saiunkoku monokatari แปลตรงๆ ว่าเรื่องเล่าแห่งดินแดนเมฆ 7 สี
ฟังดูชื่อเหมือนเทพนิยายแต่ความจริงแล้ว เรื่องนี้มันมีอะไรมากกว่าที่คิด
saiunkoku monokatari เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับดินแดนที่ก่อตั้งขึ้น
โดยได้รับความช่วยเหลือจากเซียน 8 สี คือ
เซียนสีคราม (รัน) เซียนสีแดง (โค)
เซียนสีเขียว (เฮคิ) เซียนสีเหลือง(โค)
เซียนสีขาว(ฮาคุ) เซียนสีดำ (โคคุ)
เซียนสีน้ำตาล (ซา) เซียนสีม่วง (ชิ)
*อ้างอิงจากบุปผาคู่บังลังก์เล่ม 1 ของสำนักพิมพ์บงกช
ซึ่งเมื่อสิ้นรัชกาลของฮ่องเต้องค์ที่ 1 ไปเซียนที่ 8 ก็ได้หายตัวอย่างไร้ร่องรอย
แต่ทุกคนเชื่อว่าพวกเขายังมีชีวิตอยู่
(ก็ยังอยู่จริงๆ นะแหละ)
เปิดออกมาเล่ม1
ตัวเอกของเรื่องนี้ฝ่ายหญิง โค ชูเร บุตรสาวของตระกูลใหญ่ที่ดูน่าจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี
แต่ที่ไหนได้เธอดันต้องมากินข้าวสาลีแทนข้าวเจ้าเสียนี่
เพราะความที่พ่อของเธอรักสันโดษเสียเหลือเกิน
โดนโกงเงินเดือนไปก็ไม่บ่นอะไรเลย
ทำให้ชูเรต้องรับงานพิเศษหาเงินมาใช้จ่ายในครอบครัว โดยมีเซรันเป็นหัวหอกอีกแรง
อยู่มาวันหนึงเธอก็ได้รับการจ้างวานจากซาไทโฮะให้เข้าไปเป็นพระมเหสี
(แต่ไปอ่านของจีนเขาบอกว่าเป็นสนมนะ อันนี้ยึดตามบงกช)
ส่งเสริมให้ฮ่องเต้จอมขี้เกียจ...ชิ ริวกิ ผู้มีข่าวลือว่าเป็นเกย์! วันๆ เอาแต่ร่อนไปร่อนมา
ให้เป็นผู้เป็นคนทำงานกับเขาขึ้นมาบ้าง
งานนี้ชูเรต้องร่วมมือกับเซรัน รันชูเอ และ ริ โคยู (2 คนหลังตอนแรกเหมือนเกย์มาก)
ช่วยกันส่งเสริมฮ่องเต้ให้ดูเหมือนฮ่องเต้ขึ้นมา
.............
เฮ้อ ร่ายมาตั้งนานเพื่อปูให้เพื่อนๆ รู้จักเรื่องนี้นิดหน่อย โดยส่วนตัวแล้วชอบเรื่องนี้มาก
ไม่ใช่เพราะพระเอกหล่อ (แค่มีส่วนนิดๆ)
อย่างที่บอกไปตอนแรกว่าเรื่องนี้ชื่อเหมือนเทพนิยายแต่ว่าความจริงแล้ว
ดูแล้วเผินๆ อาจจะเหมือนการ์ตูนผู้หญิงตาหวานทั่วๆ ไปที่มีกลิ่นอายเรื่องแบบจีน
การ์ตูนเรื่องนี้แฝงไปด้วยเรื่องราวของการเมือง การปกครอง
ที่สื่อผ่านตัวละครอย่างเช่นริวกิ ที่ทำตัวเหมือนคนบ้าๆ บอๆ ไปวันๆ
แต่แท้ที่จริงเขาเป็นคมในฝัก มีเหตุผลต้องการให้พี่ชาย คือ องค์ชายเซเอน
ซึ่งถูกเนรเทศไปด้วยข้อหากบฎกลับมาปกครองประเทศ
ความจริงจะคลายออกมาว่าแท้จริงแล้วองค์ชายเซเอน ไม่ได้ไปไหนไกลจากริวกิเลย
เพราะเขาคือเซรัน เพื่อนของชูเรนั่นเอง
ในตอนท้ายริวกิก็รู้ตัว เลยไปขอให้พี่ชายกลับมา
แต่เซรันปฏิเสธว่าไม่ใช่เซเอน พร้อมทั้งบอกว่าฮ่องเต้ที่แท้จริงคือริวกิต่างหาก
เหมือนกับบอกริวกิให้รู้ว่าได้เวลาที่จะเลิกดูถูกตัวเอง
ว่าตนด้อยกว่าพี่ได้แล้ว
ได้เวลาที่จะออกไปจากการปกป้องของพี่
ต้องยืนหยัดด้วยตัวเอง
และนำพาประเทศไปสู่ความเจริญ
(คนที่เลือกริวกิเป็นฮ่องเต้คือซาไทโฮะ ถ้าริวกิไม่เก่ง ตานี่ไม่เลือกแน่)
.............................
นอกจากนี้ทางด้านชูเร ก็มีข้อคิดอะไรแฝงมากมาย
อย่างเช่นคำพูดหนึ่งที่ชูเร พูดกับ ชูกะ ผู้เป็นพ่อ
"ท่านพ่อหนูตัดสินเขาจากข่าวลือที่ได้ยินมา แต่แท้ที่จริงแล้วหนูไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเขาเลย"
ประโยคนี้สื่อให้เห็นถึงความธรรมดาของโลกใบนี้ทีคนเรามักปักใจเชื่อจากสิ่งที่เห็น
สิ่งที่ได้ยิน ก่อนที่จะสัมผัสและรับรู้ตัวตนของคนหรือสิ่งๆ นั้นด้วยตัวเอง
ซึ่งการรับรู้ที่มีอย่างนี้อาจก่อให้เกิดอคติและการตัดสินใจที่ผิดพลาดได้
นอกจากนี้ชูเรยังมีข้อดีอีกมากทั้งด้านความขยัน
และตั้งใจของเธอที่จะสอบเป็นขุนนาง
ถือเป็นตัวละครที่เป็นนักสู้คนหนึ่ง
หลังจากที่ออกจากวังหลัง เธอก็สอบรับราชการได้อันดับ 3 ของประเทศ
ทว่า ถึงจะได้อันดับสาม เธอก็กลับโดนให้ฝึกงานโดยให้ขัดห้องน้ำ
เพราะความเชื่อของคนว่าผู้หญิงควรอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน
แต่ชูเรก็ยังสูงเพื่อพิสูจน์ให้ทุกคนรู้ว่า
เพศทั้งสองเท่าเทียมกัน
และเธอเองก็เป็นขุนนางที่ดีได้เช่นกัน
(ดูแล้วแอบอยากถีบ เตะ ต่อยอะไรก็ได้ สำหรับขุนนางที่ดูถูกผู้หญิงและเด็กเหล่านั้น)
............................
saiunkoku monokatari มีทั้งแบบนิยาย มังงะและอนิเมท จากที่ดูมาทั้งสามอย่าง
จะมีข้อแตกต่างในการลำดับเรื่อง เปลี่ยนเเปลงเรื่องราวบางอย่าง
นิยายจะให้ภาพและอารมณ์ อาจจะอ่านงงนิดๆ
มังงะเดินเรื่องรวดเร็วกว่าอนิเมท แต่อนิเมทจะอธิบายสถานการณ์ดีกว่า
ทว่าโดยรวมแล้วทั้งสามอย่างก็ดี มีเสน่ห์แตกต่างกันไป
เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่แนะนำให้เพื่อนๆ ดู
สำหรับวันนี้สวัสดีค่ะ
saiunkoku monokatari
เขียนโดย
Raina&Mouthia
แจ้ง Blog ไม่เหมาะสม
13 มี.ค. 52
554
0
ความคิดเห็น