู้คนไปพลางรอเวลาที่จะขึ้นรถไฟไปพลางเพราะว่ามาเร็วก่อนเวลาไปเกือบชั่วโมงทำให้ต้องมานั่งรอที่สถานี แต่ก็ไม่ได้รู้สึกไม่ดียังไง เพราะว่าการสังเกตผู้คนที่กำลังสัญจรไปมานั้นก็ให้ความรู้สึกสนุกดี ด้วยอิริยาบถท่าทางของแต่ละคนที่แตกต่างกันทำให้เขาจินตนาการถึงเรื่องราวของแต่ละคนได้หลากหลาย ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องที่เขามักจะชอบทำอยู่ ฉับพลันเรือนผมสีแดงเพลิงของคนคนนั้นก็ลอยแวบเข้ามาในหัวของผม

ทั้งๆที่จากวันที่โดนมัดมือชกไปด้วยกันล่าสุดนั้นมันก็ผ่านมาตั้งหลายวันแล้วแท้ๆ ทำไมถึงได้คิดถึงขึ้นมาอีกแล้วเนี่ย

ไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อย ฟุริเอ้ย

ผมยกมือขยี้หัวตัวเองเพื่อยุติความคิดฟุ้งซ่านนั้น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นและเลื่อนมือที่ขยี้หัวตัวเองเมื่อกี้ลงมาปิดตาทั้งสองข้าง

“ที่นั่งตรงนี้ยังว่างอยู่ใช่ไหม”

“ว่างครับ”ผมตอบเขาไปแต่ยังไม่ยอมยกมือออกจากดวงตาของตนเอง น้ำเสียงของอีกฝ่ายนั้นช่างให้ความรู้สึกคุ้นเคยเหมือนเคยฟังมาก่อนแต่ผมก็ยังคงไม่คิดที่จะใส่ใจ เพราะว่าคนที่กำลังมีอิทธิพลกับความคิดของผมอยู่นั้นยังไม่ยอมลอยออกจากสมองของผมสักที

“ปวดหัวอย่างนั้นหรือครับ”น้ำเสียงที่ยิ่งฟังยิ่งคุ้นน้ำทำให้ผมเอามือที่ปิดตาเอาไว้ออกพร้อมกับจ้องมองไปที่คนถามอย่างเสียมารยาท...ล่ะมั้ง นัยน์ตาสีคาราเมลคู่นั้นเบิกกว้างด้วยความตกใจ

“อะ...อะ...อาคาชิ!!!”ผมติดอ่างกะทันหัน ทำไมคนที่ไม่อยากเจอที่สุดตอนนี้ดันมาอยู่ที่นี่ได้เนี่ย “ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้”ผมพลั้งปากถามออกไปด้วยความตกใจ ในเมื่อคนที่กำลังคิดถึงอยู่ดันมานั่งอย่าข้างๆได้

“อืม ตารางการทำงานของโคคิน่ะ ตรวจสอบได้ง่ายมากเลยนะ”

จบแค่คำพูดนั้นผมก็รู้แล้วว่าเขาตามผมมาได้ยังไง นายมันโรคจิตใช่ไหม ทำไมต้องตามมารังควาญฉันด้วย อุตส่าห์พยายามไม่คิดถึงแล้วนะ(ถึงจะทำไม่ได้ก็เถอะ)ใครใช้ให้นายมาจูบฉันกันล่ะ

“มีธุระอะไรกับฉันอย่างนั้นเหรอ อ๊ะ! ขอโทษนะได้เวลาแล้วน่ะ”ผมรีบไปงั้นแหละ ตอนนี้ขอแค่หนีจากคนตรงหน้าได้ก่อนเท่านั้นก็พอแล้ว

หมับ

ข้อมือของผมถูกคว้าเอาไว้ได้ก่อนที่ผมจะถูกลากโดยผู้ชายคนเดิมอีกครั้ง ผมโดนลากไปยังสถานที่ที่เป็นจุดหมายของผมนั่นก็คือรถไฟคันที่ผมจองเอาไว้ แต่คนลากกลับลากผมไปยังโบกี้อื่นที่ไม่ใช่โบกี้ที่ผมจองเอาไว้

นี่นายเป็นจอมบงการชีวิตของฉันหรือไง อาคาชิ เซย์จูโร่ หวั่นไหวนะโว้ย!!!

ตุบ

ตัวของผมถูกเขากดให้นั่งบนโซฟาหรูก่อนที่คนกระทำจะนั่งลงข้างๆ

“หวังว่าจะเป็นทริปที่สนุกสำหรับเราสองคนนะ โคคิ”

 สนุกบ้าบออะไรกัน ฉันกะจะมาเที่ยวคนเดียวอย่างสบายใจแท้ๆ นายยังจะตามมาหว่านเสน่ห์ใส่ฉันอีก ฮืออออ

 

ในที่สุดการเดินทางอันยาวนานในความคิดของผมก็จบลงสักที แม้ว่าจะเป็นเวลาเพียงแค่สี่ชั่วโมงก็เถอะแต่เมื่อต้องนั่งอยู่กับใครอีกคนแล้วมันทำให้เวลาที่กำลังเดินผ่านเนี่ยช้าลงไปยังไงก็ไม่รู้ ผมก้าวเดินลงมามาจากรถไฟพร้อมกับท่านประธานแห่งบริษัทอาคาชิกรุ๊ป ระหว่างทางนั้นก็แอบเห็น...ไม่สิเห็นสาวๆทั้งหลายเอาแต่จ้องมองใบหน้าอันหล่อเหลาของคนข้างๆ

ชิ เจ้าคนหล่อเอ้ย อิจฉานะเว้ย ฮึ่ย

ถึงจะถูกมองแค่ไหนแต่คนข้างๆผมก็ไม่สะทกสะท้านเลยสักนิด สงสัยคงเจอเหตุการณ์แบบนี้จนชินล่ะมั้ง ผมกระชับเป้ที่สะพายพร้อมแล้วจึงล้วงเอาหนังสือไกด์นำเที่ยวออกมาดูว่าจากที่นี่จะไปสถานที่พักยังไง ถึงจะอ่านๆมาบ้างแล้วก็เถอะแต่เพื่อความชัวร์ ยังไม่ทันจะได้เปิดอ่านดีข้อมือของผมก็ถูกคนเผด็จการคว้าเอาไว้แล้วลากไปอีกแล้ว

“อะ...อา อาคาชิ จะไปไหนกัน”

“โคคิกำลังหาวิธีไปที่พักอยู่ไม่ใช่หรือ”น้ำเสียงนั้นตอบกลับมา มือหนายังไม่ยอมปล่อยออกจากข้อมือของผมในขณะที่สองขาก้าวเดินไปเรื่อยๆจนไปถึงรถคันหนึ่งที่เปิดประตูจอดรอเอาไว้อยู่

“เดี๋ยวสิ ฉัน...”ยังไม่ทันได้พูดจบริมฝีปากของผมก็โดนฝ่ามือนั้นปิดเอาไว้ซะก่อน กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆจากฝ่ามือทำให้ผมรู้สึกเคลิ้มซะงั้น อาคาชิยิ้มออกมาเมื่อเห็นว่าคนที่กำลังจะพยศเมื่อกี้ค่อยๆโอนอ่อนผ่อนลงให้เขา

ร่างของผมถูกดันเข้าไปในรถคันนั้นอย่างง่ายดายโดยไม่มีการขัดขืนสักนิด

อ่า ทำไมถึงได้รู้สึกว่าชอบน้ำหอมกลิ่นนั้นไปได้นะ

อาคาชินายกำลังทำอะไรกับฉันกันแน่เนี่ย!!

ตรงหน้าคือโรงแรมในเครืออาคาชิ...ผมอยากจะบอกเหลือเกินว่าอย่างผมคงไม่มีปัญญาจองโรงแรมนี้หรอก หึ แล้วทำไมถึงมาอยู่ตรงนี้ได้น่ะเหรอ นั่นก็เพราะอิทธิพลของคนข้างๆยังไงล่ะ เป็นสิ่งที่ไม่อยากได้เลยสักนิด ไม่ได้ใช้เงินของตัวเองจะมีความหมายอะไรล่ะ แต่ถึงจะห้ามหรือแย้งยังไงก็คงไม่มีใครขัดอาคาชิ เซย์จูโร่คนนี้ได้

ขนาดของห้องที่เข้าพัก...ยังกว้างกว่าห้องนอนของผมซะอีกนะ ฮ่าๆๆ

บนชั้นสูงสุดนี้ก็ยังเห็นวิวอันสวยงามของที่นี่ได้แบบไม่มีอะไรปิดบังอีก นายจะสุดยอดเกินไปแล้วนะ อาคาชิ

เดี๋ยวนะ!! อย่างนี้แผนการที่ฉันวางเอาไว้มันก็ล่มน่ะเซ่!!

 

เดือน11วันที่26

จะหดหู่ไปก็คงจะไม่ช่วยอะไร ในเมื่อแผนการในวันแรกนั้นล่มไปแล้วก็ยังเหลืออีกสองวัน ยังไงก็ต้องทำตามแผนให้ได้เลยคอยดูสิ

ผมรีบตื่นตั้งแต่แสงอาทิตย์ยังไม่ส่องฟ้า แล้วทำทุกอย่างให้เงียบที่สุดเพื่อที่จะย่องออกจากห้องไปคนเดียว เรื่องอะไรจะยอมให้ทริปในฝันต้องพังทลายลงอีกครั้งอย่างแน่นอน

ขอโทษจริงๆนะ อาคาชิ

ผมกล่าวเงียบๆภายในใจก่อนจะปิดประตูห้องนอนของตัวเองลงอย่างแผ่วเบา นัยน์ตาจ้องไปยังบานประตูห้องของเจ้าของโรงแรมที่คิดว่าคงจะกำลังหลับสบายอยู่ภายในห้องแน่ๆ

“จะไปไหนอย่างนั้นหรือ โคคิ”น้ำเสียงนิ่งๆเรียบๆไม่แสดงอารมณ์อะไรเอ่ยถามขึ้นพร้อมกับไฟทั้งห้องที่ส่องสว่าง ทำให้ผมเหงื่อตกไม่คิดว่าอาคาชินั้นจะตื่นมารออยู่ก่อนแล้ว

เอาไงดี จะตอบยังไงดีเนี่ย ฮืออออ

“แหะๆ คือว่า จะออกไปเดินเล่นน่ะ”ผมทำใจตอบเลี่ยงๆไปก่อน

“โกหกไม่เก่งเลยนะ ไม่อยากไปเที่ยวกับผมขนาดนั้นเลยเหรอ”

“มะ...ไม่ใช่ ไม่ใช่อย่างนั้นนะ อาคาชิ...”

“เซย์ เรียกผมว่าเซย์”เจอกันทีไรผมก็เรียกแต่อาคาชินี่นา จะให้เรียกว่าเซย์อย่างสนิทสนมแบบนั้นมัน เขินนะ

เขินบ้าอะไรเนี่ย!

“ซะ...เซย์”โอ๊ยยยย เรียกแล้วก็อายปากชะมัดเลยอะ นี่แค่เรียกชื่อเองนะ นายจะเขินทำไมเนี่ยฟุริ พอเรียกไปแล้วก็แอบเห็นคนถูกเรียกยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจก่อนที่รอยยิ้มนั้นจะหายไปอย่างรวดเร็ว

จะยิ้มก็ยิ้มดีๆสิ

“กำลังจะหนีผมออกไปอย่างนั้นสินะ”ผมอ้าปากค้างตกใจชนิดที่ไม่รู้จะหาคำพูดไหนมาแก้ตัวได้เลยจริงๆก็มันเป็นเรื่องจริงนี่นา ผมค่อยพยักหน้ารับ

“ชะ...ใช่ ซะ...เซย์อย่าเข้าใจผิดนะ คือ ฉันไม่ได้ไม่อยากไปเที่ยวกับเซย์นะ แต่ว่า...”

จะพูดไปดีไหมเนี่ย

พอเงยหน้าขึ้นไปสบกับนัยน์ตาคู่นั้นแล้วก็ทำให้ต้องจำใจพูดความจริงออกไป

                “คือ ฉันไม่อยากรบกวนเงินของเซย์นี่นา เจอกันทีไรเซย์ก็เอาแต่เลี้ยงฉันตลอดเลย...ฉันอยากใช้เงินที่ฉันหามาเองมากกว่าเงินของคนที่เพิ่งรู้จักกันนะ คือมันเกรงใจน่ะ”

 ในที่สุด...ในที่สุดก็ได้พูดออกไปสักที รู้สึกโล่งจริงๆ

ผมแอบลอบมองใบหน้าของคนฟังอีกครั้ง นัยน์ต่างสีคู่นั้นฉายแววความแปลกใจออกมาอย่างเก็บไม่มิด ในที่สุดเจ้าตัวก็ส่งยิ้มออกมาให้กับผม รอยยิ้มอันสว่างไสว กระแทกใจของผมอย่างแรงเลยอ๊า~

“ไม่ใช้เงินของผม แค่นั้นก็พอสินะ งั้นไปกันเถอะ”

ทำไมถึงได้ยอมได้ง่ายๆอย่างนี้ละเฮ้ย!

แผนหนีเที่ยวคนเดียว...ล่ม...ฮะๆๆ

สุดท้ายก็ต้องออกมากับอาคาชิจนได้นะ ถึงจะบอกว่าไม่อยากใช้เงินของอาคาชิก็เถอะ...แต่เจ้าตัวดันจองกำหนดการของวันนี้เอาไว้หมดแล้วเนี่ยสิ จะยกเลิกก็คงเสียเงินเปล่าสุดท้ายผมก็เลยต้องยอมตามใจคนข้างๆจนได้ เฮ้อ...เป็นคนที่เดายากจังเลยนะ

ที่แรกของวันนี้ผมถูกพามาขึ้นเรือที่สามารถตัดธารน้ำแข็งได้ จริงๆแล้วเรือพวกนี้มันเปิดให้บริการเดือนมกราไม่ใช่หรือไงนะ...

ช่างเถอะอะไรที่ว่านั่นถ้าเป็นอาคาชิคงทำได้ทั้งนั้นแหละมั้ง กะมาแค่ฝึกเล่นสกีแล้วก็หาอะไรกินแท้ๆ

ภาพของแสงดวงตะวันที่ค่อยๆโผล่พ้นขอบฟ้า ท่ามกลางประกายแสงระยิบระยับจากท้องทะเล แสงแรกของวันใหม่เมื่อได้มองแล้วช่างให้ความรู้สึกอบอุ่นและอ่อนโยน

ถ้ามากับแฟนคงจะโรแมนติคน่าดูเลยนะ คิดพลางหันไปมองคนข้างๆแล้วก็ต้องหน้าแดงขึ้นมา โชคดีที่แสงของดวงตะวันนั้นเป็นสีคล้ายๆกันทำให้คนข้างๆคงไม่สังเกตเห็น

คิดอะไรของนายเนี่ยฟุริ 

ได้ผมเป็นของขวัญวันเกิดแล้ว...อย่าลืมดูแลให้ดีนะ...อ๊ากกก ไอ้ประโยคบ้าๆนี่จะลอยเข้ามาทำไม

หมับ

อยู่ๆคนข้างๆก็เอื้อมมือมาจับที่ใบหน้าของผมเอาไว้ นัยน์ตาคู่นั้นจ้องมองมายิ่งทำให้ผมรู้สึกเขิน เขินจนแทบละลายเมื่อจ้องตอบกลับไปแล้วเห็นภาพตัวเอง จนต้องเบือนหน้าหนีแต่มือของอาคาชินั้นยังไม่ยอมปล่อยให้ใบหน้าของผมเป็นอิสระเสียที มือแกร่งรั้งใบหน้าของผมให้หันไปสบตาอีกครั้ง รู้ตัวอีกทีริมฝีปากคู่นั้นก็ทาบทับลงมาแล้ว นัยน์ตาเบิกกว้างด้วยความตกใจที่อยู่ๆก็โดนขโมยจูบ มือสองข้างที่กำลังจะผลักคนตรงหน้าออกไปชะงักข้างอยู่อย่างนั้น เมื่อเรียวลิ้นของอีกฝ่ายสอดแทรกเข้ามาในโพรงปาก เป็นอีกครั้งที่ไม่สามารถต่อต้านรสจูบของอีกฝ่ายได้ มือสองข้างค่อยๆโอบล้อมรอบคอของอีกฝ่ายเอาไว้ จูบที่ตอบกลับไปนั้นก็ยังไงไม่ประสีประสาเหมือนเดิม รสสัมผัสอันหวานล้ำกระจายไปทั่วโพรงปาก ผมครางออกมาเบาๆด้วยความพึงพอใจ วงแขนแข็งแกร่งของอีกฝ่ายที่กำลังโอบรั้งผมเอาไว้ให้ความรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย หลังจากถอนริมฝีปากออกไปแล้วทำให้ผมเผลอซุกหน้าเข้ากับแผ่นอกของอีกฝ่าย

“อ๊ะ หว้า ขอโทษนะอาคา...เซย์”ผมรีบเปลี่ยนสรรพนามที่เรียกไปทันทีพร้อมกับดันตัวเองออกจากอ้อมแขนนั้น ใบหน้าคงจะแดงก่ำเอามากๆ

นั่นน่ะ...อาจจะเป็นเพราะว่า ยังโหยหาความอบอุ่นจากใครสักคนอยู่ล่ะมั้ง

ก็แยกออกมาอยู่คนเดียวตั้งนานแล้วนี่นา

พอโดนทำแบบนี้เข้าฉันก็ใจเต้นเหมือนกันนะ ถึงอีกฝ่ายจะเป็นผู้ชายก็เถอะ

และก็จบลงด้วยการที่เราขึ้นไปกินมื้อเช้าด้วยกันบนดาดฟ้าของเรือ จุดที่สามารถมองเห็นวิวทะเลที่มีธารน้ำแข็งลอยเอื่อยๆ พร้อมกับประกายแสงอาทิตย์ยามเช้า

สุดท้ายผมก็ไม่ได้ใช้เงินที่อุตส่าห์เก็บสะสมมา...เฮ้ออออ

จบมื้อเช้าอันแสนโรแมนติค? ผมก็ยังถูกเขาลากไปไหนต่อไหนโดยไม่สนใจฟังเสียงทักท้วงของผมเลยแม้แต่น้อย อาคาชิมีวิธีโน้มน้าวผมเสมอ และก็มีวิธีที่ทำให้ผมยอมไปกับเขาโดยที่เขาเองก็เป็นคนออกค่าสถานที่และค่าอื่นๆให้ผม...

ควรจะดีใจไหมเนี่ย เหมือนเป็นเด็กป๋าเลย ฮ่าๆๆ

ป๋าขา...ฮ่าๆๆๆ แค่คิดว่าตัวเองจะพูดแบบนั้นออกไปก็ฮาแล้ว

 

รู้ตัวอีกทีก็เย็นมากเสียแล้ว เวลานี่ก็ผ่านไปเร็วเหมือนกันนะเนี่ย

“เซย์ ฉันไปอาบน้ำก่อนนะ”ผมหอบข้าวของเดินออกจากห้องไป เพราะว่าที่ๆผมจะไปน่ะ...คือบ่อออนเซ็นของโรงแรมนี้ไงล่ะ ไหนๆก็อุตส่าห์ได้มาพักแล้ว ก็ขอใช้บริการให้มันสุดๆไปเลยล่ะกัน อาคาชิพยักหน้าให้ผมนัยน์ตาคู่นั้นเป็นประกายด้วยความเจ้าเล่ห์แต่ผมก็ไม่สนใจมากเท่าไหร่นัก เพราะวันนี้รู้สึกเหนื่อยจากการโดนลาก?ไม่สิลากคนข้างๆไปนู่นมานี่ทั้งวันจึงอยากจะแช่น้ำให้หายเหนื่อยแล้วรีบกลับขึ้นมานอนสักที

ปล.อาคาชิ ไม่สิ เซย์เองก็มีมุมน่ารักๆเยอะแยะเหมือนกันนะเนี่ย แสดงมันออกมาให้เห็นเยอะๆหน่อยสิ ภายใต้หน้ากากอันเย็นชาที่สร้างขึ้นมาเพื่อปกปิดความอ่อนแอของตนเองนั้นน่ะ ไม่น่าเชื่อว่าจะมีมุมของเด็กที่เอาแต่ใจและก็ขาดความอบอุ่นอยู่...นั่นน่ะ...น่ารักเหมือนกันนะ...แต่ว่าเมื่อไหร่เซย์จะเลิกหยอกผมเล่นๆแบบนี้สักทีนะ เจอแบบนี้มากๆเข้าเป็นใครจะไม่หวั่นไหวกัน

ผมก้าวลงไปในบ่อที่ไม่มีใครอยู่เลยเพราะว่าเวลาแบบนี้ใครต่อใครเองก็คงจะพักผ่อนซุกผ้าห่มอุ่นๆอยู่ภายในห้องของตัวเองแล้ว

“อา รู้สึกดีจังเลยนะ”

“นั่นสินะ”เสียงอันคุ้นเคยดังขึ้นข้างหูของผม ผมหันขวับไปทันทีก็พบกับบุคคลที่อยู่ด้วยกันมาทั้งวัน อาคาชิ เซย์จูโร่ นะ...นายมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงเนี่ย!!!ทำไมฉันไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยล่ะ หรือว่าเพราะมัวแต่คิดฟุ้งซ่านอยู่ล่ะเนี่ย

“อะ...”จะขอตัวขึ้นไปเลยมันก็..เพิ่งลงมาแช่เอง แต่ก็ไม่อยากอยู่กับเซย์ในสภาพนี้นี่นา...ฮือ แล้วดูนั่นสิ กล้ามเนื้อเรียงตัวเป็นลอนอย่างสวยนั่นมันอะไรกัน หันมามองของตัวเองที่พอจะมีแต่ก็หยุ่นๆไปบ้างเพราะไม่ค่อยได้ออกกำลังกายแล้วก็รู้สึกอิจฉาขึ้นมา

“ไม่ต้องอิจฉาหรอกนะโคคิ แค่นี้...ก็เพียงพอสำหรับผมแล้วล่ะ”ผมสะดุ้งโหยงเมื่อโดนคนที่อยู่ใกล้เอื้อมมือมาลูบไล้แผ่นท้องของตัวเอง เขยิบกายถอยหนีไปจนชิดติดริมขอบบ่อ

พูดเฉยๆก็ได้นะ จะจับจริงทำไมเนี่ย มันสยิวนะรู้ไหม

“อะ เอ่อ คือ...”ผมไม่รู้จะพูดอะไรออกไปดีที่อยู่ๆก็โดนลวนลาม? จะมองหน้ายังไม่กล้าเลยได้แต่ก้มหน้าจ้องมองผิวน้ำที่สะท้อนภาพของคนสองคน เงาของอาคาชิค่อยเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดเราก็อยู่ใกล้จนรับรู้ได้ถึงอุณหภูมิของร่างกายของกันและกัน!!!

นัยน์ตาสีคาราเมลเบิกกว้างด้วยความตกใจ จะไม่ตกใจได้ยังในเมื่อโดนกอดทั้งๆที่มีเพียงผ้าขนหนูสองผืนที่ปิดกั้นระหว่างเราเอาไว้ แถมแผ่นอกยังเปลือยเปล่าด้วยกันทั้งคู่อีก

“ซะ...เซย์”ใบหน้าของผมร้อนผ่าวจนแทบจะระเบิดออกมาอยู่แล้ว

“โคคิ”น้ำเสียงที่เรียกชื่อของผมนั้นก็แตกต่างไปจากเดิม ผมอาจจะรู้สึกไปเองแต่...มันก็ทำให้หัวใจของผมเกิดอาการเต้นแปลกๆ ผมก้มหน้ายังไม่ยอมเงยหน้าคนที่กอดผมเอาไว้ ใบหน้าของผมจะต้องแดงมากแน่ๆ สัมผัสอุ่นร้อนจากวงแขนที่กำลังโอบล้อมรอบเอวของผมเอาไว้ทำให้ผมแทบจะละลายอยู่ในอ้อมแขนนั้นอยู่ๆก็หมดแรงยืนเอาดื้อๆ ทำให้คนที่กอดผมเอาไว้ต้องกระชับอ้อมแขนกอดผมให้แน่มากขึ้น

“โคคิ”อาคาชิเรียกชื่อของผมอีกครั้ง ผมพยายามรวบรวมสมาธิตั้งใจฟังว่าอาคาชิกำลังจะพูดอะไรกันแน่ ซึ่งมันก็ยากเย็นเหลือเกิน เมื่อฝ่ามือข้างที่ถนัดของอีกฝ่ายค่อยลูบไล้แผ่นหลังของผม นอกจากจะสยิวแล้วยังรู้สึกเสียวแปลกๆ “โคคิไม่ชอบที่ได้เป็นเจ้าของผมยังงั้นเหรอ”พูดไปมือข้างนั้นก็ยังคงลูบไล้เรือนกายของผมไปด้วย หยุดลูบก่อนได้ไหมเล่า มันทำให้ผมคิดอะไรไม่ออก ประโยคในวันเกิดของผมล่องลอยเข้ามาในหัว ทั้งๆที่คิดว่าอาคาชิล้อเล่น แต่เหตุการณ์ที่อยู่ตรงหน้าดูเหมือนจะไม่เป็นอย่างที่ผมคิด เมื่ออาคาชิยังคงพูดต่อไปเรื่อยๆ “ผมยังไม่เคยรู้สึกกับใครรุนแรงเท่านี้เลยนะ...อยากเป็นเจ้าของ อยากครอบครอง โคคิน่ะ...เป็นของผมคนเดียว”อาคาชิดันใช้สองมือดันไหล่ของผมออกเบาๆแล้วใช้มือข้างที่ถนัดเชยคางของผมขึ้นมาสบตา

นันย์ตาต่างสีคู่นั้นสะท้อนภาพทั้งหมดของผมอย่างไม่คิดจะปิดบัง หนะ...ไหนใครบอกว่าอาคาชิเป็นพวกเก็บอารมณ์เก่งยังไงล่ะ ใครหน้าไหนบอกมาแบบนั้นกัน ผมล่ะอยากจะเอาระเบิดไปปาบ้านจริงๆ ความรู้สึกที่รับรู้ได้จากคนตรงหน้าของผมทำเอาผมใจเต้นรัวจนแทบจะระเบิดอยู่แล้ว ใบหน้าเห่อร้อนใบด้วยความอาย อยากจะหลบตาแต่ก็ทำไม่ได้เมื่อนัยน์ตาคู่นั้นราวกับมีมนต์สะกดไม่สามารถละไปจากสายตาคู่นั้นได้เลย คำพูดติดอยู่ที่ลำคอ “ผมเป็นของคุณแล้ว...เอาใจใส่หน่อยสิ...”

อ๊ากกก คำตัดพ้อนั่นคืออะไร ผมรีบเอามือไปปิดปากของคนที่กำลังจะพูดต่อ ถ้าขืนฟังมากกว่านี้ผมคงละลายอยู่ตรงนี้แน่ๆ

“คะ...คือ อาคา...ซะ...เซย์ อย่าล้อฉันเล่นได้ไหม”นี่คงจะเป็นสิ่งที่ผมกลัวมากที่สุด เราเพิ่งเจอกันไม่กี่ครั้งเอง นี่ขนาดเจอกันแค่ไม่กี่ครั้งผมยังหวั่นไหวไปแล้ว

อาคาชิจูบที่ฝ่ามือของผมอ้อยอิ่งเชื่องช้า...จะชักมือกลับก็ดันโดนคว้าเอาไว้ได้อย่างรู้ทัน

จูบที่ฝ่ามือหมายถึง...การอ้อนวอน...

ไม่เพียงที่ฝ่ามือเท่านั้น อาคาชิยังไล่จูบมาเรื่อยๆไม่ว่าจะเป็นข้อมือ หัวไหล่  จนกระทั่งถึงริมฝีปาก

ถ้าถามว่าทำไมถึงไม่ห้ามน่ะเหรอ สติของผมบินไปตั้งแต่จูบที่ฝ่ามือแล้ว ไม่รู้ตัวเองด้วยซ้ำว่าโดนอุ้มออกจากบ่อออนเซ็นนั่นตอนไหน

อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิดล่ะนะ ถึงจะต้องเจ็บ...แต่จะลองดูสักครั้งก็แล้วกัน

 

เดือน11วันที่27

ผมจะบอกว่า...

เมื่อคืนผมไม่ได้กลับไปนอนที่ห้องของตัวเองมาล่ะ...หลังจากถูกอุ้มขึ้นจากบ่อผมก็ถูกอาคาชิพามาเช็ดตัวจนแห้งแล้วลากไปที่ห้องนอนของอาคาชิแทน

อ๊ะๆๆ

ไม่ต้องคิดมากกันหรอกนะ เมื่อคืนเราสองคนก็แค่นอนกอดกันเฉยๆเท่านั้นเอง คิดแล้วก็ตลกตัวเองเหมือนกันนะ ฉากสารภาพรัก?ในบ่อออนเซ็นนั่นน่ะ ไม่เห็นจะโรแมนติคตรงไหนเลย แต่ก็นะสถานที่ไม่เกี่ยวหรอกขึ้นอยู่กับคนมากกว่า

อะไรของนายเนี่ยฟุริเอ้ย พอยอมรับได้ก็คิดอะไรแปลกๆอีกแล้ว

ผมคิดพลางจ้องใบหน้าของคนที่กำลังหลับอยู่ข้างๆ ถ้าเป็นตอนตื่นอยู่ผมคงไม่กล้ามองขนาดนี้แน่ๆ คนอะไรขนาดนอนหลับยังดูดี

“มองหน้าผมพอหรือยังโคคิ”

“ง่า เซย์ตื่นแล้วเหรอ”ผมรีบเบือนหน้าหนีไปทางอื่นเมื่อถูกอีกฝ่ายจับได้

“ตื่นนานพอจะรู้ว่ามีคนจ้อง”

ตื่นแล้วทำไมไม่รีบลืมตาล่ะ บุ้ยๆ ผมคิดพลางจะลุกขึ้นไปอาบน้ำแต่ก็ถูกรั้งกลับมานอนข้างๆคนเอาแต่ใจพร้อมกับวงแขนที่โอบล้อมรอบเอวของเขาเอาไว้

คนทำไม่นิ่งเงียบไม่ยอมพูดอะไรสุดท้ายผมก็ต้องยอมอยู่ในอ้อมกอดของคนเอาแต่ใจ ที่กอดผมอยู่เนิ่นนานกว่าจะปล่อยเพราะกำหนดการของวันนี้กำลังจะเริ่มแล้ว

เมื่อวานไม่ได้ไปฝึกเล่นสกีตามแผนที่ตัวเองวางเอาไว้ วันนี้แหละยังไงวันนี้ก็จะไปให้ได้

เหมือนคนข้างๆกายของผมเองจะรู้ว่าผมอยากทำอะไรยังไม่ทันจะเอ่ยปากขอ ผมก็ถูกลากมายังลานสกีแล้ว คนที่สอนการเล่นสกีให้ผมก็ไม่ใช่ใครอื่น เซย์อีกนั่นแหละ...อะไรจะเก่งไปทุกอย่างขนาดนั้นเนี่ย อยู่ผมก็รู้สึกขนลุก คนที่จะเก่งไปทุกอย่างขนาดนี้ต้องฝึกหนักมาขนาดไหนกันนะ

“เซย์”ผมเรียกชื่อของคนที่อยู่ข้างๆหลังจากที่ฝึกเล่นสกีจนพอใจแล้ว ใบหน้าหล่อเหลาของอีกฝ่ายหันมาตามเสียงของผม “ขอบคุณนะ”ผมพุ่งเข้าไปกอดเซย์เอาไว้ เพียงแค่คิดว่าคนในอ้อมกอดของตนจะต้องผ่านเรื่องราวแบบไหนมาบ้าง ก็ยิ่งรู้สึกได้ถึงความโดดเดี่ยว ถึงตอนแรกจะดูน่ากลัวก็เถอะ

เซย์ยกมือขึ้นกอดตอบผม

“จะอ้อนเอาไรอย่างนั้นหรือโคคิ”

“หือ เปล่าหรอก ฉันแค่อยากกอดเซย์น่ะ ขอบคุณนะทริปครั้งนี้ฉันสนุกมากเลย ถึงจะไม่ได้ใช้เงินตัวเองอย่างที่หวังก็เถอะ”

“งั้นคราวหน้าโคคิก็วางแผนเผื่อผมด้วยสิ”

“อื้อได้เลย ครั้งหน้าฉันจะเลี้ยงเซย์บ้างถึงแม้ว่ามันจะไม่หรูเท่าของเซย์ก็เถอะ”

“เรื่องนั่นน่ะ”อาคาชิค่อยขยับหน้าเข้ามาใกล้ใบหูของผมมากยิ่งขึ้น ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดต้นคอจนผมขนลุก “ขอแค่อยู่กับโคคิก็พอ”

ตูม ใบหน้าของผมเห่อร้อนจนได้ยินเสียงระเบิด พอจะพูดก็พูดจนทำให้เขินเลยนะ ผมได้แต่พยักหน้าตอบกลับไปพร้อมกับคลายวงแขนของตัวเองออก

                “อะ...อื้อ”เมื่อไม่รู้จะพูดอะไรจึงได้แต่ตอบรับออกไปแบบนั้น

                หลังจากนั้นพวกเราก็ไปหาอะไรกินกัน...แน่นอนว่าไม่พ้นราอาหารหรูๆอีกเช่นเคย สุดท้ายตลอดทั้งทริปนี้ผมก็ไม่ได้ใช้เงินของผมเลย นอกจากค่ารถไฟที่ออกเองแต่ดันได้ย้ายมานั่งห้องสุดหรูกว่าที่ออกไป... ควรจะดีใจไหมเนี่ย เฮ้ออออออ

               

                เดือน11วันที่30

                กลับมาจากเที่ยวสุดหรูได้สามวัน...ท่านประธานก็ประเคนงานให้ผมอีกแล้ว คราวนี้ก็ต้องไปหาคิเสะซังที่ตึกของเซย์อีกเช่นเคย ทำไมหมู่นี้คิเสะซังไม่รับโทรศัพท์ของเขาเลยนะ จะว่างานเยอะก็ไม่ใช่ ถึงจะคิดไปก็คงไม่ได้คำตอบสุดท้ายยังไงผมก็ต้องไปหาคิเสะซังด้วยตัวเองอยู่ดี

                ภาพตึกอันคุ้นเคยตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า เพียงแค่ก้าวเท้าเข้าไปก็จะได้รับรอยยิ้มอย่างเป็นมิตรจากพนักงานต้อนรับ อันที่จริงผมก็ไม่ได้มาหาคิเสะซังบ่อยขนาดนั้นนะ แค่สามสี่ครั้งเองมั้งแต่ดูเหมือนพนักงานที่นี่จะจำหน้าของผมได้แล้ว ทำให้ผมผ่านเข้าไปในตัวตึกได้โดยง่าย

“โคคิ”

“อ๊ะ!”น้ำเสียงอันคุ้นเคยดังขึ้นจากทางด้านหลังทำให้ผมสะดุ้งตกใจน้อย “ซะ...เซย์”ทำไมถึงได้รู้ว่าเขาจะมาทุกครั้งเลยนะ

“มาหาเรียวตะสินะ ตามมาสิ วันนี้เรียวตะอยู่อีกตึกหนึ่งน่ะ”

“อะ ยังงั้นเหรอ เอ่อ เซย์ไม่เห็นต้องลำบากมาด้วยตัวเองเลยนี่นา”

“ไม่หรอก ผมอยากเจอโคคิ”

อึก...พูดไม่ออกกันเลยสิครับพี่น้อง

จะมีครั้งไหนที่นายไม่ทำให้ฉันเขินไหมเนี่ย เจอกี่ครั้งก็ยังไม่ชินจริงๆให้ตายสิ

“มาเถอะโคคิ”อาคาชิเดินนำไปอีกทางที่เป็นทางเชื่อมตึก ระหว่างทางเจอลูกน้องของเซย์ที่ไหนต่างก็ก้มหัวให้เซย์ทั้งนั้น อยู่ๆก็ทำให้ผมตระหนักได้ถึงความแตกต่างระหว่างเราสองคน อีกอย่างเราเองก็เป็นผู้ชายเหมือนกันทั้งคู่ด้วยสิ...

เอาอีกแล้วนะ คิดในแง่ลบอีกแล้วนะ...

“โคคิ เป็นอะไรหรือเปล่า ไม่สบายอย่างนั้นหรือ?”เซย์ถามในขณะที่อยู่ในลิฟต์ด้วยกันสองคน มือข้างที่ถนัดยกขึ้นมาสัมผัสหน้าผากของผมอย่างเป็นห่วง

“อะ ไม่เป็นไรหรอกฉันสบายดี ทริปเมื่อวันเสาร์ขอบคุณอีกครั้งนะเซย์”

“ไม่เป็นไร ถ้ายังขอบคุณอีกผมจะให้โคคิจ่ายด้วยอย่างอื่นแทนนะ”ผมรีบยกมือขึ้นปิดปากของตัวเอง พร้อมกับส่ายหน้าไปมา พลางคิดถึงวันที่เจอกันครั้งแรกทันที เซย์เอื้อมมาลูบหัวของผมเบาๆ นัยน์แววตานั้นมีความรักใคร่ปรากฏอยู่...แต่ทำไม...ผมกลับรู้สึกว่าเจ้านายกำลังลูบหัวน้องหมายังไงไม่รู้...ช่างเถอะจะพยายามไม่คิดมากล่ะกันนะ

ในที่สุดก็ได้เจอกับนักร้องหนุ่มสักที สภาพของคิเสะซังตอนนี้ราวกับซากอะไรสักอย่างเดินได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังบดบังประกายแสง?แห่งความหล่อได้ไม่มิด ผมถูกอาคาชิลากเข้าไปในห้อง ดูเหมือนจะเป็นห้องพักสำหรับศิลปินของที่นี่ โห เป็นห้องส่วนตัวด้วยแหะ

“งะ...ไงฟุริจจิ นิยายบทต่อไป ใช่ไหมรอแปบนะ”คิเสะซังเดินหายเข้าไปในห้องนอนหลังจากที่ผมกับอาคาชินั่งอยู่บนโซฟารับแขกกลางห้องแล้ว

นั่งได้ไม่นานคิเสะก็เดินกลับมาพร้อมกับอุปกรณ์เล็กจิ๋วในมือที่บรรจุข้อมูลนิยายไว้

ทั้งๆที่ผมคิดว่าคิเสะซังยังแต่งตอนนี้ไม่จบซะอีก แล้วทำไมไม่ติดต่อมาหาผมบ้างเลยนะ

“ขอบคุรมากนะครับคิเสะซัง”ผมรับมันมาพร้อมกับกล่าวขอบคุณ

“ขอโทษที่ทำให้ลำบากนะฟุริจจิพอดีช่วงนี้ต้องซ้อมหนักน่ะ”

“ไม่ลำบากเลยครับคิเสะซัง สู้ๆนะครับ”

“อื้อ ถ้าไม่มีอะไรแล้วไปนอนก่อนนะฮะ ผมง่วงมากเลย”คิเสะซังบอกพร้อมกับขยี้ตาของตัวเองเบาๆ

“ฝันดีนะครับ งั้นผมไม่กวนแล้ว”ผมพูดพร้อมกับลุกขึ้นโค้งหัวให้อีกฝ่ายเล็กน้อยและเดินออกจากห้องมาพร้อมกับเซย์

“จะไปไหนต่อหรือเปล่าโคคิ?”

“ไม่หรอก ถ้าไม่มีอะไรแล้วคงกลับเลยน่ะ หัวหน้าฉันเขาอยากได้ตอนนี้เร็วๆน่ะ”

“งั้นเหรอ งั้นนี่คงไม่จำเป็นแล้วสินะ...”เซย์พูดพร้อมกับชูบัตรวีไอพีของภัตตาคารอาหารสุดหรูแห่งหนึ่ง จริงๆผมจะทำเมินมันไปก็ได้ แต่ว่า ไม่นะ ก็ภัตตาคารนี้นะ ขึ้นชื่อเรื่องออมไรซ์สุดโปรดของเขานี่นาแต่ไม่เคยไปกินเพราะว่ามันแพงสุดๆ เห็นราคาแล้วแอบสงสารเงินในกระเป๋าของตัวเอง

ถ้านี่คือการหลอกล่อให้ผมไปด้วย...นับว่าเซย์ทำได้สำเร็จ

หัวหน้าผมขอโทษนะครับ เดี๋ยวกลับไปผมจะรีบปั่นให้นะ

สุดท้ายก็แพ้ใจตัวเองต้องไปกับเซย์อีกจนได้

และก็ไม่ผิดหวังจริงๆเมื่อได้ลิ้มลองออมไรซ์ที่ใฝ่ฝันมานาน พร้อมกับบุคคลอันแสนวิเศษ

คราวหน้าฉันจะต้องเป็นฝ่ายเลี้ยงเซย์ให้ได้คอยดู...


เดือน12วันที่5

หลังจากท่านหัวหน้าอ่านนิยายบทใหม่ของคิเสะซังไปพร้อมกับรับรู้ว่าสภาพร่างกายของคิเสะซังตอนนี้ไม่ค่อยสบายจากคำพูดของผม ท่านหัวหน้าก็รีบจัดแจงของบำรุงเป็นการใหญ่เพราะกลัวว่านักเขียนสุดที่รัก?ของตนจะล้มป่วยไปมากกว่านี้ สุดท้าย...คนที่ต้องเอาไปให้คิเสะซังก็ต้องเป็นผมอีกอยู่ดี

ผมลองไปที่บ้านของคิเสะซังดูก่อนเพราะว่าโทรไปหาเจ้าตัวแล้ว เจ้าตัวไม่ยอมรับสายผมอีกแล้ว เมื่อเปิดประตูบ้านของคิเสะซังด้วยกุญแจสำรองเข้าไปก็ไม่พบใครอยู่เลย

ยังอยู่บริษัทอยู่อีกเหรอเนี่ยผ่านมาตั้งหลายวันแล้วแท้ๆ ผมคิดแต่ก็มุ่งหน้าไปยังตึกของเซย์อยู่ดีเพราะกลัวของที่ท่านหัวหน้าฝากมาจะเป็นหมันเสียก่อน

“ขอโทษนะครับตอนนี้คิเสะซังอยู่ที่ตึกไหนพอจะทราบไหมครับ”เพราะว่ามาคราวที่แล้วทำให้ผมรู้ว่าที่นี่คิเสะซังเองก็มีห้องส่วนตัวถึงสองห้องทำให้ไม่อยากจะไปผิด เลยเลือกถามประชาสัมพันธ์ก่อนเธอตอบกลับมาอย่างยิ้มแย้มว่ายังอยู่ที่ตึกนี้ ผมกล่าวขอบคุณเธออีกครั้งและเดินไปหาคิเสะซังอย่างที่ตั้งใจเอาไว้

 

ก๊อกๆๆ

“ครับ”คิเสะขานรับและเดินมาเปิดประตูห้องให้ผม

“อ๊ะ ไม่ใช่เรื่องนิยายหรอกนะครับคิเสะซังหัวหน้าเขาเป็นห่วงเลยฝากของเยี่ยมมาเยี่ยมน่ะครับ”ผมรีบพูดก่อนที่คิเสะซังจะเข้าใจผิดว่ามาทวงนิยายอีก

“อ๋อ เข้ามาก่อนสิฮะ เพิ่งซ้อมเสร็จพอดีเลย”ผมพยักหน้าพลางเดินตามอีกฝ่ายเข้าไปในห้อง คิเสะวางของที่ผมเอามาเยี่ยมไว้บนโต๊ะตรงหน้าโซฟาที่ผมกำลังนั่งอยู่

“คิเสะซัง ทำไมถึงไม่รับโทรศัพท์ของผมเลยล่ะครับ?”ในที่สุดผมก็คิดเรื่องที่ค้างคาใจออกและถามคิเสะไปสักที

“เรื่องนั้นน่ะ...”คิเสะหยุดเอาไว้แค่นั้นพลางหันขวับไปมา “อาคาชิจจิติดประชุมนี่น่ะแอบบอกคงไม่เป็นไร”

ฮะ!!! มันเกี่ยวอะไรกับเซย์ล่ะเนี่ย ผมตั้งใจฟังสิ่งที่คิเสะซังกำลังจะบอก

“คือว่าเรื่องนั้นน่ะ อาคาชิจจิเป็นคนบอกไม่ให้รับน่ะ”

“หา!! ทำไม ทำไมเซย์ต้องทำแบบนั้นด้วยล่ะ?”

“เซย์?”คิเสะทำหน้าแปลกใจนิดหน่อยกับการเรียกชื่ออย่างสนิทสนมนั้น เพราะว่าอาคาชิเองก็เป็นคนถือตัวอยู่ไม่น้อยคนที่จะเรียกชื่ออย่างสนิทสนมแบบนั้นยังไม่เคยเห็นเลยแม้แต่คนเดียว แต่ก็ไม่แปลกล่ะมั้งกับสิ่งที่ให้เขาทำเนี่ย “อื้อ อาคาชิจจิเป็นคนไม่ให้รับโทรศัพท์จากฟุริจจิน่ะ ส่วนเหตุผล เป็นเหตุผลที่ผมคิดเองนะ นั้นก็เป็นเพราะว่าฟุริจจิจะได้เดินทางมาที่นี่ยังไงล่ะแล้วที่สำคัญนะ อาคาชิจจิน่ะบอกว่าถ้าผมรับสายของฟุริจจิจะเพิ่มงานอีกสามเท่าน่ะสิ แค่นี้ผมก็แทบจะไม่มีเวลาพักอยู่แล้วนะฮือออ”นักร้องหนุ่มคร่ำครวญในสิ่งที่อัดอั้นไว้มานาน

“เป็นแบบนี้เองงั้นเหรอ ไม่น่าเชื่อเลยแหะ”อยู่ๆหัวใจของผมมันก็รู้สึกพองโตขึ้นมา “ขอบคุณที่บอกนะคิเสะซัง”

“อย่าไปบอกอาคาชิจจินะ”ผมยิ้มรับ พร้อมกับพยักหน้า

“งั้นฉันกลับก่อนนะ ขอบคุณมาก”

“เดี๋ยวสิฟุริจจิจะไม่รอเจออาคาชิจจิเหรอ?”

“ไม่เป็นไรหรอก ฉันไม่อยากรบกวนเวลางานของเซย์น่ะ ดูแลสุขภาพด้วยนะ ไว้เจอกันใหม่นะ”

ไม่น่าเชื่อว่าเซย์จะเป็นคนสั่งไม่ให้คิเสะซังไม่ให้รับสายของผมนะเนี่ย จะว่าไป...วันเกิดเซย์นี่เมื่อไหร่กันนะ สงสัยคงต้องกลับไปเปิดข่าวดูสักหน่อยแล้วสิ

เมื่อกลับมาถึงห้องของตัวเอง ผมก็จัดการค้นหาข่าวสารของเซย์ทันที เพียงแค่พิมพ์ชื่อลงไปในเว็บเท่านั้นแหละข้อมูลทั่วไปแบบไม่เจาะลึกก็ปรากฏอยู่เต็มไปหมด

วันที่20ธันวาคม...อะไรนะ วันเกิดของเซย์คือวันที่20ธันวาคมอย่างนั้นเหรอ...

เฮ้ย!!! อีกแค่15วันเท่านั้นเอง จะให้อะไรดีเนี่ย!!!

 

เดือน12วันที่8

ฮือออ หลังจากคิดเรื่องของขวัญวันเกิดของเซย์อย่างเอาเป็นเอาตายแล้ว...สุดท้ายก็คิดไม่ออกอยู่ดี

ผมจ้องมองตึกอันคุ้นเคยตรงหน้า ถึงแม้ว่าวันนี้หัวหน้าจะไม่ได้สั่งให้เขามาตามนิยายกับคิเสะซังก็ตาม แต่ก็ขอใช้บัตรที่คิเสะซังให้มาหน่อยล่ะกันนะ ผมเดินเข้าไปในตึกพลางหันซ้ายหันขวาเพื่อมองว่าเซย์จะไม่อยู่แถวๆนั้น เมื่อถามพนักงานสาวคนเดิมว่าคิเสะซังอยู่ที่ไหนจึงรีบสาวเท้าเร็วๆไปยังลิฟต์ทันที

เมื่อขึ้นไปถึงชั้นที่ต้องการแล้วก็รีบตรงไปยังจุดหมายทันที หวังว่าคงจะไม่อยู่กับเซย์หรอกนะ ผมคิดหลังจากที่เคาะประตูห้องไปแล้ว รอไม่นานเจ้าของห้องก็เดินออกมาเปิด อย่างน้อยวันนี้ก็แลดูดีขึ้นกว่าวันที่มาเยี่ยมครั้งก่อนล่ะนะ

“อะ ฉันไม่ได้มาเรื่องนิยายหรอกนะ พอดีมีเรื่องอยากจะถามนิดหน่อยน่ะ...แต่กลัวว่าโทรมาแล้วจะไม่รับ...”

“เข้ามาก่อนสิครับ”

“อื้อ”ผมตอบรับแล้วเดินตามเจ้าของห้องเข้าไปนั่งที่เดียวกับที่เคยนั่ง คิเสะซังเองก็นั่งลงที่ฝั่งตรงข้ามของผมเช่นกัน

“แล้วฟุริจจิมีเรื่องอะไรอยากจะถามผมอย่างนั้นเหรอ?”

“อ้อ เอ่อเรื่องนั้นน่ะ...”ผมเงียบไปสักพัก อยู่ๆก็เกิดความลังเลขึ้นมาว่าจะถามดีไหม

“เรื่องเกี่ยวกับอาคาชิจจิสินะ”

“เอ๊ะ! ทะ...ทำไม ทำไมถึงรู้ล่ะ”ใบหน้าของผมอ่านง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ?

“ใช่ๆ ฟุริจิตอนนี้ดูง่ายจะตายไป อยากรู้เรื่องอะไรงั้นเหรอ? จริงๆก็มีพวกนิตยสารหรือข้อมูลในเน็ตอยู่ไม่ใช่เหรอ?”

“จะว่ามีมันก็มีนะ แต่ว่าฉันอยากรู้จากคิเสะซังด้วยนี่นา...คือว่านะ เซย์น่ะมีอะไรที่ชอบหรือไม่ชอบเป็นพิเศษนอกเหนือจากที่ลงเอาไว้ไหม?”ข้อมูลที่ได้มาเป็นข้อมูลที่เป็นพื้นฐานสามัญเกินไป ทำให้ผมเองก็ยังไม่รู้จะให้อะไรเซย์เป็นของขวัญวันเกิดดี

“อืม...นั่นสินะ ทุกๆปีอาคาชิจจิก็จะได้ของขวัญเยอะแยะซะด้วยสิ อีกอย่างของขวัญพวกนั้นก็หลากหลายเยอะแยะเต็มไปหมด ปีที่แล้วผมไม่รู้จะให้อะไรเลยแต่งเพลงเองแล้วอัดใส่แผ่นให้อาคาชิจจิน่ะ เจ้าตัวก็ไม่เห็นจะว่าอะไรเลยนะ”

“เอ...อย่างนั้นเหรอ”ผมคงไม่มีปัญญาซื้อของแพงๆให้แน่นอน...เก็บเงินตอนนี้ รวมกับของที่เหลือจากการไปเที่ยวครั้งนั้นก็น่ากลัวว่าคงจะไม่พอสำหรับซื้อของขวัญดีๆให้เซย์แน่ๆ ให้อะไรดีนะ

“อ๊ะ จริงสิ ตอนที่ผมให้แผ่นเพลงกับอาคาชิจจิน่ะ ถึงหน้าตาจะไม่ยิ้มนะ แต่นัยน์ตาคู่นั้นของอาคาชิจจิมีความพึงพอใจอยู่นะ บางทีถ้าให้ของที่ทำเองอาจจะดก็ได้นะฟุริจจิ”

“ของที่ทำเองอย่างนั้นเหรอ...”อ๊ะ...จริงสิให้นั่นก็ได้นี่นา...ถึงมันจะน่าอายก็เถอะ ผมยิ้มออกมาเมื่อคิดได้แล้วว่าจะให้อะไรเป็นของขวัญวันเกิดให้กับเซย์ “ขอบคุณนะคิเสะซัง ฉันคิดออกแล้วล่ะว่าจะให้อะไรกับเซย์ดี”

“ไม่เป็นไร แล้วนี่กินอะไรมาหรือยัง?”

“มะ...ไม่รบกวนดีกว่าฉันจะรีบกลับไปทำของขวัญน่ะ งั้นขอตัวกลับเลยนะครับคิเสะซัง ขอบคุณมากๆเลยนะครับ”

“ไม่เป็นไรๆ แค่ไม่มาทวงนิยายบ่อยๆก็โอเคแล้ว ฮะๆ”คิเสะซังพูดติดตลกก่อนที่ผมจะเดินออกจากห้องไป แหม ใช่ว่าผมจะอยากมาบ่อยๆสักหน่อย เรื่องนั้นต้องโทษท่านประธานต่างหากที่ติดนิยายของคิเสะซังแจเลย

 

เดือน12วันที่20

อ๊า ในที่สุดก็ถึงวันเกิดของเซย์แล้วสิ หลังจากที่เร่งทำของขวัญมาจนเสร็จเป็นรูปเป็นร่างอยู่ๆก็ดันรู้สึกลังเลว่าจะให้ดีหรือเปล่า...เฮ้อ...ก็ดูของขวัญของแต่ละคนสิ ราคาแพงๆทั้งนั้นเลย ไหนจะรถสปอร์ตรุ่นใหม่ล่าสุด ไหนจะนาฬิกาข้อมือฝั่งโกเมนที่สวยที่สุดในโลกเอาไว้ ที่ผมรู้ก็เพราะว่าก่อนจะถึงวันเกิดของเซย์จริงๆนั้น ตามหน้าข่าวหนังสือพิมพ์นั้นลงข่าวพวกนี้ด้วยน่ะสิ

แล้วทำไมอยู่ๆผมถึงหันมาสนใจอ่านข่าวพวกนี้น่ะเหรอ...คำตอบก็เพราะว่า เซย์ไง...ตั้งแต่พวกเราเริ่มใกล้ชิดกันที่บ่อออนเซ็นวันนั้นนั่นแหละ

วันนี้ผมต้องให้เซย์จริงๆแล้วสินะ ทำไมรู้สึกอยากจะเปลี่ยนใจไม่ให้อย่างนี้นะ เฮ้อ...

ช่างเถอะ ไหนๆก็ทำมาแล้ว...

ถ้าไม่ให้ก็คงจะเป็นการเสียมารยาทด้วยสินะ

อ่า...ก่อนอื่นก็...สุขสันต์วันเกิดนะเซย์ ขอบคุณที่ทำให้ฉันมีความสุข ถึงแม้ว่าบางสิ่งที่ทำให้มันจะมากเกินไปจนฉันตกใจ(กลัว)ก็เถอะ

บอกตามตรงนะในบ่อออนเซ็นวันนั้นน่ะ ถ้าเซย์ไม่จูบที่ฝ่ามือของฉันมันอาจจะไม่มีวันนี้ก็ได้...ไม่รู้ทำไมฉันถึงติดใจ?จูบนั้นเป็นพิเศษ อาจจะเป็นเพราะว่า จูบที่ฝ่ามือหมายถึงการอ้อนวอนก็ได้ ฉันไม่แน่ใจว่าเซย์รู้ความหมายของมันหรือเปล่าแต่ว่า...มันก็ทำให้ฉันยิ่งหวั่นไหว จากที่ตอนแรกก็หวั่นไหวไปนิดๆแล้วน่ะนะ

                อืม...ไม่รู้จะเขียนอะไรแล้วแหะ...

                เอาเถอะ ยังไงก็สุขสันต์วันเกิด ขอให้มีความสุขมากๆนะเซย์ ถ้ามีอะไรไม่สบายใจก็แสดงมันออกมากบ้างก็ได้ อย่าเก็บเอาไว้คนเดียวเลยนะ

                ทำไมพอเขียนมาถึงตรงนี้อยู่ๆฉันก็เพิ่งรู้สึกอายล่ะเนี่ย...

                ยังไงอ่านจบแล้วก็ช่วยเผามันทิ้งด้วยเถอะนะ

                ฟุริฮาตะ โคคิ

                .

.

.

ปั่บ

เสียงปิดหนังสือดังขึ้นพร้อมกับเจ้าของนัยน์ตาต่างสีที่เงยหน้าขึ้นมามองคนให้ ที่ตอนนี้กำลังถูกจับมัดกับเตียง?เพื่อไม่ให้หนีไปไหนได้ ที่ปากของเขานั้นมีผ้าปิดปากคาดเอาไว้อยู่เพื่อไม่ให้รบกวนการอ่านหนังสืออันสุนทรีย์ของเขาได้ นัยน์ตาสีคาราเมลคู่นั้นเอ่อคล่อไปด้วยหยาดน้ำตา

ไม่คิดเลยว่าเพียงแค่เอาของขวัญวันเกิดมาให้จะโดนจับหมัดติดกับเตียงแบบนี้ แถมคนมัดยังไม่รู้สึกผิดอะไรเลยสักนิดนั่งอ่านหนังสือไดอารี่ที่เขาให้เป็นของขวัญวันเกิดอย่างสบายใจเฉิบอีกต่างหาก

ถ้าอ่านจบแล้วก็ช่วยแก้มัดฉันก็ยังดี ฟุริฮาตะพยายามดิ้นเพื่อเชือกที่มัดมันจะคลายตัวออกไปบ้าง แต่ยิ่งดิ้นเชือกกลับยิ่งแน่นมากขึ้นกว่าเดิมอีก

“ขอบคุณสำหรับของขวัญวันเกิดนะโคคิผมจะเก็บไว้อย่างดีเลย...ส่วนตอนนี้ ผมอยากจะแกะของขวัญวันเกิดของผมอีกชิ้นแล้ว”อาคาชิวางหนังสือที่เพิ่งอ่านจบไว้ที่โต๊ะข้างเตียงแล้วเดินตรงเข้ามาที่เขาช้าๆ มือแกร่งค่อยๆแกะเชือกที่พันธนาการผมเอาไว้อย่างเชื่องช้า

“ซะ...เซย์!”ทันทีที่ปากเป็นอิสระผมก็ร้องประท้วงกับการกระทำของคนตรงหน้าทันที มีอย่างที่ไหนเพียงแค่ผมจะหนีกลับบ้านหลังจากที่ให้ของขวัญอันแสนน่าอายนั่นผมก็โดนเซย์จับมาทันทีโดยไม่สนใจสายตาของคนรอบข้างเลยแม้แต่น้อย ทั้งๆที่ตอนนั้นอยู่ในงานเลี้ยงวันเกิดของเซย์เองแท้ๆ ถึงจะเป็นช่วงใกล้เลิกงานก็เถอะแต่ก็ยังมีคนอยู่เยอะเกินไปอยู่ดี ผมทั้งอายทั้งโกรธที่โดนจับมามัดกับเตียงแบบนี้ แถมคนตรงหน้ายังมีหน้ามาเปิดอ่านต่อหน้าเขาอีก คนทำก็อย่างผมก็ยิ่งอายเข้าไปใหญ่ จะช่วยอ่านเองคนเดียวแล้วเผาทิ้งไปเลยไม่ได้หรือไงนะ รู้สึกคิดผิดจริงๆเลยที่ให้ไดอารี่นั่นเป็นของขวัญเนี่ย

ตุบ

หลังจากที่คิดอะไรเพลินๆ?รู้สึกตัวอีกทีแผ่นหลังของผมก็ติดกับเตียงเสียแล้ว ตัวของผมไม่มีเชือกหลงเหลืออยู่แล้ว เซย์ยกมือข้างที่ถนัดของผมขึ้นและประทับริมฝีปากของตัวเองลงไปที่กลางฝ่ามือของผมอย่างแผ่วเบา เซย์สบตากับผมทั้งๆที่ริมฝีปากของเซย์ยังประทับอยู่กลางฝ่ามือของผม นัยน์ต่างสีคู่นั้นเต็มไปด้วยความต้องการ

เซย์บ้า แล้วแบบนี้ฉันจะปฏิเสธได้ยังไง!!

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา...จุดอ่อนของผมที่เซย์คนพบนี้ก็มักจะถูกนำมาใช้เสมอ อ๊า...ให้ตายสิไม่เคยห้ามอะไรเซย์ได้สักที แน่นอนว่าผมถูกรวบหัวรวบหางไปแล้ว โดยคนที่คุณก็รู้ว่าใครนั่นแหละ

 

END









เย้ ในที่สุดก็เข็นเรื่องนี้ออกมาทันวันเกิดอาคาชิค่ะ สุขสันต์วันเกิดนะอาคาชิ ตอนแรกคิดว่าจะไม่ทันซะแล้ว//ปาดเหงื่อ 

แนวเรื่องนี้เป็นแนวที่ไม่ถนัดเลยค่ะ ไม่เคยแต่งเป็นแนวไดอารี่มาก่อนเลย ถ้ามีจุดที่ผิดพลาดหรือว่าสับสนยังไงต้องขอโทษด้วยนะคะ เพราะว่าเพิ่งแต่งจบสดๆร้อนเลยค่ะหลังจากที่อาทิตย์ที่แล้วไม่ได้แตะเลยเพราะไปรับปริญญามา 

ขอบคุณทุกคนที่ตามอ่านมาจนถึงตรงนี้นะคะ



ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ Syringa Viola จากทั้งหมด 37 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

1 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 17 พฤษภาคม 2560 / 20:44
    สนุกค่ะ ถ้าว่างๆ ขอคู่นี้แบบยาวๆ ด้วยนะคะอิอิ
    #1
    1
    • 22 พฤษภาคม 2560 / 09:11
      ถ้ามีอะไรมาจุดไฟเราแล้วล่ะก็ มีแน่นอนค่ะ ขอบคุณมากๆนะคะ
      ขอโทษที่ตอบช้าค่ะ
      #1-1