Silver night อภินิหารมังกรราตรีสีเงิน (จบแล้ว พักการรีไรต์)

ตอนที่ 123 : ตอนพิเศษรับปิดเทอม: ความปั่นป่วนของสองโลก 1 (ผสมSilver night+Rasia)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2051
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    2 มี.ค. 54

                 ตอนพิเศษรับปิดเทอมมาแล้วค่า ขอย้ำว่าตอนพิเศษนี้เกิดจากความบ้าของคนแต่งล้วนๆ ย้ำว่าความบ้าล้วนๆ ค่ะ 55+

                                                                                 .........................................          
   

             กลีบดอกไม้พัดพลิ้วตามแรงวาโยคลุ้งกระจายในห้วงอากาศ พร้อมกระไออุ่นที่คลี่กายโอบคลุม แต่งแต้มสีสันแห่งฤดูวสันต์ในสวนโนห์นให้งดงาม

                ร่างสี่ร่างที่กำลังเดินทอดน่องอยู่บนทางเดินที่ตัดลัดเลาะในสวนดอกไม้ที่งามสะพรั่ง โดยคนนำขบวนเป็นหญิงสาวผมฟ้าผู้สวมเสื้อยืดกางเกงยีน เจ้าหล่อนเดินยืนอกสูดอากาศบริสุทธิ์เต็มปอด

“อ่า สดชื่นจังเลย พอปิดเทอมแล้วได้กลับมาบ้านมันดีอย่างนี้นี่เองเนอะโรส” อัลหันหน้ามาขอความเห็นเพื่อนสาวที่กำลังกระหนุงกระหนิงอยู่กับญาติของเธอ พอเธอขัดจังหวะการสนทนาเท่านั้นแหละ โรสก็เงยหน้ามายิ้มให้ประมาณว่า ใช่เลยค่ะ ส่วนเซดริกส่งสายคมกริบเย็นเยือกมาให้เธอ โทษฐานเป็นก้างขว้างคอ!

แต่อัลก็ยังทำใจดีสู้เสือ(ขาว)อย่างเซดริก โดยการยกนิ้วชี้ขึ้นและชวนโรสคุยต่อ

“ถึงแม้โรสจะไม่มีบ้านที่นี่ แต่ว่าบ้านฉันก็เหมือนบ้านโรสนะ”

“ค่ะ คุณลุงโซฟอสท่านก็เหมือนพ่อของฉันแหละค่ะ” โรสเบี่ยงความสนจากการคุยกับเซดริกมาคุยกับอัลแทน งวดนี้ชายผมเงินถึงกับกระตุกยิ้มยะเยือก หัวเราะหึในลำคอ

อัลเหงื่อตกทันที เธอหันหน้ากลับไปมองทางที่กำลังเดิน ขาเพรียวจ้ำอ้าวหนีสายตาแช่แข็งของน้องชาย พลันเธอก็ได้ยินเสียงฝีเท้าแผ่วเบาของใครมาเดินตีคู่ เขาตั้งใจเดินให้เธอได้ยินเสียง เพื่อให้เธอหันไปมองเขา

                “เธอต้องเห็นใจเซดริกหน่อยนะ เขาไม่ได้เจอโรสมาตั้งสองเดือนตอนเตรียมตัวสอบจบภาคเรียน คงคิดถึงแย่” เสียงเย็นปนนุ่มกล่าวแก่หญิงสาว “นี่ก็ปีสามกันแล้วอีกปีก็เรียนจบมหาวิทยาลัยกันแล้ว ต้องตั้งใจเรียนให้มาก”

                “ฉันรู้น่าว่าเซดริกคิดถึงโรส แต่ไม่คิดว่าจะคิดถึงขนาดจะฆ่าพี่สาวถ้าไปขัดจังหวะการพูดคุย” ดวงตาสีแดงเหล่มองน้องชายที่กลับไปคุยกับโรสอีกครั้ง ก่อนที่ปากอิ่มจะกระซิบเสียงค่อย “โธ่ เดเร็ก คิดดูสิรู้ถึงไหนอายถึงนั่น ฉัน อัลมาริน่า กัวมาริแนร์ ราชินีแห่งริเวเทียองค์ปัจจุบันกลัวน้องชายตัวเองตอนอารมณ์หึงขึ้นหน้า!

                พลันเสียงหัวเราะแผ่วเบาก็ดังลอยปากของร่างสูงผมดำยาว เขาหลุบมองพุ่มผมสีฟ้าของร่างบางข้างกายผู้แสร้งทำท่าหวาดกลัวน้องชาย

                “กลัวไว้บ้างก็ดี จะได้ไม่ทำอะไรห่ามๆ บ้าง” เดเร็กว่า

                “เหอะ ไว้คืนนี้จะคิดบัญชี ให้โรสเล่นป๊อกเด้งกินเงิน ดูสิ หมอนั่นจะทำหน้ายังไง” อัลกำหมัดแน่น

                “ขนาดเป็นราชินีแล้วเรื่องการพนันก็ไม่เคยหลุดจากหัวเธอเลยนะอัล” เดเร็กลอบถอนใจ “อย่าไปเล่นในวังของริเวเทียมาล่ะ”

                “ไสเจีย เสียใจ ฉันเล่นมาแล้ว ชวนท่านฮันนิบาลเล่น” อัลทำตาใสปิ๊ง ประสานสองมือหมับตรงหน้าอก “ท่านน่ะหมดตัวเลยล่ะ เรนาต้าเนี่ยนะหัวเราะขำซะไม่มีดี”

                กรรมเวร องค์ราชินีเล่นพนันจนองครักษ์หมดตัว...มหาเวทรัตติกาลคิดอย่างกลัดกลุ้ม

                “ลองมาเล่นกับฉันมั่งไหมล่ะ” เขาเสนอ

                จบคำ สีหน้าของอัลก็แตกตื่นขึ้นมาทันควัน เธอเบิ่งตากว้างและไขว้มือท่ากากบาท ส่ายหน้าเลิกลั่ก

                “ไม่ ไม่ ไม่และไม่”

                เดเร็กพอเห็นสาวเจ้าทำท่าตระหนกก็นึกสนุก เขายื่นหน้าเข้าไปใกล้ดวงหน้าหวานที่กำลังเหวอ

                “ทำไมล่ะ ไม่อยากกินเงินฉันมั่งเหรอ ฉันก็มีเงินนะ ตอนนี้ได้ตำแหน่งมหาเวทรัตติกาลคืนเต็มตัว เงินก็ไม่ขัดสนแล้ว”

                “ไม่!” อัลกรีดร้องเสียงดัง “ฉันกลัวฉันจะทำท้องพระคลังริเวเทียกลวงโบ๋น่ะสิ นายน่ะมันดวงพนันมาแรงแซงทางโค้ง จำได้ว่าเล่นกันคราวก่อนนายกับโรสผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ จนสุดท้ายก็เสมอกัน ทำไมไม่แบ่งส่วนนี้ให้เซดริกบ้าง”

                “มันเป็นความสามารถเฉพาะตัว” เสียงนุ่มกลั้วหัวเราะ

                “อี๋ ถ้าฉันแต่งงานกับนายแล้วลูกเป็นผีพนันนะ ฉันจะโทษว่าเป็นความผิดนาย!” อัลชี้หน้าเดเร็ก เธอออกอาการงิ้ว จนคนที่เดินตามสองคนต้องหยุดดู และหัวเราะกับการโต้คารมของอัลและเดเร็ก ทั้งสี่คนไม่ทันสังเกตว่าห้วงบรรยากาศอันสุขสงบเริ่มแปรปรวน จนกระทั่งท้องฟ้าเริ่มมืด บดบังแสงตะวันที่ควรสาดส่อง เซดริกจึงเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ

                “ทำไมเป็นแบบนี้” เขาตั้งข้อสังเกต สายลมที่พัดผ่านร่างเย็นเยือกผิดวิสัยลมอุ่นในฤดูนี้

                “หรือว่า” เดเร็กเบิกตาโต เขาละความสนใจจากสาวน้อยผมฟ้าที่เขากำลังยันหน้าผากไม่ให้หล่อนเอื้อมมาถึงตัวเขา ดวงตาสีเงินปรายมองบรรยากาศรอบๆ เห็นว่าต้นไม้ที่เคยเรียงรายสองข้างทางเริ่มบิดพลิ้วเปลี่ยนเป็นรูปกำแพงหินอ่อน พลันหน้าขาวก็ซีดเผือดกว่าเดิมเมื่อแน่แก่ใจว่าเจออะไร

“ภาวะมิติบิดเบือน!” เดเร็กเอ่ยขึ้นในที่สุด

“อะไรนะ” เซดริดร้องเสียงหลง

“ภาวะมิติบิดเบือนเหรอ” อัลทวน หยุดการตะกุยมือพยายามจะทำร้ายเดเร็ก “มันคืออะไร”

“กล่าวในเชิงทฤษฎี มันคือภาวะที่สนามแม่เหล็กของโลกเกิดความแปรผันสูญเสียความเสถียร ซึ่งหากมีมิติอื่นเลื่อนมาทาบทับกับมิติที่เราอยู่ มันก็มีโอกาสที่ประตูมิติจะเปิดและดูดคนและสิ่งของไปมิตินั้น ในปัจจุบัน แม้ว่ามหาเวทรัตติกาลคนก่อนหน้าฉันท่านจะคิดเวทเปิดมิติได้” อธิบายถึงตรงนี้เดเร็กก็มุ่นคิ้ว ดวงตาสีเงินประกายเคร่งเครียด “ยังไม่เคยมีมหาเวทรัตติกาลคนไหนนอกจากท่านกล้าลองใช้มันมาก่อน และยังไม่เคยมีรายงานว่าเคยพบมิติบิดเบือนมาก่อนด้วย!

“แล้วเราจะทำยังไงคะ” โรสยกมือขึ้นปิดปากไม่ให้หวีดร้องออกมา ทั้งๆ ที่ใจของเธอน่ะกลัวแสนกลัวว่ากำลังจะเกิดอะไรที่ไม่คาดฝันขึ้น

“ก็คงต้องภาวนาว่ามันจะจบโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น” เดเร็กกล่าวเสียงเฝื่อน หากเสี้ยวหนึ่งในก็รู้ดีว่า มันต้องมีอะไรเกิดขึ้นแน่ๆ และไม่ทันสิ้นความคิด หลุมดำก็ปรากฏอยู่ใต้เท้าของทั้งสี่คน พร้อมลมกระโชกที่พัดโหม ความหนาวเหน็บกรีดผิวกาย กัดเซาะเข้าที่ขั้วหัวใจของผู้ประสบเหตุ

เดเร็กรีบคว้าอัลมากอดแน่น ซึ่งอัลก็ไม่ปฏิเสธแต่อย่างใด กลับกันเธอซุกหน้าตรงอกเขาพลางคิดว่า ถ้าราชินีกลัวตายแบบนี้คงไม่ผิดใช่ไหม!

“มันไม่ใช่หลุมดำเคลื่อนย้ายของนายใช่ไหม เดเร็ก” อัลถามทั้งๆ ที่รู้คำตอบอยู่แล้ว ดวงตาสีอัสดงไหวระริกด้วยความตื่นตระหนกปนหวาดกลัว

เดเร็กทำหน้าเศร้า ส่ายหน้าแทนคำตอบ

“เกาะกันไว้แน่นๆ นะ” ทายาทเซฟิรุสผู้กอดโรสแน่น หันมาบอกทุกคน พลันร่างทั้งสี่ก็ถูกแรงดูดลงไปสู่ความมืดอันลึกลับ โรสกับอัลพยายามเปล่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือ หากแต่ด้วยวาโยกระโชกที่กำลังส่งเสียงดัง เสียงร้องของสองสาวไม่อาจส่งไปถึงคนภายนอกได้

ฟึ่บ!

พริบตาคนทั้งสี่ก็อันตรธานหายไปราวอากาศธาตุ ท้องฟ้าเริ่มกระจ่างใส แสงอาทิตย์ส่องลอดหมู่เมฆที่เคลื่อนกาย บรรยากาศทุกอย่างกลับสู่ภาวะปกติ ราวกับว่าภาวะมิติบิดเบือนไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

                                                                      ...........................

โครม!

“โอย เจ็บชะมัด” อัลส่งเสียงขึ้นมาหลังได้รับรางวัลจากการเคลื่อนย้ายมิติเป็นการกระแทกพื้นแข็ง หัวของเธอกระแทกอย่างแรงจนเห็นดาวหมุนไปมารอบๆ พอเธอลองขยับตัวก็พบว่ามันขยับได้ง่ายดายมากเหมือนไม่มีแขนของคนกอดเธออยู่ แต่เมื่อกี้เดเร็กกอดเธอนี่ ถ้าอย่างนั้นเดเร็กอยู่ไหน

อัลลองขยับนิ้วมือขวา ทันใดนั้นเธอก็พบว่ายังมือหนากอบกุมมือเธออยู่ อัลค่อยโล่งใจที่เดเร็กอยู่ด้วย สาวน้อยค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้า อ้าปากจะถามว่า...พวกเราอยู่ที่ไหน ทว่าพอเธอลืมตาขึ้น ดวงตาสีแดงก็เบิกกว้างเท่าไข่ห่านกับภาพที่เห็น

คมเคียวเล่มใหญ่จ่ออยู่ที่คอขาวของมหาเวทรัตติกาล มือหนาของชายผมน้ำตาลขยับด้ามเคียวมั่นดั่งเตือนว่าหากเดเร็กขยับเขาตัดคอแน่ ส่วนคนถูกคุกคามอยู่นั้นก็ส่งสายตาเย็นเยือกดุจน้ำแข็งให้คนคุกคาม ดวงตาสีเงินและดวงตาสีน้ำเงินของทั้งสองประสานกัน

อัลตัวสั่นน้อยๆ พอเธอหันไปอีกทางก็พบว่าเซดริกสู้ตาอยู่กับหญิงสาวผมแดงหยักศก ผู้ใช้เปลวเพลิงข่มขู่เขา และอัลก็เพิ่งสัเกตว่าผู้คุกคามทั้งสองต่างสวมเครื่องแบบสีขาว และมีปลอกแขนสีทองสวมตรงแขนขวา

“พวกแกเป็นใคร!” ชายหญิงชุดขาวถามพร้อมกัน ดวงหน้าดุดันเหี้ยมเกรียม

อ๊าก ฟังไม่รู้เรื่องโว้ย

อัลกรีดร้องในใจ อยากจะพูดภาษาเดียวกับคนพวกนี้เหลือเกิน ทันใดนั้น อัลก็ชันตัวขึ้นช้าๆ ทำท่าว่าเธอไม่มีพิษสงอะไรนะ ด้วยการยกมือเสมอหัวทั้งสองข้าง ในโลกของเธอมันคือการจำยอม แต่ในโลกนี้ล่ะ ถ้าการยกมือขึ้น คือการเตรียมตัวสู้ เธอตายแน่งานนี้!

พอเห็นท่าทียอมจำนนของหญิงสาวผมฟ้า ชายผมน้ำตาลก็เลิกคิ้วหนานิด เขาละสายตาจากเดเร็ก แต่ไม่ละเคียวจากคอขาว

“เธอเป็นใคร” เสียงเข้มถาม

อัลทำหน้าพยายามบอกประมาณว่าเธอไม่ออก มือเล็กชี้ไปที่หู แล้วส่ายหน้าหยิกๆ ก่อนจะปราดเข้าไปกอดเดเร็กปกป้องไม่ให้เขาถูกคมเคียวหั่นไปสองท่อน

“เดี๋ยวก็ใช้อัคคีสีเงินซะนี่ เอาเคียวจ่อคออยู่ได้” เดเร็กพูดเสียงเหี้ยม ดวงตาสีเงินโชนรังสีสังหาร

“อย่านะเดเร็ก ขืนทำเราอาจจะเป็นศัตรูกับทั้งโลกนี้ก็ได้ เขาสองคนสำคัญแค่ไหนก็ไม่รู้” อัลเตือนสติ แม้จะรู้ว่าเดเร็กพูดไปเพราะอยากให้เธอรู้ว่าเขาหาทางรอดจากสถานการณ์นี้ให้เธอได้ แต่เธอก็ไม่อยากให้เขาทำอย่างที่พูดจริงๆ

สาวน้อยลอบสังเกตว่าชายหญิงคู่นั้นมองหน้ากันเชิงปรึกษา สาวน้อยใจชื้น หรือว่าพวกเขารู้แล้วว่าเธอไม่ได้มาด้วยเจตนาร้าย รอดแล้ว!

ระหว่างที่อัลกำลังโห่ร้องดีใจอยู่ในใจ ร่างบางของหญิงสาวผมน้ำเงินก็สืบเท้าตรงมายังพวกเธอ พอชายผมน้ำตาลเห็นหล่อนเท่านั้นแหละ เขาก็รีบปราดไปกั้นหล่อนออกห่างๆ ในสายตาของอัลจากชุดที่ใส่และท่าทางของชายคนนั้นแล้ว ผู้หญิงคนนี้คงมีฐานะที่สูงมาก และชายชุดขาวคงเป็นลูกน้องเธอ

ดูท่าชายผมน้ำตาลพยายามเจรจากับหล่อนให้ออกไปที่นี่ หากที่ดวงหน้าใสของหญิงสาวก็มุ่ยลง หล่อนเปิดปากเถียงเขาฉอดๆ ทำเอาชายชุดขาวกุมขมับปวดหัว ถึงขั้นดันหน้าผากเธอเหมือนเธอเป็นเด็กๆ

“นั่นเจ้านายกับลูกน้องหรือเพื่อนกับเพื่อนเนี่ย” เซดริกวิจารณ์ เขาหัวเราะเฝื่อนๆ ปรายตามองดวงหน้าสวยของผู้คุมที่ยังคงมองเขา แต่สีหน้ากลับอ่อนใจเมื่อได้ยินบทเอ็ดตะโรของชายผมน้ำตาลและหญิงผมน้ำเงิน

“เธอนี่มันดื้อจริงๆ เป็นเจ้าหญิงแล้วทำตัวเรียบร้อยหน่อยได้ไหมเอล! ฉันบอกแล้วนี่ว่าพวกเขาอาจจะเป็นอันตรายกับเธอ” เสียงเข้มดังก้องทั่วสวน มือหนาจิ้มหน้าผากนวลไม่เลิก

“คลิฟฟ์ พวกเขายังเด็ก เอาน่าอายุประมาณยี่สิบกว่าก็เท่าๆ กันฉันนี่แหละ นายน่ะแก่แล้วช่วยดูได้ไหมพวกเขาไม่มีพิษสงนะ” สาวผมน้ำเงินโต้กลับ

“เอล!” คลิฟฟ์ร้อง

ระหว่างที่คนทั้งสองทะเลาะกัน สาวผมแดงก็ส่ายหน้าแล้วพูดงึมงำกับตัวเองว่า “โอ้สามีฉันกับเพื่อนฉันทำไมมาเถียงกันตอนนี้”

“นายต้องปล่อยพวกเขา” เอลชี้ไปที่กลุ่มอัล ท่าทางการชี้ของเธอทำให้ทั้งสี่คนสะดุ้งนิด พลางคิดว่านี่ชี้จะช่วยหรือชี้สั่งฆ่า

“ยังไม่ได้สอบสวนเลย ฉันจะพาไปที่กรมองครักษ์ก่อนแล้วให้พ่อสอบสวน”

“ปล่อยเขา” เอลเถียงหน้าดำหน้าแดง กอดอกเอาเรื่อง

“บอกว่าต้องไปสอบสวนก่อน”

“คลิฟฟ์ปล่อยตัวคนพวกนี้ซะ!

ประโยคสุดท้ายที่ลอยแหวกอากาศทำให้ทุกร่างในที่นั้นแข็งทื่อ ด้วยเสียงที่ประกาศก้องนั้นทรงอำนาจและแฝงด้วยความเยือกเย็นออกเย็นชานิดๆ ไม่นานเจ้าของเสียงก็สืบเท้าเข้ามาใกล้คลิฟฟ์กับเอล ร่างสูงสง่าของบุรุษผู้นั้นหยุดยืนข้างข้างสาวน้อยผมน้ำแข็งผู้ป่องแก้ม ทำหน้าค้อนเขาซึ่งถ้าอัลอ่านสีหน้าไม่ผิด หล่อนค้อนเขาว่า...ทำไมไม่มาให้เร็วกว่านี้

“เอเรียล คนพวกนี้บุกเข้าวังเรเซีย” คลิฟฟ์อธิบาย

ชายผมดำถอนใจ เขาใช้ดวงตาสีรัตติกาลทอดมองผู้บุกรุกทั้งสี่อย่างพินิจพิจารณาก่อนเอ่ยออกมา “พวกเขามาที่นี่โดยอุบัติเหตุ เมื่อครู่เกิดภาวะมิติแปรผันขึ้น คงหลุดมาจากมิติอื่น”

“หา” คลิฟฟ์ทำตาโตเท่าไข่ห่าน เกาหัวแกร๊กๆ เขาพึมพำมนตร์เก็บเคียวไปไว้อีกมิติตามเดิม “มิน่าเหมือนจะฟังที่พวกเราพูดไม่รู้เรื่อง เฟรถ้าอย่างนั้นหยุดใช้อัคคีเวทได้แล้วล่ะ”

สาวผมแดงพยักหน้า เธอหยุดใช้เวทมนตร์แล้วก้มตัวลงไปพยุงร่างระหงของโรสขึ้นจากพื้น ตามด้วยเซดริก ส่วนคลิฟฟ์เดินมาพยุงอัลและเดเร็กขึ้นจากพื้น

“ต้องขอโทษด้วยนะเมื่อกี้” คลิฟฟ์ส่งยิ้มกว้างเห็นฟันทุกซี่ให้อัล แม้จะฟังภาษาไม่รู้เรื่อง แต่รอยยิ้มที่เขาให้ มันก็เป็นรอยยิ้มที่จริงใจสุดๆ จนอัลอดจะยิ้มตอบไม่ได้ ดูเธอกับชายคนนี้น่าจะเป็นเพื่อนคุยที่ดี ส่วนเดเร็กมุ่นคิ้วส่งสายตาดุๆ ไปให้คลิฟฟ์ตอบแทนการช่วยเหลือ

หญิงสาวผมน้ำเงินปราดเข้ามาช่วยคลิฟฟ์พยุงร่างของอัล ส่วนชายผมดำผู้มีประกายตาเย็นเยียบก็เดินเข้ามาพูดกับพวกเขา

“ต้องขอโทษด้วยที่องครักษ์ของฉันทำร้ายท่านเมื่อกี้ เดี๋ยวจะให้คลิฟฟ์กับเฟรพาไปที่ห้องพระอักษรนะ” ปากบางขยับขึ้นลงเปล่งถ้อยคำ ดวงตาสีรัตติกาลทอดมองผู้มาเยือนทีละคน ทีละคน จนกระทั่งพอมามองเดเร็ก เขาก็รู้สึกได้ว่า ดวงตาสีเงินของมหาเวทรัตติกาลนั้นส่งข้อความเหมือนกำลังหาเรื่องเขาอยู่

แล้วมีหรือที่เจ้าชายแห่งเรเซียจะให้ใครมาหยามเกียรติง่ายๆ เขาประสานสายตากับเดเร็ก ดวงตาสีดำจ้องดวงตาสีเงิน แล้วจู่ๆ บรรยากาศอบอุ่นในฤดูใบไม้ผลิในที่แห่งนั้นก็หนาวเยือกอย่างไม่ทราบสาเหตุ ทำเอาทุกคนหน้าซีดไปตามๆ กัน

ไม่รู้คิดไปเองรึเปล่า แต่พอสองคนนั้นจ้องตากันแล้วอากาศมันถึงขั้นติดลบเลยล่ะ!

อัลคิดอยู่ในใจ แต่ไม่นานการจ้องตานั้นก็จบลง เมื่อหญิงสาวผมน้ำเงินเดินเข้าไปหอมแก้มกร้านของชายผมดำ แล้วลากเขาให้ออกเดินนำขบวน

 
                                                                       ........................................................................

“เอาล่ะ ยังเจ็บตรงไหนอีกไหม” คำถามแสดงถึงความห่วงใยส่งตรงจากปากพระชายาแห่งองค์รัชทายาท ทำให้อัลเงยหน้ายิ้มให้หล่อน มองร่างบางของเจ้าหญิงที่นั่งลงข้างเธอพร้อมสำลีและผ้าพันแผล

หลังจากที่มาถึงห้องทำงานของเจ้าชายเอเรียล เจ้าชายรัชทายาทก็รินยาให้กับพวกอัลและทำท่าบอกให้กินซะ ตอนแรกเดเร็กไม่ยอมให้เธอกินหรอก แต่พอเธอเห็นรอยยิ้มของชายผมน้ำตาลและหญิงผมน้ำเงินเธอก็คว้าแก้วมากิน ทำเอาเดเร็กอ้าปากดุเธอแทบไม่ทัน และได้ผล เธอฟังภาษาที่พวกเขาพูดออก ทำให้เธอต้องเป็นผู้เกลี้ยกล่อมให้ทุกคนดื่มยานี่ด้วย

“ยาที่นี่ดีจังเลย ทาแป๊บเดียวก็ไม่เจ็บแล้ว” อัลยิ้มแป้น ชมยาที่เอลตาให้ไม่หยุดปาก

“ยานี่เอเรียลปรุงเองกับมือเลยนะ” เอลอธิบาย พร้อมเทยาป้ายที่พวงแก้มของอัลสักพักความเจ็บที่แก้มก็หายไปเป็นปลิดทิ้ง

“พี่เอเรียลก็เก่งเนอะพี่เอล” อัลชมตามที่ใจคิดพร้อมเรียกเอลอย่างสนิทชิดเชื้อ ก็แหมตั้งแต่เห็นหน้ากันตั้งแต่ครั้งแรก เธอก็รู้แล้วว่า เธอกับผู้หญิงคนนี้ชะตาถูกกัน นิสัยเหมือนกัน เป็นก๊วนเดียวกันได้! แต่พอเธอพูดคำว่า พี่เอเรียล ออกมา เอลก็ยกมือปิดปากหัวเราะจนน้ำตาเล็ด ทำให้คลิฟฟ์และเฟรที่กำลังทำแผลให้เซดริกและโรส หันหน้ามองเอลเป็นตาเดียว

“โทษทีๆ พี่งั้นเหรอ โอ๊ย เอเรียลน่ะ แก่จนเป็นปู่ของปู่เธอได้แล้วนะอัล” เอลพูดเสียงดัง คราวนี้เธอไม่ปิดปากหัวเราะแล้ว แต่หัวเราะลั่นห้อง ทำเอาชายผมดำสองคนที่กำลังปรึกษากันหาทางออกของเรื่องนี้ส่งสายตาดุๆ มาให้

“เอเรียลน่ะอายุ เดี๋ยวก่อนนะ ขอนับก่อน สองร้อยยี่สิบเจ็ดปีแล้ว!” เอลบอกอัลทำให้อัลหน้าเหวอไปนิด “แก่มากๆ เลยล่ะ ไม่น่าเชื่อว่าฉันจะแต่งงานกับคนที่อายุแก่กว่าตาของตัวเองได้ แถมเห็นหน้ายี่สิบแบบนี้นะ แต่ทั้งดุ เข้มงวด ขี้บ่นอย่างกับตาแก่ ฉันไม่อยากนึกเลยว่าเด็กๆ กับฉันต่อไปในอนาคตจะเป็นไงบ้าง”

“เอล!” เอเรียลปรามเสียงเคร่ง ส่วนเดเร็กสะดุ้งด้วยประโยคของหญิงสาวมันเหมือนด่าเขาอยู่เหมือนกัน แต่คนอื่นๆ พากันหัวเราะครืน

“โธ่ พี่เอลแค่สองร้อยยี่สิบเจ็ดปีเอง คู่หมั้นหนูนะ อายุสามร้อยห้าสิบสามปี แก่กว่าอีก” อัลเริ่มประจานอายุเดเร็กบ้าง หนนี้ดวงตาสีดำและสีเงินของสองหนุ่มหรี่ลง หวังจะปรามหญิงสาวสองคนที่เข้าขากันได้เป็นปี่เป็นขลุ่ยจนน่ากลัว แต่ในเมื่อพวกเธอมีกองกำลังหนุนแล้ว เรื่องอะไรจะกลัวสามีกับคู่หมั้นล่ะ

ชายหนุ่มทั้งคู่จึงได้แต่ตีหน้าเคร่งและถอนใจพร้อมกัน

จะประจานอายุพวกเขาทำไมเนี่ย...เอเรียลและเดเร็กคิดพร้อมกัน

“เดเร็กเป็นชาวปิศาจเหรอ ไม่สิๆ เขาไม่ใช่คนปกติหรือไงถึงได้อายุยืนกว่าคนทั่วไป ที่มิตินี้ถ้าอายุยืนจะเป็นพวกชาวปิศาจแบบที่เรเซีย ชาวภูติและชาวสวรรค์จ้ะ”

“เป็นคนธรรมดาค่ะ แต่ว่าเดเร็กดูแลหัวใจแห่งสายน้ำอัญมณีที่ควบคุมการเวียนไหลของเวลาได้ เดเร็กเลยหยุดเวลาตัวเองไว้ตั้งกว่าสามร้อยปีเพื่อทำภารกิจบางอย่าง” อัลอธิบายเจื้อยแจ้วให้เอลฟัง ซึ่งคลิฟฟ์กับเฟรก็เงี่ยฟังอย่างสนใจ

“องค์ราชินีที่เคารพได้โปรดรักษาความลับทางราชการบ้าง” เดเร็กเปรยขึ้นมา เขาเหนื่อยใจที่อัลดูกลับไปเป็นเด็กเมื่อได้อยู่กับคนนิสัยพอกันอย่างเอล

“องค์ราชินี ตัวแค่นี้เป็นราชินีแล้วหรือ” คลิฟฟ์ทำหน้างง เขาเดินมาสำรวจใบหน้าจิ้มลิ้มของอัล

อัลพยักหน้าหงึก

“เหนื่อยหน่อยนะ พี่เป็นแค่เจ้าหญิงยังรู้สึกเหนื่อยเลย” เอลกอดอัลราวกับเป็นน้องสาว “โธ่น่าสงสาร”

“ฮือ เดเร็กเขาบังคับหนูค่ะ เขาบอกว่าถ้าไม่ทำจะแกล้งหนู” อัลปั้นหน้าน่าสงสาร

“ฉันเคยพูดที่ไหนอย่ามาเหลวไหลน่าอัล” เดเร็กเดินมาดุอัลถึงที่ สาวน้อยเลยแลบลิ้นใส่ แต่ดูเหมือนเขาจะยืนใกล้เอลมาเกินไป ชายหนุ่มผมดำอีกคนก็เลยเดินตามมาติดๆ แล้วยื่นมือจับบ่าเดเร็ก

“อย่ายืนค้ำหัวเอลอย่างนั้น” เอเรียลพูดเสียงเย็น

“ไม่เป็นไรน่าเอเรียล เขาไม่ได้ตั้งใจสักหน่อย เขาจะมาพูดกับอัลต่างหาก” เอลไม่ถือสา แถมยังแก้ตัวให้ด้วย

“กระหม่อมไม่ได้ตั้งใจอย่างที่พระชายาตรัสจริงๆ นั่นแหละ ฝ่าบาท” เดเร็กพูดคำราชาศัพท์ด้วยเสียงเย็ยเยียบ ผินหน้ารูปสลักจ้องดวงหน้ารูปสลักของอีกคน ดวงตาสีเงินและสีดำวาววับอย่างไม่ยอมกัน

สองคนนี้ท่าจะไม่กินเส้นกันแฮะ

อัลมองภาพนั้นแล้วคิดในใจอย่างปลงๆ อุตส่าห์มาที่มิติอื่น ได้เพื่อนใหม่ แต่เดเร็กก็ยังอุตส่าห์หาคนไม่กินเส้นด้วยได้

“เรื่องการส่งกลับมิติของนาย ฉันตรวจสอบกระแสเวทแล้วคงต้องรออีกสองวันถึงจะได้กลับ เพราะฉะนั้นระหว่างนี้ก็พักอยู่ที่นี่ไปก่อนละกัน ฉันจะให้คนจัดที่พักให้อย่างดี แลกกับการบอกเล่าเรื่องราวของมิติท่าน เพื่อให้ฉันนำมาเรียนรู้และปรับปรุงมิติของฉันบ้าง” เอเรียลเบือนหน้ามองทุกคน พูดเสียงเย็นชาอันเป็นเอกลักษณ์ของเขา

อัลและโรสพยักหน้าตกลง ส่วนเซดริกทำสีหน้าเรียบเฉย

“หวังว่าระหว่างอยู่ที่เราจะไม่เป็นอันตรายนะครับเจ้าชาย” เซดริกปรามาส คำพูดเขาทำให้คลิฟฟ์และเฟรแข็งขืนนิด ก่อนจะนึกได้ว่าตนไปทำเขาก่อน เขาถึงระแวงแบบบนี้

เฮ้อ เจ้าเซดริกก็หาคนไม่กินเส้นได้ด้วยอีกคนหรือนี่...อัลกลุ้มใจอย่างเหลือแสน

“นี่แหละน้าพวกมนุษย์น้ำแข็งมักจะไม่ชอบกันเองจริงๆ ด้วย” เอลหัวเราะคิก มองโรสและเซดริกที่เดินมารวมกลุ่ม

“พวกเขาดูจะไม่ถูกกันนะคะพี่เอล” โรสออกความเห็น ช้อนตาอ้อนให้เซดริกคลายสายตาดุลงบ้าง

“คนที่รู้กันมักไม่ยอมกัน สามคนนี่แหละตัวอย่างอย่างดีเลยเนอะคลิฟฟ์” ประโยคหลังเอลหันไปเออออห่อหมกกับเพื่อนสนิทที่กำลังสนุกกับสงครามเย็นของชายหนุ่มสามคน

“ช่ายเลยเอล ขืนสามคนนี้อยู่กันนานๆ ฉันว่าฤดูหนาวของเรเซียปีนี้มาเร็วแหง ว่าแต่นี่ใกล้เวลาที่พวกเด็กๆ จะตื่นแล้วนี่” คลิฟฟ์นึกขึ้นได้

“ฉันก็ว่าจะชวนเธอไปดูเด็กๆ พอดี เครเซียน่าจะตื่นแล้ว” เฟรพูดขึ้นบ้าง

“ป่ะ งั้นไปดูลูกๆ ที่น่ารักของเรากันเถอะ” เอลพูดด้วยสีหน้าอ่อนโยนของคนเป็นแม่ อัลจ้องมองสีหน้าของเอล พลางนึกว่า เมื่อถึงเวลานั้นแล้ว สีหน้าของเธอจะอ่อนโยนเหมือนอย่างเอลหรือไม่

ว่าแล้วเอลก็จับมือโรสกับอัลเชิญชวนให้ออกไปเดินเที่ยวด้วยกัน

“เดี๋ยวฉัน คลิฟฟ์ เฟรกับเด็กๆ จะพาเที่ยวพระราชวังนะ จะได้ไม่เบื่อกัน” เอลว่าเสียงใส

“แต่ว่าพี่เอลแล้วสามคนนั้นละคะ” โรสพูดอ้อมแอ้มชี้ไปที่เอเรียล เดเร็ก เซดริกที่ยืนปรึกษากันพลางทำสงครามเย็นพลาง

“อ่อ เอเรียลน่ะวันวันไม่ออกจากห้องหรอกจ้ะ บ้างานจะตาย ฉันว่าพวกเดเร็กกับเซดริกเองก็คงนิสัยเดียวกัน อยู่กันได้น่า พวกเราน่ะไม่ชอบอยู่กับที่ไปเดินเที่ยวกันดีกว่า เดี๋ยวจะแนะนำให้รู้จักเด็กๆ ทั้งสามคนของฉันนะอัล โรส เด็กๆ ต้องชอบเธอแน่ๆ” ว่าแล้วเอลก็ลากโรสกับอัลออกไปทางประตู ตามหลังด้วยคลิฟฟ์กับเฟร แม้ว่าด้วยหน้าที่คลิฟฟ์ต้องอยู่อารักขาเจ้าชายรัชทายาทลำดับหนึ่งของเรเซีย แต่ด้วยลางสังหรณ์ของคนที่เป็นเพื่อนกับมันมานาน คลิฟฟ์รู้สึกว่าอย่าอยู่ที่นี่จะดีกว่า ถ้ายังไม่อยากตกอยู่ในห้องเย็นติดลบจนแข็งตาย!

การไปดูลูกสาวที่รักและบรรดาเจ้าหญิงเจ้าชายน้อยๆ ที่ห้องพักเด็กอ่อนดูเป็นอะไรที่จรรโลงใจเขากว่าเยอะ


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

1,838 ความคิดเห็น

  1. #1228 reserection (@deva_dew) (จากตอนที่ 123)
    วันที่ 3 มีนาคม 2554 / 21:55
    งานเข้าพะย่ะค่ะ  หลุดมาเจอกันแบบนี้  หนาวติดลบแน่ ๆ ว่าแต่เอเรียลกะเดเร็กจะไม่ตีกันตายหรือเจ้าค่ะ  หลุดมาที่นี่แล้วยังใช้เวทมนต์ได้เหมือนเดิมไหมเนี่ย
    #1228
    0
  2. #1227 อัคนิรันดร์ (@quietear) (จากตอนที่ 123)
    วันที่ 3 มีนาคม 2554 / 19:57
    555+
    สนุกนะพี่เรน่า...เสียดายแต่อ่านไม่ค่อยรู้เรื่อง...ไม่ได้อ่านเรื่องเรเซียอ่ะ   แย่แล้ว...เฮ้อ...
    ว่าแต่คราวนี้อัพไอริสน้อยจังนะคะ
    รออยู่เสมอค่ะ
    #1227
    0
  3. #1225 PRanG Thai Circle (@mapringgang) (จากตอนที่ 123)
    วันที่ 3 มีนาคม 2554 / 12:53
     อุ้ย
    ตื่นเต้นๆๆ
    น่ารักจังเลย
    #1225
    0
  4. #1224 neschan (@netsu) (จากตอนที่ 123)
    วันที่ 2 มีนาคม 2554 / 22:57
    ว้าว น่าตื่นเต้นจัง
    หลุดมาอีกมิติแบบนี้จะกลับยังไงเนี่ย
    #1224
    0
  5. #1223 alittledog (@alittledog) (จากตอนที่ 123)
    วันที่ 2 มีนาคม 2554 / 22:38
    กรี๊ด อีกหนูเดเร็กปะทะเจ้าชายน้ำแข็ง สรุปงานนี้ใครจะชนะค่ะเนี้ะ
    แต่เซดริกคงเป็นได้แค่กองหนุนมั้งค่ะเนี้ยะ
    #1223
    0