คุณกำลัง login ด้วย [ เปลี่ยนชื่อ | ออกระบบ ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

ศาสตราคู่กู้แผ่นดิน

ตอนที่ 175 : เล่ม 6 - ตอนที่ 77 เหตุเกิดเพราะพิษร้าย (1-2)


     อัพเดท 1 ก.ค. 51
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: ฟรีสไตล์/แฟนตาซี
Tags: ยังไม่มี
ผู้แต่ง : มือเดียวค้ำฟ้า ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ มือเดียวค้ำฟ้า
My.iD: https://my.dek-d.com/eva00r
< Review/Vote > Rating : 99% [ 3,288 mem(s) ]
This month views : 31 Overall : 262,786
4,383 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 290 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
ศาสตราคู่กู้แผ่นดิน ตอนที่ 175 : เล่ม 6 - ตอนที่ 77 เหตุเกิดเพราะพิษร้าย (1-2) , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 2043 , โพส : 0 , Rating : 100% / 1 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


ภาคสะบัดดาบอาบแสงจันทร์
ตอนที่ 77 เหตุเกิดเพราะพิษร้าย
4 มีนาคม อ.ศ. 226
 
บุคคลทั้งสี่จับจองโต๊ะตัวหนึ่งในร้านน้ำชาน้อย นั่งรับประทานอาหารกลางวันก่อนส่งบุรุษหนุ่มทั้งสองออกเดินทาง
                “จริงๆแล้วพึ่งจะผ่านไปเพียงเดือนเดียวที่พวกเราทั้งสี่ได้มีโอกาสรับประทานอาหารร่วมกันเช่นนี้ แต่ไม่ทราบเพราะเหตุใดข้าจึงรู้สึกว่าเวลาเดือนหนึ่งที่ผ่านมานั้นยาวนานนัก ทั้งๆที่ภาพตอนพวกเราพึ่งจะพบกันในป่าแถบหมู่บ้านเงาจันทร์ยังคงตรึงอยู่ในห้วงสมอง” สตรีชาวลาเวนดิสกล่าวขึ้น นางสั่งให้บรรดาองครักษ์และทหารที่โซโลมอนจัดมาคุ้มครองกลับไปพักผ่อน ตนเองต้องการเวลาส่วนตัวที่เป็นกันเองเมื่ออยู่กับผู้คนเหล่านี้
                ในขณะที่สตรีสาวกล่าวบุรุษหนุ่มทั้งสองก็ดื่มกินเป็นการใหญ่ อาหารเพียงมื้อเดียวจากหลายๆมื้อที่ทั้งสองได้ลิ้มรสของความสุขจากปลายลิ้น ต่างจากตอนที่ต้องออกไปทำภารกิจมีอย่างใดก็ต้องกินอย่างนั้น เมื่อถึงคราวที่ได้กินของดีก็ยึดถือหลักการกินไว้ก่อน จัดการเครื่องเคียงสามสี่อย่างบนโต๊ะจนเกลี้ยงไปหลายจาน
                “ยิ่งในช่วงที่ผ่านมาที่พวกเจ้าต่างแยกย้ายกันออกไปปฏิบัติภารกิจ ตัวข้ามีเรื่องอันใดก็ต้องเก็บเอาไว้ไม่รู้จะสนทนากับผู้ใด” พอโรซาไลน์กล่าวจบก็ไม่ได้ยินเสียงตอบใดๆนอกเสียจากการดื่มกินของสหายทั้งสอง จึงเริ่มไม่พอใจเล็กน้อยที่ต้องพูดอยู่คนเดียว กล่าวว่า “พวกเจ้าฟังข้าอยู่หรือเปล่านี่?”
                บุรุษหนุ่มทั้งสองพอได้ยินเช่นนั้นก็วางอาวุธ กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า “ฟังอยู่”
                จอมแพทย์วีหัวเราะเมื่อเห็นท่าทางของคนหนุ่มสาวทั้งสาม พลางกล่าวว่า “ไม่น่าเชื่อว่าพวกเจ้าพึ่งจะรู้จักกันมาเพียงเดือนเดียว ท่าทางการแสดงออกของพวกเจ้าทั้งสามเหมือนกับว่าคบหากันมาช้านาน ถ้าหากปัจจุบันมิใช่ห้วงสงครามทุกอย่างคงจะดีไม่น้อย”
                บลูยิ้มพลางกล่าวว่า “ครั้งนี้ข้าอาจต้องปฏิเสธความคิดเห็นของท่านหมอบ้างเสียแล้ว หากปัจจุบันมิใช่ห้วงสงครามพวกเราทั้งสามคงจะไม่มีโอกาสได้รู้จักและทำความสนิทสนมกันมากเท่านี้ จริงหรือไม่ลูท?”
                ลูทพยักหน้า กล่าวว่า “เจ้ากล่าวมาก็มีเหตุผล แต่ที่ท่านหมอกล่าวก็มีเหตุผล ข้าคิดว่าเจ้าคงจับประเด็นของท่านหมอผิดเสียมากกว่า ท่านหมายความว่าในตอนนี้หรือในขณะนี้หากไม่มีสงคราม พวกเราทั้งสามคงจะได้มีโอกาสนั่งดื่มกินกันเช่นนี้อยู่เป็นนิจ”
                บลูเริ่มจะเห็นด้วยจึงกล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้นข้าต้องขออภัยที่เข้าใจคำพูดของท่านหมอผิดไป แล้วเมื่อครู่เจ้าว่าอะไรนะท่านมาร์คีสแห่งกริฟฟอนโรซาไลน์ผู้สูงศักดิ์ ข้าผู้น้อยติดภารกิจรับประทานกุ้งแม่น้ำตัวใหญ่จึงมิได้ฟังชัดถนัดหู?”
                โรซาไลน์แทนที่จะมีโทสะกลับหัวเราะออกมาเมื่อได้ยินคำพูดประโยคเมื่อครู่
                ลูทยังไม่ทราบเรื่องจึงถามว่า “ที่บลูพูดเมื่อครู่หมายความว่าอย่างไร เจ้าไปเป็นท่านมาร์ ... มาร์อะไรนี่ตั้งแต่เมื่อใด?”
                เมื่อมีคนเปิดโอกาสโรซาไลน์จึงได้โอกาสพูดสมใจอยากเสียที นางเล่าเรื่องตั้งแต่ที่ได้รับการติดต่อจากบลูผ่านตราสัญลักษณ์รูปพระอาทิตย์ จนกระทั่งได้มีโอกาสเข้าเฝ้าอดีตองค์ราชินี ทำให้รับรู้ความจริงว่าบิดามารดาของนางทั้งสองคือผู้ใด และตำแหน่งมาร์คีสนั้นได้มาอย่างไร
                บุรุษหนุ่มทั้งสองเห็นท่าแล้วต้องฟังโรซาไลน์เล่าอยู่ครึ่งค่อนวันกว่าจะจบ จึงฉวยโอกาสนี้ดื่มกินสิ่งที่ค้างไว้เมื่อครู่อีกครั้งหนึ่ง แต่รอบนี้ลูทต้องแบ่งโสตประสาทมารับฟังเรื่องราวเหล่านี้ด้วย ต่างกับบลูที่รู้เรื่องอยู่ก่อนหน้าแล้ว ก็ยังก้มหน้าก้มตาดื่มกินต่อไป
                ลูทอิ่มก่อนจึงวางอาวุธก่อน พอโรซาไลน์กล่าวจบจึงถามว่า “แต่ในเมื่อองค์ราชินีมากาเร็ตเสด็จสวรรคตไปแล้ว เจ้าจะทราบเรื่องราวของบิดามารดาที่หายตัวไปได้อย่างไร? ในเมื่อพระองค์ทรงทราบเรื่องราวนี้แต่เพียงพระองค์เดียว”
                โรซาไลน์ถอนหายใจครั้งหนึ่ง กล่าวว่า “น่าเสียดายที่พระองค์ต้องมาด่วนจากไป แต่ข้าทราบมาว่ายังมีบุคคลอีกอย่างน้อยสองคนในราชอาณาจักรที่ทราบเรื่องราวของท่านพ่อท่านแม่”
                ลูทถามต่อไปว่า “เป็นใครอย่างนั้นหรือ?”
                “เป็นราชินีองค์ปัจจุบันเจสสิกาและมาร์ควิสลูเชียสแห่งซิลเวอร์แซนด์”
                บลูได้ยินประโยคเมื่อครู่ถึงกับกินอะไรไม่ลง วางอาวุธตามติดพร้อมกล่าวว่า “ความจริงในอดีตจะอย่างไรมันก็ต้องเปิดเผยเข้าสักวันหนึ่ง ขอเพียงพวกเรามีชีวิตรอดไปถึงวันนั้น เจ้าก็จะทราบเรื่องราวที่ขาดหายไปของบิดามารดาเอง”
                จอมแพทย์วีเห็นบรรยากาศเริ่มจะเปลี่ยนไปในแนวอึมครึม เมื่อมีการสนทนากันถึงเรื่องราวของบุคคลที่สาบสูญ จึงกล่าวว่า “พวกเจ้าทั้งสามทราบหรือไม่ว่าที่ข้าอยากจะมารับประทานอาหารกับพวกเจ้านั้น เพราะมีเรื่องบางอย่างอยากที่จะกระทำและแนะนำให้พวกเจ้าได้เก็บเอาไปไตร่ตรองให้ดี”
                บุรุษหนุ่มหญิงสาวทั้งสามทราบดีว่าจอมแพทย์วีมีอะไรบางอย่างที่จะบอกกับพวกตนจึงพยักหน้าพร้อมๆกัน รับฟังคำกล่าวของบุคคลที่มีอาวุโสมากที่สุดในที่แห่งนี้
                “สำหรับพวกเจ้าทั้งสองคน” จอมแพทย์วีเริ่มกล่าวว่า “ข้ามองปราดเดียวก็ทราบได้ว่าพวกเจ้าทั้งสองล้วนเป็นบุรุษหนุ่มผู้มีอนาคตอันไกล สักวันหนึ่งจะต้องสำเร็จเป็นยอดคนในแผ่นดิน แต่ข้าอยากจะบอกพวกเจ้าทั้งสองเอาไว้ว่า วิชาฝีมือและการใช้กำลังเข้าตัดสินมิใช่คำตอบของทุกเรื่องราว ข้าอยากให้เจ้ามองในมุมมองของแพทย์ที่ต้องช่วยเหลือผู้คน เวลาที่บุตรภรรยาของพวกเขาหอบร่างของผู้ที่บาดเจ็บจากสงครามมาให้ข้ารักษา และบางครั้งก็พวกเขาเหล่านั้นต้องเหม่อมองดูบุคคลอันเป็นที่รักจากไปอย่างไม่มีมันหวนคืนมา หากพวกเจ้าทดลองมองในมุมมองของบุคคลที่อยู่เบื้องหลังเหล่านี้ แล้วทำความเข้าใจกับมันอย่างลึกซึ้งก็จะเข้าใจอะไรได้อีกมากมาย ข้าทราบดีว่าพวกเจ้ามิใช่คนเลวร้ายแต่เมื่อพวกเจ้าได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแกนนำในสงคราม พวกเจ้าก็ต้องทราบข้อเท็จจริงเหล่านี้ เพราะการที่ชนชั้นระดับแม่ทัพจะสั่งให้บุคคลคนหนึ่งหรือทหารคนหนึ่งออกรบนั้น เท่ากับเป็นการสั่งให้เขาไปเสี่ยงกับความตายในสมรภูมิ และเท่ากับเป็นการทำให้บุคคลที่อยู่เบื้องหลังพวกเขาเหล่านั้นมีโอกาสที่จะเป็นทุกข์ไปชั่วนิรันดร์”
                ลูทพยักหน้ารับคำครั้งหนึ่ง กล่าวว่า “หากพวกเรามิได้ผ่านสงครามปฏิวัติยึดนอร์โปลิสคงจะไม่เข้าใจคำพูดของท่านหมออย่างลึกซึ้ง”
                “ข้าเองก็เข้าใจและจะนำคำกล่าวของท่านหมอไปปฏิบัติตามเช่นกัน” บลูกล่าวเสริม
                ลูทยิ้มเจื่อนๆนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์นองเลือดครั้งล่าสุด กล่าวว่า “เมื่อครั้งที่ข้าได้ปฏิบัติภารกิจในเอนเซลเลียร์สองมือคู่นี้ล้วนแปดเปื้อนโลหิตอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง ความรู้สึกที่ต้องสังหารผู้คนยังคงตรึงอยู่ในเบื้องลึกของจิตใจ จนถึงขนาดทำให้ข้าแทบจะอาเจียนออกมาทุกๆครั้งเมื่อนึกถึงเรื่องราวเหล่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสภาพก่อนตายของผู้คนที่ตกตายจากคมกระบี่เขี้ยวราชสีห์ การสังหารคนผู้หนึ่งมิใช่เรื่องที่น่าปรารถนาจริงๆ แม้ว่าจะทราบดีแก่ใจว่าหากไม่ลงมือขั้นเด็ดขาดกับบุคคลเหล่านั้นพวกมันจะเป็นผู้ที่ลงมือสังหารข้าเอง”
                จอมแพทย์วียิ้มครั้งหนึ่ง กล่าวว่า “ข้าเชื่อว่าพวกเจ้าทั้งสองและไว้ใจในการกระทำของพวกเจ้า ... เอาล่ะเริ่มเข้าประเด็นกันสักที พวกเจ้ายื่นมือซ้ายมาหน่อยจะได้หรือไม่?”
                ลูทยื่นมือซ้ายออกไปก่อนเป็นคนแรกให้หมอวีสัมผัสที่บริเวณชีพจรที่แขน จอมแพทย์วีส่งเสียงอืมครั้งหนึ่งแล้ว กล่าวว่า “ข้าได้ยินจากหลานโรสว่าในร่างเจ้ามีพิษร้ายแรงอยู่สองชนิดมิใช่หรือ? บัดนี้พิษผีเสื้อสีครามหายไปหมดสิ้นคงเหลือเพียงแต่พิษจากก้นหุบเขาไม้ดอก ... เป็นไปได้ว่าพิษจากก้นหุบเขาไม้ดอกที่เปรียบเสมือนราชันย์แห่งพิษทั้งมวลทำการกำจัดพิษผีเสื้อสีครามจนไม่หลงเหลือ”
                “นี่แสดงว่าข้ารอดตายมาได้เป็นเพราะการได้รับพิษจากก้นหุบเขาไม้ดอกอย่างนั้นหรือท่านหมอ?”
                “ไม่ผิด” จอมแพทย์วีพยักหน้ารับคำพลางหยิบขวดยาขนาดเล็กภายในบรรจุน้ำสีม่วงอ่อนขึ้นมา กล่าวต่อไปว่า “นี่คือพิษเจือจางที่ข้าสกัดมาจากอสรพิษ ปกติแล้วเอาไว้ผสมยาต้านพิษชนิดต่างๆไม่มีอันตรายร้ายแรงใดๆ จึงอยากให้เจ้าทดลองจิบดูสักคำหนึ่ง หากเป็นผู้คนปกติจะเกิดอาการลิ้นชาแล้วเลือนหายไปในระยะเวลาอันสั้น ข้าอยากทราบว่าปฏิกิริยาจากพิษที่ก้นหุบเขาไม้ดอกในกายเจ้านั้นจะเป็นอย่างไร?”
                “ตกลงท่านหมอ” ลูทพยักหน้ารับขวดยานั้นมาจิบลงไปอึกหนึ่ง ตนเองพยายามใช้ลิ้นควานไปรอบๆปากสัมผัสกับฟันซี่ต่างๆทดสอบว่าลิ้นมีอาการอย่างไร
                เวลาผ่านไปสามสี่นาทีแล้วจอมแพทย์วีจึงถามว่า “ลิ้นของเจ้าเป็นอย่างไร?”
                “ไม่รู้สึกอะไรเลยท่านหมอ” ลูทส่ายหน้าตอบจากนั้นจึงยื่นแขนซ้ายข้างเดิมออกไปให้หมอวีจับชีพจรอีกครั้ง
                ทันใดที่หมอวีใช้นิ้วแตะชีพจนลูทก็กล่าวว่า “จริงอย่างที่คิด คาดว่าในแผ่นดินนี้คงไม่มีพิษร้ายใดๆย่างกรายตัวเจ้าได้อีก พิษจากก้นหุบเขาไม้ดอกนั้นแพร่กระจายออกไปในร่างเจ้า ต่อต้านกำจัดพิษงูเมื่อครู่จนไม่เหลือแม้สักส่วนเสี้ยว”
                บลูทำตาโตกล่าวขึ้นมาว่า “ถ้าอย่างนั้นก็ยอดไปเลยใช่หรือไม่ท่านหมอ ต่อไปนี้ลูทคงจะไม่ต้องกลัวพิษร้ายใดๆในโลกอีกแล้ว”
                หมอวีส่ายหน้าตอบว่า “ผิดแล้วพ่อหนุ่ม ผลที่เจ้าเห็นเป็นเพียงผลเบื้องต้นแต่ความเป็นจริงกลับเป็นตรงกันข้าม หากลูทได้รับพิษร้ายใดๆเข้าไปร่างกายของเขาจะต่อต้านพิษเหล่านั้นให้สิ้นฤทธิ์ออกไปได้ก็จริงอยู่ แต่เจ้ารู้หรือไม่ว่าในทางกลับกันพิษที่ก้นเขาไม้ดอกจะเพิ่มพูนความรุนแรงขึ้น เนื่องจากมันได้รับพิษจากแหล่งอื่นเพาะเชื้อพิษของตัวมันเองขึ้นมาอีกครั้ง และถ้าหากลูทได้รับพิษร้ายกาจอย่างพิษผีเสื้อสีครามอีกเป็นครั้งที่สองสามหรือสี่ แม้ว่าร่างกายจะขจัดพิษร้ายเหล่านั้นออกไปได้ สุดท้ายเขาก็จะต้องจบสิ้นเพราะฤทธิ์ของพิษก้นหุบเขาไม้ดอกที่ฝักรากหยั่งลึกอยู่ข้างใน สถานเบาก็จะถูกพิษร้ายเข้าครอบงำจนมิอาจตั้งสติใดๆ สถานหนักก็จะถึงแก่ความตายในชั่วอึดใจ”
                โรซาไลน์ตกใจกับคำตอบนั้น จึงถามแทนสหายสนิทว่า “แต่ลูทเคยดื่มน้ำทิพย์รักษาพิษของท่านหมอเข้าไปแล้วมิใช่หรือ? เห็นได้ชัดว่าอาการของเขาดีขึ้นจนแทบจะเป็นปกติ ตอนนี้ท่านหมอพอจะมีทางขจัดพิษก้นหุบเขาไม้ดอกนั้นออกจากร่างกายเขาได้หรือไม่?”
                “ทีแรกข้าก็คิดเหมือนเจ้า หากย้อนเหตุการณ์กลับไปในตอนที่พวกเราอยู่ร่วมกันที่หมู่บ้านเงาจันทร์ การขจัดพิษร้ายให้หมดไปคงจะไม่มีปัญหา แต่ตอนนี้กลับกระทำมิได้เสียแล้ว” หมอวีส่ายหน้าพลางกล่าวต่อไปว่า “ในร่างของบุรุษหนุ่มผู้นี้มีพลังงานอยู่สองสายที่ตระเตรียมจะกระแทกชีพจรหัวใจอยู่ทุกจังหวะการเต้น พลังงานสายหนึ่งเป็นพลังงานที่ได้รับจากภายนอกรุนแรงถึงขนาดสามารถบดขยี้อวัยวะภายในให้เป็นผุยผง หากข้าคาดเดาไม่ผิดคงจะเป็น ‘ปราณ’ ที่เป็นต้นกำเนิดของทั้งเอลและซัน ส่วนพลังงานอีกสายหนึ่งคือซันและเอลที่ก่อกำเนิดมาจากร่างกายของลูทเอง ทั้งสองสายเป็นพลังงานคนละขั้วหักล้างกันเองจนหมดไปในทุกจังหวะการเต้นของหัวใจ จากที่ข้ากล่าวมาพวกเจ้าอาจจะไม่เห็นว่ามันมีความสัมพันธ์ใดๆเกี่ยวของกับพิษร้ายชนิดนี้ แต่แท้จริงแล้วพวกเจ้าทราบหรือไม่ว่าส่วนหนึ่งที่เป็นบ่อเกิดพลังงานในร่างของลูทคือพิษจากก้นหุบเขาไม้ดอกนี่เอง หากข้ากำจัดพิษชนิดนี้ออกไปจากร่างพลังงานที่กำเนิดมาต่อต้านกับพลังงานภายนอกนั้นจะไม่สมดุลย์ พลังงานภายในอ่อนโทรมลงจนถูกพลังงานภายนอกกระแทกใส่ชีพจรหัวใจ และผลสุดท้ายเขาจะต้องสิ้นใจในทันใด นี่เป็นเหตุผลที่ข้าบอกว่าเรื่องนี้มิอาจกระทำได้”
                ลูทฟังคำอธิบายเข้าไปถึงกับอ้าปากตาค้าง เขาไม่คิดเลยว่าพิษจากต้นไม้ใต้หุบเขาไม้ดอกนั้นจะเป็นบ่อเกิดพลังงานในร่าง
‘ใช่แล้ว! ศาสตร์แห่งเอลในร่างมีต้นกำเนิดมาจากพิษชนิดนี้คำอธิบายของจอมแพทย์วีถูกต้องทุกประการ ทันใดที่เอลอ่อนโทรมลงซันจะแข็งกร้าวส่งผลให้พลังงานในร่างไม่สมดุล ปราณโลหิตจะกำเริบทำลายระบบประสาทชีพจรทั้งมวล’ ลูทลอบหลั่งเหงื่อเย็นเยียบเมื่อทราบอาการที่แท้จริงในร่างของตน ว่าตนเองมิใช่อัจฉริยะทางศาสตร์แห่งเอลทั้งสิ้น ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีบ่อเกิดของมันและบ่อเกิดนั้นกลับเป็นพิษร้ายเสียได้
                “ท่านหมอพอจะมีคำแนะนำประการใดเกี่ยวกับเรื่องนี้?” ลูทถามขึ้นทันที
                จอมแพทย์วีกล่าวว่า “หากเป็นไปได้ขอให้เจ้าอยู่ห่างจากพิษทุกชนิดจะเป็นเรื่องที่ดี หากไม่มีพิษภายนอกเข้าไปกระตุ้น พิษในกายเจ้าก็จะไม่แสดงผลมากไปกว่าที่เป็นอยู่”
                บลูที่มีสติปัญญาไม่เป็นรองก็คิดได้เช่นกันจึงกล่าวขึ้นมาว่า “เป็นไปได้ว่าเอลสีทองของเจ้าอาจมีบ่อกำเนิดมาจากดอกไม้พิษชนิดนี้ใช่หรือไม่?”
                “เอลสีทองอันใด?” จอมแพทย์วีถามด้วยความสงสัย
 
เสียงดนตรีที่ไพเราะหวานซึ้งดังขึ้นที่ข้างธารน้ำสายน้อย
                สถานที่แห่งนี้จะเรียกได้ว่าตัดขาดจากโลกภายนอกโดยชั่วคราวก็ว่าได้ บ้านพักหลักเล็กๆถูกปลูกไว้ข้างริมธารลึกเข้าในหลืบใจกลางป่าโปร่ง ทิวทัศน์รอบด้านนอกจากแปลงผักเล็กๆที่ปลูกเอาไว้รับประทานเองแล้วก็มีเพียงต้นไม้ใบหญ้า ไม่ปรากฏร่องรอยของสิ่งมีชีวิตที่มิใช่พืชและสัตว์ที่กินอยู่ตามธรรมชาติ ไม่มีแม้กระทั่งทางเดินมนุษย์ที่ถางไว้เชื่อมต่อกับถนนใหญ่ สถานที่แห่งนี้เป็นที่บำเพ็ญตนอย่างสันโดษของยอดคนผู้หนึ่ง สตรีผู้ที่มีความสามารถในเรื่องของศาสตร์แห่งเอลโดดเด่นเป็นอันดับต้นๆของแผ่นดินเอนเซล
                อาจารย์คาโรลยืนสีไวโอลินนามว่าฝันแรกพบอยู่ข้างริมธาร โดยมีศิษย์สตรีกำลังดีดพิณหยกอ่อนที่บุรุษในดวงใจทิ้งเอาไว้ให้เป็นของดูต่างหน้า เสียงของเครื่องดนตรีทั้งสองชิ้นดังประสานกันสบชื่อเพลงที่กำลังบรรเลงอยู่ เพลงใจประสานใจมีท่วงทำนองสองชุดซ้อนกันประพันธ์ไว้สำหรับเครื่องดนตรีสองชิ้นบรรเลงร่วมกัน แต่บทเพลงนี้กลับสิ้นสุดลงด้วยความค้างคาใจของทั้งผู้บรรเลงและผู้รับฟัง เนื่องจากว่าทำนองอีกท่อนหนึ่งนั้นขาดหายไป
                อาจารย์คาโรลยิ้มด้วยสีหน้าอิ่มเอิบ กล่าวกับยูกิว่า “อาจารย์โล่งใจไปอีกหนึ่งเปลาะเมื่อได้ยินบทเพลงในวันนี้ ทักษะการเล่นดนตรีของเจ้านั้นเรียกได้ว่าก้าวขึ้นมาอยู่ในระดับเดียวกันกับอาจารย์แล้ว นับแต่นี้ไปอาจารย์คงมิอาจแนะนำสิ่งใดๆให้กับเจ้าได้อีกนอกเสียจากจะเป็นกำลังใจให้เจ้าค้นคว้าหาความรู้ต่อไป ความก้าวหน้าทั้งหมดในอนาคตของตัวเจ้านั้นเจ้าจะต้องแสวงหาด้วยตนเอง”
                ยูกิยิ้มรับพร้อมกล่าวว่า “ท่านอาจารย์กล่าวชมเชยยูกิเกินไปแล้ว ที่ยูกิมีวันนี้ได้ก็เป็นเพราะท่านอาจารย์พร่ำสอน หากไม่มีท่านอาจารย์ก็คงจะไม่มียูกิในวันนี้”
                “อย่ากล่าวถ่อมตนไปหน่อยเลยเด็กน้อย อาจารย์ทราบว่าความสามารถของเจ้าอยู่ในระดับใด ทอดสายตาทั้งแผ่นดินบุคคลที่เชี่ยวชาญคีตศิลป์เทียบเท่ากับเจ้าคงมีไม่เกินหยิบมือหนึ่ง”
                “ท่านอาจารย์จำลูทได้หรือไม่? เขามีความสามารถในเชิงคีตศิลป์เหนือว่ายูกิขั้นหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นทักษะการบรรเลงหรือการฟัง แต่ทว่าจำกัดอยู่เพียงเครื่องดนตรีประเภทขลุ่ยเท่านั้น”
                อาจารย์คาโรลหันกลับมามีสีหน้าประหลาดใจ กล่าวว่า “บุรุษหนุ่มผู้นั้นหรือ? มิน่าเล่าพวกเจ้าทั้งสองถึงได้คบหาเป็นสหายกันได้”
                “ท่านอาจารย์คาดเดาไม่ผิด ที่ยูกิรู้จักกับลูทก็เป็นเพราะดนตรีการถึงแปดส่วนอีกสองส่วนที่เหลือคงเป็นเพราะโชคชะตาฟ้าลิขิตกระมัง” ยูกิกล่าวจบก็ถามขึ้นว่า “แต่ยูกิก็ยังคงมีข้อสงสัยว่า เพราะเหตุใดเพลงใจประสานใจจึงหยุดอยู่เพียงเท่านี้? ยูกิเคยบรรเลงเพลงนี้ให้ลูทฟังครั้งหนึ่งซึ่งเขาเองก็ตั้งข้อสงสัยเช่นนี้เหมือนกัน บทเพลงนี้มีท่อนที่สองใช่หรือไม่ท่านอาจารย์?”
                อาจารย์คาโรลถอนหายใจครั้งหนึ่ง แววตาของสตรีผู้ชราภาพทอดไกลออกไปบนท้องฟ้า รำลึกถึงอดีตที่ผ่านไปแล้วไม่มีวันหวนคืนมา แล้วค่อยเหลือบลงมามองแหวนเพชรสีชมพูสดใสที่สวมไว้กับนิ้วนางข้างซ้ายตลอดเวลา กล่าวยอมรับว่า “บทเพลงใจประสานใจนี้มีท่อนที่สองอยู่จริง แต่อาจารย์ไม่ทราบหรอกว่าบทเพลงท่อนที่สองนั้นมีท่วงทำนองเป็นอย่างไร เพราะว่าอาจารย์เองก็ไม่เคยได้ยินมาก่อนเช่นกัน”
                ยูกิเห็นอาจารย์เป็นเช่นนั้นก็ทราบได้ว่าตนเองถามในเรื่องที่ไม่ควรถามเข้าแล้ว เห็นได้ชัดว่าคำถามเมื่อครู่สะกิดอดีตที่ฝังใจของอาจารย์ขึ้น อาจเป็นไปได้ว่าแหวนวงนั้นและเพลงใจประสานใจนี้เกี่ยวข้องกับความรักที่ผ่านมาของอาจารย์คาโรล
                “สักวันหนึ่งอาจารย์จะเล่าให้เจ้าฟังเอง” อาจารย์คาโรลยื่นไวโอลินฝันแรกพบคืนให้กับศิษย์รัก เดินเข้ามาใกล้พร้อมกับบรรจงใช้มือข้างหนึ่งลูบคลำเรือนผมและใบหน้าที่สวยประดุจเทพธิดา กล่าวต่อไปว่า “ยูกิเอย เจ้าทราบหรือไม่ว่าข้ารักเจ้าเหมือนธิดาแท้ๆคนหนึ่ง ลำบากเจ้าแล้วที่ต้องเข้าไปพัวพันกับเรื่องราวอันซับซ้อนหลายประการที่เกิดขึ้น เจ้ามีอายุเพียงเท่านี้แต่กลับต้องพาตัวเองเข้าไปเสี่ยงกับความเป็นความตายหลายครั้งหลายครา”
                ยูกิพยักหน้าตื้นตันในความรักที่อาจารย์คาโรลมอบให้ หากจะเปรียบก็คงเปรียบได้กับบิดามารดาแท้ๆที่เลี้ยงนางมาตั้งแต่เล็ก กล่าวตอบว่า “ตั้งแต่ยูกิได้รับตำแหน่งยอดหญิงก็ตั้งปณิธานว่าจะใช้ตำแหน่งหน้าที่นี้มอบความสุขผ่านเสียงดนตรีให้กับผู้คนมากที่สุดเท่าที่จะกระทำได้ แต่น่าเสียดายที่การแสดงดนตรีของยูกิผ่านไปเพียงครั้งเดียวสงครามก็อุบัติขึ้น ยูกิจึงต้องเปลี่ยนบทบาทจากยอดหญิงผู้รักดนตรีการกลายมาเป็นทูตเจริญสัมพันธไมตรีสี่อาณาจักร ปณิธานที่เคยวางไว้จึงเปลี่ยนไปจากเดิม หลังจากที่ยูกิได้พบกับลูทและมิตรสหายอีกหลายคน ก็ทำให้ค่อยๆเรียนรู้ได้ว่าสงครามเหล่านี้มีแต่ผลเสียปราศจากผลดี ยูกิจึงตั้งมั่นว่าจะใช้ทุกสิ่งที่ท่านอาจารย์คาโรลและท่านอาจารย์มู่ซิ่วหลันเคยแนะนำพร่ำสอน หาทางยุติข้อพิพาทระหว่างรัฐให้จงได้”
                “ซิ่วหลัน … อาจารย์มิได้พบพานนางมาหลายปีแล้ว ไม่ทราบว่านางจะเป็นอย่างไรบ้าง” อาจารย์คาโรลกล่าวต่อไปว่า “ดูเหมือนว่าการที่เจ้าออกเดินทางหลังรับตำแหน่งยอดหญิงได้เพียงสองสามเดือนจะทำให้เจ้าเรียนรู้อะไรได้มากกว่าที่อาจารย์คิด และคงจะเป็นเพราะเหล่าสหายที่เจ้าคบหารวมไปถึงบุรุษหนุ่มผู้นั้นที่ทำให้ยูกิของข้าเติบใหญ่ขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง อาจารย์ภูมิใจจริงๆที่มีศิษย์อย่างเจ้า”
                ยูกิยิ้มร่าเมื่อได้ยินคำชมเชยของอาจารย์ แต่พอได้ยินคำว่า ‘บุรุษหนุ่มผู้นั้น’ หัวใจของนางก็เต้นรัวขึ้นมาทันที พลางเหลือบไปเห็นแหวนทองคำขาวที่คล้องอยู่บนสร้อยคอเส้นนั้น หัวใจของนางก็เต้นรัวยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อทราบว่าโอกาสที่ตนเองจะเอ่ยปากขอร้องอาจารย์ให้ระงับการแต่งงานที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตมาถึงแล้ว
                “ท่านอาจารย์ …” ยูกิกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ ทั้งกล้าและกลัวในคำพูดของตนเองที่จะกล่าวออกไป
                อาจารย์คาโรลถอนหายใจอีกครั้งหนึ่ง กล่าวตัดบทว่า “รออาจารย์อยู่ตรงนี้สักพักหนึ่ง” จากนั้นจึงเดินเข้ากระท่อมไปหยิบยอดศัสตราวุธนามว่าโล่เทพยดาออกมา ทรุดนั่งลงที่โต๊ะเก้าอี้หินอ่อนข้างแปลงผักเล็กๆ พร้อมกวักมือเรียกให้ยูกิเดินเข้าไปหา
                ยูกิที่มีถ้อยคำอยากจะเอ่ยอยู่เต็มอกพอเห็นอาจารย์หยิบโล่สีเงินแกมฟ้าครามออกมาก็ประหลาดใจ จึงค่อยๆเดินเข้าไปหาพร้อมกับจ้องมองโล่ใบนั้นด้วยความสงสัย
                “โล่ใบนี้อยู่ข้างกายอาจารย์มาหลายสิบปีแล้ว สภาพของมันยังคงใหม่เอี่ยมเหมือนกับวันแรกที่อาจารย์ได้รับมาจากอาจารย์ของอาจารย์อีกทีหนึ่ง เจ้าคงจะทราบดีใช่หรือไม่ว่าโลหะที่มีค่าควรเมืองอย่าง ‘เซเรไนท์’ ตามปกติแล้วไม่มีผู้ใดนำมาสร้างเป็นเครื่องป้องกันหนาเตอะเช่นนี้ เพราะเหตุนี้เองโล่เทพยดาจึงมีคุณสมบัติที่พิเศษยิ่งกว่าโล่ใดๆในแผ่นดิน อาจารย์ทราบว่าจากวันนี้ไปอาจารย์คงจะไม่มีโอกาสได้ใช้โล่ใบนี้อีก จึงอยากจะมอบให้กับเจ้าที่เป็นศิษย์รักเพียงผู้เดียวของอาจารย์ ได้สืบทอดสมบัติชิ้นนี้และใช้มันในทางที่ถูกที่ควร อาจารย์เชื่อว่าเจ้าจะต้องใช้ประโยชน์จากโล่เทพยดาได้อย่างมหาศาล” อาจารย์คาโรลกล่าวพลางใช้มือลูบโล่ทรงกลมใบนี้
                เซเรไนท์เป็นโลหะที่มีสีเงินประกายครามหาได้ยากยิ่ง คุณสมบัติของมันผสมผสานกันระหว่างโลหะอันดามันและเอรูไดท์ ทั้งคงทนต่อเอลและคงทนต่อแรงกระแทก มีความเชื่อมาตั้งแต่สมัยโบราณว่าเซเรไนท์เป็นโลหะที่บรรดาเทพเจ้าโปรดปราน ผู้คนจึงไม่นิยมนำโลหะชนิดนี้มาสร้างเป็นอุปกรณ์ไว้ใช้เอง เซเรไนท์จึงเป็นโลหะล้ำค่าในวงการศาสนา ใช้สำหรับสร้างข้าวของเครื่องใช้ของรูปปั้นเทพเจ้าตามมหาวิหาร แต่ด้วยความที่มันหายากและมีราคาสูง อุปกรณ์ที่สร้างจากเซเรไนท์นั้นส่วนใหญ่จะเป็นขนาดเล็กจำลองจากของจริง ที่พบเห็นได้มากในนครมิสต์
                ยูกิอุทานขึ้นมาดังอา รีบส่ายศีรษะกล่าวว่า “ของที่มีคุณค่าสูงเช่นนี้ยูกิคงมิอาจรับไว้ได้ เหตุใดท่านอาจารย์กล่าวเช่นนี้ ทั้งๆที่วันก่อนท่านอาจารย์ยังใช้โล่ใบนี้กำราบอุปราชนอร์ผู้นั้นได้อยู่มิใช่หรือ? หากปราศจากท่านอาจารย์จะมีผู้ใดสามารถดึงศักยภาพอันสูงสุดของโล่เทพยดาออกมาได้อีก?”
                อาจารย์คาโรลส่ายศีรษะครั้งหนึ่ง กล่าวว่า “อาจารย์อายุปูนนี้แล้วคงจะไม่เข้าร่วมสงครามที่แก่งแย่งชิงดีกันระหว่างมวลมนุษย์อีก จึงอยากปล่อยให้เป็นหน้าที่ของศิษย์อันประเสริฐอย่างเจ้ากระทำแทน ยิ่งไปกว่านั้นอาจารย์มีหน้าที่ที่สำคัญยิ่งกว่าการยุติสงครามรอคอยอยู่”
                ยูกิขมวดคิ้วเรียวงามเข้าหากัน กล่าวว่า “ไม่ทราบว่าท่านอาจารย์มีหน้าที่อันใดหรือ? เหตุใดยูกิจึงไม่เคยได้ยินอาจารย์กล่าวถึงมาก่อน?” ทันใดหลังจากที่กล่าวจบนางพลันฉุกคิดขึ้นได้ว่า ‘หรือว่าจะเป็นเรื่องของเจ้าของแหวนเพชรสีชมพูวงนั้น
                อาจารย์คาโรลค่อยๆจับมือของยูกิขึ้นมากุมขอบของโล่เทพยดาเอาไว้ กล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนว่า “หน้าที่ของอาจารย์นั้นมีด้วยกันสองประการ แต่ละประการล้วนเป็นหน้าที่ที่สำคัญยิ่ง ประการแรกก็คือหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับคำถามของเจ้าเมื่อครู่ ที่อาจารย์จะต้องทำให้เจ้าสามารถดึงศักยภาพอันสูงสุดของโล่เทพยดาออกมาให้ได้ในระยะเวลาอันสั้น สงครามครั้งใหญ่ได้อุบัติขึ้นมาแล้ว ทุกวินาทีที่ผ่านไปหมายถึงชีวิตของผู้คนที่ต้องสูญเสียไปภายใต้คมดาบคมกระบี่ ดังนั้นอาจารย์จะต้องทำให้เจ้ารู้จักและเข้าใจถึงโล่เทพยดาอย่างลึกซึ้งมิได้ด้อยไปกว่าตัวอาจารย์เอง”
                ยูกิกล่าวถามด้วยความสับสนปนสงสัย เรื่องราวส่วนบุคคลที่ตนตั้งใจจะเอ่ยปากจึงไม่มีโอกาสหลุดออกมาเป็นถ้อยคำดั่งที่หวังไว้ “เรื่องนี้จะทำได้อย่างไร ในเมื่อวิชาฝีมือของอาจารย์นั้นเลิศล้ำไปกว่ายูกิหลายเท่านัก? อย่างที่อาจารย์กล่าวมาเมื่อครู่ทุกวินาทีที่ผ่านไปล้วนมีค่าเทียบเท่ากับชีวิตของผู้คน เพราะเหตุใดอาจารย์จึงไม่ใช้ความสามารถนี้ช่วยยุติสงครามด้วยตนเอง แต่กลับใช้เวลาที่มีค่าเหล่านั้นมาสอนให้กับยูกิที่มีฝีมือด้อยกว่าอาจารย์จนเทียบกันมิได้กระทำแทน”
                อาจารย์คาโรลยิ้มไม่ตอบคำอยู่พักหนึ่ง พลางยื่นมือออกไปสัมผัสบริเวณต้นแขนของศิษย์รัก จากนั้นจึงดึงยูกิเข้ามากอดในอ้อมอกอันอบอุ่น
 


Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
ศาสตราคู่กู้แผ่นดิน ตอนที่ 175 : เล่ม 6 - ตอนที่ 77 เหตุเกิดเพราะพิษร้าย (1-2) , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 2043 , โพส : 0 , Rating : 100% / 1 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1
หน้าที่ 1
Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

เธซเธ™เธฑเธ‡เธชเธทเธญเนƒเธซเธกเนˆเธ›เธฃเธฐเธˆเธณเน€เธ”เธทเธญเธ™เธžเธคเธฉเธ เธฒเธ„เธก 2561

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android