คุณกำลัง login ด้วย [ เปลี่ยนชื่อ | ออกระบบ ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

ศาสตราคู่กู้แผ่นดิน

ตอนที่ 183 : เล่ม 6 - ตอนที่ 80 - เค้นสมองกรองสถานการณ์ (1-2)


     อัพเดท 25 ก.ค. 51
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: ฟรีสไตล์/แฟนตาซี
Tags: ยังไม่มี
ผู้แต่ง : มือเดียวค้ำฟ้า ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ มือเดียวค้ำฟ้า
My.iD: https://my.dek-d.com/eva00r
< Review/Vote > Rating : 99% [ 3,288 mem(s) ]
This month views : 26 Overall : 262,884
4,383 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 290 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
ศาสตราคู่กู้แผ่นดิน ตอนที่ 183 : เล่ม 6 - ตอนที่ 80 - เค้นสมองกรองสถานการณ์ (1-2) , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 1324 , โพส : 0 , Rating : 100% / 1 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


ภาคสะบัดดาบอาบแสงจันทร์

ตอนที่ 80 เค้นสมองกรองสถานการณ์

5 มีนาคม อ.ศ. 226

 

งานก่อสร้างซ่อมแซมหอคอยที่พังทลายดำเนินการต่อเนื่องกันตั้งแต่เมื่อคืนก่อน

                แม่ทัพทาเรียยืนควบคุมการก่อสร้างกำแพงที่ชำรุดด้วยตนเอง นางสลับทหารที่ประจำการอยู่ที่หอคอยส่วนอื่นมาเข้าเวรแทน ดึงกองกำลังส่วนกลางที่เหลือหกพันคนมาช่วยเก็บกวาดสิ่งที่สงครามทิ้งเอาไว้ กว่าจะจัดการกับพื้นที่บริเวณสนามรบได้เสร็จสิ้นคงจะต้องใช้เวลาวันนี้อีกทั้งวัน กองทหารสามพันนายที่เคยประจำการอยู่ที่หอคอยทิศตะวันตกเฉียงเหนือประสบกับความสูญเสียไปกว่าครึ่ง ซึ่งเป็นตัวเลขใกล้เคียงกันกับความสูญเสียของฝ่ายตรงข้าม อาจได้เปรียบเรื่องจำนวนการสูญเสียเล็กน้อยหากไม่นับรวมกำแพงที่ถูกเผาไปแถบหนึ่งและหอคอยที่พังทลายไปกว่าครึ่ง ซึ่งถือว่าฝ่ายตรงข้ามเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ

                บลูยืนมองแม่ทัพสตรีผู้นี้อยู่ห่างๆเพราะรู้ว่าไม่ว่าคำกล่าวใดๆก็มิอาจปลอบประโลมจิตใจที่บอบช้ำ และยิ่งไปกว่านั้นเขาทราบว่าคำปลอบประโลมเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น สิ่งที่จำเป็นก็คือกระบี่และแผนการที่จะทำให้ศึกต่อไปประสบชัยชนะ บลูจึงหยิบแผนที่ที่ตนเองเคยศึกษาไว้รอบหนึ่ง ยืนอยู่บนหอสังเกตการณ์สูงเทียบสิ่งที่อยู่ในมือกับพื้นที่สมรภูมิของจริง วงกลมแดงวงแรกที่เขาเคยทำเครื่องหมายไว้ก็คือบริเวณทิศตะวันตกเฉียงเหนือแห่งนี้ ที่ถูกจู่โจมจนประสบเหตุยับเยิน บลูลอบถอนหายใจคำนึงว่า หากมาถึงเร็วกว่านี้สักวันหนึ่งความสูญเสียที่ไม่จำเป็นต้องเกิดเหล่านี้ก็จะไม่มีวันเกิดขึ้น

                สตรีชาวนอร์วัยยี่สิบเอ็ดปีเดินเข้ามาจากเบื้องหลัง กล่าวว่า “ขอบคุณท่านบลูมากที่ช่วยบิดาของข้าเอาไว้”

                บลูส่ายศีรษะพลางตอบว่า “เจ้าสมควรจะไปขอบคุณลูทเสียมากกว่า อาการบาดเจ็บของท่านแม่ทัพโจนาธานเป็นอย่างไรบ้าง?

                “ท่านพ่อไม่เป็นไรแล้ว” ซิลิเซียในยามปัจจุบันดูไม่คล้ายกับสตรีเท่าใดนัก ชุดที่นางสวมใส่เป็นชุดเกราะของตึกธงดาบเต็มตัวสีขาวแซมฟ้า หากนางมิได้เปิดหมวกเหล็กให้เห็นใบผิวหน้าอันขาวผ่องแล้วคงไม่มีใครคิดว่าบุคคลที่อยู่ใต้ชุดรบเช่นนั้นเป็นสตรี ใบหน้าของซิลิเซียผสานความงดงามและความมุ่งมั่นเข้าด้วยกัน ไว้ผมสีแดงยาวประมาณต้นคอ เหมาะกับบุคลิกที่กระฉับกระเฉงต่างกับพี่สาวที่อ่อนหวานนุ่มนวล

                ซิลิเซียกล่าวต่อไปว่า “หอรบแห่งนี้แม้ยังไม่พังทลายลงมาแต่ก็คงใช้การไม่ได้อีก โครงสร้างหลักของมันถูกทำลายจนไม่ปลอดภัยที่จะนำทหารขึ้นไปประจำการเบื้องบนเป็นจำนวนมาก”

                บลูกำลังนึกถึงปัญหาเรื่องนี้อยู่พอดีจึงถามว่า “เจ้าคิดว่าส่วนของหอคอยที่เหลือจะพอรับน้ำหนักของคนได้เป็นจำนวนเท่าใด?

                ซิลิเสียสงสัยที่เหตุใดบลูจึงถามเช่นนั้น แต่ก็ตอบไปตามเนื้อผ้าว่า “หากเป็นสภาพในปัจจุบันคาดว่าคงรับน้ำหนักได้ไม่เกินสี่ห้าสิบคน แต่ถ้าผ่านการซ่อมแซมเบื้องต้นไปแล้วอาจรับน้ำหนักได้ราวแปดสิบถึงร้อยคน”

                “สี่ห้าสิบคนอย่างนั้นหรือ? นั่นก็เป็นจำนวนที่เพียงพอแล้ว” บลูพยักหน้าถี่ๆใช้ปากกาวงกลมแผนที่บริเวณนี้แล้วเขียนตัวหนังสือกำกับไว้ด้านข้าง

                บลูถามต่อไปว่า “ขออภัยที่ข้าอาจถามตรงไปตรงมาสักเล็กน้อย ไม่ทราบว่าเจ้าทราบภูมิศาสตร์และรายละเอียดของป้อมวอเตอร์ดีพแห่งนี้ดีสักเท่าใด?

                “ตั้งแต่ที่ครอบครัวของข้าประสบกับความสูญเสีย ตัวของข้านั้นก็ไม่ยอมอยู่ร่วมฟ้าเดียวกันกับพวกจักรวรรดินอร์อีก เมื่อท่านพ่อตัดสินใจออกรบในแนวหน้าเพื่อกอบกู้ชื่อเสียงวงศ์ตระกูลล้างแค้นให้กับทุกคน ข้าเองย่อมมิอาจนิ่งดูดายได้เช่นกัน จวบจนบัดนี้ข้าถึงได้ทราบสิ่งที่ท่านแม่และพี่โซเฟียเคยคะยั้นคะยอให้ศึกษา ไม่ว่าจะเป็นเพลงกระบี่ประจำตระกูลหรือวิชาทางการทหาร ทั้งๆที่มันสมควรจะเป็นเรื่องของเหล่าบุรุษ ไม่นึกไม่ฝันว่าข้าจะมีโอกาสได้ใช้มันอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก ตั้งแต่ที่ข้าได้เหยียบป้อมวอเตอร์ดีพแห่งนี้ก็ใช้เวลาส่วนใหญ่ศึกษาสมรภูมิรบจนกระจ่าง ไม่ว่าซอกใดหรือหลืบใดในพื้นที่กว้างขวางนี้ข้าเคยสัมผัสมาแล้วทั้งสิ้น หาไม่แล้วข้าก็ไม่อาจที่จะสู้หน้าบุคคลในตระกูลวิลล์ที่ล่วงลับไปได้ใช่หรือไม่?” ซิลิเซียกล่าวด้วยใบหน้าอันมุ่งมั่น

                “เจ้าเข้มแข็งยิ่งนัก” บลูกล่าวชมเชยในพลังใจของสตรีผู้นี้

                “ท่านอย่าได้ชมเชยข้าเช่นนี้เลย ท่านทราบหรือไม่กว่าข้าจะสามารถลุกขึ้นมายืนด้วยสองเท้าของตนเองตัดสินใจได้เช่นนี้ ก็ไม่รู้ว่าผ่านความระทมสูญเสียน้ำตาไปมากน้อยสักเท่าใด แต่ถ้าไม่สามารถยืนหยัดขึ้นมาเช่นนี้ตระกูลวิลล์ที่ล่มสลายไปเหลือเพียงข้ากับบิดาจะทำเช่นไร ความแค้นของท่านปู่ ท่านลุงและท่านพี่ที่พกลงปรภพไปผู้ใดจะเป็นคนสะสาง? เนื่องเพราะทุกคนนั้นตายหมดแล้ว” ซิลิเซียกล่าวด้วยน้ำเสียงอันราบเรียบ เดินเขยิบกายเข้ามาใกล้บุรุษหนุ่มผมน้ำเงินจนยืนอยู่เคียงคู่กัน ทอดสายตามองลงไปพื้นที่เบื้องล่างที่เต็มไปด้วยเหล่าทหารจากตึกธงดาบกำลังทำงานซ่อมแซมอยู่

                สตรีผมแดงกล่าวว่า “ข้าทราบว่าภาระที่ข้าเลือกจะแบกรับไว้นั้นหนักหนายิ่งกว่าเกราะเหล็กทั้งร่างหลายเท่า แต่ก็อย่างว่า มันเป็นหนทางที่ข้าตัดสินใจจะเลือกเดิน เช่นเดียวกันกับนักรบตึกธงดาบเหล่านี้ พวกเขาต้องการศูนย์รวมจิตใจ ที่จะนำพาพวกเขาไปถึงจุดหมายเดียวกัน นั่นคือการล่มสลายของจักรวรรดินอร์และการกลับมาอีกครั้งของตึกธงดาบ” นางทอดถอนหายใจครั้งหนึ่ง กล่าวต่อไปว่า “ต้องขอบคุณท่านลูทที่ช่วยสังหารวาคินผู้ทรยศไปแล้วคนหนึ่ง อย่างน้อยความคับแค้นของผู้คนตึกธงดาบที่ถูกล่อลวงสังหารก็ถูกปลดปล่อยไปแล้วส่วนหนึ่ง”

                บลูรับฟังคำกล่าวเหล่านี้ก็ทราบว่าสตรีนางนี้น่าสงสารเพียงใด ด้วยวัยและความงามของนางที่แอบแฝงอยู่ในชุดเกราะนักรบ ซิลิเซียสมควรจะใช้ชีวิตเป็นคุณหนูอยู่ในห้องหออย่างสุขสบาย มิใช่มาตรากตรำอยู่ในสมรภูมิแบกรับความแค้นแสนสาหัสเช่นนี้ แต่เขาก็แอบชื่นชมนางอยู่ในใจ สตรีที่มิอาจต้านแรงลมนางหนึ่งสามารถผ่านเหตุการณ์เลวร้ายหาที่ใดเปรียบยืนหยัดขึ้นมาด้วยลำแข้งของตนเองเช่นนี้ย่อมมีพลังใจที่ไม่ธรรมดา

                “คนอย่างวาคินสมควรตายตั้งแต่แรกอยู่แล้ว” บุรุษหนุ่มผมน้ำเงินกล่าวต่อไปว่า “ในเมื่อเจ้าทราบพื้นที่ทุกตารางนิ้วของป้อมวอเตอร์ดีพแห่งนี้ ข้าก็มีเรื่องอยากขอร้องเจ้าเรื่องหนึ่งจะได้หรือไม่?

                “เรื่องอันใดหรือท่านบลู?

                บลูหยิบแผนที่ยื่นให้ซิลิเซียมองผ่านตาพลางกล่าวว่า “นี่คือแผนที่แสดงแนวป้องกันป้อมวอเตอร์ดีพที่ข้าคิดค้นขึ้น โดยอาศัยข้อมูลจากแผนที่ของสำนักข่าวพิราบรายวันเป็นที่ตั้ง อย่างไรก็ตามภูมิประเทศของจริงย่อมแตกต่างกับสิ่งที่เขียนอยู่บนกระดาษไม่มากก็น้อย ยกตัวอย่างเช่นพื้นที่บริเวณนี้และรายละเอียดของหอคอยหลังต่างๆ หากได้เจ้าช่วยร่วมทางปรับปรุงแนวป้องกันเหล่านี้ให้ดียิ่งขึ้น แผนการป้องกันฉบับนี้จะสมบูรณ์มากขึ้นอีกหลายส่วน”

                ซิลิเซียพยักหน้าด้วยสายตาที่ชื่นชม กล่าวว่า “ท่านบลูอย่าได้เรียกสิ่งนี้เป็นคำขอร้องเลย ข้าต่างหากที่ต้องขอบคุณท่านที่ช่วยสร้างแผนป้องกันขึ้นมา เพียงมองดูคร่าวๆก็ทราบว่ามีหลายจุดที่ไม่ตรงกับแนวการป้องกันปัจจุบัน หากข้าได้มีโอกาสประชุมกับท่านแม่ทัพทาเรียและท่านพ่อ ก็จะนำแผนป้องกันของท่านไปเสนอต่อที่ประชุม”

                “ไม่ทราบว่าการประชุมครั้งถัดไปจะมีขึ้นในเวลาใด”

                ซิลิเซียครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งแล้วตอบว่า “โดยปกติแล้วที่ป้อมวอเตอร์ดีพจะมีการประชุมใหญ่วันละสองครั้งคือเช้ากับเย็น แต่ในวันนี้คาดว่าการประชุมในช่วงเช้าคงจะถูกยกเลิกไปเสีย ตั้งแต่เหตุการณ์ในตอนเย็นเมื่อวานท่านแม่ทัพทาเรียยังคงมิได้หลับนอนสักชั่วครู่ยาม การประชุมครั้งต่อไปน่าจะถูกจัดขึ้นในเวลาเย็น ทันใดที่ซากสงครามเหล่านี้ถูกจัดการเรียบร้อยไปส่วนหนึ่ง”

                บลูรับแผนที่ที่ซิลิเซียส่งคืนให้พลางกล่าวว่า “เช่นนั้นพวกเราสมควรจะรีบทำแผนป้องกันนี้ให้เสร็จก่อนจะถึงการประชุมจริงหรือไม่?

                ซิลิเซียเห็นด้วยจึงพยักหน้ารับคำ กล่าวต่อไปว่า “ท่านบลูสามารถโดยสารม้าของข้าไปที่ตัวป้อมวอเตอร์ดีพเสียก่อน จากนั้นข้าจะให้พวกทหารจัดหาม้าศึกให้ท่านตัวหนึ่ง”

                “ขอบคุณเจ้ามาก พวกเรารีบไปกันเถิด”

                เสียงอืมคำหนึ่งดังขึ้น หนึ่งบุรุษหนึ่งหญิงสาวออกปฏิบัติงานร่วมกัน มีเป้าหมายต่อต้านกองทัพอันเกรียงไกรของจักรวรรดินอร์ แม้ว่าศึกชิมลางจะประสบกับความสูญเสียพ่ายแพ้ แต่ในศึกครั้งต่อไป ทั้งสองจะไม่ยอมให้เหตุการณ์เกิดซ้ำรอยเดิมอีก

 

รองแม่ทัพบาวาเรีย นายกองปาร์กเกอร์และบรรดาสายลับรวมสิบสองคนนั่งสนทนาอยู่กับบุรุษหนุ่มอีกคนหนึ่ง

                รองแม่ทัพบาวาเรียเล่าถึงเหตุการณ์ครั้งก่อนว่า “หลังจากที่ท่านลูท ท่านทูตและท่านรินะล่อพวกอุปราชนอร์ผู้นั้นไปอีกทางหนึ่ง พวกเราก็ขับรถม้าหนีขึ้นเหนือมาอย่างไม่คิดชีวิต โชคดีที่ได้องครักษ์เคนอิชิโระช่วยคุ้มครอง จึงสามารถผ่านเหล่ามือปราบใต้สังกัดเอนเซลมาได้หลายกอง สุดท้ายเดินทางกลับมาถึงที่เอเวอร์เกรซอย่างปลอดภัย พวกเราเป็นห่วงในความปลอดภัยของพวกท่านทั้งสามอย่างมาก ทันใดที่กลับถึงเอเวอร์เกรซจึงขอความช่วยเหลือจากองครักษ์เคนให้ช่วยสืบข่าวอีกแรงหนึ่ง แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่ทราบว่าพวกท่านเป็นอย่างไรจนกระทั่งถึงการศึกเมื่อวาน”

                ลูทโบกมือกล่าวว่า “ท่านนายกองไม่ต้องเป็นห่วงข้าหรอก หนังข้าเหนียวออกอย่างนี้แล้วจะเป็นไรไปได้ ไม่สิข้าเรียกผิดไป ต้องเรียกว่าท่านรองแม่ทัพใช่หรือไม่?

                รองแม่ทัพบาวาเรียรีบออกตัวว่า “เรียกข้าบาวาเรียเหมือนเดิมก็เพียงพอแล้ว หากมิได้ท่านลูทช่วยรับมืออุปราชนอร์ผู้นั้น ข้าคงไม่อาจรอดกลับมารับตำแหน่งรองแม่ทัพได้เช่นนี้”

                นายกองปาร์กเกอร์หัวเราะฮาๆพร้อมกล่าวว่า “มิใช่หรอกท่านรองแม่ทัพ หากมิได้ท่านลูทช่วยเหลือตำแหน่งรองแม่ทัพของท่านต้องเป็นของปาร์กเกอร์ผู้นี้ ส่วนตำแหน่งของท่านจะกลายเป็นตำแหน่งแม่ทัพแทน เป็นการเลื่อนยศสองขั้นหลังจากที่ได้พลีชีพในการปฏิบัติภารกิจ”

                ทุกผู้คนในห้องต่างสงเสียงหัวเราะโดยพร้อมเพรียงกัน ไม่เว้นแม้แต่รองแม่ทัพบาวาเรียที่นานๆจะยิ้มสักทีหนึ่ง แม้ลูทจะมิได้เป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงดั่งภารกิจในนครหลวงเอนเซลเลียร์ แต่หลังจากทั้งสิบสองเห็นผลงานของลูทมาครั้งหนึ่งแล้ว จึงนับถือเลื่อมใสยกย่องให้เป็นผู้บังคับบัญชาเหมือนเดิม

                ลูทถามต่อไปว่า “ไม่ทราบว่าในขณะนี้องครักษ์เคนเป็นอย่างไรบ้าง? เขามิได้หนีกลับเอเวอร์เกรซพร้อมกับพวกท่านหรอกหรือ?

                รองแม่ทัพบาวาเรียส่ายหน้ากล่าวว่า “ท่านเคนจะอย่างไรก็เป็นชาวเอนเซล เขาตกลงจะร่วมหัวจมท้ายกับพวกเราแต่ไม่ยอมเดินทางสายเดียวกันกับพวกเรา ก่อนจากกันเขาฝากคำพูดมาถึงท่านลูทว่า หากได้พบท่านลูทอีกครั้งหนึ่ง ก็ขอให้ช่วยบอกท่านลูทว่าข้าเคนอิชิโระจงรักภักดีต่อสหพันธรัฐเอนเซล มิใช่จงรักภักดีกับบุคคลขายชาติอย่างราชิตและชิล่า แต่ในเมื่อโลหิตในกายของข้ายังเป็นโลหิตเอนเซลทุกหยาดหยด ก็มิอาจตัดช่องน้อยแต่พอตัวละทิ้งแผ่นดินไปได้ ข้าจะยังคงดำรงตำแหน่งองครักษ์ประจำการในเอนเซลเลียร์หาทางสนับสนุนท่านลูทอยู่ที่นี่ และเชื่อว่าสักวันหนึ่งพวกเราจะได้มีโอกาสจับอาวุธทำงานร่วมกันอีกครั้ง แต่ในขณะนี้ข้าเคนอิชิโระขออำลา

                ลูทพยักหน้ารับคำ กล่าวว่า “คนเราแต่ละคนล้วนมีทางเดินเป็นของเขาเอง ท่านเคนก็เช่นกันพวกเราไม่มีสิทธิ์ที่จะไปเปลี่ยนแปลงอุดมการณ์ส่วนบุคคล เป็นเรื่องที่ดีเสียอีกที่ท่านเคนประจำการอยู่ที่นั่น พวกเราจะได้มีหูตาคอยส่งข่าวสารจากเอนเซลที่ไว้วางใจได้ผู้หนึ่ง แต่ข้ายังเกรงว่าในเมื่อท่านเคนช่วยพวกท่านหลบหนีเขาจะไม่ถูกปองร้ายจากพวกของประธานาธิบดีราชิตหรอกหรือ?

                นายกองปาร์กเกอร์กล่าวว่า “พวกเราก็คิดเหมือนกันจึงเคยถามคำถามนี้กับท่านเคนไปแล้วครั้งหนึ่ง ชักชวนให้มาอยู่กับพวกเราที่เอเวอร์เกรซนี้ แต่ท่านเคนยังยืนกรานว่าด้วยตำแหน่งและประสบการณ์ในการทำงานกว่าสิบปี เขาย่อมหาทางเอาตัวรอดได้อย่างสบาย ขอให้พวกเราไม่ต้องกังวลใจ จากนั้นจึงกล่าวคำอำลาหันกายจากไป”

                ลูทระบายลมออกจากปากครั้งหนึ่ง ถามคำถามที่เขาตั้งใจจะถามตั้งแต่แรกว่า “พวกท่านมีข่าวคราวของรินะบ้างหรือไม่? ตั้งแต่เหตุการณ์ครั้งนั้นข้าก็ยังไม่ได้ข่าวใดๆจากนางแม้แต่น้อย”

                “จริงหรือท่านลูท?” รองแม่ทัพบาวาเรียพยักหน้า กล่าวว่า “พวกเราได้ข่าวของท่านรินะมาเรื่องหนึ่ง อย่างน้อยก็เป็นเครื่องยืนยันความปลอดภัยของท่านรินะหลังจากเหตุการณ์ที่เอนเซลเลียร์”

                สีหน้าของลูทเปลี่ยนเป็นดีใจอย่างเห็นได้ชัด ถามว่า “รินะเป็นอย่างไรบ้าง ข่าวของท่านได้มาได้อย่างไร?

                “จะเป็นใครได้อีกนอกจากท่านเคนอิชิโระอีกที่ส่งข่าวนี้มาให้ มีคนเคยเห็นบุคคลที่เหมือนกับท่านรินะปรากฏกายในรัฐโอเบรอนตะวันออกครั้งหนึ่ง”

                ลูทขมวดคิ้วถามด้วยความสงสัยว่า “โอเบรอนตะวันออกหรอกหรือ? รินะจะไปทำอะไรในที่เช่นนั้น?

                รองแม่ทัพบาวาเรียส่ายหน้า กล่าวว่า “พวกเราก็ไม่เข้าใจเช่นกัน สถานที่ปรากฏกายของนางอยู่ใกล้กับเขตพื้นที่ส่วนบุคคลที่เป็นของตระกูลอาร์มาดิเนส นางปรากฏกายเพียงครั้งเดียวจากนั้นก็หายกลับเข้าไปในพื้นที่หวงห้าม สายของท่านเคนอิชิโระมิอาจติดตามเข้าไปได้จึงไม่มีโอกาสได้ไต่ถามเรื่องราวความเป็นมาให้แน่ชัด นอกเสียจากการยืนยันว่าได้พบกับท่านรินะครั้งหนึ่ง”

                ลูทถามต่อไปว่า “พวกท่านทราบหรือไม่ว่าตระกูลอาร์มาดิเนสมีความเป็นมาอย่างไร?

                นายกองปาร์กเกอร์เลิกคิ้วถามด้วยเสียงสูงว่า “ท่านลูทล้อเล่นใช่หรือไม่? ท่านไม่เคยได้ยินคำว่าตระกูลอาร์มาดิเนสมาก่อนจริงๆหรือ?

                ลูทครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง ตอบว่า “เรื่องได้ยินนั้นไม่เคยได้ยินแม้แต่ครั้งเดียว แต่เคยอ่านเจอจากทำเนียบสิบหกสุดยอดศัสตราวุธว่า มีบุคคลหนึ่งในตระกูลนี้ที่ครอบครองสุดยอดสิบหกศาสตรานามว่ากระบี่ตวัดเจ็ดดาว ไม่ทราบว่าข้ากล่าวถูกหรือไม่?

                รองแม่ทัพบาวาเรียพยักหน้า กล่าวว่า “ท่านลูทกล่าวได้ถูกต้อง ตระกูลอาร์มาดิเนสเป็นตระกูลของชนชั้นปกครองรัฐโอเบรอนตะวันออกมีประวัติที่เป็นที่น่าเกรงขามของบุคคลภายนอก ปกครองรัฐนั้นมายาวนานหลายชั่วอายุคน อิทธิพลของตระกูลอาร์มาดิเนสยังเป็นที่หวาดหวั่นแม้แต่ตัวประธานาธิบดีราชิตเองก็ไม่มีข้อยกเว้น ถึงขนาดต้องยอมอ่อนข้อให้กับประมุขคนปัจจุบันไอเวอร์สัน อาร์มาดิเนสอยู่สามส่วน แม้ว่าภายนอกแคว้นโอเบรอนตะวันออกจะอยู่ร่วมธงชาติเดียวกันกับอาณาจักรเอนเซล แท้จริงแล้วหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ การปกครองทั้งหมดของแคว้นโอเบรอนตะวันออกมีตระกูลอาร์มาดิเนสเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งจะสอดคล้องกับโอเบรอนตะวันตกที่มีตระกูลมู่เป็นผู้ปกครอง มิได้ขึ้นอยู่กับเอนเซลเลียร์ที่เป็นนครหลวงแต่ประการใด”

                “ไอเวอร์สัน อาร์มาดิเนส ใช่แล้วชื่อนี้แหละที่เป็นผู้ครอบครองกระบี่ตวัดเจ็ดดาว” ลูทพลันฉุกคิดถึงบุรุษลึกลับที่ดำเนินการสังหารราชครูคาริมในครั้งนั้น กล่าวว่า “เช่นนี้ยอดฝีมือที่ปรากฏกายในเอนเซลเลียร์ผู้นั้นต้องเป็นบุคคลในตระกูลอาร์มาดิเนส เพราะอายุที่เขาใช้นั้นเป็นกระบี่ตวัดเจ็ดดาวเล่มนี้หรือว่ารินะจะถูกจับตัวไปจนไม่สามารถรายงานเรื่องคราวความเป็นอยู่ต่อพวกเราได้?

                รองแม่ทัพบาวาเรียส่ายหน้าไม่เห็นด้วย กล่าวว่า “ตระกูลอาร์มาดิเนสมีรากฐานความเป็นมาอันช้านาน ประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในศีลธรรมอันดี ปกครองบ้านเมืองให้สงบสุขร่มเย็นจนทำให้โอเบรอนทั้งสองเป็นศูนย์กลางการค้าขายที่สำคัญที่สุดในยุคปัจจุบัน ข้ายังคงหาเหตุผลมิได้ที่ตระกูลอาร์มาดิเนสจะจับตัวท่านรินะไปเพราะเหตุผลประการใด สำหรับเรื่องที่ท่านลูทยืนยันว่าเห็นบุคคลที่ใช้กระบี่ตวัดเจ็ดดาวจริง ข้าคิดว่าเขาคงจะมีจุดประสงค์ที่แตกต่างกันออกไป และคงยื่นมือเข้าช่วยเหลือท่านรินะในเหตุการณ์ครั้งนั้นด้วยคุณธรรม เพราะในปัจจุบันมีเพียงบุรุษสองคนเท่านั้นที่มีคุณสมบัติใช้งานกระบี่ตวัดเจ็ดดาว ผู้หนึ่งก็คือไอเวอร์สันผู้นำตระกูลอาร์มาดิเนสคนปัจจุบัน และสองก็คือไอเวอร์เรียสทายาทคนปัจจุบันของทั้งตระกูลอาร์มาดิเนสและตระกูลมู่”

                ลูทพยักหน้าใช้ความคิดกลั่นกรองคำพูดของรองแม่ทัพบาวาเรีย เห็นว่ามีความเป็นไปได้อยู่หลายส่วน โดยเฉพาะตัวเขาเองยังนึกหาเหตุผลที่ฟังดูแล้วเข้าทีมิได้ว่า ตระกูลที่มีอำนาจมากขนาดนี้จะจับตัวหญิงสาวไร้เดียงสานางหนึ่งไปเพื่ออะไรกัน จึงถามต่อไปว่า “แต่ข้าก็ยังมีข้อสงสัยอยู่เรื่องหนึ่ง ในเมื่อนางกินดีอยู่ใดเพราะเหตุใดรินะจึงไม่ส่งข่าวมาหาพวกเรา? ถ้าหากไม่มีปัญหาใดๆพวกเราก็สมควรจะรับรู้จากตัวนางเองใช่หรือไม่ว่าในขณะนี้นางอยู่ดีมีสุข”

                นายกองปาร์เกอร์กล่าวว่า “เรื่องนี้พวกเราเองก็นึกไม่ออกเช่นกัน”

                รองแม่ทัพบาวาเรียจึงกล่าวตัดบทว่า “จะอย่างไรในเมื่อพวกเราทราบว่าท่านรินะมีความเป็นอยู่ปลอดภัยแล้วก็สมควรโล่งใจในระดับหนึ่งใช่หรือไม่ หากมีความเคลื่อนไหวอันใดที่แจ้งมาจากท่านเคนอิชิโระ ข้ารับประกันว่าจะให้ท่านลูทรับทราบเป็นบุคคลแรก”

                ลูทยิ้มอย่างจริงใจยื่นมือไปจับแขนรองแม่ทัพบาวาเรีย กล่าวว่า “ขอบคุณท่านรองแม่ทัพมาก จะอย่างไรรินะก็เป็นศิษย์น้องเพียงคนเดียวของข้า และเป็นน้องสาวของยูกิเสียด้วย ในเมื่ออาจารย์ไว้วางใจให้ข้าดูแลศิษย์น้องก็สมควรทำให้สมดั่งที่อาจารย์หวังไว้”

                “เรื่องแค่นี้เล็กน้อยท่านลูท พวกเราทั้งสิบสองนี้ยอมให้ความช่วยเหลือท่านอย่างเต็มใจ”

                ลูทกล่าวขอบคุณอีกครั้ง จากนั้นจึงถามว่า “เมื่อครู่ท่านรองแม่ทัพกล่าวว่าไอเวอเรียส อาร์มาดิเนสเป็นทายาทของทั้งตระกูลมู่และตระกูลอาร์มาดิเนสใช่หรือไม่? ไม่ทราบว่าเรื่องนี้มีความเป็นมาอย่างไร?

                รองแม่ทัพบาวาเรียอธิบายว่า “ตลอดหลายชั่วอายุคนที่ผ่านมาตระกูลมู่และตระกูลอาร์มาดิเนสผูกพันกันมาตลอด บุตรหลานของทั้งสองตระกูลต่างเป็นสหายที่ดีต่อกันไม่เคยคิดคดทรยศกันสักครั้งหนึ่ง แบ่งอำนาจหน้าที่กันปกครองเมืองโอเบรอนทั้งสองด้วยความจริงใจ พอถึงรุ่นของท่านมู่จื้อประมุขแห่งโอเบรอนตะวันตกคนปัจจุบัน ก็ได้ยกบุตรสาวคนเดียวนามว่ามู่ซิ่วหลันให้กับท่านไอเวอร์สัน อาร์มาดิเนส ดำเนินนโยบายรวมสองตระกูลให้เป็นทองแผ่นเดียวกันขจัดต้นตอของปัญหาของความขัดแย้งทั้งหมดให้หมดไป นั่นเป็นเรื่องเมื่อราวๆสามสิบปีก่อนที่ข้าเคยได้ยินมาอีกเที่ยวหนึ่ง ปัจจุบันท่านไอเวอร์สันและท่านมู่ซิ่วหลันมีบุตรเพียงคนเดียว ผู้นั้นก็คือไอเวอร์เรียส อาร์มาดิเนสอายุยี่สิบหกปี เป็นทายาทคนปัจจุบันของตระกูลทั้งสอง ชาวโอเบรอนทั้งหลายก็มุ่งหวังที่จะเห็นสองเมืองรวมเป็นหนึ่งในยุคของทายาทผู้นี้ในอนาคต”

                “มู่ซิ่วหลันอย่างนั้นหรือ?” ลูทนึกออกว่าชื่อนี้เคยได้ยินมาในที่ใด แล้วก็กล่าวว่า “ใช่แล้ว! นั่นแสดงถึงความเป็นไปได้อย่างยิ่งที่ตระกูลอาร์มาดิเนสจะรับตัวรินะเอาไว้ในความคุ้มครอง พอคิดได้เช่นนี้นี้ค่อยสามารถปลดความเป็นห่วงรินะไปได้ชั่วคราว”

                พวกของรองแม่ทัพบาวาเรียทั้งสิบสองตามความคิดของลูทไม่ทัน จึงพากันขมวดคิ้วถามว่า “พวกข้าจับต้นชนปลายไม่ถูกแล้วท่านลูท พอจะช่วยอธิบายได้หรือไม่?

                ลูทจึงค่อยๆอธิบายว่า “ยอดฝีมืออายุสี่สิบกว่าผู้ที่ข้าเคยประมือด้วยหนหนึ่งนั้นคือไอเวอร์เรียส อาร์มาดิเนส เขาสังหารราชครูคาริมสร้างความวุ่นวายในตัวทำเนียบกลางแล้วจากไป ทีแรกข้าคิดว่าบุคคลผู้นี้เป็นพวกเดียวกันกับอัศวินดำเสียอีก แต่พอฟังเรื่องราวจากพวกท่านแล้วพบว่าคงมิใช่เช่นนั้น ประกอบกับการที่รินะชักนำเจ้าครองแคว้นชิล่าไปอีกทางหนึ่ง อาจเป็นไปได้ที่นางได้รับความช่วยเหลือจากไอเวอร์เรียสผู้นี้แล้วนำตัวไปอยู่ที่แคว้นโอเบรอนตะวันออก พอประกอบกับการที่ท่านมู่ซิ่วหลันเคยเป็นอาจารย์ของยอดหญิงยูกิผู้เป็นพี่สาวของรินะ และในขณะเดียวกันท่านมู่ซิ่วหลันก็เป็นคนของตระกูลอาร์มาดิเนส เหตุการณ์ทั้งหลายจึงเชื่อมต่อกันเป็นเนื้อเดียว ที่ตระกูลอาร์มาดิเนสจะรับตัวรินะเอาไว้ในความคุ้มครอง และพยายามมิให้นางออกไปปรากฏกายหรือส่งข่าวใดๆ เพราะนางเป็นผู้ที่ทางนครหลวงเอนเซลเลียร์ต้องการตัว หากทราบว่าตระกูลอาร์มาดิเนสให้ความคุ้มครองนางแล้วอาจเกิดความขัดแย้งกันได้”

                รองแม่ทัพบาวาเรียฟังการวิเคราะห์ของลูทแล้วพลันถามว่า “แต่ข้าเองก็ยังไม่เข้าใจอยู่เรื่องหนึ่ง ที่ท่านลูทว่าไอเวอร์เรียสไปลอบสังหารราชครูคาริม เรื่องนี้จะมีเหตุผลอธิบายได้อย่างไร?

                สตรีสูงวัยนางหนึ่งในบรรดาพวกพ้องทั้งสิงสองของรองแม่ทัพบาวาเรียเอ่ยปากว่า “ข้าพอจะทราบรายละเอียดเกี่ยวกับพฤติกรรมของราชครูคาริมอยู่บ้าง ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับเรื่องของท่านไอเวอร์เรียสผู้นี้ ไม่ทราบว่าพวกท่านจะทดลองฟังดูหรือไม่?

                ลูทยิ้มพลางกล่าวว่า “รบกวนท่านป้าช่วยเล่าให้ข้าฟังสักรอบหนึ่ง”

                สตรีนางนั้นจึงเริ่มเล่าว่า “ย้อนไปกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเมืองธอร์ ท่านลูทคงจะจำได้ใช่หรือไม่ว่ามีการฆ่าล้างตระกูลหลิวโดยฝีมือของเฒ่าชราจางเสินโส่ว จากการสืบสวนของมือปราบเอนเซลที่ข้าไปแฝงตัวทำงานเป็นแม่บ้านอยู่ที่นั่น ก็พอจะสืบทราบได้ว่าบุคคลในตระกูลหลิวเหล่านี้ล้วนเป็นแกนในนำสมาคมค้ามนุษย์ทั้งสิ้น พวกมันจะทำการฉุดคร่าหญิงสาวชาวบ้านที่ดูแล้วหน้าตาหมดจดงดงามนำไปขายให้กับสถานบันเทิงเริงรมย์ที่เปิดทำการอยู่ในเอนเซลเลียร์ โดยจะส่งมือดีไปตามหมู่บ้านต่างๆใช้ผงนิทราลืมเลือนมอมประสาท พบคนขัดขางคนหนึ่งฆ่าคนหนึ่งพบคู่หนึ่งก็ฆ่าคู่หนึ่ง ซึ่งในวันก่อนท่านรินะก็เกือบจะตกเป็นเหยื่อรายหนึ่งของพวกมัน”

                ลูทมีสีหน้าแค้นเคืองยิ่งเมื่อได้ฟังถึงตรงนี้ ลอบด่าทออยู่ในใจว่า พวกนี้เลวยิ่งกว่าเดียรัจฉาน

                “พวกมือปราบชาวเอนเซลดำเนินการสืบสาวไปถึงต้นตอ พบว่าการค้ามนุษย์เหล่านี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับหอเย้ยดาราที่มีราชครูคาริมอยู่เบื้องหลังอีกทีหนึ่ง แต่ด้วยอำนาจบาตรใหญ่ที่เป็นรองเพียงประธานาธิบดีราชิตเพียงผู้เดียวจึงไม่มีผู้ใดกล้าไปแตะต้องราชครูผู้นี้แม้แต่ปลายก้อย นอกเสียจากเฒ่าชราจางเสินโส่วที่ไม่เห็นผู้ใดในแผ่นดินอยู่ในสายตา ผลสุดท้ายราชครูคาริมจึงใช้อำนาจของตนสั่งจับตายเฒ่าชราผู้นี้เสีย ข้าคิดว่าท่านไอเวอร์เรียสคงจะสามารถสืบสาวจนล่วงรู้ความเป็นมาเป็นไป จนผลสุดท้ายจึงตัดสินใจลงมือสังหารราชครูคาริมผู้เป็นต้นตอเสีย”

                “เรื่องนี้มีความเป็นไปได้อย่างยิ่ง” ลูทพยักหน้าสองสามครั้ง ลุกขึ้นพร้อมกับกล่าวด้วยความยินดีว่า “ขอบคุณท่านป้ามากที่ให้ข่าวสารอันล้ำค่า การที่ได้สนทนากับพวกท่านทั้งสิบสองนับเป็นความโชคดีของข้ายิ่งนัก วันนี้ที่ข้าตัดสินใจมาที่ป้อมวอเตอร์ดีพแห่งนี้ก็เพื่อจะปกป้องสาธารณรัฐนอร์ให้พ้นเงื้อมมือจักรวรรดิ เมื่อทราบว่ารินะอยู่ดีมีสุขเช่นนี้ก็ทำให้ปราศจากความกังวลใจอีก กระบี่เขี้ยวราชสีห์เล่มนี้จะได้มุ่งมั่นอยู่กับภารกิจเบื้องหน้าอย่างเต็มที่เสียที”

                รองแม่ทัพบาวาเรีย นายกองปาร์กเกอร์และบุคคลอื่นๆทั้งสิบสองลุกขึ้น ยินเสียงรองแม่ทัพบาวาเรียกล่าวว่า “พวกเราทั้งหลายก็มีความคิดเช่นเดียวกัน จึงอาสาของร้องท่านผู้ตรวจการโลเปซให้โยกย้ายมาอยู่ที่แนวรบหน้าสุดเช่นนี้ หากท่านลูทต้องการสิ่งใดก็ของให้บอกพวกเราได้อย่างไม่ต้องเกรงใจ พวกเราทั้งสิบสองพร้อมที่จะช่วยเหลือ ติดตามท่านไปในสงครามครั้งนี้ไม่เสียดายแม้กระทั่งชีวิต”

                ลูทยิ้มรับครั้งหนึ่งด้วยความจริงใจ กล่าวคำอำลาแล้วจึงเดินออกจากค่ายทหารแห่งนี้ การกระทำของเขาที่ผ่านมาในอดีตเพาะสร้างขึ้นเป็นสินน้ำใจที่มิอาจลบเลือนของบุคคลทั้งสิบสองไปเสียแล้ว และจากสินน้ำใจเล็กๆน้อยๆที่ค่อยๆบ่มเพาะนี้เอง ที่ได้ช่วยสร้างเส้นทางให้กับเขา จนกลายเป็นบุรุษที่ไม่มีผู้ใดกล้าดูแคลนในอนาคต



Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
ศาสตราคู่กู้แผ่นดิน ตอนที่ 183 : เล่ม 6 - ตอนที่ 80 - เค้นสมองกรองสถานการณ์ (1-2) , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 1324 , โพส : 0 , Rating : 100% / 1 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1
หน้าที่ 1
Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

เธซเธ™เธฑเธ‡เธชเธทเธญเนƒเธซเธกเนˆเธ›เธฃเธฐเธˆเธณเน€เธ”เธทเธญเธ™เธžเธคเธฉเธ เธฒเธ„เธก 2561

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android