คุณกำลัง login ด้วย [ เปลี่ยนชื่อ | ออกระบบ ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

ศาสตราคู่กู้แผ่นดิน

ตอนที่ 171 : เล่ม 5.2 - ตอนที่ 68.2 ก้าวสู่เหนือเมฆา (4)


     อัพเดท 19 มิ.ย. 51
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: ฟรีสไตล์/แฟนตาซี
Tags: ยังไม่มี
ผู้แต่ง : มือเดียวค้ำฟ้า ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ มือเดียวค้ำฟ้า
My.iD: https://my.dek-d.com/eva00r
< Review/Vote > Rating : 99% [ 3,288 mem(s) ]
This month views : 39 Overall : 262,897
4,383 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 290 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
ศาสตราคู่กู้แผ่นดิน ตอนที่ 171 : เล่ม 5.2 - ตอนที่ 68.2 ก้าวสู่เหนือเมฆา (4) , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 1482 , โพส : 0 , Rating : 0% / 0 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


ก่อนที่กุนซือราเมสจะกล่าวอันใดนั้น ทหารผู้หนึ่งก็เดินเข้ามาที่ห้องประชุมส่งสารด่วนมาจากเมืองเจนีสใต้
                ทหารผู้นั้นรายงานเรื่องการลอบสังหารเอกอัครราชทูตบลูที่เมืองเจนีสใต้ให้มือปราบไก แม่ทัพมอริแกน ครูชานอนและกุนซือราเมสที่อยู่ในห้องประชุมทราบโดยพร้อมเพรียงกัน บุคคลทั้งสามรู้ได้ทันทีว่าเป็นแผนของเสนาธิการแห่งนอร์นามว่ามิดาส ทั้งยังตะลึงกับผลของการต่อสู้ที่สิ้นสุดกันด้วยผลเสมอ เมื่อทราบว่าผู้ที่ลงมือของฝ่ายตรงข้ามเป็นถึงอัศวินดำอันดับสามนามว่าเอริค
                เสียงของประตูห้องประชุมปิดลงเมื่อทหารผู้นั้นรายงานจบแล้วจากไป กุนซือราเมสกล่าวขึ้นมาเป็นคนแรกว่า “พวกเราไม่อาจคาดเดาแผนของมิดาสได้หมดทุกขั้น ขนาดการเจรจาของบลูกับมาร์ควิสมาร์เวอริคแห่งลาเวนดิสพึ่งจะสิ้นสุดลงเมื่อคืน มันก็สามารถส่งมือสังหารระดับนี้มาอย่างไร้ร่องรอย ต่อไปพวกเราจะต้องไม่ประมาท แม้มีช่องว่างเพียงส่วนเสี้ยวก็ต้องหาทางป้องกันไว้”
                ชานอนผู้ที่มีความสามารถทางด้านเอลแห่งมิติกล่าวว่า “บุคคลระดับศรพิฆาตเอริคอยากจะมาก็มาอยากจะไปก็ไป ไม่ว่าพวกเราใช้ยามตรวจตรามากน้อยสักเพียงใดก็ไร้ประโยชน์ ขนาดร่างแหแห่งมิติที่ข้าดูแลด้วยตนเองก็ยังไม่แน่ว่าจะจับการเคลื่อนไหวของมันได้ โชคดีเป็นของบลูแล้วที่สามารถเอาชีวิตรอดจากเงื้อมมือพญามัจจุราชได้ในครั้งนี้”
                มือปราบไกกำมือขวากระแทกลงบนโต๊ะโครมหนึ่ง กล่าวว่า “ปิแอร์ก็รายหนึ่งแล้ว หากบลูเป็นอะไรไปข้าจะไม่มีวันปล่อยให้มันอยู่รอดได้เป็นอันขาด”
                ชานอนวางมือข้างหนึ่งลงบนหัวไหล่ของไก กล่าวว่า “ใจเย็นไว้ก่อน”
                “ข้าทราบดี เมื่อครู่ที่เสียกิริยาไปต้องขอโทษด้วย จากการเดินทางที่ผ่านมานั้นบลูเปรียบเสมือนน้องชายแท้ๆคนหนึ่ง เมื่อครู่มิใช่ว่าข้าจะหุนหันพลันแล่นกระทำการด้วยอารมณ์ชั่ววูบ แต่เป็นเพียงอารมณ์ที่เกิดจากการขุ่นข้องหมองมัวชั่วครั้งชั่วคราว ขอให้เจ้าวางใจข้าคงไม่บุ่มบ่ามเข้าไปแก้แค้นหรอก” ไกกล่าวกับชานอนจบก็ระบายลมหายใจออกจากอก ปลดปล่อยความอัดอั้นตันใจที่เกิดจากบาดแผลในอดีต กล่าวว่า “แต่สักวันหนึ่งหนี้โลหิตของปิแอร์จะต้องถูกชำระ ข้าทราบดีว่าจะต้องมีชีวิตรอดและนำพาเมืองเจนีสให้ผ่านพ้นไปจนถึงวันนั้น”
                กุนซือราเมสเห็นว่าผู้นำคนใหม่สามารถสงบสติอารมณ์ ยกเรื่องส่วนร่วมมาก่อนเรื่องส่วนตน จึงไม่กล่าววาจาเกี่ยวกับเรื่องเมื่อครู่อีก นำเรื่องที่ตนเองต้องการเรียกประชุมขึ้นมารายงานว่า “การที่ข้าเรียกท่านมือปราบ ท่านชานอนและท่านแม่ทัพทั้งสามมาหารือร่วมกันนี้เป็นเพราะว่ามีรายงานด่วนมาจากหน่วยลาดตระเวณทั้งตะวันออกและตะวันตก ไม่เพียงแต่ที่เมืองเจนีสใต้เท่านั้นที่มีการเคลื่อนไหวที่ไม่อยู่ในการคาดการณ์ของพวกเรา ทัพของศัตรูนอกเมืองเจนีสเหนือเองก็มีการเคลื่อนไหวอย่างลับๆเช่นเดียวกัน”
                แม่ทัพมอริแกนให้ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้มาก ถามขึ้นเป็นคนแรกว่า “ฝ่ายตรงข้ามมีการเคลื่อนไหวอันใด ใช่จะยกกองทัพบุกเข้ามาอีกระลอกหรือไม่? หากเป็นเช่นนั้นข้าต้องเรียกระดมพลโดยด่วน”
                กุนซือราเมสส่ายศีรษะพลางกล่าวว่า “ยังไม่ถึงระดับนั้นท่านแม่ทัพ กองทัพศัตรูยังคงอยู่ในรัศมีห้าพันวาขึ้นไป ห่างจากระดับที่สามารถยกพลบุกตัวเมืองอยู่ราวครึ่งค่อนวัน แต่ดูเหมือนว่าพวกมันกำลังก่อสร้างป้อมค่ายทั้งทางตะวันออกและทางตะวันตก หมายจะล้อมพวกเรามิให้มีทางออกทางอื่น”
                ขุนศึกไกที่พึ่งจะผ่านสมรภูมิให้ความสนใจกับแม่ทัพฝ่ายตรงข้ามมากเป็นพิเศษ จึงเอ่ยปากถามว่า “ท่านกุนซือพอจะทราบไหมว่าผู้มาเป็นใคร?”
                กุนซือราเมสพยักหน้ากล่าวว่า “ผู้คุมกองทัพทางตะวันตกเป็นผู้ที่ท่านมือปราบรู้จักมักคุ้นเป็นอย่างดี จะเป็นใครเสียได้อีกนอกจากหัวหน้าพรรคงูสวัดนามว่ามู่หลง ที่นำกองกำลังส่วนตัวของมันและทหารอีกหมื่นนายเตรียมสร้างป้อมค่ายหอยิงธนูอยู่ด้านนั้น”
                ชานอนเอ่ยปากว่า “หวังว่าอีกผู้หนึ่งนั้นคงมิใช่รองหัวหน้าหน่วยอัศวินดำ”
                กุนซือราเมสฝืนยิ้มกล่าวว่า “น่าเสียดายที่ความหวังของท่านชานอนไม่เป็นจริง คอร์เนเลียและกองทัพอีกราวหมื่นนายกำลังจัดสร้างรั้วล้อมค่ายอยู่ทางทิศตะวันออก ห่างจากกำแพงเมืองของเราไปราวหกพันวา”
                “ปิดล้อมสามทิศอย่างนั้นหรือ?” ไกเปรยขึ้น
                “ไม่ผิด ทางทิศเหนือนั้นมีกองทัพใหญ่ของนอร์ตรึงอยู่ คนที่ทำหน้าที่บัญชาการจะเป็นใครเสียได้อีกนอกจากตัวเสนาธิการมิดาสเอง” กุนซือราเมสตอบ
                แม่ทัพมอริแกนกล่าวว่า “ไม่ว่าพวกมันจะปิดล้อมหรือไม่หากเมืองเจนีสใต้ยังอยู่เมืองเจนีสเหนือก็จะไม่มีวันขาดเสบียงกรังหรือถูกปล่อยให้โดดเดี่ยว ยุทธวิธีปิดล้อมปล่อยให้หิวโหยอดอยากจนอ่อนแรงมิอาจจะทำอะไรพวกเราได้ พวกมันไม่รู้หรอกหรือ? ดีไปเสียอย่าง พวกเราจะได้ใช้เวลานี้เป็นโอกาสอันดีเสริมสร้างค่ายคูประตูหอรบให้แข็งแกร่งยิ่งกว่าแต่ก่อน”
                ไกใช้ประสบการณ์ที่เคยสั่งสมมาสมัยทำงานร่วมกับมิดาสอ่านสถานการณ์ขาดจึงกล่าวว่า “พวกมันย่อมไม่ใช้ยุทธวิธีปิดล้อมหรอก แต่พวกมันจะใช้วิธีจู่โจมสลับกันทั้งสามด้านไม่ปล่อยให้พวกเรามีเวลาพักแม้สักเสี้ยววินาที ท่านแม่ทัพลองคิดดูว่าหากพวกเราต้องเผชิญกองทัพจากทั้งสามแนวกำแพง คือตะวันตก เหนือและตะวันออก ผลัดกันจู่โจมยิงธนูปล่อยก้อนหินมาทลายกำแพงเมือง ผลัดกันเป็นกะสลับกันไม่หยุดหย่อนพวกเราจะทนทานได้หรือไม่ จริงอยู่พวกเราอาจทนทานได้ในช่วงแรก แต่เมื่อเวลาผ่านพ้นไปนานเข้าการป้องกันจะอย่างไรก็ต้องโผล่ช่องโหว่ออกมา เมื่อนั้นพวกมันทั้งสามทัพอาจแสร้งปล่อยกองร้อยหนึ่งทำการจู่โจมก่อกวน ส่วนที่เหลือรวมเป็นกองพลใหญ่บุกเข้ามาในครั้งเดียว หากพวกเรามิได้ตั้งตัวติดหรือทราบความนัย การป้องกันก็จะกระทำไม่แตกต่างกับครั้งที่ถูกจู่โจมเพียงทัพเดียว ซึ่งอาจถูกตีแตกได้ในที่สุด”
                กุนซือราเมสพยักหน้ากล่าวว่า “ความเห็นของท่านขุนศึกก็มีความเป็นไปได้อยู่ไม่น้อย เพียงแต่นั่นอาจจะมิใช่สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดที่เราอาจเผชิญ”
                ชานอนถามว่า “ท่านกุนซือมีความคิดเห็นต่างออกไปอย่างไร?”
                “สถานการณ์เลวร้ายที่สุดที่ข้าคิดได้นั่นก็คือ มิดาสอาจไม่ใช้กองทัพทั้งสามบุกจู่โจมเมืองเจนีสเหนือเท่านั้น แต่อาจจะจู่โจมสลับกันระหว่างเจนีสเหนือใต้ เพียงเจนีสเหนือเมืองเดียวก็อาจทำให้พวกเราห่วงหน้าพะวงหลังมากอยู่แล้ว หากพวกมันโจมตีสลับกันระหว่างเจนีสเหนือใต้พวกเราอาจต้องเหนื่อยสายตัวแทบขาด”
                แม่ทัพมอริแกนเห็นด้วยจึงกล่าวเสริมว่า “หากพวกมันแสร้งยกทัพลวงปนทัพจริง พวกเราอาจถูกหลอกให้ยกทัพออกไปเก้อจนหัวปั่น ดีไม่ดีอาจถูกตีตลบหลังซ้ำซ้อน อย่างไรก็ตามชัยชนะเมื่อเช้าของท่านไกนำขวัญและกำลังใจมาสู่กองทัพได้พอสมควร หากพวกเรามีข่าวสารที่ถูกต้องเที่ยงตรง การเอาชนะก็มิใช่เรื่องที่ยากเย็นเท่าใด”
                ชานอนจึงกล่าวขึ้นมาว่า “เช่นนี้หากพวกเราใช้สายข่าวของสำนักข่าวพิราบรายวันให้เป็นประโยชน์ การกุมชัยชนะก็เป็นไปได้ใช่หรือไม่?”
                กุนซือราเมสทัดทานด้วยรอยยิ้มที่เต็มฝืนว่า “สายข่าวของพิราบรายวันนั้นจะอย่างไรก็เป็นผู้สืบข่าวชั้นทั่วไป ที่สามารถทำได้แต่เพียงรายงานข่าวจิปาถะในชีวิตประจำวัน หากจะนำพวกเขามาใช้ในการศึกแล้วก็เหมือนกับนำสุนัขบ้านมาล่าเหยื่อแข่งกับสุนัขป่า หรือกล่าวตรงๆว่าเท่ากับเป็นการส่งพวกเขาไปตายนั่นเอง”
                เสียงเปิดประตูดังขึ้นพร้อมกับบุคคลคนหนึ่งเดินเข้ามา กล่าวด้วยเสียงอันคุ้นเคยว่า “แต่ถ้าหากเป็นสุนัขป่าที่ฝึกมาเป็นอย่างดีแล้วเรื่องข่าวกรองก็คงจะไม่มีปัญหาใช่หรือไม่?”
                เสียงหัวเราะของกุนซือราเมสดังขึ้นทันที พร้อมกล่าวว่า “ได้เนรอสกลับมาช่วยเหลือ เรื่องการข่าวก็ไม่นับว่าเป็นปัญหาใดๆอีก”
 
ในห้องพักชั้นสองของตึกบัญชาการ
                ทันใดที่สตรีผมทองรู้สึกตัวว่าตื่นขึ้นมาในสถานที่แปลกตาก็เกิดอาการตกใจทดลองลุกขึ้นโดยพลัน และขณะนั้นเองนางก็ต้องร้องโอดโอยออกมาเมื่อพบว่าร่างกายได้รับบอบช้ำ โดยเฉพาะข้อเท้าที่เป็นต้นตอของความเจ็บปวดกว่าครึ่ง เจสหลับตาข้างหนึ่งเอื้อมมือทั้งสองไปแตะข้อเท้าพบว่าบวมขึ้นกว่าปกติมาก และพอใช้นิ้วกดลงไปก็อดไม่ได้ที่จะต้องร้องครางออกมาเบาๆ
                พลันมีเสียงบุรุษหนุ่มดังขึ้นว่า “อย่าพึ่งพยายามลุกตอนนี้ข้อเท้าของเจ้ายังคงแพลงอยู่ โชคดีที่ไม่กระทบถึงกระดูกเส้นเอ็น เมื่อครู่ข้าให้หมอช่วยพันผ้าเอาไว้อีกไม่นานคงหายดี”
                “อา ...” หญิงสาวส่งเสียงโดยไม่รู้สึกตัวเมื่อทราบว่าบุคคลอยู่เคียงข้าง พอพิจารณาฝ่ายตรงข้ามอย่างชัดเจนจึงกล่าวว่า “เป็นท่านบลู ท่านช่วยข้าเอาไว้อย่างนั้นหรือ?”
                บลูส่ายศีรษะกล่าวว่า “มิใช่ เป็นเจ้าต่างหากที่ช่วยข้าเอาไว้ จำไม่ได้แล้วหรอกหรือ?”
                เจสค่อยๆทบทวนความทรงจำจึงบรรจงพยักหน้า ถามด้วยความสงสัยว่า “แล้วอัศวินดำผู้นั้น ท่านโค่นมันลงไปแล้วหรือ?”
                “หากข้าสามารถกระทำเช่นนั้นได้ก็คงจะดี แต่การที่สามารถขับไล่มันไปเอาชีวิตรอดมานั่งสนทนากับเจ้าอยู่ที่นี่ก็นับว่าโชคช่วยมากแล้ว” บลูลุกขึ้นไปรินชามาถ้วยหนึ่ง ยื่นให้กับสตรีงามพร้อมกล่าวว่า “เจ้าสลบไปครึ่งค่อนวันคงจะกระหายน้ำ ดื่มชาถ้วยนี้ก่อนเถอะ”
                หญิงสาวรับน้ำชาพร้อมกล่าวคำขอบคุณ เมื่อดื่มจนหมดแก้วจึงมองออกไปที่นอกหน้าต่างพบว่าเป็นยามหัวค่ำ พลางเปรยกับตนเองว่า “ครึ่งค่อนวันเชียวหรือนี่?” จากนั้นพอเจสเอะใจได้กำลังจะถามบลูว่า ‘แล้วเมื่อครู่ท่านเฝ้าอาการข้าอยู่ตลอดเลยหรือก็เกิดอาการหน้าแดงจึงเปลี่ยนคำถามกลางครันว่า “แล้วเมื่อครู่ ... ท่านบาดเจ็บอันใดหรือไม่?”
                บลูนั่งลงที่เก้าอี้ข้างเตียงนอน กล่าวว่า “ใจจริงข้าอยากจะบอกเจ้าว่าไม่บาดเจ็บอันใดแต่มันไม่เป็นความจริง อัศวินดำผู้นี้มีฝีมือร้ายกาจเล่นเอาอวัยวะภายในข้าปั่นป่วน” ตัดประโยคต่อไปที่ลอบด่าอยู่ในใจมิได้กล่าวออกมาว่า ‘มารดามันเถอะ ครั้งหน้าจะเอาคืนตัวบัดซบนี้ให้สาสม’
                สตรีผมทองยิ้มอย่างสดใสกล่าวว่า “ขอบคุณท่าน” ถึงกับแทบทำให้อาการบาดเจ็บของบุรุษหนุ่มที่หลงเหลือหายเป็นปลิดทิ้ง
                บลูทอดถอนหายใจให้กับภาพอันงดงามตรงหน้า สตรีที่ไม่ทราบความเป็นมานางนี้ยังไม่แน่ว่าจะเป็นพวกเดียวกัน การลุ่มหลงในความงามเป็นข้อต้องห้ามของการทำงานใหญ่ หากผลลัพธ์กลับมาลงเอยแบบเช่นครั้งของพริมเขาคงมิอาจให้อภัยตนเองได้ จึงข่มจิตใจที่พลุกพล่านลงแล้วกล่าวว่า “เรื่องนั้นอย่าได้จำใส่ใจ ถึงบัดนี้แล้วเจ้าพอจะบอกข้าได้หรือไม่ว่าเจ้ามีจุดประสงค์อะไรกันแน่? ต้องขอโทษด้วยที่จำต้องสนทนาเรื่องแบบนี้ทั้งที่เจ้ายังไม่หายดี เรื่องนี้มิอาจรอต่อไปอีก ช่วงที่เจ้าสลบไปนั้นทางเจนีสเหนือก็เกิดสงครามขนาดย่อมขึ้น โชคดีที่พี่ไกกุมชัยชนะเอาไว้ได้ แต่ในขณะเดียวกันทัพใหญ่ของจักรวรรดินอร์ทั้งสามก็ยกเข้ามาประชิดชายแดนของเมืองเจนีสเหนือ ปิดล้อมทุกเส้นทางที่จะผ่านเข้าไปยังตอนใต้ของอาณาจักรนอร์ เรียกได้ว่าอยู่ในสภาพเตรียมการเปิดฉากสงครามขั้นสุดท้าย”
                “มีเรื่องเช่นนี้!?” เจสโพล่งออกมาด้วยความตกใจ กล่าวต่อไปว่า “ต้องเป็นมาร์เวอริคที่ปล่อยข่าวของพวกท่านให้กับจักรวรรดินอร์เสียเก้าส่วน หาไม่แล้วทั้งมือสังหารคนเมื่อเช้าและการรุกคืบอย่างรวดเร็วมิอาจเกิดขึ้นได้พร้อมๆกัน ข้าสงสัยว่ามาร์เวอริคอาจทำงานให้พวกมันอย่างลับๆ”
                “มาร์ควิสมาร์เวอริคอย่างนั้นหรือ? ... คำกล่าวของเจ้าเปี่ยมไปด้วยเหตุผล มีเพียงมันผู้เดียวเท่านั้นที่สามารถระบุได้ว่าข้าเป็นใคร หาไม่แล้วอัศวินดำหมายเลขสามคงมิอาจลงมือได้แม่นยำเช่นนี้ ข้าอยากจะถามเจ้าสักเล็กน้อยว่าหากพวกเราสามารถลงมือกำจัดมาร์ควิสผู้นี้ทิ้งไปเสีย ทางลาเวนดิสจะยอมยื่นมือมาช่วยเหลือหรือไม่?” บลูกล่าวเชิงวิเคราะห์
                สตรีผมทองส่ายศีรษะกล่าวว่า “เรื่องนี้นอกจากองค์ราชินีก็ไม่มีผู้ใดสามารถตัดสินใจได้ แต่ท่านไม่ต้องกังวลไปพระองค์เคยรับสั่งให้กำจัดทรราชผู้นี้ทิ้งไปเสีย หากการเจรจาที่เมืองเจนีสใต้ที่ผ่านมาล้มเหลว”
                บุรุษหนุ่มสังเกตว่าหญิงสาวยังมีคำพูดจะกล่าวต่อจึงไม่สอดปากแทรก รับฟังประโยคถัดไปว่า “มาร์เวอริคและบุตรชายมาร์คัสสองพ่อลูกวางกำลังเข้มแข็งไว้ที่เมืองเบริลทางตะวันตกของราชอาณาจักรลาเวนดิส การที่จะนำกองทัพบุกเข้ายึดนั้นมิใช่เรื่องง่าย เนื่องจากในระบอบการปกครองของลาเวนดิส ทหารที่สังกัดใต้มาร์ควิสและองค์ราชินีจะแยกขาดจากกัน ทหารทั้งหมดมิได้อยู่ภายใต้การปกครองของประมุขอาณาจักรโดยตรง แต่ถ้าท่านบลูยินยอมให้ความช่วยเหลือ เหตุการณ์นั้นจะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง”
                บลูพยักหน้ากล่าวว่า “ข้าพอจะเข้าใจว่าสิ่งที่เจ้าต้องการนั้นคืออะไร หากปราศจากหัวหน้าลูกน้องก็คงจะหมดความหมายใช่หรือไม่?” บุรุษหนุ่มเงยหน้ามองโคมไฟบนเพดาน เห็นแสงของมันภายในที่ใกล้จะดับสูญประดุจชีวิตของเมืองเจนีสใต้ จึงกล่าวว่า “ดูท่าข้าคงไม่มีอะไรให้เสียไปมากกว่านี้ คืนนี้ข้าคงไม่รบกวนเจ้าแล้ว ขอให้เจ้านอนพักผ่อนให้สบาย วันรุ่งขึ้นพวกเราทั้งสองจะออกเดินทางสู่เมืองเบริลพร้อมกัน”
                ทันใดที่บุรุษหนุ่มก้าวเดินออกไปจากธรณีประตู สาวงามผมทองพลางมองด้วยสายตาที่ซาบซึ้งขอบคุณปะปนกับความเสียใจ คำนึงว่า ‘ขออภัย ข้ามิได้ต้องการหลอกท่าน’        


Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
ศาสตราคู่กู้แผ่นดิน ตอนที่ 171 : เล่ม 5.2 - ตอนที่ 68.2 ก้าวสู่เหนือเมฆา (4) , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 1482 , โพส : 0 , Rating : 0% / 0 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1
หน้าที่ 1
Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

เธซเธ™เธฑเธ‡เธชเธทเธญเนƒเธซเธกเนˆเธ›เธฃเธฐเธˆเธณเน€เธ”เธทเธญเธ™เธžเธคเธฉเธ เธฒเธ„เธก 2561

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android